370705 สัจธรรมคืออะไร (เท็ปภายใน) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์369 KB
วันที่แก้ไข25 มิถุนายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

370705 สัจธรรมคืออะไร (เท็ปภายใน) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ราชธานีอโศก

สัจธรรมคืออะไร (เท็ปภายใน) วิจารณ์ศาสนาคริสต์ - พูดเรื่องการเมือง โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 5 กรกฎาคม 2537 ณ พุทธสถานราชธานีอโศก

จะเป็นวันเกิดเป็นวันตาย หรือเอาเป็นวันสำคัญอะไรที่เราจะกำหนดขึ้นมาตามสัจจะ คำว่าสัจจะก็คือ สิ่งที่มันดี อาตมาเคยให้ความหมายแล้ว สิ่งที่ดีแต่ก็ไม่ได้มีความจบอยู่ที่นั่น แต่ที่จริง จบที่สุดก็คือคำว่า "ดี" ในภาษาไทย ดีที่สุดมันมีอะไรเป็นองค์ประกอบ มีเงื่อนไขหลักอะไรอื่นๆ อีกที่จะเป็นตัวขยาย เสริมหนุนความหมายให้เข้าใจชัดขึ้น ดีก็คือสิ่งที่ จะต้องถูกต้อง จะต้องเป็นไปได้ จะ ต้องเป็นประโยชน์คุณค่า จะต้องพ้นทุกข์ จะต้องเข้าถึงได้ทางจิตวิญญาณ อันนี้เป็นเรื่องลึกซึ้งมากดีนี่ หรือเรียกว่าสัจจะ หรือสัจธรรม สัจธรรมจะต้องดี จะต้องถูกต้อง จะต้องเป็นประโยชน์หรือเป็นไปได้ เป็นประโยชน์คุณค่า เป็นไปได้ จะต้องเข้าถึงทางจิตวิญญาณ หมายความว่าจิตวิญญาณนี่จะต้องเป็น ลักษณะนั้น คนนั้นจะต้องเป็นอย่างนั้น เช่นว่านิพพาน หรือเช่นว่าอ่านรู้กิเลสในจิตใจเรา โดยผู้ที่เป็นเจ้าของจิตของตัวเองนี่จะต้องมีญาณ มีปัญญานั้น เข้าถึงความรู้นั้น อ่านเห็นของจริงนั้น กิเลสมันก็เป็นนามธรรมในตัวเรา แล้วเราจะต้องมีปัญญาอ่านเห็นกิเลสจริงๆ เข้าถึงความเป็นปัญญา เข้าถึงความเป็นญาณ ญาณทัสสนะ เข้าถึงความเห็นจริง เห็น อ๋อ! อาการกิเลสมันเป็นอย่างนี้จริงๆ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ อ่านออกจริงๆ อ่านออกแล้วก็มีวิธีการในตัวเราเองอีก เข้าถึงความเป็นทางจิต มนสิการทำใจในใจ ทำจิตในจิต มนสิการนี่คือการทำใจในใจทำจิตในจิต ให้กิเลสนั้นลด มีวิธีจากสมถภาวนาที่เราเรียนกันด้วยวิปัสสนาภาวนา เป็นวิธีใหญ่ๆ 2 วิธี เราทำอย่างไร

อ่านต่อ

ทำด้วยการใช้เรี่ยวแรง ใช้พลังอะไรก็ตามใจ ให้มันลด ให้มันจาง ให้มันคลาย กับใช้เหตุ ใช้ผล ใช้หลักฐานความจริง ยืนหยัด ยืนยัน เพื่อที่จะให้กิเลสนั้นมันอ่อนตัว กิเลสนั้นมันตาย กิเลสนั้นมันดับ ยิ่งดับเร็วเท่าไรยิ่งดี นั่นวิปัสสนาภาวนา คือการกระทำให้เกิดผล โดยความรู้ เป็นความรู้ที่ประกอบไปด้วยความจริง ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยหลักด้วยฐาน ไม่ใช่ ให้มันดับไปโดยมะลื่อทื่อด้วยแรงด้วยเรี่ยว ด้วยการกระทำอย่างไม่มีความหมาย ไม่มีความรู้ประกอบ แล้วมันก็หลงได้ด้วยสมถภาวนา มันก็ช่วยได้ เราก็ทำ แล้ว ใจในใจของเราก็จะเข้าถึงสภาพอย่างที่กล่าวนี้จริงๆ เป็นผลแล้วมีญาณซ้อน มี ญาณปัญญาซ้อนอีกว่า เราทำได้หรือไม่ได้ ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง แล้วยังมีญาณ ซ้อนลงไปอีก ญาณปัญญาซ้อนลงไปอีก รู้อารมณ์ในการที่ลดกิเลสนั้นแล้ว เราทำได้แล้ว กิเลสลดแล้ว อารมณ์ที่ลดจากกิเลส ลดไปแล้วเป็นอารมณ์อย่างไร เรียกว่ารู้จิตวิญญาณที่กิเลสลดหรือปราศจากกิเลส กิเลสลดลงไปก็เรียกธรรมรส มันลดลงไปน้อยลงไปตามลำดับๆๆ มีปีติ มีปัสสัทธิ มีอะไรต่ออะไรต่างๆนานา เป็นองค์ธรรมที่เรียกว่าองค์ฌาน องค์ฌานมีปีติ มีปัสสัทธิ มีวิตกวิจาร ลด มีปีติลด มีสุขก็สุขอย่างสงบจากกิเลส ที่กิเลสเบาบางนี่ คำว่าสุขอันนี้ เป็นวูปสโมสุข เป็นสุขอย่างพิเศษ ไม่ใช่สุขเสพสมสุขสม สุขที่เราอยากจะได้อะไร แล้วก็ได้มาบำเรอตนสมจิตสมใจเป็นอามิส พอใจแล้วก็สุข ดีใจรื่นเริง เบิกบาน พอใจที่ได้เสพสมสุข ไม่ใช่สุขโลกียสุขอย่างนั้น ไม่ใช่สุขัลลิกะอย่างนั้น แต่เป็นวูปสโมสุข สุขที่สงบ ที่ระงับจากกิเลส ละอาการ ละอารมณ์ที่สงบจากกิเลสเป็นอย่างไร จนกระทั่งถึงขั้นอ่านเจตสิกไปถึงขั้นอุเบกขาแล้วมันว่าง มันเป็นวิมุติรส รสที่วิมุติแล้ว รสที่ปราศจากกิเลสสนิท ทำชั่วคราวก็ตาม ครั้งไหนก็แล้วแต่ ถ้าเราทำโดยวงจรของการปฏิบัติอย่างที่กล่าว อย่างที่อธิบายคร่าวๆนี่ เห็นรู้ด้วยญาณจริงๆ อ่านอารมณ์ที่ว่างจากกิเลสที่เรียกอุเบกขา อุเบกขารมณ์นี่ หรืออารมณ์ที่มันไม่มีทุกข์ไม่มีสุข อารมณ์ที่มันไม่ผลักไม่ดูด อารมณ์ที่ไม่ชังไม่รัก อารมณ์ที่เป็นมัชฌิมา อารมณ์ที่เป็นความเป็นกลางๆลงตัว ใช้คำว่า มัชฌิมา หรือคำว่ากลาง คำนี้โดยความหมายของพระพุทธเจ้านี่ ถ้าไป ถึงขั้นปรมัตถสัจจะอย่างที่ท่านอธิบายในเชิงปรมัตถ์ อธิบายภาษาของจิต เจตสิก รูป นิพพาน อธิบายภาษาบอกถึงสภาวะของจิตเจตสิก แล้วเราก็เข้าใจความหมายนี้ ไปอ่านให้ถึงจิต ทำให้ถึงจิต เข้าถึงได้ถึงจิต เป็นสัจจะ เป็นสัจธรรม เป็น ความจริง ความเป็นจริงที่จะต้องเข้าถึงได้โดยทางจิต จิตเราจะต้องเป็นอย่างที่ กล่าวนี้ เห็นอาการนั้น ฉะนั้นอารมณ์อุเบกขานี่อาตมาเคยบอกว่าเป็นฐานนิพพาน แต่ไม่ได้หมายความว่าอุเบกขานั้นจะเป็นนิพพานสมบูรณ์ ถ้าเรายังติดอุเบกขาอยู่ แต่อารมณ์น่ะเป็นอารมณ์นิพพาน อารมณ์อุเบกขานี่ แต่ถ้าเราติดอุเบกขา ยึดอุเบกขาเป็นจิตเป็นวิญญาณ แล้วก็ยึดเป็นเรา เป็นของเรา หลงใหลได้ปลื้มว่าอารมณ์นี้แหละดี ฐานนี้แหละดี ยึดติดว่าตรงนี้ดี มันก็เป็นภพขึ้นมา เป็นภพคือเป็นแดนอาศัย เราอาศัยจริง แต่สุดท้ายเราจะไม่ติดในแดนอาศัยใดๆอีก นี่มันลึกซึ้งอย่างนั้นธรรมะของพระพุทธเจ้า มันจึงจะหมดอัตตาหรือหมดภพ เพราะฉะนั้นก็ไม่ติดไม่ยึด แม้มันจะไม่มีภพนี้ แม้จะเป็นอื่น เป็นอารมณ์ปรุง อารมณ์ที่จะไม่ว่างอย่างนี้ จะไม่อุเบกขาอย่างนี้ อารมณ์ที่เราจะสามารถรับรู้ สามารถที่จะหนักจะเหนื่อย จะทุกข์ ทุกข์ แต่เราก็ทุกข์เพื่อผู้อื่นอีก นี้มันซ้อนลึกเข้าไปอีก ไม่ใช่เพื่อที่เราจะมาเสพนะ นี่เป็นอารมณ์ของโพธิสัตว์ หรือว่าอารมณ์ของผู้สร้างสรร อารมณ์ของผู้ที่เสียสละ ผู้ที่กอร์ปก่อ ผู้ที่มีคุณค่าประโยชน์ อารมณ์ของอย่างนี้ก็คือ มนุษย์นี่ แล้วก็เกิดมาเป็นมนุษย์นี่ มีจิตซึ่งเป็นตัวประธาน จิตเราจะเป็นตัวสร้างสรร จิตเราจะเป็นตัววาง จิตเราจะเป็นตัวเสียสละ จิตเราจะเป็นตัวจบ หรือเป็นตัวเกิด นอกจาก เดี๋ยวขอบอกตัวสัจจะก่อน นอกจากจะเป็นตัวข้อที่ว่า เข้าถึงได้โดยทางจิตแล้ว ยังมีอีกข้อหนึ่งก็คือ ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ สัจธรรมนี่ จะเป็นตัวที่ท้าทายให้มาพิสูจน์ได้ แม้จะยากเย็น จะเป็นสิ่งที่เป็นเกินเชื่อ เป็นเรื่องลึกลับอะไรก็สามารถพิสูจน์ได้ แต่ก่อนจะพิสูจน์ได้ เรื่องลึกซึ้งพวกนี้ ก็ต้องเป็นคนลึกซึ้งด้วย จึงจะพิสูจน์ได้ จึงจะมีญาณ มีปัญญา จึงจะรับซับซาบได้ แล้วตัวเองก็ตามเข้าไปพิสูจน์ได้ แม้จะยิ่งพิสูจน์วิมุติ พิสูจน์นิพพาน พิสูจน์ปาฏิหาริย์ พิสูจน์อนุสาสนีปาฏิหาริย์ พิสูจน์ปาฏิหาริย์ที่ว่าเรียนรู้กิเลสได้ เรียนรู้ละกิเลสได้ แล้วเรียนรู้จนกระทั่งถึงเป็นระบบศาสนาพระพุทธเจ้า กระทั่งมีหมู่ มีกลุ่ม มีคณะ มีมิตรดี สหายดี มีสิ่งแวดล้อมดี จนกระทั่งเกิดระบบ เกิดระเบียบ เกิดวินัย เกิดกฎ เกิดหลัก เกิดเกณฑ์ เกิดความเป็นอยู่รวมกัน เกิดเป็นวัฒนธรรม เกิดเป็นจารีต เกิดเป็นประเพณี เกิดเป็นหมู่กลุ่มชุมชน เป็นคณะบุคคล เป็นสังคม เป็นบริษัทใหญ่ เรียกว่าพุทธบริษัท ก็ตามพิสูจน์ได้ จากจิตวิญญาณเป็นประธาน ที่อาตมาว่า เราได้พากันมาเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ แต่เริ่มแรกจากอาตมาคนเดียวที่เข้าใจอย่างนี้ อาตมาคนเดียวเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้า เอามาอธิบาย ในมุมในเหลี่ยมที่อาตมาเข้าใจ ตั้งแต่หลักแกนจะเป็นตัววิมุติก็ดี จะเป็นตัวผลหรือเป็นตัวมรรคทางปฏิบัติก็ดี อาตมาเข้าใจว่าเป็นอย่างนี้แหละทางปฏิบัติ แม้จะหมายความตั้งแต่ทิฏฐิ ความเห็น ไปจนกระทั่งตัวจะพยายามทำ ทำอย่างไร แม้แต่คำว่ามีสติ สติในมรรคองค์ 8 สัมมาสติ สัมมาวายามะ พยายาม เข้าใจให้ได้โดยความเห็น แล้วก็มีสติระลึกรู้ตัว ภาคปฏิบัติมันอยู่กับโพชฌงค์ อยู่กับสติสัมโพชฌงค์นำ ธัมมวิจัยสัมโพชงฌ์ วิริยสัมโพชฌงค์ เป็นโพชฌงค์ 3 ซึ่งเป็นหลักวิชาที่จะต้องมีอาการ 3 นี้ ต้องรู้ตัวว่ามีองค์แห่งการตรัสรู้ โพชฌงค์ หรือสัมโพชฌงค์นี่แปลว่าองค์แห่งการตรัสรู้ องค์ก็คือหน่วยหรือสิ่งที่มันรวมกัน อยู่เป็นหน่วย เป็นกลุ่ม องค์เป็นกลุ่ม เป็นก้อน เป็นมวล หน่วยที่จะนำพาให้ตรัสรู้แล้วจะต้องมีสติ มีความรู้ตัวทั่วพร้อม แล้วรู้อย่างไร อาตมาขยายละเอียด ไปจนกระทั่งว่า สติรู้นี่ ปุถุชนเขาก็รู้ตัว รู้ว่าเขากำลังจะขโมย รู้ว่าเขากำลังจะฆ่า รู้ว่าเขากำลังจะเล็งปืนใส่เบ้าตาคนให้แม่นเลย เอาทีเดียวตายดิ้นเลย ก็ต้องมีสติ มีการรู้ตัว มีการกำหนด นี่ยกตัวอย่างหยาบๆ ให้ฟังหยาบๆ แต่มันสติเลว สติบาป มันก่อบาป เขาจะกำลังเสพอร่อย เขากำลังมีสติ รู้นี่อร่อยน่ะ รู้กำลังรื่นเริง กำลังบันเทิง กำลังเป็นสวรรค์หอฮ่อของเขา เขาก็รู้ตัว เขาทำอะไรเขาก็รู้ตัว สติปุถุชนอยู่ในทางเสริมกิเลส เขาก็รู้ แต่เขาไม่ได้มีความรู้ ซ้อนลงไปดอกนะว่า เขากำลังเสริมกิเลส เขากำลังมีกิเลสหนาขึ้น เขากำลังให้ อาหารแก่กิเลส เขาไม่รู้ตัวดอก เขาไม่ได้เรียน คนไม่ได้เรียน เขาจะไม่รู้ตัว เพราะฉะนั้นคนที่เขามีสติ ปุถุชนเขาก็มีสติ กัลยาณชนเป็นคนที่ดีแล้ว รู้จักดี รู้จักชั่ว และรู้จักว่าจะลดกิเลส หรือว่าจะเจริญจะเป็นประโยชน์คุณค่าแก่โลก ก็เสียสละ ในศาสนามากมายทุกศาสนาว่าที่จริง นอกจากศาสนาฤาษีที่หลง ไม่มีประโยชน์อะไรแก่ใคร ไปหลับหูหลับตาอยู่ในป่าในเขา ไม่รู้จักการสร้างสรรอะไร เสียสละอะไร เขาก็นึกว่าเขาเสียสละว่าของเขา วางอะไรให้แก่โลกหมด เขาไม่แย่งชิงโลกเลย เขาก็นึกว่าเขาเสียสละ เขาไม่เอาอะไรเลย สูญ หนีไป ก็เป็นเรื่องการเสียสละ เขาก็นึกว่าเขาเสียสละเหมือนกัน ทีนี้ศาสนาหลายศาสนาที่เสียสละโดยการสร้างสรร ด้วยการเอาเรี่ยวเอาแรง เอาความคิดความนึกทางศาสนาที่เป็นหลักเป็นฐาน อย่างศาสนาคริสต์ก็ดี ศาสนาอิสลามก็ดี ศาสนาบาไฮ หรือศาสนาอะไรก็แล้วแต่หลายศาสนา ที่เขาจะต้องช่วยเหลือมนุษยชาติ ช่วยเหลือโลก ช่วยเหลือสังคม เขาไม่หนีอย่างฤาษี เขาก็เสียสละเอาจริงเอาจัง ก็เป็นความดี เขาจะมักน้อย ก็มักน้อยได้ สันโดษมักน้อยลงไป เป็นคนที่ไม่โลภโมโทสัน เขาก็มีวิธีการของเขา แต่วิธีการที่ละเอียดลึกซึ้งของพระพุทธเจ้านั้น มรรคองค์ 8 ทฤษฎีโพธิปักขิยธรรม หรือโพชฌงค์ 7 มรรคองค์ 8 เป็นหลักนี่ เขาไม่มีรายละเอียดพวกนี้เข้าถึงจิตเจตสิกเป็นสัจจะอีกอย่างหนึ่ง ที่เรียกว่าปรมัตถสัจจะ ขยายจิตเจตสิกอย่างละเอียด แล้วเราก็ต้องมีการเข้าถึงอย่างที่กล่าวแล้ว จะต้องเข้าถึงทางจิต เข้าถึงอย่างมีญาณ มีปัญญา อ่านละเอียดลออได้เลย เขาไม่มีหลักเบื้องต้น ท่าม กลาง บั้นปลาย เป็นหลักเหมือนอย่างของพุทธ พระพุทธเจ้าจึงไม่ยอมรับว่า เป็นสมณะที่ 1, ที่ 2, ที่ 3, ที่ 4 โสดาบันของพุทธนี่ไม่ได้ดูใหญ่ยิ่งเหมือนกับนักบุญของศาสนาคริสต์ นัก บุญของศาสนาอิสลาม ไม่ได้ใหญ่ยิ่งเท่าเขาดอก แต่เราก็ถือว่าวิเศษตามทางของ พุทธ พระพุทธเจ้าไม่รับแม้แต่แค่โสดาบันในฤาษี หรือว่าในนักบุญอื่น พระเยซู จะนับเป็นพระโสดาบันก็ไม่ได้ แต่เขายิ่งใหญ่มากพระเยซู หรือศาสดาแต่ละศาสดานี่ยิ่งใหญ่นะ เราลบหลู่เขาไม่ได้ แล้วไม่ควรลบหลู่ด้วย เขาก็ดีในเชิงนั้น แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้จัดเข้าในทฤษฎีหลักแนวทางของท่าน ทฤษฎีใดหรือศาสนา ใดไม่มีมรรคองค์ 8 ศาสนานั้นไม่มีสมณะ 4 เหล่า ไม่มีสมณะที่ 1 โสดา สมณะ ที่ 2 สกิทา สมณะที่ 3 อนาคา สมณะที่ 4 อรหันต์ อย่างนี้ เป็นต้น พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสมาตรการของท่านเอาไว้อย่างของท่าน แต่จะบอกความยิ่งใหญ่ ความเป็นประโยชน์คุณค่า ศาสดาเขามีคุณค่ามากกว่าโสดา สกิ ทา อะไรก็เยอะแยะ แม้แต่อรหันต์บางองค์ ยังสู้ศาสดาของแต่ละศาสนาเขาไม่ได้ เขายิ่งใหญ่กว่า มีประโยชน์คุณค่าเสียสละกว่า แต่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นั่นแค่กัลยาณชน ไม่เข้าข่าย เข้าเขต เข้าล็อกแบบอาริยชนของพุทธ อย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งมันซ้อนสอดซ้อนกันอยู่ ซึ่งมันเหลื่อมอธิบายยาก แล้วก็จะไปเปรียบไปเทียบ เอามาวัดค่ากันอย่างนี้ บางทีมันก็ยากจะให้ เราก็ต้องเข้าใจความยิ่งใหญ่ หรือความมีคุณค่าของมนุษย์และผู้อื่นด้วย เพราะฉะนั้นเราจะไปลบหลู่คุณค่าประโยชน์ของผู้อื่นจริงๆเลยทีเดียวไม่ได้ ความซื่อสัตย์นี่ประกอบไปด้วยความไม่มีเล่ห์เหลี่ยม ไม่มีความเฉลียวฉลาดโกง อาจจะมีความฉลาดที่รู้จักความบริสุทธิ์สะอาด จุดเดียว ง่ายๆ ตื้นๆ แล้วก็เป็น ความสะอาดบริสุทธิ์ แล้วก็เป็นซื่อสัตย์ แต่คนที่ฉลาดนี่ ที่ไม่มีความซื่อสัตย์ก็ตาม เขาฉลาดได้มากมาย ฉลาดได้เยอะแยะ จะเอาไปประกอบประโยชน์คุณค่าก็ได้เยอะด้วย จะเอาไปโกง เอาไปทำร้าย ทำลายก็ได้ด้วย อย่างนี้ เป็นต้น แต่ถ้าเขาเอาความเฉลียวฉลาดนั้นมาเป็นส่วนดี มาเป็นส่วนคุณค่าบ้าง นั่นแหละคือประโยชน์คุณค่าที่เป็นกัลยาณชน เป็นกัลยาณธรรมของคน ทีนี้ ถ้าเผื่อว่าเราสามารถที่จะเรียนรู้จิตเจตสิก อย่างปรมัตถสัจจะของพระ พุทธเจ้าอย่างชัดเจน ด้วยหลักปฏิบัติประพฤติก็อ่านชัดเจนนี่แหละ ใครมีความ รู้ ใครมีความเฉลียวฉลาดอันนี้จริงเท่าไร ก็เข้าถึงความเป็นอาริยะของพุทธมาก เท่านั้น เพราะฉะนั้นบางคนไม่ฉลาดมาก แต่สามารถที่จะอ่านจิต เจตสิก รู้ทางปฏิบัตินี้ได้ชัดเจน มีความจริงมากเท่าใด ผู้นั้นก็เป็นผู้ที่เป็นอาริยะมากเท่านั้น อาจจะไม่เฉลียวฉลาดมาก เรื่องอื่นๆ ใดๆ ไม่ค่อยเฉลียวฉลาดเลย แต่เรื่องนี้ แหม! แม่น รู้ดี เพราะฉะนั้นความรู้รอบตัว ความกว้างของความเฉลียวฉลาดไม่มาก ประโยชน์เพื่อผู้อื่นไม่มาก แต่ประโยชน์ตนมาก ส่วนคนที่มีความรู้ ที่รู้จากอาริยทรัพย์ ที่เป็นมรรค หรือโพธิปักขิยธรรม เป็นหลักการสำคัญของพระพุทธเจ้านี่ ปรมัตถสัจจะนี่ อ่านได้ด้วย แล้วก็มีความ เฉลียวฉลาด รู้จักสิ่งนอก ความรู้รอบนอก แล้วก็รู้จักกัลยาณธรรม พวกนี้เป็น ประโยชน์คุณค่าแก่ผู้อื่นได้มากๆเรื่อยๆ แล้วก็มีการสร้างสรร ทำจริงๆด้วย พวก นี้ก็ยิ่งดีกว่า มีประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านอันดี แล้วการมีประโยชน์ท่านนี่แหละจะเป็นการอุดหนุน หรือเป็นอุปถัมภ์ในการที่จะทำให้ประโยชน์ตนนี่ละเอียดลึกซึ้ง ยิ่งใหญ่ เจริญได้มากด้วย เกื้อกูลกันๆ เพราะจะเป็นการกระทบเป็นการสัมผัส เป็นน้ำหนักของโจทย์ที่จะทำให้ตัวผู้ปฏิบัตินี่ได้มีโจทย์ที่สูงขึ้น มีโจทย์ที่มีค่าขึ้น มีโจทย์ที่ไล่บีบรีดกิเลสของเราออกมา ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ก้นบึ้งลึกเป็นอนุสัย อนุสัยนี่คือก้นบึ้ง หรือนอนเนื่อง อนุสัยนี่คือกิเลสที่มันลึก มันถูกกด ถูกข่ม หรือถูกลืม หรือมันยังเหลืออยู่แท้ๆ มันเป็นเศษเป็นกาก หรือเป็นธุลีละออง เป็นอะไรก็แล้วแต่ ของเราที่ยังเหลือค้าง เหลือตก เหลือยังไม่สะอาดหมดจด ยังไม่หมดเกลี้ยง เพราะฉะนั้นยิ่งถูกแรงกระแทกเป็นโจทย์ ถูกแรงที่กระทุ้ง กระแทก กระเทือนออกมาจริงๆ ก็ต้องอาศัยวิบากที่เป็นการกระทบสัมผัสพวกนี้ ที่เราจะต้องไปเที่ยวได้สัมพันธ์ สัมผัส เพราะฉะนั้นศัตรูหลายๆคนนี่ เราจะต้องรู้ว่า ศัตรูจริงๆ ก็คือ เหตุปัจจัย ที่จะทำให้เรานี่สูงขึ้น อุปสรรค หรือศัตรู หรือคู่ต่อสู้ อย่างแชมเปี้ยนโลกอย่างนี้ เราจะต้องมีคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อกัน เขาก็ต้องยิ่งใหญ่ เขาจะต้องมีเรี่ยวมีแรงที่เขาจะต้องฉลาด หรือว่าเขาจะต้องฝีมือในระดับที่จะพิสูจน์ว่าเราใหญ่ สิ่งที่เราเหนืออันนั้นได้ จึงจะใหญ่ ถ้าเราเหนือแค่ตื้นๆ แล้วก็แค่ชนะกเฬวรากไปเท่านั้น จะเป็นแชมป์ใหญ่อะไรได้ ถ้าแชมป์ใหญ่ก็ต้องชนะรองแชมป์ หรือคู่ต่อสู้ที่จะต้องใหญ่จริงๆ คู่ต่อสู้ที่ใครๆก็ปราบไม่ลงได้นั่นแหละ มันถึงจะเหนือกว่าเหนือ อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวศัตรู อย่าไปกลัวอุปสรรค แต่ระวังอย่าห่าม อย่าไปเลือกคู่ต่อสู้หรือไปเลือกศัตรูที่ผิด ตัวเองน่ะแค่นักมวยระดับฟลายเวท รุ่นเล็ก แล้วก็เลยเห็นว่า โอ้โฮ! นักมวยคนนี้นี่ แหม! ฝีมือดี น้ำหนักดี อะไรดี ไปหลงจับคู่เอาเฮฟวี่เวต เราก็จะท้าชกเฮฟวี่เวต นี่ชนะนัยซ้อนอย่างนี้ ลึกซึ้งซ้อนผิดฝาผิดตัว ผิดหัวผิดหาง มีคล้ายกันว่าเหมือนกัน เออ! ก็นักมวยเหมือนกัน แต่เป็นแชมเปี้ยนเหมือนกัน อย่างนี้ เป็นต้น แต่เราก็ไม่อวดดี อวดห่าม ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเราสักหน่อย แต่ก็นักมวยในยุทธจักรเหมือนกันนั่นแหละ อย่างนี้ เป็นต้น คล้ายๆอย่างนั้น เราก็เลยไปท้า จะไปชกกับเฮฟวี่เวต มันผิดเรื่อง นี่มันผิดเรื่อง เพราะฉะนั้นมันมีสายของมันอีก สายหรือระดับของชั้นของตอน ของอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา เราก็ควรจะรู้ ควรจะมีไหวพริบ มีความเฉลียวฉลาดที่จะรู้สิ่งที่ควรไม่ควร ควรเอาเยี่ยงเอา ก็ควรเอาเยี่ยงเอาอย่าง แต่อย่าไปเอาทั้งหมด แล้วก็ไม่ใช่สายของเราที่จะต้องไปละเมิด หรือไปกระทำอะไรอย่างนี้ มันยากเหมือนกันนะ ที่พยายามพูดนี่ก็ยังไม่ละเอียดพอ แต่ก็คิดว่าได้รู้เพิ่มเติมขึ้นมาพอสมควร ในความหมายที่กำลังกล่าวถึงนี้ สรุปแล้วก็คือว่าเราอย่าไปกลัวอุปสรรค แต่เราก็ต้องรู้จักเลี่ยง เอ๊ะ! ไอ้นี่ไม่ใช่คู่ที่เราควรจะไปปราบหรือควรชกดอก คู่ชกเราก็มีอยู่ เราก็ทำไป เราก็ควรชกในระดับของเรา เรามันรุ่นแบนตั้มเวต รุ่นฟลายเวท รุ่นเอฟ เอ้ย! รุ่นเวลเตอร์เวตอะไร แล้วเราก็ของเรา แค่ของเรา อย่าไปเที่ยวได้เบรอะเลอะเทอะอะไรไปสะเปะสะปะ มันไม่ถูกทาง มันไม่ถูกเรื่อง ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้อาตมาไปแข่งขันในทางสายฆราวาส ไปแข่งขัน ทำงานทางสังคมด้านรูปธรรมนอก อาตมาจะต้องไปแข่งในทางที่จะเป็นใหญ่ ในทางโลกแบบฆราวาส จะไปเป็นระดับประเทศ จะไปเป็นนายกรัฐมนตรี จะไปเป็นจอมพล จะไปเป็นมหาเศรษฐี จะเป็นนักธุรกิจมือเอก จอมยุทธทางเศรษฐกิจ นักวิชาการทางความรอบรู้ เป็นผู้ที่มีความรอบรู้ยิ่งใหญ่ หรือเป็นอะไรก็แล้วแต่ มีหลายแขนงเหมือนกันในทางโลก ทางฆราวาสเขาอีก ที่พูดนี่ไม่หมดด้วยซ้ำ แต่ก็พูดให้พอเข้าใจ ให้อาตมาไปแข่งทางโน้นนี่นะ ไม่ใช่สายของอาตมาแล้ว อย่างนี้ เป็นต้น อาตมารู้สาย อาตมาไม่ทำดอก ไม่ไปทำ เพราะฉะนั้นใครจะบอกว่า อาตมาจะต้องไปอยากดี อยากเด่น อยากใหญ่อยู่ในทางที่จะต้อง มีคนเขาว่าเหมือนกันน่ะ นี่เสร็จแล้วไปวางทางไว้แล้ว เขาจะออกมาเล่นการเมือง ว่าอาตมาจะออกไปเล่นการเมือง ไปก็จะสมัคร จำลอง ศรีเมือง ก็จะไปเป็นนายกรัฐมนตรี อาตมาก็จะไปเป็นประธานาธิบดี อะไรอย่างนี้ เป็นต้น ซึ่งเขาพูดเขาว่าอะไร บ้าๆบอๆ อะไรเขาไปน่ะ จริงๆ แล้ว จุดนี้เขาคิดกันจริงๆนะ เขากลัวกันอย่างลนลาน เดี๋ยวนี้เขากลัว จะขยายพยายาม ที่จะกระจายอำนาจนี่ เขากลัวที่จะทำไปสายนี้ แล้วก็จะมาล้มล้างกษัตริย์ อะไร ต่ออะไร นี่ก็พูดกันชัดๆ อยู่ในหมู่เรา ซึ่งเราเปิดเผยกันบ้าง เขากลัวอันนี้จริงๆ ในหัวใจไม่มีเลยน่ะ อาตมาไม่มี อาตมาก็เชื่อคุณจำลอง ก็ไม่มีเลยสักนิดไอ้เรื่องนี้น่ะ ไม่มีความจำเป็นจะต้องไปทำดอก ประชาธิปไตยที่จะมีกษัตริย์นี่มันก็ได้ ก็ดีแล้ว ไม่มีปัญหา ไม่จำเป็นจะต้องไปกระทำเลย เหมือนอย่างที่อาตมาบอกเอาไว้นี่ ในศาสนานี่นะ ผู้หญิงที่มาปฏิบัติ อาตมาทำขึ้นมาถึงสิกขมาตุ อาตมาก็บอกไว้เลยว่า ในชีวิตอาตมามีอยู่นี่นะ ใครอย่ามาอุตริดึงดันเพื่อที่จะให้เกิดภิกษุณีในประเทศไทย อาตมาจะไม่ชื่อว่าเป็นคนลากจูง ให้เป็นตัวจักรกลสำคัญที่จะให้เกิดมีภิกษุณี แต่ในอนาคตจะมี อาตมาไม่พยากรณ์ในประเทศไทย อาตมาบอกได้ด้วยว่าอาจจะมีที่เดียว ภิกษุณีในเมืองไทย ในอนาคตอีกตั้งหลายร้อย หลายพันปี ซึ่งศาสนาพุทธจะอยู่ในเมืองไทยอีก จะเป็นหลักด้วย จะมีภิกษุณีได้ด้วย แต่อย่าให้อาตมาเป็นคนที่ชื่อว่า ชีวิตปางอาตมายังอยู่นี่ คืออาตมาเป็นตัวดิ้นรน เป็นตัวหลักที่จะก่อให้เกิดภิกษุณี อย่าให้เกิดเป็นอันขาด แค่สิกขมาตุนี่ อาตมาพอ เพราะฉะนั้นศาสนาจะต้องมีภิกษุณีก็มีไป แต่ไม่ต้องดิ้นรนให้พิลึก และอาตมาจะไม่ชื่อว่าอาตมาเป็นคนทำ ไม่ต้องดอก อาตมาจะทำทางศาสนาไปโดยไม่ต้องมีภิกษุณีนี่ได้ เป็นหลัก เป็นแกน เป็นความประเสริฐที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ด้วย โดยไม่จำเป็นจะต้องมีภิกษุณี ทำได้ เรามีแค่สิกขมาตุนี่ก็พอแล้ว อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นโลกสังคมจะมีประชาธิปไตยโดยมีกษัตริย์ได้อย่างสมบูรณ์แบบสูงสุดได้ อาตมาจะทำสิ่งที่สูงสุดเหมือนกันในทางศาสนา แต่ไม่ต้องมีภิกษุณี มันอาจจะกลับกันหน่อยนะ แต่มีประชาธิปไตยที่มีพระราชา มีกษัตริย์ให้สูงสุดในความเป็นประชาธิปไตยได้ดีที่สุดได้ เพราะฉะนั้นก็ทำไป ประชาธิปไตยจะมี ไม่มีกษัตริย์ มีประธานาธิบดี หรือมีหลักอะไรอื่นเขา ก็แล้วแต่จะสมมุติจะตั้ง ก็ได้ก็ ได้ แต่ว่าไม่ได้ก็ได้ มีกษัตริย์ก็ได้ กษัตริย์นี่มีความสำคัญอย่างไร สำคัญทางจิตวิญญาณ ในประเทศไทยนี่ อาตมาก็ยังบอกว่าเกิดมาในยุคนี้นี่ มีกษัตริย์พระองค์นี้นี่ อาตมาจริงๆ ด้วยความจริงใจเลยว่า อาตมาว่า เป็นบุญของสยาม เป็นบุญของประเทศไทย มีกษัตริย์พระองค์นี้ ท่านเองท่านมีบุญบารมี แล้วก็มีความเป็นกษัตริย์ที่ประเสริฐ น่ายกย่อง เพราะว่ามีความบริสุทธิ์ผุดผ่องที่พอเพียง มีทศพิธราชธรรมที่ทำให้ ประชาชน ประชาราษฏร์นี่ มีจิตวิญญาณที่แซ่ซ้องสรรเสริญ หรือว่าเป็นอำนาจรวมของจิตวิญญาณ กษัตริย์นี่เป็นอำนาจรวมของจิตวิญญาณ ซึ่งไม่ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ มีองค์ประกอบที่อาตมาอธิบายไม่หมด จะต้องมีทั้งอจินไตยด้วย แล้วก็มาเป็นกษัตริย์ที่ได้รับความเป็นหนึ่งเดียว ที่เป็นจุดรวม ของการเทิดทูน เชิดชู คือการภักดีน่ะ การภักดีอย่างเพียงพอ อย่างสะอาด อย่างจริงใจ ซึ่งมันทำไม่ได้ง่ายๆน่ะ มันจะมาทำเล่นๆ กษัตริย์โบนาซ่า ใครเคยได้ยินบ้าง ซึ่งเขาตั้งตัวขึ้นเป็นกษัตริย์ในยุคกาลของเรานี่ ในยุคสมัยนี้ไม่กี่สิบปีที่ผ่านไปนี่ พยายามที่จะโค่นบัลลังก์ที่ประเทศของเขา ขึ้นมาเป็นตัวเอก ใหญ่ในประเทศได้ แล้วก็สถาปนาตัวเองขึ้นมาเป็นกษัตริย์โบนาซ่า พอเป็นกษัตริย์แล้ว ไม่ได้จิตวิญญาณถูกเขาโค่นล้ม ประชาชนโค่นล้มตายว่าอย่างนั้น สังหารชีวิตไปแล้ว ก็ตายไปแล้ว นี่เป็นประวัติศาสตร์ใหม่ๆ ที่เราเห็นๆนี่เลย ถ้าใครไปตามสังคมโลกอยู่ เป็นกษัตริย์ที่ไม่มีจิตวิญญาณเขาเคารพนับถืออะไร นี่ยกตัวอย่างให้เห็นชัดๆ มันอุตริที่จะทำ มันมีอะไรมากมายหลายอย่าง บอกแล้วว่ามีทั้งอจินไตยด้วย ที่อาตมาไม่อาจจะบรรยายให้พวกคุณฟังได้ แล้วก็มีคุณธรรม มีอะไรต่ออะไรประกอบด้วยความสมเหมาะสมควร สมบูรณ์ ได้สัดส่วน ได้อะไร มีอะไรดี เป็นจุดรวมที่ดี แล้วคนไทยนี่ อาตมาเชื่อว่า กษัตริย์พระองค์นี้ ท่านเป็นกษัตริย์อยู่ทุกวันนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบันนี้ มีสิ่งที่ทำให้คนนี่สามารถที่จะออกมา ทุกวันนี้นี่ถ้าแม้ว่าใครจะปฏิวัติขึ้นมาขณะนี้น่ะ พระอำนาจของกษัตริย์องค์นี้นี่ ถ้าจะขึ้นมาเป็น 2 ฝ่ายขณะนี้น่ะ คุณเชื่อไหมว่า ใครก็แล้วแต่ จะปฏิวัติขึ้นมานี่ เดี๋ยวนี้เลย เท่าที่มีเลย คนที่เห็นๆอยู่หลัดๆนี่ หรือจะเกิดมาใหม่ๆ อาตมาก็ไม่รู้ละ เท่าที่อาตมายังมีชีวิตอยู่ เท่าที่ผ่านมาถึงวันนี้นี่ ตัวใครใหญ่ที่สุดขณะนี้ ใครจะมีฤทธิ์มีอำนาจที่สุดในบุคคลผู้มีอำนาจทางโลกนี่ จะปฏิวัติขึ้นมาเดี๋ยวนี้ อาตมาว่า ถ้าปฏิวัติจริงๆ จะโค่นล้มกษัตริย์น่ะ พระเจ้าอยู่หัวองค์นี้แหละบอกว่า ท่านตรัสว่า เอ้า ใครจะอยู่ฝ่ายท่าน รับรอง ประชาชนจะตามเหยียบคนปฏิวัตินั่น โค่นล้มลงเลย ขณะนี้นี่เห็นได้จริงๆเลย เปรียบเทียบเหมือนอย่างกับสมัยพลเอกเปรม เปรียบเทียบกับพลเอกเปรมที่ถูกปฏิวัติ ตอนที่หนีไปอยู่โคราช พลเอกเปรมมีวิญญาณ หรือว่ามีความยอม ศรัทธาเลื่อมใสซูฮกพอ ทั้งๆที่อีกฝ่ายหนึ่งน่ะ ยึดอำนาจทางด้านกำลังอะไรเอาไว้ หมดแล้ว แต่อำนาจทางคนเคารพนับถือศรัทธาของทั้งประชาชน และของผู้ที่...ที่จริงกำลังน้อยแล้ว กำลังจริงๆน่ะน้อยนะ พลเอกเปรม ตอนนั้นน่ะ แต่กำลังที่ มันไม่ใช่อำนาจใหญ่อย่างนั้น อันนั้นดูใหญ่น่ะ แต่แพ้เล็ก ที่เป็นอำนาจของมวล ประชา หรือของความเป็นสิ่งที่น่าเชื่อถือ น่าเคารพ น่าภักดี มีมากกว่า พลเอก เปรมชนะ ตอนนั้นน่ะ อาตมาก็ไม่รู้นะ อาตมาก็อธิบายคนก็ต้องมีประวัติศาสตร์ พวกนี้ด้วย จะต้องเข้าใจลักษณะพวกนี้ สรุปแล้วก็คือ มันประกอบไปด้วยวิญญาณ ไม่ใช่รูปวัตถุธรรมอย่างเดียว ไม่ใช่รูปปัจจุบันธรรมอย่างเดียว มันประกอบไปด้วยวิญญาณ แล้วก็มีคุณค่าความดีงาม หรือคุณค่าความบริสุทธิ์สะอาด ความจริงใจ หรือแม้แต่บุญบารมี คุณค่าของบุญบารมีทั้งเก่าและใหม่ ที่จะเป็นค่าทั้งเก่าและใหม่ คุณค่าของบุญบารมีประกอบรวมกันไปหมด ที่จะนำพาสิ่งที่เกิดขึ้น แล้วก็ดำเนินไปในชีวิต เพราะฉะนั้นสิ่งที่ลึกซึ้งซับซ้อนที่กล่าวพวกนี้นี่ มันเป็นเรื่องของกรรมวิบาก หรือเป็นเรื่องของความจริง ที่สั่งสมลงมาในมนุษย์นี่แหละ โลกๆหนึ่ง ทางนี้มีมนุษย์นี่แหละเป็นตัวพระเจ้า เป็นตัวลูกพระเจ้า เป็นตัวที่จะกำหนด โลกจะอยู่ได้นาน โลกจะสลาย โลกจะแตก จะอะไรต่ออะไรต่างๆนานานี่ มนุษย์นี่แหละนำพา โลกนี้ จะเดินเสียศูนย์ในทางเส้นโคจร มนุษย์เป็นตัวร้ายที่สุด ที่ทำให้เปลี่ยนแปลง ไม่ใช่ดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่ใช่ภูเขา ท้องฟ้าอะไรพวกนี้ นี่เป็นลูกโลกลูกหนึ่ง ที่มันโคจรอยู่ในจักรวาล มหาจักรวาลนี้นี่ ไอ้ตัวผีร้ายจริงๆ คือมนุษย์นี่แหละ ทำให้โลกนี้เสื่อมเร็ว หรือว่าจะอยู่ได้นาน มนุษย์นี่ เพราะฉะนั้นมนุษย์นี่เป็นคนทำให้โลกแ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน