370703 คนไม่มีแก่ มีแต่อายุยาว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370703 คนไม่มีแก่ มีแต่อายุยาว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
คนไม่มีแก่ มีแต่อายุยาว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2537 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เจริญธรรม ญาติโยมผู้ใฝ่ธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย อาตมาเห็นบทความๆหนึ่ง ซึ่งเขาเอามาจากหนังสือพิมพ์สยามโพสต์ เป็นบทความที่พูดถึงด้านวิทยาศาสตร์ เขาได้พยายามวิจัยแล้วก็พิสูจน์ความจริงอีกอันหนึ่งออกมาว่า คนเรานี่นะจริงๆแล้ว ความแก่ของคนไม่มี มันมีแต่ความยาวของอายุเท่านั้นเอง เพราะว่าอาตมานี่ รู้สึกมานานและพวกเราก็คงจะได้เห็นได้ยินได้ฟังมาแล้วนะว่า อาตมาว่าอาตมาไม่แก่น่ะ อาตมาไม่ได้พูดเล่นน่ะ อาตมาว่าอาตมาไม่แก่น่ะนับวัน นับวันอาตมายิ่งรู้สึกหนุ่ม เป็นหนุ่มขึ้น ไม่ใช่อาตมาแก่ เพราะฉะนั้นการที่รู้จักสัจจะที่ดีแล้วนี่น่ะ คนมีจิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง โดยเฉพาะความเป็นคน ตัวร่างกายของคน ตัวความเป็นคนแต่ละคนนี่ มีจิตวิญญาณเป็นประธาน มโนบปุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา พระพุทธเจ้าก็ยืนยัน ทรง ยืนยันตรัสไว้ชัดเจน คนนี่มีจิตวิญญาณเป็นประธาน เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณนี่แหละจะเป็นตัวรู้และเป็นตัวยึด เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเรารู้ผิด เราก็เข้าใจว่า แหม!คนเรานี่แก่ ความเห็นเป็นทิฏฐิ พอความรู้สึกว่าเราแก่ จิตนะตรงนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับกายน่ะ ความรู้สึกว่าเราแก่ คุณแก่แล้ว ยิ่งคุณเองคุณไปสร้างองค์ประกอบไอ้โน่นไอ้นี่ไป โอ๊ย! เจ็บโน่น ปวดนี่ แม้ทำงานนี่ฉันแก่แล้ว ฉันทำอย่างนั้นไม่ได้จะทำอย่างนี้ ฉันแก่แล้ว มันก็แก่ไปเลย เพราะฉะนั้นบางทีนี่นะ ผู้หญิงนี่แต่งงาน มีลูกคนสองคน ฉันแก่แล้ว อายุ 35 ฉันแก่แล้ว พ่อบ้านก็บอกว่า เออ! อีแก่ (ผู้ฟังหัวเราะ) แก่จริงๆ ทั้งๆที่สังขารร่างกาย อายุยังไม่แก่ มันยัง อายุยังไม่ยาว เมื่อกี้อ
อ่านต่อ
าตมาใช้คำว่า ความแก่กับความยาวของอายุ ทั้งๆที่ความยาวของอายุยังไม่มี ยังไม่มาก แต่ตัวเองว่าตัวเองแก่แล้ว คนนี้เลยแก่เลยนะ สังเกตสิ ลอง สังเกต เพราะคนๆนี้จะไม่ active เหมือนกับคนแก่ จะเซื่องๆ ช้าๆ จะอ่อนแอ จะตายเอา เดี๋ยวไม่ช้าไม่นานเดี๋ยวจะตายเอา เพราะว่าแก่แล้วก็เดินไปหาทางตายใช่ไหม คนเรานะ แต่ถ้าจิตใจความแก่ไม่มี คนนี้ไม่มีแก่ มีแต่ความยาวของอายุ เอา! ทีนี้อาตมาจะขยายความให้ฟังในนี้ ในบทความอันนี้นี่ ทางอเมริกานี่นะ โดยเฉพาะอเมริกานี่ เขาได้ตั้งสสถาบันเลย สถาบันทำวิจัยเลยน่ะ เป็นสถาบันแแห่งชาติด้วย เป็นสถาบันแห่งชาติ ค้นคว้า สถาบันแห่งชาติต้านความชรา เขาตั้งอย่างนั้นเลย และก็มีด็อกเตอร์ต่างๆได้พิสูจน์ยืนยันมาแล้ว ก็เอามาแถลงเอามาอธิบายแล้ว เอามาชี้ให้เห็นตัวอย่างต่างๆนานา ยืนยันหลักฐานให้เห็น เราจะเห็นได้ ในนี้เขายกตัวอย่างเช่นว่า คนทางเอเชียนี่ เป็นคนที่ยอมรับว่าตัวเองแก่เกินวัย แล้วก็จะมีคนคอยประคบประหงม มีคนคอยอุ้มชู คอยช่วยเหลือ ซึ่งโดยกิริยา โดยพฤติกรรมแล้ว ดูน่าเอ็นดูดีว่ามีความช่วยเหลือกัน แต่โดยจิตวิทยาชั้นสูงแล้ว มันเป็นความอ่อนแอ มันเป็นการ เหมือนกับการสร้างความอ่อนแอชนิดหนึ่งให้แก่ทางจิต ทั้งๆที่ทางกายนั้นยังไม่อ่อนแอเลย แต่ทางจิตนำก่อนแล้ว นำแล้ว อ่อนแอแล้ว พอจะลุกจะนั่งอะไรก็มีคนคอยช่วยประคอง ทั้งๆที่ลุกได้แข็งแรง อะไรได้ ช่วยประคอง ช่วยอะไร แต่อาการนี่น่าเอ็นดู เพราะว่าเหมือนน้ำใจน่ะ ความช่วยเหลือเกื้อกูล เอื้อเฟื้อเจือจานดูดี ดูภาพดี แต่ลึกๆทางจิตวิทยาแล้ว เป็นการสร้างความอ่อนแอให้กับคนที่ได้รับความช่วยเหลือนะ ทีนี้ ทางด้านเอเชียนี่ เรามีทางพวกนี้เยอะน่ะ เอเชียเราทั้งนั้นแหละ จะเป็นประเทศไหนก็แล้วแต่ วัฒนธรรมเอเชียไม่เหมือนตะวันตก ไม่เหมือนอเมริกา ทางด้านอเมริกาไม่ค่อยมีเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเขาเลี้ยงเด็กของเขา ทางอเมริกานี่ กับคนไทยเลี้ยงเด็กน่ะ เลิกเลย คนละเรื่องเลย คนอเมริกาเลี้ยงเด็กนี่เขาปล่อยให้เด็กหกคะเมนตีลังกา จะคว่ำ จะหงาย จะเจ็บเนื้อเจ็บตัว อเมริกาเขาปล่อยเด็กเลย เจ็บ เอาเด็กมาคอยดูแล คอยไอ้โน่นไอ้นี่บ้าง ไม่มานั่ง โอ๋ย! คนไทยเลี้ยงลูกนี่ แหม! อุ้มชูประคบประหงมไม่ให้อะไร ต้องช่วย จนกระทั่งอายุ 40 แล้วก็ยังโอ๋ๆ อยู่เลยนะ พ่อแม่โอ๋ลูกน่ะ ทางด้านตะวันออกเรานี่ เมืองไทยก็แล้ว เอาเมืองไทยนี่แหละ ไม่ต้องไปว่าประเทศอื่นเขาละ มันกลายเป็นอย่างนั้นไปเลย เพราะฉะนั้นคนไม่แก่ก็เลยต้องแก่ไว คนไทยหรือคนทางเอเชีย แต่ทางโน้นเขายิ่งไม่มีปัญหาเลย ความยาวของอายุ มันอาจ สรีระมันก็อาจจะโรยไปจริงๆ แต่จะเห็นได้เลยว่า อย่างคนฝรั่งนี่มา โอ๊! บางทีมาเที่ยวเมืองไทยนี่ สรีระมันแก่แล้วน่ะ แต่เขาก็ช่วยตัวเขาเอง บางทีมีคนเดียว บางทีมาคู่ผัวตัวเมียมาเดินกะโผลกกะเผลก แต่เขาช่วยตัวเองมาตลอด แข็งแรง บางคนอายุ 70,80,90 เดี๋ยวนี้อเมริกานี่นะ เขาค้นคว้าทางนี้ชัดขึ้น อายุเฉลี่ยของเขานี่ ผู้ชาย 72 อายุเฉลี่ยผู้หญิง 78 เฉลี่ย เฉลี่ยความยาวของอายุนี่ 72 ตาย 78 ตายผู้หญิง ผู้ชาย 72 เขาเฉลี่ยเขาอย่างนั้นน่ะ ของไทยนี่ทางตะวันออกทั้งหมดนะ อายุไม่ยืนเท่าเขา อายุไม่ยืนเท่าทางอเมริกา ทางตะวันตก อันนี้เกิดจากจิต จริงๆแล้วทางด้านนี้นะ ทางตะวันออกหรือทางอะไรพวกนี้นะ ญี่ปุ่นไม่เหมือนเอเชียทีเดียว ญี่ปุ่นก็อายุยืน คนญี่ปุ่นก็อายุยืนนะ และเขาก็ไม่เหมือนทางเอเชียเรา ที่โอ๋เด็กหรือว่าโอ๋กัน หรือว่าแม้ไม่ใช่เด็กหรอก โตแล้วก็ตาม อายุชักอะไรมากหน่อยเอาแล้ว ช่วยกันหมดแล้ว ทางด้านอเมริกันเขานี่นะ พอลูกโตก็ไป เขาไม่มาดูแลพ่อแม่ ทิ้งจริงๆ ถ้าดูทางด้านวัฒนธรรมแบบนั้น อาตมาเองก็ไม่ชอบเหมือนกันน่ะ มันดูไม่อบอุ่นเลย โอ๋! มันๆยังไงนะ มันโดดเดี่ยว มันอ้างว้าง มันดู อาตมาก็ว่าไม่ดีน่ะ แต่ทีนี้ต้องดูจุดดีของแต่ละอย่าง แต่ละอันมาประกอบ มาประยุกต์ใช้ให้มันสมบูรณ์ ของเรามีรากฐานทางเอเชีย มีรากฐานทางแบบนั้น คือทั้งอุปาทานของจิตนี่ อุปาทานไปเลยว่า คนเรานี่แก่ๆๆ อย่างที่กล่าวแต่ต้น เพราะฉะนั้นพวกเราถ้าใจไม่แก่ ไม่คิดว่ามันจะแก่ อายุจะยาวไปก็ช่างมัน ถึงวาระมันจะตาย มันตายโดยความสดชื่นแข็งแรงเลย ไม่ต้องไปอ่อนแอ อันนี้ทางจิตวิทยาช่วยมากที่สุดเลย ฟังไว้นะชาวอโศก ความแก่ไม่มีๆ มีแต่ความยาวของอายุ ฟังความนี้ให้ชัดๆ ความแก่ไม่มี มีแต่ความยาวของอายุ เพราะฉะนั้นเราจะสดชื่นเสมอ เราจะเบิกบาน อาตมาบอกแล้วว่า อาตมาอายุ 16 ตอนนี้แต่ระวังกิริยาไม่ให้มันซิ่งเหมือนเด็ก 16 เท่านั้น อาตมาเพิ่งมาเจอบทความทีหลัง อาตมารู้สึกเองมาก่อนแล้วน่ะ ก็พวกคุณก็คงได้ยินมาแล้ว ก่อนจะมาพูดถึงบทความนี้ ก็บทความนี่ก็เพิ่งลงเมื่อวันที่ 22 พ.ค.37 นี่เองนะ เพิ่งผ่านมาไม่นานนี้เอง 22 พ.ค.37 นี่เอง บทความนี้อาตมาก็เพิ่งเจอ ซึ่งก็ไม่ได้ข่าวคราวเขาหรอก สถาบันต้านความชราอะไรนี่ อาตมาก็ไม่รู้เรื่องหรอก ไม่เคยรู้เรื่องและเขาก็วิจัยมาแล้วมีผลอะไร เขาก็ออกอะไรกันมาก็ไม่รู้เรื่อง นี่ก็เพิ่งได้อ่านรายงานเขาออกมาอย่างนี้นะ เพราะฉะนั้นอยากจะให้พวกเรานี่ตั้งจิตไว้ให้ตรงให้ถูก อย่าตั้งจิตไว้ผิด ถ้าเราตั้งจิตไว้ผิดแล้วไปหมดเลย ความรู้สึกของคนนี่ ทางจิตวิญญาณนี่ มันเป็นจริงๆเลยนะ และนำพามากเลย ที่เขาเรียกกันด้วยภาษาทางแพทย์ว่า เป็นพวก neurosis หรือ psychosis อะไรนี่ พวกโรคทางจิตนำนี่ มันเป็นทางจิตเท่านั้นก่อน ไม่เป็นไม่มีเชื้อโรค ไม่มีอะไร แต่จิตมันเป็น มันจะเจ็บ มันจะปวด มันจะเป็นนั่น มันจะเป็นนี่ มันเป็นทางจิต โรคทางจิตนี่น่ะ แล้วมันเป็นจริงๆนะ เพราะฉะนั้นเห็นได้ว่า อำนาจทางจิตนี่มันมีสูงมากเลย แม้แต่ในวงการแพทย์ ก็ยอมรับว่าคนเรานี่ เจ็บป่วยนี่นะ ผสมในทางจิตนี่ครึ่งหนึ่ง สรีระครึ่งหนึ่ง เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดจิตไม่อ่อนแอนะ รักษาโรคสบาย ง่าย เพราะมันช่วยไปแล้วตั้งครึ่งหนึ่ง เพราะรักษาโรคอีกครึ่งเดียว หายง่าย ดังนั้นชาวอโศกเราไปรับการรักษาโรงพยาบาลนี่ จะได้รับคำชมเสมอ ว่า เอ๊อ ชาวอโศกนี่ เร็ว ง่าย หายก็ไว ไปผ่าตัดนี่ พึบเดียว ประเดี๋ยวแผลหายแล้ว แห้งแล้ว คนอื่นนี่ โอ้โฮ! ต้องล้างต้องเช็ดแผลอะไรอยู่ตั้งนาน แต่พวกเราชาวอโศกนี่ ไว เพราะอะไร เพราะไม่มีจิตที่จะเข้าไป เพราะว่าพวกเราฝึกทางจิต เราเรียนรู้ทางจิตและมันก็ไม่ห่วงทางนี้ เราทิ้ง ไม่ถือสา ไม่ทับถมเข้าไป แข็งแรงเบิกบาน ไม่ไปโอ๋มันนะ ไอ้โอ๋นี่มันเป็นเรื่องของอัตตามานะ ตัวกูของกู โอ๋ย มันจะต้องมีอำนาจต่อรอง หรือว่ามีข้อเรียกร้องจะต้องเห็นใจกู จะต้องโอ๋กู จะต้องช่วยกูนะ คนอื่นจะต้องมาเอาใจกู คนอื่นจะต้องมาเห็นใจกูนี่แหละ แต่ทางเราพวกเรานี่ ศึกษาฝึกฝนเรื่องนี้ แล้วถอดตัวตน ถอดตัวกูของกูออกไปเยอะนอกนั้นก็ไม่มีผลทางโรคจิต โรคทางจิตไม่มีเข้าไปรุกราน ก็เลยรักษาโรคจริงๆทางกายเท่านั้นเอง มันก็เลยสบาย ง่าย มีผลดีเร็วนะ จนเป็นที่สังเกตเลยน่ะ หมอนี่สังเกตเลย เห็นได้ชัดเป็นที่สะดุดตา มันไวกว่ากัน อาตมานำมากล่าวนี่ อยากให้พวกเราได้รับความรู้ จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ไม่รู้ พวกคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม แต่อาตมาว่าอาตมาเห็นจริงอย่างนี้ แล้วก็มีอันนี้มาก็เลยยิ่งสนับสนุนในทางด้านวิทยาศาสตร์ เขาก็ใช้ข้อมูลทางด้านรูปธรรมหรือ วัตถุธรรมเข้ามาเป็นข้ออ้างอิงพิสูจน์ อาตมาก็พิสูจน์ทางด้านจิตส่วนใหญ่และก็มี ความรู้ทางด้านจิต ก็เอามาประกอบกัน เมื่อทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์และทางจิต สอดคล้องกันตรงกัน อาตมาก็ถือว่าอันนี้จริงขึ้น จริงยิ่งกว่าแล้วละ ก็อยากจะเอาอันนี้มายืนยันกับพวกเราทุกคนนี่ อย่าไปคิดในทางผิด โดยที่เรียกว่าเราอายุไปเท่านี้แล้ว อย่างนี้แล้วแก่ ไม่ต้องกลัว ถ้าเผื่อว่าเราเองเราไม่คิดแก่ ภูมิคุ้มกันจะสูงนะ แล้วก็สรีระจะแข็งแรงกว่าที่ควร อาตมาว่าเราลองพิสูจน์กันดู มันไม่ขาดทุนอะไรนี่นะ ที่เราจะรู้สึกว่าเราไม่แก่ แต่ทีนี้ มันมีวัฒนธรรม ชอบที่จะมองกันไปว่า โอ๋ย! ถ้าเป็นผู้ใหญ่อายุมาก ก็คือแก่นั่นเอง เขาไม่ได้เข้าใจว่า ไม่ใช่ความแก่แต่เป็นความยาวของอายุ เขาไม่ได้เข้าใจอย่างนี้ เขาเข้าใจว่าให้มันแก่เถอะ ถ้ารู้สึกว่า คนอื่นรับว่า เราแก่นี่ มันจะ เป็นความยอมรับนับถือหรือให้ค่าอีกอันหนึ่ง ถ้าเป็นคนแก่นี่ก็ อย่างน้อยก็วัยวุฒิ ถ้ายิ่งได้รับฐานะอันโน้นอันนี้หน่อยแล้ว เป็นครูก็ต้องคนแก่ ถ้ายิ่งครูแก่ๆ ก็ยิ่งได้รับนับถือ หรือยิ่งพระ เป็นพระแก่ๆ โอ! ยิ่งได้ยอมรับนับถือดี เพราะฉะนั้นรีบแก่ มีความเข้าใจที่หลวมๆ เข้าใจอย่างผิดๆ ก็เลยกลายเป็นแก่รวมไปหมดเลยและตัวเองจะต้องอะไรให้เหมือนคนแก่ไปเลยนะ จะเดินจะเหินจะไปจะมา จะท่าทีลีลาอะไร ก็เหมือนคนแก่ๆ มันไม่ดีนะ อาตมาว่า คนแก่ก็คือคนที่อายุยาว แล้วก็สรีระร่างกายก็ชักจะป้อแป้อ่อนแอไปตามจริงใช่ไหม ก็เลยทำเป็นคนเหมือน ไม่คล่องไม่แคล่ว ไม่กระปรี้กระเปร่า ไม่เร็ว ไม่แข็งแรง แก่ก็ต้องไม่แข็งแรงอะไรอย่างนี้นะ แล้วก็เลยมีความรู้สึกไม่ทันสมัย ไม่อะไรต่ออะไร เป็นคนเฉยๆเชยๆ อะไรไปอย่างนั้นนะ รวมอีกมากมายได้เท่าที่ความรู้สึก กลายเป็นคนที่เรียกว่าเสื่อม เป็นคนเสื่อม สรุปแล้วเสื่อม เสื่อมทั้งการพัฒนา สร้างสรร การอะไรก็แล้วแต่ เสื่อมไปหมด มันก็เสีย ถ้าความรู้สึกอย่างนี้ จริงๆแล้ว โดยสัจธรรมของมัน สรีระของเรานี่ จะต้องเสื่อมลงแน่ๆ อายุยาวไปๆ มันต้องเสื่อมลงไปแน่ๆ แล้วเราทำไมจะต้องไปให้จิตใจมันเสื่อม โดยเฉพาะเสื่อมก่อนด้วยอย่างที่ว่า แล้วพอแต่งงานอย่างผู้หญิงนี่นะ อย่างชนบทนี่นะ พอแต่งงานชาวบ้านนอกมีลูกคนหนึ่งสองคน อย่างที่ว่า เป็นอีแก่แล้ว แล้วตัวเองก็ยอมรับว่าเป็นอีแก่ โอย! มันก็แก่ไวไปกันใหญ่เลยน่ะ ไม่ดีแน่ๆนะ หรือแม้ แต่เราจะไปรับตำแหน่งหน้าที่อะไรขึ้นมา ก็ชักอยากจะเป็นคนแก่ขึ้นมา และมี อลังการอันหนึ่ง เอามาให้แก่ตนเอง อลังการอันนี้ก็เครื่องประดับว่า ฉันเป็นคนอายุมากแล้ว ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปีมานานเป็นคนแก่ สรุปง่ายๆเป็นคนแก่นี่นะจะได้เพิ่มความยอมรับนับถือ จะได้ความยอมรับนับถืออีกอันหนึ่งขึ้นมา เป็นวัฒนธรรม เป็นความเข้าใจของวัฒนธรรมใน จะทั่วโลกหรือเปล่า ในทางเอเชียนี่เราเป็นกันนะ ใช่ไหม รู้สึกว่า แหม! เป็นคนแก่นี่ เป็นคนที่ผ่านวันผ่านเดือนผ่านปีผ่านอะไรมามากนี่ อย่างน้อยก็มีคำพังเพยว่า อาบน้ำร้อนมาก่อนอะไรอย่างนี้นะ คำพังเพยอะไรพวกนี้ ก็เป็นคนผ่านมาก่อน ก็เป็นคนรู้กว่า เป็นคนมีอะไรที่มีสิ่งที่อ้างอิง เอ็งจะต้องเชื่อข้า จะต้องนับถือข้านะ ข้านี่จะต้องถูกกว่า อะไรอย่างนี้นี่ แก่กว่านี่ ข้าจะต้องถูกกว่า อะไรอย่างนี้นี่นะ มันมีลักษณะอันนี้ อาตมาว่ามันเป็นสิ่งไม่พัฒนานะ เป็นสิ่งไม่พัฒนา มันเป็นประเด็นละเอียดอยู่นะ อาตมาว่าที่พูดให้ฟังดีๆ มันเป็นความละเอียดๆซ้อนๆอยู่ เพราะแม้แต่ ความแก่กับความยาวของอายุนี่ มันมีนัยซ้อน แต่จริงๆแล้วเป็นคนละเรื่องเดียว กัน ความจริงมันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ความแก่กับความยาวของอายุ อันที่จริงมันก็เรื่องเดียวกันแต่มันเป็นคนละเรื่อง ความจริงมันเรื่องเดียวกัน แต่มันเป็นคนละเรื่องอยู่ มีประเด็นที่ต่างกันอยู่ แต่มันก็คือความยาวนาน แต่ความรู้สึกว่าคนแก่นี่ มันไม่ใช่ความยาวของอายุ เพราะฉะนั้นเราอย่าไปทำความรู้สึกว่าเราแก่นะ แต่ก็ไม่ใช่ดื้อด้าน จนกระทั่งว่าสังขารความยาวของอายุมันมาก สัง ขารมันก็ต้องโรยไป ต้องเสื่อมไปตามความจริงแล้วก็ไม่ยอมแก่จริงๆเลย ไม่ยอมจนกระทั่งกลายเป็นฝืนเกินไป ดื้อดึงเกินไป เกินความเป็นจริง เราต้องรู้จักความเป็นจริงต่อของความเป็นจริงให้ชัด ศาสนาพุทธนี่ ยืนยันเหลือเกินว่า ความเป็นจริง ปัญญาคือการรู้ความจริงตามความเป็นจริง ปัญญานี่นะ คือความเฉลียวฉลาดที่แท้ ไม่ใช่เฉโก คือความเฉลียวฉลาดเหมือนกัน แต่เฉลียวฉลาดที่เพี้ยน เฉลียวฉลาดที่โกง เฉกะหรือเฉโก แต่ปัญญานี่เป็นความฉลาดที่ตรงถูกสัจธรรม เพราะฉะนั้นคำว่าปัญญาจึงเป็นการรู้ความจริงตามความเป็นจริงที่ถูกต้อง ไม่ผิดเพี้ยน ไม่ผิดเพี้ยนเท่าใดก็เป็นปัญญา หรือความรู้อันนั้นถูกต้องยิ่งเท่านั้นๆ ถูกต้องเท่านั้นนะ เพราะฉะนั้นนัยที่ละเอียดอันนี้ พยายามขยายให้พวกเราฟังนี่ เมื่อรับทราบพวกนี้แล้วไปทำความรู้สึกใหม่ ไปทำตนเองใหม่ อาตมาบอกเชิงแล้วนะ ว่าอย่ากลายเป็นคนที่ว่า ไม่ยอมแก่ชนิดที่ดื้อด้าน ชนิดที่ไม่อ่านความจริง บางทีเราก็อายุมากแล้ว ไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้หลายๆอย่าง ก็ไม่สมควรแล้ว มันมากไปหนัก ไป ยากไป อะไรก็แล้วแต่ ก็ไม่ควรจะไปทำ โดยเฉพาะยิ่งวัฒนธรรมบางอย่างนี้ อายุหรือว่าสังขาร มันเป็นอย่างนี้แล้ว อย่างน้อยก็หัวหงอกแล้วอย่าไปเป็นเฒ่าหัวงู อะไรอย่างนี้ เป็นต้น อย่าไปเป็นอะไรนี่ เป็นวัฒนธรรมอยู่เหมือนกัน มันไม่สมควรแล้วอย่างนั้น แล้วอย่าทำเป็นเฒ่าหัวงูเลย มาเรียนกับอโศกนี่ ถ้าเป็นเรื่อง กาม เรื่องผู้หญิงผู้ชายนี่ โอ๋ย! คุณรีบ รีบแก่ ยิ่งเรื่องผู้หญิงผู้ชายนี่ คุณรีบแก่ ตั้งแต่อายุ 15 แก่ไปเลย คือไม่ต้องมีกามให้ได้ตั้งแต่บัดนั้นไปเลย ถ้ามาเรียน ทางด้านอโศกต้องเข้าใจ เห็นไหม นี่เป็นสัจจะย้อนสภาพ มีความจริงที่มันกลับกันไปกลับกันมา ถ้าเราเรียนรู้แล้วลดละกิเลสกามราคะอะไรได้ และลดละได้จริง โอ๋! เป็นอนาคามี เป็นอรหันต์ หมดกามราคะ อนาคามีหมดกามราคสังโยชน์ ตั้งแต่อายุยัง 15 อายุ 7,8 ขวบก็ได้ ถ้าเรียนได้ แต่บารมีคนในยุคนี้จะมีหรือนะ ถ้าไม่มีก็ศึกษาฝึกฝนได้ หนุ่มเท่าไหร่สาวเท่าไหร่ก็หมดกามราคะได้ ถือว่าแก่ใช่ ไหม คนแก่นี่ควรหมดแล้ว กามราคะ จะมาอะไรกันเล่า แหม! นี่เรียกว่าตัณหากลับ อะไรไปว่าคนแก่ตัณหากลับ ก็รู้ๆกันอยู่ ไม่ควรแล้วไอ้อย่างนี้ก็เข้าใจกันอยู่ แต่ทางด้านตะวันตก อเมริกาเขาไม่เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ เขายังภาคภูมิใจ มีรายงานบทความ นี่ยังมีเลย โอ๋ย! เขาดีใจ คนอเมริกานี่อายุ 70-80 ยังแต่งงานใหม่อยู่เลยเห็นไหม มีแต่งงานกันใหม่มากขึ้นเรื่อยๆด้วย นักวิทยาศาสตร์ พ่อค้า ครูบาอาจารย์มีอายุเกิน 80 ขึ้นไป แต่ยังทำงานหามรุ่งหามค่ำ ไปทำงานหามรุ่งหามค่ำไม่ว่า ยังแข็งแรงไม่ว่า อันนี้เป็นความเจริญแน่นอน อายุ 80 ขึ้นไปเขายังทำงานได้หามรุ่งหามค่ำ แหม! กระปรี้กระเปร่าแข็งแรงอันนี้ ไม่ว่า แต่ 70-80 ไปแล้ว แล้วก็แต่งงานกันใหม่มากขึ้นเรื่อยๆนี่ แหม! อาตมาว่าแย่ อันนี้ย้อนแย้งๆกับพวกเรานะ ย้อนแย้งกับพวกเรา เพราะเราเห็นว่าไร้ค่า ทุกวันนี้มันไม่ทันสมัย คุณไม่แต่งงานเลยนี่ ลดกามได้จริง ถูกต้องตามธรรมของพระพุทธเจ้า แล้วนำ สมัย ล้ำสมัย อเมริกายังไม่ทันตื่นตัวเลยในเรื่องนี้ แต่พระพุทธเจ้าสอนมาสอง พันห้าร้อยกว่าปีแล้ว ให้ลดละได้ดี เพราะทุกวันนี้ไม่ต้องทำความสมสู่ไม่ต้องสร้างพลเมืองเพิ่มแล้ว พลเมืองมันล้นโลกแล้ว กว่าห้าพันล้านแล้วในโลก ทรัพยากร จะกินจะใช้อะไรก็ลำบากลำบนหมดแล้ว โลกพร่อง อยู่กันอย่างกระเบียดกระเสียรแย่งชิงนี่ โลกที่สามารถขึ้น ประเทศไหนที่เขาแผ่อำนาจ แผ่ฤทธิ์เดชอะไรได้ก็เอา ประเทศที่มันไม่ค่อยจะฉลาดหรือไม่ค่อยทันสมัยอะไร หรือไม่ค่อยจะเจริญอะไรก็ เอามาเป็นโลกที่สาม เอาเป็นแหล่งที่พวกนั้นจะกดขี่ข่มเหงเบียดเบียนแย่งชิงเอาไป ก็เพราะว่าประเทศเขาก็ร่อยหรอลงไป ก็ไปรุกรานประเทศอื่นต่อ เพราะฉะนั้นการแย่งชิงมันเต็มไปหมดทั้งโลกแล้ว สรุปแล้วก็คือคนไม่ควรเกิดมาแล้ว รู้กันทั้งนั้น คุมกำเนิดกันไปหมด ในประเทศเองก็แย่ หรือแม้แต่ในบางประเทศที่เขายังไม่ตื่นตัวอะไรก็ตามเถอะเพราะคนเขายังไม่มากจริง เขาก็แย่ อย่างอินเดียนี่พลเมืองก็มากมายแต่ว่ายังไม่เหมือนเมืองจีน เมืองจีนต้องคุมกันแล้ว เมืองจีนกับอินเดียนี่ใกล้กัน พลเมืองใกล้กัน 800-900 ล้าน เมืองจีนก็พันกว่าล้าน แต่เมืองจีนเขาคุมกำเนิดกันมาตั้งนานแล้ว สุดท้ายแม้แต่ให้มีลูกได้คนหนึ่ง สองคน จนกระทั่งไม่มีเสียเลยได้ ก็ยิ่งดีแต่อินเดียยังไม่เลย โอ๋ย! กระจองอแง ยิ่งอยู่ชนบท อยู่ต่างจังหวัดออกไป งมงายยิ่งไม่ค่อยรู้เรื่องอะไร โอ๊! ก็เลยกลายเป็นคนยิ่งจน ยิ่งเดือดร้อน ยิ่งเบียดเบียนยิ่งแย่งชิง แต่อินเดียมันมีวัฒนธรรมดึกดำบรรพ์ทางจิตวิญญาณมาในส่วนหนึ่ง พอไปได้ ก็เลยไม่เหมือนเมืองจีน คือมันซื่อบื้อหน่อยกับเมืองอินเดียและก็ไม่กระเหี้ยนกระหือรือเหมือนจีน ก็เลย อาตมาอธิบายละเอียดมากๆไม่ดี เพราะว่ามันไปกล่าวถึงจุดด้อยของต่างประเทศเขา ถ้าว่าไป เปรียบเทียบเข้าไปสองประเทศประเดี๋ยวก็ไปว่าเขามากมายเกินไป ไม่ดี ก็เข้าใจโดยปัญญาไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ทีนี้ อาตมานำสิ่งนี้มาอธิบายนี่ ก็เพื่อที่จะให้พวกเราได้รับทราบแล้วเอาไปฝึกอีกอันหนึ่ง เพื่อความเจริญของชีวิตและสังคม ชีวิตของเราก็จะเจริญ เจริญตรงที่ว่าอย่าไปเข้าใจว่าตัวเราเองแก่ เราเองกระปรี้กระเปร่า ความแก่คือ จิตใจมันสดชื่นกับโลกเขา อีกอย่างคือ สดชื่นของเด็กๆนี่นะ หรือหนุ่มสาวนี่ เราดูความภาวะสดชื่นมันต่างกันกับคนแก่ไหม ต่างกัน ความสดชื่นต่างกันน่ะ เด็กๆหนุ่มๆสาวๆ นี่นะ กับความสดชื่นของคนแก่ คนแก่สดอย่างไร สดเอาน้ำพรมๆ แต่เด็กหนุ่มเด็กสาวนี่ไม่ต้องน้ำพรมหรอก มันสดชนิดที่เรียกว่ามันสลัดน้ำออกจากตัวให้คนอื่นอีกด้วยใช่ไหม หนุ่มๆสาวๆฟัง อาตมาใช้ภาษาสื่อให้ คุณก็คงไม่ใช่เป็นอย่างที่ว่า เป็นภาษาสื่อ ไปไหนก็เปียกคนอื่น สลัดน้ำ ก็ไม่ใช่น้ำจริงๆหรอกนะ ฟังภาษาธรรมะให้เป็นก็แล้วกัน ภาษาคน ภาษาธรรม ให้มันเข้าใจเป็นนามธรรม สดชื่นมันจะเหมือนมีพลังที่จะทำให้คนอื่นนี่ชุ่มชื่นไปด้วย กิริยาท่าที มีอะไรต่างๆ นานา ก็แล้วแต่มันจะเป็นความสดชื่น คำไทย คำว่า สดชื่น อย่างเดียวกับ เบิกบานร่าเริง active กระรี้กระเปร่า ตื่นตัว ข้อสำคัญอย่าเอาไปเต้นไม่เข้าเรื่องเข้าราวก็แล้วกัน เอาพลังซ่า เอาพลังไปดิ้น ไม่เข้าเรื่อง เอาพลังนั้นมาสร้างสรร เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราปรับเอาพลัง ที่มันมาออกกำลังไปอะไรต่างๆ นานา ปรับจากที่มันไม่ได้เรื่อง เอาพลังไปดิ้นเสียๆหายๆ ดิ้นเปลืองเปล่า ดิ้นผลาญพร่า อะไรพวกนี้ เอาพลังเหล่านั้นมาเป็นพลังสร้างสรร แม้อายุจะยาวๆ ไปก็ไม่ได้แก่ ยังมีพลังสร้างสรรคงที่ ดีไม่ดีชำนาญ ก็ยังมีสร้างสรร ยังมีความ แข็งแรง ยังมีความตื่นตัว มีความกระตือรือร้นขวนขวายดีอย่างนี้ คิดดูซิคนคนนั้นจะมีประสิทธิภาพ มีคุณค่า มีประโยชน์ เพิ่มขึ้นอีกเท่าไหร่ สังคมมีความเข้าใจอย่างนี้ แล้วก็เป็นคนอย่างนี้อีกมากเท่าไหร่ ทีนี้คนที่ได้ออกกำลังกาย แต่ทำงานกระปรี้กระเปร่า active นี่แหละ มันทำให้สรีระนี่สดชื่น สรีระนี่หมุนเวียน สรีระนี่ได้ถูกสุขลักษณะอนามัยได้ดี ทน ทานยืนยาว ก็เพราะว่ามันจะเกิดความขับเคลื่อนปรับเปลี่ยนสังเคราะห์ในร่างกาย นี่ขึ้นมา พวกธาตุ ก็จะเปลี่ยนแปลงธาตุ จะเกิดการทดแทน เกิดการสังเคราะห์ ธาตุต่างๆจะสดใส จะเปลี่ยน ได้วาระ ได้เวลาอย่างแข็งแรงเต็มที่ เพราะฉะนั้นอย่านึกว่าร่างกายมนุษย์นี่ เป็นสิ่งที่เที่ยงแท้ เพราะเกิดมาแล้วธาตุที่เป็นกระดูก ก็กระดูกตัวเก่า ธาตุที่เป็นเซลล์ต่างๆ ก็เป็นเซลล์ตัวเก่า เปล่าเลย มันเปลี่ยนทดแทนมันเปลี่ยนแปลงไปทุกเมื่อ เพราะฉะนั้นเรากินอาหารมาเป็นเซลล์ มันเป็นธาตุใหม่ๆเข้ามา มันสังเคราะห์ได้ดี ร่างกายคุณก็จะได้รับการ เปลี่ยนแปลงได้สัดส่วนดี ดีๆๆ สดไปเรื่อยๆๆ เพราะฉะนั้นความยาวของอายุก็จะยาวต่อไปอีก เพราะเราไม่ยอมแก่ เพราะเราเองเป็นคนตื่นตัว เพราะไม่ยอมรับความแก่ง่าย คุณได้ออกกำลังกาย คุณได้ทำงานตื่นตัว คุณได้ทำอะไรต่ออะไรอยู่ พออายุไม่เท่าไหร่ ก็อย่างว่า ยอมรับความแก่ไวนี่ มันจะไม่เป็น มันจะสอด คล้องกับความเป็นจริงที่อาตมาอธิบายคร่าวๆนี่ สรีระนี่จะมีธาตุต่างๆ ที่เรากินเข้าไปนี่ เปลี่ยนแปลงทางหลักวิชาทางแพทย์ ทางอะไรนี่ก็ เขาก็ยอมรับว่า 7 ปีนี่ ร่างกายของเราเปลี่ยนของเก่าออกไป ของใหม่เข้ามาทดแทนในเซลล์ 7 ปี หมุน เวียนกัน 7 ปี ถ้าเราเองเราเป็นหนุ่มอยู่เสมอ ไม่ถึง 7 ปีมั้ง มันจะทดแทนเปลี่ยน แปลง มันจะสดอยู่เรื่อย มันจะใหม่อยู่เรื่อย เพราะฉะนั้นไม่ต้องกลัวเลย อายุจะ ยาวอยู่เรื่อย อายุก็จะยาวยืนไปอีก เพราะเราไม่มีความแก่ แต่นั่นแหละโดยหลักความจริงมันก็มีอยู่ด้วย ว่ามันจะต้องไม่ทนทานเป็นนิรันดร์อะไรได้หรอก มันไม่ทนทานยาวนานเกินเหตุอะไรหรอก แต่มันก็จะต้องมีอันนี้ช่วย ถ้าใครฟังอันนี้ เข้าใจแล้ว ก็ไปฝึกฝนอันนี้ เอาไปพิสูจน์จริงกันนะ เราจะเห็นว่า คนที่เข้าใจถูก ต้องอย่างนี้แล้ว แล้วก็ปรับปรุงตัวอย่างนี้จริงๆเลยน่ะ อายุจะยืนยาว อ้าว! เดี๋ยวโยมลุงนี่ เอาไปไม่แก่ ระวังน่ะ ที่จริงอายุยาวแล้วนะ 91 แล้ว มันยาวแล้ว ก็อย่าไปทำไอ้สิ่งที่พูดแล้ว บางทีมันก็เกินไป ของตัวเองทำไม่ได้ เพราะสรีระมันไม่ให้ แต่ว่าปรับใจตัวนี่ แต่ใจตัวนี่บอกแล้ว มโนปุพพัง คมาธัม มา อย่างพระพุทธเจ้าท่านว่า ใจเป็นประธานน่ะ ชีวิตร่างกาย เพราะฉะนั้นเอาเถอะจิตใจของเราทำในสิ่งที่หมุนเวียนสุดขีด ยิ่งลุงนี่เป็นหมอนี่ โอ! รู้แล้วชีววิทยาสังเคราะห์ร่างกายอะไรนี่ สำคัญคืออาหารกับออกกำลังกาย ตัวนี้เป็นหลักใหญ่ในจิตมนุษย์นี่ อีกอันหนึ่งก็คือ อารมณ์ สำคัญเหมือนกัน แต่ว่าอารมณ์นี่นะ เราพูดถึง 5 อ. 6 อ. 1. อาหาร 2. อากาศ 3. อารมณ์ 4. อิริยาบถ อาตมาไม่อยากใช้คำว่าออกกำลังกาย ในอิริยาบถนี่ มันมีทั้งทำงานทำการ มีทั้งได้ออกกำลังกายต่างๆนานา รวมอยู่ในอิริยาบถ อ. ตัวนี้เอาอิริยาบถอย่าไปเอา อ. ออกกำลังกายเลย เดี๋ยวมันก็กลายไปเป็นออกกำลังกาย เดี๋ยวมันก็จะไปเตะฟุตบอล เสร็จแล้วมันจะไปเป็นดาราแข่งกับมาราโดน่า อะไรอย่างนี้ มันจะไปเอาแต่อย่างนั้น ไม่เอา ออกกำลังกาย คำเดียวนี้ มันๆแคบ มันไม่ครบ อิริยาบถ แล้วค่อยมาอธิบาย ในอิริยาบถก็คือทางกายนี่แหละ อิริยาบถทางกายนี่แหละเป็นหลัก ได้ทำงานทำการ ได้มีการใช้ร่างกายที่มันเกิดหมุนเวียน หรือว่าเกิดสูบฉีด เกิดได้ขยับเขยื้อน ได้ทำอะไรก็แล้วแต่ จนเป็นประโยชน์คุณค่าด้วย ได้สูบฉีดเปลี่ยนแปลง ทำอะไรต่ออะไรที่ส่งเสริมขึ้นไป อาหาร อากาศ อารมณ์ อิริยาบถ อิทธิบาท อุจจาระ นี่เป็นผลของสิ่งพวกนี้ ที่จริงมันไม่น่าจะเอามาใช้ได้ อุจจาระนี่ไม่เอามาใช้ เพราะมันดูเฟ้อๆเปล่าๆ อุจจาระนี่เป็นเครื่องทดสอบเท่านั้นเอง ถ้าเผื่อว่าอาหารไม่ดี อุจจาระก็ไม่ดี อากาศไม่ดี อุจจาระก็ไม่ดี อารมณ์ไม่ดี อุจจาระก็ไม่ดี อิริยาบถไม่ดี อุจจาระก็ไม่ดี อีกอันหนึ่งคืออิทธิบาท อ. อิทธิบาท 5 ตัว เท่านี้ก็พอน่ะ อาหาร อากาศ อารมณ์ อิริยาบถ อิทธิบาท 5 อ. นี่ก็พอ สำคัญ แต่สำคัญมากๆ ก็คืออิริยาบถ กับอาหารนี่ อารมณ์ เราเรียนอยู่แล้วทางธรรมะ เพราะฉะนั้นเรามาทำความเข้าใจกับอาหารกับอิริยาบถให้มากนะ อากาศก็เป็นอาหาร ต้องอยู่ในสถานที่ๆมีอากาศที่บริสุทธ์ ทุกวันนี้กรุงเทพฯนี่เป็นเมืองที่อากาศเน่าที่สุด อากาศเป็นพิษที่สุด ไม่มีสีไม่มีกลิ่นเท่าไหร่หรอก แต่พิษร้ายกาจมากกรุงเทพฯ เอาละ อากาศทิ้งไว้ก่อน อาหารนี่ เรารู้จักธาตุ อาหารยิ่งปรุงแต่ง มากเท่าใด สรีระยิ่งทำงานมากเท่านั้น สังเคราะห์ยากม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive