370701 เรื่องจริงใช่เพียงฝัน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์366 KB
วันที่แก้ไข4 กรกฎาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370701 เรื่องจริงใช่เพียงฝัน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

เรื่องจริงใช่เพียงฝัน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อ 1 กรกฎาคม 2537 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เอา ผู้ที่ยังไม่ตายก็ยังมาเจอกัน ผู้ที่แม้เขายังไม่หมดลมหายใจ ก็เหมือนตายจากก็มี เคยเจอกันแล้วก็คิดว่าจะมาเจอกัน พยายามจะมาศึกษา พยายามที่จะเดินทางกันไปสู่ที่เจริญของการเกิดอยู่ในสังสารวัฏ เพราะว่าสังสารวัฏนี้ยาว นานเหลือเกิน ยาวนานมาก คนเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด เกิดแล้วตายด้วยวิบากของตนเอง ยาวนานน่าเบื่อหน่าย แต่ก็ไม่ค่อยจะรู้ตัว แล้วก็วนเวียนอยู่ไป เพราะมองทุกขอาริยสัจไม่ออก ไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์ ที่ไม่เห็นว่ามันเป็นทุกข์ก็เพราะไปหลงสุขเสพสม หลงสิ่งบำเรอที่มาสมใจ ที่ตนเองอยากได้ใคร่ดี อยากใคร่อะไรแล้วแต่ บางทีไม่ดีดอก เลวๆ ก็สมใจ ก็นึกว่าเป็นสิ่งที่อร่อย เป็นสิ่งที่สนุกเพลิดเพลินบำเรอใจไป ทั้งๆที่ต้องลงทุนลงแรงเพื่อที่จะมาบำเรอผลาญพร่าสูญเสียไปเท่านั้น แต่ก็หลงกันไปนานนับชาติ ก็เป็นละครของโลก เป็นเรื่องอะไรต่ออะไรที่วุ่นวายเยอะแยะ ถ้าจะเล่าเป็นนิทานยกเรื่องเล่ามากมายแต่ละผู้แต่ละคน สมัยทุกวันนี้ คนรู้ คนฉลาด แล้วก็รู้อะไรต่ออะไรมากขึ้น ก็เลยหยิบเรื่องต่างๆนั้นมาจริงๆ มาเล่าย้อนเอามาให้ทบทวนกัน เรื่องก็ยังมาสร้างเป็นหนัง เป็นละคร เป็นอะไรต่ออะไรนี่ แต่ก่อนนี้ก็มีชาดกนั่นแหละ ก็เหมือนกันนั่นแหละ แต่ว่าก็ยังน้อย ยังเป็นการสร้างประเภทแบบจินตนิยาย สร้างเพื่อที่จะให้มีสภาพที่เตือนที่สอน ให้เรื่องราวที่ผูกปม ผูกประเด็นเอาไว้ ยิ่งเป็นนิทาน หรือนิยายอย่างผู้ระลึกชาติได้ อย่างพระพุทธเจ้าเอาชาดกต่างๆ ที่ผ่านมา แต่ละชาติๆ มาเล่าสู่ฟัง มันก็เป็นเหมือนนิยายนิทานที่มี ทีนี้มาถึงยุคถึงสมัยปัจจุบันนี้นี่ ค่อยๆพัฒนามานี่ ก็เ

อ่านต่อ

ริ่มมีมาเรื่อยๆ ที่จะเอาเรื่องราวนี่ ไม่ต้องไปเอาชาติแต่ก่อน จำชาติแต่ก่อนไม่ได้ เอาชาตินี้เท่านั้นมาเล่าของแต่ละผู้แต่ละคน จนกระทั่งไม่ต้องเล่าละ คิดขึ้นเองเลย ผูกเรื่องเองเลย เพื่อมาให้เราได้รับรู้ ทบทวน เพราะฉะนั้นถ้าผู้ที่มีปัญญาดี ดูก็จะอ่านออก มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่ต้องต่อสู้ ทุกข์เท่านั้นแหละเกิดขึ้น มันจะสมใจว่าเป็นสุขเป็นอะไรต่ออะไร จะเป็นรสอร่อย เป็นเรื่องน่าลุ้น น่าตื่นเต้น ระทึกใจอะไร อย่างไรก็แล้วแต่ ถ้ามีปัญญา มีความฉลาดที่รู้ทัน ก็จะเห็นได้ว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นแหละ ที่มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ผ่านไป ความจริงมันยังไม่ดับสูญ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วมันก็ผ่านไป วนเวียนไป แล้วก็ไม่รู้จักเข็ด ไม่รู้จักหลาบ ก็เกิดจากอารมณ์ที่มันเป็นราคะ โทสะ โมหะ เท่านั้นเอง หรือโลภ ราคะหรือโลภ ซึ่งเราเกี่ยวข้องกับอารมณ์พวกนี้ ไม่จางคลาย มีแต่หนักหน้า จัดจ้าน รุนแรง ยิ่งโลภนานๆเข้า ยิ่งมาถึงทุกวันนี้แล้วนี่ มันยิ่งจัดจ้าน ทั้งราคะก็จัดจ้าน โทสะก็จัดจ้าน แล้วก็ซับซ้อน เพราะว่าลึกๆ ก็รู้เหมือนกันว่ามันไม่ดี แสดงอาการโลภ อาการโทสะ พยาบาท อาฆาตอะไร มันไม่ดีก็รู้ เพราะฉะนั้นก็ไม่อยากให้ใครรู้ว่าเรามี แต่ซับซ้อน เป็นการปลอมหรือแปลง หรือลวง ลวงให้คนอื่นเขาเห็นว่าเราเหมือนไม่มี แต่แท้จริงก็ยิ่งซับซ้อน ยิ่งมีความฉลาด ฉลาดที่จะซับซ้อนหรือพรางลวง มันก็ยิ่งลึก ยิ่งซับยิ่งซ้อน แม้แต่ตัวเองก็ทำเสียจนเคยตัว จนไม่รู้ว่าเราได้ลวง เราได้หลอกคนอื่น จนกระทั่งเห็นเป็นธรรมดา เห็นเป็นเรื่องปกติ แล้วเขาก็ทำอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ที่ศึกษา แล้วก็เรียนรู้ว่ามันไม่ดี มาแก้กลับ มาเป็นคนตรง มาเป็นคนทำอะไรก็ตรงๆ เลยกลายเป็นเรื่องที่น่าขบขัน เป็นเรื่องที่เหมือนกับคนโง่คนเซ่อ ซื่อเหมือนเซ่อ คือเราก็แสดงอะไรตรงๆ เราเห็นว่า ความโลภไม่น่าโลภ เราก็บอกไปตรงๆ ราคะ ไม่น่ามีราคะเราก็แสดงออกไปตรงๆ โทสะ ไม่น่าจะให้มีโทสะ ก็แสดงออกตรงๆ แล้วก็กลับกลายเป็นคนที่แปลกๆ เพราะมันมีกิริยาซับซ้อน กิริยาที่ซับซ้อนนี่มันก็พอดูออก เราก็ดูเป็นแปลก เพราะซับซ้อน กิริยาซับซ้อนพวกนี้แหละ เมื่อพวกเรามาเป็นอะไรอันหนึ่ง เราก็เลยกลายมาเป็นคนลักษณะพวกนี้ จะพูดจะจา จะแสดงสีหน้าสีตา จะแสดงกายกรรม วจี กรรมอะไรออกมา มันก็เลยมีสภาพมาทางนี้กัน เพราะฉะนั้นคนของพวกเรานี่ บางทีสงสัยว่า เอ๊ ทำไม เราไม่ได้เห็นแสดงอะไร บางทีเราปลอมตัวอยู่ในเครื่องแต่งตัว หรืออะไรต่ออะไรก็ทำ แต่งเหมือนกับชาวบ้านเขาน่ะ แต่เขาก็รู้ว่าเราชาวอโศก มันมีนัย มันมีกรรรมกิริยาพวกนี้ซับซ้อนอยู่ มีพอเห็นได้ พอรู้ได้ ถ้าผู้ที่ฉลาดๆ หรือคนที่พอมีข้อสังเกตหรือไหวพริบ ก็จะรู้ว่าเราชาวอโศก ก็ดีแล้วละ เราทำไปให้มันเป็นตามที่เราไม่เสไม่แสร้ง ตามที่เราเอง เราเป็นผู้ที่จริงใจ แล้วเราก็มายืนยันกัน มาพิสูจน์กันไป เดินทางกันไปอย่างนี้แหละ ทั้งๆที่เราเรียน เราก็เรียนกันอย่างนี้ เรียนกันทุกวัน ศึกษา กันไปทุกวันๆ ศึกษาไปเรื่อยๆ ผู้ทนศึกษาก็ศึกษา ผู้ไม่ทนก็มี ก็แล้วแต่ใครจะ อุตสาหะวิริยะมันขึ้นมา อยู่กับอิทธิบาท อิทธิบาท 4 นี่แหละ ซึ่งอาตมาก็เคยขยายความเรื่องอิทธิบาททั้ง 4 นี่ ขยายให้เห็นว่าคนที่เกิดอิทธิบาทในใจนี่ เราจะแปลทับศัพท์ก็ได้ อิทธิบาทก็คือมันมีฤทธิ์ มีเดช มีเรี่ยวมีแรง มันมีประสิทธิภาพ อิทธิ ก็คือ ฤทธิ์ ภาษาบาลีเขาว่าอิทธิ ภาษาสันสกฤต เรียกว่าฤทธิ์ แต่ภาษาบาลีก็อิทธิ เพราะภาษาบาลีไม่ ฤ (ร) รึ น่ะ คำเดียวกัน มันเป็นฤทธิ์ เป็นอำนาจ เป็นพลังพิเศษ เพราะฉะนั้นอิทธิบาท ก็แปลว่ามันมีบทบาทนี่แหละ มันมีพฤติกรรมนี่แหละ พฤติกรรมที่มีฤทธิ์ พฤติกรรมที่มีอำนาจพิเศษ ถ้าเรามีอิทธิบาท มีคุณลักษณะ 4 นั้น คือมีคุณลักษณะยินดี ฉันทะ มีคุณลักษณะพากเพียรขยัน พากเพียรหรือขยันเป็นอย่างไร พวกเราก็คงจะพอเข้าใจ มีคุณลักษณะเอาใจใส่ ไม่ท้อแท้ ไม่ถดถอย กระปรี้กระเปร่า กระตือรือร้น แล้วก็มีคุณลักษณะของการตรวจสอบวินิจฉัย วิจัยวิจารณ์ค้นคว้าให้มันลึกซึ้ง ให้มันถูก ให้มันดียิ่งๆ ขึ้น นั่นวิมังสา บอกไปแล้ว เอาใจใส่ มีคุณ ลักษณะที่เอาใจใส่ จิตตะนี่ มีใจเท่าไหร่ โถมเข้าไป เอาใจใส่ในสิ่งที่เรากระทำ ที่เราเป็นงาน หรือเป็นกิจ หรือเป็นบทบาท หรือเป็นอะไรที่เราเป็นอยู่ ที่เราทำอยู่นั่นน่ะ มีใจเท่าไรนี่ ใจอยู่กับอันนั้น CONCENTRATE เต็มที่ มีสมาธิ หรือมีความเอาใจใส่เต็มที่ จิตตะนี่เอาใจใส่จดจ่อ พูดกันก็ได้ จดจ่อ เอาใจใส่เต็มที่ มันเป็นคุณลักษณะที่มีจริงในคน เพราะฉะนั้นใครมีน่ะ งานหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้าเราทำงาน ใจของเรามันยังไม่ยินดี มันไม่เต็มใจ มันไม่ชอบ อ่านชัดๆ ตรงกันข้ามกันเลย เต็มใจ หรือยินดีนี่มันคือชอบ มันคือพอใจที่จะทำ เพราะเกิดปัญญา เพราะรู้ด้วยปัญญา เพราะเข้าใจสิ่งนี้จริงๆ เลยว่าไอ้นั่นมันดี สิ่งนี้แหละ เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เป็นสิ่งดี มนุษย์ก็จะต้องทำอันนี้แหละ เราเป็นคนที่มีวันเวลา มีอายุ มีแรงงาน ที่จะกระทำอยู่ ก็ได้เลือกได้เฟ้นตามกาละ ก็กาละนี้ โอกาสนี้ เวลานี้เราควรจะทำอันนี้ เราก็ทำด้วยยินดี ด้วยฉันทะ ทำด้วยจิตที่มีคุณลักษณะอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นในเวลาที่คนไหน ที่ทำงานแล้ว มันไม่มีตัวนี้ ตัวแรกนี่แหละ ของอิทธิบาท ไม่มีตัวยินดี ไม่มีตัวพอใจ มันชังๆ มันผลักๆ ไม่ชอบ มันฝืน หรือว่ามันถูกบังคับอะไรก็ตามใจเถิด งานนั้นมันไม่ดีดอก นี่ก็ควรจะเข้าใจมันไม่ใช่เรื่องยากอะไร มันเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องลักษณะที่เป็นสิ่งที่ยืนยัน เราก็มีปัญญากันทุกคน ฉะนั้นบอกรายละเอียดอะไรต่ออะไรพวกนี้เข้าไปแล้ว มันจะเห็นชัดเจน เพราะฉะนั้นการแก้เราก็จะต้องใช้ปัญญาวินิจฉัยว่า แล้วไอ้นี่มันควร ทำไหม เวลานี้แหละ กาละนี้ เออ เราควรจะไปทำอะไร ถ้าเราอยู่เฉยๆ ไม่ทำอะไรมันก็ผ่านวัน ผ่านเดือน ไปหาตาย ตามที่เคยพูดแล้วพูดอีก มันก็ไม่มีท่าอะไร มัน เสียเวลาเปล่าๆ ทั้งๆที่เรามีโอกาสที่จะเกิดวิบากที่ดี เกิดกุศล เกิดทรัพย์เป็นอาริยทรัพย์ หรือว่าเป็นโลกียทรัพย์ก็ตามใจเถิด ซึ่งเราเรียนโลกุตระแล้วเราก็จะมีอาริยทรัพย์ด้วย ก็คือใจเรานี่แหละ อาริยทรัพย์ใจเรา รู้จักที่จะพัฒนาในสิ่งที่ไม่ดีเราไม่ทำ สิ่งที่ดีเราทำให้ยิ่งหรือทำให้ถึงพร้อม กุสสลัสสูปสัมปทา ยังกุศลนั้นให้ถึงพร้อม กุศลแปลว่าความฉลาด แปล ว่าความดี แปลว่าความเจริญ เพราะฉะนั้นเราจะต้องให้มันเจริญอยู่เรื่อยๆ มัน มีเวลาหรือวินาทีที่ผ่านไป มีแต่วินาทีที่เจริญ ที่ดี เป็นประโยชน์คุณค่า ในทางโลกเขาลักษณะทุนนิยม เขาก็ยังสร้างสรร แล้วเขาก็เอารูปธรรมสร้างเสร็จแล้ว เขาก็ได้อะไรขึ้นมา เสร็จแล้วยิ่งมีระบบแลกเปลี่ยนหรือขาย ขายไปแล้วก็ได้เป็นเงินมา เอาเงินไปซื้อเพชร ซื้อทอง ซื้ออะไรต่ออะไร ซื้ออะไรมาเสพสม สุขสม มีส่งเหล่านั้น เป็นเครื่องแสดง เป็นเครื่องชี้ เขาก็เห็นว่าเป็นรูปธรรมชัด คนมันก็รู้ง่าย ทำซิ ขยันซิ อย่างน้อยก็ได้ค่าแรงงานมาเป็นเงิน ถ้าผลิตอะไรออกมาเป็นชิ้นเป็นอัน ก็เอาตัวที่เป็นชิ้นเป็นอันนี่ไปขายก็ได้เงินมา ได้เงินมาก็ได้กอบได้กอง เงินมาก็เอาไปซื้ออะไร ซื้อใหญ่ๆโตๆ มากๆ หรือไม่ซื้อก็นับตัวเลขก็เพลินแล้ว เออ ตอนนี้ได้แสน ได้ล้าน ได้หลายล้าน ได้พันล้าน หมื่นล้าน เราก็มีมาก ก็ดีใจไปเป็นรูปธรรม ทีนี้มาเป็นนามธรรม หรือว่าเป็นโลกุตระ เราไม่ต้องไปแลกมา เพราะเรามันซ้อนที่อาตมาอธิบายมาแล้ว ถ้าไปแลกคืนมามันก็หมดน่ะซิ ก็เราไม่ได้เสียสละอะไร ให้ของเขาไปแล้วก็แลกให้เป็นเงิน ถ้าเราเอาเงินนี้ไปใส่ไปคืนเขาแล้ว ของมันก็คืนมา ถ้าเอาเงินเท่าเก่า หรือเขาจะขายแพงกว่าเก่า คุณต้องซื้อแพงกว่าเก่าน่ะ นั่นมันเป็นวิธีการโกงกัน ของชิ้นนี้เราขายไปพันหนึ่ง เสร็จแล้ว อยากจะได้ของคืน ของที่คนเขาซื้อไป เขางกขึ้นมา บอกไม่ขายพันหนึ่ง ถ้าอยากได้พันห้า ถ้าเขางกน่ะ คุณก็ต้องไปจ่ายพันห้า ก็ได้ของคืนมา ถ้าไม่จ่ายพันห้า และคนเขาไม่งกเขาขายคืนให้ก็เท่าทุน คุณก็ได้ของคืนมา คุณก็ไม่ได้ให้เขา อาตมาก็พูดซ้ำพูดซาก อธิบายให้ฟังว่าเรามันเป็นของขายนี่ เป็นการแลกมาเป็นตัวเงิน มันไม่ได้หมายความว่า เราได้ให้ เราได้สละ เราได้มีประโยชน์ เราได้มีคุณค่าอะไร มีคุณค่าอะไร เกิดมามันก็ไม่ได้มีทาน ไม่ได้มีทาน ไม่ได้มีบริจาคอะไรเป็นของ หรือค่าแรงงานก็เหมือนกัน ค่าความรู้ แรงงานของสมอง แรงงานทางกายก็เหมือนกัน ถ้าเราเอาค่ามันคืนมา แลกเปลี่ยนคืนมา มันก็ไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไร ไม่มีบุญ ไม่มีกุศลเหลือ พูดเป็นภาษาธรรมะก็เป็นบุญ เป็นกุศล เป็นวิบาก เป็นกุศลวิบาก พูดเป็นภาษาโลกๆ ก็เป็นคุณค่า พูดภาษาสมัยใหม่ เป็นคุณค่าเป็นประโยชน์ ประโยชน์ของเรานี่ ที่มีต่อใครก็แล้วแต่เถิด ในโลกนี้ เราก็หมดไป นอกจากหมดไปแล้วยิ่งไปเอาเกินค่าที่จริงมา มันก็ยิ่งมีบาป ยิ่งมีหนี้ ตรงนี้ประเด็นนี้ อาตมาว่าพวกเรานี่พูดกัน ที่อื่นอาตมาว่ายังไม่มีใครพูดกันนะ ลักษณะที่ทำลายค่าของทุนนิยมที่ว่านี่ มีไหม อยู่ในวงการ คุณบัวขวัญ คุณเข้าใจดีแล้วนะ ที่อื่น อาตมาว่าเขาไม่พูดดอก เพราะฉะนั้นเขาจะแก้ปัญหาทุนนิยม แก้ปัญหาเอาเปรียบเอารัดนี้ไม่ได้โดยจริง คุณเข้าใจ แล้วคุณเชื่อไหมว่าที่อาตมาพูด นี่จริงเป็นสัจจะ เชื่อไหม? เห็นจริงไหม? มันไม่ใช่เรื่องหลอก มันเป็นเรื่องจริงๆ แต่คนนี่เขายังพูดความจริงนี้ไม่เป็น แล้วเขายังไม่รู้ว่าความจริงนี้มี ต่อให้นักเศรษฐศาสตร์ ดอกเตอร์ สองดอก สามดอก เรียนเศรษฐศาสตร์มา โพสต์ดอกเตอร์มา เขาก็ยังไม่ได้เอาประเด็นนี้มาพูด มาอธิบาย มาชี้ให้เห็นสัจธรรมกัน ความจริงเขาไม่เห็นจริง แล้วเขาจะไปทำกันได้อย่างไร เขาก็ถือว่าสุจริต มันทำงานไปแล้วนี่ ค่าแรงงานคุณก็ต้องเอามา นี่คือสุจริตใช่ไหม? เขาบอกนี่สุจริต มันยุติธรรมดีแล้ว แล้วเขาก็มาทวงประโยชน์น่ะ ฉันเป็นคนสร้างนะนี่ ฉันเป็นคนทำ เขาก็มาทวงทั้งๆที่เอาไปหมดแล้วน่ะ ค่าแรงงาน ค่าก่อค่าสร้าง ค่าผลิตเอาไปหมด เอาเกินด้วยน่ะ เพราะว่าพวกที่ผลิตมานี่ โอ้โห ของใหม่ๆนี่ชอบไหม? สิ่งผลิตนี่พิเศษน่ะ โก่งราคายอดเยี่ยมเลย ใหม่ๆ นี่ขายแพง จนกว่าจะมีคู่แข่งทำอย่างนี้ขึ้นมาอีก แข่งกัน ราคาค่อยลดลงไปใช่ไหม กว่าจะลดลงไป กว่าจะมีคู่แข่งทางนี้ ก็กอบโกยมาเป็นมหาเศรษฐีแล้ว ร่ำรวยแล้ว เดี๋ยวนี้ในสังคมเขาก็ทำอย่างนั้นกัน อะไรก็แล้วแต่ ต้องฉวยโอกาส คนในโลกเขาก็เป็นอยู่อย่างนั้นแหละ เขาจะแก้ปัญหาสังคมไปได้อะไร ประเด็นที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่แท้ เพราะฉะนั้นคุณฟังไว้น่ะ สัจจะอันนี้เป็นสัจจะ แต่เมื่อคุณเข้าใจว่าเป็นสัจจะ แล้วคนมันจะโง่ไม่รู้จักสัจจะหรือ ในโลกมันยังไม่มีใครขยายดอกตอนนี้ ยังไม่มีใครฟัง ยังไม่มีใครเข้าใจ มีพวกคุณ พวกเราก็อย่างนี้ทึ่มๆ ไม่ได้ออกไปโฆษณาเผยแพร่ ไม่ได้ไปบรรยาย ถ้าเป็นดอกเตอร์ ผู้ที่มีอิทธิ มีฤทธิ์ มีเดชในทางสังคม เขาบอก โอ เอาประเด็นนี้มาขยายกัน มาโฆษณาเผยแพร่น่ะ เมื่อนั้นก็จะต้องรู้เรื่องนี้กัน สังคมก็จะเอาเรื่องนี้ไปคิด อาตมาเผยแพร่ไปแล้ว แต่เขาฟังแล้วเขาบอก โอ้ ไปคิดอย่างนี้ได้อย่างไร คิดอย่างนี้มันจะเป็นไปได้หรือมนุษย์ คือตัวเขาเอง เขาก็รู้สึกเลยว่าไม่ได้ดอก แล้วมันจะอยู่ได้อย่างไรละ หนักเข้ามาเป็นลักษณะบุญนิยม ถึงขนาดระดับว่า เราทำงานฟรี เอ้ย ทำงานฟรี แล้วมันจะอยู่ได้อย่างไรเล่า ทำงานฟรี เขาคิดไม่ออก เขาบอกว่า นี่มันเพ้อเจ้อ พวกฝันเฟื่อง ที่เป็นฝันที่ไม่เป็นจริง ฝันได้เขาก็คิดว่าฝัน ฝันที่ไม่เป็นจริง เพราะมันไม่มีระบบ มันไม่มีตัวอย่าง มันจะ อยู่ได้อย่างไร ระบบอยู่กันไปอย่างไร ทำงานฟรี ฮึ อยู่ได้อย่างไร? อดตายซิ หรือทำต่ำกว่าทุน แล้วจะอยู่กันได้อย่างไร ต่ำกว่าทุน มันจะอยู่อย่างไร ก็หมดตัวซิ เหมือนกันกับที่บอกว่า ถ้าไม่สืบพันธ์ุเป็นอย่างไร ไม่สืบพันธุ์ก็สูญซิ คนไม่ต้องแต่งงาน ไม่สืบพันธุ์ก็สูญซิ เขาก็คิดไปอย่างนั้นทั้งหมดนั่นแหละ นัยคล้ายๆกัน เพราะว่าคนมันมีหลายฐาน หลายฐานะ แม้แต่อาตมาบอกว่า ตั้งค่าของบุญนิยมนี่เอาไว้นะ เป็นขั้นๆ ขั้นๆ มันก็มี หลายฐานะ ฐานะที่คนจะขายต่ำกว่าทุนนี่จะมีเยอะในอนาคต เพราะว่าเขาทำไม่ ได้ดอก ถึงขั้นเท่าทุน ขายเท่าทุนนี่เขาทำไม่ได้ดอก นี่ก็จะต้องขายแค่ต่ำกว่า ขอ อภัยต่ำกว่าราคาตลาด เขาจะขายแค่ราคาต่ำกว่าราคาตลาด ถ้าต่ำมากเขาก็อยู่ไม่ได้ เขาก็ได้เท่าฐานะ ถ้าใครที่มีญาณปัญญาเห็นจริงว่า เออ เราไม่ควรจะไปขูดรีด ควรจะสร้างสมวิบาก เป็นบุญเป็นกุศลวิบากไว้บ้าง เห็นจริงเขาก็พยายามของเขา แค่ขนาดนั้นเขาก็ยังจะอยู่ไม่รอด เพราะกิเลสหลายๆด้าน มันก็จะอยู่ในฐานะของคนที่ขายต่ำกว่าราคาตลาด ถ้าเขามาแข่งในฐานต่ำกว่าราคาตลาด เขามาแข่งแล้ว เขาสำนึกว่า ใคร ขายสูง ใครมีความฉลาด ฉลาดที่จะหาแต่เล่ห์เหลี่ยมที่จะขายสูงนี่ ซึ่งทุกวันนี้ ทุนนิยมนี่เขาทำใช่ไหม มีเล่ห์เหลี่ยมที่จะขายอย่างไรได้สูง เขาก็พยายามคิดค้นหาวิธี แต่ทีนี้เมื่อมารู้สัจจะแล้วบอก เอ๊ะ มาคิดค้นหาวิธีขายให้ได้อย่างไร จะทำให้ได้ต่ำ แล้วเราก็อยู่รอด ถ้าเขามีความจริงใจอย่างนี้ มีปัญญาอย่างนี้จริง เขาก็จะมาทำอันนี้กันบ้าง คนที่อยู่ในฐานที่ขายต่ำกว่าราคาตลาดนี่ ยังไม่ถึงเท่าทุนดอก แต่เยอะ มันก็จะต้องบวกเกินทุนอยู่นั่นแหละ แม้จะมาเข้าใจบุญนิยมแล้วก็ตาม ต้องไปพูดไปทำไมมีเล่า เราก็ยังขายเกินทุนอยู่น่ะ ขนาดร้านค้าของเราแท้ๆ นี่ เราก็ยังขายเกินทุนกันอยู่นี่ พูดทำไม ใช่ไหม? มันจะเป็นอย่างนั้นแหละ มันก็จะเฉลี่ยถึงพื้นฐานของคนขาย แล้วต่ำกว่าราคาตลาด ให้มันจริงใจเถิดว่า เราอย่าไปแข่งเลย มันเป็นความไม่ใช่ช่วยเหลือเศรษฐกิจอะไรดอก ที่ขายราคาให้มันสูงกว่าตลาดนั่นน่ะ มันเป็นการทำลาย มันเห็นแก่ตัวที่แท้จริงโดยสัจจะ เพราะฉะนั้นถ้าเรามาพยายามที่จะลดลงมา ให้เราอยู่รอด อยู่ดีได้ โดยพยายามเอาจากคนอื่นเขาให้น้อยลงๆ ต่ำกว่าราคาตลาดให้ได้มากๆ ด้วยความจริงใจ เผยแพร่ความจริงใจพวกนี้ เผยแพร่ความที่เป็นสัจจะให้เขาเห็นด้วยปัญญา เข้าใจลึกซึ้ง เข้าใจจนเชื่อถือจริงๆ เขาพากเพียรเอง สั่งสมบุญเหมือนกับเขาไปทำบุญในวัดที่ถูกหลอกแท้ๆ จนทำบุญในน่ะ ถูกหลอกซ้อนๆ อันนี้ก็ทำบุญจริง ให้พฤติกรรมประจำวันของเขาได้ทำมากด้วย ก็ทำซิ ลดลงไปให้มากได้ ให้อยู่รอด ของตัวเองอยู่ได้ แล้วตัวเองก็ต้องหัดฝึกเรียนรู้ต่อไป ก็ฝึกที่จะไปถูกหลอกต้องกิน ต้องใช้มาก เหลือเกิน อะไรก็ต้องมีบำเรอ ต้องอย่างนั้นก็ต้องบำเรอตน ต้องมีเงินสำหรับที่จะซื้อหา ที่จะต้องจ่ายอันนั้นอันนี้ บำเรอตน มากมาย สุขมันเยอะเหลือเกิน อะไรก็จะต้องอยากได้อย่างนั้น อยากเป็นอย่างนี้ อยากมีอย่างโน้น มันถึงจะสุข ถ้าไม่อย่างนั้นแล้วมันจืด มันทุกข์ มันสู้เขาไม่ได้ เขาหลอกล่อมอมเมากันอยู่ตลอดเวลา อะไรต่ออะไรก็ช่างตามแต่ อย่างพวกเรานี่ พูดแล้วจะเข้าใจง่าย ก็เราลดละเลิกมาแล้ว ก็แล้วเห็นไหมไม่เห็นตายเลย วันๆ เดือนๆ ปีๆ ไม่ได้ไปอวดไปอ้าง ไม่ได้ไปเต้นไปดีด ไม่ได้ไปเจี๊ยวไปจ๊าวไปจี๊ด ไปอะไรต่ออะไรอย่างเขา มันก็ไม่เห็นเป็นอะไร เราก็ทำงานของเรา คุณค่าของเรา เราจะอร่อยก็อร่อยงาน ภาคภูมิใจงานเห็นจริงๆ ว่าสิ่งเหล่านี้ มันน่าภาคภูมิกว่า น่ายินดี น่าฉันทะ นี่ทำแล้วก็ได้สร้างสรร ได้สละ น่าฉันทะ ยิ่งกว่าที่ไปทำแล้วได้อามิสล่อหลอกตอบแทนมา ได้ลาภ ได้ยศ ได้เอร็ดอร่อย มาได้สุขอะไรต่ออะไรแบบโลกๆ ที่เคยเป็นกันมาแล้วทุกคน อย่างนั้นน่ะ เป็นมาแล้วทุกคน เราก็มีจิตใจที่เบิกบานร่าเริงกับอย่างนั้นได้ ก็เอาจิตใจมาร่าเริง มายินดี มาฉันทะ แล้วก็มาขยันหมั่นเพียร มาทุ่มมาโถม ใจมีเท่าไหร่ ก็มาทำอย่างนี้ กับทางนี้ไม่ดีกว่าหรือ อันนี้เหลือ อันนี้จริง มันเป็นทรัพย์กว่า ไอ้นั่นมันเป็นทรัพย์ปลอม ยิ่งเอาได้ทรัพย์ที่เป็นวัตถุคืนมาเท่าไร ยิ่งไม่ได้ ยิ่ง หมด ยิ่งหมด มันยิ่งชัดอย่างนั้นน่ะ ฟังเข้าใจบ้างไหม? หรือว่าเข้าแต่หูแล้วทะลุซ้ายขวา เข้าไปในหูแล้วก็เข้าใจไหม? เข้าไปถึงใจไหม? เข้าหูแล้วก็ตรงดิ่งออกหูนี้เลย มันควรจะเข้าหูแล้วก็เข้าไปถึงใจ เลี้ยวหน่อยซิ เข้าหูแล้วก็ถึงเข้าไปหาใจ อย่าให้มันเข้าซื่อนักซิ เข้าซื่อเข้าซ้ายออกขวา เข้าขวาออกซ้าย ซื่อเกินไป ตรงทะลุ ให้มันเข้าแล้วก็ เออ ให้มันเลี้ยวเข้าไปหาใจบ้าง ที่อาตมาพูดนี่เป็นภาษาธรรมดา แต่อาตมาว่าอาตมาสื่อสัจจะ สื่อความรู้ที่ให้เข้าใจกันให้จริงๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราเอง เรามีคุณลักษณะยินดีจริงๆ แล้วก็เข้าใจว่าเราทำนี่ มันเป็นสิ่งที่ควรเพียร เพราะฉะนั้นถ้าตัวฉันทะนี่มันเกิดจริงเป็นจริง เป็นคุณลักษณะที่เกิดที่ใจจริงๆน่ะ เพียรจะตามมา หรือวิริยะจะตามมา แต่ถ้าฉันทะตัวเดียวนี่ มันไม่เอาถ่านแล้วนะ โอย วิริยะ นี่อืดเลย เข็นกันไปเถิด มันไม่อยากจะทำ มันไม่มีเพียร ไอ้ใจใส่นี่มันใจหกหมดเลย ใจมันไปไหนๆๆ มันไม่อยู่กับไอ้ที่จะทำนี่ดอก มันหนีหมดน่ะ มันๆไม่เอาถ่าน มันโง่ไปหมด มันไม่อยู่ด้วยดอก เพราะมันไม่เกิดผลตามเลย ฉันทะตัวแรกของอิทธิบาทนี่ เป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นคุณเองคุณได้เจอกับงานใด เจอกับงานใด บทบาทใด ในขณะใดๆ ก็แล้วแต่ เจอกับบทบาทใด กิริยาใดๆ แล้วพิจารณาเลย โอย มันสมควรน่ะ นี่เหมาะดีแล้ว เป็นโอกาสของเราแล้ว เป็นลาภของเราแล้วหนอนี่ที่เราจะได้ทำอันนี้ จะได้เก็บขยะ งานใดที่มีคนยิ่งไม่ค่อยทำ คนรังเกียจ งานนั้นยิ่งสำคัญว่า ถ้าเผื่อว่าไม่ทำแล้ว มันจะเป็นพิษเป็นภัย จะเป็นโทษ หรืองานนั้นถ้าไม่มีใครทำแล้วยิ่งไม่เจริญ มันจะต้องเจริญ จะต้องมี จะต้องเป็น ถ้าไม่อย่างนั้นขาดแคลนก็ยิ่งแย่ ถ้าเราได้ทำงานนั้นด้วยสัจจะ ราคาหรือคุณค่าของมันแพง ค่าของมันแพง จะไปคิดว่าราคาค่าทำงานนี่ โอ้ย ไม่ได้เงินได้ทอง นั่นเป็นค่าของความรังเกียจ เป็นโรคกิเลสซ้อน นั่นแหละ ยิ่งคนยิ่งรังเกียจ กิเลสซ้อนนั่นแหละ แล้วมันมีความจำเป็น มันมีความสำคัญที่จะต้องทำอันนี้แหละ คือว่าค่าของบุญมันมาก ยิ่งขยะน่ารังเกียจ หรือยิ่งเป็นพิษ เราก็ยิ่งจะทำ คนยิ่งไม่อยากทำ ฟังเข้าใจแล้วนะ คนยิ่งไม่อยากทำ ค่าของมันยิ่งแพงโดยสัจจะ ไปตีราคาทางโลกไม่ได้ดอก ตีราคาทางโลกนี่ปลอมแปลง มันกดขี่กัน มันกดขี่ เพราะฉะนั้นคนที่สิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีทางที่จะไป เขาก็ถูกยัดเยียด กดขี่ให้ไปทำนี่ แล้วก็ให้ราคาถูกด้วย เหยียดหยามอีกต่างหาก ไอ้นี่ทำงานชั้นต่ำ ของต่ำๆ น่ารังเกียจ ไม่มีใครจะทำ มันกดขี่กันด้วยพฤติกรรมสังคม เงินก็ให้ถูก แต่ทีนี้คนสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่มีทางจะไป ไม่มีทางเลือกเขาก็ต้องเอา แล้วก็เหยียดหยามกัน เพราะฉะนั้นเราจะต้องเข้าใจด้วยปัญญาอย่างจริงเลยว่า มันไม่ใช่ดอก คนทำงานสิ่งนี้ แล้วทุกวันนี้ความจำเป็นของขยะนี่ โอ้โฮ มากมาย ความจำเป็นของขยะนี้มาก แล้วยิ่งเป็นพิษทับถมลงไป คนก็ยิ่งทำราคาของบาปมากขึ้นเรื่อย ยิ่งขยะมันก็ยิ่งเป็นพิษมาก ยิ่งทับถมมาก ยิ่งจะเป็น จะระเบิด จะทำลาย คนที่ยิ่งไปทำเสริมทำเติม ช่วยเติม ยิ่งเติมยิ่งมาก พิษยิ่งมาก ใช่ไหม? ความระเบิด หรือความรุนแรงจะยิ่งมาก คนที่ทำเติมลงไปนั่นแหละ ยิ่งบาปมาก ฟังความนี้มุมนี้ชัดขึ้นไหม? เพราะเรายิ่งทำสะอาด แล้วก็ยิ่งสะอาด ยิ่งสะอาด คุณค่าก็ยิ่งดีอีก มันช่วยกันให้ดียิ่งขึ้น ดียิ่งขึ้น ไอ้ที่ดียิ่งขึ้น แล้วที่ร้ายยิ่งขึ้นนี่ ภัยยิ่งขึ้นก็ยิ่งบาปเสริม ดียิ่งขึ้นก็ยิ่งบุญเสริม ราคาของมันเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราดีขนาดนี้ ทำให้ดียิ่งขึ้นไปอีก มันก็ยิ่งเสริมไปอีก ค่าของบุญ เพราะถ้าเรายิ่งทำพากเพียรสิ่งที่ดี ดียิ่งขึ้นๆนี่ กุศลมันมีราคา ยิ่งทำให้ดี ยิ่งดียิ่งขึ้น อัตราของข้าราชการเหมือนกัน ยิ่งชั้นสูงเท่าไร โอ้โฮ อัตรายิ่งวิ่งใช่ไหม? ขึ้นเงินเดือนที่ชั้นต่ำก็ขึ้นเงินเดือนทีละ ขั้นละ 50 ขั้นละ 100 พอชั้นสูงขึ้นไป ขึ้นขั้นละ 200 ชั้นสูงขึ้นไป ขั้นเดียวเหมือนกัน แต่ราคาค่ามันขึ้น สูงขึ้น ไปขั้นละพัน ขั้นละห้าพัน มันยิ่งกระโดด นัยคล้ายกัน นี่เป็นสัจจะ สัจจะของมันก็คล้ายกัน เพราะฉะนั้นบาปมันยิ่งไปทำเติม ทำเสริม สิ่งที่ชั่ว ยิ่งเติมเสริมชั่ว ราคาของบาปก็ยิ่งแพง ถ้าเติมเสริมดี ราคาของบุญก็ยิ่งสูง ยิ่งแพง ด้วยสัจจะ เพราะฉะนั้นเราทำเพิ่มขึ้น เสริมในสิ่งที่ดี สิ่งที่ไม่ดีนั่นน่ะ ไอ้หยาบๆ เราไม่มีก็ไม่เป็นไร เราก็ยิ่งทำไอ้สิ่งที่ไม่ดีนั้นให้เกลี้ยงให้หมด อย่าไปปล่อยปละละ เลย เลี้ยงเชื้อเอาไว้ ต้องทำให้มันสนิท เพราะฉะนั้นเรามาพูดกันถึงความยินดี ความเต็มใจนี่กัน ให้มันชัดๆ คุณ ลักษณะอันนี้นี่ ใจเราต้องการทำน่ะ เราต้องทำใจของเรามนสิการ ต้องแยบคาย อ่านอาการของใจของเราให้ดีเลยว่า เอ๊ เราทำอันนี้มันมีใจต้าน ใจไม่ชอบ ใจเกิดระแวง เกิดอะไรขึ้นก็แล้วแต่เถิด สิ่งเหล่านี้ที่อาตมาพูดไปเมื่อตะกี้นี้ จะเป็นความไม่ชอบใจ เป็นความระแวง จะด้วยเหตุตรงเรื่องตรง หรือเรื่องข้างเคียง เราไม่ทำอันนี้ไม่ใช่เพราะไม่ชอบงาน แต่ไม่ชอบคนที่มาเกี่ยวกับงาน ก็เลยพาลไม่ทำงานนี้ ไม่เต็มใจก็ได้ อะไรก็ได้ อากาศ สิ่งแวดล้อม ไอ้โน่นไอ้นี่มันเกี่ยวข้องอะไรที่ทำให้เราเองไม่เต็มใจ ไม่ยินดีในงานที่จะพึงกระทำ ศึกษาเข้าไป เรียนรู้เข้าไป แล้วก็ล้างไอ้ตัวพวกที่มันมาทำให้กำลังของความเต็มใจ กำลังของความยินดีนี่ถดถอยลง วิจัยออกให้ดี ให้มันตรงๆ ถ้าโถมเข้าไปเฉยๆ มันก็ลักษณะของสมถภาวนา โถมแรงไปยินดีก็ยินดี ก็ไปดื้อๆ อย่างนั้นก็ทำปรับเข้าไปดื้อๆ ให้ใจมันยินดี ยินดีทั้งๆที่เหตุมันมีอยู่ แต่มันไม่รู้จักเหตุ เหตุแท้ๆ มันเพราะอะไรก็ไม่รู้ เอาแต่ยินดีตัวเดียวนี่นะ มันก็ได้เป็นแรงชั่วคราวเท่านั้น แต่ถ้าคุณไม่แก้เหตุมันจริงๆ เช่นว่าคุณจะทำงานนี้ จริงๆคุณก็ไม่ได้รังเกียจงาน แต่คุณรังเกียจคน คนที่เขาเกี่ยวข้องกับงานนี้ แหม คนนี้มันก็ทำงานนี้เราก็เลย มันก็เลยไม่เต็มใจ แต่คุณก็โถม โถมดื้อๆ เอาให้มันแรง ให้มันแรงเฉยๆ ทั้งๆที่คนนี้เขาก็ อยู่อย่างนี้แหละ มันก็ได้ชั่วคราว แต่ถ้าเผื่อว่าเกิดสัมผัสแล้วคุณไม่รู้ตัวน่ะ ไม่มีปัญญารู้ว่า ที่เราไม่เต็มแรง ไม่เต็มใจ ไม่เกิดยินดีนี่ มันเพราะเหตุว่าเราไปถือสาคนนี้ ไปเกลียดคนนี้ ไปชังคนนี้ที่มีส่วนร่วมอยู่ แล้วคุณไม่แก้เหตุที่ว่าอภัยกันเสียที เลิกกันเสีย จะไปถือสากับคนนี้อยู่ทำไม คุณไม่ปลดประเด็นนั้น คุณไม่ปลดไอ้ตัวเหตุที่แท้นั้นน่ะ นั่นเป็นสมถภาวนา คุณก็โถมให้มันแรงๆ ก็ได้ แรงชั่วคราวมันไม่หายดอก แต่ถ้าคุณมีปัญญาวิปัสสนา หาเหตุจริงๆว่า เพราะเหตุอะไร เราจึงไม่เต็มใจเรื่องนี้ ถึงไม่ยินดีเต็มที่อันนี้ ตั้งแต่แรกเลย 1. เพราะเราโง่ เพราะเราไม่รู้ว่ามันดี เพราะเราไม่เห็นว่าเป็นสาระในสาระ ทั้งๆที่มันเป็นสาระ ก็เห็นว่ามันไร้สาระ ทั้งๆที่มันสำคัญ เห็นว่าไม่สำคัญ เราโง่ ทั้งๆที่มันควรที่สุด มันเป็นกุศล มันเป็นบุญที่มากแล้ว อย่างที่อาตมายกตัวอย่างขยะอย่างนี้เป็นต้น นี่มันจะเลอะเทอะ มันจะเน่า มันจะสูญ มันจะ ที่จริงในนี้มันก็ดีพอสมควรแล้วละ เรื่องขยะอะไรมันก็พอได้ขึ้นมา มันก็ไม่รกเลอะเอาจนเกินการดอกนะ มีนิสัยพวกเรานี่ มีนิสัยมีอะไรต่ออ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน