370408 ตอบปัญหาพาสู่บุญนิยม (ตอน 1-2) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370408 ตอบปัญหาพาสู่บุญนิยม (ตอน 1-2) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศาลีอโศก
ตอบปัญหาพาสู่บุญนิยม (ตอนที่ 1) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 18 วันที่ 8 เมษายน 2537 ณ พุทธสถานศาลีอโศก
ถาม : อยู่กับกลุ่มชนกิเลสรอบด้าน แต่ก็มีปัญญาบอกตัวเองว่าเราไม่เกี่ยวข้อง และเพลิดเพลินหลงว่าเขาสะอาดแล้ว (พ่อท่าน : อ้อ) ไม่เกี่ยวข้องกับกองกิเลสต่างๆ โดยรูปจริงๆ แล้วหลงว่าตนเองกิเลสไม่ขึ้น ไม่มี ตอบ : อ้อ! ก็บอกอยู่แล้วว่า อันหนึ่งหลง อีกอันหนึ่งว่าตัวเองไม่หลง สมมุตินี่ก็ไม่ตรงกันแล้ว นี่ ค่าไม่ Constant (พ่อท่านหัวเราะ) ค่าอันหนึ่งบอกว่าสมมุติว่าเจ้านี้หลง เจ้านี้บอกว่าไม่หลง เจ้าแรกบอกว่าอยู่กับกลุ่มกิเลส กลุ่มชนกิเลสรอบด้าน แต่มีปัญญาบอกตัวเอง แน่ะ! ฉลาดซะด้วย มีปัญญาบอกตัวเองไม่หลง และไม่เกี่ยวข้องกับเพลิดเพลินหลงว่าเขาสะอาดแล้ว นี่แสดงว่าตัวเองอยู่กับกลุ่มคนที่มีกิเลส แต่ตัวไม่หลง อันนี้ไปสมมุติว่าตัวเองหลีกเร้นจากกลุ่มกิเลส ไม่เกี่ยวข้องกับกองกิเลสต่างๆ โดยรูปจริงๆเลย ออกไปจากทางรูปธรรมเลย แล้วหลงว่าตนเองกิเลสไม่ขึ้น ไม่มี นั่น! แล้วสมมุติว่าอันนี้ตัวเองหลง แบบนี้ มันก็แพ้ตั้งแต่สตาร์ทแล้วแบบนี้ (พ่อท่านหัวเราะ) ถ้าหลงทั้งคู่ ก็ค่อย เออ อย่างนี้ก็พอค่อยตัดสินกันได้หน่อย นี่ แหม ไปสมมุติมา แหม หลักตัวนั้นมันไม่มีทางจะ อาตมาตอบยากอย่างนี้แหละ คิดว่า ทางไหนจะสู่ความพ้นทุกข์ได้ดีกว่า ถามว่าอยู่ อะ เอาง่ายๆ คนหนึ่งอยู่กับกองกิเลส แล้วพยายามทำตัวให้ไม่หลง ไม่หลงกะกองกิเลสต่างๆ อีกอันหนึ่งสมมุติว่าหนีไปจากกองกิเลส ชุมชนที่มีกิเลสนี่ ออกจากผู้คนไปเลยเหมือนกะฤาษี สรุปง่ายๆ ไปอยู่ป่า เขา ถ้ำ แต่แล้วไปหลงว่าตนเองไม่มีกิเลส กิเลสไม่ขึ
อ่านต่อ
้น อย่างนี้มันมีของจริงอยู่นะ พวกฤาษีเขาเป็นอย่างนั้น แล้วก็ไปสะกดจิต แล้วหลงตนเองว่าตนเองกิเลสไม่ขึ้น ไม่มี กับพวกที่อยู่นี่ ก็พยายามที่จะไม่มีกิเลส ถ้าจะให้ตอบก่อนจริงๆ ก็พอตอบได้ว่า พระพุทธเจ้าไม่ได้ส่งเสริมการหนีแบบนั้น เพราะหลักมรรคองค์ 8 ของท่านนี่อยู่บนกิเลส อยู่กับกองกิเลส อยู่กับ มิตรดี สหายดี แต่ต้องมีปัญญารู้จักกลุ่มมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ต้องรู้จักสัปปายะ รู้จักเสนาสนสัปปายะ บุคคลสัปปายะ แม้แต่อาหารสัปปายะ หรือว่าธรรมสัปปายะ ต้องรู้สิ่งเหล่านี้ แล้วก็ทำตนเอง หรือว่านำตนเองไปอยู่ใน ปฏิรูปเทสวาสะ นำไปอยู่ในที่ๆ ควรอยู่ อย่างนี้ก็หมายความว่าปลอดภัย แต่ถ้าคนที่ไปอยู่ในดงเสือ ยาก อยู่ในดงเสือนี่ ต้องหมายความว่า เป็นช้างมาตังคะจริงๆ ถ้าไม่เป็นช้างมาตังคะแน่จริงๆ แล้วนี่ ออกไปอยู่ในดงเสือนี่ แหม เก่งเท่าไหร่ๆ ก็เสือคาบไปกินแน่ มันต้องเป็นช้างมาตังคะ หมายความว่า ช้างเก่ง ช้างพิเศษที่ออกไปแล้วก็ผงาด ผงาดจนกระทั่งสามารถตั้งโขลงได้ ช้างมาตังคะ ออกไปแล้วตั้งโขลงได้ ต้องเก่งถึงขั้นตั้งโขลงกลางกลุ่มนั้นได้ ถ้าตั้งไม่ได้ก็เสร็จแน่ๆ จนกระทั่งกลุ่มนั้นกลายเป็นกัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก จนเป็นกลุ่มที่เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ได้ ถ้าทำไม่ได้ก็ไปไม่รอด เพราะฉะนั้นผู้ที่ออกหลีกเร้น มันผิดทางแต่ต้นแล้ว สมมุติว่าไม่หลงก็ตาม สมมุติว่าหลงก็ตาม ยิ่งหลงด้วยก็ไปกันใหญ่เลย ถาม : พระอาริยะ 4 ระดับ พระโสดา พระสกิทา พระอนาคา พระอรหันต์ จะเวียนมาเกิดอีกกี่ชาติ โดยเฉพาะพระอรหันต์ ตอบ : ไปถามพระอรหันต์ซิ ท่านจะเวียนมากี่ชาติ เกิดอีกกี่ชาติ (พ่อท่านถาม) เป็นเรื่องของท่าน อย่ามายุ่งกะกู (คนฟังหัวเราะ) เดี๋ยวกูก็จะเขกหัวมึง (คนฟังหัวเราะ) นี่ไม่ใช่รุ่นใหม่นะ (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) รุ่นกูเขกหัวมึง นี่ไม่ใช่รุ่นใหม่ (พ่อท่านหัวเราะ) ยุคนี้มันยุคสนุกกว่ายุคตัวกูของกูอีก ยุคท่านพุทธทาสนี่ ยุคแค่ตัวกูของกู ยังไม่สนุกเท่ารุ่นกูให้มึง กูเขย่าหัวมึง (คนฟังหัวเราะ) กูให้มึงเป็นนายกฯ (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) ยุคนี้สนุกจริงๆ แหม (พ่อท่านหัวเราะ) อ้า! อธิบายนิดหน่อย ที่ถามมานี่ ถามว่าพระอรหันต์ 4 ระดับ ก็รู้อยู่แล้ว ระดับ 4 ระดับ โสดา สกิทา อนาคา อรหันต์ แล้วแถมถามว่าจะเวียนมาเกิดอีกกี่ชาติ โสดาบันท่านก็บอกแล้วว่าอย่างมากก็เวียนมาเกิดอีก 7 ชาติ และคำว่าเกิดในแต่ละชาตินี่ ต้องรู้ว่า การเกิดของพระอาริยะเกิดตรงไหน (คนฟังหัวเราะ) ไม่ใช่คลอดจากท้องพ่อท้องแม่มา 7 ปุ๊ด แล้วก็นับเป็นหนึ่งปุ๊ดออกมาเป็นหนึ่งชาติ สองปุ๊ดออกมาสองชาติ สามปุ๊ดออกมาสามชาติ เกิดจากพ่อแม่อะไรก็แล้วแต่ นี่ถึง 7 คราวแล้ว แล้วก็จะได้เป็นอรหันต์ อย่าไปพูดเช่นนั้น เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นแล้ว มันสะดวกดายสบายดีเกินไป แล้วมันไม่ถูกตามหลักวิชาของพระพุทธเจ้าด้วย เพราะการเกิดแบบนั้นไม่ใช่การเกิดเป้าหมาย การเกิดเป้าหมายการเกิดทางจิตวิญญาณไม่ใช่การเกิดจากท้องพ่อท้องแม่อย่างนี้ เกิดปู๊ดๆ ออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ 7 ปู๊ดนี่แหละ โสดาบันเกิดอย่างมาก 7 ชาติเป็นพระอรหันต์ ตีกินตายเลย แม้จะเกิดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ชาตินี้ สมมุติคุณเป็นโสดาบัน เป็นสัตตักขัตตุปรมโสดา เป็นโสดาที่จะต้องเกิดอีกตั้ง 7 ชาติน่ะ ถึงจะได้เป็นพระอรหันต์ เสร็จแล้วคุณเองคุณ เอา ไม่ต้องสัตตักขัตตุต่อให้เป็นเอกพีชี ต่อให้เป็นพระโสดาระดับเอกพีชี เกิดมาอีกทีเดียวจะเป็นพระอรหันต์นี่แหละ ไม่ต้องถึงขั้นสัตตักขัตตุปรมโสดาหรอก ไม่ต้องเกิดถึง 7 หรอก ต่อให้คุณเป็นโสดาในระดับสูงเลย ระดับเอกพีชี เกิดมาปู๊ดนี่ แล้วคุณก็ไม่พากเพียร ไม่ฝึกฝน ไม่อบรม ตายเปล่า ก็ไม่ได้บรรลุอยู่นั่นแน่ะ มันต้องบรรลุที่จิต บรรลุที่... เพราะฉะนั้นแม้จะเป็นพระโสดา ในระดับที่ไม่ต้องเป็นไปถึงสัตตักขัตตุ เป็นแค่โกลังโกละ เป็นว่าเกิดมา 3 ชาติ เกิดมา 4 ชาติ ก็จะบรรลุ ในภาวะเหล่านั้น เกิดมาจริงแล้ว คุณพากเพียรจริงๆเลย จนกระทั่งคุณสามารถ แม้จะเป็นโกลังโกละนะ สมมุติว่าเราจะต้องเกิดมาอีกจริงๆนี่ ตั้ง 3 ชาตินะถึงจะบรรลุ ถึงจะเป็นพระอรหันต์ได้ แต่คุณพากเพียรอุตสาหะวิริยะจริงๆ อาจจะจบในชาตินั้นก็ได้ จึงเรียกองค์นี้ว่า ไม่ใช่โกลังโกละ 3 ชาติ เอกพีชีชาติเดียว บรรลุได้เลย เพราะฉะนั้นความเพียรจึงเป็นเอกที่สุดเลยในโลก สามารถที่จะพากเพียรได้ ทำเอาได้ แต่ถ้าเกิด 7 ชาติแล้วก็ไม่เข้าใจอะไรเลย ปล่อยปละละเลยไป เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ 7 ทีแล้วก็ ฉันจะต้องยังไงๆ ก็ของตาย เที่ยงต่อการบรรลุเป็นพระอรหันต์ว่างั้นนะ ไม่มีทาง ต้องรู้จักว่าการบรรลุต้องพากเพียรปฏิบัติประพฤติ แล้วก็ให้ถึงรอบ นี่คือเกิดชาติหนึ่ง ชาติหนึ่งความหมายนี่ก็ต้องครบรอบว่าชาติของกิเลสแต่ละระดับๆนี่ มันมีคุณค่าหรือมีค่าของมัน เหมือนกับสอบปีหนึ่ง ปีสอง ปีสาม ปีสี่อะไร ต้องมีเท่านั้นยูนิตเท่านี้ยูนิต ต้องครบ ถ้าไม่ครบยูนิตก็คือสอบไม่ได้ ต้องมีคุณธรรมขนาดนั้นจริงๆ ถึงรอบของมัน โดยการเกิดทางโอปปาติกโยนิ ทางจิตวิญญาณ จึงจะเรียกว่าการเลื่อน สกิทาก็ไปตามลำดับสกิทาก็คล้ายๆกะเอกพีชีแล้วละ คล้ายๆกับพระโสดาบันระดับสูง ก็เหมือนอีกชาติเดียว ถ้าไม่เพียรก็อย่างว่าแหละ สกิทาคามีเกิดมาชาตินั้นเพียรไม่ได้ ก็ไม่บรรลุชาตินั้น เกิดมาอีกชาติเดียวแล้วจะบรรลุ ก็ชาตินี้ชาติเดียวแต่ไม่ปฏิบัติ ก็ไม่บรรลุ แต่ถ้าปฏิบัติจะบรรลุในชาตินั้นได้จริงๆ โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบากนัก ถ้าถึงขีดในสกิทาคามี แต่อนาคามีนั้นบรรลุแน่ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติอีก อนาคาก็คา อยู่นั่นน่ะ ไม่ได้ผ่านพ้นไปได้หรอก ทีนี้ อรหันต์ที่เราได้เรียนมาแล้ว อย่างที่เราเรียน อรหันต์ ถ้าจะเกิดอีกก็เรื่องของท่าน ดังที่ได้เอายมกสูตรมายืนยันให้ฟังแล้วว่า ท่านจะเกิดอีกกี่ชาติ ก็ เป็นเรื่องของท่านที่จะบำเพ็ญ ท่านจะบำเพ็ญพุทธภูมิ เป็นสัมมาสัมพุทธเจ้า มันก็เรื่องของท่าน โลกไม่ได้ขาดทุนที่จะมีพระอาริยะเจ้า ถึงระดับมีภูมิอรหัตภูมิ หรือพระอรหันต์มาเกิดเพื่อช่วยโลก แล้วจะต้องเป็นอย่างนั้นไปตามลำดับ โพธิ สัตว์ก็จะต้องเกิดไล่ภูมิธรรมไปเรื่อยๆ จะไม่ขึ้นสูงลงต่ำ เพราะว่าภูมิธรรมหรือว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ ละเอียดลออและลาดลุ่ม อัศจรรย์เหมือนดั่งทะเลที่ ลาดลุ่ม ไม่โกรกชันเหมือนหุบเหว และจะไม่ตรัสรู้หรือว่าบรรลุธรรมแบบพรวด พราด แต่ในพระไตรปิฎกเขาแปลว่าไม่บรรลุธรรมโดยตรง อาตมาบอกว่าอันนี้ แปลไม่ดี อาตมาก็แก้สำนวนแล้วก็ไปค้นรากศัพท์เลยในพระบาลี พระบาลีตัวนี้ก็ คืออายตะ อายตะ เกวะ เนวะ อัญญา ปฏิเวโพ อัญญา ปฏิเวโพ แปลว่าผู้บรรลุ ในพระไตรปิฎก แปลว่าพระอรหันต์เลย แปลว่าอรหัตผล อาตมาก็แปลว่าบรรลุสูงสุด อัญญา ปฏิเวโพ นี่นะ อายตะ เกวะ เนวะ อายตะ มันแปลว่ามันไม่เป็นไปอย่างสับสน ซึ่งมันเป็นตัวอธิบายอยู่ในอันนั้นเดียวกันน่ะ ว่าไม่บรรลุ ไม่โกรกชันเหมือนหุบเหว เพราะฉะนั้นจึงมิใช่พระอาริยะจะบรรลุแบบพรวดพราด ตัดลัดไปเลย เพราะฉะนั้นจะบรรลุไปตามลำดับ ลาดลุ่มๆ เพราะฉะนั้นการจะเป็นพระอาริยเจ้า เป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็เป็นอหรันต์ไปตามลำดับ อรหันต์ที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆ เป็นพระโพธิสัตว์มหาสัตว์เรื่อยๆไป ไม่ใช่อยู่ดีๆ เป็นปุถุชน เป็นเถรวาทนี่ อันนี้เป็นประเด็นที่เข้าใจกันผิดพลาดมากในเถรวาท พระโพธิสัตว์เขาถือว่าเป็นปุถุชน เป็นพระอาริยะไม่ได้ เพราะเขาสอนกันมาว่าถ้าขืนเป็นพระอาริยะแล้วต้องเป็นพระโสดา ถ้าขืนโสดาออกมา 7 ปู๊ด ต้องเป็นพระอรหันต์ นี่ มันซวยตรงนี้ เพราะฉะนั้นเป็นไปไม่ได้เชียวนะ เกิดเป็นพระอาริยะนี่ เป็นไม่ได้ (พ่อท่านหัวเราะ) ไปอั้นไม่ได้ ถ้าเกิดเป็นพระโสดา แล้วประเดี๋ยวมันจำเป็นจะต้องเป็นพระอรหันต์ ไม่เกิน 7 ชาติ แล้วก็พาซื่อ เข้าใจว่า 7 ชาติ นี่คือเกิด 7 ปู๊ด เขาบอก โอ๊ย ! ถ้าอย่างนั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังมีตัวสำทับต่อไปอีก ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ตายแล้วต้องสูญ ถ้าขืนเป็นพระอรหันต์แล้ว ตายแล้วนี่ เกิดอีกไม่ได้นะ นี่เถรวาทซวยตรงนี้อีก เลยล็อกตัวเองไว้หมดเลย โพธิสัตว์ไม่รู้มาจากไหน อยู่ดีๆ เป็นปุถุชน บำเพ็ญไปบำเพ็ญมา ปู๊ดขึ้นเป็นพระพุทธเจ้าเลย โอ้โฮ! เป็นอาจารย์ใหญ่ยิ่งกว่าไหนๆเลย พระอรหันต์ไหนก็ต้องเป็นลูกศิษย์หมด ไอ้หยา! มันพรวดพราดได้ยังไงอย่างนั้น นี่แหละคือความเข้าใจที่ผิด นั่นแหละมันถึงเป็นสังฆเภท เถรวาทกับมหายานถึงแตกกันเป็นสังฆเภท ถาม : พ่อท่านครับ แล้วกรณีที่ยังไม่ได้บรรลุธรรม แล้วเข้าวัดเลย ทิ้งบ้านทิ้ง ช่องอย่างนั้น จะเป็นตามลาดลุ่มหรือ (คนฟังหัวเราะ) ตอบ : แล้วคุณเองคุณมีภูมิจริงรึเปล่าล่ะ ถามว่า ผู้ที่ยังไม่พร้อม เสร็จแล้วก็เข้าวัด ทิ้งบ้านทิ้งช่อง ทิ้งเรือนทิ้งอะไรต่ออะไรเข้ามานี่ มันเป็นลาดลุ่มรึเปล่า? มันเป็นตามลำดับรึเปล่า? ก็จริงๆน่ะ คุณเองคุณมีภูมิจริงรึเปล่าเล่า แล้วมันหลงได้เหมือนกัน ไอ้นี่แหละ อาตมาถึงบอกว่า ไม่อยากจะให้ใครมาเข้ามาง่ายๆ เพราะฉะนั้นใครจะทิ้งงานทิ้งการ ทิ้งทรัพย์ศฤงคารเข้าวัดเข้าวา หรือเข้ามาเป็นพลเมืองแบบอนาคาริกภูมิ อนาคาริกภูมิหมายความว่าเป็นภูมิในขณะที่ไม่เอาแล้ว ไม่ต้องมีบ้านช่องเรือนชานแล้ว เป็นคนอยู่กับ นี่แหละอยู่อย่างวัฒนธรรมของพวกเรานี่ ไม่มีบ้านช่องเรือนชานเราก็อยู่กันได้ อย่างเดี๋ยวนี้พิสูจน์กันได้อยู่แล้วว่า ชาวอโศกเรานี่ เป็นคนไม่มีบ้านเรือนเลยอยู่ได้ อยู่กะหมู่ไปอย่างนี้แหละ สร้างสรรไปได้ ทำงานทำการไป มีความสุขไปได้ทั้งวันทั้งคืน มันมีวัฒนธรรมอย่างนี้แล้ว คนนั้นจะมา ทิ้งมาได้นี่ก็จะต้องมีภูมิธรรมจริงๆ มีเหมือนกันไฟแรงนะ หลงนึกว่าตัวเองนี่แน่แล้ว ทิ้งออกมา พอมาได้พักเดียวเท่านั้นละหมดไป ไฟมันไหม้ฟางไปเรียบร้อยแล้ว ทีนี้อยู่ไม่ค่อยไหวแล้ว อยู่ไม่ค่อยรอดแล้ว เลยลำบาก ต้องออก ถอยออกไปก็มี แต่ก็ไม่มากเท่าไหร่ เพราะว่าอาตมาพยายามจริงๆเลย ว่าต้องพยายามบังคับให้ ไม่ใช่บังคับหรอก พยายามต้านเอาไว้ พยายามให้ตรวจสอบ พยายามให้เอาจริงๆ ให้ถึงจุดถึงรอบ ให้เป็นไปได้รอบทั้งตัวเอง ทั้งจิตใจตัวเองเป็นหลัก ถ้าเผื่อว่าจิตใจตัวเองแข็งแรง มีอะไรจริงๆ แล้วก็มาได้ เพราะฉะนั้นจะไปตอบตายตัวว่าทิ้งมาแล้ว แล้วเป็นลาดลุ่มมันจะไปตอบยังไง ไม่เป็นลำดับ สำหรับคนที่จะได้จริงๆ เขาก็จะต้องมีภูมิธรรมจริงๆ ถ้าไม่มีภูมิธรรมลำบากเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงให้ไตร่ตรองดีๆ คนจะออกมานี่ หลายคนน่ะ ไม่บอก ไม่พูด ไม่จาเลย โผล่หน้ามา ลาออกมาแล้ว เอ๊อ! ดีนี่ ไม่ปรึกษาหารือกัน ไม่ดีนะ ต้องเปิดเผย ต้องปรึกษาหารือ ว่าเราเอง ให้เพื่อนฝูงช่วยดูด้วย พอพร้อมรึยัง ไม่งั้น ไม่ได้เรื่องหรอก ออกมาแล้วลำบาก ลำบากถึงตัวเอง ลำบากถึงเพื่อนฝูง อุ้มชูกันยาก เพราะว่ามันไม่ใช่อยู่ง่ายๆนะ เห็นอย่างนี้ๆ มันไม่ใช่ของพูดเล่นนะ เพราะมันจะต้องเอาให้แน่ๆ จริงๆ ถาม : คือเจอลักษณะของอย่างที่ว่า พอมาวัดบ่อยๆ ก็จะมีคนวัดบอกว่า เมื่อไหร่จะเข้าวัดซะที อะไรอย่างนี้ ตอบ : ก็มา ที่พูดนี่ก็ เอาละ ทวนอีก ผู้ที่เข้ามาวัดบ่อยๆนี่ มาวัดบ่อยๆ บางที เจอเพื่อน คนนั้นก็บอกเมื่อไหร่จะเข้าวัดซะที อย่างโน้นอย่างนี้อยู่เรื่อย มีเหมือน กันน่ะ คนชวนเขาเข้าวัด บางคนก็ถูกอาตมาว่าเหมือนกันบอกว่าไปชวนอะไรเขาเข้าวัดนักหนา ชวนให้เขาลาออกมา ชวนให้เขาทิ้งออกมา มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ อย่าไปชวน ใครก็ตามอย่าไปชวนเขา ทิ้งข้าวทิ้งของ ทิ้งบ้านทิ้งเรือน ทิ้งไอ้โน่น ยิ่งมีลูก มีเมีย มีข้าวมีของ มีโน่นมีนี่ ไปทิ้งเขามาได้เหรอ มันไม่ถูกต้องนะ ให้เขาจัดแจงของเขาให้ดีๆ คนเราฉลาดรู้จริงของตัวเองน่ะล่ะ ว่าตัวเองสมควรมาหรือไม่มา ขนาดตัวเองไฟแรงมาแล้ว มันยังไม่สมควร เราจะต้องมายับยั้งเขาไว้ด้วยซ้ำไป บางคนน่ะ อย่าไปชวนกันเข้ามา ชวนกันเข้ามาแล้วประเดี๋ยวก็วุ่น ไม่ใช่เรื่องดีหรอก ถึงแม้ว่าเราจะต้องการนะ ต้องการผู้ที่จะมาร่วมไม้ร่วมมือ ต้องการคนจะมาช่วยแรงงาน เพราะว่าพวกเรานี่ งานมันก็มากมายนะ เป็นรุ่นบุกเบิก ถือว่าพวกเราพวกรุ่นบุกเบิก มันหนัก มันแรง มันยากก็จริงอยู่ แต่ว่าจะต้องการเท่าใด อย่างไร ขนาดไหนก็ไม่ ไม่ควรที่จะไปเที่ยวได้ปลุกเร้า หรือว่าไม่ควรที่จะเอามาฟ่ามๆ เอามาปลอมๆ หรือเอามาว่ายังไม่แกร่งจริง ยังไม่ได้เนื้อได้แท้ จำบ่ม มาประเภทเอาผลไม้จำบ่ม มันยังไม่ห่ามเลย บ่มมา มันจะไปได้เรื่องอะไร เอามาเน่า ถึงไม่ได้เน่าก็ไม่ได้รส ไม่ได้สภาพหรอกนะ อันนี้ต้องให้ชัดๆนะ ถามซ้อนมาก็ดีเหมือนกัน อาตมาไม่อธิบายต่อแล้ว เพราะว่าภูมิของโพธิสัตว์นั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา เอาสาวกภูมินี่ให้มันดีๆ ซะก่อนเถอะน่า สาวกภูมิคือเป็นพระอรหันต์ให้มันได้ก่อนตามลำดับ ส่วนโพธิสัตว์ภูมินั้นอย่าพึ่งไปไอ้นั่นมาก อาตมาเล่าให้ฟังนิดๆหน่อยๆ ก็ฟังประดับไว้เฉยๆ ประดับไว้ในโลกา รู้ไว้ใช่ว่า ใส่บ่าแบกหาม พอ อย่าพึ่งไปทำเป็น แหม อยากรู้ เสร็จแล้วก็สู่รู้ (คนฟังหัวเราะ) มันไม่ดี ถาม : ยุคก่อนๆ จะเห็นได้ว่ากิเลสกามไม่จัดจ้านเท่านี้ มายุคนี้ สมัยนี้ มอมเมา กันมาก (พ่อท่าน : หมายความว่า โลกนะ) เห็นได้ชัด ในการแต่งตัวของผู้หญิงเรื่องความสวยงาม รสชาติโลกียสุขต่างๆ ที่เต็มที่กันไปหมดทุกรูปแบบ เมื่อสงครามทหารรบกับข้าศึก เอาชนะข้าศึกได้เป็นร้อยเป็นพัน แต่แล้วก็มาแพ้มือ น้อยๆของหญิงที่ไกวเปล แม้แต่นักบวชที่มาบวชนาน อบรมสั่งสอนญาติโยม จนมีผู้นับถือโด่งดัง มีชื่อเสียงไปทั่วประเทศ บางรูปดังไปทั่วโลก ยังต้องมาเสียกับผู้หญิง ก็มีนักต่อนัก การคุยกับผู้หญิงสองต่อสอง เท่ากับคุยกับข้าศึกศัตรูเป็นร้อยเป็นพัน การได้เห็นกันบ่อยๆ เนืองๆ พาให้เกิดการเกี่ยวข้อง เกิดการคบคุ้น เสพคุ้นและเข้าใกล้ อยากพูดคุยซักถามสารทุกข์สุกดิบ อยากช่วยเหลือเฟือฟายด้วยความเมตตา ครั้งแรกๆ อาจจะพูดเป็นธรรมะ นานเข้าธรรมะหายไป กลายเป็นพูดเกี้ยว เป็นเรื่องจีบเพ้อเจ้อไป สำหรับชาวอโศกเรา ขณะนี้ยังมีพ่อท่านนำพาให้เดินทางเข้าสู่โลกาภิวัฒน์ ก็นับว่าลูกๆทุกคน ที่เชื่อฟังและเดินตามได้เป็นอันดี แต่ในยุคหน้า ถ้าหากขาดพ่อท่าน และสิ้นพ่อท่าน ชาวอโศกเราเป็นไปอย่างนั้นสักราย มิพังไปทั้งหมดหรือ เราควรจะมีวิธีการอย่างไร ไม่ให้ยุคโลกาวินาศหรือโลกาวิบัติมาสู่ชาวอโศก ของเราได้ ขอพ่อท่านได้โปรดชี้แนวไว้ ให้พวกเราได้นำไปปฏิบัติ ก่อนที่จะขาดผู้นำพาในโอกาสต่อไป ทุกวันนี้อะไรๆ ก็พ่อท่านทั้งนั้น หรือว่าพ่อท่านจะมอบหมายให้ใครทำหน้าที่สืบทอด เป็นผู้นำแทนตัวพ่อท่านไว้แล้ว ตอบ : อาตมามิบังอาจ (คนฟังหัวเราะ) พระพุทธเจ้าเอง ยังไม่แต่งตั้งใครเป็นตัวแทน อันนี้ล่ะ เป็นวิธีรัฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้าสุดยอด พระพุทธเจ้าไม่แต่งตั้งใครเป็นผู้นำที่มีอำนาจรวบยอด เพราะฉะนั้นศูนย์อำนาจจะไม่รวมอยู่ในหนึ่งบุคคล และจะไม่รวมอยู่ในคณะของบุคคล เพราะฉะนั้นจะเป็นศูนย์อำนาจอย่างคอมมูนิสต์ มีพรรคเดียวในประเทศ พระพุทธเจ้าก็ไม่ทำ ยิ่งเป็นเผด็จการแต่งตั้งคนหนึ่งคนใดเป็นจอมมีฤทธิ์มีอำนาจ มีสิทธิเด็ดขาดเป็นยอด ท่านก็ไม่ตั้ง จะ เห็นว่า ความรู้ทางรัฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านี่ สุดยอดตั้งแต่ 2,500 กว่าปี มา เดี๋ยวนี้ยังทำไม่ได้เหมือนท่านเลย แม้แต่ประชาธิปไตย ก็พยายามที่จะให้มันเกิดอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านพาทำ แต่ประชาธิปไตยทุกวันนี้ ก็ยังกลายเป็นอำนาจรวมศูนย์อยู่นั่นเอง จะมีดีบ้างก็บางประการที่พอเป็นไปได้ แต่สุดท้ายมันก็เป็นอำนาจรวมศูนย์โดยวิธีการ วิธีการสารพัดเล่ห์เหลี่ยม ซับซ้อน เป็นวิธีการที่เป็นผลสำเร็จของเขาด้วย มันไม่จริใจ เพราะฉะนั้นคำตอบจึงไม่อยู่ที่ระบบ คำตอบมันอยู่ที่คน ถ้าคนบริสุทธิ์สะอาดในดวงใจแล้ว พลเมืองหรือประชากรก็เข้าใจปมประเด็นนี้ แล้วคนที่ขึ้นมาบริหาร หรือขึ้นมาช่วยสังคม ก็เป็นคนจริงใจ ไม่ปรารถนาลาภ ยศ อำนาจ ไม่ปรารถนาอะไรต่ออะไรที่จะมาให้เป็นของตัวของตน ไม่โลภ ไม่เห็นแก่ตัวแล้ว เพราะฉะนั้นจะเป็นคณะ ก็เป็นคณะอยู่กับคนทั่วๆไป เกิดรวมตัวกันเมื่อไหร่ ก็เป็นสมาชิกเมื่อนั้น และคนฉลาดที่รู้จักหน้าที่ ก็จะเอาภาระไม่ดูดาย นี่อะไร ให้ไปลงคะแนนเสียงแค่นั้นก็ไม่ไป ขี้เกียจ นอนอยู่บ้านดีกว่า มันไม่ได้เรื่อง แต่คนที่รู้จักหน้าที่รู้จักภาระ รู้จักว่า เออ อันนี้สมควรไป ถ้าไม่ทำมันไม่ดีหรอก ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราจะไปออกเสียง เราจะไปช่วยกัน ตอนนี้จะไปช่วยกันวิเคราะห์วิจัย แล้วไปช่วยกันอภิปราย ไปช่วยกันเป็นคะแนนเสียงนะ เราจะต้องตัดสินเรื่องราวนี้ ไปช่วยนำพาอันนี้ มันจะเป็นประชาธิปไตยที่มีธรรมะ หรือธรรมาธิปไตยประกอบอยู่อย่างสมบูรณ์ทีเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าคนไม่เป็นคนที่มีภูมิธรรม หรือเฉลียวฉลาดอย่างนั้น เป็นไปไม่ได้หรอก นี่พวกเรานี่ ก็เป็นประชาธิปไตยกันไปอย่างสมบูรณ์ แล้วมันไม่ได้อยาก มันก็เป็นไปตามที่ควร ทีนี้ คิดดูซินี่ ให้สมัครเป็นสมภาร ยังกะจะให้ไปตาย แต่ที่ข้างนอกแย่งกันจังเลย แย่งเป็นสมภารกันตาย เพราะเขาหวังอามิส หวังลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่พวกเราไม่ได้หวัง แต่เสร็จแล้ว ไม่ทำก็ผิดอีกเหมือนกัน ไม่รู้จักหน้าที่ ไม่รู้จักเอาภาระ ค่อยยังชั่วปีนี้มีคนสมัครสมภาร โอ้โฮ! กว่าจะเป็นอย่างนี้ได้ อีกตั้งกี่ปีคิดดูซิ ปีนี้น่ะ เป็นปีแรกเลยที่มีผู้สมัครสมภาร ทุกปีน่ะ โอ้โห! วิ่งกันหัว... (คนฟังหัวเราะ) ไม่เอา ชั้นก็เป็นปีนี้ขอลา จบแล้ว จบ ปีนี้เป็นสมภารแล้ว ปีหน้าไม่เอา หลบกันจ้าละหวั่นเลย นั่นก็แสดงว่าตัวเองมีอัตตามานะชนิดหนึ่งคือกลัว ไม่อยากรับภาระ ขี้เกียจ (คนฟังหัวเราะ) เห็นแก่ตัว ฉันจะได้อยู่ลอยชายสบายๆ ไม่ต้องแบกหาม ไม่ต้องเอาภาระ เดี๋ยวนี้ชักรู้ตัว ชักดีขึ้น นี่ก็เป็นการพัฒนากัน เป็นเรื่องจริง แม้แต่ฆราวาส อาตมาก็พาทำ เป็นผู้รับใช้กลุ่ม แล้วอยากเป็นกันเหรอ พวกเราก็ไม่ได้อยากเป็นกันเท่าไหร่ คล้ายกันละหลบ เสร็จแล้วก็เอา ก็ค่อยๆ คนไหนสมเหมาะสมควรก็รับภาระทำงานกันซิ ช่วยกันไป นี่น่ะเป็นประชาธิปไตยที่ทำเพื่อหน้าที่ ทำเพื่อกิจการที่สมเหมาะสมควร ทำเพื่องาน ทำเพื่อความเจริญของตน ของผู้อื่น ได้ทำงานเราก็ได้ขัดเกลากิเลสเราด้วย แล้วได้สร้างกุศลจริงด้วย และประชาชนมนุษยชาติ เราก็ได้ช่วยเหลือ เฟือฟายจริงๆด้วยนะ เป็นเรื่องจริงนะ นี่เป็นเรื่องที่บอกพูดอันท้ายที่ว่า ทุกวันนี้ พ่อท่านได้มอบหมายให้ใครทำหน้าที่สืบทอดหรือไม่ ไม่มอบหมาย พระพุทธเจ้าไม่เคยพามอบหมาย ธรรมวินัยเท่านั้นจะเป็นประธาน จะเป็นศาสดาของพวกเธอ เป็นผู้นำ ท่านฝากไว้ที่ธรรมวินัย ฝากไว้ที่รัฐธรรมนูญ หรือฝากไว้ที่หลักการ ฝากไว้ที่ทฤษฎี หลักการความรู้เหล่านั้น อย่าไปแปรเปลี่ยนความรู้เหล่านั้นแล้วกัน นั่นละเป็นศาสดา ส่วนบุคคลนั้น เมื่อผู้ใดมีความสามารถจริงตามความรู้นั้น เป็นใช้ได้ เพราะฉะนั้นต้องพยายามศึกษาฝึกฝน แล้วมันก็จะ ถ้าตราบใด ที่ผู้ศึกษาฝึกฝนในความรู้ ในหลักการ หรือในทฤษฎี หรือในความรู้ของพระพุทธเจ้า แล้วก็เอามาเป็นสภาพจริงได้มากๆๆพอเพียงเท่าใด สังคมก็ได้ใช้สิ่งจริงอันนั้นเป็นคุณภาพ คุณธรรม เป็นของมนุษย์ แต่ถ้าปลอมเมื่อไหร่ มันก็ปลอม นี่ ศาสนามันเพี้ยนมานานแล้ว มันเป็นกลองอานกะ แล้วมันมีแต่ชื่อ แต่เนื้อไม้ เนื้อหนัง เนื้อะไรต่ออะไรมันปฏิรูปไปเป็นอะไรอื่นหมดเลย พอเราเอาของจริงมาประกาศ หาว่าเราของปลอม เสร็จแล้วก็ไปหลงของปลอมกันว่าเป็นของจริง เพราะเขาพูดกันอย่างนี้ เขาก็ว่าเราปลอม หาว่าเรามาปฏิรูป มาทำธรรมวินัยให้วิปริต ทั้งๆที่ธรรมวินัยมันวิปริตไปแล้ว เรากำลังมาบอกว่านี่ถูก ไอ้นั่นมันวิปริต นั่นแหละ คอยพิสูจน์กันไปว่าใครวิปริตแท้ เราไม่ได้เป็นคนไปพูดก่อนนะ ว่าทำธรรมวินัยวิปริต เขาเป็นคนพูดมาก่อนนะ แล้วมันจะได้รู้กันทีหลังนะ ในความหมาย คำถามอีกอันหนึ่ง ในชาวอโศกนี่ เมื่อเป็นไปเรื่อยๆ แล้วก็มีความหวั่นเกรง ผู้ถามมานี่หวั่นเกรงอะไรๆ มันก็ ทั้งกาม ทั้งอะไรต่ออะไร มันมากมาย ตอนแรกๆ ก็ดูดี พอต่อไปก็เลื่อนเปื้อนไปเรื่อยๆ แล้วก็เหลวไหล คุณยกตัวอย่างมาอย่างนี้ กับยกตัวอย่างสิ่งที่มันล้มเหลว สิ่งที่เลื่อนเปื้อนไป แล้วก็ไม่เชื่อว่าความจริงจะเกิดได้ จนกระทั่ง จะต้องหาตัวความจริงนั้นมาเป็นผู้แทน เหมือนกะอย่างอาตมา มีความสามารถในการที่จะสร้างนี่ ช่วยกันนี่ ก็เลยไม่เชื่อ ว่านอกจากอาตมาจะพานำพาเกิดคนอย่างนี้ได้แล้ว จะไม่มีคนที่รวมกันแล้ว ก็เกิด อะไรขึ้นมาหรือ อาตมาเคยตอบคำถามว่า เขาเห็นว่าสำนักไหนแล้วแต่ มีอาจารย์นี่เด่น พอหมด อาจารย์ตาย กลุ่มหมู่ไปไม่รอด ไม่มีตัวตายตัวแทน อาตมาก็บอกความคิดที่บอกว่า เมื่ออาจารย์ตายแล้ว พออาจารย์ตายไม่มีตัวตายตัวแทน ความคิดเช่นนั้นน่ะ ยังไม่เข้าใจศาสนาพุทธ ยังไม่เข้าใจรัฐศาสตร์ของศาสนาพุทธ ศาสนา พุทธนั้นต้องพยายามถ่ายทอด อาจารย์จะเก่งก็โอเค แต่อาจารย์นั้นจะต้องรู้ว่าหาตัวแทนได้ยาก อาจารย์จริงๆนี่ จะเก่งจริงๆนะ เก่งจนกระทั่งหาตัวแทนได้ยาก แต่ตัวแทนเมื่อไม่มี ก็ต้องให้หลายๆคนนี่ ได้หลายๆอย่างจากตัวเราไป เพราะคนเดียวจะรับจากตัวเราไปทั้งหมดไม่ได้ พระพุทธเจ้าหนึ่งองค์ ท่านมีอสีติสาวก 80 อสีติสาวก 80 รับมาเป็นอัศวินถ่ายทอดมา คนนี้ถนัดอันนี้ เรียกว่าเอตทัคคะ หมายความว่า มีความชำนาญพิเศษทางนั้นทางนี้ คนนี้ชำนาญพิเศษอย่างนี้ๆ แล้วก็รวมกันช่วยกันทำงานสืบสานศาสนามา แล้วก็ มันก็ครบ ฉันใดก็ฉันนั้น อาตมาว่า อาตมาก็ทำอย่างนั้น อาตมาไม่พยายามที่จะไป ถ้าใครจะเก่งขึ้นมาแทนก็เอานะ เก่ง อาตมาก็ไม่ได้ไปหวงตำแหน่งสิทธิอันนี้ไว้ แต่ก็ยังไม่เห็น ตอนนี้ก็ดูอยู่หลายหน้าอยู่นี่ เอ๊ ใครจะมาแทนตัวอาตมานี่ (พ่อท่านหันไปมองสมณะ) ก็ให้มันเชี่ยวชาญ ให้มันเก่งๆ ไล่เลี่ยขึ้นมานะ ยังไม่มีใคร ไม่ใช่ว่าดูถูกนะ หรือว่าใครเห็น (คนฟังหัวเราะ) เห็นใครหรือยังที่ว่า คนนี้แทน ตัวแทนนะนี่ พออาตมาตายปั๊บ ก็เอาองค์นี้ขึ้นมาแทนเลย นี่มันก็ยังไม่เห็น แต่อาตมาเข้าใจแล้ว ระบบของพระพุทธเจ้า รัฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า นี่ท่านใช้วิธีนี้แหละ อาตมาก็ถึงตอบคนได้ว่า อาตมาไม่หรอก อาตมาไม่ได้ให้ อาตมาพยายามให้บริหารกัน ที่จริงบริหารก็เหมือนกะไม่บริหาร เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้า หรือว่ารัฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้านี่ เป็นผู้บริหารที่ไม่บริหาร ปกครองโดยไม่ปกครอง ไม่มีการข่ม ไม่มีการดูถูก ไม่มีการว่าฉันใหญ่ เอ็งเล็ก ไม่มี เป็นการเกื้อกูล พี่หรือพ่อก็เอ็นดูลูก เอ็นดูน้อง เกื้อกูล ผู้ที่ใหญ่จริง ช่วยผู้ที่เล็ก ปลาใหญ่ช่วยปลาเล็ก ไม่ใช่ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก ต่อทอดกันไปไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ใช่ มันเป็นความจริง ว่าปลาใหญ่ ต้องช่วยปลาเล็ก ช่วยด้วยความจริงใจ ช่วยด้วยรู้จริงๆ เลยว่าเราใหญ่แล้วเราก็ไม่หลงตน เราเป็นปลาใหญ่ ต้องเกื้อกูลเอ็นดู ให้ปลาเล็กน่ะมีสิทธิ เพราะเขามีกิเลส ปลาเล็กนี่ เขามีกิเลส เขาโง่ เขาเป็นเด็ก เขาก็ทำอะไรแรงๆ กะปลาใหญ่ ปลาใหญ่ต้องอดทนได้ อภัย แล้วก็ต้องสอนให้เขาฉลาด อย่าทำเช่นนั้นมันผิด ผิดฐานะ ผิดลักษณะ สอนเขา รับรู้เขา เขาก็จะเป็นคนที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาอีก แล้วเข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive