370609 คนคืออะไร ภาคพิสดาร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ราชธานีอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2537
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์354 KB
วันที่แก้ไข30 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

370609 คนคืออะไร ภาคพิสดาร โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ บวรราชธานีอโศก

คนคืออะไร...ภาคพิสดาร เทศน์ก่อนฉัน เนื่องในงานสมาธิสมโภช โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 9 มิถุนายน 2537 ณ บวรราชธานีอโศก อุบลราชธานี

อาตมาบรรยายอันนี้เอาไว้นี้ ก็ต้องมีพื้นฐานนะ คนที่จะฟังนี่ต้องมีพื้นฐาน บรรยายมาถึงหน้า 556 นี่ มันก็พูดถึงลักษณะของเวทนา 108 แล้ว รู้แจ้งเห็นแจ้งเวทนาในเวทนาอย่างลึกซึ้งครบครัน ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ให้รู้ละเอียดลออถึง 108 เวทนา และจัดการดับเวทนาในเวทนาที่ควรจะดับ จบสำเร็จสมบูรณ์ เพราะฉะนั้น ถ้าดับถูก ดับเวทนาที่ควรจะดับได้ถูกต้อง ก็จบสำเร็จสมบูรณ์ เวทนาต่างๆนั้น ท่านแบ่งไว้เป็นไฉน เวทนา 2 จำปริยัติไว้ เวทนา 2 มี 1.เวทนากาย 2.เวทนาใจ เวทนาทางกาย เวทนาทางใจ นี่แบบเวทนาง่ายๆ 2 อย่าง เวทนาทางกายก็จะเป็นทุกข์เป็นสุขได้ เพราะฉะนั้น เวลาเป็นทุกข์ เราก็เรียกกายิกทุกข์ พอเวลาทางจิตเขาก็เรียกเจตสิกทุกข์ เป็นสุขเป็นทุกข์ได้เหมือนกัน เวทนา 3 ที่นี้ เวทนา 3 ก็มีสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนา 3 ในเวทนา 3 นี่ เราเรียกอทุกขมสุข เราไม่ได้เรียกอุเบกขา แต่นัยมันคล้ายกันกับอุเบกขา ถ้าจะเรียกอุเบกขา เขาเอาอุเบกขาไปไว้ที่เวทนา 5 เวทนา 5 ก็มีสุขิน-ทรีย์ ไม่เรียกสุขเวทนา เรียกสุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ แล้วก็แบ่งละเอียดไปเป็นโสมนัสขินทรีย์ โทมนัสขินทรีย์ นี่ 4 แล้ว 5 ทั้งอุเบกขินทรีย์ อุเบกขา อินทรีย์ก็คือกำลัง ลำดับของความมีน้ำหนัก น้ำหนักแรง กลาง อ่อนอะไรอย่างนี้ อินทรีย์เป็นกำลังของความทุกข์ กำลังของความสุข กำลังของโสมนัส หรือกำลังของอุเบกขา ก็ต้องรู้เนื้อหาว่ากำลังต่างๆ หรือว่าความเป็นใหญ่ หรือว่าความเป็นเนื้อหาของมันนี่ หยาบ กลาง ละเอียด เหล่านี้มีลิงคะ มีการแตกต่า

อ่านต่อ

งกันทุกข์กับโทมนัสแตกต่างกันอย่างไร สุขกับโสมนัสแตกต่างกันอย่างไร อ่านอาการทางจิตให้ออก แล้วยังมีน้ำหนักของรายละเอียดอีกว่าอินทรีย์มันหรือว่ากำลังของมันกำลังโสมนัสขินทรีย์ ก็ยังมีรายละเอียดที่ต่างกันออกไป แยกกันออกไปได้อีกเป็นร้อยเป็นพัน เป็นร้อยเป็นพันระดับ นี่อธิบายคร่าวๆ น่ะ อันนี้เวทนา 5 เวทนา 2 กายกับใจ เวทนา 3 สุข ทุกข์ อทุกขมสุข เวทนา 5 สุขินทรีย์ ทุกขินทรีย์ โสมนัสขินทรีย์ โทมนัสขินทรีย์ อุเบกขินทรีย์ เวทนา 6 ก็มาเกี่ยวข้องกับอายตนะ เวทนา 6 ก็มาเกี่ยวข้องกับอายตนะ ก็คืออายตนะที่เป็นตา เป็นหู เป็นจมูก เป็นลิ้น เป็นกาย แปลเป็นไทยก็เวทนาทางสัมผัสทางตา เขาเรียกเวทนาสัมผัสสัชฌาเวทนา สัมผัสสัชฌา ทางตาก็เรียกตา จักขุ จักขุเวทนาสัมผัสสัชฌา ทางหูก็เรียกโสตเวทนาสัมผัสสัชฌา หรือโสตสัมผัสสัชฌาเวทนา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ก็เรียกไป เวทนาสัมผัสทางลิ้น เวทนาสัมผัสทางกาย เวทนาสัมผัสทางใจ 6 ทวารนั่นเอง เรียกว่าเวทนา 6 ทีนี้เวทนา 6 ต่อไป ก็เวทนา 18 18 ก็แตกจากอายตนะ 6 นี่ออกไป เป็นสุข ทุกข์ แล้วก็อุเบกขา ตอนนี้ไปเรียกเป็นอุเบกขา ที่จริงก็ไม่ได้เรียกสุขทุกข์เรียกโสมนัส เพราะฉะนั้น โสมนัสเวทนาที่มีโสมนัสจากทวาร 6 ทั้งทวารตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจถ้าเป็นเวทนาที่มีโสมนัส ก็โสมนัสทางตา โสมนัสทางหู กาย ใจ หมดข้อ 6 โทมนัสก็เหมือนกัน ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็อีก 6 อุเบกขาก็ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อีก ก็เป็น 36/"18 เวทนา ทีนี้ 18 เวทนานี่ มาแบ่งเป็นอีกเป็นเวทนา 36 ก็แยกทีนี้ สุข ทุกข์ อย่างนี้เรียกสุขทุกข์อย่างโลกีย์ หรือเคหสิตะ ทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งอุเบกขานี่แหละ 18 นี่แหละ อย่างนี้เรียกว่าเคหสิตะ เป็นแบบโลกีย์ อย่างนี้เป็นเนกขัมมะ เรียกว่าเป็นแบบโลกุตระ ออกจากโลก ออกจากโลกีย์ เพราะฉะนั้น สุขอย่างโลกีย์นี่เรียนรู้ให้ได้ แล้วก็ล้าง ลดอัสสาทะ เรียกว่าสุขทางโลกนี่ อัสสาทะ รสอร่อย รสสุขของทางโลกนี่ พระบาลีเรียกว่าอัสสาทะ พระบาลีเรียกว่าอัสสาทะ ลดมันลงจริงๆ จนกลายเป็นคนที่ไม่มีความสุข ฟังแล้วน่ากลัว ไม่มีความสุขโลกียะ แต่เป็นความสุขอันสงบ สุขโลกียะ ท่านเรียกอีกคำหนึ่งว่าสุขัลลิกะ สุขัลลิกะ สุขตอแหลนี่ สำนวนโพธิรักษ์ สุขหลอกลวงน่ะ เป็นสุขหลอกๆ สุขเหมือนพยับแดด ฟองคลื่นอะไรอย่างนี้ สุขมันไม่จริง ไม่จังหรอก ไม่เที่ยง ไม่แท้ ไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ มันก็ติดอยู่อย่างนั้นแหละ ถ้าลองล้างออกจริงๆ จนกระทั่งหมด ไม่มีกิเลส ไม่มีตัณหา ไม่มีเหตุที่จะต้องไปสั่งสมกิเลส อย่างที่พูดแล้วเมื่อเช้านี้ สมที่ต้องการ ได้มาก็สุข ไม่ได้มาสมต้องการก็ทุกข์ หรือสมที่ไม่ต้องการก็สุขใจ สมที่ไม่ต้องการก็ทุกข์ใจ นี่เราก็ไม่ให้มันมี ไม่ต้องเสพ ไม่ต้องไปสมอะไรทั้งนั้น เป็นอุเบกขา หรือเป็นอทุกขมสุข เมื่อเป็นอุเบกขา หรือเป็นอทุกขมสุขแล้ว จึงเรียกว่าวูปสมะ หรืออุปสมะ สงบ วูปสมะ หรืออุปสมะนี่สงบ สุขอย่างสงบ สุขอย่างสงบ สุขอย่างระงับ อะไรระงับ กิเลส แต่จิตใจเป็นยังไง จิตใจรู้แจ้งรู้จริงเลย โอ้โห แต่ก่อนนี้เราเป็นทาสมันนะนี่ สีแดงก็เป็นทาส สีเขียวก็เป็นทาส โอ้โห เจอนี่ ใครติดผักหมาว่อ ก็โอ้โฮ เห็นผักหมาว่อ มันดีนะ ก็ติด เห็นใบบัว โอ๊ย ดีนะ ฝาดหน่อยๆ มันดี อร่อยดี ติดอะไรอย่างนี้ หรือจะไปติดอะไรก็แล้วแต่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสอะไรติดโน่นติดนี่ ยึดตะพึด ติดเก้าอี้นายกบ้าง ติดตำแหน่งอะไรบ้างก็แล้วแต่ อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็ติด ไม่ถึงนายก ยังติดจะตายเลย แค่เป็นกรรมการพรรคแค่นั้น ยังติดจะตาย ติดสารพัดจะติด คนไหนติดได้แค่ไหน ก็เอามันไว้เรื่อย ไม่ยอมปล่อยยอมวาง เพราะฉะนั้น เรามาปล่อยมาวางดูซิว่า เราจะได้ดีไหม เราจะทำดีไหม โอ๊ อาตมาไม่เห็นจะมีปัญหาเลยนะ ได้ทำดี เป็น 36 ก็คือ 18 มาแบ่งออกเป็นเคหสิตะ กับเนกขัมมะให้ชัดเท่านั้นเอง ทีนี้เป็น 108 ละ เป็น 108 ก็ 36 นี่แหละ แบ่งเป็นอดีต ปัจจุบัน อนาคต เพราะฉะนั้น สัญญาความจำนี่ เราจำได้ว่าเวทนาอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ของอดีตที่เคยผ่านมา มันก็ 36 หนึ่งของอดีต จะเป็นเนกขัมมะ หรือจะเป็นเคหสิตะ ใครที่ยิ่งเป็นเนกขัมมะที่สมบูรณ์แบบ ก็ยิ่งจะเห็นเลยว่า โอ๋ อุเบกขา เนกขัมมอุเบกขาเวทนา เนกขัมมอุเบกขาเวทนา อุเบกขานี่เป็นฐานแล้วนะ อุเบกขาของโลกีย์ ไม่เหมือนอุเบกขา อาตมาเรียกอุเบกขาเด๋อ อุเบกขาเกอะไรสมัยก่อนนี่ เรียกโดยภาษาธรรมดา อาตมาได้ภาษานี้ในพระไตรปิฎกทีหลัง พระบาลีพวกนี้ แต่ก่อนนี้อาตมาไม่ค่อยรู้เลยว่ามีอย่างนี้ ไม่รู้ว่าพระไตรปิฎกท่านมี แต่มันมีในตัวเราแล้ว เรารู้เรามีแล้ว ใครจำได้แต่ก่อนนี่ ไม่ใช่อุเบกขาเด๋อ อุเบกขาโลกๆนะ อาตมาก็เคยพูดไปอย่างนี้ มันไม่มีคำศัพท์ที่เป็น Technical term นี่ Technical term ของธรรมะ เป็นวิชาการ เป็นภาษาวิชาการ พอพูดแล้วมันก็ขยายความได้ อธิบายได้ ระบุได้อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น เคหสิตะ ก็แบบโลกๆ อุเบกขาก็โลกๆ แต่อุเบกขาธรรมะแล้ว ต้องเนกขัมมสิตอุเบกขา นี่เป็นเวทนาอย่างนี้ ผู้ใดมี ผู้ใดรู้ ผู้ใดถึง ผู้นั้นก็จะรู้ของจริงพวกนี้ มีแล้วก็เป็นอดีต แม้ปัจจุบันก็มี แน่ใจไหมว่า คุณแน่ชัดว่า แหม อดีตก็ทำได้มามาก ปัจจุบันนี้ก็ยังคงครองความมั่นคง แข็งแรง ไม่เพลี่ยงพล้ำ อาจจะมีแวบๆ นิดๆหน่อยๆ ก็ยังไม่สมบูรณ์แบบ เป็นเจโตปริยญาณ 16 ก็เป็นอวิมุติจรบ้างเล็กๆน้อยๆ ก็ฝึกเพียรเข้าไปอีก จนกระทั่งเที่ยงแท้ถาวร แม้แต่อวิมุติจรก็ไม่มี เป็นอุเบกขาสบายว่างแล้วอุเบกขามีองค์ธรรมถึง 5 ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่ทบทวน อุเทศ หัวข้อยกขึ้นแสดง เอาละ ไม่ได้แสดง ไม่ขยายความมาก ไม่นิเทศ ไม่นิเทศ อุเบกขา 5 ขอเก็บไว้ก่อน ผู้ใดรู้ก็รู้ ผู้ใดไม่รู้ก็ทิ้งไว้ก่อน ละไว้น่ะ understood ไว้ก่อน เพราะฉะนั้นอุเบกขานี่ แม้จะเป็นเจตสิกที่วิเศษ คุณสร้างได้ อุเบกขาเป็นฐานอาศัย วิปัสสนูปกิเลสนี่ แม้แต่อุเบกขา ก็ยังติดยึดว่าเป็นเราเป็นของเราไม่ได้ ถ้าขืนติดยึดเป็นเราเป็นของเรา คุณก็จะหลงใหลอยู่กับอุเบกขา ฟังให้ดีนะ อุเบกขาไม่ใช่ลักษณะจิตเจตสิกที่จะอยู่เฉยๆนะ แต่เป็นกิเลสที่ว่าง ว่างเปล่า วางแล้ว เฉยต่อสิ่งที่กระทบสัมผัสโลกีย์ได้ อยู่เหนือกิเลส อยู่เหนือโลกียะได้แล้ว มันเฉยต่อภาวะผุฏฐัสสะ โลกธัม-เมหิ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ มันเฉย แม้แต่โลกจะสัมผัสอย่างไร โลกธรรม ผุฏฐัสสะ ก็คือ สัมผัส โลกธัมเมหิ ก็คือโลกธรรมนั่นแหละ จิตตัง ยัสสะ น กัมปติ จิตไม่มีหวั่นไหว ไม่มีฟู ไม่มีแฟบ ไม่มีอะไรเลย วาง ว่าง แข็งแรง วางเฉย ไม่ใช่เฉยดื้อๆ เด๋อๆ เฉยสะโหร่สะเหร่ไม่ใช่ ไม่ใช่เฉยสะเหร่อ เฉยมีคุณภาพ รู้ด้วย มีรู้ด้วยนะ ไม่ใช่เฉยไม่รู้ มีญาณปัญญารู้เท่าทัน โลกวิทู พหูสูต แล้วจะพร้อมที่จะเป็นประโยชน์เกื้อกูลช่วยเหลือเขาได้ด้วย แต่จิตนี่แข็งแรง มันวางเฉยได้ทนทาน รู้ทั้งรู้ทั้งมีเจโต ทั้งมีอำนาจ เจโตแข็งแรงด้วย อุเบกขาพิเศษนี่แหละ ปริสุทธา ปริโยทาตา ที่อาตมาเคยอธิบาย วันนี้ละเว้นไม่อธิบาย ซึ่งอธิบายมาหลายที ปริสุทธา ปริโยทาตา ต่างกันอย่างไร มุทุเป็นยังไง กัมมัญญา เป็นยังไง ปภัสสรา เป็นยังไง อธิบายในนี้ก็มีอธิบายไว้ อาจจะไม่ละเอียดเหมือนภาษาที่ได้อธิบาย เพราะเป็นภาษาเรียบเรียง แต่คนมีปัญญาอ่านแล้ว ก็เข้าใจได้พอสมควร ทีนี้เมื่อเรามั่นใจอดีต 36 ปัจจุบันก็ 36 อดีตก็เคยทำมาจนมั่นใจ ปัจจุบันนี้ก็ยิ่งมั่นใจว่าไม่มีเพลี่ยงพล้ำ ไม่มีกระทบสัมผัสแรงยังไงๆ ก็พิสูจน์ไปเรื่อยๆ ปัจจุบันก็แน่นอนว่าปัจจุบันของเราก็ไม่มีการเกิดอีก เพราะกิเลสอุเบกขาหมดแล้ว ไม่เกิดอีกจริงๆ ก็เป็นอมตธาตุไปเรื่อยๆ แม้แต่อนาคต เพราะฉะนั้น ปัจจุบันอนาคต อดีต มันเคยเพลี่ยงพล้ำ เปลี่ยนแปลงมาจนกระทั่งเป็นปัจจุบันที่เป็นอย่างนี้ อย่างยืนยงคงทน แม้อนาคตอีกเท่าไหร่ ก็จะเป็นอย่างนี้ ย่อมรู้อนาคตแน่นอน พวกนี้คือหมอดูชั้น 1 หมอดูที่มีของจริงยืนยัน ไม่ได้โมเม เป็นของจริง เอาไหม เอาเรื่อย แต่ไม่ค่อยเพียร แล้วมันจะได้มาจากไหน เอามันก็ต้องเพียรเอาสั่งสมให้ได้ นี่พอรู้เวทนา 108 อย่างนี้สบาย เพราะฉะนั้น ธรรมะของพระพุทธเจ้ากาย เวทนา จิต ธรรมนี่ เป็นตัวที่ต้องเรียนรู้สภาวะของกาย เวทนา จิต ธรรมให้ได้จริงๆ เราวิเคราะห์วิจัยให้ออก อาตมาว่ายังไม่เคยมีใครมาอธิบายหรอกนะ เวทนา 108 นี่ ตำราของเกจิอาจารย์ยังไม่เห็นเลย อาตมาอ่านน้อยนะ อาจจะมีคนอ่านเจอ เอามาให้ดูบ้าง แล้วเขาอธิบายกันไว้ว่าอย่างไร ถ้าของคนอื่นละนะอธิบายไว้ ถ้าใครเจอละนะ อ่านของคนอื่นบ้างไม่ใช่เอาแต่ของอโศกอย่างเดียว ของอโศกก็ยังอ่านไม่ไหวแล้ว เรื่องของเรื่อง ถ้าอ่านเจอมาบอกอาตมาด้วย อาตมาอยากรู้คนอื่นเขาคิดอย่างไรด้วย มันจะถูกตรงกันหรือไม่ หรือว่ามันจะมีแนวคิดอื่นถ้าเผื่อของอาตมาก็ยังบกพร่อง ของเขาถูกดีกว่าก็จะได้รู้ โอ๊ ของเรายังเข้าใจได้ดียิ่งกว่าเรา สูงส่งกว่าเรา อาตมาก็จะได้รู้น่ะ เราได้พูดกันมาแล้วว่า สัญญาเวทยิตนิโรธของพุทธนั้น ไม่ใช่หมายความว่าดับทั้งเวทนาทั้งสัญญาอย่างเถรตรง พาซื่อ นี่เขาหมายความเอาทั้งนี่ใครที่อยู่ในวงการของศาสนาทั่วประเทศไทย ต่างประเทศก็เหมือนกัน เพราะว่าประเทศไทยนี่แหละเป็นหลัก ประเทศไทยเข้าใจอย่างไรในศาสนาพุทธ ประเทศอื่นๆ เข้าใจเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้ไม่มีประเทศไหนที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครที่จะรู้ความรู้ในพุทธศาสนาเท่าไทยหรอก แล้วเสร็จแล้วไปหลงใหลได้ปลื้มกับประเทศนอก แหม ฉบับภาษาอังกฤษเอาตามเขาหมด เขาก็ได้แปลเป็นความจากพระบาลี แล้วก็เอาเนื้อเทียบเคียงจากไทยนี่แหละไปเยอะ ทางเอเชียนี่แหละไปเยอะ สัญญาเวทยิตนิโรธนี่เขาแปลว่าดับทั้งเวทนา ดับทั้งสัญญา มันก็เป็นพรหมลูกฟัก เป็นอสัญญีสัตว์ ซึ่งศาสนาพระพุทธเจ้าไม่เคยส่งเสริมอสัญญีสัตว์ ดับไม่รู้เรื่อง ไม่กำหนดสัญญา ไม่รู้เรื่องอะไรเลย นี่ถือว่านิโรธสุดยอด เพราะฉะนั้น นี่อาตมาก็พยายามมาแก้ แก้ความเข้าใจผิดอันนี้ สัญญา-เวทยิตนิโรธของพุทธยืนยันว่าของพุทธนั้น ไม่ใช่หมายความว่าดับทั้งเวทนาทั้ง สัญญาอย่างเถรตรงพาซื่อ กลายเป็นคนเบื้อใบ้ไร้สติสัมปชัญญะ ไร้ความรับรู้ ไร้ความรู้สึก ไม่ใช่อย่างนี้ แต่สัญญาเวทยิตนิโรธของพุทธนั้น กลับยิ่งมีสติสัมปชัญญะ ปัญญาที่รู้แจ้ง ผ่องใส ตื่นเต็ม ขณะมีชีวิตเป็นๆ รู้ชัดหมดเลย สัญญาเวทยิตนิโรธของพุทธนี่ รู้แจ้งตา หู จมูก ลิ้น กาย รู้ใจก็รู้พร้อมจิตขึ้นรับวิถีรู้หมด ทว่ามีความดับแน่ๆ สัญญาเวทยิตนิโรธนี่รู้ทุกอย่าง แต่มีความดับแน่ๆ ความดับนั้นก็ได้ยืนยันซ้ำซากแล้วว่าอกุศลและกิเลสาสวะในจิตนั่นเอง ดับสนิท ดับนิโรธแน่ แต่ไม่ได้ไปดับเวทนา สัญญากันอย่างพาซื่อ รู้ว่าเวทนาที่ควรดับคืออะไร สัญญาที่ควรดับคืออะไร ก็ดับสนิทได้หมดแล้ว เหลือแต่จิตสะอาด เจตสิก จิตสะอาด เวทนาสะอาด สัญญาสะอาด สัญญาที่บริบูรณ์ ส่วนเวทนาที่ควรดับก็ได้ดับไปด้วย ด้วยความพยายามเสร็จแล้ว เป็นต้นว่าอาการสุขหรือโสมนัสต่างๆ ที่เป็นโลกียะ (เคหสิตโสมนัส) และอาการทุกข์ หรือโทมนัสต่างๆ ที่เป็นโลกียะ (เคหสิตโทมนัส) เป็นต้น ซึ่งยังมีลึกซึ้งขึ้นไปอีก แม้แต่อาการโสมนัสต่างๆ ที่เป็นโลกุตระ แม้แต่ว่าเราเป็นสุขหรือโสมนัสของโลกุตระที่เป็นเนกขัมมโสมนัส เป็นเนกขัมมโสมนัส เนกขัมมสิตโสมนัสเวทนาก็ตาม เราก็จะต้องดับเหมือนกัน อย่าไปฟูใจ แล้วมันโสมนัสอยู่ฟูๆอยู่มันก็เป็นอุปกิเลส ไม่เรียกกิเลสแล้ว แต่เรียกอุปกิเลส เป็นกิเลสที่ยังเหลืออยู่ แต่ก็เข้าใกล้หานิพพานไปเรื่อยๆ อุปกิเลสเป็นกิเลสที่ใกล้ชิดนิพพานไปเรื่อยๆ สูงขึ้นมาตามลำดับแล้ว ไม่ใช่กิเลส 100% แบบหยาบๆ กิเลสโลกีย์ตรงๆ เป็นการดับโลกีย์ได้ แต่คุณยังฟูใจอยู่นะ ยังโสมนัส ถ้าไม่ได้โสมนัสอย่างนี้ก็ไม่อร่อย มันต้องได้ แหม อร่อยๆอย่างท่านสมาหิโตมาพูดเมื่อวานนี้ มาสารภาพอยู่ที่ใต้ต้นก้ามปูโน่น เมื่อวานนี้ แหม ใครชมบ้าง อย่างนี้ ไม่อย่างนั้น มันก็ไม่อยากทำละนะ อย่างนี้เป็นต้น โสมนัสเวทนา ทำดีเป็นอุดมการณ์ แต่ยังมีกิเลสอยู่อย่างนี้ก็ต้องเรียนรู้ 2 ชั้นซ้อนลงไป ลด ถ้ายิ่ง แหม ไม่ใช่โสมนัสหรอก กลายเป็นโทมนัส โทมนัสคืออย่างไร โทมนัสแบบเนกขัมมะ ก็คือการต่อสู้อยู่ มันทุกข์ ตั้งตนอยู่บนความลำบากนั่นเอง มันสู้อยู่ มัน แหม รู้ว่าเรากำลังสู้ กิเลสน่ะ เราสู้มันก็ต้องหนักเหนื่อย โทมนัส มันลำบาก มันยังไม่ชื่นใจหรอก มันยังไม่ได้ ถ้าได้แล้ว จะโสมนัสดีใจ ถ้ายังไม่ได้มันจะโทมนัส แต่เรารู้ว่าเราเนกขัมมะ เรารู้ว่าเรากำลังออก เรากำลังฆ่ากิเลส เรากำลังสู้มัน ญาณรู้เราต้องรู้ว่าเรากำลังสู้อยู่กับกิเลส แม้มันจะยากลำบาก น้ำตานองหน้าอยู่ เราก็เคยบอกนะนี่ ถามว่า ถ้าเผื่อว่าเราลดกิเลสได้ขนาดหนึ่งแล้ว เราก็เอาความสุขที่ได้ลดกิเลสได้ นี่ไว้เป็นเครื่องเป็นกำลังใจให้แก่เราได้ทำต่อไปอีก อาตมาก็เคยบอกว่า เอาละ ถ้าเผื่อว่า เราเองเรายังต้องอาศัย เพราะว่าเราเองเราไม่มีน้ำหล่อเลี้ยงพวกนี้ปีตินี้ เขาเรียกปีติ เพราะปีติเหล่านี้ ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง เราก็ไปไม่รอด มันไม่มีกำลัง ก็อาศัยบ้างได้ก็ได้ อาศัยบ้างก็ได้ แต่นั่นแหละ อาศัยไปอาศัยมา ระวังติด พอไม่มีทีนี้ก็ติดนิสัย หนักเข้าก็ไปไม่รอด จมอยู่แค่อุปกิเลสแค่นี้ มันก็ไปไม่ไว มันเนิ่นช้า แล้วมันก็หลงได้ หลงติดมันก็ได้นะ เพราะฉะนั้น ต้องรู้ เรียนรู้จริงๆ ว่าก็เราไม่มี ทำไมเราไม่รู้ ใช้ปัญญา ก็มันดี ทำไมไม่ทำจะต้องไปอาศัยอุปกิเลสพวกนี้ล่อทำไมเล่า กำลังจะมีก็เพราะว่าเรารู้เราชัดเจนว่านี่สิ่งดี ก็ทำเข้าไปซิ ไม่ต้องไปใช้กำลังพวกนี้ มาช่วยขับเคลื่อน ไม่ต้องใช้จารบีพวกนี้ก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ไปให้ถูกทางน่ะ เพราะฉะนั้น ที่ดับที่ว่านี่ดับแล้ว ดับในอกุศล ดับกิเลสาสวะต่างๆดับสนิท แต่เวทนายิ่งสะอาดบริสุทธิ์ เป็นปริสุทธา ปริโยทาตา ยิ่งมุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ยิ่งจิตใจจิตพวกนี้ จะเป็นอย่างนั้น ส่วนเวทนาที่จะควรดับก็ได้ดับไปพร้อมกับความพยายามเสร็จแล้วอาการโทมนัส โสมนัสอะไรก็ไล่มา ที่สุดก็ต้องดับลงได้ด้วย จนถึงขั้นได้อุเบกขา ที่เป็นโลกุตระ เป็นฐานอาศัยทำการงานที่สมควรให้แก่โลก ภาษาบาลีเรียกว่ากัมมนิยา หรือกัมมนิเยนั่นแหละหรือกัมมัญญา เรียกว่ามีจิตได้ถึงขั้นนี้แล้ว ก็เป็นฐานอาศัยที่จะทำงานที่สมควรในโลกให้แก่โลกเขา เขาแปลเอาความง่ายๆ เลยว่า เหมาะควรแก่การงาน เขาแปลใน พวกบรรดาเกจิ- อาจารย์เขาแปลกัมมิเย หรือกัมมนิเยนี่ เขาแปลเลยว่าเหมาะควรแก่การงาน ก็คือฐานอาศัยอุเบกขาน่ะ เป็นฐานที่มันใช้ทำงานอันสมควร ซึ่งมันจะมีปัญญา มีสัปปุริสธรรม มีสัปปุริสธรรม มีสัตบุรุษ 7 นี่ประมาณ มีธัมมัญญุตา อัตถัญญุตา อัตตัญญุตา มัตตัญญุตา ประมาณให้พอเหมาะพอดีไปทำงานไปอย่างมีคุณค่าประโยชน์เหมาะควร มีปัญญาญาณไม่ใช่ว่าทำสุ่มสี่สุ่มห้า แม้กระนั้นก็ต้องไม่หลงติดอุเบกขา จนเป็นวิปัสสนูปกิเลส นี่คือภาษาโวหารที่เรียบเรียงแล้ว มันสั้นๆๆๆ เพราะฉะนั้น ก็อ่านมาเรื่อยๆ มาถึงตรงนี้ อาตมาว่า พวกเราจะเข้าใจได้มากเชียว พวกเรามีพื้นฐาน โดยเฉพาะมีสภาวะ สำหรับผู้ที่มีนะ ผู้ที่ไม่มีก็ต้องค่อยๆทำไปเรียนรู้ไปเรื่อยๆ บัญญัติหรือปริยัติก็รู้ไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นก็จะหลงเหลือเป็นอัตตา คืออุเบกขานี่ จนเป็นวิปัสสนูปกิเลส หลงเป็นวิปัสสนูปกิเลส ไม่เช่นนั้น ก็จะหลงเหลือเป็นอัตตา ติดเป็นภพ ติดเป็นภพ มันก็จะมีทั้งภพ เพราะว่ามีอัตตา ก็ต้องมีภพอยู่นั่นเอง เมื่อเรียนรู้กิเลส อุปกิเลส ที่สุดวิปัสสนูป- กิเลสทั้งหยาบ กลาง ละเอียด หยาบก็วิติกกมกิเลส กลางก็ปริยุฏฐานกิเลส ละเอียดก็อนุสัยกิเลส และได้ลดละได้ดับ ได้ฆ่า จนดับสนิทจริง สิ้นเกลี้ยงแล้ว ก็จะเหลือจิตแท้ พอดับ นี่พวกนี้ ที่ดับไปจนกระทั่งแม้อุปกิเลส แม้วิปัสสนูปกิเลสก็ดับจริงๆ ดับได้ถูกต้องตัวมัน หมดไม่มี ได้เกลี้ยงแล้ว สะอาดเข้า ก็จะเหลือแต่จิตแท้ๆ นี่วงเล็บบอกไว้ด้วยว่าไม่พึงเรียกจิตเดิมแท้ เพราะจิตเดิมมีกิเลสมาก่อนทั้งนั้น จิตแท้นี่คือจิตเพียวๆ Pure จิต ไม่ใช่ old จิต ไม่ใช่จิตเก่าแก่ ไม่ใช่จิตเดิม ไม่ใช่จิตก่อนเป็นจิตแท้ๆ เพราะฉะนั้น ที่เรียกจิตเดิมแท้นั้น พวกมีทิฎฐิ มีทิฏฐิว่าคนนี่จิตมนุษย์นี่ เกิดมานี่ ยังไม่มีกิเลสหรอก สะอาดก่อนพวกนี้วัฏฏะสั้นแต่เพียงชีวิตเดียว เข้าใจอย่างนี้ เหมือนสายท่านพุทธทาส บอกเลยก็ได้ เกิดมานี่จริงๆ ตามมหายานเขามา มหายานที่ออกนอกรีต มันเพี้ยนไปแล้วมหายานนี่ ออกมาว่านี่จิตเดิมแท้ เด็กเกิดมานี่ ไม่มีกิเลสหรอก มามีกิเลสเมื่อจิตของเด็กถูกมอมเมา ถูกกิเลสอะไรเข้าไป เพราะฉะนั้น จิตเด็กนี่เป็นจิตบริสุทธิ์ อ้อ ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่เป็นเด็กเลย อย่าให้มันโต ให้มันเป็นพระอรหันต์ไว้เรื่อยๆ ไม่ให้มันรู้เรื่องอะไร ให้มันเป็นพระอรหันต์มาตั้งแต่เกิด แล้วก็ให้มันเป็นพระอรหันต์ต่อไป อันนี้มันเป็นความเข้าใจผิดของทางวัฏฏะมันไม่ยาว พวกนี้เข้าใจในวงแคบๆ เพราะฉะนั้น จิตเดิมไม่ใช่จิตปภัสสร เหมือนกันกับท่านเข้าใจว่ากิเลสนี่จิตเดิมแท้ เป็นจิตปภัสสร กิเลสมันเป็นแขกจร แขกจรที่ไหน แขกประจำแล้วไม่รู้กี่ชาติ มันแกะกันอยู่ทุกวันนี้ แกะกันแทบตายนี่ ไม่ค่อยออกกันเลยนี่หลงว่ามันเป็นตัวจริงของเรา นึกว่าหลงว่ามันเป็นเนื้อแท้ของเรา ที่จริงมันแขก มันอาคันตุกะไม่ใช่เนื้อแท้ของเรา นี่วิเคราะห์ออกยากอย่างนี้นะ นี่คือคนที่ยังมิจฉาทิฐิ ยังหลงอยู่ว่าเป็นสภาพ เพราะฉะนั้น ก็เลยทำได้ขนาดหนึ่งไม่เจาะ รวมไปถึงอนุสัยอาสวะ ไม่มีวิธีการที่จะล้างอย่างสะอาด ฟอกแล้วฟอกอีก หาทางที่จะเอาขยะออกมาฟอก เอาออกมาล้าง ไม่มีทาง ไม่มีวิธีการ เพราะมันเผิน ได้แต่คาถา อะไรก็อย่ายึดมั่นถือมั่น ไม่ต้องยึดมั่นถือมั่น มันเผินอยู่แค่นั้นแหละ มันไม่เจาะลึกเข้าไปได้เลย แล้วไม่พากเพียร แล้วไม่อุตสาหะ ไม่แข็งแรง อย่างพวกเราที่นี่ ขนาดนี้มันยังน้อยไป ยังน้อยไป มันต้องฝึกฝนแข็งแรง กระแทกกระเทือนออกมา นี่ทะเลาะเบาะแว้งกันแค่นี้ กระแทกออกมายังไม่หมดหรอก ยัง กระเทาะกระแทกออกมาอีกเยอะ นั่นแหละต้องไปอ่านดีๆ ไอ้จิตที่มันปภัสสรเป็นจิตที่บริสุทธิ์ มันต้องมีเนื้อความให้ชัดเจน อาภัสสราพรหม มันไม่ใช่ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์ ก็เป็นอาภัสสราพรหม จิตอาภัสสราพรหม ก็คือจิตที่มันได้ฟอกได้สะอาด ปภัสสรนี่แหละ อาภัสราก็คือปภัสสรนั่นแหละ แต่ยังไม่ปภัสสร แล้วจะไปโมเมเอาว่าจิตฉันปภัสสร ก็ตีขลุมเอาน่ะซิ มันจริงหรือเปล่าละ มันต้องให้ได้สัจจะ ที่จิตคุณปราศจากกิเลสแล้วก็ปภัสสร จิตมันไม่ปราศจากนี่จะไปเรียกปภัสสราพรหมอะไร มันก็เหมือนกัน อาภัสสราไม่ใช่ปภัสสรา อาภัสสราพรหม ไม่พึงเรียกจิตเดิมแท้ เพราะจิตเดิมมีกิเลสมาก่อนทั้งนั้น นี่วงเล็บ ก็จะเหลือแต่จิตแท้ที่เป็นจิตบริสุทธิ์ปภัสสร (ซึ่งเป็นคุณลักษณะของอุเบกขา ดังที่เคยอธิบายผ่านมาแล้ว) เพราะว่าจิตปภัสสรมีคุณธรรม อุเบกขา มันมีคุณลักษณะ 5 บริสุทธิ์ นี่อาตมาก็บอกแล้วจิตบริสุทธิ์ปาริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือคุณลักษณะ 5 เอาต้นคือบริสุทธิ์ กับปภัสสร มานี่มันก็คุณลักษณะที่เป็นจิตบริสุทธิ์ปภัสสรนี่ เป็นคุณลักษณะของอุเบกขา และมีคุณลักษณะพิเศษสุด คือสะอาด สว่าง สงบ สุภาพ สมรรถนะ สามัคคี อันนี้ก็เป็นของอาตมาเห็น อาตมาเห็นด้วยกับท่านพุทธทาสพูดเอาไว้ 3 ตัวก็เห็นด้วย สะอาดก็คือสะอาดที่จริงปาริสุทธา นี่สว่าง ก็คือปัญญา หรือปภัสสร ถูกต้อง สงบก็คือกิเลสดับสนิทถูกต้อง อาตมาไม่แย้งไม่เถียงไม่เป็นไร ท่านเรียกเป็นภาษาไทยๆไว้ดีก็ดี ก็เอา แต่ว่าไม่พอ ต้องมีคุณลักษณะที่เด่นชัดว่า สุภาพมีภาวะที่เห็นได้ทั้งนอกและใน สุภาวะหรือสุภาพ สุภาพ ต้องมีลักษณะที่ดีที่เห็นได้ว่าสอดคล้องกัน เป็นปาสา-ทิโก เป็นอาการที่น่าเลื่อมใส ทั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมว่าสะอาด สว่าง สงบด้วย แล้วก็สมรรถนะ มีพลังสร้างสรร ไม่ใช่สงบ สะอาด สว่าง หนีไปอยู่ที่ธรรมชาติที่ฉันชอบ แล้วก็จมปุ๊กอยู่ตรงนั้นก็ไม่ใช่ มีสมรรถนะ รังสรรค์ สร้าง-สรร มีคุณค่าประโยชน์ที่เห็นได้ว่าเป็นอายูหะ หรือว่าเป็นสภาพที่มีอิทธิบาท อิทธิบาทมีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสาในการงาน เห็นชัดเจน ก็ขยันหมั่นเพียรอยู่ในสังคม มีสมรรถนะ สามัคคี และในการมีสมรรถนะนั้น ก็มีหมู่มีกลุ่ม มีคนอยู่รวมกันเป็นสามัคคีธรรม มีพลังรวมอย่างธรรมใดวินัยใดหรือว่าศาสนาที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อพลังร่วมพลังรวมอันนั้น ไม่ชื่อว่าศาสนาที่อาตมาเคยว่าไว้ตั้งนานมาแล้ว ศาสนานี่ มีพลังรวมที่เห็นรูปได้เลยว่า มีสามัคคี มีสมรรถนะ มีสุภาพ ส่วนในสะอาด สว่าง สงบนั่นมันเรื่องข้างในของใคร แต่อันนี้สุภาพ สมรรถนะ สามัคคีนี่ เป็นเรื่องข้างนอก ที่จะเห็นได้อย่างชัดเจน เต็มไปด้วยรูปธรรม ถ้ารูป-ธรรมมันดี แม้ในยังไม่บริสุทธิ์ ก็ไม่เป็นไร ก็เอารูปธรรมไปก่อน และถ้าเผื่อว่ารูปธรรมเราก็เรียนรู้ ในข้างในเราก็เรียนรู้ ขัดเกลากิเลสที่เหลือไปออกจนหมด นอกก็ผ่อง ในก็แผ้ว ก็สมบูรณ์เลยตอนนี้ ผ่องแผ้ว ทั้งนอกและใน นี่ 6 อันนี่นะ เป็นจิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีคุณค่าประโยชน์หลายคุณนะ 1.คุณภาพ 2.คุณธรรม 3.คุณประโยชน์ยิ่ง เป็นจิตที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม มีคุณค่าประโยชน์ยิ่งแก่มวลมนุษยชาติ ผู้เข้าถึงความจริงเป็นอรหันต์ เพราะมีสัญญาเวทยิตนิโรธจริงขึ้นไปเท่านั้น ตรงนี้เน้นตัวดำเลยใหญ่เบ้อเร่อ จึงจะเห็นแจ้งรู้จริง นี่ก็ใส่เครื่องหมายคำพูดแล้วแถมเน้นตัวดำด้วยว่าจึงจะรู้แจ้งเห็นจริง ว่าจึงจะรู้แจ้งเห็นจริงของจริงครบสมบูรณ์ ณ บัดนั้น ฟังดีๆนะ ตรงนี้ ตั้งใจฟังดีๆ ณ บัดนั้นว่าเวทนาเป็นธาตุที่รู้สึกหรือรับรู้ ผู้มีสภาวะอันนี้จริงแล้วนี่ แล้วก็วางปล่อยได้จริงแล้วนี่ จะเห็นได้ว่าไอ้ความเป็นตัวตนมันไม่มี มันเป็นเวทนา เรียกด้วยภาษาว่าเวทนา แต่อะไรละ ก็คืออาการของจิตที่มันทำหน้าที่อย่างนั้น เราจะรู้เลยว่านี่อาการทางจิต หรือเวทนาเป็นเจตสิตของเรามันทำงานอย่างนั้น ทำงานอะไร ทำงานรู้สึกหรือทำงานรับรู้ แต่ไม่ใช่ตัวตนที่ยึดที่ติด มันไม่ใช่ตัวตน มันไม่ใช่ตัวยึดตัวติดนะ เวทนาเหมือนกิเลส ไม่ใช่ตัวตนที่ยึดที่ติดเหมือนกิเลส เพราะฉะนั้น ถ้ามันมีกิเลสเข้าไปร่วมกับไอ้เจ้าตัวเวทนาต่างหาก แล้วก็ไปยึดติดว่าของกู ดีไม่ดีไปเบ่งเป็นมานะอัตตาเย่อหยิ่งผยองว่าข้านี่แหละ มีเวทนาที่บริสุทธิ์ เวทนาที่สะอาด เวทนาที่มีประสิทธิภาพอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้นกิเลสก็คือตัวโง่ที่ตัวเราไปยึดไปติดว่าเป็นเราเป็นของเรา จนใครแตะใครต้องก็ไม่ได้ จะพรากจากเราก็ไม่ได้ ถ้าจะตายก็ต้องเวทนาจะต้องอยู่กับเรา มันก็อยู่น่ะซิ ก็คุณจิตของคุณเป็นตัวกำหนด ถ้าจิตบอกว่าเวทนาก็ไม่ต้องอยู่กับเราหรอก เวทนาจะดีเยี่ยมแค่ไหน เราปล่อยวาง ปรินิพพาน พระอรหันต์เจ้าท่านรู้สึก ทำความรู้สึกนี้ได้ ทำความจริงนี้ได้ ท่านก็จะมีญาณปัญญาเห็นด้วยว่า เวทนานั้นมันเป็นธาตุที่รู้สึกและรับรู้เท่านั้น ไม่ใช่ตัวตนที่ยึดที่ติดเหมือนกิเลส ไม่มีโทษลักษณะที่ไม่ดีไม่งามเหมือนกิเลส มันไม่มีโทษ ไม่มีภัยอะไร เวทนาไอ้ที่มันเป็นตัวเป็นตน (อัตตาแท้ๆ) วนเวียนอยู่ในวัฏฏะสงสารนั้นคือกิเลสไม่ใช่เวทนา เพราะเวทนานั้นเป็นอนัตตา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน