370304 นโยบาย 4 ที่ราชธานีอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ราชธานีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
370304 นโยบาย 4 ที่ราชธานีอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ราชธานีอโศก
นโยบาย 4 ที่ราชธานีอโศก โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2537 ณ พุทธสถานราชธานีอโศก
เราก็มีวัฒนธรรมอย่างที่เรามีกัน อยู่กันเป็นหมู่ เป็นมวล เป็นคณะ พอสมควร เราก็มีจารีต มีประเพณีอย่างนี้แหละ เราเอาศาสนาหรือว่าเอาธรรมะเป็น หลักของชีวิต เพราะฉะนั้นเราพยายาม ถ้าเผื่อว่าเป็นไปได้เราจะต้องมีการทบทวน มีการทำวัตร แม้ว่าที่นี่จะยังไม่เป็นพุทธสถาน แต่เราก็มีการปลูกฝัง พยายาม กระทำกันขึ้น ที่อื่นยังมีอีก คุณเถาว์ เขารวมหมู่รวมกลุ่มกัน พยายามดำเนินชีวิตไป เขาก็ไม่มีสมณะ ไม่มีพระ เขาก็พยายามทำวัตร เวลาเช้าก็รวมกันตื่นให้มันได้เวลา เป็นกิจวัตร รวมกันแล้วก็ทำวัตร เขาพยายามเอาเทปเอาอะไรมาเปิด อย่างที่คุณเถาว์ทำอยู่ที่พิษณุโลกนั่น หรือที่อื่นก็เหมือนกัน เราก็พยายามทำวัตรไม่มีสมณะก็ไม่เป็นไร เราก็รวมกันมาไหว้พระสวดมนต์ แล้วก็เปิดเทปหรือไม่ก็เป็นผู้ที่ควรจะพูดกัน ผู้ใดควรที่จะสาธยายได้บ้าง จะมีเรื่องราว จะคุยกันบ้าง เขาก็คุยกัน การรวมกันอยู่และก็มีกรรมวิธีได้พูดได้คุยได้ตกลงได้ปรึกษาหารือหรือได้บอกได้กล่าว มีความรู้แล้วก็ใช้ความรู้ ถ่ายทอดความรู้กัน มันเป็นความเจริญ เป็นวิธีการของมนุษย์ เราทำวัตรเรียกว่ามาประชุมกันศึกษา เป็นวิธีการศึกษาชนิดหนึ่ง คือการเล็คเชอร์ หรือการสอนนั่นแหละว่ากันจริงๆแล้ว เรื่องนี้มันเป็นเรื่องเจริญ เป็นสภาพดีของมนุษยชาติ เราทำเป็นประจำ ที่นี่ก็เหมือนกันจะให้ธรรมเนียมอย่างนี้เมื่อเรารวมกันอยู่พอสมควร น้อยคนเราก็ทำได้ ถ้าเผื่อว่าตั้งใจจะทำ มีสี่มีห้าคนอะไรก็ทำได้ ถ้าจะทำ จะขยันหรือไม่เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นที่นี่จะเกิดเป็นชุมชนตามที่เราได้ตั้งอกตั้งใจที่จะกอบก่อขึ้
อ่านต่อ
นมา โดยเฉพาะอาตมาก็เจตนาอยู่ในใจลึกๆว่า จะให้คนในย่านในถิ่นทางอีสานนี่มารวมกันให้มาก อยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่มกัน แล้วก็สร้างจารีตประเพณีวัฒนธรรม มีความเป็นอยู่ดำเนินชีวิตไป ตามที่เราก็ได้สาธยาย หรือว่าได้อธิบายกันมาเสมอ ให้รู้ให้เข้าใจ แม้ที่สุดที่งานปลุกเสกฯนี่ เราก็ได้สาธยายเรื่อง"โลกาภิวัฒน์สู่บุญนิยม" ซึ่ง ความหมายของมันก็คือ การหมุนไป การดำเนินไป การเคลื่อนตัวไปของโลกนะ โลกาภิวัฒน์ (GLOBALIZATION) ก็คือการหมุนไป เคลื่อนตัวไป การดำเนินไปของโลกนั่นแหละ ความหมายของมัน ของโลกก็คือมันหมายเอาตัวหลัก ก็คือมนุษย์นั่นแหละ มนุษย์เป็นตัวเจ้าโลก เป็นตัวที่จะกอปรก่อ จะสร้างกลไก จะสร้าง พฤติกรรม จะสร้างกิจกรรม จะสร้างพิธีกรรม จะสร้างอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่ที่ สุดทำลายหมดทุกอย่าง หรือสร้างหมดทุกอย่าง ก็เป็นมนุษย์นี่แหละเป็นตัวสำคัญที่สุดในโลกใบนี้ หรือในโลกใบไหนก็เหมือนกัน ถ้ามีมนุษย์ มนุษย์ก็เป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นเราจึงต้องพยายาม เข้าใจความเป็นจริง หรือว่าสาระสัจจะที่สาธยาย ฟังให้ดีๆ แล้วศึกษา เราเป็นคน เป็นตัวสำคัญของโลกแล้วนะ มนุษย์มีสมอง หรือว่ามีความเฉลียวฉลาดที่สุด รู้สัจจะสาระด้วย รู้ความจริงของเนื้อหาแก่นสารของชีวิตหรือของอะไรก็แล้วแต่ แม้แต่เราก็รู้ว่าแผ่นดินจะดีที่สุดอย่าง ไร น้ำควรจะดีที่สุดอย่างไร ลมควรจะดีที่สุดอย่างไร ไฟควรจะดีที่สุดอย่างไร แม้จะมากอปรก่อที่ธรรมชาติสร้างเองไม่เป็น คนนั่นแหละสร้างขึ้นมาเป็น สร้างขึ้นมาแล้วก็รู้ว่าจะดีที่สุดอย่างไร และควรจะศึกษาว่ามันเลวที่สุด หรือว่ามันเสีย หายร้ายแรง เป็นพิษเป็นภัย จนกระทั่งมันเป็นพิษเป็นภัยที่สุดอย่างไร เราก็ควรจะรู้ และก็พยายามรู้กันอยู่ เราก็เป็นคน เราก็จะต้องรู้เหมือนกัน รู้อะไรเป็นสิ่งที่ดี ดีรอง และรองลงไปเป็นลำดับๆ หรือร้ายที่สุด เลวที่สุด แล้วก็ร้ายรอง รองเป็นลำดับๆไป เราก็จะต้องรู้และต้องพยายามอย่าให้มันเกิดความร้าย ความเป็นพิษเป็นภัย มันซับซ้อน คนมีความเฉลียวฉลาด เฉโก เฉลียวฉลาดหลอก เฉลียวฉลาดซับซ้อน แล้วมันมีผลสองด้านตามที่เราได้ฟังโลกาภิวัฒน์สองพันที่เอามาอ่านเป็นหลักที่ว่า สังคมเรามันมีการปฏิวัติ มีการปฏิรูปหรือว่ามีการดำเนินไปให้ดี ให้เกิดอะไรขึ้นที่เห็นว่าดี เป็นสิ่งที่จะเป็นประโยชน์ พร้อมกันนั้นมันก็มีอีกหน้าหนึ่งของเหรียญ เหรียญมันมีสองด้าน หน้าหนึ่งเราปฏิวัติปฏิรูปไป อีกหน้าหนึ่งก็คือวิกฤต ที่จริงก็คือมันมีเกิดกับตาย มันมีความเกิดขึ้นแล้วก็มีความเสื่อมไป สองหน้าสองด้าน มีวิกฤตกับมีปฏิวัติ ตามที่เขาใช้ศัพท์ของเขา นั่นนะ สรุปแล้วก็มีความเกิดขึ้น มีความเสื่อมไป มีสองด้านเสมอ เราจะต้องดูว่าสิ่งที่มันทำลายให้เสื่อม เกี่ยวกับความเสื่อมนั่นมันอะไร เราต้องหลีกเว้น เราต้องพยายามให้เกิดน้อย มันห้ามไม่ให้เกิดทีเดียว ไม่ได้หรอก มันเกิดมันเป็นเรื่องของสัจจะในโลก เกิดขึ้นตั้งอยู่เสื่อมไป มันก็มีเหตุแห่งความ เสื่อม แล้วก็มีเหตุแห่งความเจริญ เพราะฉะนั้นต้องเรียนรู้เหตุแห่งความเสื่อม แล้วก็เรียนรู้เหตุแห่งความเจริญ ทีนี้คนเรานี่ เป็นปุถุชนนี่ มันรู้จักความเจริญอยู่ เหมือนกัน แต่ไม่ค่อยศึกษาความเสื่อมมากนัก จนกระทั่งนึกว่า เราทำอะไรนี่ เจริญๆขึ้น แต่แท้ที่จริงมันมีสภาพความเสื่อมซ้อนอยู่ในตัว แต่ไม่ค่อยเรียนรู้ มันก็เลยเผินไม่ค่อยรู้ตัว ไม่ค่อยรู้ทัน และก็ไม่รู้จริง มันซับซ้อนเข้ามากๆ ก็ไม่รู้จริง รู้ผิดๆถูกๆ รู้อย่างหลวมๆ รู้อย่างเลอะๆ เพราะฉะนั้นเราจะต้องมาศึกษาให้รู้จริงรู้แจ้ง รู้รอบรู้ทะลุ รู้ครบรู้สมบูรณ์ เราถือว่าพระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสรู้นี่ รู้สมบูรณ์รู้ครบ รู้แจ้งรู้จริงรู้รอบ เมื่อเราเกิดมาเป็นปุถุชนนานเข้า มันก็จะต้องมาเรียนรู้เหตุที่ทำให้เสื่อม ความเสื่อมหรือเหตุที่ทำให้เสื่อม ความเจริญก็เรียนนะ แล้วก็ทำให้เจริญขึ้น โดยเฉพาะความเสื่อม และเหตุแห่งความเสื่อม ต้องรู้ให้เร็ว รู้ก่อน แล้วเลิกละมา หยุดให้ได้ นี่เป็นหลักใหญ่ๆ ในตัวคนก็มีตัวเหตุใหญ่ที่มันไม่รู้นั่นแหละ เรียกว่าอวิชชา ตัวไม่รู้จริงไม่รู้แจ้งไม่รู้จบไม่รู้ พยายามศึกษามาแล้วก็จะค่อยเข้าใจ แม้แต่สิ่งที่เป็นวัตถุนอก เป็นพฤติกรรมนอก พฤติกรรมมนุษย์ท่าทีลีลาอะไรก็แล้วแต่นี่ เขาทำเป็นแบบเป็นอย่าง เป็นอะไรต่ออะไรอยู่ แม้แต่ท่าทีของอันธพาล ชีวิตอย่างอันธพาล ชีวิตอย่างคนหยาบ คนเลว คนชั่ว คนก็ยังนิยมกันอยู่ ทุกวันนี้เขาก็ยังเลียนแบบเอาอย่างหาวิธีให้เป็นอันธพาลเป็นคนเลวอย่างนั้นอย่างนี้ไม่หยุดหย่อน เมื่อเรารู้ชัดแล้วหยาบๆเราก็เลิก นอกจากอย่างนั้นแล้วยังมีสภาพซับซ้อน สภาพที่เป็นมุมกลับ ที่ภาษาโลกาภิวัฒน์ที่เขาเขียนมานี่ เขารวมความ รวมคำใหญ่เลย ภาษาหนึ่ง พวกเราจะจำได้หรือไม่ก็ไม่ทราบ เรียกว่าสงครามเย็น ภาษาในบทความนั้น เขาพยายามวิเคราะห์ออกมา เขาก็พอรู้อะไรบ้าง แต่อาตมาเชื่อว่าเขายังไม่ชัด สงครามเย็นนี่ มันประกอบไปด้วยวิญญาณ วิญญาณผู้รู้ มันรู้นะว่าอะไรดี อะไรชั่ว เขาก็พยายามหลอกกระทำ หน้าฉากนี่ดี แต่เบื้องลึกนั่นเขาไม่รู้จิตวิญ ญาณ ไม่รู้จักตัวปฏิกิริยา ตัวบทบาทของจิต คนซึ่งมันมีความโลภเป็นเจ้าเรือน มีความเห็นแก่ตัว มีความรุนแรงเลวร้าย มีตัวโลภ โกรธ มีโลภมูล มีโทสมูลเป็น เจ้าเรือน เป็นอำนาจใหญ่อยู่ใต้ก้นบึ้งของจิตวิญญาณ แล้วมันทำงาน มันจะทำอย่างไรถึงจะโลภเอามาให้แก่ตัว จะเอาเปรียบเอารัด มันจะเป็นใหญ่ ตามที่มัน ต้องการ โลกมันสอนกันมาแล้ว ว่าควรจะอยากได้อะไร อยากได้อะไร มันก็ไม่รู้ หรอก มันจะเอามาให้ตัวเองให้ได้ แล้วมันทำงาน ใต้ก้นบึ้งของจิตมันทำงาน ร้าย แรงก็คือการทำลาย เอาชนะคะคานคนอื่น เป็นใหญ่กว่าคนอื่น รวยกว่าคนอื่นหรือทำร้ายคนอื่นได้ดังใจ โทสมูลมันมีอยู่จริง อยู่ใต้ก้นบึ้งของจิต มันก็ทำงาน แต่พร้อมกันนั้นหน้าฉากก็รู้ว่าดีคืออะไร น่ายกย่องสรรเสริญคืออะไร คือเสียสละคือเมตตา คือช่วยเหลือเกื้อกูล กตัญญูกตเวทีอะไรต่างๆนานา ซึ่งเป็นกุศล รู้หมดนะ รู้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงใช้หน้าฉากเป็นอย่างนั้น จนกระทั่งถึงระดับโลก เป็นประเทศมหาอำนาจ เขาก็จะพยายามทำเป็นใหญ่ เอื้อเฟื้อเกื้อกูลช่วยเหลือประเทศเล็กประเทศน้อย จะไปตีรันฟันแทงบุกบั่นเหมือนกับล่าอาณานิคม สมัยจอมเจ็งกีสข่าน อย่างสมัยดึกดำบรรพ์ ก็รู้อยู่แล้วมันไม่ดีมันไม่งามหรอก ใช้อำนาจบาตรใหญ่ไปปล้น ไปฆ่าไปแทง ไปเอาอำนาจ ความสามารถชนะเขาอย่าง วิธีนั้น ไปทำเอามันไม่งาม เขาก็รู้แล้ว ก็เลยใช้เป็นอำนาจซ่อนชั้นเชิงช่วยเหลือเกื้อกูลทางเศรษฐกิจ ทางการเมือง ทางอะไรต่ออะไรต่างๆนานา แล้วก็แพร่ จนกระทั่งแม้ในระดับวัฒนธรรม แพร่วัฒนธรรม แพร่เพื่อกลบกลืน เพื่อยึดครองเป็นเจ้าอำนาจ เขาก็ทำวิธีนี้มาเรื่อย จนกลายเป็นภาวะซับซ้อน ดูเหมือนดีในหน้าฉาก แต่ร้ายแรง เพื่อที่จะทำให้อันอื่นตกอยู่ใต้ภาวะเป็นข้าทาสเป็นบริวาร จึงเรียกอันนี้ว่า สงครามเย็น ทำกันอยู่ตั้งแต่ในระดับหมู่กลุ่มเล็กน้อย จนกระทั่ง ถึงระดับโลกอย่างที่กล่าวนี่ ทำกันอยู่ สงครามเย็นที่มันสะสมกิเลส หรือสั่งสมความที่จะต้องเอาแต่ใจตัว ตัวกูของกูมันใหญ่เข้า คนที่ถูกกดดันมันก็มีภาวะแห่งอิสรภาพเสรีภาพ มันไม่ต้องการ เป็นทาสหรอกมนุษย์น่ะ สัตว์เดรัจฉานมันก็ยังไม่ต้องการเป็นทาสเลย แล้วทำไมมนุษย์ถึงจะไปอยากเป็นทาส รู้อยู่นี่ ทีนี้เขารู้ตัวนี่ เขาถูกกดดันเอาเปรียบเอารัดมากเกินไปก็ต้องดิ้นรน สักวันหนึ่งก็ต้องต่อสู้ มันไม่ยอม ก็เรียกว่าถึงขั้นระเบิดเพราะฉะนั้นวิธีการแม้กระทั่งทางทุนนิยม ทางเรื่องเศรษฐกิจ ทางด้านเอาเปรียบ เอารัด มันก็มีภาวะถึงขั้นระเบิด ถึงขั้นไม่ยอม เขาจะทำวิธีไหนก็แล้วแต่ เมื่อถึงรอบสุดท้ายมันก็ไม่ยอม เมื่อไม่ยอมมันก็ขัดแย้งกัน ทะเลาะวิวาทฆ่าแกงกัน แม้มันไม่มีอะไร มันก็เอามือ เอาร่างกายชีวิตนี่แหละไปต่อสู้กัน วิธีการของทุนนิยมนี่ มีคนจำนวนมากเป็นคนจนแล้วถูกเอาเปรียบนี่มีมาก เพราะฉะนั้นปริมาณของคนมาก คนร่ำรวยจะมีฤทธิ์มีเดชมีอำนาจก็ตาม แต่มันจำนวนน้อย เพราะฉะนั้นมันก็พอสู้กัน เพราะฉะนั้นสงครามก็เกิด จะอย่างไรมันก็เป็นสงครามได้ แม้จะไม่มีอำนาจ ไม่มีวัตถุ ไม่มีปืน ไม่มีผา ไม่มีเครื่องมือ ที่จะไปสู้เขา มันก็เอามวลปริมาณมวลนี่แหละเข้าไปสู้กับคนที่มันมีอำนาจ มีปืนมีมีดมีผาอะไรก็แล้วแต่ มัน เป็นอำนาจเป็นเขี้ยวเป็นเล็บ ที่มันสร้างมาให้เแก่ตนเอง มันก็ยังพอสู้ จำนวนคน มากๆ กับจำนวนคนน้อย ที่มีองค์ประกอบ ที่ช่วยเหลือเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ก็ พอสู้ สู้กันได้นาน เรียกว่าทำลายกันลงไป นี่เป็นเรื่องของอวิชชา เป็นเรื่องของความไม่รู้ทันทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราเป็นลูกพระพุทธเจ้านี่ เราต้องฉลาดเพียงพอที่จะรู้ ที่เอาโลกกว้างๆ อะไรพวกนี้มันก็เกี่ยวเนื่องกับชีวิต จิตวิญญาณ เกี่ยวเนื่องกับมนุษยชาติทั้งนั้นแหละ เป็นเรื่องของคุณธรรม เป็นเรื่องของสารัตถะ ของปัญญาญาณทั้งนั้น ถ้าเรารู้ เราเข้าใจแล้ว มันไม่ได้ต่างกันหรอก เพราะฉะนั้นวิธีการที่นำพาพวกคุณมาประพฤติปฏิบัตินี่ หลายอย่างยังไม่สาธยาย และพวกเราก็ไม่มีชีวิตที่จะไปร้ายแรงถึงขนาดนั้น แต่กำลังเดินทางไป ทีนี้ให้พวกเราได้รู้ตัวก่อน ก็ไม่ต้องไปแล้ว ไม่ไปเป็นนายทุน ไม่ไปเป็นนายเจ้าอำนาจ ไปเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรอย่างโน้น เราก็มากันทางนี้ ก็เห็นประโยชน์คุณค่าของชีวิต เข้าใจกันได้พอสมควร มาถึงนี่แล้วก็ดีแล้วละ แต่ทีนี้เราก็ต้องขยายกันขึ้นไปเป็นกลุ่มเป็นก้อน เป็นมวล เป็นรูปแบบ เป็นอำนาจ เพื่อที่จะให้เขาเห็นว่าคนของเราเป็นอยู่อย่างนี้ก็เป็นการรวม มีจารีตประเพณี มีวัฒนธรรม มีระบบเศรษฐกิจ ระบบการเมือง ระบบของสังคมอย่างหนึ่ง แต่อย่างไหนมันยังตอบสุดท้ายไม่ได้หรอก อาตมากำลังพาให้มันมีรูปแบบของกฎระเบียบ วินัย หลักการ มีหมดแหละ มีศีลและมีวินัยนั่นแหละ มีกฎระเบียบ มีวินัย มีหลักการมีอะไรที่เราใช้กันอยู่ในพวกเรา จนกระทั่งเป็นหลักนิติศาสตร์ เป็นหลักนิติกรรม ของมนุษย์ เป็นเศรษฐศาสตร์ เป็นรัฐศาสตร์ของมนุษย์ หรือเป็นสังคมศาสตร์ที่รวมเอาไว้หมดทุกอย่าง ที่เราจะอยู่กันอย่างเป็นสุข มีหลักอะไร เป็นสุข เคารพหลักอิสรเสรีภาพ เข้าใจสภาพของภราดรภาพ ก็จะมาอยู่อย่างภราดรจริงๆ ให้เป็นพี่เป็นน้อง เป็นพี่เป็นน้อง ขยายความอย่างไร อาตมาก็ขยายให้ฟัง เราพยายามช่วยเหลือเกื้อกูล พี่งพาเกิดแก่เจ็บตายกันได้ มีน้ำใจจริงๆ เห็นแก่กันและกัน รู้จักทุกข์ยากของคน แล้วก็เสียสละช่วยเหลือเฟือฟาย อุ้มชูดูแลให้จริงๆ จนกระทั่งอยู่กันอย่างสังคมสันติภาพ สงบเรียบร้อย ราบรื่นง่ายงาม อยู่กันอย่างอบอุ่น อยู่กันอย่างสบาย และก็มีสมรรถภาพ มีความขยันหมั่นเพียร มีความสามารถ มีความรู้ สามารถผลิด สามารถสร้าง รู้จักสิ่งเสีย รู้จักสิ่งดี รู้วิธีการทำลายสิ่งเสีย รู้จักวิธีการสรรสร้างสิ่งดีอะไรอย่างนี้ เป็นต้น สรุปง่ายๆ รู้จักอะไรบกพร่องแล้วจะบูรณะ จะต้องทำให้มันเต็ม ให้มันครบ ให้มันสมบูรณ์ ให้มันสมดุล เป็นบูรณภาพ ทำให้สมดุลสมบูรณ์อยู่ทุกอย่าง ไม่ว่ารูป ไม่ว่านาม ไม่ว่าวัตถุ ไม่ว่าจิตวิญญาณ เราก็จะเข้าใจครบรอบ เราก็จะพยายามกระทำ ที่นี่อยากจะให้พวกเราใช้หลัก 4 คำ เขียนติดไว้เลย ต้องมี motto หรือว่ามีโศลก หรือมีสุภาษิตชีวิต มีหลักมีชีวิตอะไร อาตมาตั้งไว้มากมายแล้วก็ใช้กันมาเรื่อยๆ ที่นั่นที่นี่ ก็ตราอันนั้นอันนี้ขึ้นไว้ ให้เราได้สำคัญนะ และเราจะต้อง พยายามเข้าใจความหมายของอันนั้น และเน้นอันนั้น ที่ตั้งขึ้นนี่ก็เพื่อเน้น แต่ก็ไม่ ได้หมายความว่า บทที่อื่นที่เคยพูดมาเยอะแยะ ตั้งเอาไว้ทื่อื่นนั้นไม่ใช้ ใช้เหมือนกันหมดแหละ ใช้ แต่ว่าที่นี่ เมื่อมาเริ่มที่นี่ก็อยากจะให้คำนึงถึงอันนี้ให้มากหน่อย "ซื่อสัตย์ ขยัน สามัคคี มีวินัย" 4 คำ ซื่อสัตย์ ขยัน สามัคคี มีวินัย ก็เข้าใจทุกคำแหละ เพราะฉะนั้นใครมีปัญญามากมายแค่ไหน ว่าซื่อสัตย์คืออะไร ถ้าเรายังไม่ซื่อสัตย์ ทำเข้าให้จริง ขยัน ความหมายมันว่าอะไร ถ้าเราเองเรายังบกพร่องไม่ขยันจริง ก็ฝึกฝนตนเองให้ขยัน สามัคคี มีความหมายว่าอย่างไร เราก็พอเข้าใจทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อไม่เกิดสามัคคีขึ้นเมื่อใด จงพยายามตรวจที่ตนเอง ทำที่ตนเอง แก้ไขที่ตนเอง ความสามัคคีหรือสมานัตตตา ความสมัครสมาน ตัวร้ายที่สุดก็คืออัตตามานะ ความเห็นแก่ความคิดจะเอาแต่ใจตัว แม้ถูกต้อง เราก็ควรจะต้องเห็นใจผู้อื่นบ้าง ยืดหยุ่นได้ ลดหย่อนได้ อนุโลมกันได้บ้าง แม้จะถูกต้อง ฟังอีกทีหนึ่ง แม้เราจะแน่ชัด ต่อให้เป็นสัจจะความจริงเลยว่า คุณถูกต้อง เราอยู่กับหมู่มวลนี่ ต้องคำนึงถึงผู้อื่นให้มาก แต่ก็ไม่ใช่หย่อนยานจนกระทั่งว่าเราอนุโลมอย่างนี้ไปแล้ว เราก็มีปัญญาปฏิภาณรู้อยู่ว่า เราอนุโลมไปแล้ว มันจะเสียหายจะพัง เราก็จะต้องพยายาม มีความเฉลียวฉลาด หรือถ้าสามารถจะดึงไว้ได้ ก็ต้องดึงไว้ไม่ให้มันพังมันเสียหาย เพราะรู้อยู่ชัดเจน ก็ต้องพยายามหาเหตุหาผล หาหลักฐานหาอะไรยืนยันมาอ้างอิง เพื่อให้เห็นให้ได้ว่ามันพังจริงๆนะอย่างนั้น มันทำลายจริงๆน่ะ นี่ก็คือความฉลาดที่แท้จริง คนเราไม่ค่อยรู้ตัวเท่าไหร่หรอก อัตตามานะนี่ ไม่ค่อยรู้ตัวว่าเราเองนี่อยากจะเอาตามใจตัว มันเป็นเจ้าอำนาจบาตรใหญ่ ไม่ค่อยรู้ตัว เพราะฉะนั้นจุดนี้แหละ พวกเรานี่ ได้ดีมาเยอะพอสมควรแล้ว แต่ตัวนี้มันยากที่จะรู้ตัว ยากที่จะรู้ตัว เมื่อไม่ชอบใจตามที่ตัวเองอุปาทานยึดถือไว้แล้ว จะไม่ชอบใจขึ้นมาทีเดียว ถ้าแก้ไขตัวนี้ได้ดีนะ พวกเราจะเป็นพลังรวมที่ดีมากขึ้นมหาศาลเลย เพราะฉะนั้นอยากจะให้เราเข้าใจตัวนี้ให้ดีๆ สามัคคีนี่ เราจะสรรสร้างความสามัคคีขึ้นมาให้ดีให้มากๆ สามัคคีจะดีได้มาก ก็คือต้องเคารพวินัย เชื่อฟัง มีวินัย มีหลักเกณฑ์ หลักเกณฑ์ก็คือ มติที่ประชุม เรียกว่าหลักเกณฑ์ชั่วคราว เพราะฉะนั้นบางทีบางอย่างนี่ เรามีหลักเกณฑ์หลักเรียกว่า กฎหลัก วินัยหลัก หลักของนิติศาสตร์ แต่แม้มีหลักในนิติศาสตร์ก็ตาม รัฐศาสตร์นี่เขาจะเอามาประชุม เอามาปรึกษาหารือกัน แล้วก็เอาข้อมูลต่างๆ มันมีข้อมูลใหม่ มีองค์ประกอบใหม่ มีอะไรต่างๆ นานา มันจะเกิดขึ้นมาผสมผสานอยู่ได้ เราก็เอาข้อมูลหลักฐานต่างๆเหล่านั้นเข้ามาพิจารณาวินิจฉัย แล้วอาจจะต้องอนุโลมในหลักวินัย หรือเรียกว่าหลักนิติ ศาสตร์นี่บ้าง รัฐศาสตร์ก็จะต้องเรียนรู้วิธีนี้ เพราะฉะนั้นบางครั้งบางคราวนี่ มันประกอบไปด้วยจิตวิญญาณ มันประกอบไปด้วยองค์ประกอบอะไรต่างๆ ขึ้นมาใหม่ จะต้องเอาข้อมูลเหล่านั้นมาร่วมวินิจฉัย เมื่อวินิจฉัยแล้ว บางอย่างนี่ ทำไม่ตรงตามวินัย หรือตามนิติกรรม นิติศาสตร์ หรือกฎหมาย หรือหลักเกณฑ์นั้น ทีเดียวหรอก หาอะไรกลบๆ หรือว่าหาอะไรเป็นเหตุผล ที่จะเข้าใจจากสาระสัจจะ ของมัน มันมีสาระสัจะของมัน คนเรานี่มีปัญญา มีความเฉลียวฉลาดพอที่จะรู้สัจจะความจริงตรงนี้ เพราะฉะนั้นเมื่อสัจจะความจริงตรงนี้ มันมีเหตุปัจจัยเข้ามาประกอบข้อมูลผสมอยู่นี่ จำเป็นที่จะต้องอนุโลมอะไรนี่ จึงต้องอนุโลม ถึงเรียกว่าหลักรัฐศาสตร์ มันมีอยู่จริงๆเลย และเป็นหลักชั่วคราว บางทีมันไม่ถาวร แต่เพราะว่าอนุโลมอย่างนั้นไปแล้ว บางทีหลักชั่วคราวที่อนุโลมไปนั่นละ อาจจะเป็นตัวที่ถูกต้องกว่า ต่อไปๆจะเห็นว่าอย่างนี้ดีกว่า ก็จะต้องเข้ามาประชุมแก้ไขวินัย หรือแก้ไขกฎหมายหรือแก้ไขหลักเกณฑ์เก่า เพราะว่าหลักเกณฑ์เก่านั้น เอาไปเอามาแล้วอันนี้มันถูกต้องกว่า เพราะได้อนุโลม ได้พิสูจน์ไป จริงๆแล้วมันดีกว่าเป็นแน่ จึงต้องเอาความจริงที่ได้ใหม่มาเป็นเหตุ มาเป็นปัจจัย มาเป็นเหตุผล มาเป็นข้อมูลยืนยันว่าต้องแก้แล้วละ หลักเก่าวินัยเก่านี่ ต้องแก้แล้ว กฎหมายเก่านี่ต้องแก้แล้ว อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็คือการพัฒนา เพราะฉะนั้นดันทุรังอนุรักษ์นิยม ยืนหยัดยืนยันโบร่ำโบราณอยู่ไม่ได้ แต่เราก็ต้องยืนหยัดวินัย กฎหลัก จุดหลักใหญ่ๆก่อน เพราะฉะนั้นหลักวินัยจรอย่าง ที่พูดแล้ว ก็คือมติที่ประชุม ที่เราจะต้องอภิปรายกันแล้วจะต้องวินิจฉัยกัน จนกระ ทั่งอนุโลมอันนี้ก่อน นั่นแหละเรียกว่า วินัยจร คือกฎหมายจร เอา ใช้ภาษาเรียก ง่ายๆ มีหลักอนุโลมไป หรืออาจจะไม่ตรงตามวินัยเก่า หลักเก่า กฎหมายเก่าที เดียวนัก อาจจะเพี้ยนๆ หน่อยๆ แต่ก็ต้องยอมเพราะเนื้อหาแท้ ยกตัวอย่างปัจจุบันที่สุด ที่ศีรษะอโศก จะต้องสร้างอาคารขึ้นไปในสถานที่ ในพุทธสถาน เนื้อที่เดิมที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้เป็นเนื้อที่สาธารณะ เป็นป่าสาธารณะ เราก็มาใช้ประโยชน์ พยายามที่จะให้เป็นประโยชน์แก่มนุษยชาติ ใช้ให้เป็นประ โยชน์และเราก็ไม่ได้ทำลายต้นไม้ เราก็บูรณะอยู่ตามสมควรแล้ว เราก็อาศัยใช้ประโยชน์เป็นที่อาศัย ให้มนุษยชาติได้พัฒนา ได้มีประโยชน์ต่อผู้อื่นมากขึ้นตามที่เราเข้าใจแล้ว ก็ทำขึ้นมา ซึ่งอาตมาก็เห็นว่าเจริญดีและคนอื่นก็ยอมรับ ทีนี้มาถึงวาระวันนี้ตอนนี้แล้ว เราก็จะสร้างอาคารซึ่งได้ประกาศไปแล้ว จะสร้างศาลาวิหารเป็นอาคารขึ้น เป็นถาวรหน่อย ความจริงโดยหลักกฎหมาย ในที่สาธารณะสร้างอาคารถาวรขึ้นไปผิดกฎหมาย ก็มีนักรัฐศาสตร์ หรือนักนิติศาสตร์อยู่เหมือนกัน ประท้วง เราก็พูดกันวิจัยกัน ตอนสุดท้าย นักรัฐศาสตร์สองคนชัดๆก็คือ นาย อำเภอโดยตรงเลย สมประสงค์ (พ่อกิ่งแก้ว) เป็นนายอำเภอ สองก็คือพันตำรวจโทรุ่งโรจน์ จบรัฐศาสตร์มาจากจุฬาฯ โดยตรง ได้ไปทำงานตำรวจก็ตาม ก็มีหลักรัฐศาสตร์ ก็ท้วงขึ้นมาหน่อยหนึ่งว่า จะสร้างอาคารลงไปนี่จะดีไหม เดี๋ยวเขาจะหาว่าบุกรุกที่สาธารณะนะ ตามหลักกฎหมายนี่จริง แต่นั่นแหละคุณรุ่งโรจน์ก็ดี คุณสมประสงค์ก็ดี อาตมาก็เข้าใจพวกนี้ ก็เห็นว่า พวกเรานี่ โดยสุจริตเราเข้าใจกันหมดว่าเราทำนี่ เพื่อประโยชน์สร้างสรรน่ะ เราไม่ได้ทำเพื่อส่วนตัวหรือเพื่อที่จะมาทำแบบทุนนิยม มาบุกรุกสถานที่เหล่านี้ มันเป็นหลักการของโลก ก็คือหลักถือกรรมสิทธิ์เท่านั้นเอง หลักถือกรรมสิทธิ์มันไม่สมบูรณ์เท่านั้นเอง แต่โดยพฤตินัยแล้วเราทำเป็นคุณงามความดีทั้งนั้น เรากระทำเราประพฤติอยู่นี่เป็นคุณงามความดีทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้ปฏิเสธไม่ได้หรอก แม้เราจะทำสิ่งนี้ลงไป มันก็ไม่ได้เพื่อส่วนตัวส่วนตน สร้างอำนาจบาตรใหญ่ หรือว่าทำลาย ทำความเสียหายอะไรเลย ไม่มี แต่มันจะแย้งๆกับหลักนิติศาสตร์ มันจะแย้งอยู่กับหลักวินัยหรือหลักกฎระเบียบ ถ้าเรียกถึงขั้นสูงๆ ก็กฎหมายอยู่ แต่เมื่อเราเข้าใจแล้วในลักษณะรัฐศาสตร์ต้องอนุโลมนะ คุณรุ่งโรจน์เป็นนักรัฐศาสตร์ คุณสมประสงค์เป็นนักรัฐศาสตร์ ก็ต้องยอมอนุโลม ต้องเข้าใจว่า เออ! อันนี้ทำไปเถอะ พยายามป้องกันอย่าให้มันเกิดการปะทะ แม้ที่สุด คุณรุ่งโรจน์ก็ยังท้วงไว้หน่อยเลยว่า จะ ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือน เกิดปฏิกิริยาต่อต้าน สุดท้ายพอประ ชุมแล้วเสร็จ ว่าเราทำแน่ และเราก็จะสร้างพอสมควร เรามีเครื่องไม้เครื่องมือเครื่องกลหนัก แม้แต่คำว่าเครื่องกลหนัก คุณรุ่งโรจน์ก็ยังบอกไว้ว่าถ้าเราจะเอาเครื่องกลหนักเข้ามานี่จะรู้สึก มันจะเป็นบทบาทคืบคลานนะ ทีนี้ พวกที่ถือพุทธตรงกันข้ามนี่ ก็มีปฏิภาณประท้วงได้ว่า นี่ใช้เครื่องกลหนักมาบุกรุกป่าสาธารณะมันก็เกิดเรื่องขึ้นได้ อันนี้ต้อง sensitive ต้องละเอียดลออนะ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไร ก็ค่อยๆหยั่งเสียง ค่อยๆใช้เครื่องกลหนัก หรือว่าจะเอาไปได้หรือไม่ได้ขนาดไหน ถ้าเสี่ยงเสีย ได้ใช้แรงงานคนนี่แหละ ไม่ต้องใช้เครื่องกลหนัก ก็จะไม่มีปัญหาอะไรมากมายนัก แต่ถ้าเอาเครื่องกลหนักเข้าไปในป่านั่นนะ เขาจะถือเป็นข้อที่จะเอาจุดนี้แหละที่มันมีตรงนิดๆหน่อยๆนี่แหละจริงๆ มันก็มีส่วนที่เราเถียงเขายาก เพราะหลักกฎหมายยังไม่ได้แก้ อันนี้เป็นต้น นี่แหละเป็นความซับซ้อนของการพัฒนา ที่เราจะต้องฉลาดว่าเราจะต้องอนุโลมเท่าใด ทำขนาดไหน อย่างนี้เป็นต้น พวกนี้เป็นเรื่องของในโลกมีวินัย มีหลักวินัย ก็ขอให้พวกเราระลึกถึงวินัยอันนี้ด้วย และพร้อมกันนั้น มันก็จะเกิดสภาพซื่อสัตย์ ขยัน ซึ่งเป็นตัวบุกเบิก ซื่อสัตย์ ขยัน เราขยันเราก็ต้องพยายามสร้างสรรและซื่อสัตย์ และพวกเราก็จะต้องพยายามปรึกษาหารือกัน สามัคคี โอนอ่อนแล้ววินิจฉัย ใช้หลายๆหัวรวมกัน วินัยเราก็พยายามรู้ อนุโลมเราก็รู้ว่าควรจะอนุโลมแล้วหรือยัง อนุโลมแล้วเราจะต้องใช้ขนาดไหน พฤติกรรมขนาดไหน จะต้องใช้พฤติกรรมขนาดไหนจึงจะได้ผลดี ไม่เกิดปฏิกิริยา ไม่เกิดการประท้วงต่อต้าน ไม่เกิดการทะเลาะวิวาท แม้แต่ผู้อื่น ฝ่ายตรงกันข้าม เขาก็จ้อง อยู่ มันมีอยู่ในโลก ในสังคมห้ามไม่ได้ ความเฉลียวฉลาดอย่างที่กล่าวนี้แหละ มันจะทำให้พวกเราราบรื่นเรียบร้อย ดำเนินไปสะดวก ไปดี และค่อยๆเป็นไปได้ ต้องยืดหยุ่น หรือจะต้องแข็งขืน เท่าที่เราจะแข็งขืนได้ โดยไม่เกิดความลำบากทะเลาะวิวาท เป็นเรื่องเป็นราว ทำร้ายทำลายอะไรกันขึ้น ก็อยากจะให้พวกเราได้เรียนรู้แล้วก็ปรับตัวปรับใจ เกิดความเฉลียวฉลาดขึ้น ที่พูดให้ฟังนี่ ก็คือให้เฉลียวฉลาดนี่แหละ ให้รู้ขึ้นมา ก็จะทำอะไรไปได้เรื่อยๆ สำคัญนะ ทีนี้ ที่ราชธานีอโศกนี่ อยู่อุบลราชธานี เราเกี่ยวเนื่องกับศาสนานะ โดยชูศาสนาเป็นหลัก และก็พุทธศาสนาด้วย อโศกเรานี่ แม้เราจะยืนยันว่าเป็นพุทธ ศาสนา คนทั่วไปเขาก็ยังไม่เชื่อ ยังไม่มั่นใจ ยังไม่แน่ใจ เขายังเชื่อศาสนาพุทธ กระแสหลักมากกว่าอยู่ ทุกวันนี้เราต้องเข้าใจอันนี้ให้ถูกนะ อย่างของเรานี่เราว่าดีว่าถูกกว่ายังไงก็เรื่องของเรา คนอื่นเขายังไม่เขื่อว่าเราถูกกว่าหรอก เขายังเชื่อว่ากระแสหลักถูกกว่า หรือในกระแสหลักก็ยังมีขั้นตอนที่ถูกที่ดี ที่เขานิยมชมชื่น หรือจำกัดพื้นที่ขึ้นมาในจังหวัดอุบลฯนี่ โดยเฉพาะอยู่ตรงนี้ วารินนี่ กระแสหลักของศาสนาพุทธที่มี good will มี favour อยู่ มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ มีที่ยอมรับนับถืออยู่ กลุ่มไหนสำนักไหนล่ะ วัดหนองป่าพง หลวงพ่อชา อาตมาก็เคยยอมรับนับถือว่า หลวงพ่อชานี่เป็นอาริยะ เดี๋ยวนี้ก็ยังนับถืออยู่ มีหลายอย่างที่เข้าร่อง เข้ารอย ดีมาก เป็นหลักก่อนได้ เขาจะยังไม่เข้าใจเรา เขายังนับถืออาจารย์ชาไว้ก่อนดี บอกก็ได้ว่า อาตมาเชื่อ อาตมาเข้าใจกว่าหลวงพ่อชา ก็เป็นเรื่องของอาตมา อาตมาพูดอย่างนี้ไปอวดอ้างไม่ได้หรอก แต่ความจริงมันก็คือความจริง พวกคุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม คุณเชื่อว่า หลวงพ่อชาเข้าใจมากกว่าอาตมา หรือว่าอาตมาเข้าใจมากกว่าหลวงพ่อชา ก็เป็นเรื่องของแต่ละคน เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องรู้ว่าคนในส่วนที่นี่ พื้นภูมินี้ หรือจะที่อื่นก็ตาม เขาก็ต้องเชื่อมั่นในหลวงพ่อชามากกว่า ระบบระเบียบ พฤติกรรม จารีตประเพณี วินัยอะไรต่างๆนานา วัฒนธรรมต่างๆอย่างหลวงพ่อชา เขาก็ชอบ ทีนี้อย่างเรานี่ทำงานมากกว่ากลุ่มของหลวงพ่อชาแน่นอน เอางานนำหน้ามากกว่า แน่นอน หลวงพ่อชาลำเอียงไปข้างฝ่ายที่ใช้ ต้องมีเป็นความฤาษีบ้านด้วย ฤาษีกรุงด้วย ของหลวงพ่อชามี 2 อย่างปนกัน ฤาษีกรุงก็อย่างสายท่านพุทธทาส ในสำนักหลวงพ่อชาเอามาใช้เยอะเชียว ฤาษีกรุงอย่างสายท่านพุทธทาส ฤาษีป่าอย่างสายท่านอ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive