310600 การเมืองของอริยะ ตอนที่ 1 โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
310600 การเมืองของอาริยะตอนที่ 1 โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก
การเมืองของอาริยะ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2531 ณ พุทธสถานสันติอโศก
เหตุการณ์มันเร็ว ซึ่งอาตมาก็บอกพวกเราแล้วว่า อาตมาเองก็ตั้งหลักแทบไม่ทัน เพราะว่าอาตมานี้จะไม่บรรยายรัฐศาสตร์ หรือจะยังไม่ให้ความรู้ทางด้านรัฐศาสตร์แก่พวกเรา หรือให้พวกเราลงไปทำกิจของรัฐศาสตร์ หรือการเมืองนี่ มีประปรายมาเรื่อยๆเท่านั้น แล้วก็ไม่ให้เน้น และอาตมาก็ไม่ได้เน้นเรื่องรัฐศาสตร์ หรือว่าไม่ได้เน้นเรื่องการเมืองมา เพราะอาตมารู้ดีว่าคนไทยเราหรือแม้แต่ต่างประเทศก็ตาม ยิ่งโดยเฉพาะศาสนาพุทธที่เพี้ยนแล้ว อยู่ในเมืองไทยเนี่ย เป็นศาสนาพุทธที่เชื่อว่าการบรรลุธรรมนั้นคือนั่งหลับหูหลับตา ไม่ใส่ใจ หลับไม่รู้ คู้ไม่เห็น บ้านเมืองจะเป็นอย่างไร ประชาชนจะเป็นอย่างไร เราหลุดพ้นหมายความว่า เราไม่เอาอ่าว เราไม่ยุ่ง ใครจะขึ้นสวรรค์-ลงนรกอะไร ฉันก็ไม่ยุ่ง ศาสนาพุทธในเมืองไทยเราเข้าใจกันอย่างนั้นแล้วจริงๆ คิดว่ามันเป็นแบบฤาษี เป็นแบบคนที่ปฏิบัติธรรมแล้วจะต้องไปนั่งหลับหูหลับตาอยู่ป่าโน่น ออกป่า เขา ถ้ำ ซึ่งอาตมาก็เคยอธิบายมาแล้วว่า มันไม่ใช่นะ พวกเราชาวพุทธ พวกเราชาวอโศกเนี่ยจะรู้ดี อาตมาก็พยายามอธิบายมาเรื่อยๆนะ ว่ามันไม่ใช่นะ อันนั้นมันฤาษี พุทธของพระพุทธเจ้านั้นเข้าเมือง หลักฐานมีพร้อม ยิ่งเป็นผู้บรรลุธรรมเท่าไร ยิ่งเข้าเมืองเท่านั้น คนที่จะออกป่า ออกเขา ออกถ้ำไปบ้างนั้นน่ะ ในลัทธิพุทธนะ ในศาสนาพุทธ จะออกไปบ้างนั้น เพื่อไปศึกษาชั่วคราวเหมือนเข้าห้องแล็ป ออกจากห้องแล็ปแล้ว มันก็ไม่ต้องเข้าห้องแล็ปอีก ไปทดลอง ไปพิสูจน์ให้จบ พิสูจน์จบแล้ว ก็ไม่ต้องไปเข้าห้องนั้นอีก เท่านั้นเอง ไปออกป่า ออกเขา ออกถ้ำ สำหรับ
อ่านต่อ
บางคน บางคนไม่ออกด้วย เยอะไปเลย ผู้ที่บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ไม่ต้องออกป่านะ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าที่เป็นพระอรหันต์ 60 องค์แรกน่ะ ตั้งแต่พระยสะ เพื่อนพระยสะ อีก 54 คน ถ้าใครศึกษาประวัติพระพุทธเจ้ามา ไม่ได้ออกป่าเลยนะ พระยสะเนี่ย คนในระดับ High class นะ ในระดับพวกคนที่เขาถือว่าเป็นพวกชั้นสูง เป็นพวกที่ร่ำรวย เป็นพวกที่ทำตัวหรูหราฟู่ฟ่า อะไรเนี่ย มีศักดินา มียศศักดิ์อะไร ถือชั้นถือสูงอะไรเนี่ย พวกนี้เป็นคนร่ำรวย เป็นคนฐานะชั้นสูง ยสะมานพ กับเพื่อนเขาเนี่ย เป็นพวกร่ำรวย มีปราสาท 3 ฤดู เหมือนอย่างคนบ้านมีแอร์คอนดิชั่น ห้องติดแอร์ คนสมัยนี้นะ มีบ้านสามฤดู ร่ำรวย เศรษฐี ใส่รองเท้าทอง ทองคำแท้ๆนะ เพราะฉะนั้นคนในระดับพระยสะ หรือยสะมานพเนี่ย เพื่อนเขาก็ต้องคน ระดับเดียวกัน เพื่อนเขาอีกนะ เพื่อนสนุกสนานเขาเนี่ย มันก็เพื่อนระดับเดียวกัน คือคนร่ำรวย ฐานะสูง คนพวกนี้มีบารมี เรียนกับพระพุทธเจ้า แป๊บเดียวก็ได้เป็นพระอรหันต์ เสร็จแล้วก็ไม่ต้องเข้าป่าอะไรหรอก มีแต่พระปัญจวัคคีย์นั่นแหละอยู่ป่า บำเพ็ญอยู่ในป่า เป็นพวกฤาษี ปัญจวัคคีย์ พระพุทธเจ้าก็ต้องตามเข้าป่าไปโปรด โปรดเสร็จเอาออกจากป่า พระยสะ เพื่อน พระยสะ เสร็จแล้ว ก็สอนจนกระทั่งเป็นพระอรหันต์ได้ 60 รูป แล้วพระพุทธเจ้าก็ส่งเข้าป่าหรือเปล่า? ส่งเข้าเมือง ไม่ได้ส่งเข้าป่านะคุณ ส่งเข้าเมืองอีก 60 รูปน่ะ ส่งเข้าเมือง "ไป เธอไปสอนคน ไปในนิคมคาม" นิคมภาษาบาลีใช้อย่างนั้น ไปในคามนิคม ไปในเมือง ไป อย่าไปที่ละสองรูป ต้องไปที่ละ แห่งละรูปเท่านั้น ไปสู้เดี่ยวเลยนะ ไปสู้เดี่ยวเลย คนเดียวเดี่ยวๆเลย ว่างั้นเถอะ สู้แหลก เดี่ยวเลย ตายเป็นตาย ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าต้องกล้าหาญอย่างนั้น เดี่ยว ไม่ให้ไปซ้อนแม้สองคน คนที่มีธุลีในดวงตาน้อย คนที่เค้าพอมีปัญญามีบารมี จะได้ฟัง เดี๋ยวเขาจะพลาดโอกาส อันนี้ล่ะ เป็นเรื่องที่อาตมาจะเอามาสนับสนุนให้พวกเราเข้าใจว่า ขณะนี้ สถานการณ์ ของบ้านเมือง สถานการณ์ของสังคม ถึงคราวแล้ว จะว่าเป็นความผิดของอาตมาที่นอนหลับ มัวแต่สอนพวกคุณให้ตื่น อาตมาก็เลยหลับไปด้วย อาตมาไม่ได้มอง ไม่ได้หยั่งญาณว่า เออ! ตอนนี้ เหตุการณ์มันถึงขนาดไหนแล้ว ตอนนี้เหตุการณ์ องค์ประกอบของมันไปถึงระดับใดแล้ว อาตมาก็เลยไปมัวงมโข่งว่า เออ! จะสอนคุณเรื่องเศรษฐศาสตร์นี้ไปก่อน อาตมาก็พยายามจะระดม เรื่องเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์เก็บใส่กระป๋อง แต่อาตมาก็ประกาศหลักรัฐศาสตร์ไว้นานแล้วนะ หลักรัฐศาสตร์นะ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ นี่คือหลักของรัฐศาสตร์ ประเทศชาติที่จะสมบูรณ์ สมบูรณ์ด้วยหลัก 5 ประการนี้ จะต้องมีอิสรเสรีภาพ และต้องเข้าใจ อาตมาสอนแล้ว อิสรเสรีภาพ คืออะไร ก็สอน ไม่ใช่จะทำตามใจตัวเองนะ ทำอะไรได้ตามใจ คืออิสรเสรีภาพ ไอ้นั่นมันอัตตา ไอ้นั่นมันบำเรออัตตาตัวตน มันไม่ใช่อิสรเสรีภาพนะ ก็สอนแล้วนะ ภราดรภาพไม่มีปัญหา เราก็พิสูจน์แล้วสอนแล้ว สันติภาพเราก็มีประมาณหนึ่งแล้ว สมรรถภาพอันนี้แหละสอน อันนี้แหละต่างกันจากศาสนาฤาษี ฤาษีไม่มีสมรรถภาพ มีความสามารถแล้ว แทนที่จะมีความสามารถต่อ กลับนั่งหลับหูหลับตา ไอ้ที่เคยมีฝีมือ มีความสามารถ มีความนึกคิด เฉลียวฉลาดอะไร ซื่อบื้อเติมเอส เข้าไปทุกวันๆ เข้าไปเรื่อยเลย แย่เลยนะ นั่นไม่ใช่พุทธ ทีนี้ อาตมาบอกว่า อาตมานอนหลับไป ก็เพราะว่า อาตมาลืมมองนอก มัวมองแต่หมู่ใน มองแต่หมู่เรา อาตมาก็เลยจะมาเข็นในหมู่เราให้ดีขึ้น ให้เจริญๆขึ้น ให้โต เอ้ ! มันก็โตช้านะ อาตมาก็ไม่กล้าเพิ่มใช่ไหม ? มันโตช้า มันก็ไม่กล้าเพิ่ม เอ้ ! เราจะต้องทำอะไรเพิ่มกว่านี้ ก็ยังน่า พวกเรายังไม่เก่ง คล้ายๆ กับมันถ่อมตนอยู่นะ มันโตช้า มันก็ เอ้ ! ทำไมมันเข็นไม่ขึ้น ตีภวตัณหาก็ไม่ค่อยแตก พวกเราก็ แหม ! จะเอาหลับจะหลบ จะเอารู้ ก็ไม่ค่อยกระดิกกระเดี้ยกันสักที เอ้ ! แอบว่าง พักสบาย เลี่ยง ขี้เกียจ ก็เท่านั้น อะไร อย่างนี้เป็นต้น แต่ก็ขยันหรอก มันยังไม่ถึงใจอาตมา ขยันแค่นี้นะ ก็พยายามอยู่ พวกเราก็ไม่เพิ่ม อาตมาก็มองแต่พวกเรา ลืมมองข้างนอก เสร็จแล้วเหตุการณ์บ้านเมืองข้างนอก อะไรมันก็ตีรุมๆเข้ามา มันมาฉุดเราออกไป ว่าเฮ้ย! มัวแต่นอนหลับไม่ได้นะ ออกมาทำงาน ถึงเวลาแล้ว อาตมาก็ยังงงๆ เอ้! ออกมาทำงานอะไร ถึงเวลาจะต้องตั้งพรรคแล้วเหรอ ถึงเวลาจะดำเนินการทางด้านรัฐกิจแล้วเหรอ อาตมาก็งงๆอยู่นะ ตอนแรก คุณเข้าใจนะ รัฐกิจก็คือออกมาทำงานการเมือง เอ้! ยังน้า ยังน้า อาตมาถึงได้ห้ามพวกเรา อย่าเพิ่งตั้งพรรค อย่าเพิ่งตั้งพรรค อย่าเพิ่งเอ้า อย่าเพิ่งเอา อาตมาก็ห้ามอยู่นั่นหนะ จนจะโกรธกันตาย แต่เสร็จแล้วบอก ไม่ได้ต้องตั้งแล้วพรรค! ต้องเดินแล้ว อาตมาก็ เอ๊! มันยังไงกันแน่ เสร็จแล้วก็อาตมามาได้คิด คุณประพันธ์ศักดิ์มาบอกว่า อ๋อ! สมัยนี้นี่นะ อัตราความเสื่อมของสังคมมันสูง เท่านั้นแหละอาตมาได้ยินหัวข้อ อาตมาก็เข้าใจแล้ว ไม่มีปัญหา อาตมาถึงได้ตื่นมา โอ้! ใช่เรามองแต่เรา เราไม่ได้มองภายนอก เราไม่ได้ไปกำหนดค่าของสังคม เรามากำหนดแต่ค่าของพวกเราว่ามันไม่สูง มันไม่สูง มันเจริญไม่สูง มันเจริญไม่เร็ว ที่ไหนได้ ไอ้พวกมันเสื่อมเร็วๆ เสื่อมต่ำๆๆๆ ไปเลย เราไม่ใหญ่เลย ต้องใหญ่ ฟังออกมั้ย เราไม่สูง เราก็เลยต้องสูง เพราะเราเองนี้นะ เราขึ้นช้าๆ อาตมาก็มัวแต่คุมพวกเราให้สูงขึ้น สูงขึ้น มันก็ไม่ขึ้นสักที อาตมาก็ว่า เอ้! พวกเรามันยังไม่เจริญๆ ที่ไหนได้ ไอ้ที่ตัวมันจะกำหนดความเจริญของเรา มันคือพวกต่ำ พวกสังคมเนี่ย มันเสื่อมวู้บๆ เสื่อมวู้บๆๆ ไอ้เราไม่สูงเลยต้องสูงโดยปริยาย ถึงเวลาแล้วจ้า มาช่วยฉันหน่อย ฉันตกน้ำตายแล้ว สังคมมันร้องเรียกเราแล้ว เราก็บอก เรายังไม่สูง ก็ไม่ได้แล้วตอนนี้ เพราะไอ้คนจะตาย มันจะตายจริงแล้ว คุณสารภาพได้มั้ยหรือคุณตอบได้มั้ย ว่าพวกคุณเนี่ยสบายไปมากแล้ว คุณตอบได้ไหม? คุณสบายไปมากแล้วใช่มั้ย มันก็จริง แต่พวกนี้มันจะตายแล้วน่ะ มันตกลงไป ดำน้ำลงไปไม่รู้กี่ฟุตกี่ฟิตแล้ว เพราะความเสื่อม อัตราของความเสื่อมมันเร็ว มันสูง มันเสื่อมม๊าก มาก มากๆ เราไม่สูงเท่าไหร่นะ เราสูงช้านะ แต่ไอ้นี้อัตรามัน โอ้โฮ! อัตราการก้าวหน้าของความเสื่อมเนี่ย มันมาก เราเลยต้องรีบ ต้องไปช่วยพวกนี้ อาตมาต้องมาถึงบางอ้อว่า โอ้โฮ! เรามัวแต่มองพวกเรา ตรงนี้มันไม่สูงขึ้น แต่เราลืมมองว่าสังคมนี้มัน เราอยู่กับสังคม เราก็จะทำงานกับสังคมจริงๆ แต่เรากลับไปกำหนดค่าของสังคมผิด ความเป็นจริงนั้นมันแย่แล้ว มันเรียกร้อง มันทั้งเรียกร้องเราออกไปแล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาก็ต้องร่ายมนต์ วันนี้แหละ ชาคริยา! ตื่นกันให้หมด อย่ามามัวหลับใหลลุ่มหลงนะ ชาติจะเหลือง ไม่ใช่เหลือง น่ะ นั่นของหลวงวิจิตร หลวงวิจิตรน่ะ บอกชาติจะเหลือง อยู่ไม่ได้ชาติเหลือง ชาติต้องเรืองนะ ชาติจะเรืองดำรงอยู่ได้ ก็เพราะว่าเราต้องตื่นไปช่วยกันน่ะ ศาสนาพุทธอาตมาขอย้ำยืนยัน ไม่ใช่นอนหลับทับสิทธิ์ ไม่ใช่นอนคุดคู้ ไม่ใช่ ไม่รู้ไม่เห็น ว่าบ้านเป็นยังไง เมืองเป็นยังไง คนจะเป็นจะตายเป็นยังไง ไม่ใช่นะ คนจะไปเสียสละกับบ้านเมือง ก็คือคนอย่างพวกเรา ที่ได้ละความโลภ โกรธ หลง ลงไปเนี่ย ลาออกจากงานมา ทำอะไรต่ออะไร ออกมาเนี่ย มันจะต้องไปทำแล้ว อาตมาจะเล่ารัฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ของระดับอาริยะ หรือการเมือง อาตมาแบ่งการเมืองออกเป็น 3 ระดับ 1. การเมืองปุถุชน 2. การเมืองกัลยาณชน 3. การเมืองอาริยชน หรือ อารยชนแท้ ทีนี้ อาตมาจะพูดแต่การเมืองอาริยชน การเมืองปุถุชน ไม่ต้องรู้หรอก เอ๊ย! ไม่ต้องเรียนหรอก คุณเจออยู่ตำตาโครมๆอยู่นั่น มันสืบพันธุ์กัน ดูซินั่นหนะ กระทิงสืบพันธุ์กะแรด แรดสืบพันธุ์กะสิงห์ สิงห์สืบพันธุ์กะเสือ ต่อหัวต่อหางกันอยู่โน่นหนะ เละไปหมดเลย แล้วเป็นระบบ วิธีการหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองเท่านั้น มันไปไม่รอด ไปไม่ได้ การเมืองแบบนี้ มันเน่ามามากแล้วนี่ การเมืองปุถุชน มันไปล่าลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุขเท่านั้น การเมืองกัลยาณชนนี่บอกคร่าวๆ การเมืองกัลยาณชน ก็มีหิริ-โอตตัปปะหน่อยหนึ่ง มีความละอายเกรงใจหน่อย มีมารยาท เออ ! มันก็มีมารยาท ทำเสแสร้งกลบเกลื่อน หาเล่ห์กล เชิงชั้นมา เพื่อที่จะอำพรางให้ตัวเองเป็นผู้ดี เป็นผู้ที่เสียสละจริงนะ เป็นผู้ที่ทำเพื่อคุณนะ ทำเพื่อประชาชนส่วนใหญ่นะ ที่แท้วังก็เกิด เวียงก็เกิด อะไรๆ ก็ร่ำก็รวย มาเป็น ส.ส.ประเดี๋ยว พาร์ตไปเป็นรัฐมนตรี พอเป็นรัฐมนตรี บ้านมี 2 หลัง 3 หลัง ประเดี๋ยวก็มี โอ้โฮ! ข้าทาสบริวาร ซื้อหุ้นต่างประเทศ เข้าหุ้นกับบริษัทโน่นนี่ โอ้โฮ! รวยเละเลย เสร็จแล้วประเดี๋ยวก็เป็นหัวหน้าพรรค นี่คือการเมืองในระดับกัลยาณชนเหมือนกัน สวยนะ ดูสวยนะ แต่ดูสวยเหมือนกับเสียสละจริง ทำดี ทำเก่ง มีความสามารถ และความฉลาด แต่มีหิริ-โอตตัปปะ ก็พราง มีมารยาทมาก มีมารยาทการเมืองเยอะ แล้วคนทั่วไปพื้นฐานนี่ รู้ไม่ทันหรอก ในจำนวนการเมืองกัลยาณชน มีความจริงอยู่บ้าง คนดีจริงมีแซมอยู่บ้าง คือไม่กล้ากินคำโต ไม่กล้ากินคำโต กินพอสมควร แต่ก็ยังชื่อว่า ก็ยังเข้าใจว่า ชีวิตคือโลกียะ ชีวิตคือ ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุข แต่ว่าก็มีเชิงปัญญา ปฏิภาณ รู้เหมือนกันว่า ถ้าโลภมาก ร่ำรวยมาก เอาเปรียบเอารัดมากไม่ดี จิตใจก็ระงับของตนเองพอได้ นี่เรียกว่ากัลยาณชนจริง เมื่อกี้กัลยาณชนปลอม กัลยาณชนจริงก็พอมี แต่มันไม่จริง ตรงที่ว่าไม่ตัดกิเลส พวกคุณรู้ดีว่า ละโลภ โกรธ หลง มันละง่ายนักเหรอ ละโลกธรรม มันละง่ายนักเหรอ พวกคุณเนี่ย รู้ดี ทำจนกระทั่งขนาดนี้นี่ แสนที่จะหมดสงสัยแล้ว ไม่มีวิจิกิจฉาหรอกว่า ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุขนั้น มันโลกีย์ เราจะต้องพ้นความเป็นทาสมันให้ได้ คุณเข้าใจชัดทุกคน แต่ขนาดนั้น ยังล้างมัน โอ้โฮ! ต่องแต่งๆ ประเดี๋ยวก็บอกว่าตาย ประเดี๋ยวมันก็ฟื้น ใช่มั้ย? ตลอดเวลา มันไม่ง่าย คุณรู้ดี เพราะฉะนั้นไอ้คนที่ไม่ได้ปฏิบัตินะเหรอ คุณเชื่อเค้าเหรอ? หา! คุณเองจะตอบได้ คุณปฏิบัตินี่คุณตอบได้ ใช่มั้ย? ขนาดคุณปฏิบัติอย่างนี้ คุณยังอื้อฮือ คุณยังต่องแต่งๆ ต่องแต่งขนาดไหนแล้วคนเขาไม่ได้ปฏิบัติ แล้วมันจะได้ฟรีเหรอ ใครมาบันดาลพระเจ้าเหรอ มากดสวิทซ์ เอ้า! เป็นอาริยะกดสวิทซ์ เป็นอาริยะหรือ? ไม่ได้! ขนาดเราทำแทบตาย มันยังไม่ง่าย ใช่มั้ย? เพราะฉะนั้นถ้าไม่พากเพียรปฏิบัติธรรมด้วยมรรคมีองค์ 8 ปฏิบัติ อย่างที่อาตมาพร่ำสอนเนี่ย ต้องปฏิบัติตลอดเวลา คุณไปทำงานนี้ก็ยิ่งต้องไปปฏิบัติ ไปเป็นนักการเมืองเนี่ย จะต้องได้เสียสละมากมาย นักการเมืองเนี่ย เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังว่า ระบบการเมืองจริงมันจะเป็นยังไง ระบบการเมืองปลอมมันเป็นยังไง ทุกวันนี้เป็นยังไง เดี๋ยวคุณจะอ๋อ! ระบบการเมืองอาริยะนี่ มันจะเป็นรากฐาน ตอนนี้อาตมาเทศน์ไปแล้วนะ โมเดล ขอใช้ภาษาอันนี้ โมเดล 0001 อ๋อ! เรียกว่า ต้นแบบ ต้นแบบ หมายเลข 0001 ต้นแบบแรกมันเกิดแล้วของการเมืองนา คุณจำลองจะเป็นคนนำ เพราะคุณจำลองนี่ ชื่อว่าโมเดล ไม่ใช่ตัวล้อน่ะไม่ใช่หุ่นจำลองแบบตัวล้อนะ ไม่ใช่ อิมมิเตชั่น ไม่ใช่ตัวหลอก ตัวของเทียม จำลองไม่ได้แปลว่าของเทียมนะ จำลองนี่คือ โมเดล คือต้นแบบ ต้นแบบที่จำลองแรกขึ้นมา คุณจำลองนี่เป็นตัวนั้น คุณจะไปแปรเปลี่ยนว่าจำลองนี้เป็นตัวของเทียม บอกแล้วไม่ใช่ของเทียมแต่เป็นตัวต้นแบบ เป็นตัวโมเดล ไม่ใช่อิมมิเตชั่นน่ะ ไม่ใช่เฟคว่างั้นเถอะ ขอใช้ภาษาอังกฤษอีกตัวนึง ไอ้เฟคหรืออิมมิเตชั่น มันแปลว่าไอ้ตัวของเทียม มันแปลว่าของหลอก ของปลอม แปลว่าของปลอม ไม่ใช่ของปลอมน่ะ จำลองนี่คือตัวต้นแบบ ต้องเข้าใจอันนี้ให้ถูกก่อน ต้นแบบที่ 1 Model หมายเลข 1 ของการเมืองอาริยะ เพราะฉะนั้น การเมืองอาริยะนี้ จะเป็นอย่างไร มันต้องมีรากฐานของคนก่อน คนที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง ไม่มีความเห็นแก่ตัว ตรงตามที่ท่านพุทธทาสหมายเหมือนกัน ท่านพุทธทาสต้องการคนไม่เห็นแก่ตัว น้ำพริกถ้วยเดียว ความไม่เห็นแก่ตัวเนี่ย จะช่วยโลกได้ทั้งโลก อุ๊ย! กำปั้นทุบดินเปี๊ยะ ไม่มีผิดตรงไหนเลย ถูก ถูกที่สุด ผลเลิศมันเป็นอย่างนั้น แต่ผลเริ่มมันเราต้องทำ เพราะท่านพุทธทาสทำผลเริ่มไม่ได้ ทำผลพัฒนาไม่ได้ ผลมันมี 3 ขั้น ผลเริ่ม ผลพัฒนา แล้วก็ผลเลิศ ท่านพุทธทาสนะ สวย ท่านเอาผลเลิศมาพูด โอ้โฮ ! หวาน สวย ใครก็ต้องเชื่อ เพราะของจริงนา ท่านพูดของจริงนะ ท่านพุทธทาสพูดของจริง แต่ท่านพูดผลเลิศ จิตว่าง เอ้า! มันก็ว่าง มันก็เป็นพระอรหันต์แล้ว มันก็สวยน่ะซิ จิตว่าง โง่! ไม่มีจิตว่าง ก็ใช่ แต่หลวงปู่ ไอ้ที่จะทำให้จิตไม่ว่าง จะทำยังไงล่ะ หลวงปู่ ไม่มีผลเริ่มนะ เราต้องทำให้ได้เกิดผลเริ่ม พวกเราต้องบุกเบิก ต้องทำ ปฏิบัติธรรมเนี่ยต้องเริ่ม แล้วก็พัฒนา มีผลพัฒนา มีผลเริ่ม ผลพัฒนา ผลเลิศ มันกว่าจะถึงผลเลิศนี่ แหม! อาตมาจะตายก่อนหรือยังไม่รู้เลย กว่าจะเห็นผลเลิศเนี่ย มันยังไม่รู้ได้เลย แต่คงจะได้ดูผลเริ่ม และผลพัฒนาบ้าง ไม่รู้จะพัฒนาไปได้กี่ขั้นนะ เพราะฉะนั้นอาตมาก็ขอบอกผลเลิศให้ฟังสักหน่อยหนึ่ง นี่อาตมาบอกน่ะ ไม่ใช่คุณจะเป็นอย่างนี้ทีเดียวนะ แต่จะต้องเริ่ม คือการเมืองของเรานี่ จะต้องทำการเมืองจริง พวกคุณละโลภ โกรธ หลงลงไปบ้างแล้ว ละลาภ-ยศ-สรรเสริญ ลงไปแล้ว หลายคนลางานกันออกมาแล้ว เพราะฉะนั้นคราวนี้ คุณมาสมัคร ส.ส.กันนี่ ลางานกันออกมา ไม่ต้องเสียใจ คุณจะได้ลางานตลอดกาล แม้เป็น ส.ส.สอบตก ไม่ต้องห่วง แล้วอยู่ไหน อยู่กะพรรค เป็น ส.ส.พรรค อาตมาไม่เรียกส.ส.พรรค เพราะเราไม่ได้เข้าสภา ส.ส.พรรค คือ ส.ส.ผู้เป็นสมาชิกของตัวแทนประชาชน ส.ส.คือสมาชิกที่ไปเข้าสภา ส.ส.คือ ส.สภา ส.สมาชิกกับ ส.สภา แต่ของเรานี่ ส.พ. ไม่ใช่สอพลอน่ะ พวกเรานี่ ส.พ. คือ สมาชิกพรรค พรรคไหน พรรค (พ) "พรรคพลังธรรม" ส.พ. ของเรานี่ ส.พ. ส่วนสมาชิกทั่วไปนั้นน่ะ คือ ส.ช. อาตมาจะตั้งชื่อไว้ 3 ชื่อ (1) ส.ช. (2) ส.พ. (3) ส.ส.นะ ส.ช. มีหน้าที่อะไร ส.ช. มีหน้าที่เป็นสมาชิกทั่วไป ทำมาหากินอยู่ข้างนอก อยู่เป็นประชาชนได้ และเราก็มีเจ้าหน้าที่ เราก็มีหมู่มีกลุ่ม เราก็มีพรรค คือพรรคพลังธรรม แล้วส่วนสมาชิกพรรคพลังธรรม จะเป็นอย่างไง ก็ดู! มีอะไรก็ส่งข่าวส่งคราว หรือเป็นผู้ที่จะได้รับข่าวคราว ช่วยเหลือเฟือฟายอยู่ในหมู่บ้าง สมมุติในเขตบางกะปิ จะมีศูนย์ของเขตบางกะปิ ศูนย์ของเขตบางกะปินี่ จะมี ส.พ. ทำงานประจำศูนย์ นี่แหละพวก ส.ส.สอบตก หรือพวกสมาชิกพรรค(ส.พ.) ที่ไม่ได้ไปเป็น ส.ส.ก็ตาม สมัครมาทำงานได้ที่ศูนย์ สมมุติศูนย์ตั้งอยู่ที่หน้าวัดนี่น่ะ คุณก็มาทำงานที่นี่ ทำตลอดเต็มเวลานะ ไม่ใช่ทำบางเวลานะ เหมือนคุณทำงานราชการ เหมือนคุณทำงานบริษัท เราอาจจะไม่เซ็นชื่อไปเซ็นชื่อมา ไม่เข้มงวด จะไม่เข้มงวดกันขนาดนั้นล่ะ แต่คุณก็จะต้องซื่อสัตย์ว่ามาทำงาน เราจะตกลงกันมีโปรแกรมน่ะ (ใช้ฝรั่งอีกแล้ว) มีรายการว่า เราจะทำอะไรกันบ้างน่ะ เราจะทำอะไรกันบ้าง พวกสมาชิกนี่ทำงาน พวก ส.พ.นะ! ส.พ.เนี่ย! สมาชิกพรรคเนี่ยเป็นตัวงาน เป็นตัวเจ้าหน้าที่โดยตรง จะมีผู้ประจำศูนย์คอยรับฟัง ใครจะมาล่ะ คนในถิ่นบางกะปิ มาสิ! พรรคพลังธรรม ศูนย์พลังธรรมตั้ง อยู่ที่นี่ มีเรื่องเดือดร้อนอะไร ของประชาชนมา ขี้ไม่ออก เยี่ยวไม่ออกมา มาปรึกษาที่ศูนย์นี่ พลังธรรม จะทำงานประสานกับสังคมประชาชน เขตนี้ศูนย์กลุ่มนี้ของบางกะปิ ก็อยู่ที่ศูนย์บางกะปิ บางเขนก็มีศูนย์อยู่บางเขน มีคนงานของพลังธรรมอยู่ที่ศูนย์บางเขนเหมือนกัน ศูนย์ไหนก็เหมือนกัน ศูนย์ไหนของย่านไหน อาจจะไม่มีมากศูนย์ เพราะเราอาจจะไม่มีเงินตั้งศูนย์มาก ก็รวมก็ได้ รวมเขต เอ้า! บางเขนก็รวมกันกะย่านโน้น บางกะปิก็อาจจะรวมกับพญาไท รวมกับอะไรที่มันเขตใกล้เคียงกันก็ได้ ประชาชนย่านนี้ก็มาที่นี่ เราจะมีกิจกรรม ถึงเวลาก็จะยกทัพไป เหมือนกับที่เราออกไปงานปลุกเสกฯ งานพุทธาภิเษกฯ อะไรอย่างนี้ คล้ายๆกับทำอย่างนั้น คณะของเราก็จะไป มีประชาชนของเราไปช่วยงาน ไปตั้ง เอานะ! บอก อ้าว! นัดแนะการประชุมกัน เหมือนกับกำนัน นัดแนะการประชุมกันที่หมู่บ้านบางกะปินี่นะ เอ้า! ประชาชนมา ใครมีเรื่องเดือดร้อนอะไรมา เราเข้าไปหาประชาชนซะ แทนที่เขาจะมาหาศูนย์เอง ใครเดือดร้อนเจ็บป่วยได้ไข้ หมอก็ไป หมอหน่วยของพรรคพลังธรรม ด้านการเกษตร..เกษตรกรที่มีความรู้ทางเกษตร จะไปแนะนำ ก็ไป วิศวกรจะไปช่วยดูแลด้านอะไรก็ไป พรรคเราจะมีคนที่สามารถ คนมีความรู้ด้านไหนบ้างล่ะ เอาความรู้ด้านที่คุณเรียนมานั่นแหละไปใช้งานจริงๆ คุณได้ทำงานจริงๆนะ ทำงานไม่ได้เงินค่าจ้างด้วยนะ เขาให้เงินค่าจ้าง ต้องไม่เอา ซื่อสัตย์อย่างนั้น หมอก็ทำฟรี เกษตรกรก็ไปช่วยเขาเลย ปลูกไม่เป็น ปลูกให้เขาดู ช่วยเขาปลูก วิศวกรทำเครื่อง เครื่องของเขาเสีย แก้ไม่ได้ ไม่มีสตางค์จ้าง เอาไปช่วยเขาซ่อม ซ่อมเสร็จแล้วไม่เอาตังค์ บอกเขา บอกว่า ถ้าคุณจะเห็นว่า พวกเราดี คุณทำบุญ ไปทำบุญ เอาเงินเข้าไปในกองกลางของพรรค พวกคุณนี่ พวก ส.พ. นี่ กินเงินเดือนของพรรค กินเงินเดือนถูกด้วยนะ กินเงินเดือนแพงอยู่พรรคนี้ไม่ได้ มีเกรดสูง คุณจะได้เงินเดือนสูงสุด หรือคุณจะเบิกเงินไปใช้ ใช้อยู่ใช้กินของคุณเนี่ย เพราะฉะนั้นคนโสดถึงสบายมาก คนมีครอบครัว มีภาระเนี่ยนะ เรือพ่วงหลายๆลำนี่ยากหน่อย เพราะคุณจะต้องกินต้องใช้ คุณจะได้กินใช้แต่น้อย สูงสุด คุณจะเบิกเงินเดือนได้ ไม่เกิน 1,000 บาท หรือ 1,500 อะไรนี่ คุณเลี้ยงชีพให้ได้ ส.ส. ที่ไปได้รับเงินเดือนมาตั้งหมื่นแปด เอามาเข้ากองกลางหมื่นเจ็ด เอาไปใช้พันเดียว คุณเข้าใจมั้ย? นี่อาตมาจะพูดเกินน่ะ เขาอาจจะอยากได้ซักสามพันก็เอาเถอะ เอามาเข้ากองกลางหมื่นห้า ยอมมั้ย? ว่าที่ ส.ส. วงเล็บสอบตก อย่าเพิ่งใส่ เลยวันที่ 25 ก่อน แล้วค่อยใส่ ตอนนี้ว่าที่ ส.ส.ไปก่อน ยอมมั้ย ใส่พรรคไปหมื่นห้า แล้วเงินกองนี้เราจะเอาไปไหน บริการ ! หมอไปรักษาก็ต้องซื้อยา การเกษตรบางทีเค้าไม่มีอะไร เราก็ต้องทดลองให้เขา ช่วยประชาชนจริงๆ ทำมันทั้งกะปี 4 ปี ค่อยเลือกผู้แทนทีนึง ใช่มั้ย เราทำงานกับประชาชนย่านนี้บางกะปิ พอถึงเวลาแล้ว จะถึงเวลาเลือกตั้งแล้ว เราก็ไปบอก เอ้า! ขอนัดประชุมหมู่บ้านหน่อยชาวบ้าน พวกเรานี่แหละจะลงสมัคร ส.ส.แล้วนะ เป็นผู้แทนของพวกคุณ คุณมาช่วยเลือกหน่อยซิ เลือกก่อนเลย ก็พวก ส.พ. นี่แหละไปเลือก ไปบอกเขาว่า คนนี้แหละ เราจะคัดเจ้าหน้าที่ ส.พ. เรานี่ ของพลังธรรม นี่นะ คุณจะช่วยเลือกใคร ลงคะแนนให้ด้วย เขตบางกะปิเอา 3 ใช่มั้ย คุณเลือกมา 3 คน คะแนนนำ 3 คน พอประชาชนเลือกให้แล้ว เออ! นี่ล่ะน่ะจะไปสมัคร คุณไม่ต้องมานั่งตั้งกรรมการ เลือกกันหัวผุหัวพัง ต้องไปสอบคนนั้นคนนี้ ไม่ต้อง ไอ้นี่มันเรื่องเละเทะ ไม่ต้องมานั่งสอบกันหัวปั่นอยู่กันอย่างนี้ ไม่ต้อง เพราะฉะนั้นได้สามคนนี้แล้ว ตามประชาชนย่านบางกะปิเขาเลือกแล้ว ก็ส่งไป แล้วคุณก็มานอนตีพุง เงินจะต้องไปหาเสียงคุณไม่ต้อง ใช่มั้ย ประกาศแล้ว ไม่ต้องประกาศ มันรู้แล้ว มันเลือกเองน่ะ! ประชาชนย่านบางกะปิเขาเลือกเอง ใครจะข้ามเขตไหนมาก็เชิญมาซิ ก็นี่คนเขาเลือกแล้วของเขาน่ะ เข้าใจมั้ย นี่คือการเมืองอาริยะ แต่คุณต้องทำจริงนะ คุณต้องเสียสละจริงนะ กินน้อยใช้น้อย ถึงจะอยู่ได้นะ คุณอย่าไปหลงเห่อเหิมลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุข ไปเป็น ส.ส. แล้วเดี๋ยวก็จะได้เป็นรัฐมนตรี เดี๋ยวก็ได้สัมปทานนั่น เดี๋ยวก็ได้สัมปทานนี่ แล้วก็โลภ โกยนั่นโกยนี่ ไอ้แบบนี้น่ะเหรอฮะ น้ำเน่า ! แล้วมันก็เป็นอยู่อย่างนี้ จริงนะ ต่างประเทศเค้าก็ยังทำไม่ได้ อินเดียน่ะ คานธี ยังทำไม่ได้ เมืองไทยจะทำได้ ตอนนี้คุณได้ข่าวหรือเปล่า ว่าดาราศาสตร์เขากำลังพบดาวดวงพิเศษ ดาวดวงหนึ่ง เหมือนกับสมัยพระเยซูเกิด มีดาวพิเศษดวงหนึ่งเกิด คุณรู้หรือเปล่า? พรรคพลังธรรมจะขึ้นรู้เปล่า (เสียงหัวเราะ) เอ้า! นี่อาตมาไม่ได้พูดเล่นนะ นี่ดาราศาสตร์ของต่างประเทศเค้าพบ กำลังค้น กำลังพิจารณา เดี๋ยวนี้เขาเจอดาวดวงหนึ่ง ที่เป็นดาวประหลาด ดาวดวงนี้ สุกสว่างประหลาด เขากำลังเจอ (คุณคงศักดิ์ไปไหนล่ะ อยู่ที่ไหน?) นักดาราศาสตร์ เค้าประชุมกันที่อเมริกา เค้าเจอแล้ว ดาวดวงนั้นจะเกิด มันจะมีอะไรประหลาดเกิดขึ้นมาในโลก คุณเข้าใจมั้ย โลกลูกนี้น่ะ เอ้านี่ ก็เล่าให้ฟังเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ประกอบ เราต้องทำสิ่งนี้ ถ้าไม่ทำ ไม่ขึ้นนะ ถ้าคนอย่างพวกเราที่เสียสละมาหัด แล้วเราปฏิบัติธรรมไปด้วยน่ะ ในนี้น่ะ คุณจะเป็นเจ้าหน้าที่ของ ส.พ.ได้ คุณก็ต้องเสียสละจริงๆ ซื่อสัตย์จริงๆ ถ้าใครขบถ เนรเทศออกนอกโลกๆ ขบถ! มาเที่ยวได้อม ไม่มีคอมมิชชั่น ไม่มีคอรัปชั่น ไม่มีการมากินมาโกง ไม่มีกินก็ไม่มี คอมมิชชั่นก็ไม่มี ซื่อสัตย์ แล้วหัดกินน้อยใช้น้อย แต่ไม่ทรมานสุขภาพ สุขภาพกาย สุขภาพใจจะเจริญ นี้หนังสือหมอชาวบ้าน ฉบับใหม่เนี่ย เค้าพิสูจน์พบแล้วว่า คนลดความเห็นแก่ตัวนั้นคือคนสุขภาพดี ไปอ่านไปซื้อหมอชาวบ้านมาอ่าน เล่มใหม่เนี่ย สมาคมของแพทย์เค้าประชุม แล้วเขาก็ได้วินิจฉัยกันแล้วว่า คนลดความเห็นแก่ตัวเนี่ย คือคนสุขภาพดี คนเอาเปรียบ คือคนสุขภาพเลว สอดคล้องกันมาหมดแล้ว วิทยาส่งวิทยาศาสตร์ เห็นไหมว่า พุทธศาสตร์นี่ มันเหนือกว่าวิทยาศาสตร์นักหนา จะมีอีกนา เพราะฉะนั้นคุณพอจะเข้าใจคร่าวๆ แล้วนะ ส.ช. ที่ทำงานส่วนตัว ไม่ได้มาทำงาน ส.พ. เต็มเวลาเหมือนกับพวกที่ประจำศูนย์ ถึงเวลาก็ยกทัพออกไป คนที่อยู่เฝ้าศูนย์ก็เฝ้า ทำงานกับคน ประชาชนจะมาหาที่ศูนย์ก็ช่วยเหลือเขาที่ศูนย์ คนจะออกไปสู่ประชาชนเอง พวกเราเอง ส.พ. เนี่ยแหละ พวกสมาชิกพรรคนี่ จะออกไปทำงาน ศูนย์นี้อาจจะมีสิบคน ยี่สิบคน ก็ตามใจ แบ่งเวลากัน ผลัดเวร คุณออกไปซิ ออกหน่วย คนประจำ ตอนนี้คนนี้อยู่ศูนย์ คนนี้ออกไป ก็ไป กลางวันธรรมดาก็ไป วันไหน อาทิตย์หนึ่งครั้งหนึ่ง หรือใหม่ๆ มันยังไม่เก่ง ก็เดือนนึง 2 ครั้ง ปักษ์หนึ่ง 15 วันครั้งนึง ก็ยกทีมอย่างที่ว่านี้อย่างกับไปงานพุทธาภิเษก หรือว่างานแต่ก่อน เรายกทีมไปจังหวัดอุดร จังหวัดเลย ที่ไปแล้วก็อบรมกัน หรือว่าไปบริการกัน ไปทำอะไรกันอย่างที่เราทำกัน ยังงี้แหละ อย่างงานของเรานี้แหละ จัดงานอย่างนี้แหละ แล้วก็ประกาศให้ประชาชนมา แล้วเราก็บริการประชาชน ครั้งแรกๆคนอาจจะยังไม่รู้ ครั้งต่อๆไป เขาก็จะรู้ โอ้ ! พวกเราจะมีหน่วยของพลังธรรมนี้มาบริการ มาช่วยประชาชนอย่างนี้ มีเรื่องอะไรเดือดร้อน ใครมีอะไรมาฟ้อง ฟ้อง นี้ สะพานมันพังแล้วถนนนี้ช่วยขอให้บ้างไม่ได้เหรอ ส.พ.รับเรื่องมา เอามาบอกข่าว ส.ส. ส.ส.นำขึ้นสู่สภา มันจะทำงานประสานกันไปหมดเลย มาถึง ส.พ. ส.พ. ก็นำขึ้นสู่สภา ส.ส. ก็นำทำงานกับสภาทางโน้น หรือมาประชุมกัน มีเรื่องราวอะไรถึงเวลาประชุมใหญ่ ประชุมเวลาเราจะออกภาคสู่ประชาชน เราก็บอกซิ เขตนี้ ส.ส.ของเขตนี้ มานะวันนั้นจะไปพบประชาชน จัดกิจกรรม ส.ส. ก็ต้องมาปรากฏตัวนะ ปรากฎตัวไป พวก ส.พ. เขาทำงานอยู่แล้วเป็นลำลอง ส.ส. ก็ต้องไปด้วย แล้วก็ทำงานเพื่ออำนวยทำจริงๆ ทำจริงใจ เสียสละ ทำกันไปอย่างนี้เป็นประจำ มันจะเป็นระบบ มันจะเป็นระบบเลย เป็นระบบที่ดำเนิน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive