310903 ธรรมาธรรมสงคราม โดย "พระโพธิรักษ์" ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
310903 ธรรมาธรรมะสงคราม โดย "พระโพธิรักษ์" ณ สันติอโศก
ธรรมาธรรมะสงคราม โดย "พระโพธิรักษ์" ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อ 3 กันยายน 2531
สำนึกดี ท่านผู้ที่ยังใฝ่สัจธรรมอยู่ทั้งหลาย บรรยากาศของธรรมาธรรมะ สงครามที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้นะ ยิ่งรู้สึกว่าเคี่ยวข้นขึ้นมาก บรรยากาศเคี่ยว ข้นขึ้นมากทีเดียว เพราะว่ามันมีกระแสที่ยึดทิฐิ ยึดหมู่พวก ยึดความเห็น ยึดฝักฝ่าย บทบาทของตัวกิเลส ก็ออกกำลังของกิเลส ออกมาเรื่อยๆ กิเลสนี้ไม่ใช่ มีแต่เฉพาะพวกคนอื่นนะ กิเลสนี่ ไม่ได้มีแต่เฉพาะ พวกฝ่ายที่ไม่ได้ปฏิบัติธรรม คนที่เขาไม่ได้ปฏิบัติธรรมนั่น ก็แน่นอนอยู่แล้วล่ะ เขามีกิเลส แม้แต่ในพวกเราที่เป็นนักปฏิบัติธรรมแล้วนี่ ก็มีกิเลสอยู่ แม้กิเลสส่วนหยาบ กิเลสส่วนใหญ่ กิเลส ที่เราลดลงไปได้บ้างแล้ว ก็ลดได้จริง แต่กิเลสของเราก็ยังมีจริง กิเลสของเรานี้ มีอยู่ในเรื่องของมานะ ในเรื่องของถือดี ความถือดี ความถือตัว ความยึดมั่นในสัจธรรม ทิฐิความเห็น โดยเฉพาะทิฐิความเห็นที่เราแน่ใจว่าเป็นสัมมา มันไม่ใช่ตัวยึดตัวเดียวนะ การยึดนี่ยังเป็นกิเลสเท่านั้น เป็นการยึดติด ทีนี้ สัจธรรมตัวจริงนี่ มันไม่ใช่ยึดหรอก มันปักมั่นเลยล่ะ ตัวสัจธรรมนี่ ตัวที่เป็นเจตโส อภินิโรปนา ไม่ใช่อัปปนา ไม่ใช่พยัปปนา เท่านั้น เป็นเจตโส อภินิโรปนา เป็นตัวปักมั่น เป็นตัวที่เที่ยง นิจจานิ เป็นตัวที่เที่ยงด้วยซ้ำ มันก็เลยมีแรงเสริม และโดยจริง สัจธรรมที่มันจริง มันจะแน่นอนมั่นคง จนกระทั่งถ้าเห็นสมควรตายนี่ มันก็ตายได้ ตายก็สัจธรรม มันก็ยึดมั่นถือมั่น ถึงขนาดนั้นด้วย ทีนี้ ความยึดมั่นถือมั่นของคนที่เป็นกิเลสนะ มันแน่นอน มันก็ยึดมั่นเหมือนกัน ยึดมั่นเอาหัวชนฝา ตายได้ ก็ตายได้เหมือนกันนะ พวกยึดมั่นถือมั่น เพราะเห็นแก่ลาภ ยศ สรรเสริญ
อ่านต่อ
โลกียสุข เห็นแก่พรรคแก่พวก เห็นแก่หมู่ เห็นแก่สิ่งที่เขายึดเขาถือ จะเอาจริงๆ ถึงขั้นตายจริงๆ เพื่อที่จะตาย เพื่อธรรมะจริงๆ นี่นะ สุดท้ายจริงๆ เขาไม่เอาหรอก ถ้าไม่เพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไรของ เขาเท่านั้นแล้ว ถ้าเผื่อว่าถึงที่สุดเขาไม่เอา พอลงท้ายถึงขั้นที่ถึงตาย ถ้าไม่เป็น ไปเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข สุดท้ายเขาไม่เอาหรอก แต่ทางธรรมนั้น แม้จะอย่าว่าแต่สรรเสริญเลย โดนด่าอยู่ก็เอา...นะ โดนด่าอยู่ก็เอา เรื่องนี้ลึกซึ้ง เรื่องโดนด่าอยู่ก็เอา นี่ลึกซึ้ง ธรรมดาคนดีจะด่าคนชั่วไหม? ด่าไหม? ธรรมดา คนดีจะด่าคนชั่วไหม? เพราะฉะนั้นธรรมดาคนชั่วจะด่าคนดี เพราะฉะนั้นใครจะได้รับการด่า คนดีจะได้รับการด่า เป็นธรรมดาธรรมชาตินี่ คุณเข้าใจให้ถึงสัจธรรมให้ได้ คนชั่วจะด่าคนดีแน่นอน เพราะฉะนั้นมันไม่ได้หรอก สรรเสริญ มันจะได้รับคำด่านั่นแหละ เอามากๆด้วยนะ เพราะคนชั่วนี่มันด่าไม่หยุด ด่าสาดเสียเทเสีย ด่าซ้ำซาก ด่า โอ้โฮ เรียกว่าด่านับคะแนนไม่ทัน คอมพิวเตอร์ยังช่วยนับไม่ได้ ด่าชนิดที่คอมพิวเตอร์ช่วยไม่ได้ สำนวนนี้ยิ่งกว่าหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ ด่าชนิดที่คอมพิวเตอร์ช่วยไม่ได้ มันจะด่าอย่างนั้นเลยนะ สรุปแล้ว คนชั่วนี่ ทำความเลวได้ ด่าได้ ติเตียนได้ หยาบคายไม่มีกลับ ส่วนคนดีนั้น ด่าคนชั่วไม่ได้หรอก จะแรงไปได้ขนาดหนึ่ง จะโต้จะต้านขนาดหนึ่ง แล้วจะประชดประชันบ้าง ตามกิเลสที่มันมี ก็ประชดประชันได้ขนาดหนึ่ง จะประชดประชัน จะประท้วง จะหยาบก็ตาม ก็หยาบได้ขนาดหนึ่ง สำหรับคนดี มันจะหยาบไปเกินกว่าคนเลวไม่ได้ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะได้รับผลในเรื่องที่ร้ายแรงนั้น คนจะได้รับผลที่ร้ายที่แรงกว่าตอบมาแน่นอนเสมอ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะได้รับแม้กระทั่งการด่าก็ด่าไป ใครจะมาร้ายแรงขนาดไหน ก็ร้ายแรงไป ยอมตายได้ๆ แต่ทางด้านคนชั่วนี่นะ ถ้าได้โดนแรงขนาด ด่าขนาดหนึ่ง ลดลาภไปในระดับหนึ่ง ลดยศไปนะระดับหนึ่ง คนชั่วก็ไม่เอาแล้ว คนที่ยังมีกิเลสมากนี่ ไม่เอาแล้ว เลิก ถอยนะ มันไม่ได้ลาภขนาดหนึ่ง ไม่ได้ยศขนาดหนึ่ง ไม่ได้สรรเสริญ แต่โดนด่าในระดับขนาดหนึ่ง มันไม่ทน ไม่อึดเท่าคนดีหรอก คนชั่วนี่ไม่ทนคำด่าเท่าคนดี แต่แปลกอีก ซ้อนอีก คนชั่วนี่ หน้าด้านกว่าคนดี เพราะฉะนั้นด่า หยาบๆ มันก็ไม่ค่อยรู้สึก เห็นไหมมันซ้อนเชิงนะ เพราะฉะนั้นด่าหยาบๆ มัน ก็ไม่ค่อยรู้สึก เพราะฉะนั้นคนดีจะต้องไปทำหยาบยิ่งกว่าคนชั่วหยาบ แล้วมันก็ทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนชั่วจึงไม่มีวันที่จะถอดถอน มันด้าน คนดีจะไปด่าแรงเท่าคนชั่วก็ไม่ได้ คนชั่วนี่ต้องด่าหยาบยิ่งกว่าคนดี มันถึงจะรู้สึก มันซ้อนย้อนแย้งกันอยู่อย่างนี้ มันก็เลยกลายเป็นว่า คนชั่วก็เลยต้องถล่มทลายคนดีอยู่ตลอดนานนับกัปกัลป์ เมื่อไหร่ๆ ก็เป็นอย่างนั้นแหละ คนชั่วเขาจะแสดงหยาบคายข่มอยู่อย่างนั้นล่ะ ตลอดนานนับกัปกัลป์ มันเป็นไปไม่ได้ตามที่อาตมาวิจัยให้ฟังนี่นะ ขณะนี้ กระแสด่า กระแสที่ยึดมั่นถือมั่น เขามองไม่เห็น มันก็น่าสังเวช ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาเองเขาเป็นอยู่อย่างที่เขาเป็น เขาก็ทำอยู่อย่างที่เขาทำ เขาทำอยู่วันนี้ ใครต่อใคร พวกคอลัมนิสต์ พวกนักเขียน พวกอะไรต่ออะไรเยอะเท่าที่อาตมาสัมผัสวันนี้ คอลัมนิสต์ที่เขาว่าๆเยอะนะ พวกเราเงียบหมด มีคอลัมนิสต์ที่อ่านเมื่อกี้นี้ ของหลีพุทธะอะไรน่ะ ค่อยยังชั่วนิดหนึ่งๆ เขาก็ให้ความเป็นกลางแก่อโศกบ้าง แต่สุดท้ายก็บอกว่า ไม่เข้าใครออกใคร เขาเขียนดีนะ กลางๆ ให้พิจารณา 2 ด้าน ส่วนอันอื่นนั้นน่ะเรียกว่า ไม่มีอโศกหรอก ตีลูกเดียว ยกลูกเดียวทั้งนั้นน่ะ ก็ไม่อยากจะกล่าวชื่อกล่าวเสียงเขาหรอก พวกเขาเก่งๆ กันทั้งนั้น แล้วก็มีคอลัมนิสต์ มีปากกา มีหน้ากระดาษ อะไรที่จะโพนทะนาไปสู่สังคม คือคราวนี้ สงครามยุคนี้นี่นะ มันไม่เหมือนยุคสมัยพระพุทธเจ้าซึ่งเดินไปพูดกัน พูดไปแล้วก็หายไป เทปก็ไม่มีบันทึกไว้ จำก็ยาก ด่าว่าอย่างไร เท่าที่จำได้ ก็จำได้ ผิดมั่ง เพี้ยนมั่ง ตรงมั่ง ใส่ความ ใส่ไคล้อะไรกันมั่ง มันก็เลยไม่ค่อยถือสากัน ทีนี้ อั้ยยุคนี้นี่ โอ๊! มันบันทึกเอาไว้มากมาย บันทึกเอาไว้ มีหลักมีฐาน และก็มีการกระจายสื่อสารนี่ ด่าไว้ทีเดียว ยังด่าต่อได้อีกเป็นร้อยๆ พันๆครั้ง ด่าทีเดียว นะ แหม! ออกไป ด่าต่อไปเป็นร้อยๆ พันๆ ครั้ง ก็เลยกลายเป็นสงครามที่หยาบ สงครามที่หนักหนาสากรรจ์ อาตมาก็ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่า จะไปถึงขนาด ไหน ขณะนี้บอกได้แต่เพียงว่า บรรยากาศมันชักจะเคี่ยวข้นขึ้นมา เท่าที่ดูแล้ว ฝ่ายเราก็เป็นฝ่ายที่ ถ้าดูตามโลกก็ว่ามันแพ้ แพ้เป็นพระ ชนะ เป็นผู้มีอำนาจ มันแน่นอนขณะนี้ ผู้ชนะเป็นผู้มีอำนาจ ผู้แพ้ก็แพ้เป็นพระไปเรื่อยๆ มันเป็นฝ่ายที่เราไม่มีทั้งอุปกรณ์ ไม่มีทั้งหมู่มวล อุปกรณ์ก็น้อย หมู่มวลก็น้อย สื่อสารอะไรต่างๆ ก็น้อย ทั้งนั้นแหละ องค์ประกอบอะไรต่างๆ ของแบบโลกๆ เราน้อยทั้งนั้น เป็นผู้น้อย มันเป็นเรื่องจริงที่เกิดตามยุค ตามกาล ตามสมัย ตามอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา พวกคุณก็ใช้วิจารณญาณกันให้ดีๆนะ พยายามที่จะศึกษาเอาความจริง ที่เราได้รับทั้งปัญญา เป็นความรู้ มันก็เป็นความจริงในส่วนที่จริง ถ้าความจริงนั้นมันถูกต้อง มันก็ถูกต้อง แต่ถ้าความจริงนั้นมันไม่ถูกต้อง เราก็ใช้ปัญญาของเราเท่าที่มี ของแต่ละคนทุกคน วินิจฉัยเอา เลือกเฟ้นเอา พยายามที่จะฉลาดที่สุด เท่าที่เราจะฉลาด ใช่มั้ย แต่ละคนก็ใช้ความฉลาดที่สุดของเราเอง พยายามที่จะค้นเฟ้น เฟ้นเอาให้ละเอียดลออถูกตรง ที่สุด อย่าผลีผลาม หรือว่าอย่าหยาบ ธรรมะพระพุทธเจ้านี้ คัมภีรา ทุททัสสา ทุรนุโพธา จริงๆ ลึกซึ้ง รู้ตามได้ยาก เห็นตามได้ยากนะ ประณีต สุขุม สันตา ปณีตา สงบ สนิท สงบนิ่ง สนิทนะ มันไม่ใช่โฉ่งฉ่าง มันไม่ใช่ของหวือหวา แต่มันเป็นของที่แน่นแน่ นิ่ง เนียน มันสันตา มันแน่นแน่ นิ่ง เนียน ไม่รู้จะแปลว่ายังไง สันตาเนี่ย อาตมาก็แปลสันตาว่า มันแน่นแน่ นิ่ง เนียนจริงๆ สันตา ปณีตา สุขุม ประณีต ละเอียดอ่อน ปณีตา ละเอียดอ่อน ไม่ใช่เรื่องที่จะมานั่งด้นเดาได้ ตามเหตุ ตามผล ตามความคาดคะเน ตามความเข้าใจปลีกย่อยๆ อตักกาวจรา มันไม่ได้เป็นแค่นั้น นิปปุนา มันถึงขั้นนิพพาน มันถึงขั้นสงบระงับ มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง มันไม่ใช่ลึกซึ้งแบบคัมภีราแล้ว มันเป็นเรื่องที่สุดเฉลียวฉลาด นิปปุนานี่สุดเฉลียวฉลาด เป็นความสำเร็จ เป็นความจบในตัว เป็นความครบถ้วน เป็นความช่ำชอง เป็นความครบถ้วน เป็นความลงตัว เป็นนิพพาน นิปปุนานี่ ท่านแปลว่านิพพาน ท่านก็แปล เป็นความสำเร็จ มันถึงขั้นสำเร็จ นิปปุนา ธรรมะของพระพุทธเจ้ามันถึงขั้นสำเร็จ หมายความว่ามันจบจริงๆ สุดท้ายจริงๆ มันสมบูรณ์จริงๆ ธรรมะของพระพุทธเจ้า นิปปุนา มันสำเร็จจริงๆ มันสมบูรณ์จริงๆ เฉลียวฉลาด ช่ำชองอย่างแท้จริง เป็นเรื่องที่ลงตัวถึงที่สุด แล้วเรียบร้อยครบถ้วน นิปปุนาไม่ใช่เฉลียวฉลาดเฉยๆนะ มันมีทั้งของที่ลงตัวด้วย มีทั้งของที่เป็นจริงแล้ว สมบูรณ์ครบถ้วนด้วย มันเป็นเรื่องจบ จบจริงๆนะ จะว่าอะไรจบ มันก็จบอยู่ในตัวของนิปปุนา สำเร็จเรียบร้อยนะ นิปปุนา บัณฑิตเวทนียา เป็นเรื่องของบัณฑิตที่แท้จริงเท่านั้นที่จะรู้ได้ ธรรมดาสามัญโดยทั่วๆไป มันรู้ไม่ถึง รู้ไม่ได้หรอกนะ อาตมาเอง เกิดมาปางนี้นี่ (หัวเราะไปด้วย) มันก็ปางนี้ของอาตมา อาตมายังไม่รู้เลยว่าอาตมาจะ...แต่เหนื่อยขึ้นทุกวัน ทุกวันนี้ก็เหนื่อย... เหนื่อย แต่เหนื่อยก็..ยัง ..ยัง มันเหนื่อยนะ มันเปลี้ย มันไม่ท้อนะ แต่มันเหนื่อย มันเปลี้ย มันอ่อนๆ (ถอนหายใจ) มันยังไงล่ะ แต่ใจท้อมันไม่ท้อหรอก อาตมาไม่ท้อ เพราะอาตมาแน่ใจในสัจธรรม แน่ชัดยิ่งกว่าแน่ แม้ที่สุดแล้ว อาตมานี่ ถ้าเผื่อว่ามันเหนื่อย มันอ่อน มันก็อาจจะไล่พวกคุณไปๆๆๆเถอะ ปล่อยให้อาตมาอยู่กับเขา อาตมาให้เขามาฆ่าอาตมาคนเดียว ไม่ต้องยากอะไร ก็ตายอยู่คนเดียว คุณไปเถอะ อาตมาไม่มีแรงจะไปปกป้องนะ อาจจะไล่ด้วยวิธีอื่นๆ อะไรก็ได้ ไล่ไป ให้โกรธไปเลย หนีไป เหลืออาตมาอยู่คนเดียว อาตมาเอง อาตมาแน่ใจอย่างนั้นนะ แน่ใจๆ แต่มันไม่ไหว มัน แหม ไม่มีแรง ถ้าอยู่ก็จะตายกันไปเป็นเบือด้วย หรือว่าอยู่ก็จะอะไรกันไปอย่างนั้นน่ะ คล้ายๆอย่างนั้นน่ะ มันก็เห็นว่า มันเหนื่อยนะนี่ โอ้โฮ! ปีกก็กระทั่งกางออกคลุมปีก หมดปีกแล้ว มันก็ยังล้นปีก โอ! มันก็ยังไงล่ะ เดี๋ยวมันก็ถูกรัศมีรังสีของอสรพิษ รังสีของอะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันก็ เอ๊า! ไปห่างๆดีกว่า คล้ายๆอย่างนั้นน่ะ มันรู้สึกว่ามันคงจะช่วยเหลือพวกเราไม่ไหวแล้วมั้งนี่ จะไม่ได้รับทุกข์ภัย จะไม่ได้รับบาดเจ็บ จะไม่ได้รับความบอบช้ำอะไรด้วย รู้สึกว่า เอ๊! เราจะช่วยยังไงหวาดไหว มันเห็นอยู่อย่างนั้นน่ะ รู้สึกว่าเราด้อยความสามารถที่จะคุ้มครองป้องกันช่วยเหลือ นี่ไม่ได้พูด...ให้คุณเองกลัวหรือท้อแท้นะ แต่พูดถึงความจริงของอาตมาให้ฟังน่ะ เป็นความจริงของอาตมา ส่วนอาตมาสู้ อาตมาไม่ถอยหรอก ตัวคนเดียวนี่ อาตมาไม่กลัวอะไรทั้งนั้น ไม่ถอย อาตมาคนเดียวนี่ อาตมาว่า อือ..ตายก็ตายคนเดียวได้ พวกคุณนี่อย่ามาตายกับอาตมาเลย เพราะว่ามันไม่มีอะไรหรอก โลกนี้มัน อาตมามองเห็นว่า อาตมาก็ยังนึกว่าตัวเองไม่เก่งนะ ไม่เก่งพอที่จะทำให้เขาเข้าใจได้ ยังนึกไม่ออกเหมือนกันว่า เอ๊ะ! เราจะทำอย่างไรนะให้เขาเข้าใจได้ ยังนึกไม่ออก อาตมาว่าอาตมาคงจะไม่เก่งตรงนี้ จะเก่งก็แต่เพียงให้พวกคุณรู้ คุณได้เข้าใจสัจธรรม พวกคุณได้พากเพียร ได้อุตสาหะ ได้ปฏิบัติ ก็ได้มรรค ได้ผล ได้อะไรของคุณไป ได้เท่าที่คุณได้ แต่จะไปเก่งถึงขนาดไปปรับปวาทะ ไปข่มขี่ เบ่งข่มกับเขา แหม..มันก็วิบากเบ่งข่มกะเขาขณะนี้ มัน...เขาชักจะสู้ขึ้นมาแล้ว ชักจะสู้เขาไม่ได้แล้ว เพราะว่าเขา โอ้โห หยาบคาย อะไรก็ไม่รู้ สารพัดสารเพที่เราไม่รู้จะไปสู้เขายังไง อย่างที่ว่านี่ เขาจะหยาบมา เราจะหยาบตอบเขาขนาดนั้น แหม...มันหยาบ ไม่ไหว จะไปร้ายอย่างนั้น เอ๊ะ! เราจะไปร้ายกะเขา อย่างนี้ต้อง แหม เปรี้ยงมาก็ต้องเปรี้ยงไป มันก็ไม่ไหว มันไม่ไหวจริงๆ เราทำไม่ลงๆ อาตมาก็ยังจนแต้มอยู่ว่า เอ๊ะ! จะฉลาดยังไงนะนี่ทุกวันนี้ สงวนท่าทีว่าเราไม่ตอบโต้เขา เพราะถ้าตอบโต้ไปแล้ว อาตมาเกรงว่า บ้านเมืองมันจะไม่สงบ มันจะเกิดการประจัญกันสองฝ่าย เราก็ว่าเราถูก เขาก็ว่าเขาถูก เมื่อไม่มีใครลดราวาศอก มันก็จะปะทะกัน อาตมาก็ต้องพยายาม เอาเถอะ เขาว่าถูก ก็ให้เขาว่ากันไป เขาจะดึงเอาพวกมากไป ก็เอาไปเถอะ เราก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร อาตมาไม่เดือดร้อนนะ จะดึงพวกคุณไปอีก อาตมาก็ไม่เดือดร้อน คุณจะไปเข้าข้างทางฝ่ายโน้น อาตมาก็ไม่ถือว่าผิดหรอก อาตมาถือว่า อาตมามีบุญเท่านี้แหละ อาตมามันสามารถเท่านี้ ช่วยกันไว้ได้เท่านี้ อาตมาก็ว่าอาตมามันเก่งเท่านี้ จะทำยังไง ไม่ได้ไปโทษหรอกนะ จริงๆ ไม่โทษพวกคุณหรอก มันก็เป็นแต่เพียงว่า เออ! เราเท่านี้นะ เราก็มีบุญเท่านี้ มีความสามารถเท่านี้ มีความเก่งกาจเท่านี้ ก็ช่วยกันไว้ได้เท่านี้ เท่านั้นเอง ส่วนมันจะไปมา ไปโน่นมานี่อะไร ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาว่า อาตมาเข้าใจ มันเป็นไปตามธรรมของมัน อาตมามองเห็นอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะดำเนินไป พูดแล้วก็ซ้ำ พูดแล้วก็ย้ำอยู่ที่เดิม เหลืออยู่ทางเดียวเท่านั้นว่าเรานี่จะทำอย่างไร ที่เราจะพากเพียรปฏิบัติเนื้อหาให้เรา เท่าที่อายุเราจะมีต่อไป ยังไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไหร่ ปฏิบัติไป ระวังนะ บอกให้ ใกล้ตายแล้ว ยังไม่ตายแบบหมดอายุขัยซะด้วย มันจะตายโหงเอานะ ใกล้แล้ว เพราะฉะนั้นต้องรีบๆ ปฏิบัติ รีบๆ พากเพียรเข้า พยายามเข้า อาตมาไม่รู้ได้ว่า ความร้ายของคนร้าย มันจะร้ายแค่ไหน เราก็พยายาม ไม่ยั่วยุให้มันร้าย ให้มันแรง พยายามอยู่แล้วนะ อาตมาว่าอาตมาได้พยายามอยู่แล้ว แต่ก็เห็นเขากระเหี้ยนกระหือรือกันเหลือเกิน โอ เอาเป็นเอาตาย อาตมาอีกอันหนึ่งที่มันไม่รู้จะทำยังไง จะให้อาตมายอม เพราะอันนี้เป็นสัจธรรม และจะให้สัจธรรมถูกกดขี่ กลายเป็นเข้าใจผิดว่า นี่สัจธรรมคือแพ้ สัจธรรมนี่แพ้ ความถูกต้องคือ จะต้องยอมรับว่าผิด เอ๊ะ! อาตมาทำไม่ได้นะ (เสียงเน้นหนัก) สัจธรรม ให้ยอมรับว่าผิด มัน...มันทำไม่ได้ อันนี้ มันทำไม่ได้จริงๆ แน่ใจอยู่ว่ามันถูก มันถูกนะ อาตมาพามาลด มาละ มาเลิก มาล้างอะไรกันออกมา อาตมาไม่ได้มาล่าลาภ ล่ายศ ไม่ได้มาทำอะไรที่จะไปแย่งชิงโลก มีแต่ให้พวกคุณมาพยายามเอื้อเฟื้อโลกเขา เกื้อกูลเขา ขยันหมั่นเพียรสร้างสรร ลดราวาศอก อะไรๆ ที่เราไปเปลือง ไปผลาญ ก็ลดละลงมา ก็ลดละกันมาได้ เสร็จแล้วเราก็มีกำลังวังชา เวลาที่เอาไปเที่ยว ก็เอาเวลามาขยันหมั่นเพียรมากขึ้น ได้สร้างสรรสิ่งที่เราเห็นเป็นเนื้อหาที่เราจะสร้างสรรงานการส่วนตัว คุณก็ได้มีเวลาทำงานส่วนตัวของคุณ จะเป็นงานที่ทางโลกเขาอยู่บ้าง ก็ทำกันอยู่ จะบอกว่า งานทางโลกเป็นเนื้อหา คุณก็ได้ทำให้เขาอยู่ เอาเวลาเหลือมาทำงานให้ทางเรา ซึ่งคุณเข้าใจเองแต่ละบุคคลว่า เออ เอาเวลามาทำงานทางนี้ดีกว่า งานทางนี้มีคุณค่า มีประโยชน์ต่อสังคมมนุษยชาติมากกว่า ก็เป็นเรื่องความเข้าใจของคุณ และคุณก็มาสละแรงงานให้ แทนที่จะเอาเวลาไปเต้นไปดีด ไปเสพโลกียสุข ก็ยังหาเวลา สงวนแรงงาน เวลาอะไรมาให้แก่สิ่งที่เป็นประโยชน์นี้ เป็นค่าพวกนี้ อาตมาก็เห็นอยู่ว่า มันมีได้ เป็นได้ ไม่ได้พาคุณมาล่า ไม่ได้พาคุณมาเลวเหลวไหลกลายเป็นคนไร้ค่า ไร้ประโยชน์ ดีไม่ดี ไปผลาญพร่าสร้างค่านิยมเลวๆ เหลวๆ แหลกๆ อะไรให้แก่สังคมอยู่ด้วยซ้ำ ก็ไม่ใช่นะ.. ไม่ใช่ คุณก็ช่วยใช้ปัญญา ใช้ความสอดส่องในความจริงตัวมันเอง เพื่อเพื่อนฝูง ผู้ปฏิบัติธรรม ร่วมกันมีความเข้าใจอย่างนี้ ทฤษฎีอย่างนี้ ทิฐิอย่างนี้ คุณก็ตรวจตราดูก็แล้วกัน ทั้งใกล้ ทั้งไกล มี มันผิดๆ ถูกๆ ปนๆ เปๆอยู่บ้าง มีผิดมาก ถูกน้อย หรือมีผิดน้อย ถูกมาก อะไรก็ตามแต่ มันก็มีอยู่บ้าง อะไรพวกนี้ คุณก็ดูๆ ตรวจตราเอาก็แล้วกัน แต่อาตมาว่าค่าเฉลี่ยของพวกเรานี่นะ มันก็มา สร้างสรรสิ่งที่ดีกันนะ เราไม่ได้ไปแย่งชิงสรรเสริญ ลาภ ยศ โลกียสุข แม้แต่เรื่องอบายมุข แม้แต่เรื่องกาม รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เราก็ไม่ได้ไปทะเล่อทะล่า ไปซ่าๆ งมงาย หลงไล่คว้ามาเสพ แสวงหามาเสพอะไรกันอยู่ เป็นแต่เพียงกิเลสมันเหลือบ้าง มันยังเสพบ้าง แอบเสพบ้าง เล็กๆน้อยๆ อย่างกระมิดกระเมี้ยน มีหิริ โอตตัปปะกันอยู่ ซึ่งมันก็ต้องเป็นไปตามขั้นตอน ผู้ใดได้มากก็ลดลงได้มาก ไม่ต้องไปแสวงหา ไม่ต้องแอบเสพ ผู้ใดลดยังไม่ได้มาก อาจจะมีแอบเสพอยู่บ้าง ยังแสวงหาอยู่บ้าง หลบๆตาเพื่อนฝูงบ้าง หลบตาสหธรรมมิกนะ ถ้าคนโลกๆไม่ต้องไปหลบตาเขาหรอก อย่างไรคุณก็เก๋อยู่นั่นแหละ เพราะคุณเสพน้อยกว่าเขา คุณก็รู้สึกสบายใจว่า คุณเก๋กว่าเขา มันก็จริงอยู่นั่นแหละ แต่ถ้าเผื่อว่าสายตาของพวกเรามองเห็นว่า แหม! เราอาย เราเหนียมนะนี่ พวกนี้มันรู้ ก็รู้กัน พวกเราก็รู้กัน ก็อายระหว่างกัน ระหว่างพวกเราเอง ก็เข้าใจกัน ก็เป็นไปจริงตามฐานะที่มันเป็นได้ มันจะไปเอาทีเดียวพรวด แหม! เป็นอรหันต์ทีเดียวพรวดๆๆๆ เลย มันได้ที่ไหน มันก็ได้ทีละขั้น ทีละระดับไปเรื่อยๆๆๆ นี่แหละ โสดา สกิทา อนาคา ก็เตือนกันอยู่ ย้ำกันอยู่ว่า อย่าพยายามตกต่ำนะ สิ่งที่เราได้แล้ว อย่าติดแป้น นอกจากไม่ติดแป้นแล้ว ต้องพยายามขึ้นไปทุกขณะ ทุกวินาที ได้มากได้น้อยก็เป็นของตน และพวกเราทำไปแล้ว พอมันถึงขีดบารมีของตนนี่ มันจะฝืนขึ้นไป จะเลื่อนเพดาน แหม! จะทะลุเพดานขึ้นไปนี่ ทุกคนรู้ดีนะ อาตมาว่าทุกคนรู้ดี ปฏิบัติมาสมควรแล้ว เราจะเข้าใจ แหม! ใหม่ๆ มันก็พรวดๆ แหม! ไปสบายนะ ไปง่ายๆนะ ที่ทิ้งอะไรหยาบๆ ต่ำๆ มันง่าย พอมาทิ้งไปหมดแล้ว อั้ยที่มันหยาบต่ำ บารมีมันชักจะถ้วนแล้วตอนนี้ เอ๊! อีตอนนี้ มันจะทะลุเพดานที่สูงขึ้นไปกว่าที่เรา..บารมีจริงของเรานี่ ชักยากนะ ต้องอุตสาหวิริยะ ก็คงจะซาบซึ้งใจดีทุกคนหละ แต่ก็ต้องเพียร ไม่มีอะไรได้ด้วยไม่เพียร มันต้องเพียรช่วยตนเอง และต้องรู้ขีดของเราด้วยว่า เอ้อ! ขีดของเรานี่มันถึงขีดจะต้องบุกบั่นแล้วนะ มันไม่ใช่ขีดที่เราจะได้กล้วยๆ หรือว่าได้ง่ายๆ เหมือนกับที่เรามีบุญบารมี สิ่งที่เป็นบุญบารมีเก่าของเราแล้ว มันจะเห็นได้ว่า มันง่าย แต่ถึงขีดที่ต้องพากเพียร ต้องพากเพียรจริงๆนะ กัดฟันจริงๆ เลย ต้องกัดฟันสู้ ต้องอุตสาหะจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสยืนยันว่า "ทุกสิ่งทุกอย่างชนะได้ด้วยความเพียร ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยความเพียร" ไม่ได้ด้วยอื่นหรอก ไม่ได้ด้วยอื่น ได้ด้วยความเพียร ความเพียรเท่านั้นถึงจะได้ เพราะฉะนั้นถึงยุคนี้ กาลนี้แล้วนี่ เราไม่มีอื่นเลยนะ นอกจากจะเพียร ที่จะให้ทะลุเพดาน ที่เราควรจะทะลุขึ้นไปอีก เจริญขึ้นไปกว่าที่เราได้เจริญมาแล้ว ที่ได้เจริญมาแล้วนี่ เราได้อาศัยมันเป็น กัมมปฏิสรโณ เราได้พึ่งอาศัยกรรมที่เราพึงเพียรกันมา รวมๆ กันอยู่นี่ไม่น้อย แต่ไม่มากเลยนะ ไม่มากเลย จนกระทั่งฝ่ายตรงกันข้ามคำนวณพลังงานของเราผิด คำนวณพลังคน คำนวณพลังโดยเฉพาะพลังคน พลังมวลบุคคลด้วย เขาคำนวณผิดนะ โอ้โฮ! ประสิทธิภาพ หรือคุณภาพที่มันออกไปขนาดนี้ เขาเอาประสิทธิภาพ หรือคุณภาพที่เขาดูปลายทาง คำนวณย้อนมาหาต้นทุน ตามทฤษฎีของเขานะ โอ้โฮ! เขาคำนวณว่าอโศกนี่ แหม..ป่านนี้มีคนเป็นคณะอยู่ในไทยนี่ ไม่ปาเข้าไปตั้ง โอ้โห! เป็นแสนเป็นล้านแล้วหรือนี่? อาตมายังนึกไม่ออกเลยว่า พวกอโศกจริง มันจะถึงเป็นแสนหรือ? หือ! มันจะถึงเป็นแสนหรือ? ขนาดว่าเราไปมีสมาชิกพวก ชมร. ประเภท ม. ไว้นี่นะ ม. ก็ ม. แค่นั้นแหละ มังสวิรัติ เขาจะได้ปฎิบัติธรรมอะไร เขาจะได้อะไรกันนักกันหนา มีจำนวนหกหมื่น เจ็ดหมื่นคน อะไรก็แล้วแต่เถอะ อาตมาว่า จริงๆ มันจะมีเนื้อ มีสักหกพันได้หรือเปล่า 5,000 4,600 อย่าว่าแต่ 6,000 เลย อั้ยนั่น 60,000 70,000 มันก็จะสัก 600, 700 ได้หรือเปล่า ที่ว่าปฎิบัติธรรมน่ะ นอกนั้นมันก็กินมังสวิรัติเท่านั้นล่ะมั้ง? นี่ไม่ได้ดูถูกดูแคลนอะไรหรอกนะ ซึ่งพวกเรานี่ เขาจะคำนวณยากเลย ประสิทธิภาพและคุณภาพของเรานี่ มันออกไปข้างนอกนี่ และก็ผลย้อนเข้ามาหา อั้ยต้นทุนของเรานี่ เขาคำนวณผิดหมด เพราะประสิทธิภาพของเราสูง คนๆ หนึ่งนี่ มีประสิทธิภาพ มีคุณภาพสูง เพราะฉะนั้นมันถึงสร้างวัตถุโลกได้ดี สร้างรูปแบบ สร้างลักษณะ คุณลักษณะออกไปในโลกนี่ดี มันถึงมีฤทธิ์แรงมาก มีผลผลิต มีอุปกรณ์ วัตถุยุทโธปกรณ์อะไรต่างๆ สรรพาวุธต่างๆ ที่ผลิตออกไปให้แก่โลกเขาได้รับนี้ มันจึงเป็นผลที่เห็นได้ว่ามีค่าสูง มันมีค่าสูงอย่างนี้ ทั้งๆที่โดยสภาพซับซ้อนนี่นะ มันควรจะมีทุนมากๆ ใช่ไหมล่ะ? มันควรจะมีคนมากๆ มันควรจะมีของดีๆ ของเราก็โถ... แหม... อะไรๆ ที่ใช้อยู่ทุกวันนี้นี่ อาตมาว่า อย่าไปพูด First Hand เลย Second Hand นี่ก็แสนจะบุญๆๆนักหนาแล้ว อั้ย Second Hand ที่ว่านี่ มันไม่ได้ Second จริงๆหรอก มันไม่ใช่มือสองนะ มันบางที มือแปด มือสิบ อั้ยเครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้นี่ก็ตาม อั้ยที่จะมายกอู่ออกมานั่นน่ะ จะยกอู่ออกมาจริงๆนี่ มันจะมีอะไร...หือ.. มันจะมีอะไรกันนักกันหนา ที่จะมายกอู่จริงๆ มาเป็นเครื่องมือเครื่องใช้อะไรของอโศกนี่ พวกเราจนนะ จนจริงๆ แต่เราจน มันเหมือนกับคนร่ำรวย ใช้ทุนรอน มีทุนรอนอะไรไม่มากมาย ทำ อะไรนี่ ผลผลิตของมันนี่ มันเกินเชื่อดังกล่าวแล้ว เพราะเราได้ทั้งแรงงานฟรี ทั้งเวลาที่เหลือของพวกคุณนี่ มาสละเพิ่มขึ้น เพราะว่าเวลามันก็สำคัญนะ เวลาสำคัญมาก เวลา แรงงาน เราได้แรงงาน ทุนรอนก็เอา แม้ทุนรอนมันไม่มากเพราะเราไม่ได้สอนให้ไปกอบโกย พวกคุณนี่จะมีทุนรอนมากอะไร ให้สละออกๆนะ แล้วอย่าสะสม แม้จะได้ดอกนะ ว่าเอาไปฝากแบงค์ ก็ยังอุตส่าห์ไปให้พวกคุณ...ตอนนี้ ก็หลายคน ก็บอกไม่กินแล้วดอก เอาเข้ามูลนิธิหมด ฝากแบงค์ไว้ ดอกจากแบงค์ก็ไม่เอาแล้ว เอามาใส่ให้มูลนิธิหมด แล้วมันจะไปร่ำรวยได้ยังไง ใช่ไหม? ไม่ได้สอนให้พวกคุณร่ำรวย ไม่ได้สอนให้พวกคุณต้องไปกอบโกย ไปสะสมอะไร เพราะฉะนั้นทุนรอนนี่จะน้อยลงๆ มันจะมากขึ้น ตามปริมาณคนที่จะได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งคนเพิ่มขึ้นก็ไม่ได้หมายความว่า พอเพิ่มขึ้นแล้วจะมาทำบุญเมื่อไหร่ เพิ่มขึ้นมาก็ใจมีจาคสัมปทา กว่าจะมีทานมัย กว่าจะเกิดปัญญาว่า เออ! เราควรสละเงิน สละทอง ช่วยเหลือที่นี่บ้าง เราก็ไม่เคยไปบีบบังคับ ไม่เคยไปล่อหลอก ไม่เคยไปยั่วยุอะไรเอาเลย ไม่เคยใช้หลักจิตวิทยา ที่จะยั่วยุให้เขาอยากจะทำทาน มากๆ เราจะได้รวยมากๆ เราจะได้มีเงินมากๆ จะได้มีสมบัติมากๆ ไม่เคยทำใช่ไหม? จนกว่าเขาจะเกิดญาณปัญญาของเขาเอง เกิดความรู้ ความเข้าใจเองว่าเราควรจะสละบ้างนะ เราควรจะกล้าจน เราควรจะลดน้อยลงไปได้อีก แค่นี้เราก็มั่นใจว่าเราพอกินพอใช้แล้ว เพราะฉะนั้นเราแบ่งสัดแบ่งส่วนที่มี ที่เหลือ ที่เกินนี้ มาทำบุญทำทาน ทีนี้ก็กระจอกงอกง่อยลงไปทุกที ภาวะที่ต้องออกไปต่อสู้ ที่ต้องใช้เงิน ใช้ทอง ใช้ทุน ใช้รอนออกไปต่อสู้กะเขา หรือออกไปเผยแพร่ ออกไปทำงานอะไร มันก็มีเพิ่มขึ้นมากขึ้นทุกที คุณก็รู้ด้วยปัญญากันเอง สนับสนุนมา สมทบทุนกันเอง อาตมาภูมิใจนะ ภูมิใจในสภาพที่พอเป็นพอมี แม้เราจะต้องพูดบ้าง บอกบุญบ้าง บางครั้งบางคราว อาตมาเปรยปรายบอกบุญ เออ! อันนี้ อันนี้นะ มันต้องใช้แล้วนี่ มาช่วยกันหน่อย บอกบุญไปบ้าง อาตมาก็ว่ามันถึงที่สุดแล้วล่ะ ถึงที่สุดแล้วละ ทำขนาดนี้ อาตมาก็ว่าได้ทำหลายแล้วล่ะ หยาบนักขนาดเกินกว่านี้ มันก็ทำไม่ไหวแล้วล่ะ ขนาดนี้อาตมาก็คิดว่ามันหยาบแล้วนะ ทำขนาดนี้ก็หยาบแล้วนะ บอก บุญก็เปรยๆ ปรายๆกันหลายที อาตมาก็บอกกัน เปรยปรายไปหลายทีนี่ ขนาดนี้อาตมาก็ว่าหยาบนักหนาแล้ว มันจะอยู่ไปได้ มันก็ได้ มันจะไม่รุ่งเรืองกว่านี้ มันจะไม่ทำประสิทธิภาพ ประสิทธิผลอะไรได้มากกว่านี้ ก็แค่นี้ จะทำยังไงได้ อาตมาดูสารคดี ไม่ได้ดูทีเดียวหรอกนะ ดูสารคดีเมืองจีนซึ่งด็อกเตอร์สมเกียรติ เขาไปเอามาออกตอนนี้ มีสารคดีเมืองจีน มีที่ดิน ที่อะไรเวิ้งว้าง เป็นปราสาทเก่า กรุงเก่า เมืองเก่า มีที่ว่าง ที่เวิ้งว้างอะไรต่ออะไรตามแม่น้ำเหลืองไป ตามแม่น้ำอะไร เราเรียก แม่น้ำฮวงโห ไปย้อน โอ้โฮ...มันยังมีที่ดินรกร้างว่างเปล่าเยอะ แหม แบ่งให้พวกเราชาวอโศกไปอยู่สักส่วนหนึ่งคงจะดี ไปเป็นพรรคใหม่ นะ พูดแล้วก็นึกถึง The Other Side of the Horizon อีกฟากฟ้าหนึ่ง เรื่องศึกล้างเมืองมารนั่นน่ะ พระเอกชุนฟู่ ชิงหยุน นึกถึงเมืองมารของชิงหยุนน่ะ ซึ่งเขาก็บอกว่าเป็นเมืองที่เขาไปรวมกันอยู่ แล้วก็เขา..พวกชาวบ้านชาวเมืองอะไร เขาก็หาว่าเป็นพวกมาร ไม่รู้จะไปเถียงเขายังไง เขาก็หาว่าพวกมาร โอ้! มันเข้าเรื่องจริงๆ มันเหมือนยังกะแกะเลย มันเหมือนกันยังกะแกะเลย สุดท้าย มันจะลงเหมือนชิงหยุน หรือเปล่าก็ไม่รู้ ใครยังจำได้มั่ง? เหมือนชิงหยุน สุดท้ายก็ต้อง...ชิงหยุนน่ะ ตายเพราะใคร ตายเพราะทหารโนเนม อะไรก็ไม่รู้ คือไว้ใจเขาแล้วนะ (จบม้วน A 1 เริ่มม้วน B 1) มือกระจอกล่ะสิ มือทหารกระจอกอะไรมาเสียบชิงหยุนตาย โถ...สุดท้าย ก็ตายด้วยมือกระจอก ไม่น่าจะตายก็ตาย เป็นจอมยุทธที่ใครก็สู้ไม่ได้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive