310127 ตอบปัญหาพระนิสิตมหาจุฬาฯ โดย พระโพธิรักษ์ครั้งที่ 1 ณ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ.docx
เนื้อหาในไฟล์
310127 ตอบปัญหาพระนิสิตมหาจุฬาฯ โดย พระโพธิรักษ์ครั้งที่ 1 ณ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ
ได้อาราธนาท่านอาจารย์ พระโพธิรักษ์ ซึ่งมาบรรยายเกี่ยวกับเรื่อง ขบวนการความคิดทางด้านศาสนาในเมืองไทยนะครับ ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งที่เราใช้ในหลักสูตรของเรา เพราะฉะนั้น ในการบรรยายที่เกี่ยวกับเรื่อง ขบวนการความคิดในวันนี้ นะครับ เราก็ได้อาราธนาท่านอาจารย์ท่านมาโดยตรงเลย ได้สัมผัสกับชีวิตจริงๆอะไรจริงๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อก่อนที่จะเข้ามาสู่ห้องเรียน ผมก็ได้เรียนถาม บอกว่าท่านนิสิตจะถามอะไรบ้าง ท่านบอกแหม!ยินดีมากเลยว่างั้นนะ ท่านนิสิตจะมีปัญหาอะไรถาม ท่านก็บอกว่าจะดี เพื่อเป็นการขจัดข้อกังวลอะไรต่างๆ เพื่อที่จะได้เกิดความกระจ่างขึ้น และอีกอย่างหนึ่งผมก็ได้เรียนถามท่าน ต่อไปอีกหน่อยหนึ่งว่าท่านว่าชาวอโศกทุกๆท่านก็คงจะเข้าใจมาตลอดว่า ชาวอโศกคืออะไร ท่านก็บอกว่า เมื่อก่อนมันก็เกิดจากที่นี่แหละครับ ที่ลานอโศกเรานี่หนะครับ วัดมหาธาตุเหมือนกัน ท่านเคยมบรรยายที่นี่ อะไรที่นี่นะครับ เพราะฉะนั้น วันนี้เราก็รู้สึกว่า เราก็จะได้พบของจริงนะครับ เมื่อเรา ได้พบของจริงแล้วก็อย่าลืมว่า ถ้าติดขัดปัญหาอะไรก็จะได้เรียนถามท่านนะครับ เพราะฉะนั้น เพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลานะครับ ก็ผมในนามของ คณบดีคณะสังคมศาสตร์ ก็ขอกราบอาราธนา ท่านอาจารย์ได้บรรยาย ถวายความรู้กับบรรดานิสิต คณะสังคมศาสตร์ปีที่ 3 สืบต่อไป ขอกราบ อาราธนานิมนต์ครับ
เจริญธรรมครับท่านพระนิสิตทั้งหลาย ผมก็ไม่เคย ไม่เคยไปบรรยาย โดยเฉพาะบรรยายเป็นเรื่องเป็นราวแบบเป็นห้องเรียน ห้องศึกษาอะไรยังงี้โดย ตรง ในนักเรียนงี้ยังไม่เคยได้กระทำ เคยบรรยายเหมือนกัน จะว่าไปก็จะเป็นวิชา เขาก็ไม่ได้ชื่อวิชา เขาก็ชื่ออะไรไปเช่นว่า ม
อ่านต่อ
หาวิทยาลัยการทัพบกยังงี้ก็เคยไป บรรยายชั่วโมงหนึ่ง สองชั่วโมงอะไรแค่นั้น ดูเหมือนสองชั่วโมงหรือไงนี่ ก็แล้วไปเท่านั้น ถ้าจะว่าเคยกับพระนี่ไม่เคยเลย แต่ฆราวาสนี่ก็เคยอย่างที่ว่างั้นบ้าง นี่ได้มาพบกับพระเลยจริงๆ ก็ยินดีที่จะได้เล่าความจริงอะไรต่ออะไรให้ฟัง เพราะว่าผมก็แน่ใจว่า ผมมาทำงานเกี่ยวกับความจริง ความจริงที่ได้พบ ความจริงที่เชื่อมั่น ความจริงที่เห็นจริง แล้วก็เอามาประกาศ ทีนี้การประกาศของผมนี่แหละ ซึ่งเป็นการประกาศที่อาจจะนอกระบบ หรืออาจจะไม่เป็นหลักวิชาตามที่เขาได้ตรากันเอาไว้ ได้วางระบบระเบียบอะไรกันเอาไว้บ้าง มันก็เลยทำให้ดูแปลกๆไป แล้วอีกอย่างหนึ่ง ผมรู้เหตุอยู่ว่า ที่ผมเองผมบรรยายหรือว่า ชี้อะไรออกมาต่างๆนานาด้วยวิธีการอะไรที่ผมทำนั้นน่ะ มันเป็นศิลปะวิทยายุทธของผมเอง ซึ่งผมเองผมรู้ตัวว่าทำอะไร ทำไมต้องทำอย่างนั้น ผมก็รู้ของผมเอง ผมต้องการจะให้คนชอบหรือให้คนไม่ชอบ มันก็เป็นเรื่องของผมเอง ที่ผมกำหนดเอาเองว่า ผมจะต้องทำให้ได้เท่านี้ ถ้าให้คนชอบมาก ผมก็ไม่มีแรงที่จะต้อนรับ ถ้าให้คนไม่ชอบ ก็ต้องทำให้คนเขาไม่ชอบ แล้วก็ผลักออกไปซะประมาณหนึ่ง แต่ไม่ผลักให้คนจนกระทั่ง ต้องเข้ามาฆ่ามาแกงเหมือนกะอย่างพระเยซู หรืออย่างผู้ที่ได้รับ ผลกระทบ หรือแม้แต่พระโมคคัลลานะก็ตาม ที่โดนศัตรูด้านที่เขาไม่พอใจ มาทำร้ายทำลายเอาได้ ก็ประมาณอย่างนั้นอยู่ เท่านั้นเอง เพราะมันจึงไม่มีรูปแบบตายตัว มันจึงไม่อยู่ในระบบ เพราะฉะนั้น จะเอาระบบหรือเอารูปแบบอะไรตายตัวนั้น ผมคงเล่าไม่ได้ คงบอกตายตัวไม่ได้ ทีนี้จะบอกหลักการคร่าวๆ หรือว่าหลักการหลักๆนั้นบอกได้ ว่าวิธีการเผยแพร่ หรือวิธีการที่จะสร้างสิ่งที่เราหมาย หรือทำในสิ่งที่เราหมายนี้ ผมมีหลักการ หรือว่ามีวิธีการอย่างไรนั้น บอกหลักๆ แกนๆใหญ่ๆ ของตัวเองนั้นก็บอกได้ว่า หลักการของผม หรือวิธีการของผม ก็ไม่ออกไปจากของพระพุทธเจ้า คือวิธีการที่จะทำให้คนเข้าใจสัจธรรมได้ดีที่สุด ง่ายที่สุด นี่ความหมายกว้างๆ วิธีที่ดีที่สุดเท่าที่เราคิดได้นะ ผมมีภูมิเท่านี้ ผมก็เอาให้ดีที่สุดเท่านี้ และก็ง่ายที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะฉะนั้นภาษาคารม คำความอะไรบางที บางครั้ง ก็จะเป็นภาษา คารม คำความที่ออกจะ ถ้าสนิทๆบางทีออกจะโสกโดกด้วยซ้ำ ที่จริงไม่ได้เจตนาจะโสกโดกหรือให้สกปรกอะไร แต่ว่าถ้าพูดไปถึงความไม่ดี ไปพูดถึงความต่ำ ความหยาบแล้ว เรากล่าวถึงความหยาบ คำที่มันจะบอกความหยาบความต่ำ มันก็จะเป็นภาษาที่หยาบที่ต่ำ และมันถึงจุดของมันจริงเท่านั้นเอง ส่วนหลักการนั้น หลักการไม่มีอะไร ก็มีแต่เผยแพร่ความจริง หลักการก็ มีแต่หลักการว่าจะทำอะไรให้คนได้รู้ มันมีเป้าหมายใหญ่อยู่อันหนึ่ง ที่ผมถือว่าเป็นหลัก หลักตายตัวของผมเลยว่า ผมจะทำงานเมื่อไร อย่างไรนี่ จะทำอย่างไรที่จะทำให้คนเขาได้รับการสื่อออกไปแล้วนี่ พอสื่อออกไปแล้วนี่ จะต้องกระทบกระแทกกระเทือน และก็เปลี่ยนแปลงได้ อันนี้แหละเป็นความเข้าใจที่ต่างกันอยู่ โดยเฉพาะที่สอนๆกัน หรือเรียนๆกันมาว่า อนูปวาโทก็ดี อุปหัจจะอะไรก็ดี ที่แปล กันบอกว่า อย่าไปเทศน์กระทบกระเทือนท่าน หรือว่าอย่าไปพูดคำอนูปวาโทอะไรงี้เป็นต้น อย่าไปพูดคำอุปวาทอะไรต่างๆพวกนี้ก็ตาม ผมเองผมก็เห็นว่าแปลกันไม่ถูก เห็นว่าพูดกันไม่ถูก ผมก็ทำตามที่ผมเห็นว่า ที่ถูกต้องควรเป็นเช่นนี้ เช่นว่า อย่าไปพูดกระทบกระเทือนท่าน กระทบตนกระทบท่านนี่ ผมเองผมว่า ผมทำไม่ได้ในโลกนี้ ผมว่าใครก็ทำไม่ได้ พูดออกไปแล้วไม่กระทบ ขนาดพูดคำชมยังกระทบคนเลย ชมคนก็ต้องไปกระทบคนที่เขาทำดีอันนั้น พูดชั่วมันก็ต้องไปกระทบคนที่ทำชั่วอันนั้นมันไม่กระทบไม่ได้ อันนี้แปลกัน เอ๊ มันแปลกันเกินการ ผมว่าภาษาแปลนี่มันแปลกันเป็นไปไม่ได้ แปลยังงี้แล้วมัน มันแปลได้ภาษาเฉยๆ แต่พฤติกรรมจริงมันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วยว่าจะแปลว่า พระธรรมกถึกจะต้อง เทศน์ไม่กระทบตน ไม่กระทบท่าน แต่ถ้าจะแปลให้ได้ความ ก็ต้องแปลว่า อย่าให้กระทบกระเทือนไปในแง่ร้าย กระทบกระเทือนแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปใน แง่ร้าย ยั่งงี้ถูกต้อง อย่าให้กระทบกระเทือน แล้วก็เปลี่ยนแปลงไปในแง่ร้าย แง่เสียหาย ยังงี้ถูกต้อง แต่ถ้ากระทบกระเทือนแล้ว เปลี่ยนแปลง แตกตัวเลย เกิดจุดสันดาป เกิดจุดชะวาลย์ เกิดจุดปฏิกิริยา เกิดการสังเคราะห์ขึ้นมา เป็นสภาพที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี ที่เราต้องการได้ อย่างนี้นี่แหละเป็นจุดหลักที่ผมต้องการ และผมก็กระทำมาตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า คำเทศน์ก็ตาม คำกล่าว คำบรรยายอะไรก็ตามของผม นี่จะเทศน์แรง กระแทกแรง และผมก็ประมาณเท่านั้นว่า คนในระดับนี้อย่างนี้ๆ ผมจะแรงเท่าไหร่ บางทีผมแรงได้มากๆผมก็แรงมากๆ ถ้าแรงไม่ได้มาก ผมก็เอาขนาดนี้ ตามที่เราเองมีการประมาณเอา ใช้สัปปุริสธรรม 7 ประมาณอยู่ตลอดเวลา เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ผมเห็นว่าความบกพร่องของศาสนานี้ ที่เผยแพร่ไม่ได้ ก็เพราะเข้าใจผิดตรงอย่าเทศน์กระทบตน กระทบท่านนี่แหละ เป็นตัวหลักใหญ่ๆเลย เสร็จแล้วก็เลยเทศน์แต่เรื่องเรื่อยๆเฉื่อยๆไป จะให้ดีก็ต้องเทศน์แต่เรื่องดี อย่าไปพูดถึงเรื่องชั่ว เพราะพูดเรื่องชั่วมันจะไปกระทบผู้อื่น เดี๋ยวเขาจะไม่สบายใจ เขาไม่ชอบ ยิ่งเรามีกิเลสมานะ มีกิเลสรักสรรเสริญ ก็เลยต้องเทศน์ให้เขาชอบหวานแต่เรื่องดี เรื่องอะไรไม่กระทบใคร เราก็ได้ลาภ ได้ยศ ได้สรรเสริญไป โอยเทศน์สวย เทศน์เพราะ ไม่กระทบใคร ไม่กระเทือนใคร ที่จริงความชั่วนี่ มันก็ต้องกระเทือนก่อน ให้เขารู้ตัวก่อน ให้เขารู้ว่ามันมีความชั่วแล้วนะ ต้องรีบนะความชั่วมันอยู่ที่ใคร มันซวยอยู่ตลอดเวลา อยู่ 1 นาที 1 วินาที มันก็ซวยอยู่ที่เรา 1 วินาที ให้รีบรู้ตัว แล้วต้องรีบจัดการเอาออก มันจึงจะเจริญ ส่วนความดีนั้นไม่ต้องพูดกันก็ได้ มันจะอยู่อีกกี่ปี กี่ชาติก็ชั่งมันปะไรในคน ถ้ามันเป็นความดีไม่ต้องไปยกยอปอปั้นกันหรอก ไม่ต้องไปบอก จะสำทับบ้าง จะย้ำบ้าง เป็นครั้งเป็นคราว ไม่เป็นไรความดี เพราะไม่เสียหาย จะอยู่กับเรานานเท่าไหร่ก็ไม่เสียหาย แต่ความชั่วต้องรีบบอก ต้องรีบให้รู้ตัว และคนไม่ค่อยรู้ตัวกันได้ง่ายๆว่าเราชั่ว ไม่ค่อยรู้หรอกครับ ไม่ค่อยรู้ว่าเราชั่ว นี่เป็นเรื่องใหญ่ เป้าประเด็นนี้แหละ เป็นประเด็นที่ผมทำงานมาแล้ว จึงไม่เกิดการชอบ คนจึงไม่ชอบผม เพราะผมเองทำอย่างนี้ คงจะพอเข้าใจนะว่า หลักการหรือวิธีที่ผมใช้นี่ มันจึงเป็นหลักการวิธีที่มันออกจะต่างกับความรู้สึกของคนส่วนใหญ่ ส่วนมากกระทำ นี้เป็นเนื้อหาที่ผมคิดว่า ถ้าพูดไปแล้วก็คงจะพอเข้าใจ และผมก็คิดว่าผม ทำได้ดีพอสมควรตรงที่ว่าผมทำแล้วก็ไม่เกิดศัตรู จนกระทั่งผมอยู่ไม่ได้ ต้องเดือดร้อนกันจนกระทั่ง กลายเป็นพระโมคคัลลาต้องถูกเขาฆ่าตายไป กลายเป็นพระเยซูต้องถูกเขาจับไปแขวนตรึงกางเขน อะไรอย่างงี้เป็นต้น ผมก็ว่าผมทำได้พอสมควร ทำได้และก็มีผู้ที่มีอินทรีย์พละ และมีปฏิภาณ ปัญญา สามารถรับรู้ผมได้ว่าผมเจตนาอะไรๆ ก็มีทั้งสภาพท้าทายให้มาพิสูจน์ เป็นเอหิปัสสิโก คือมันท้าทาย มันชี้ชวน คนเขาก็อยากจะมาตรวจสอบ อยากจะมาดู อยากจะมาพิสูจน์เขาก็มา ท้าทายให้มาพิสูจน์เขาก็มา เมื่อมาพิสูจน์แล้ว เขาก็ได้รู้ความจริงลึกๆ เมื่อติดตามนานๆลึกๆเข้าไป เขาก็ได้ ได้สิ่งที่ควรได้ควรเป็น จึงเกิดสภาพที่ทำให้คนได้รับประโยชน์นั้นขึ้นมาจริงๆ นี่เพราะว่าผมกลั่นกรองเอา ผู้ที่ต้องเรียกว่าใจถึง หรือว่ามีภูมิปัญญาที่เอ็นสะท้านเข้ามาได้ คือมันมีการเอ็นสะท้านเหมือนกัน มันมีการเอ็นทร้าซแต่ว่ามันก็ต้องยากหน่อย มันต้องโดนหนักๆหนาๆเขาเข้ามา เพราะฉะนั้น ผู้ใดเข้ามาได้ ต้องเอ็นสะท้านเข้ามา ถึงจะเข้ามาได้ เมื่อเข้ามาแล้วจะจริงไม่จริง จะดีไม่ดีก็อยู่ที่ตัวเขา เขาก็ว่ากันไป เพราะว่าผม เองผมเชื่อว่า ผมไม่ได้มาลวงอะไรใคร มีจริงอะไรก็เอาอันนั้นเปิดเผย มีเจตนา ตรงๆ มีความสามารถที่จะสื่อออกมาได้ ขยายความบรรยาย หรือว่ามีสื่อด้วยวิธีการใดๆก็แล้วแต่ ตั้งแต่นั่งพูด หรือว่ามีอิริยาบถแสดง มีพฤติกรรม พฤติการณ์อะไรอยู่ก็ทำอย่างนั้นแหละ เพื่อสื่อไปจนกระทั่ง จะเป็นสื่อทางด้านภาษา คารม โวหาร คำเรียง คำร้อยอะไรก็แล้วแต่ ก็ทำไปหมด จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ ใช้สื่อ สื่อไปจนกระทั่ง แม้วิดีโอผมก็ใช้ และก็ไม่ได้ใช้ธรรมดาด้วย วิดีโอหนังจีน หนังแขก หนังญี่ปุ่นอะไร ผมเอาทั้งนั้น แต่ต้องเซ็นเซอร์ ผมเซ็นเซอร์หมด เรื่องใดที่จะให้มาดูกันได้ มาใช้ได้ผมใช้ ไอ้ที่ใช้ไม่ได้ หรือว่าไม่สมควรผมก็เซ็นเซอร์ทิ้งไป เซ็นเซอร์ซ้อน กบว. กบว.ให้ออกตลาด ผมก็เอามา แล้วมาซ้อนอีกทีหนึ่งว่า อันใดที่ใช้ได้อันใดไม่ได้ ผมก็คัดเอาแต่ที่ใช้ได้ยังงี้เป็นต้น ก็ใช้สื่อทั้งนั้น พยายามใช้เท่าที่มันมีเทคโนโลยี่ มีอะไรต่ออะไรที่มันสมควรจะเป็นการศึกษา ที่จะสื่อออกได้ นี่ก็เป็นหลักการเผยแพร่ เป็นวิธีการเผยแพร่ คร่าวๆสั้นๆ ผมคิดว่าผมตั้งใจจะให้ถามมากกว่า เพราะว่าเวลามีเพียงชั่วโมง สองชั่วโมงนี่ มันคงจะบรรยายอะไรที่เป็นเนื้อหาสาระอะไร ก็คงจะยาก เพราะฉะนั้น ผมว่ามีอะไรอยากจะรู้ถามมาดีกว่า ถามมาได้อะไรๆก็ถามได้ อันไหนผมตอบได้ผมก็ตอบ อันไหนผมตอบไม่ได้ ผมก็ไม่ตอบเท่านั้นเอง มันไม่มีปัญหาอะไร
ถาม : โครงการเผยแพร่ของสำนักอาจารย์นี่เกิดมาจากอะไร ตอบ : ผมเองผมปฏิบัติธรรมมาด้วยตัวเอง บอกก่อนนะ อย่าหาว่าผมอวดดี ผมปฏิบัติธรรมในชาตินี้ ผมไม่มีครูบาอาจารย์ ผมปฏิบัติธรรมไม่มีครูบาอาจารย์ อันนี้เป็นเรื่องที่หลายคนหาว่าพูดอย่างหยิ่งผยอง ที่จริงไม่ใช่หยิ่งผยอง ผมไม่มีครูบาอาจารย์ ชาตินี้ผมไม่ได้สนใจธรรม ไม่ได้สนใจศาสนา และผมก็ไม่เคยคิดว่า ผมจะต้องมาเป็นแบบนี้ ผมก็อยู่โลกๆของผมไปตามเรื่องตามราว แต่ถึงเวลาวาระของมัน มันก็มาของมันตามเหตุปัจจัยของมันหนะ ซึ่งเดี๋ยวนี้ผมอธิบายได้ แต่ก่อนนี้ผมพูดไม่ได้หรอก ผมไม่รู้ เดี๋ยวนี้มันรู้แล้ว มันไม่มีปัญหาอะไร ผมไม่ได้เจตนาจะมาบรรบาย จะมาเผยแพร่อะไร เป็นแต่เพียงว่า ผมปฏิบัติของตนเอง ปฏิบัติได้แล้วผมก็คิดว่า เออ!ก็ได้แล้ว ผมก็คิดว่าผมจะช่วยโลกแต่เพียงว่าผมจะเขียนหนังสือ เขียนบรรยายออกไป ก็เขียนบทความ เขียนหนังสือ เขียนอะไรมีทุนรอนใครจะพิมพ์ ช่วยพิมพ์ ก็พิมพ์ออกไปแจกจ่ายกันไปเท่านั้น ผมคิดอย่างงั้นตอนแรก ผมเลิกทางโลกแล้วนี่ ทิ้งบ้านช่องเรือนชาน ทิ้งสมบัติพัสถาน ทิ้งอะไรทุกอย่างแล้ว ผมก็ออกไปอยู่วัดอโศการามนั่น ไปปลูกกุฏิอยู่ในป่าแสม ซึ่งต้องเจาะเข้าไป ผมทำสะพานบุกเข้าไปในป่าแสมทางชายทะเล ถ้าใครรู้แต่เดิมแต่ประวัติ ผมก็ไปอยู่ที่นั่น ก็เขียนบทความส่งมาให้ หนังสือของกรมการศาสนา หนังสือแต่ก่อนนี้ล้มไปแล้ว หมดไปแล้ว หนังสืออะไรลืมไปแล้ว หนังสือของกรมการศาสนาเองน่ะ หนังสืออะไรนี่ผมก็เขียนส่งไป แม้แต่ส่งไปให้คุณอทึก สามมุขอะไรก็ส่ง เขียนบทความส่ง และก็หนังสือต่างๆนี่ ผมเขียนเป็นเรื่องเป็นราวอะไร ผมเขียนไป มีทุนมีรอนก็พิมพ์ออกไป กะว่าเท่านั้นตอนแรกๆน่ะ เสร็จแล้วก็มีคนเข้าไปหา เข้าไปบุกถึงที่ที่ผมอยู่ เข้าไปก็ไปขอถามขอไถ่ ซักไซร้ไล่เรียงอะไรต่างๆนานา ผมก็ตอบก็คุยกะเขาไป ในเรื่องที่ผมจะตอบจะคุยกะเขาได้ เสร็จแล้วก็มีผู้เห็นดิบเห็นดีอะไร ก็ไปลากผมออกมาจากกุฏิ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้บวช ผมก็ไม่ได้บวช ผมก็อยู่เป็นฆราวาสนี่ โกนหัว นุ่งกางเกงขาสั้นตัว ใส่เสื้อง่ายๆของผม ธรรมดาง่ายๆแค่นั้นเอง เขาก็ลากออกมาให้บรรยาย มาบรรบายที่วัดนรนาถฯก่อนตอนแรก ไปบรรยายวัดนรนาถฯ พอจากวัดนรนาถฯก็ลากมาบรรยายนี่ ลานอโศกนี่ ตั้งแต่มันยังเป็นลานอโศก ยังไม่มีตึกอะไรพวกนี้ มีแต่ต้นอโศกเต็มตลาดอยู่ที่นี่ พอถึงวันเสาร์วันอาทิตย์ที ก็เต็มครืนๆอยู่ที่นี่ ผมก็มาบรรยายที่ใต้ลานอโศกนี่แหละ ครื้นเครงๆอยู่ที่นี่ ที่เมื่อกี้ที่อาจารย์มหาสำรวม พูดว่าคำว่าอโศก มันก็มาจากตรงนี้ ผมอยู่วัดอโศกการาม และยังมาบรรยายที่วัด ที่ลานอโศกนี่ และผมก็เลยคิด พอหมู่ฝูงเขาบอกออกหนังสือสิ มีนิตยสารพอดี ผมมีเพื่อนมีโรงพิมพ์ เขาก็ยินดีที่จะพิมพ์ แต่เขาไม่มีปัญหาในเรื่องทุนรอน เพราะผมเคยทำงานร่วมกัน และผมก็เคยช่วย มันมีบุญคุณแก่กันอยู่ ก็เลยพิมพ์หนังสือ ผมก็ออกมาเป็นหนังสืออโศก เสร็จแล้วก็มาเป็นพวกอโศกเท่านั้นเอง พอผมมาบรรยายมากๆๆๆ ผมก็เลยถูกลาก ถูกจูงออกมา คนก็มาฟัง และก็มาปฏิบัติตาม แล้วก็มาเป็นเกาะเป็นกลุ่มเป็นอะไร ผมก็เลยต้องบวช เรื่องของเรื่องผมก็เลยต้องบวช เพราะว่าตอนแรกผมไม่บวช เขาหาว่าผมเป็นคนบ้า มาพูดแล้วคนมันก็ไม่ศรัทธา พูดอะไรมันก็เหมือนภาษาบ้า เพราะผมพูดแล้วมันเป็น มันปฏิโสต มันคนละเรื่องกัน มันทวนกัน มันก็เหมือนคนบ้า ผมก็เลยว่าเอ๊! ถ้าอย่างงี้ คนเขาดูถูกดูแคลนผม เขาเองเขาไม่เข้าใจศาสนา แล้วเขาไม่เข้าใจธรรม เขาดูถูกธรรม ฟังแล้วเขาฟังเป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องบ้า เรื่องเหลวไหล ผมก็เห็นว่ามันไม่กลมกลืนกันน่ะ ก็เลยต้องบวชซะ คิดว่าบวชดีกว่า ทำรูปให้มันเป็นนักบวชซะ เมื่อเป็นรูปนักบวชแล้วก็ไม่มีปัญหา ผมก็เป็นนักบวชมาแล้วก็บรรยาย บรรยายก็ดีตานี้ เพียงแต่มาบวชเท่านั้นน่ะฟังได้ ไอ้ตอนที่ไม่บวช เป็นฆราวาสโกนหัว นุ่งกางเกง ใส่เสื้อคอกลมง่ายๆ เขาก็หาว่ามันคนบ้า เขาก็ไม่ค่อยศรัทธา มันก็ไม่ได้เรื่อง แต่พอมาเป็นนักบวชแล้ว มันก็ไม่มีปัญหาทีนี้ เขาเห็นยังงี้แล้วเขาฟังงี้ เขาฟังได้ ก็เลยได้ประโยชน์มาเรื่อยๆ เรื่อยๆๆๆ จนกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราว เป็นยังงี้มา ผมไม่ได้มีเริ่มต้น ผมไม่ได้อยากต้องการอะไร ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอะไร ถาม : จุดเริ่มแรกของอาจารย์ไม่มีใช่ไหมครับ เพียงแต่เกิดจากผลการ ปฏิบัติ เห็นดี เห็นงาม ตอบ : ผมไม่ได้ได้มีจุด จะเรียกว่าจุดเริ่มแรก มันก็ตามฟังก็แล้วกัน ตามที่ผมเล่ามันเกิดเมื่อไหร่ ผมว่าผมไม่ได้เคยมี project ผมไม่ได้มี planning อะไร ไม่เคยมีไอ้ความต้องการว่าจะต้องทำยังโง้นยังงี้ ไปทางโน้นทางนี้ ไม่เคยมี ไม่เคยคาด ทำตามปัจจุบัน ถาม : แต่ปฏิบัติดี เห็นดีเห็นงาม คนปฏิบัติตามแล้วก็เลยทำเรื่อยๆ ตอบ : มันก็เป็นของมันเอง ถาม : แต่ทีนี้พอหลังจากอาจารย์บวชมาแล้วนี่นะครับ ก่อนที่จะตั้งสำนัก สันติอโศก เป็นปึกเป็นแผ่น มันมีอิทธิพลอะไรกดดันหรือเปล่า หรือไม่เลย ตอบ : นี่มันต้องเล่าประวัติยาวเหยียดเลย อะไรต่ออะไร ผมคิดว่าก็คง จะต้องถามกันเรื่องนี้ เพราะว่ามันข้องคากันเหลือเกิน เรื่องของเรื่องมันก็คือ พอผมออกมาบรรยายมาอะไรแล้วนี่ มันก็บรรยายอย่างผมนี่แหล่ะ ขณะผมบรรยายอยู่ที่นี่ ผมก็บอกว่านี่หลงพระพุทธรูปกันมาก เขาก็ฉลองพระพุทธรูปกันองค์ใหญ่ๆ ตั้งอยู่ที่ลานนี่แหละ ผมก็เฉ่งปี๋อยู่ตรงนี้ ว่านี่จะเอาส่งไปเมืองนอกด้วย พระพุทธรูปองค์เบ้อเร้ออะไรนี่ ผมก็บอกไอ้ยังงี้มาเสียเวลากันทำไม หลงใหลอะไรกันนักกันหนา พระพุทธรูปเดี๋ยวนี้มีมากกว่า 53 ล้านองค์ แจกกันคนละองค์ คนละสององค์ยังได้เลยนี่ ที่ ปั๊ มกันออกมาแล้วนี่ต้องไปทำอะไรกันนักกันหนา เยอะแยะมากมาย และก็หลงใหลเล่นกันอยู่ไม่เข้าเรื่อง ผมก็เฉ่งอยู่ตรงนี้ยังงี้เป็นต้น ผมก็ทำของผม ทวนกระแสอะไรต่างๆนานา แต่ผมก็ต้องทำไป แต่ที่คนที่ถึงอย่างที่ว่านี่ คนเข้าได้ คงฟังได้ รู้เรื่องได้ เห็น เขาก็มา ผู้หญิงก็มา ผู้ชายก็มา มากันมาปฏิบัติ มาประพฤติตามกัน พระก็มา มีทั้งพระมหานิกาย มีทั้งพระธรรมยุตอะไรก็มา ผมอยู่วัดอโศกการาม วัดธรรมยุต เสร็จแล้วพระมหานิกายก็มา ก็มาศึกษาเล่าเรียนอะไรไปเรื่อย จนกระทั่งปีหนึ่งผ่านไป ปีที่สองผมบรรยายอยู่งี้ ก็มีพระ มีฆราวาส มีอะไรมาศึกษา พอมาศึกษาแล้ว ผมเองอยู่วัดอโศการาม ผมก็อยู่กุฏิของผม ผมเองผมก็ไม่เห็นด้วย ที่วัดอโศการามทำตั้งมากตั้งมาย ก็เลยกลายเป็น เอ๊! ผมอยู่ท้ายวัด พวกที่จะมาหาผม ก็เดินตรงดิ่งไปท้ายวัดโน่น พวกที่จะมาวัดอโศการามก็เข้าไปตรงศาลา มันก็เลยจะเป็นสองวัด เพราะผมอยู่ท้ายกุฏิ คนจะไปหาผมก็ไปหาผมทางโน้น ดูๆไป แล้วผมก็ว่า เอ๊! พร ะมาหาผมบ้าง ฆราวาสมาหาผมบ้างอะไรมากมายนัก คนก็มากขึ้น และมันก็ว่าไม่ใช่ธรรมดา มันก็ต้องมีการเห็นการรู้กันใช่ไหม แต่กลายเป็นว่า ผมเป็นพระบวชใหม่ด้วย แล้วมาเหมือนกะมาแอ็คอาร์ต ตั้งกองอะไรอยู่ในวัด คุณนึกดูก็แล้วกันว่ามันจะเป็นยังไง ผมบวชปั๊บเขามานิมนต์ขึ้นเทศน์บนศาลา ญาติโยมก็นิมนต์ขึ้นเทศน์บนศาลา ซึ่งธรรมดาพระบวชใหม่น่ะขึ้นไปเทศน์ไม่ได้หรอก ยิ่งวัดอโศการามแล้ว 10 พรรษาแล้วยังไม่ได้เทศน์เลย อย่างดีก็ขึ้นไปอ่านวินัย วัดอโศกรามนี่ ยังไม่กี่พรรษานี่ อย่างดีเวลาว่างให้นิมนต์ขึ้นไปอ่านวินัย ที่ไม่มีใครเทศน์ก็ตู๊กันแบบนั้น นอกนั้นถ้าจะเป็นพระเทศน์ต้องเป็นพระอาจารย์ แต่ผมขึ้นไปเทศน์ มันก็เลยยิ่งเอ! พระต่างๆนานา ก็มองผมไปในแง่ หมั่นไส้มั่ง แล้วแต่นะผมว่าริษยาก็คงเป็นน่ะ เป็นริษยาบ้าง เป็นอะไรต่ออะไรบ้าง ก็ต่างๆนานา หลายอย่างหลายอัน ผมก็ว่า เอ๊! ผมทำงานยังงี้กะหมู่อยู่ที่นี่ คงไม่สะดวก คงไม่ดี พอมาปีที่ 2 ที่ 3 ปีพ.ศ. 16 ผมบวช พ.ศ.13 ผมบวช 2513 เสร็จแล้วพอ 16 ผมก็เลยพิจารณาว่าคงจะต้องไปหาที่ๆอื่น ก่อนจะถึง 16 นั่นแหละก็หาแล้วล่ะ ก็หาที่ ก็ได้ที่ที่กำแพงแสน ที่อำเภอกำแพงแสน ที่ตำบลทุ่งลูกนก เป็นที่ของพระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นพระมหานิกาย เป็นพระมหานิกาย ซึ่งเป็นที่ดินของพระรูปนั้น และก็พระรูปนี้นี่เป็นหลานของเจ้าอาวาสวัดหนองกระทุ่ม ซึ่งก็คิดว่า ก็ไม่เป็นไร ก็อาศัยวัดหนองกระทุ่มเป็นวัดพี่เลี้ยง และก็เราก็ไปตั้งสำนักอยู่ที่นั่น ก็คิดว่าได้ ผมก็เลยไปลาท่านเจ้าคุณอาจารย์ ลาอุปัชฌาย์ ไปลาเพราะผมจะขอไปจำพรรษาอยู่ที่โน่นกัน ท่านก็ถามว่ามีพระมหานิกาย หรือเปล่า เพราะวัดอโศการามมันธรรมยุต ผมก็บอกว่ามี ท่านบอกว่ามีไม่อนุญาตไม่ให้ไป ผมบอกเอ้าทำไมเล่าก็พระ เหมือนกันน่ะ ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเหมือนกัน ท่านบอกไม่ได้ไปไม่ได้ ก็บอก เอ๊! ผมมาบวช ผมก็ทำงานนะ ไม่มาทางนี้ผมก็ไม่ทำงานอะไร ตอนนั้นผมนึกแล้วว่า ผมต้องทำงานแล้ว ผมไม่มีปัญหาแล้ว ในเรื่องแต่ก่อนนี้ ว่าแต่แค่จะมาเขียนหนังสืออะไรที่ว่าตั้งแต่ต้นน่ะ ตอนนี้ไม่แล้ว มันถูกจูงไปแล้วตั้ง 2 ปีแล้ว 2,3 ปีแล้ว ตั้งแต่ 13 จนถึง 16 นี่มันหลายปีแล้ว ผมก็เลยบอกผมจะต้องไปแล้วล่ะ ท่านก็บอกไม่ได้ ผมบอกก็ท่านก็อย่าไปคิดว่าอะไรซะก็แล้วกัน ก็ปล่อยผมไปก็แล้วกัน ไม่ต้องไปเอาตาดูหูแลก็ได้ ผมก็บอกงั้น เพราะว่าผมอยู่ที่วัดนั่น ผมก็ไม่ได้อะไร ผมก็ไม่ได้ไปร่ำเรียนอะไร เพราะว่าผมก็เรียนมาแล้วของผมน่ะ อย่างที่เล่าให้ฟัง อย่าว่าผมอวดดีนะ คือมันก็เป็นอย่างนั้น ซึ่งอุปัชฌาย์ท่านก็ไม่ได้ ไม่ใช่ลบหลู่ อุปัชฌาย์นะ ท่านก็ไม่ได้สอนอะไรผม ผมก็ไม่ได้ไปรับการอบรมอะไรจากท่าน มันก็เป็นเรื่องของผมทั้งนั้น ผมก็ว่าผมอยู่ที่นี่หรือว่าผมอยู่ที่ไหน มันก็ไม่มีปัญหาอะไร ผมก็จะทำงานของผมเท่านั้นเอง พวกนี้เขามาพึงผม จะต้องให้ผมอบรม ศึกษาเล่าเรียนกัน ทำอะไรต่ออะไร ผมก็จะต้องไปทำ ท่านก็ไม่อนุญาต ผมก็ต่อรองสารพัด สารเพ ท่านก็บอกไม่ได้ แม้ท่านให้ผู้ใหญ่ท่านก็ไม่ยอม อะไรท่านก็ว่าไปหมด แม้ท่านให้ไป ผู้ใหญ่เขาก็ไม่ยอมท่านก็ว่า ผมว่าเอ๊! ถ้างั้นผมไปแน่ๆ และจะทำยังไง ท่านก็บอกว่าต้องคืนใบสุทธิ ผมก็ถามย้ำว่าต้องคืนใบสุทธิเหรอ ท่านบอกว่าต้องคืนใบสุทธิ ผมก็บอกเอ๊! คืนใบสุทธิผมไม่มีปัญหาหรอก เพราะว่าผมไม่ได้สึก ผมคืนใบสุทธิเท่านั้น ผมไม่มีปัญหา ผมบอกตกลง คืนใบสุทธิ ผมจะอามาคืนให้วันหลัง ท่านก็พยักหน้า ผมก็ไป ไปที่โน่น ผมก็ไปสวดยัติเข้าที่วัดหนองกระทุ่มอีกที ตอนแรกผมก็มีใบสุทธิ 2 ใบ ทั้งธรรมยุต มหานิกาย ผมก็มีพร้อม พอผมสวดยัติทางโน้นเขาก็ออกใบสุทธิมาอีกใบหนึ่ง ผมก็มีทั้งธรรมยุต ทั้งมหานิกาย ไปโน่นก็ไม่สึก เพราะท่านไม่มีปัญหาอะไร อุปัชฌาย์ทางโน้นท่านก็ไม่มีปัญหาอะไร เพราะเป็นอาของพระอีกรูปหนึ่งอย่างที่ว่า ท่านก็สวดเข้ามา ก็เอาไป 2 ใบ มีใบสุทธิ 2 ใบ ผมก็เลยว่า เอ้า! ทางโน้นต้องการใบสุทธิคืน ผมก็เอาใบสุทธิธรรมยุตไปคืนให้ท่านอีก อีกหลายวันต่อมาผมก็เอาไปคืน ก็เลยเหลือแต่ใบสุทธิมหานิกาย ใบสุทธิธรรมยุตผมก็เอาไปคืนท่าน และผมก็ทำงานของผมเรื่อยมา 16,17 ก็ผ่าตัดพระพุทธศาสนาที่ธรรมศาสตร์เข้าให้ พ.ศ.17 ไม่รู้หลายองค์อาจจะรู้ อาจจะเคยไปซะด้วยก็ได้ เพราะตอนวันหลังวันสุดท้าย นี่โอโฮ! เหลืองเต็มตึกคณะเศรษฐศาสตร์เลย จะไปเล่นงานว่างั้น เหลืองเต็มตึกนั่นเลย จะไปเล่นงานผ่าตัดพระพุทธศาสนาตอนนั้น ก็ผ่าตัดพุทธศาสนา ก็ทำอะไรเรื่อยๆมา มันก็รู้สึกว่า มันก็ขัดแย้งกัน ขัดง้างกัน ทางด้านผู้ปกครองเจ้าคณะอำเภอ เจ้าคณะตำบลอะไร ก็เดือดร้อนกันไป ก็มันยังโง้นยังงี้ เสร็จแล้วเจ้าคณะอำเภอก็แกล้งสารพัดสารเพหลายๆอย่าง พอผมสอนกันแล้ว ผู้ที่จะบวชขึ้นมา ก็ไปสั่งไม่ให้อุปัชฌาย์บวช บอกว่าห้าม อุปัชฌาย์ไม่ให้บวชให้แก่พวกนี้ พวกชาวอโศกพวกนี้ว่างั้นนะพวกผมนี่ ไม่ให้บวชให้ ถ้าเป็นพวกผมไม่ให้บวชให้ สอนไปจะให้ไปสอบนักธรรม ตรี โท เอก ก็ไม่ให้สอบ เอ๊! อะไรกันล่ะ ก็แกล้งทุกอย่างเลยนะ จะมาสอบก็ไม่ให้สอบ จะบวชให้ก็ไม่ให้บวช จะอะไรก็ไม่อะไร และก็แกล้งสารพัดอีกหลายอย่าง ผมไม่เล่าหรอก เรื่องน่าเกลียดๆก็มี ผมก็เลยเข้าไปหา เข้าไปถามและผมก็เอาเทปไปอัด เหตุที่ผมจะเอาเทปไปอัดเพราะว่า ท่านบอกว่า อุปัชฌาย์นี่บอกผมว่า ผมบอกว่า จะขอให้บวชให้ คนของผมแล้วนี่ เพราะว่าเขาก็อยากจะบวชแล้ว บอกว่าบวชไม่ได้ เจ้าคณะอำเภอบอกว่าสั่งไม่ให้บวชให้ ผมก็ว่าเอ๊! ทำไมยังงั้นนะ ผมก็เลยพูดไปพูดมา ผมก็เลยเอาเทปไป ไปหาเจ้าคณะอำเภอ เอาเทปไปตั้งเลย องค์นี้แหละยกไป ตอนนั้นยังไม่ได้เป็นพระ เอาเทปไปตั้ง แหม! กลัวใหญ่เลย โทรศัพท์หาตำรวจ ยังกะผมจะเอาปืนไปยิง โทรศัพท์หาตำรวจใหญ่เลย ตำรวจก็ไม่มา ก็เลยหันหน้าเข้าสู้ผมซิ และบอกทำไมต้องเอาเทปมา ผมบอกจะได้ไม่ต้องบิดพริ้ว พูดอะไรมันจะอยู่ในเทป ผมก็บอก พูดไปแล้วจะได้พูดไป และมันก็จะอยู่ในเทปหมด พูดไปแล้วว่าไม่ได้พูด นี่มันใช้ไม่ได้ ผมก็เลยถามว่าทำไมถึงไม่ให้อุปัชฌาย์บวชให้คนของผม ผมก็ถาม ท่านก็บอกไม่ได้พูด ท่านบอกไม่ได้พูด ผมไม่ได้พูด ท่านก็ว่างั้นนะ ผมก็เอาเทปนี่แหละมาให้อุปัชฌาย์ฟัง อุปัชฌาย์ก็ด่าแม่ให้ซิ ท่านพระแก่แล้วน่ะ ท่านก็ด่าเจ้าคณะอำเภอเข้าให้ ก็ด่าแม่ให้เท่านั้นเอง จะมีเรื่องอะไร ยังงี้เป็นต้น มันเป็นเรื่องที่ผมเล่าก็ยาว มันก็หมดเวลาเปล่าๆไม่เข้าเรื่องอะไร จนกระทั่งสุดท้าย บีบบังคับผม ผมอธิษฐานพรรษากันแล้วที่แดนอโศก สั่งให้ผมอพยพเข้าไปจำพรรษาในวัดหนองกระทุ่มให้หมดเลย กุฏิก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี ให้ผมไปกองอยู่ในโบสถ์ ที่สร้างยังไม่เสร็จ อะไรต่างๆนานา ผมก็ เอ๊! มันยังไงกันนะบีบคั้นกัน อธิษฐานพรรษาแล้ว ต้องไปอธิษฐานพรรษาใหม่ที่โน่นอีก แหม ! เล่นมันงั้นน่ะ อะไรต่างๆนานาสารพัด และก็มาให้เปลี่ยนจีวร เป็นสีเหลืองอะไรมั่ง ต่างๆนานา โอ๊ย! สารพัดสารเพ บังคับเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive