310330 เพิ่งรู้ว่าโง่ ปฐมนิเทศนักศึกษา รุ่นที่ 5 โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2531
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์373 KB
วันที่แก้ไข14 กุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาในไฟล์

310330_ เพิ่งรู้ว่าโง่ โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ปฐมนิเทศนักศึกษา รุ่นที่ 5 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

พ่อครูว่า… จบ เห็นไหมนี่ คนร่ำคนรวยเขาไม่รู้จบ คนที่ได้ยศได้อำนาจก็ไม่รู้จบ ไล่ลงจากอำนาจ ยังไม่ลงกันเลย เห็นไหม ไม่จบหรอก มันเป็นอย่าง นั้นแหละ มันเป็นความเสพย์ติด เสพย์ติดที่ถอดถอนไม่ออก เป็นทาสที่ปล่อยไม่ไป ในโลกเป็นอย่างนี้อยู่จริง เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มาเรียนอย่างดีจริงๆ แล้วก็เลิกละจริงๆ นะ ไม่ได้ ถ้าใครทำ คนนั้นก็ได้ประโยชน์ ประโยชน์ของตน และประโยชน์ของสังคมด้วย แต่ถ้าเป็นอย่างที่โลกเป็นอยู่นั่น สังคมมีแต่สงคราม ฟังไว้ อาตมาพูดซ้ำซากอันนี้ นั่นน่ะ คุณเป็นคู่ต่อสู้เข้าไปอยู่ในสังคมสงครามตลอดๆๆ เลย มีแต่เรื่องยุ่งยาก แต่ถ้าเรามาทำอย่างนี้ เราก็เท่ากับบายความเป็นข้าศึกของสังคมลงมา เรากำลังลดสงครามให้แก่สังคม และเราก็ปลอดภัย เราก็อยู่เป็นสุข ไม่เป็นทาส ไม่มีภาระ ไม่ต้องไปบำเรอ ไม่ต้องมาสนองกิเลสตัณหาอะไรของตนเอง ลดกิเลสตัณหาให้ได้ เราอยู่ในสังคมนี่แหละ ไม่ต้องไปแบบฤาษีจะต้องไปนั่งหลับหูหลับตาอยู่ป่า เขา ถ้ำอะไร ไม่ใช่ อยู่ในสังคมนี่แหละ อยู่อย่างดีๆ อย่างนี้แหละ นี่ทำอย่างนี้ แหม! อาตมาพูดมาชั่วโมงกว่าแล้วนี่ พอเห็นดีเห็นด้วยมั่งไหมนี่ หือ! โอ๊ย! เงี้ยบเงียบ หือ! เห็นดีเห็นด้วยบ้างไหม ใครคิดว่าจะเอาบ้าง ลองยกมือดูซิ ใครคิดว่าจะเอาบ้าง เอาหรือ แค่นี้เองแหละหรือ ยกน้อยกว่าที่ไม่ยก อาตมาดูแล้ว คนที่ยก น้อยกว่าไม่ยก อาตมาพูดนี่เข้าใจไหม ที่ไม่ยกมือน่ะเข้าใจไหม แต่ยังไม่คิดจะเอาใช่ไหม หา ยังไม่กล้า อ๋อ! ไปกล้าทำชั่ว ไม่กล้านี่ หมายความว่า ก็คือ จะไปทำอย่างที่ว่านั่นน่ะ คือมันเป็นชั่วใช่ไหม เข้าใจผิด จะไปล่าลาภ ยศ จะไปล่าอะไรต่ออะไร ...............................................

อ่านต่อ

.(เสียงหายไป) .....ไอ๊ย่า! จะให้พูดยังไง หือ! รู้ว่าชั่ว เข้าใจแล้วนะ เออ! นั่นชั่ว บอกให้มาทำดีนี่ แต่คำตอบคือ ไม่กล้า แหม! ไม่งง ก็ไม่รู้จะว่ายังไง ไม่งง อาตมาไม่งง ก็ไม่รู้จะว่ายังไงล่ะ เอ๊! อะไรกันแน่หนอ เข้าใจแล้วนะว่าดี แต่ไม่กล้าทำดี ก็หมายความว่า ขอกล้าทำชั่วนี่ต่อไปก่อน เอ๊อ! เนื้อยเหนื่อย อาตมาเหนื่อยจริงๆ นี่มันเหนื่อยนะ มันเหนื่อยจริงๆ นะ ให้ฟัง ให้เข้าใจ เข้าใจแล้วนะ รู้แล้วนะ ตอบ อาตมารู้ว่าคุณตอบจริงใจ รู้ อาตมารู้ว่าคุณตอบจริงใจ แล้วอาตมาก็รู้ต่อไปด้วยว่า คุณก็ยังยอมเป็นบริวารของมารอยู่นั่นเอง คำตอบของคุณนั่นตอบบอกว่า รู้แล้วว่าท่านเป็นพระ ท่านอยู่ของท่านเถอะ ดิฉันขออยู่กับมารต่อไป คำตอบมันบอกว่าอย่างนี้ ใช่ไหม เออ! อาตมาถึงบอกว่า โอ้โห! ลูกมารนี่ เอามายากจริงหนอ เออ! ลูกมารนี่เอามายากจริงหนอ รู้ทั้งรู้นะ เข้าใจก็เข้าใจนะ แต่ยังขอเป็นลูกมารต่อกันไปก่อนเถอะท่าน ท่านอยู่ของท่านไปก่อนเถอะ ยังไม่ขอไปเป็นลูกพระหรอก นี่มันน่าเหนื่อยนะ อาตมาเนื้อยเหนื่อย แต่อาตมาก็ไม่มีทางเลือก อาตมาไม่รู้จะไปทำอะไร ถ้าจะไปส่งเสริมกับ อย่างประเภทที่งานมาร อาตมาก็เคย เคยทำมา อาตมาไม่กลัวหรอกนะ งานอย่างมารนั่น อาตมาก็เคยทำมา อาตมาว่าอาตมามีฝีมือพอสมควรในงานอย่างมารนั่นน่ะ ทำแล้วก็มีความสามารถ มีความรู้อะไรก็ทำเอา คุณแลกมา ฉันก็แลกเอา ฉันก็เอา มีค่านิยมอย่างโลกเขาเท่าไร มีระบบอย่างไร มีอัตราอะไร ที่อัตราของสังคมเขาตั้งไว้ เอา เอา ถ้าจะบอก ถ้าอันนี้เขาจะให้มาเกิน เอ้า! ดีใจ ดีใจ ก็ทำอย่างนั้น ทำเป็น ทำเป็นทุกคนแหละ ทุกคนเคยทำมาแล้วทุกคน ทำได้ แต่เรารู้ความจริงแล้ว เราทำไม่ลง เรารู้ความจริงแล้ว เราทำดีได้แล้ว เราทำอย่างนั้นไม่ไหวแล้ว เราก็ทำไม่ลง เรารู้ว่าเราทำได้ ทำได้ แต่เราทำไม่ลง เราทำได้ยังงั้นทำได้ แต่เราทำไม่ลง ทำเป็น แต่เราทำไม่ได้ เข้าใจคำว่าได้ กับทำลงนี่นะ ให้ได้ เราทำได้ แต่เราทำไม่ลง มัน แหม! มัน มันทำไม่ลงน่ะ พูดง่ายๆ ตบเขาซินี่ เอ๊! ตบเป็นนะ ใครก็ตบเป็น แต่ตบไม่ลงนะ ตบไม่ลงจริงๆ นี่คล้ายๆ อย่างนี้ มันทำไม่ลงนะ มันทำ ทำเป็น แต่ก่อนแต่เมื่อเรายังโง่อยู่ เราก็เคยทำมา เราเคยทำมาแล้ว ไม่ใช่ไม่เคยทำ แต่มันไม่ไหว ทำ เราก็มาทำอย่างนี้ดีกว่า เราทำอย่างนี้ดี เราก็เห็นว่าทำดีนี่ดีกว่า อาตมาก็มีหน้าที่ชวน มีหน้าที่ที่จะยื่นความจริงให้รู้ให้ฟัง ใครเห็นด้วย มาเอา ใครอยากจะฝึกมาฝึก ยินดีช่วยการฝึก ช่วยฝึกให้ ฝึกไป ได้ดีก็เป็นของคุณ ได้ดีก็เป็นของสังคมเราก็เห็นว่า นี่เป็นความดีของสังคม เป็นสิ่งที่ประเสริฐของสังคม เราจะทำอย่างนี้กับสังคมจนกว่าจะตาย ตายมันฟื้นขึ้นมาอีก ทำมันอีกใหม่น่ะ มันตายใหม่ ค่อยว่ากัน เลิกใหม่ ถ้ามันยังไม่ตาย ทำต่อ ทำจนกว่ามันจะไม่มีเรี่ยวไม่มีแรง ไม่มีโอกาสได้ทำ มันไม่มีงานอื่นจะไปทำงานเพื่อล่าลาภ ล่ายศ ก็เข้าใจแล้ว จะไปล่ามันทำไม ไม่ต้องล่ามา เราก็อยู่ได้อยู่รอด คนที่มีเงินมีทองอยู่ในชีวิตนี่ มีเงินมีทองอยู่เป็นถุงเป็นถัง แล้วอยู่รอดอยู่ได้นี่น่าอัศจรรย์ไหม อาจจะตอบไม่ได้ คนที่มีเงินเป็นถุงเป็นถัง เขาก็อยู่รอด กับคนที่ไม่มีเงินเลยสักบาทนี่ เขาก็อยู่รอด อันไหนน่าอัศจรรย์กว่ากัน (เสียงตอบ: ไม่มีเงิน ) มาทำอย่างที่น่าอัศจรรย์น่ะ อันนี้มันน่าอัศจรรย์อะไร มีเงินเป็นถุง เป็นถัง เราก็อยู่รอด แต่คนไม่มีเงินเลยนี่ อยู่ในสังคมนี้ด้วยกันนี่แหละ เศรษฐกิจก็แบบนี้แหละ อยู่รอด อย่างนี้น่าอัศจรรย์กว่า คุณก็ตอบได้อยู่แล้ว แล้วทำไมไม่ทำสิ่งที่วิเศษอย่างนี้เล่า ( เสียงตอบ:ยาก ) ยาก เราจะทำในสิ่งที่ทำได้ยาก เราจะทนในสิ่งที่ทนได้ยาก เราจะอะไรอีก เราจะสละในสิ่งที่สละได้ยาก เราจะชนะสิ่งที่เอาชนะได้ยาก อย่าตอบง่ายๆ สิ ตอบแต่ว่ามันยาก มันง่ายไปนะ นี่เราต้องพามาทำ ต้องฝึก ในชีวิตคนเรานี่ อาตมาจะถามอีกอันหนึ่ง การทำชั่วนี่ คุณว่ายากไหม จริงเหรอ คุณว่าไปปล้นนี่ยากไหม ไปปล้นนี่ทำชั่วหรือทำดี ยากใช่ไหม คุณมาตัดกิเลส มาลดละนี่ก็ยากใช่ไหม แล้วทำไมจะไปทำอย่างโน้นล่ะ เอาอีกทีหนึ่งเอาเปรียบเขานี่ กับเสียสละนี่นะ คุณมีเงินอยู่ในตัวนี่แสนหนึ่ง กับคุณไม่มีเงิน คุณจะไปเอาเปรียบเขามาให้ได้แสนหนึ่ง แล้วคุณมีเงินแสนหนึ่งนี่ ยื่นให้เขาไปเลย ไม่ต้องให้ถึงแสนก็ได้ ให้ 5 หมื่น เอ้า คุณต้องพยายามเอาเปรียบเขาให้ได้แสนหนึ่ง มันไม่ได้ ได้ 5 หมื่นก็เอาตาม คุณจะไปเอาเปรียบเขามาให้ได้ถึง 5 หมื่น กับคุณมีแสนหนึ่งอยู่แล้วนี่ ให้ 5 หมื่นเขาไปเลยนี่ อันไหนมันง่ายกว่ากัน หยิบไปได้เลย ไม่ต้องไปทำอะไรนี่ ใช่ไหม เงินมีอยู่ในมือนี่ ให้เขาไปได้เลย แต่คุณทำยังไงทุกวันนี้ คุณทำให้เขา หรือว่าคุณกำลังจะไปเอามาให้มันได้ มันมีแสนอยู่แล้ว คุณจะเอามาอีก 5 แสน จะเอาอะไรกันแน่ ไม่มีอะไรจะให้เขา ที่นี่ อ้อ! ไม่มีอะไรจะให้เขา เราก็เลยต้องเอามาก่อน เพื่อที่จะให้ ใช่ไหม อ้อ! นี่คือคำตอบ อ้อ! ไม่จริง บางคนนี่ พ่อแม่พี่น้องก็ร่ำรวยอยู่แล้ว ก็ยังไปหาต่อ พระพุทธเจ้า ก็ไม่ได้สอนว่า ให้เราเองนี่ไปเอามา หรือว่าไม่ให้เราศึกษา ไม่ให้เรามีสมรรถภาพ ขยัน หมั่นเพียร สร้างสรร พระพุทธเจ้าสอนให้เราสร้างสรร เมื่อเราสร้างสรร เรามีไหม มีใช่ไหม มีแล้วเราก็สละ นั่นเท่านั้นแหละ เท่านั้นแหละ ท่านก็สอนให้ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร ให้มีความสามารถ มีความรู้ ท่านไม่ได้ บอกแล้วว่า ศาสนาพุทธไม่ได้กั้นต้านคนที่จะไปเรียนรู้ ไม่ได้ไปนั่งหลับหูหลับตาอยู่ในป่า เขา อะไร ให้เรียนรู้ ฝึกปรือ การคิด การพูด การงาน อาชีพ ให้ฝึก สร้างสรรนั่นแหละ ก็เหมือนกันกับทางโลกสอนนั่นแหละ สอนให้ทำ แต่ทำแล้ว อย่าไปเอาเปรียบมาซิ ให้ คุณทำขึ้นเมื่อไหร่ เป็นเมื่อไหร่ คุณก็ทำได้แล้ว ใช่ไหม หัดให้สิ แต่จริงๆ เราไม่ใช่อย่างนั้น ใช่ไหม จะไปค้าอย่างที่เอากำไรเกินควร อย่างที่อาตมาว่านี่ ไปเอาเปรียบเขามาใช่ไหม นั่นแหละมันบาป นั่นแหละ มันคือความไม่เจริญ นั่นแหละคือความไม่รู้ ไม่รู้ความดีที่จริง พูดแล้วก็ซ้ำซากน่ะ ใครที่รู้แล้วเข้าใจแล้ว ก็จะเห็นว่าซ้ำซาก พูดไปแล้ววนไปวนมาก็ซ้ำซากน่ะ เอ้า! เอาละ อาตมาคิดว่าได้ปฐมนิเทศให้รู้ว่า ทิศทางหรือเป้าหมายที่เรา จะพาคุณมานี่ มาเพื่อให้รู้สัจธรรมอย่างนี้น่ะ อย่างน้อยคุณจะไปทำ หรือไม่ทำ มันก็เป็นสิทธิของคุณ คุณรู้แล้วคุณจะเอาหรือไม่เอา ก็เป็นสิทธิของคุณ ไม่ได้ บังคับหรอก ศาสนาพุทธอิสรเสรีภาพ ถ้าทำได้แล้ว มันก็เป็นประโยชน์ต่ตน ต่อสังคมจริงๆ สังคมก็จะได้ไม่แย่งชิงสังคมก็จะได้อุดมสมบูรณ์ มีคนสร้างสรร แล้วก็ไม่ต้องเปลืองต้องผลาญ ไม่ต้องเป็นทาส ไม่ต้องไปโลภโมโทสัน มักน้อยสันโดษ เอื้อเฟื้อเกื้อกูล ได้จริง.......................... ........................(เสียงหายไป) นิยม กลายเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่กอบโกย กักตุน มีหลักทรัพย์มากๆ ให้ร่ำรวย แล้วก็เอาอำนาจหลักทรัพย์เหล่านั้นแหละ เป็นอำนาจต่อรองที่คนอื่นต้องยอมจำนนและพ่ายแพ้ เป็นการเอาชนะคะคาน มันเป็นกลวิธีที่เขาทำกันอยู่ในสังคมมนุษย์โลกนี้ จริงๆ เขาทำอย่างนั้น ซึ่งเป็นความเลวทราม แต่เขาไม่รู้ว่าเป็นความเลวทราม เขารู้ รู้สึกว่าเป็นความดี หรือแม้ในคุณนี่แหละ ที่นั่งๆ อยู่นี่ ก็คงจะรู้สึก ถ้าจะให้เป็นอย่างนั้น เอา ถ้าจะให้คุณขณะนี้นะ สมมุตินะ คุณจะทำ อะไรก็แล้วแต่ ในกิจกรรมนี่ คุณไป ไปในชีวิตอายุ 40,50 ปี คุณจะมีหลักทรัพย์ 2 แสนล้าน คุณเอาไหม เอา แน่นอนคุณต้องเอา คุณรู้ไหม ถ้าคุณได้หลักทรัพย์ไปได้ 2 แสนล้านนั้น เงิน หรือหลักทรัพย์ 2 แสนล้านนั้น ในประเทศไทยไปอยู่ที่คุณ 2 แสนล้าน คนอื่นนี่จะขาดหายไปไหม หายไปไหม คุณรู้ไหมว่า คนจนนั้น ยิ่งจนเพราะคนรวย คนรวยนั้น ยิ่งรวยเพราะคนยิ่งจน คุณรู้ไหม ฟังใหม่ คนจนนั้น ยิ่งจนเพราะคนรวย คนรวยนั้นยิ่งรวยเพราะคนยิ่งจน ฟังออกใช่ไหม คุณเชื่อไหม เมื่อคุณมีหลักทรัพย์ 2 แสนล้าน คนจะจนอยู่เท่าไหร่ นั่นเป็นทรัพย์ส่วนกลางของประเทศใช่ไหม แต่คุณดูดไปไว้เป็นของๆ กู 2 แสนล้าน คุณดีใจ คุณเอาๆๆ แต่คุณรู้ไหมว่า คนนั่นนะเดือดร้อนไปอีกตั้งเท่าไหร่ กี่ล้านคน การกระทำของคุณนั้น ดีหรือชั่ว หา การกระทำของคุณดีหรือชั่ว ตั้งใจดีๆ คนที่อยู่ร่วมกันในประเทศนี้ ควรจะสงบสุข ควรจะมีอยู่มีกินพอๆ กัน ไม่เดือดร้อน หรือควร เอาล่ะ คนกินก็กินไป มี ร่ำรวย กินให้เต็มพุง อีกคนหนึ่ง อดอยาก ยากจนไป ควรจะเป็นอย่างไร ควรจะมีกินเฉลี่ยกันอย่างพอถ้วนทั่ว ทั่วถึงกัน หรือควรจะ เอ้า! เรามีกินมากๆ ก็แล้วกันคนอื่นจนช่างหัวมัน ควรยังไง ควรอย่างแรกหรืออย่างหลัง (เสียงตอบ:อย่างแรก) ก็พอมีสำนึกดีเหมือนกันนะ ถ้าคุณเอาไป 2 แสนล้าน แล้วคนนี่จะเป็นอย่างที่คุณว่าหรือไม่ว่าจะเป็นอย่างแรก อย่างที่ว่านั่นหรือไม่ ไม่เป็น เพราะฉะนั้นหมายความว่าดีหรือชั่ว (ชั่ว) แต่เราอยากเป็น ใช่ไหม นี่แหละ คือการเสี้ยมสอนกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไหน เสี้ยมสอนกันมา เพื่อที่จะได้เปรียบ เพื่อที่จะเอารัดเอาเปรียบ คนอื่นช่างหัวมัน แล้วเราก็มีสำนึกอยู่อย่างนั้น รู้สึกอยู่อย่างนั้นแล้วว่า เอ๊ะ! เรามีหลักทรัพย์ตั้ง 2 แสนล้านนี่ แหม! มันดีจริงๆ น่ะ ชื่นใจเลย ใช่ไหม ทั้งๆ ที่คุณได้ชั่วเห็นไหมว่ามันผิดแล้ว มันเห็นกงจักรเป็นดอกบัวแล้ว ใช่ไหม เห็นนรกเป็นสวรรค์ เห็นความชั่วเป็นความน่าชื่นใจ ใช่ไหม นี่คือ เราไม่ตั้งหลักจริงๆ ไม่ตั้งจิตตั้งใจจริงแล้ว เราจะไม่รู้ตัว ถามจริงๆ ตอบจริงๆ ในใจจริงของคุณหน่อยเถอะ คุณกำลังเรียนไปนี่ เพื่อที่จะไปเสียสละจริงๆ ที่จะหาเงินน้อยๆ แต่ทำงานให้แก่สังคมมากๆ ได้รายได้มามากๆ ก็จะสละออกให้หมดๆ ไม่เป็นคนมีมาก จริงหรือเปล่า (ตอบ:จริง) จริงเหรอ ตอบให้จริงใจหน่อยเถอะ หรือคุณจะเรียนมานี่ เพื่อที่จะไป แหม! ต้องสตาร์ต นี่ปริญญาตรี ต้อง 2,500 นะ ต้อง 3,000 อู๊ย! ที่นี่เขาให้ 4,000 แน่ะ อู๊ย! ไปโน่นดีกว่า อะไรแน่ คุณจะยังงี้หรือเปล่า หรือว่า เฮ้ย! เรามีความสามารถนะ เราเรียนมาปริญญาตรีนี่ ความรู้ก็มี ฝีมือก็มีแล้วนะ คนที่เขาไม่ได้เรียนนั่น เขาแย่นะ ให้เขาเดือนละ 2,000 เรา จบปริญญาตรีแล้ว ไปเอาพันเดียว อย่างนั้นหรือเปล่า (เปล่า) เห็นไหมๆ คุณได้เรียน คุณมีความรู้เพิ่มใช่ไหม คนที่เขาไม่ได้เรียนอีกตั้งมากตั้งมาย เขาไม่มีความรู้ใช่ไหม คุณได้เรียน คุณได้ฝึกหัด คุณได้ practice คุณได้มีความสามารถเพิ่มขึ้น ใช่ไหม คนไม่ได้เรียนไม่มี ใช่ไหม แต่คุณจะเอามากกว่าเขา ใช่ไหม มันเอาเปรียบกี่ต่อ หา ความสามารถนี่มากกว่า ซึ่งจะต้องช่วยตัวเอง ได้มาก สร้างได้มากด้วย ยังไม่พอ ยังจะผ่าเอามากด้วย เอาเปรียบกี่ต่อ 2 ต่อ ไม่คิดไม่รู้ เห็นไหม ไม่คิดไม่รู้หรอก เราเรียนแต่แบบโลกๆ พาเป็นไปได้เปรียบก็ชื่นใจ ได้เปรียบก็ชื่นใจ มีแต่แง่คิดอย่างนี้แหละโลกีย์ เพราะฉะนั้นโลกคือสังคมสงคราม เมื่อความรู้สึกอย่างนี้ ค่านิยมเป็น อย่างนี้ อยู่ที่ไหน ที่นั่นคือสังคมสงคราม แม้แต่เรียนจบมาชั้นเดียวกัน จบนายร้อย จปร.มารุ่นเดียวกัน ซัดกันใหญ่เลย ตอนนี้กำลังสงครามอยู่ในกองทัพนั้นกองทัพนี้ เห็นไหม รุ่นเดียวกันกำลังตัดขากันลงไป เห็นไหม ใช่ไหม ................(เสียงหายไป)......................................คือประเด็นที่เรากำลังจะพูดกัน จะให้เห็นความจริง ให้เห็นสัจธรรมว่า ความถูกต้องคืออะไรกันแน่ ความผิดพลาดคืออะไรกันแน่ ที่อาตมากำลังพูดนี่ คุณฟัง ใช้ปัญญา คุณอาจจะ อาตมา อย่าว่าดูถูกเลยนะ คุณอาจจะฉลาดไม่เท่าไหร่ ก็ใช้ปัญญาที่ไม่ฉลาดเท่าไหร่นี่คิด ไม่ต้องไปเอาปัญญาอัจฉริยะมาฟังก็ได้ เพราะว่ามันไม่ยากอะไรหรอก ที่อาตมาว่ากำลังพูดนี่ มันไม่ยากอะไรหรอก หรือยิ่งคุณฉลาดๆ ด้วยแล้ว อัจฉริยะด้วย ฟังดีๆ อาตมาว่า คนไม่ฉลาดเท่าไหร่ก็ฟังรู้นะ ที่อาตมาพูดนี่ ไม่ได้ดูถูกคุณนะ คุณอาจจะฉลาดอัจฉริยะอยู่ในนี้ ยิ่งดี อาตมาถึงว่า คุณนี่ไม่จำเป็นจะต้อง ฉลาดเท่าไหร่หรอกในบางคน บางคนอาจจะยอมรับนะว่า เออ! ฉันไม่ฉลาด เท่าไหร่หรอกก็ไม่เป็นไร ใช้หัวคิดของคุณที่มีนี่แหละ ฟัง คิด แต่ถ้าใครฉลาด ยกไว้ คุณก็ต้องฟังรู้เรื่องแน่ ฟังไม่รู้เรื่องเอาหัวไปทิ่มขี้หมาตายซะ เพราะพูดนี่ มันไม่เห็นยากตรงไหน ง่ายๆ ใช่ไหม แต่คนไม่ได้คิดอย่างนี้ ไม่ได้ศึกษาอย่างนี้ นี่เรามาอบรมพุทธทายาทนี่ เพื่อที่จะให้รู้จักสัจธรรม พระพุทธเจ้านี่เป็น ปราชญ์เอก แล้วเป็นผู้ที่เป็นมนุสโส เป็นมนุษย์ชั้นสูง เป็นมนุษย์ประเสริฐ เป็นผู้ที่รู้ความจริง เป็นผู้ที่รู้ อ๋อ! สิ่งดี สิ่งประเสริฐของมนุษย์ มันเป็นอย่างนี้หนอ พระพุทธเจ้าจึงมาเป็นคนที่มีความประเสริฐ มีสิ่งที่ดีในชีวิต ท่านเป็นคนมีฐานะน่ะ ร่ำรวย เพราะบุญบารมีของท่าน เกิดมาก็เลยมีคาบช้อนเงินช้อนทองออกมา ใช่ไหม เป็นคนมีฐานะดี บุญบารมี มีกรรม ถ้าคุณเชื่อกรรมนะ กรรมนี่ วิบากกรรมนี่ คนมีกุศลวิบาก ก็เกิดมาดี เกิดมาร่ำรวย เกิดมารูปสวย เกิดมาได้บัลลังก์เลย อย่างพระพุทธเจ้านี่ เกิดมาก็ได้บัลลังก์ เป็นพระพุทธเจ้า จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินไปอีกด้วยซ้ำไป แต่ท่านมาตรัสรู้ ได้สัจธรรมแล้ว ท่านไม่เอา ท่านมีนะ ท่านไม่เอา แต่เราไม่มีนะ กำลังจะวิ่งหาแย่งเอามา แต่ท่านมีในมือแล้วนี่ ท่านกลับไม่เอาเลย กลายเป็นคนไม่เอาจริงๆ แล้วมีชีวิตอยู่อย่างสบาย อย่างพ้นทุกข์ อย่างไม่มีความทุกข์ อย่างพวกเราที่แย่งนี่ มีความทุกข์ แต่ท่านน่ะไม่ทุกข์หรอก แล้วท่านก็ไม่แย่ง แล้วท่านก็ไม่ตายด้วย ท่านก็สบายของท่านไปตลอดพระชนม์ชีพ จนตาย จนปรินิพพาน ท่านมีเงิน ท่านไม่เอาเงิน ท่านมียศ ท่านไม่เอายศ เราเกิดมานี่เริ่มต้นจากศูนย์ เงินก็ไม่มี ยศก็ไม่มี กำลังล่า นี่กำลังเตรียมตัวนี่ เตรียม อยู่ชั้นเตรียมล่า ล่า อีกสักหน่อยจะเข้าไปล่า เข้าไปอยู่ในสังคมสงครามกันไป แม้แต่คุณเรียนนี่ คุณก็เป็นสังคมสงครามนี่ สงครามแย่งชิงกันอยู่ตลอดไป ยิ่งจบออกมาแล้วยิ่ง โอ้โห! ล่า บางคนนี่ ยังไม่ได้เข้าไปในกองทัพเลย ยังเตะฝุ่นอยู่ โอ้โห! วิจัยฝุ่นอยู่เต็ม จบปริญญามาแล้ว ก็แหม! ไม่ได้ ไปเรียนมันโทต่อโว้ย มันยังไม่ได้ ไปเตะฝุ่นอยู่นั่น เรียนโทต่อ ดีไม่ดี ใครมีสตางค์ พ่อแม่มีสตางค์หน่อย ไปเรียนเอาเอกมาเว้ย มาวิจัยฝุ่นกันอยู่นี่ มันไม่ไหว ทนไม่ไหว แก่งแย่งกัน เอาอำนาจพวกนี้แหละมาแก่งแย่งกัน ทั้งๆ ที่คนเรานี่ทำงานอะไรก็ได้ แต่คิดว่าทำงานต้องได้เงินมากๆ มียศสูงๆ เป็นเครื่องประเทืองชีวิต นี่เป็น ความหลง ที่ทำให้สังคมมันเลวทราม มันเป็นสังคมที่ล้มเหลว และทุกข์ร้อนกัน ทุกวันนี้ พระพุทธเจ้าค้นพบความจริงนี้ จึงไม่พาคนเป็นอย่างที่อาตมากล่าวไปแล้ว ยกตัวอย่างไปแล้ว มาเป็นคนที่ไม่หลงใหลในลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่เป็นคนมีงานการ มีชีวิตอยู่อย่างสบาย มีชีวิตไม่ต้องไปล่าลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรก็ได้ ไม่ต้องติดโลกียสุข เพราะท่านค้นพบว่า โลกียสุขเป็นของหลอก โลกียสุขนี่เป็นของหลอก อยากได้เงิน ได้มาแล้ว โอ๊ย! สุขใจ นั่นของหลอก ไอ้อาการสุขนั่นมันไม่มี ไม่จริงหรอก เป็นกิเลสชนิดหนึ่ง เป็นโลกียสุข มาฝึกหัดซิ มาบำเพ็ญ พระพุทธเจ้าพาบำเพ็ญแล้ว กิเลสนี้ตาย รสอันนี้พิสูจน์ได้ว่า มันไม่จริง มันของหลอก มันของปลอม มันไม่ใช่ตัวจริง หมดแล้วเป็นยังไง โอ๋! หมดแล้วว่าง จิตว่างจากกิเลสพวกนี้ จิตว่างจากอารมณ์สุขโลกๆ โลกีย์อย่างนี้ สบายเลย ว่าง สบาย ไม่ต้องเป็นภาระ ต้องคอยบำเรอมัน ต้องเป็นทาส ที่จะต้องหาให้มัน อยากได้กินเปรี้ยว ต้องหาเปรี้ยวให้มัน อยากกินหวาน หาหวานให้มัน อยากได้ไพเราะ หาไพเราะให้มันเสพย์ ทางหู ทางตา ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ไม่ต้องไปมีไม่ต้องไปบำเรอมัน ไม่มีกิเลสที่ต้องการเหล่านั้น สบาย ก็เป็นคนอยู่ในโลกนี้ มีเวลามีแรงงานสร้างสรรไป ไม่ต้องมาบำเรอ วันๆ หนึ่งเราบำเรอตนมาก ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เราบำเรอตนเยอะแยะ แต่ไม่รู้สัจธรรม ไม่รู้ความจริง พระพุทธเจ้าค้นพบแล้ว ถึงเอาสัจธรรมนี้มาเปิดเผย มาให้คนพิสูจน์ มาให้คนเป็นอย่างที่ท่านได้เป็น แล้วท่านก็ พาทำ พาพิสูจน์ จนมีคนพิสูจน์ได้ ตามท่าน จึงเกิดศาสนาขึ้น เกิดศาสนาจนกระทั่งกลายเป็นจารีตประเพณี กลายเป็นการนับถือศาสนาตามพ่อตามแม่ ตามตระกูลเฉยๆ แต่ไม่รู้จักศาสนา ไม่รู้จักระบบของสัจธรรม ไม่รู้จักระบบของความประเสริฐของชีวิต แต่ไปเรียนรู้เอาความประเสริฐอย่างคนลวง อย่างโลกีย์เขาพาเป็นกันไปหมด ตัวเองนี่ชื่อว่าเป็นลูกพุทธะ เป็นผู้จะถือตามที่ปู่ย่าตาทวดสมัยที่ได้ความดีความประเสริฐมาจากพ่อแม่พี่น้อง ปู่ ย่า ตา ทวด สืบทอดมา ที่มันถูกต้องน่ะนะ ไม่เอาแล้ว ไปหลงลัทธิอื่น ไปหลงลัทธิโลกีย์ แต่พอบอกว่าถือศาสนาอะไร พุทธ แต่ไม่ใช่พุทธทายาท พุทธาราด มันราดไปหมดแล้ว มันเลอะไปหมดแล้ว ไม่ใช่พุทธทายาท ไม่ใช่ผู้สืบทอดความเป็นพุทธ แต่ผู้ที่ทำพุทธให้เลอะเทอะไปเรื่อยๆ กะเรี่ยกะราดไปหมดแล้ว จนไม่มีเนื้อหาสาระของพุทธ เพราะฉะนั้น เราจึงพยายามที่จะให้ผู้ที่มีชื่อว่าพุทธนี่แหละมา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ให้ยี่ห้อมาว่าเป็นผู้นับถือศาสนาพุทธ ก็มาเรียนรู้ดูซี ว่าพุทธนี่มันเป็น ยังไง สืบทายาทมั่งไม่ได้หรือ ฝึกเอามั่ง เรียนรู้เอามั่ง ไปเรียนแต่วิธีการลัทธิ อย่างโลกที่เขาพาเป็นนั่นนะ ไปล่าลาภ ยศ กันอยู่นั่น ไปแข่งขันกันอยู่นั่น ไปเข้าสังคมสงครามกันอยู่โน่นน่ะ ทุกข์นะ สังคมสงครามมีตลอดชีวิตนะ ไม่เลิกสงครามกันเลยนะ ตลอดตายนะคุณ สงครามนี่ รบกันนี่ แย่งชิงกันอยู่ตลอดตายเลย หนักเหนื่อยมากเลยนะ เหนื่อยนะ เพราะฉะนั้น เราอยู่กับสังคมกับเขานี่แหละ ศาสนาพระพุทธเจ้าของเราสอน อยู่กับสังคมเขานี่แหละ แต่ไม่ต้องทำสงครามกับเขา เหมือนอย่างอาตมา เหมือนอย่างกับพวกเราที่ได้ปฏิบัติมาแล้ว แล้วก็ได้เข้าใจชีวิตว่า อ๋อ! ชีวิตเดินทางสายนี้ดีกว่า อย่าไปสายสังคมสงครามเลย สายสังคมสงบ สังคมเรียบร้อยน่ะ เป็นสังคมราบเรียบ เป็นสังคมที่ไม่มีสงคราม เป็นสังคมที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลผู้อื่นเขาด้วยซ้ำ อยู่กับสังคมเขา แล้วได้ช่วยเหลือเฟือฟาย ไม่ต้องไปเอาเปรียบเขา ไม่ต้องแย่งชิงเขา มีพลังงาน มีความสามารถสร้างสรร สร้างให้เขา เราเองเราก็สร้างกินของเรา เราสร้างเลี้ยงตน อัตตาหิ อัตตโน นาโถ เราก็มีพลังงาน เราก็มีความสามารถ อาตมาไม่ได้ดูถูกความสามารถทางฝีมือและความรู้นะ ไม่ได้ดูถูก คุณจะศึกษาเอาความรู้ ความสามารถทางฝีมือเชิญ ศึกษานี่เสร็จ จบปริญญาตรี โท เอก อะไร ก็ไม่ว่าอะไร แต่ควรจะมีความรู้อันนี้ ที่กำลังพูดนี่ ความรู้ที่ว่า เรามีไปทำไม มีไปช่วยโลกเขาต่างหาก เรายิ่งมีมาก เรายิ่งจะต้องเอาน้อย เพราะเรามีมากน่ะ เราทำเป็น ทำอะไรปั๊บ มันเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา เพราะ ความสามารถเรามี ความรู้ เมื่อไหร่เราใช้ความรู้ออกมา มันก็เป็นความรู้ที่จะเอาไปขายได้กว่าเขา เราจะไปเอาเปรียบเขามาทำไม ยิ่งมีความรู้ ก็ยิ่งจะไปเอาเปรียบ ยิ่งเป็นการ มือยาวสาวได้สาวเอา ปลาใหญ่กินปลาเล็ก ตายหมดเลย แล้วกินไม่รู้จักพอด้วยนะ กินไม่รู้จักหยุดจักพอด้วย โลกก็แย่กัน สังคมก็แย่กัน เพราะฉะนั้นเรามาลองมาเรียนรู้ดูซิ เราเป็นพุทธนี่ พุทธท่านสอนอะไร ทุกวันนี้เขาไม่สอนกันแล้วพุทธศาสนา เขาสอนแต่ให้ไปนั่งสงบ สงบของเขาคือไปให้สะกดจิต หยุด หยุดคิด หยุด โอ๊ย! ว่างดี มีวิธีการให้เพ่งลูกแก้วลูกหิน ให้ท่องพุทโธ ให้อะไรก็แล้วแต่ หยุดๆๆๆๆ หยุดเข้าไป วิธีการนี้ ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เขาเรียกวิธีการฤาษี พระพุทธเจ้าเคยไปเรียนกับอาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นวิธีการที่ฤาษีทำมานานแล้ว ก่อนพระพุทธเจ้าเกิด เราก็ทำได้ แต่มันไม่ใช่ วิธีการที่จะเป็นโลกุตระ ไม่ใช่วิธีการที่จะมาเหนือโลก มาเข้าใจโลก แล้วก็ อ๋อ! ต้องเกื้อกูลโลก ช่วยเหลือเฟือฟายโลก แล้วกิเลสเราก็ต้องลดลงได้จริงๆ ลดกิเลสลงจนกระทั่งไม่มีกิเลสเห็นแก่ตัวแก่ตน มีแต่ความช่วยเหลือเฟือฟาย ตัวเองกินก็รู้ว่า โอ๊! เท่านี้เอง ใช้ก็เท่านี้เอง ไม่ติดรส ไม่บำเรอตน เมื่อไม่บำเรอตน มันก็ไม่เปลือง เมื่อไม่เปลือง เราก็สร้างสรรได้มาก เราก็เป็นคุณค่าให้แก่โลก ไม่ต้องไปแลกเอาเงินเอาทอง เอาทรัพย์สินอะไรมาให้แก่ตนเอง แล้วแน่ใจว่าจะมีชีวิตอยู่ได้ในสังคม โดยไม่ต้องกลัวตาย ไม่ต้องกลัวอดอยาก ไม่ต้องกลัวทุกข์ร้อนด้วย สังคมพุทธจะเป็นอย่างนี้ แต่ทุกวันนี้ จะหาสังคมพุทธอย่างที่อาตมากล่าวนี้ยาก แต่พอมีให้ดูที่ ชาวอโศก คุณไม่เชื่อก็ไม่เป็นไรนะ ที่อาตมาพูดนี่ มันเหมือนคุยตัว ที่ชาวอโศกนี่พอมีให้ดู ว่าเขาอยู่กัน เออ! สังคมชาวพวกนี้นี่ ไม่ต้องร่ำรวย ไม่ต้องโลภโมโทสัน ไม่ต้องกักตุน ไม่ต้องสะสม สร้างสรร ขยันเพียร แล้วก็พึ่งกัน ช่วยกัน พึ่งเกิด พึ่งแก่ พึ่งเจ็บ พึ่งตายกันได้ คนแก่ไม่ต้องไปแต่งงาน ไม่ต้องไปมีลูกมีเต้าจะต้องพึ่ง พึ่งกันได้ ไม่มีลูกเลยสักคนก็อยู่ด้วยกันได้ พึ่งกันได้ ไม่ต้องมีทรัพย์ศฤงคาร อยู่ได้ ไม่ต้องมีเงินเลยสักบาท อยู่ได้ มีกินมีอยู่ เจ็บป่วยก็มีการช่วยดูแลกัน ตายก็มีการฝังกัน เผากัน ไม่ต้องไปลำบาก ไม่ต้องวุ่นวาย เดือดร้อน ห่วงกังวล นี่สังคมอโศกกำลังทำขึ้น กำลังเป็นอยู่ ก็ยังไม่ดีเยี่ยมหรอกนะ แต่ก็พอมีรูปร่างให้คุณดูได้นะ แล้วคุณจะได้สัมผัสพวกเรานี่ ชาวอโศกมันมีอยู่ที่นี่บ้าง แต่ก็หลายแห่งนะที่มี ที่สันติอโศก ที่ศาลีอโศก ที่ศีรษะอโศก เป็นกลุ่มเป็นหมู่อยู่ เป็นแหล่งที่มีวัดเป็นแกน ที่อื่นกำลังมีอยู่เหมือนกัน แต่ว่าไม่มีวัดเป็นแกน ก็เลยเรียกว่ากลุ่มชาวอโศก อยู่ตามต่างจังหวัด ต่างอำเภอ อยู่ทั่วไปในหลายๆ จังหวัด ในประเทศไทย จับกลุ่มกัน แล้วก็พยายามศึกษาฝึกฝน โดยแนวทางนี้ และมาทำความรู้ ความรู้สึก อย่างที่อาตมากล่าวนี้ กำลังกระทำกันอยู่ ฝึกฝนกันอยู่ อาตมาพาทำงานศาสนามาแล้ว ก็เลยพวกเราก็มีความคิด มีความเอื้อเฟื้อ ก็คิดอยากจะช่วยกันขึ้นมา อย่างเมื่อวานนี้ ก็เพิ่งจะหมดไปในการอบรมยุวพุทธ เด็กๆ รุ่นเด็กๆ เลย กระจองอแง เด็กอายุ 5 ขวบ 7 ขวบ 10 ขวบ 14,15 ขวบ ก็มีน่ะ มาอบรมกัน 250 คน มากกว่าพวกคุณ เพิ่งหมดไปเมื่อวานนี้ ว่ากันเจี๊ยวเชียว ก็เด็กๆ น่ะ เขาก็ยังงั้นล่ะ เขาก็สงบยากหน่อย เพราะว่ามันมีความระมัดระวัง ควบคุมได้ น้อยกว่า มันตามใจตัวเองมาก ใช่ไหมเด็กๆ แต่ก็พอเป็นไปได้นะ เสร็จไป อบรมกันไป กี่วัน 5 วันน่ะ เด็กๆ อบรม 5 วัน นี่พวกคุณก็ 5 วัน 5 วันแล้ว นี่บ่าย 2 เพิ่งได้เริ่มต้น มาถึงก็มากินเสียก่อน แล้วบ่าย 2 เพิ่งได้เริ่มต้น แล้วจะไป 5 อะไร นับไป 1 แล้ววันนี้ แล้วไปวันสุดท้าย ก็จะไม่ถึงเย็นด้วย เดี๋ยวเถอะ คอยดู ไม่ 5 หรอก ฮึ! อย่างดีก็ 4 วัน ไอ้นี่ครึ่งหนึ่ง วันสุดท้ายอีกครึ่งหนึ่ง รวมแล้วอย่างดีก็ 4 วัน แพ้เด็ก ได้แค่ 4 วันก็เอาดีน่ะ ก็เอาดีน่ะ แทนที่เราจะใช้เวลาไปสำมะเลเทเมา ไปอย่างที่โลกๆ เขาเป็น อย่างพวกหนุ่มสาว หรือในวัยพวกคุณ ไปเอาเวลาไปทิ้งไปขว้าง ไปนั่นน่ะ ไปเรียนรู้น่ะ โลกเขาก็ให้เรียนรู้ ที่จริงไปถูกมอมเมาอย่างงั้นๆ มันมีเยอะนะ ไอ้มอมเมาอย่างนั้นน่ะ เยอะ ไปเมื่อไหร่ก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน