311102 เห็นได้ง่าย-เป็นได้ยากโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
311102 เห็นได้ง่าย-เป็นได้ยาก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
สารบัญ | หมายเหตุท้ายบทความ
เห็นได้ง่าย-เป็นได้ยาก โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2531 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
ฟังธรรมะต่อนะ ที่จริงวันนี้วันพุธนะ "วันหยุด" เราไม่ได้มีแสดงธรรมอะไร แต่ว่าพิเศษ มีนักศึกษามา ก็เลยจัดพิเศษขึ้นมา เพราะวันศุกร์เราก็จะต้องหยุดแล้ว วันศุกร์ไม่มีทำวัตรเช้า วันศุกร์ วันเสาร์ จะไม่มีทำวัตรเช้า จะไปมีทำวัตรเช้าวันอาทิตย์โน่น เพราะฉะนั้น ก็เมื่อพวกคุณมาในช่วงนี้พอดีเลย มันจะขาดอะไร อย่างน้อยก็ขาดทุน 1 วันอยู่แล้ว เพราะว่าไปหยุดเอาตั้ง 2 วัน หยุดวันศุกร์ วันเสาร์นะ ถ้าไปหยุดวันพุธอีก ก็เลยน้อยไปใหญ่เลย ได้การฝึกอบรม หรือการได้มาหัด ได้มาหัด ได้มาฝึกจริงๆ มันก็น้อยไป ก็เลยจัดให้มีวันนี้ขึ้นพิเศษสะนะ เท่าที่ได้ฟัง ได้ฟังนะ พวกคุณมาแสงความคิดเห็นอะไรเมื่อวานนี้ ก็พอเข้าใจ แต่ละผู้ แต่ละคนที่ได้มา มาที่นี่ แล้วก็มีเจตคติ หรือมีมโนทัศน์อย่างไรบ้าง เท่าที่พูดออกมา แต่อาตมาว่านั้นมันไม่ถึงกับเจตคติ หรือว่าไม่ถึงมโนทัศน์ที่แท้หรอก ไม่ถึง ที่แท้ที่คุณพูดกันนั้น อาตมาฟังๆ ดูแล้ว แสดงออกนั้นนะ เป็นความรู้ มันยังไม่ถึงจิตแท้หรอก มันเป็นความรู้ที่ศึกษามาด้วยเหตุด้วยผล ตรรกศาสตร์นะ เป็น ลอจิค (LOGIC) นะ ลอจิคเคิล (LOGICAL) เป็นความรู้ ความเข้าใจที่เราไปสัมผัสมา เราก็ได้เรียนรู้เหตุผลปรัชญาอะไรมา ก็ไปสัมผัสความจริงมา ความคิดดี ความหวังดี ความเข้าใจสิ่งที่ดีมันมีอยู่ในตัวคน เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะแสดงออกนี่ หรือความบริสุทธิ์ของเราบ้างที่เรามุ่งหมายดี สามัญสำนึกของมนุษย์นี่มันจะสำนึก มันควรจะต้องพูดดี ควรจะกระทำสิ่งที่ดี นอกจากคนหรือว่าพวกวิตถาร พวก “ซาดิสม์”
อ่านต่อ
(SADISM) พวก “มาโซคิสม์” (MAZOCISM) พวกที่มันตีกลับ ชอบรุนแรง ชอบหักกลับนะ ชอบทำอะไรที่ย้อนแย้ง ที่ไม่มีเหตุผลที่ลึกซึ้ง เป็นการย้อนแย้งอย่างประเภทที่เรียกว่า ไปในทางลบนะ เช่น ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า คนเราธรรมดาต้องเบิกบานร่าเริงนะ ต้องเป็นคนเบิกบานร่าเริง นี่ทุกคนเข้าใจดีว่ามันดี คนเบิกบานร่าเริงนะ แล้วคนที่มีจิตวิตถารนี่ จะเริ่มต้นขุ่นๆ ชอบอารมณ์ไม่...อารมณ์ขุ่น อารมณ์ที่ตีกลับนะ มันเป็นความไม่สอดคล้องกันกับสภาพจิตใจ หรืออารมณ์ที่เบิกบานร่าเริง แทนที่จะทำตนเบิกบานร่าเริง ก็ทำตีกลับจากอารมณ์เบิกบานร่าเริง เป็นอารมณ์ขุ่นๆ มีอารมณ์ชอบคือ มีจิต มีจิตกิเลสนะ มีสภาพที่ว่า ให้มันหนักๆ ตนเอง แทนที่จะยิ้มแย้ม ก็บึ้งตึง แทนที่จะสัมพันธ์ ก็เกิดการหาเรื่องทะเลาะ อะไรอย่างนี้ คือสายที่เป็นสายที่...มันไม่เป็นไปตามสายทางครรลองนะ อย่างนี้ เป็นต้นนะ... ธรรมดาคนเรานี่ สามัญสำนึกทั่วไปนี่ จะเบิกบานร่าเริง มันก็เป็นความน่ายินดี ใช่ไหม เป็นความต้องการของมนุษย์ เบิกบาน ร่าเริง ยิ้มแย้ม แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง แต่พวกที่วิตถารนี่ เริ่มต้นวิตถาร ก็จะเริ่มปลอดโปร่ง ไม่ดี ต้องตีกลับ แล้วทำตัวเองนะ ทำตัวเอง พวกนี้จะไปวิตถารในลักษณะของ มาโซคิสม์ คือทำให้ตนเองนี่มันกลับจากสภาพที่ควรจะเป็นธรรมดาธรรมชาติ เป็นอย่างนั้น
เบิกบาน ความหมายหนึ่งของ “พุทธ” : พุทธะ แปลว่าเบิกบาน นี่เป็นตัวที่เป็นหลักแท้ๆ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ ถึงอย่างไรๆ ก็เบิกบานอยู่ดีนี่ ได้เป็นพุทธะหนึ่งแล้ว รู้สึกตัวเมื่อไหร่ ก็เบิกบานร่าเริง ต้องรู้อารมณ์ของตัวเองนะ รู้ความคิดของตัวเอง รู้อารมณ์ของตัวเอง ถ้ามันไม่เบิกบานร่าเริง มันจะมีเรื่องมุ่น มันจะมีเรื่องวุ่น มันจะมีเรื่องเครียด มีเรื่องอะไรก็ตามใจเถอะ ทำใจให้โปร่ง ทำใจให้เบิกบาน เป็นกำไรอันที่ 1
สุขาปฏิปทา : ที่อาตมาถือว่าเคยบอก เคยสอนพวกเรานี่ ในพวกชาวอโศกนี่ ว่าเป็น “สุขาปฏิปทา” นะ เรียกว่า สุขาปฏิปทา เป็นการปฏิบัติที่มีสุข แม้มันจะมีทุกข์ มันจะมีความลำบากนะ ท่านให้ ตั้งตนอยู่บนความลำบาก คือ ทุกขายะ อัตตานัง ปทหติ นี่ภาษาพระพุทธเจ้า ภาษาบาลี ให้ตั้งตนอยู่บนความลำบาก ความลำบาก คำนี้ไม่ได้หมายความว่า ความขุ่นใจ ไม่ใช่ ความลำบากนี้ก็คือการต่อสู้ เราจะต้องสู้กับกิเลส เราจะทำอะไรหนักก็ได้ เราจะต้องมีอุปสรรคอยู่ก็ได้ แต่เราเบิกบานนะ เราเหนื่อยนี่ก็ เราก็ยังเหนื่อยอยู่อย่างเบิกบานร่าเริง เราเจอกับอุปสรรค เราก็เจออย่างเบิกบานร่าเริง ต่อสู้ได้อย่างนักรบที่มีข้าศึก เขาจะเอาเราตายทีเดียวนะ แต่เราก็ยิ้มนะ หรืออย่างพวกกำลังภายในนี่นะ ยิ้มเบิกบาน ไม่ได้ขุ่นหมองนะ สุขาปฏิปทา ต้องอ่านอารมณ์ รู้อารมณ์ตนเอง : อารมณ์ใจ ต้องรู้จักอารมณ์ของใจตัวเอง นั่นเรียกว่า สุขาปฏิปทานะ จิตใจเป็นสุข จิตใจสบายนะ มันจะมีอะไรที่มันจะต้องต่อสู้ มันจะต้องคิด จะต้องทำงานทางจิต ทางกาย ทางวาจา จะมีงานการทางจิต ทางกาย ทางวาจาอย่างไรก็ตาม งานการนั้นก็มีอยู่หนักหนาลำบากนะ ลำบากงานนั้นหนัก ลำบากที่จะต้องทำก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นงานทางใจที่มันหนักนะ โอ้โฮ งานทางใจนี่หนัก จะต้องต่อสู้ แต่ผู้ที่มีสุขาปฏิปทานั้น จะเข้าใจวิธีการทำใจให้เบิกบาน มันซ้อนนะ มันลึกซึ้ง มันซ้อน ทำใจเบิกบานได้ ก็รู้ว่าอุปสรรค ก็รู้ว่าจะต้องต่อสู้ รู้ว่าหนัก รู้ว่าลำบาก รู้ว่ามันเป็นเรื่องยาก แต่ใจนี่ก็เบิกบาน ยินดี ไม่ท้อแท้ ไม่หดหู่ ไม่เครียด สบายๆ นะ เป็นสภาพที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ยากอย่างไรก็หาทางแก้ หนักอย่างไรก็เอา ก็หนักอย่างนี้ขนาดนี้แหละ เรา เราสู้ได้ เราก็สู้ ถ้าหนักอย่างนี้ โอ๊ะ มันมากไป เราถอย ถอยหน่อยนะ เป็นกลยุทธธรรมดาๆ อย่างนี้ บารมีและความเพียร เป็นองค์ประกอบที่พาเจริญ : สู้ไม่ได้ มันหนักไป ก็ไม่ขุ่นหมอง ไม่เดือดร้อน นี้เป็นฐานเบื้องแรกของคนนะ ในพุทธศาสนา ที่จะเป็นสุขาปฏิปทา ส่วนจะเร็วหรือช้า จะปฏิบัติได้เร็วหรือช้านั้น มันก็อยู่ที่บารมีของคน และความเพียร คนที่มีบารมีดี ก็หมายความว่า เป็นคนที่มีบุญ มีสิ่งที่ได้สั่งสมมาแล้วดี ก็เหมือนกับมีทุนรอนที่ดี เพราะฉะนั้น เมื่อทุนรอนดี ก็สามารถที่จะสร้างสรรไปได้ ด้วยทุนรอนที่ดีมีมากนั้น ไปได้เร็วด้วย ช่วยได้ด้วย แล้วอีกอย่างก็คือความเพียร แม้ทุนรอนจะน้อย แต่ความเพียรมาก ก็ได้เร็วด้วยนะ อันนี้ก็เป็นองค์ประกอบที่จะพาเจริญนะ
การพัฒนาสังคม จะต้องพัฒนาคนก่อน : อาตมาฟังพวกคุณพูดแล้ว ก็เข้าใจแล้ว ดี เป็นความเข้าใจที่ดีเหมือนกันนะ เราเรียนมานี่ เราเรียนไปเอาความรู้นะ โดยเฉพาะการจะพัฒนาสังคม พวกคุณพูดกันถูกนะ จะพัฒนาสังคมนี่ มันจะต้องพัฒนาคนก่อน พัฒนาคนโดยเฉพาะ ถ้าไม่พัฒนาคนก่อน การแก้ระบบก็จะยากและต้องใช้ความรุนแรง : พัฒนาคนก่อน เดี๋ยวนี้รู้กันเยอะแล้วนะ อาตมาขอยืนยันว่า ทุกวันนี้แก้ระบบนั้นแก้ยาก เราจะแก้ระบบนั้นแก้ยาก แก้ไม่ได้ง่ายๆ ถ้าจะแก้ ต้องแก้กันอย่างรุนแรง แล้วโลกทั้งปวงนี่ เขาไม่ชอบความรุนแรงกันหรอก นอกจากสุดวิสัย มันก็ต้องแรงของมัน ตามเรื่องของมันเอง แต่เขาไม่เอารุนแรง เลี่ยงความรุนแรง ที่ไหนๆ ก็เหมือนกัน พวกวิตถารนิยมความรุนแรง และสุขสะใจกับความเจ็บปวด : พวกที่ไม่เลี่ยงความรุนแรง ก็คือพวกเห็นความรุนแรงแล้วมัน(เมามัน) พวกนี้ชอบดูหนังบู๊ เลือดสาด อย่าว่าแต่ชอบดูหนังบู๊เลย ตัวเองก็ต้องทำให้เจ็บปวดนะ อย่างพวกซาดิสม์ (SADISM) ทำให้คนอื่นเจ็บปวด รุนแรง แหม! มันสะใจ ส่วนมาโซคิสม์ (MAZOCISM) ก็ชอบทำให้ตัวเองเจ็บปวด มาร์โซคิสม์ กับ ซาดิสม์ นี่ต่างกัน มาร์โซคิสม์ชอบให้ตัวเองเจ็บปวด กรีด พวกที่เอามีดโกนกรีดตัวเอง ทำให้เป็นแผล ทำให้ตัวเองเจ็บปวดแล้วก็สะใจนะ ต้องทำร้าย ทำลายตัวเอง พวกนี้ยิ่งวิตถารหนัก ส่วนพวกที่ชอบทำคนอื่นให้เจ็บปวด ก็วิตถารเหมือนกันนะ แล้วซวยด้วย อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี ไปต้องให้คนอื่นเจ็บปวด แล้วตัวเองถึงจะสะใจ ตัวเองถึงจะอร่อย มันก็ซวย ตัวเองจะสะใจ ที่จริงนั่นนะ คนเรามันรักตัว ใช่ไหม มันรักตัว ถ้ามันเจ็บ ตัวเองเจ็บนี่ตัวเองไม่ค่อยทน ตัวเองทนไม่ค่อยได้ แต่ทำตัวเองให้เจ็บนี่ แหม! มันโง่หนา แล้วมันด้านมากนะ คนเราต้องทำให้ตัวเองเจ็บแล้วถึงอร่อยนี่ มันด้านชามากเลย มันอาการวิตถารที่หนัก ซับซ้อนนะ เพราะฉะนั้น ร้ายแรงกว่า แต่ที่จริงถ้าว่าโดยหลักของสังคมแล้ว ตัวเองทำร้ายตัวเอง มันก็ยังดี มันไม่ไปทำคนอื่นซวย ไม่ทำคนอื่นให้คนอื่นบาดเจ็บ ก็ไม่ไปเที่ยวเบียดเบียนใคร เบียดเบียนตัวเอง แต่โดยหลักของจิตแล้ว จิตเลวร้ายมาก เพราะคนเรานี่ มันรักตัวเองกว่ารักคนอื่นใช่ไหม มันรักตัวเองมากกว่าคนอื่นนะ แต่มันทำตัวเองให้เจ็บปวด ให้ตัวเองถึงเลือดตกยางออกได้นี่ แหม! มันอำมหิตมาก จิตมันหยาบคาย หยาบคายมากคนนี้ คนเรานี่ อย่างที่อาตมายกตัวอย่างเมื่อครู่นี้แล้วว่า คนเรานี่ พยายามที่จะให้ตัวเองเริ่มต้น เริ่มต้นวิตถารนะ เริ่มต้นที่จะเป็น มาโซคิสม์ เริ่มต้นแทนที่จะเบิกบาน กลับชอบอารมณ์ที่หนักๆ หม่นๆ วุ่นๆ เครียดๆ ชอบอารมณ์เครียดนะ พวกนี้พวกมาโซคิสม์ เริ่มต้นอาการนะ เริ่มต้นที่จะสร้างมาโซคิสม์ให้ตัวเอง มันเป็นการตีกลับที่เลวร้ายนะ เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่เบิกบานร่าเริงนั้น เบิกบานร่าเริงอะไรก็คบกันได้ง่าย ถ้าผู้ใดที่ไม่เบิกบานร่าเริง คบกันได้ยาก อันนี้ก็เป็นสามัญสำนึกทุกคน ก็่รู้กันดีน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดไม่เรียนรู้ แล้วไม่ฝึกนะ มันก็ร้ายกาจ เป็นไปได้ยาก อยู่ในสังคมยากนะ ทำอะไรเจริญยากนะ
ตนเองต้องทำคุณอันสมควรก่อน แล้วค่อยสอนผู้อื่น พระพุทธเจ้าสอนเราว่า ให้ช่วยตนเองก่อน แล้วสอนผู้อื่นนะ ให้ช่วยตนเองก่อน สร้างคุณความดี ทำคุณอันสมควรก่อน แล้วค่อยสอนผู้อื่น จะไม่เดือดร้อนภายหลังนะ จะไม่มัวหมอง มันจะไม่เกิดความเสื่อมเสีย มันจะไม่มัวหมอง จะไม่เสียหาย จะไม่เลวร้ายนะ จะไม่มัวหมอง ทำแล้วมันจะไม่มีบทที่จะผิดพลาด มันจะไม่เกิดความบกพร่อง มัวหมองอะไรเกิดมามันจะไม่มีความเสียหายอะไรนะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าสอนนี้ เป็นหลักตายตัวเลยนะ ต้องทำคุณอันสมควรก่อน ก็หมายความว่า ทำตนให้ดีให้ได้ก่อน ทำตนเองให้ดีได้เท่าใด เราก็สอนคนอื่นได้ เพราะเรามีความจริง “ความรู้” กับ “ความจริง” เมื่อครู่ อาตมากล่าวว่า พวกคุณมาเรียนรู้กันนี่ มันได้ความรู้ แต่ยังไม่ได้ความจริง อย่างเมื่อวานนี้ ท่านสุรินโทก็เทศน์ไปแล้วว่า มาซาบซึ้ง “ความรู้กับความจริง” มาซาบซึ้งกับว่า “ความเห็นกับความเป็นไปได้” หรือความเป็นได้นะ ความรู้นั่นมันอย่างหนึ่ง มันตื้น มันเผิน มันเป็นเพียงความคิด มันเป็นเพียงเหตุผล เป็นเพียงตรรกศาสตร์ เดี๋ยวนี้หลงใหลตรรกศาสตร์กันมาก หลงใหลความรู้ เหตุผล ความจริงปรัชญาอะไรเรียนกันเยอะ เป็นความรู้ แต่ความจริงนั้น ไม่ได้สักกระผีก ไม่ได้สักเท่าไหร่เลยนะ ไม่ทำให้เป็น ไม่ทำให้ได้ เป็นความเห็น มีความเห็น มีความเข้าใจ เห็นได้ อะไรก็เห็นได้ เข้าใจได้เยอะ แต่ความเป็นได้นั้นไม่ค่อยมี ครูจริงแท้ ต้องมีทั้งความรู้และความจริง คือรู้ถูกต้องและทำได้ด้วย : ครูบาอาจารย์ทุกวันนี้ มีแต่ความรู้กันเยอะ ความเป็นไปได้ไม่มี ดีไม่ดีนี่ ความเป็นได้นั้นย้อนแย้งกับที่ตัวสอนด้วย แล้วจะยิ่งไปพัฒนาคนที่จะต้องพยายามเป็นตัวอย่างแก่เขา แล้วก็จะต้องนำพาเขาทำจริงๆ ให้เขาทำได้ เป็นได้ ความเห็นไปแนะ มันก็ดีนะ ก็ได้ ได้ขั้นตอนหนึ่ง มีความเห็นที่ถูกต้อง มีความเห็นความเข้าใจที่ดี มันก็ดี ไปแนะนำเขาทำ แต่ประสิทธิภาพไม่ดี ประสิทธิผลไม่ดี จะแก้ไขปรับปรุง สร้างคนให้เปลี่ยนแปลงมาสู่ทางที่ดีนั้น ได้ยากมาก ตนเองต้องทำให้ได้ก่อน เมื่อตนเองทำได้แล้ว แล้วคนอื่นๆ เขาจะเกรงใจ อย่างน้อยเกรงใจว่า เราทำได้นี่ เขาจะยอมรับนับถือ คนรู้ก็ยอมรับนับถือมาขั้นหนึ่งแล้ว ทั้งรู้ ทั้งเป็นได้ด้วย ทำได้ด้วย จะยอมรับนับถือยิ่งขึ้นนะ เพราะฉะนั้น การจะพัฒนาคน การจะช่วยคนให้เจริญขึ้น จะต้องเป็นครูจริงๆ ตรงที่ว่า ต้องทำได้ด้วย ครูที่รู้แล้ว ทั้งรู้ ทั้งทำได้ด้วย ทั้งมีความรู้แล้วมีความจริง มันจึงจะเจริญน่ะ จะไปพัฒนาคน สังคม บ้านเมือง ต้องพัฒนาตนเสียก่อน ที่เราจะไปพัฒนาบ้านเมือง หรือพัฒนาสังคม หรือพัฒนาใครก็ตาม ต้องพัฒนาตนเสียก่อน ถ้าไม่พัฒนาตน แล้วจะไปแก้ไขปัญหา พัฒนาคนให้มีคุณภาพและต้องได้ปริมาณคนมีคุณภาพมากพอ อาตมาขอท้าทายเลย จำความอาตมาไว้ ตั้งแต่วันนี้ไปจนกระทั่งกี่ปีกี่ชาติที่คุณยังมีชีวิต ถ้าไม่พัฒนาตน หรือพัฒนาคนให้ได้ก่อน จะไปพัฒนาอะไรๆ โดยยิ่งไปพัฒนาสังคมที่มีกลุ่มชนที่มากมายนั้นน่ะ ไปใช้ระบบนั้น ใช้ระบบเปลี่ยนแปลงระบบนั้นนะ ถ้าเผื่อว่า ไม่พัฒนาคนก่อน ไม่พัฒนาตั้งแต่ความเห็นและความเป็นจริงนี่ ไม่ให้ได้ครึ่งๆ ค่อนๆ ขึ้นไปก่อนแล้ว จะเปลี่ยนแปลงสังคมขึ้นมาในการพัฒนา ตามที่เราเห็นว่าทิศทางนี้แหละดี ระบบนี้แหละดี จะพัฒนาไป เปลี่ยนแปลงไปนี่ ไม่รุนแรง ไม่ได้ จำไว้ หากจะเปลี่ยนระบบก่อนพัฒนาคนสำเร็จ ต้องใช้ความรุนแรง ถ้าไม่พัฒนาคน และไม่พัฒนาคนให้ได้มีปริมาณเพียงพอกว่าครึ่งก่อน จะพัฒนาสังคมให้เปลี่ยนแปลงระบบไปจากอย่างหนึ่งเป็นอีกอย่างหนึ่งนั้น ไม่มีความรุนแรง ไม่มีเลือดมีเนื้อ ไม่มีสงครามนั้น เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้น่ะ ไม่ได้เด็ดขาด เพราะฉะนั้น ทางที่จะพัฒนาอย่างอหิงสา อย่างอหิงสา หรืออย่างที่ไม่รุนแรง พัฒนาอย่างดีนั้น ต้องใช้หลักการอย่างที่ว่านี้ทั้งนั้น พัฒนาคน จะกี่ปีกี่เดือน กี่ชาติ ช่างมัน แล้วมันจะเป็นไปได้ด้วยดี แล้วมันจะเนียน มันจะลึกซึ้งทีเดียวนะ มันยากนะ อาตมาพัฒนาพวกเราอยู่นี่ พัฒนาคนนี่ คนไม่มากเท่าไรเลยนะ แล้วก็สมัครใจด้วยนะ คนที่มานี่ มาในที่นี้นี่ สมัครใจด้วย มาลดละ เปลี่ยนแปลงตนเอง
สังคมประเทศชาติจะอุดมสมบูรณ์ ผู้คนต้องไม่ผลาญพร่า จะให้ประเทศชาติอุดมสมบูรณ์ ก็จะต้องเป็นคนไม่ผลาญพร่า สังคมจะอุดมสมบูรณ์ก็ต้องไม่ผลาญ
หนี้สินเงินกู้กับดอกเบี้ย ของพวกทุนนิยม สร้างปัญหาให้คนเดือดร้อน ทุกวันนี้นี่ประเทศชาติมีหนี้ มีหนี้สินเท่าไหร่ หกแสนล้านบาท ประเทศไทยมีหนี้สินกับประเทศต่างๆ เขานี่ กู้หนี้ยืมสินเขามานี่ ต้องเสียดอกเบี้ยนะ เป็นหนี้ที่ไม่มีดอกเบี้ยก็มีบ้าง แต่ว่าไม่เท่าไหร่หรอก ส่วนมากก็เสียดอกเบี้ยทั้งนั้น หกแสนล้านบาทนี่ ดอกเบี้ยเท่าไหร่ คุณคิดดูซิ คนไทยจะต้องทำมาหากินเสียภาษี เอาเงินที่ได้จากภาษีบ้าง จากอะไรๆ อื่นบ้าง จากภาษีนั่นแหละเป็นหลักนะ เงินเหล่านี้ก็จะเอาออกนอกประเทศ เอาไปจ่ายดอกเบี้ยให้แก่เจ้าของเงินเขานั่นแหละ เดือนละเท่าไหร่ คุณคิดดู ปีละเท่าไหร่ เขาคิดกันเป็นปี เขาไม่คิดเป็นเดือนหรอก เขาคิดเป็นปีนะ เงินขนาดนี้ขืนคิดเป็นเดือนก็ตายกันพอดีล่ะนะ แต่ปีหนึ่งนี่ไม่ใช่น้อยๆ นะ จะ 1% 2% อะไรก็ตามใจเถอะ หนี้สิน หกแสนล้านนี้ ต้องทำมาหากินนี่ ต้องเหมือนกับทาส นี่แหละทาส เราเรียกว่าทาสทางเศรษฐกิจ ส่งส่วย ต้องหาเงินไปให้เขา เจ้าของเงินนี่ ระบบทุนนิยม มันเป็นอย่างนี้ล่ะนะ ระบบทุนนิยมมันเป็นไม่เป็นการเกื้อกูลกัน ที่จริงระบบทุนนิยมไม่เป็นการเกื้อกูลกัน ที่จริงคนที่ให้เรามา คนที่จะช่วยเหลือเรา เขาจะต้องได้ประโยชน์กลับคืนไปหาเขา ดูท่าทีก็เหมือนกับช่วย เพราะฉะนั้น ทางศาสนาอิสลามนี่ เขาไม่มีการกินดอกเบี้ยกัน พวกเราชาวพุทธนี่ก็ไม่พยายามที่จะกินดอกเบี้ย ไม่พยายามนะ ใช้ความอย่างนั้นเพราะว่าพูดเต็มปากเต็มคำไม่ได้ เพราะชาวพุทธในประเทศไทย ก็มันเล่นดอกเบี้ยกันนักหนา ไม่รู้จะไปว่ายังไง มูลนิธิของอโศก ให้ยืมเงินไปใช้ยามจำเป็น โดยไม่เก็บดอกเบี้ย ส่วนชาวอโศกนั้น อาตมาพยายามตัดเลย ไม่ให้ พยายามไม่ให้กินดอกเบี้ย แต่ก็อย่า อย่าไปเคร่งเครียดเกินไปนักก็ไม่ได้ เพราะบางคนเขาจำเป็น เพราะเขาอยู่ในระบบนี้มาและอาศัยวิธีนี้มาอยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้น ก็ค่อยๆ เป็นไป ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคาร มูลนิธิฯ นำมาใช้ประโยชน์คืนให้สังคม เราจะเห็นได้อย่างมูลนิธินี่ เราไม่เอาดอกเบี้ย ไม่ ไม่กินดอกเบี้ย แต่เชื่อว่าไม่กินดอกเบี้ย มันก็เหมือนกับกิน เพราะว่าเงินดอกเบี้ยที่เขาจ่ายออกมาที่เอาไปฝากแบงค์นี่ เราก็จะต้องเอามาใช้ แต่ว่าเราไม่ได้เอามาใช้ส่วนตัว จึงเรียกว่า ไม่กินเงินดอกเบี้ยนี่ จะต้องเอามาสะพัดคืนแก่ประชาชนทั้งหมด เพราะเงินดอกเบี้ยของมูลนิธิ เงินดอกเบี้ยของสังคมกลุ่มที่มีดอกเบี้ยนี่ อาตมาประกาศเลยว่า ดอกเบี้ยนี้เอามาระบุเลย เอามาพิมพ์หนังสือ เพราะหนังสือเรานี้แจก แจกฟรี เอามาพิมพ์หนังสือนี่ออกไปให้แก่ประชาชน ออกไปให้แก่สังคมน่ะ เพราะฉะนั้น ผู้ใดก็แล้วแต่ ส่วนที่เห็นว่านโยบายนี้ดี เขาก็ทำด้วย เพราะฉะนั้น เขาก็ได้ดอกเบี้ยที่ในแบงค์ เขาเอาเก็บไว้ไม่ได้ สมัยนี้มันความปลอดภัยมันยาก เอาเงินเอาทองเก็บไว้ส่วนตัวไม่ได้ มีเงินก็ต้องไปฝากแบงค์ ธนาคารรับฝากเงิน แล้วนำเงินฝากไปหากำไรต่อ แบงค์เขาก็เอาไปหมุน นี่เป็นหลักเศรษฐกิจทุนนิยมของเขาอย่างหนึ่ง แทนที่จะรักษาให้เฉยๆ มันเฉยๆ ไม่ได้แล้วละ มันต้องมีวิธีการหาเงินหาทองมาให้แก่หน้าที่คนงาน นอกจากจะหาเงินมาให้แก่หน้าที่คนงานไม่พอ เอาเงินไปให้คนกู้ แล้วก็เอาดอกเบี้ยมา ไปขูดไปรีด ทุนนิยมมันก็รีดกันต่ออีก รีดกัน ระบบธนาคารแบบทุนนิยม ทำให้ประชาชนเดือดร้อน เดี๋ยวไปอ่านหนังสือ “เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ” ที่อาตมาเขียนเอาไว้นะ จะให้เห็นว่า ธนาคารนี่รีดขนาดไหน ประชาชนมันเดือดร้อนขนาดไหน ในระบบธนาคารอย่างทุกวันนี้ แบบทุนนิยมนี่มันแก้ปัญหายาก แก้ปัญหาอะไรต่ออะไร ถ้าเผื่อว่า ความขยันหมั่นเพียร การสร้างสรรไม่มากพอนะ พวกทุนนิยมนี่ก็จะไปรวยอยู่แต่เฉพาะพวกที่เป็นเจ้าของเงิน เจ้าของทอง นายธนาคาร เป็นต้นนะ จะรวย จะรวยเป็นเจ้าเงินเจ้าทอง หรือว่าผู้ที่มีเงินมากๆ แล้วก็จะมีแรงดูด มีเครือข่าย มีระบบเป็นนายทุนขึ้นมา แล้วทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อๆ มวลชนส่วนมากนะ ชนส่วนมากจน แต่พวกที่ร่ำรวยนี่จะรวยขึ้น รวยขึ้นตลอดเวลานะ อาตมาไม่เจตนาจะมาบรรยายเศรษฐศาสตร์นะ เพราะฉะนั้น จะบรรยายในเรื่องให้เห็นว่า เราจะแก้ไขตนเองอย่างไร แก้ไขคนอย่างไร เป้านี้สำคัญ หลักนี้สำคัญ
นศ. ที่มาเข้าอบรมครั้งนี้ จะได้พบเห็นแบบอย่างญาติธรรมชาวอโศก ที่พวกคุณมาถึงที่นี่แล้วนี่ พวกคุณจะมาเจอะสิ่งที่พวกคุณจะต้องรู้สึกว่า มันลำบากจริงๆ เลย มาให้อดให้อยาก ดีนะ ให้คุณนอนอย่างนี้นะ มีที่นอนให้คุณนะ ไปนอน โอ้โห กางมุ้งกางม่านให้เสร็จเลยนะ ไปนอนอยู่ชั้น 5 โน่นแน่ะ โอ้โห ลมโกรก เย็นสบายนั่นถือว่าดีมากแล้ว ไม่ให้มานอนดินก็ดีแล้ว บุญแล้ว คุณอยู่นี่ นี่โชคดี ประเดี๋ยวจะมีเวลา มีเวลาญาติโยมพวกเรามา พวกคุณจะเห็นว่า เขาจะนอนสบายๆ เดี๋ยวเขาก็มากางมุ้งกางม่าน นอนเต็มพรืดเลยนี่ เดี๋ยวคอยดูซิ ฝ่ายหญิงก็หาที่นอนกันไปตามเรื่องตามราวนะ เป็นคนเลี้ยงง่าย นอนง่าย กินง่าย อยู่ง่ายๆ ไม่เป็นคนลำบาก ต้องมาลดกิเลส กิเลสเราติดยึด อู้ฮู ที่นอนก็ต้องมีฟูก มีหมอน มีกลิ่นหอม มีอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ที่นั่งก็จะต้องอย่างโน้นอย่างนี้ มีที่รองที่รับ การกินก็จะต้องมีอาหารถูกปากอย่างโน้นอย่างนี้ ต้องสวย ต้องงาม ต้องอย่างโน้นอย่างนี้ อะไรต่างๆ นานาสารพัด ซึ่งความปรุงแต่งเป็นความประดิษฐ์ประดอย เป็นความสร้าง สร้างให้จิตวิญญาณของคนเรานี่โง่ คนเรามันมอมเมาให้จิตของเรายึด ถือยึด ติดยึด เรียกว่าอุปาทาน จะต้องได้อย่างนี้ ต้องเป็นอย่างนี้ ถ้าไม่ได้รูปอย่างนี้ สีอย่างนี้ กลิ่นอย่างนี้ สภาพอย่างนี้ ไม่พอใจ เป็นทุกข์นะ ทนไม่ค่อยได้นะ อย่างนี้เป็นต้น แล้วมันก็เป็นคนเลี้ยงยากนะ มาที่นี่ๆ กินก็ให้ง่ายๆ อยู่ก็ง่ายๆ ไม่สะไม่สวย ไม่พยายามทำให้สวยๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่สะอาด คุณอาจจะเข้าใจความสะอาดนี้ต่างกับพวกเราเข้าใจ พื้นดินพวกนี้นี่สะอาดนะ ไม่ใช่ว่าไม่สะอาด สะอาดคือความไม่มีเชื้อโรคที่มากเกิน เรียกว่าสะอาด คนทุกวันนี้ มีภูมิคุ้มกันต่ำ เพราะกินอยู่อย่างสะอาดเกิน คนเราทุกวันนี้นี่สะอาดเกิน เพราะฉะนั้น จึงภูมิคุ้มกันต่ำ มีแบคทีเรีย มีเชื้ออะไรต่ออะไรในร่างกายนี่น้อยไป เรียกว่าสะอาดเกินน่ะ ภูมิคุ้มกันจึงต่ำ ไม่ต้องเอาอะไรมากหรอก ผิวหนังทุกวันนี้ ผิวหนังของคนนี่บอบบาง เพราะสบู่อาบน้ำ ถูสบู่ ถูสบู่มันทุกวัน ทุกครั้ง ผิวจึงไม่เป็นธรรมชาติ ผิวจึงบอบบาง เป็นโรคภัยง่ายนะ เป็นอะไรต่ออะไรง่าย ไม่แข็งแรง เพราะถูสบู่ สบู่นี่มีโซดาไฟ สบู่นี่ประกอบด้วยธาตุโซดาไฟเป็นสำคัญ มันก็ทำปฏิกิริยาขัดกัดน้ำมันผิวหนัง จะถูกสบู่ถูนี่ จะถูกฟอกกัดน้ำมันออกไปหมด คนทุกวันนี้ อ่อนแอลงทุกวัน ตั้งแต่ผิวหนังไปจนกระทั่งถึงสรีระร่างกายข้างใน กินอยู่อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ธาตุต่างๆ ที่กินเข้าไป ความสะอาดที่กินเข้าไปนี่ มันสะอาดเกินอย่างที่ว่านี่ แทนที่จะมีเชื้อมีแบคทีเรียกมีโน่นมีนี่ มีอะไรต่ออะไรที่ผสมส่วนพอสมควร แล้วก็เข้าไปอยู่ในร่างกาย พอเข้าไปอยู่ในร่างกาย พอเข้าไปอยู่ในร่างกาย แล้วมันก็จะมีการสัมผัส หรือการมีอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา ค่าของการวัดทุกวันนี้ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ หรือนักสรีรศาสตร์ ก็วัดค่าที่เป็นค่าไม่ปกติของคน ค่าปกติ นอร์เมิล(Normal) ของเขานี่ ค่าที่เขาวัดนี่นะ เขาบอกว่า ค่าจะต้องมีแบคทีเรียเท่านี้ จะต้องมีไอ้นั่นไอ้นี่เท่านี้ๆ จึงจะพอเหมาะในร่างกายคน เป็นค่าที่เพี้ยนมาจากคนที่แข็งแรงสมัยโบราณแล้ว ถ้าคนสมัยโบราณนี่ มันจะมีค่าอะไรที่มีเท่านั้นเท่านี้ มีอะไรต่ออะไรในร่างกายเท่านี้ๆ แล้วเป็นคนบึกบึน เป็นคนแข็งแรง มีภูมิคุ้มกันสูง ทุกวันนี้ ภูมิคุ้มกันลดลงมาเรื่อย ค่า นอร์เมิล(ปกติ)ของคนทุกวันนี้ ปกติของคนทุกวันนี้ เขาวัดเอามาใช้เป็นสถิติปกตินี่ เป็นค่าที่เพี้ยนมาจากความแข็งแรงของคนนี่ เพราะฉะนั้น เราจะเอาคนป่า หรือเอาคนชาวบ้าน ชาวบ้านนอกนี่นะ คนบ้านนอกนี่นะ จะกินน้ำ ก็ไปตักน้ำคลองมากินเฉยๆ มันก็มีธาตุ มีตัวอะไรต่ออะไร แบคทีเรียอะไรลงไปในร่างกายแข็งแรง คนบ้านนอกนี่ท้องไส้ โรคนั่นโรคนี่อะไรไม่ค่อยเป็นนะ กินน้ำคงน้ำคลอง กินน้ำบึงน้ำบ่อ น้ำแม่น้ำนี่ อย่างพวกแม่ค้าพายเรือขายในแม่น้ำนี่ ขายไปๆ เขาอยากกินน้ำ เขาก็ตักน้ำในแม่น้ำมา บางทีก็ขี้ลอยตุ๊บป่องๆ มา อย่างนั้นล่ะ เขาก็ตักกินของเขาเฉย สบายๆ แล้วภูมิคุ้มกันเขาสูง โรคท้องร่วงนี่จ้างก็ไม่เป็นง่ายๆ ไม่เป็นง่ายๆ แต่คนในเมืองนี่ ลองซิ ลองเข้าไปสิ น้ำแม่น้ำนั่นที่ว่านี่นะ รับรองกินครั้งเดียวเท่านั้นแหละ วิ่งหาโรงพยาบาลเลย ท้องร่วงเลย อาตมาขอยืนยัน กินน้ำอันเดียวกันนั่นแหละนะ แต่คนต่างจังหวัดเขานี่เฉย สบายๆ เพราะภูมิคุ้มกันของเขาสูงกว่า เพราะฉะนั้น คนทุกวันนี้ ไม่เข้าใจ แม้แต่ความสะอาดเกิน ไม่เข้าใจแม้แต่ความสะอาดเกิน ทรมานตัวเอง คือทำให้ตัวเองนี่อ่อนแอ นั่นคือความทรมานตัวเองชนิดหนึ่ง อ่อนแอเกินไปอย่างนี้เป็นต้น แล้วก็เลยไม่ค่อยเข้าท่านะ อ่อนแอต้องมีอะไรประคบประหงมกันอยู่อย่างมาก อันนี้อธิบายไปแล้ว มันจะยาวเกินไปนะ ก็ขอตัดลัดเข้าหาว่า
โภชเนมัตตัญญุตา พิจารณาของกินของใช้ เครื่องอุปโภคบริโภค เราจะทำอย่างหลักๆ อย่างไร คือเราจะต้องมาเลิกละอย่างที่คนเมือง คนกรุงนี่เขาเฟ้อเกินไป จงเรียนรู้ความเฟ้อของคน จะกินจะอยู่ จะนุ่งจะห่ม จะมีเครื่องใช้อาศัย อุปโภค บริโภค พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณาด้วยว่า โภชเนมัตตัญญุตา พิจารณาของกินของใช้ เรียกว่าเครื่องอุปโภคและบริโภค เราอย่าไปกินฟุ้งเฟ้ออย่างเขานะ กินยาพิษเข้าไป บุหรี่ก็คือยาพิษ กินธาตุเคมีนี่ เครื่องเสริมแต่งความงาม แต่แท้จริงทำลายสุขภาพ พวกที่เอาอะไรมากิน มาทา มาป้าย อะไรต่ออะไรต่างๆ นี่ ร่างกายมัน ก็เอามาใส่กับร่างกาย สัมผัสแตะต้อง พอกไว้นี่ ก็คือกินเหมือนกันนะ มันกินเหมือนกันนะ ใช้ภาษาโลกๆ ว่ากินนี่ คือเอามารับไว้ รับมันมาไว้ใส่ตัว เรียกว่ากินทั้งนั้น ไปเอาอะไรต่ออะไรไม่รู้ประสมประเส ธาตุเคมีเป็นน้ำกลิ่น เขาเรียกน้ำ น้ำหอม โคโลญจ์ อะไรต่ออะไรต่างๆ เอามาฉีด เอามาฟอก เอามาใส่ร่างกายไว้นี่นะ มันไม่ใช่ธรรมชาตินะ หู หัวนี่ ผมเผ้านี่ะ ไม่รู้ไปเอาอะไรมาใส่มัน ยิ่งไปเอาสเปรย์ ไปเอาอะไรไม่รู้มาใส่ให้มันแข็ง ให้มันอย่างโน้นอย่างนี้ ไปเอาน้ำมงน้ำมันอะไร แต่ว่าน้ำมันนั้นก็มีธาตุเคมีต่างๆ นานา ผู้ชายก็เอากับเขาด้วยนะ มีติ๊กๆ เติ๊กๆ อะไรใส่ เพื่อที่จะให้มัน เวลาหวีแล้วจะได้รูปได้ร่างอะไรต่างๆ นานา เลอะเทอะไปหมด ธาตุเคมีทั้งนั้น บางทีนี่ โอ๊ย กลิ่นทั้งฉุนทั้งอะไรต่ออะไร ทนเก่งนะ ผู้หญิงนี่ใส่ยังไม่พอ อบมันเข้าไป ให้มันผนึกมันเข้าไป ให้มันติด ทั้งอบทั้งแห้ง ทั้งทำเย็นอะไรร้อยแปด ร้อยแปดเลย อู้ฮูย ทรมานมันเหลือเกิน ทารุณจังเลย อู้หุย ผู้หญิงหนอผู้หญิง อู๊ว์ ฟังแล้วดูแล้ว ก็ ดูไม่เบื่อน่ะ เบื่อไม่ลง คือมันทรมานตัวเองนานาสารพัด เสร็จแล้วก็คือทำลายตัวเอง มันจะมีอะไร อย่างมากนี่ มันก็รับฝุ่นอะไร ขี้รังแคก็เอา ล้างมันสะ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive