310529 ต้นแบบหมายเลข 0001 โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
310529 ต้นแบบหมายเลข 0001 โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก ต้นแบบหมายเลข 0001 โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก 29 พ.ค. 31
สำนึกดี ท่านผู้ยังใฝ่ดี แสวงหาสิ่งที่ดีอยู่ทั้งหลาย วันนี้อาตมาจะเทศน์เรื่อง "Model 0001" คือ ต้นแบบหมายเลข 0001 เรื่องต้นแบบหมายเลข 0001 (เผื่อไว้ 3 หลัก) ต่อไปมันก็จะมีต้นแบบ 0002, 0003 จนกว่าจะถึงต้นฉบับแบบ 1000 อะไรอย่างงี้เป็นต้น แหม ... มันต้องตั้งใจไว้นานๆหน่อย ภาษาอังกฤษก็บอกแล้ว Model 0001 ที่ว่าต้นแบบนี้ อาตมาก็หมายถึงว่า คือเราจำลองอะไรขึ้นมา จำลองนี่ไม่ใช่ชื่อคนนะ แต่ก็มีชื่อคน จำลองนี่คือ Model ต้นแบบนี่ จำลองขึ้นมา เรากำลังสร้างอะไรขึ้นมาแล้วเป็นต้นแบบที่ 1 0001 นี่ ตั้งหมายเลขเอาไว้เลย เป็น Number 0001 ต้นแบบที่ 1 แล้วก็คำว่า "จำลอง" อย่าไปว่าจำลองนี่คือของเทียมนะ ไม่ใช่นะ Model นี่ไม่ใช่ Imitation ไม่ใช่ของที่มันทำเป็นของเทียม หรือว่าของที่ทำล้อเลียนเล่น ไม่ใช่นะ นี้ของจริงน่ะ ของจริงไม่ใช่ของล้อเลียน ไม่ใช่ของปลอมไม่ใช่ของเทียม ของจริงไม่ใช่ Imitation แต่ นี่คือ Model คือ ต้นแบบที่แท้จริง ต้นแบบของสังคมมนุษย์ สังคมมนุษย์ที่กล่าวนี้ ก็คือพวกเรากำลังดำเนินกันอยู่นี้ อาตมาว่า อาตมาทำงานเริ่มต้นด้วยศาสนาเป็นหลัก เริ่มต้นด้วยคุณธรรมของจิตวิญญาณเป็นหลัก โดยปฏิบัติตน เมื่อปฏิบัติตนให้จิตวิญญาณของเรามีกิเลสลดน้อยลง เมื่อกิเลสลดน้อยลงๆ จนกระทั่งลดน้อยลงได้มากเท่าใดๆ ตามหลักของศาสนาพุทธแล้ว จิตวิญญาณเราจะเกิดปัญญา หรือเกิดญาณทัสสนะวิเศษ เกิดโลกวิทูเท่าที่เราสามารถ ซึ่งก็อาจจะเท่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ล่ะ พระพุทธเจ้าเป็นโลกวิทูกว่าอาตมา ท่านรู้โลกต่างๆ รู้วัฏฏจักร รู้สังสารวัฏฏ์ รู้สังขารธรรม รู้สมมุติสัจจะ ส่วนปรมัตถสัจจะนั้น คื
อ่านต่อ
อจิตของเรานี้ต้องรู้แน่ รู้จิตแล้วก็รู้กิเลส ปรมัตถสัจจะนี้ รู้จิตแล้วก็รู้กิเลส แล้วเราก็ฆ่ากิเลสออกจากจิต จิตก็ยิ่งจะสว่างๆ ยิ่งสะอาดน่ะ อย่างที่ท่านพุทธทาสว่า สะอาด สว่าง สงบ จิตสะอาด สว่าง สงบนี่แหละ เป็นตัวหลัก ท่านพุทธทาสท่านตั้งหลักอันนี้ไว้ก็ถูกต้องดี แล้วอาตมาก็เอามาใช้ สะอาด สว่าง สงบ เสร็จแล้วมันก็จะมาเป็นสุภาพ สมรรถนะ สามัคคี อีก 3 ส. ครบวงจร จะมีพฤติกรรม จะมีลักษณะการแสดงออกด้วยสภาพที่สุภาพ และสภาพที่มีสมรรถนะ และสภาพที่เป็นสามัคคีครบสมบูรณ์เลย ทั้งจิตเป็นประธาน จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง เพราะฉะนั้นในปรมัตถสัจจะ(ปรมัตถธรรม) เราปฏิบัติถูกตรงตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้วนะ เราจะละกิเลส ล้างกิเลสออกได้จริงๆ มันจะลดล้างละลงไปจริงๆ เมื่อลดละล้างลงไปจริงๆแล้ว มันจึงจะเกิดสภาพของสุภาพ สมรรถนะ สามัคคี ไม่ขาดกันนะ คุณเริ่มต้นปฏิบัติธรรมโดยมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าเนี่ย ศาสนาพระพุทธเจ้า มรรคองค์ 8 มีการฝึกปรือเมื่อใด ก็จะสำรวมระวังทั้งความคิด วาจา การกระทำ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั้งหมด แล้วก็ทำให้มันประจำ ให้มันตั้งมั่น ให้มันเป็นอาชีวะ (อาชีพประจำชีวิต) ในการประจำชีวิตนี้ มันก็จะปรับเรื่อยไปเลย เริ่มต้นมันขี้โกง คนเรานี่ รู้ตัวด้วยนะว่าเริ่มแรกมันขี้โกงกันทั้งนั้นแหละ มันเห็นแก่ตัว นี่คุณจำลองไปพบท่านพุทธทาสมาท่านพุทธทาสให้คาถามาอันเดียวเน้นหนัก "น้ำพริกถ้วยเดียวแก้ปัญหาทั้งโลก" ท่านบอกน้ำพริกถ้วยเดียวนั้นคืออะไร? ไม่เห็นแก่ตัวๆๆ ท่านก็ย้ำตั้งแต่ต้นจนจบ คุณจำลองจบไปเลย เดี๋ยวคุณจำลองบอกจะเอามาถ่ายทอด ก็ตกลงกำปั้นทุบดินเปรี้ยง ถูกเลย ไม่มีผิด ความไม่เห็นแก่ตัว หรือความไม่เห็นแก่ตัวนี่ ต้องทำตนไม่ให้เห็นแก่ตัวนี่หละ เราจะล้างละกิเลส กิเลสมันเป็นตัวที่มันจะต้องเอามาให้แก่ตัวเรา มันมีมาก แรงจนกระทั่งตั้งแต่ของหยาบ มันก็จะเอาของหยาบมาเสพ เราก็อธิบายกันมาตลอดเวลา วันนี้จะไม่อธิบายเรื่องของรายละเอียดของเนื้อหาธรรมะพวกนี้มากนัก จะอธิบายถึงเรื่องของสภาพที่กำลังจะพูดอยู่ว่าเรากำลังจะทำต้นแบบ เรากำลังมีต้นแบบอะไร? เอ้า...อาตมาหยิบมาให้คุณดู เมื่อวานนี้ อาตมาเทศน์ถึงเรื่องคิดอยากจะใหญ่ วันนี้ก็ต่อเรื่องคิดอยากจะใหญ่ในนี้ด้วย แล้วอาตมาก็ให้นิยามแล้วว่า อยากจะใหญ่อย่างไร ที่เป็นอยากจะใหญ่ อย่างควรจะอยาก อย่างไรที่ไม่ควรอยากจะใหญ่ มันเป็นอย่างไร ? ต้องเอาเท็ปเมื่อวานนี้ไปฟัง สรุปให้ฟังได้ว่า อยากจะใหญ่อย่างที่เป็นคนประเสริฐ เป็นอริยะถ้าอยากจะใหญ่อย่างคนที่เป็นทาสโลกียะ อยากจะใหญ่เพราะมีลาภมากๆ มียศ มีอำนาจ เบ่งข่มคนอื่นได้ กดหัวคนอื่นได้ สั่งการอะไรก็ตามใจชอบของเราได้ มีสรรเสริญเยินยอยกย่องมาก ไม่มีใครกล้าแตะ กล้าติ กล้าเตียนอะไรเลย อยู่เหนือการติเตียนทั้งปวง ใครจะพูด พูดได้แต่คำสรรเสริญ ยิ่งกว่าฮ่องเต้สมัยเผด็จการอย่างขนาดหนัก เขาต้องการอย่างนั้น ต้องการลาภ ยศ สรรเสริญอย่างยิ่งอย่างนั้น แล้วก็โลกียสุข นี่แหละ คือตัวแกนของตัวร้าย โลกียสุข เนี่ย ความจริงพระพุทธเจ้ามาตรัสรู้โลกุตตระ จะต้องมาล้างอำนาจของโลกีย์ รสของ โลกีย์ โลกียรสออกไปจากจิตให้หมด ซึ่งเราก็ได้อธิบายกันมาแล้ว อาตมาก็จะไม่ขอย้ำในวันนี้ มันเป็นเรื่องลึกซึ้งอยู่ ฉะนั้น เมื่อมาปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าแล้วนี่ มันจะไม่ทิ้งโลก มันจะไม่หนีออกไปห่างจากโลกอะไร แต่คุณจะไปป่า ไปเขา ไปถ้ำ ไปอยู่ในที่เงียบสงัด สงบอะไร เราก็ต้องไปบ้าง เราก็ต้องอยู่บ้าง ซึ่งอยู่ที่ไหนก็พอได้ สร้างบ้าน สร้างห้อง สร้างหับ สร้างกุฎิ สร้างที่อยู่ ให้มันมีที่สงัดก็ทำได้ แต่มันก็ไม่น่ากลัวเท่ากับไปป่าจริงๆ ป่าจริงๆ น่ากลัวนะคุณ น่ากลัวน่ะมันไม่มีอะไรเลย มันไม่เคยสัมผัส มันอยู่แต่ในละแวกอย่างนี้ๆ มันก็ไม่น่ากลัว แต่ไปป่าแล้ว โอ้โฮ! เสียงเสืองมันก็ไม่เหมือนกัน เวลากลางค่ำกลางคืน กลางวันมันก็ไม่เหมือนกัน ยิ่งกลางคืน โอ้ย ! เสียงสัตว์มันออกหากิน สัตว์กลางคืนอะไร มันไม่เหมือนกันหรอกคุณ เสียงนานาสารพัด เดี๋ยวก็สัตว์ทะเลาะกันแล้ว โอ้ ! มันกัดกันอะไรต่ออะไร อาตมาก็เคยไปนั่งบนยอดเขาในป่า มันก็น่าดูเหมือนกัน เหน็บจะกินตายเคยออกป่าก็เคย มันสงัด กลางคืนก็มีอยู่คนเดียวนี่แหละ คุณเอ๊ย..เสือมันมาจะทำอย่างไง เดี๋ยวมันครางมาข้างๆตัวแล้ว เอ้าล่ะ! ก็ไม่เล่าล่ะ ไม่ได้เทศน์เรื่องล่องไพร เราก็เทศน์เรื่องของเรา โมเดลที่ว่า หรือต้นแบบที่ว่านี้ นี่คือ เราสร้างคนโดยทฤษฏีของพระพุทธเจ้า เพื่อให้พวกเรานี้ได้มีชีวิตอันเป็นสุข ซึ่งอาตมาก็ตั้งชื่อไว้หมดแล้วเรียกหัวข้อไว้หมดแล้ว จะต้องเข้าสู่สภาพ อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ บูรณภาพ ตั้งชื่อไว้หมดแล้ว ตั้งหัวข้อ "หลัก" แล้วเราค่อยมาทำความเข้าใจกับสิ่งเหล่านั้นมีรายละเอียด อิสรเสรีภาพ คืออย่างไร? อิสรเสรีภาพ ไม่ใช่ว่ามาบำเรอทำอะไรได้ตามใจ คืออิสรเสรี ไม่ใช่ๆ ไอ้อย่างนั้นมันบำเรอ มันบำเรอความต้องการของตนเอง บำเรออัตตาตน อย่างนั้นไม่ใช่อิสรเสรีภาพ เป็นทาส ทาสอัตตา ทาสตัวกู-ของกู(นี่สำนวนท่านพุทธทาส) ทาสตัวเองนั่นเอง ไม่ใช่เป็นทาสอะไรอันอื่นหรอก ไอ้นี่แหละคือตัวยาก เพราะฉะนั้น อิสรเสรีที่เขาพูดนี่มันง่ายๆตื้นๆ โดยที่มันยังไม่ถูก ไม่ถูกด้วยซ้ำ แต่ฟังดูเหมือนใช่น่ะ อู้ย ! ทำอะไรได้ตามใจชอบนี่ มันอิสรเสรี อยากจะเขกหัวใครก็เขกได้ โดยที่เขาไม่ตอบโต้อะไรเลยนี่ มันอิสรเสรีนะ อยากจะดีด จะเต้น จะทำอะไรก็แล้วแต่ ก็ทำได้โดยเสรี แบบนี้ฮิปปี้ๆ มันสแลงของ Happy มันเป็นความสุขสมใจตนเท่านั้นเอง ไอ้อย่างนี้ไม่ใช่อิสรเสรีภาพที่แท้ มันจะสัมพันธ์กันน่ะ อิสรเสรีภาพนี้ จะต้องเป็นภราดรภาพด้วย ภราดรภาพ หรืออิสรเสรีภาพ มันจะมีสมรรถภาพเข้ามาประกอบ แล้วมันประกอบกันเข้ามันจะเป็นสันติภาพ เนื้อหาของ 4 สภาพนี้ มันได้เท่าใดเต็มเท่าใด เรียกว่า บูรณภาพ เท่านั้น ถ้ามันยังต้องการที่จะบูรณะให้มันเต็มกว่านี้ บริบูรณ์กว่านี้อีก ก็พัฒนาขึ้นไปอีกได้เรื่อยๆ เป็นบูรณภาพที่มีบูรณาการเรื่อยไป จะเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ เราไม่สิ้นสุดในความเจริญหรอก เราต้องให้ไปกันเต็มที่ มันไปได้เรื่อยๆ หลักของพระพุทธเจ้าให้พัฒนาตนเอง ไม่ใช่ไปพัฒนาคนอื่น ทีนี้ หลักการของพระพุทธเจ้านั้น ให้แต่ละบุคคลนั้นมาจัดการตัวเอง ให้มาพัฒนาตนเอง ไม่ใช่ไปพัฒนาคนอื่น ไม่ใช่ไปเที่ยวได้จี้คนอื่นเขามากมาย มันทำยาก ไปจี้คนอื่น มันทำยาก ถ้าเราเข้าใจทฤษฎีหลักการอันนี้แล้ว มันง่าย แต่ละคนมาพยายามพากเพียรตนเองให้ดี เหตุร้ายที่มันไม่ดีคืออะไร ? คือตัวเราไม่รู้ว่า ความเลวคืออะไร อกุศล ทุจริต คืออะไร ? เราไม่รู้ โดยเฉพาะเราไม่รู้ว่าตัวเรานั่นเป็นหรือเปล่า มีหรือเปล่า นี่สำคัญ ! เพราะฉะนั้น เมื่อเราเองเรารู้ มาตรวจตราตัวเองว่า ตัวเองมีสิ่งไม่ดี ทุจริต หรืออกุศลอันใด เรารีบเลิก ตั้งใจเลย ตั้งศีล หรือตั้งหลัก ตั้งเกณฑ์ ตั้งกรรมฐาน ตั้งตบะ อะไรก็เรียกได้หลายอย่าง ตั้งสัจจะก็ยังเรียกได้เลย ตั้งให้แก่ตัวเองว่า ฉันจะล้างมันออก ฉันจะเลิกมันออก ฉันจะลดมันออก ฉันจะไม่ให้มันมีในตน สิ่งนี้มันไม่ดี ตั้งแต่กายกรรมนี้ กายกรรมเราจะไปเกี่ยวข้อง วจีกรรมเราก็ยังไปพูดเกี่ยวพูดข้อง ใจเราก็ไปดูดไปติด ไปเป็นไปมีอยู่ ล้าง... ควบคุมกาย ควบคุมวาจา มันก็ได้ควบคุมใจเราด้วย ฝึกไปเรื่อยๆ ให้มีสติสัมปชัญญะ มีโพชฌงค์ 7 ก็พูดประกอบหน่อยน่ะ ไม่ได้อธิบายธรรมะเนื้อหาพวกนี้มากนักวันนี้ แต่ว่าพูดพาดพิง ผู้ที่ฟังใหม่ อาจไม่ค่อยเข้าใจนัก แต่ผู้ที่ฟังมาเก่า ที่อาตมาเคยบรรยายมามากแล้ว คงไม่มีปัญหามาก เราก็ได้ชำระด้วยโพชฌงค์ 7 โพธิปักขิยธรรม 37 นี่ ล้างออก ละออกจริง อาตมาเอาทฤษฎีเหล่านี้มาให้เราพิสูจน์ นี้พวกเราก็ได้รู้ว่า อ้อ ! เราได้ทิ้งโลกียะ ได้ทิ้งโลกๆ ที่อร่อยๆ โลกที่มันเคยบำบัดบำเรอตน แต่ก่อนนี้มันเป็นสุข มันสนุกสนาน มันอร่อยน่ะ มันเพลิดเพลินน่ะ มันมีความสุขชนิดบำเรอเป็นโลกียสุข โลกียรส เรามีอยู่แต่ก่อน พอได้ลดมา เออ ! อย่างนี้ เลิกไปเถอะ เลิกไปแล้ว ชีวิตจะดีขึ้นไหม ? ชีวิตเราก็ เออ ! ไม่เป็นภาระน่ะ เราไม่ต้องไปบำเรอตน ไม่ต้องไปหามาให้แก่ตน ไม่ต้องคอยเป็นทาสตนขึ้นมาแล้วในระดับหนึ่งแล้ว ในอะไรล่ะ? เราก็ดูด้วยปัญญาของเรา ปัญญาของเรามีเท่าไร อันไหนของเรานี้ เราจะเอาออกอย่างไร ไอ้นี่มันทำให้เราเสื่อมโทรมอยู่ เสียทุนรอน เสียเวลา เสียแรงงาน แรงงานทางกาย แรงงานทางสมอง นี่อาตมาสรุปแล้วว่า "เอาความสูญเสียของข้าฯคืนมา" ถ้าใช้สำนวนของท่านพุทธทาส ท่านบอก "เอาความสูญเสียของกูคืนมา" แหม! มันหนักดีเหมือนกันนะ เอาความสูญเสียของกูคืนมานี่ มันหนักกว่าข้าตั้งเยอะน่ะ นั่นแหละ เอา เวลา แรงงาน ทุนรอน แรงงานอาตมาแยกออกเป็นแรงทางกาย และแรงทางสมอง แรงทางความรู้ เอาคืนมา เราไปเสียเวล่ำเวลา เราไปเสียแรงงาน เราไปเสียทุนรอน ไปเสียเงินเสียทองอะไรอยู่กับมันน่ะ ตั้งแต่ระดับอบายมุข เราต้องไปเสียให้มันน่ะ พอเรามาฝึกตน พยายามละล้าง ละลดออกไป จนกระทั่งล้างถึงกาย-วาจา-ใจ ล้างถึงใจได้นี่แหละคือ ผลของธรรม เรียกว่า ผลธรรม เป็นผลที่เราได้ปฏิบัติธรรม และเป็นผลละล้างออกไป หลุดพ้นสิ่งที่ชั่ว สิ่งที่หยาบ สิ่งที่เลว สิ่งที่ไม่ดี (สัพพปาปัสสะ อกรณัง) ละสิ่งที่เป็นบาป เป็นชั่ว เป็นต่ำก่อน แล้วยังกุศลให้ถึงพร้อม อันไหนได้ดีๆ ก็ยังกุศลนั้นได้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ (กุสลัสสูปสัมปทา) ทำแล้วมันก็จะล้างกิเลสออกจากจิตด้วย (สจิตตปริโยทปนัง) ทำให้จิตสะอาดขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้จิตบริสุทธิ์ขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะการปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ตรงกับโอวาทปาฏิโมกข์ 3 ครบพร้อม ครบครัน ทั้ง 3 น่ะ ครบพร้อมทั้ง 3 จะไปอย่างนั้นน่ะ ไปด้วยกันเรื่อยๆ พอขัดเกลาไปได้จริงแล้ว คุณก็จะรู้จะเห็นเองว่า ชีวิตของเรานั้นเป็นสุขเพราะสงบ คุณจะรู้รสของโลกียสุข กับรสของวูปสโมสุข หรืออุปสโมสุข สุข อย่างระงับจากกิเลส แต่ก่อนมันมีกิเลสแล้วก็บำเรอกิเลส มันก็เป็นสุข ตอนนี้ไม่มีกิเลสบงการแล้วไม่อยาก นอกจากไม่อยากแล้ว ไม่ชัง ไม่ทั้งชอบ-ไม่ทั้งชัง ไม่มีทั้งชอบ-ชัง สมมุติอย่างบุหรี่เราเคยติด แต่ก่อนชอบมัน เดี๋ยวนี้ก็ไม่ชอบแล้ว แล้วก็ไม่ชังมัน ใครสูบก็ เออ ! ก็อย่างนั้นแหล่ะ สัจจะจริงๆ มันก็เหม็นๆ น่ะ บุหรี่น่ะ มันไม่ได้หอมหรอก มันเหม็น ฉุน คนติดแล้วนี่ หอมๆ คนติดมันหอมคนไม่ติดนี่ ฉุน เหม็น อย่างนี้เป็นต้น เราก็รู้ว่า มันเหม็นอย่างงั้นแหละ พริกมันก็เผ็ด กลิ่นไอ้นั่นมันก็เป็นกลิ่นอย่างนั้น กลิ่นไอ้นี่มันก็เป็นกลิ่นอย่างนี้ สีไอ้โน้นมันก็เป็นสีอย่างงั้น สีไอ้นี้มันก็เป็นสีอย่างงี้ ตามสิ่งที่มันเป็นมันมี เราก็รู้ตามความเป็นจริง เราไม่รัก เราไม่ชัง เรียกว่าใจเกิดอุเบกขา ใจเป็นกลาง ไม่ทุกข์ -ไม่สุข อทุกขมสุข หรือจิตเป็นอุเบกขาฐาน ฐานนี้ฐานนิพพาน เราได้แล้ว เราก็รู้ว่า เออ ! เราได้จนกระทั่งเราเกิดญาณที่รู้แจ้งเลยว่ารู้มันแล้ว เราล้างกิเลสออกจนกระทั่งถอนอนุสัยอาสวะแล้ว มั่นคงแล้ว รู้เราจะรู้จิตของเราว่า มีอาการที่ละได้เรื่อยๆ เก่งขึ้นเรื่อยๆ มีมุทุภูตธาตุ มีมุทุภูเต กัมมนีเย เราทำงานอยู่เรื่อยแหละ แต่งานนี้เราทำไปสัมผัสสัมพันธ์กับสิ่งที่มันเป็นตัวเหตุปัจจัย ที่ทำให้เราเกิดกิเลส เราก็รู้เท่าทันมัน แล้วก็ละกิเลสมันได้เรื่อยไป ตั้งมั่นขึ้นเรียกว่า ฐีเต กัมมนีเย เหมาะควรกับการงานนี้ เราก็ทำกับมันได้ มันอยู่ อยู่ไป แต่มันไม่มีฤทธิ์ทำให้เราเสียผล เราไม่ได้เสียแรงงาน ไม่ได้เสียทุนรอน ไม่ได้เสียเวลากับมันเลย มันก็อยู่ เราทำงานคละเคล้ามันต้องมีบุหรี่ คละเคล้า ก็อย่างผู้หญิง อาตมายกเครื่องแต่งตัวนะ มันก็อยู่คละเคล้ากับพวกหมู่เค้าเครื่องแต่งตัว ว่างไม่ได้ ประเดี๋ยวก็งัดเครื่องแต่งตัวมาโชว์กัน คุยกัน อู้ย ! ยั่วย้อมกัน เป็นทาสของพวกบริโภคนิยม เป็นลูกมือลูกไม้ของพวกทุนนิยม เป็นบริวารของทุนนิยม ก็เอามาเที่ยวได้โฆษณาต่อนะ อู้ย ! อันนี้นี้สวยนะ อันนี้ดีนะ อู้ย ! นี่ดีจังเลย อย่างโน้นอย่างนี้ โอย! ชื่นชมกัน เจี้ยวจ้าว เจี้ยวจ้าวของเขาล่ะ นกกระจอกแตกรัง ช่วยโฆษณาให้เขาฟรีๆ แล้วตัวเองเสียตังค์ด้วย ไม่ใช่โฆษณาให้ฟรีๆแล้วตัวเองก็เสียสตางค์ด้วย เพราะหลงนะ เพราะหลงใหลเป็นทาสเข้าแล้ว ก็มารู้ตัว พอรู้ตัวเลิกแล้ว พอเลิกได้ เราก็อยู่กับหมู่เขานั้นแหล่ะ หมู่ของพวกนกกระจอกแตกรังนั่นแหละ อยู่กับเขาได้ อทุกขมสุข ไม่ทุกข์-ไม่สุขกับเขาจริงๆ คุณจะต้องรู้รสวูปสโมสุขนั่นจริงๆ มันไม่สุข มันไม่ทุกข์น๊า มันไม่อยากได้และมันก็ไม่ชัง ไม่ผลักไสอะไร อาการอย่างนี้นี่ เอหิปัสสิโก ท้าทายให้คุณมาพิสูจน์ อกาลิโก แม้ยุคนี้ กาลนี้ นี้แหละฐานนิพพาน ได้อย่างหนึ่งก็นิพพานอย่างหนึ่ง ได้สองอย่างก็นิพพานสองอย่าง ได้สามอย่างนิพพานสามอย่าง นิพพานขึ้นไปเรื่อยๆ นี่เป็นหลักการที่เราเอาของพระพุทธเจ้ามาสร้างคน สร้างได้ บุคคลต้นแบบในยุคนี้คือสมณะโพธิรักษ์ อาตมาสร้างตัวเองเป็น Model เป็นต้นแบบที่ 1 เรื่องของคนเท่านั้น เมื่อกี้อาตมาบอกแล้วว่าเป็นสังคม โมเดล(Model)สังคม ไม่ใช่ โมเดล(Model)คนเท่านั้น เป็นโมเดลที่ประกอบไปด้วยสังคมด้วย แล้วมีวัฒนธรรม มีจารีตประเพณี มีระบบด้วยนะ ที่อาตมาหมายว่าโมเดล 0001 นั่นน่ะ มันหมายถึงอย่างนั้นด้วยน่ะ ไม่ได้หมายถึงว่า ต้นแบบเฉพาะตัวคนเดียวคนหนึ่ง มันเป็นสภาพสังคมจำลอง สังคมต้นแบบ พออาตมาทำที่ตัวแล้วอาตมาก็มาทำงานต่อ ให้พวกเรามาพิสูจน์ พิสูจน์ขึ้นจนได้ ชักจะมีพุทธบริษัท มีนักบวช นักบวชหญิง นักบวชชาย เอาล่ะ ไม่ถึงภิกษุณีก็ไม่เป็นไร แค่สิกขมาตก็เอา ได้นักบวชชาย ได้นักบวชหญิง (เป็นสิกขมาต) ได้อุบาสก อุบาสิกา อุบาสก อุบาสิกานี้ เป็นอุบาสก อุบาสิกาจริงๆ เพราะอยู่ในศีล ในธรรมของพระพุทธเจ้า ทุกคนสังวรระวัง ทุกคนมีหลักการของพระพุทธเจ้า คือ "ศีล" แม้เบื้องต้น มีศีลเบื้องต้น คือศีลห้า ท่านไม่ให้ฆ่าสัตว์ มาสังวรระวัง ท่านไม่ให้ "ลักทรัพย์" ไม่ให้ไปทุจริต ที่จะขโมยขโจรในฐานะเอาของเค้าที่เค้าไม่ได้ให้ มาพยายามปฏิบัติ ประพฤติราคะ ราคะหรือกาม อ้าว ! ศีลข้อ 3 ศีลข้อ 4 พยายามพูดวาจา ไม่พูดปดมดเท็จ ไม่พูดส่อเสียดหยาบๆ ไม่พูดไอ้หยาบๆ แรงๆ ส่อเสียดก็ตาม เพ้อเจ้อก็ไม่เข้าเรื่อง ลดลงมา ไม่ติด ไม่มัวเมา ไม่เสพย์ ไม่ติดมัวเมา ศีลข้อ 5 ในสิ่งที่เลือกมาเลย เป็นขั้นๆ อันไหนคนไหน แต่ละคนไม่เท่ากัน คนไหนอะไรเห็นรู้ของตนเอง เอาก่อน ก็ได้เลิกออกมา ละออกมาจริงๆ ทำออกมาจริงๆเลย พอทำออกมาได้ มันก็เกิดบุคคล เกิดบุคคล เกิดพุทธบริษัท 4 เกิดบุคคล พอบุคคลเกิด พุทธบริษัท 4 เกิดบุคคลแล้วมารวมกัน มารวมกันแล้วจะมีชีวิตอยู่อย่างไร? มีสัมมาอาชีพ มีการงาน เรียนการงาน เรียนสัมมาอาชีวะ 5 ตั้งแต่ขั้นโกง ขั้นหลอกลวง กุหนา ลปนา ขั้นมอบตนในทางผิด เนมิตตกตา ขั้นนิปเปสิกตา เราก็พยายามสาธยายความหมาย ให้เข้าใจว่า เออ ! มันเลื่อนชั้นของมันออกไป จนกระทั่งถึงลาเภน ลาภัง นิชิคิงสนตา ไม่เอาลาภแลกลาภไปเรื่อยๆจนกระทั่งได้กลุ่มหมู่ ได้วัฒนธรรม ได้ความเป็นไป นี้อาตมาเล่าความย้อนว่ามันได้เรื่อยๆๆ จนกระทั่งเป็นกลุ่มอยู่ในกรุงเทพก็มีสันติอโศก กลุ่มชาวสันติอโศก ซื้อบ้านซื้อเรือนอยากจะมาอยู่ใกล้วัด ใกล้วา ราคาที่ก็แพงขึ้นแต่เราก็จนลงน่ะ โดยหลักเงินทองเราไม่สะสมน่ะ เราเรียนวรรณะ 9 เรามักน้อย เราสันโดษ เราเกื้อกูล เงินทองจะเอามาทำบุญทำทาน ก็เอามาทำบุญทำทานเพื่อสร้างสรร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อไป เกื้อกูลแก่ประชาชนส่วนกว้างขึ้น สู่พับบลิค ตามอริสโตเติลว่า ออกไปสู่ เพราะว่าจะต้องเป็นเรื่องของประชาชนมวลมนุษยชาติ เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าได้ตรัสก่อน พระพุทธเจ้านี้เกิดก่อนอริสโตเติลน่ะ ตั้ง 150 กว่าปี อริสโตเติลเกิดหลังพระพุทธเจ้า หลังพุทธศักราช 150 กว่า พระพุทธเจ้าตรัสมาก่อน พระพุทธเจ้าตรัสมาก่อนว่า พหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ เพื่อที่จะเป็น...พหุชนะ นี้คือสาธารณน่ะ พับบลิคนั่นเอง คือเป็นชนส่วนใหญ่ส่วนกว้าง ไม่ใช่หมายถึงแค่ครอบครัว แค่หมู่กลุ่มเล็กๆ ไม่ใช่! พับบลิคนี้มันจะต้องเป็นถึงขั้นสาธารณะพระพุทธเจ้าก็หมายให้เป็นอย่างนั้นด้วย เป็นประโยชน์ท่าน เป็น พหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ ได้มากเท่าใดขึ้นไป ก็เป็นไปตามเนื้อหาที่แท้จริง ไม่ใช่อ้าขาผวาปีก อยากจะให้มันทั่วบ้านทั่วเมือง พูดประชดประชันให้มันสุดโต่งเลยเถิด ไปจนกระทั่งมันเป็นไปไม่ได้อย่างงี้ งมงายตาย พวกเลยเถิดน่ะ พวกเอ็กซ์ตรีม พวกไม่รู้แม้แต่พอสสิเบิ้ล หรืออิมพอลสิเบิ้ล ไม่รู้แม้แต่ว่า เอ๊! ยังงี้มันเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้ ถ้าคุณโง่แค่ว่า ไอ้ทำสิ่งนี้มันเป็นไปไม่ได้ เชยตายล่ะ มันต้องรู้ว่า ไอ้สิ่งนี้ต้องทำ และเป็นไปได้น่ะ เป็นไปไม่ได้เราไม่ทำ เราทำสิ่งที่เป็นไปได้ มันยาก ยากก็ทำ ยากที่สุด ความยากที่สุด คือเป็นคนในระดับพระพุทธเจ้านี่ เป็นพระพุทธเจ้าให้ได้นี่ ยากที่สุดในขบวนการเกิดมาเป็นคน เป็นพระพุทธเจ้านี้ยากที่สุด เป็นรองลงมาก็คือเป็นโพธิสัตว์ เป็นรองลงมาอีกก็เป็นคนถึงระดับอรหันต์นี้ให้ได้ นี้ยากที่สุด รองลงมาก็เป็นอนาคา-สกิทา-โสดา โสดา -สกิทา-อนาคา ไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องบ้านเรื่องเมือง ไม่ได้รู้เรื่องโลก ไม่ได้รู้เรื่องโลกียะ ก็รู้ซิโลกียะ ที่เรารู้ของเรา เราก็ละของเรา มันก็คือโลกียะของคนอื่นก็เหมือนกัน คุณไปติดบุหรี่-เหล้า คุณไปติดอบายมุข มันก็ไอ้เหมือนกันทุกคนน่ะ ติดระดับนั้นระดับนี้ ในระดับรูป-รส-กลิ่น-เสียง-สัมผัส ติดลาภ ติดยศ ติดสรรเสริญ โลกียสุข อย่างโน้นอย่างนี้ ที่จะต้องสัมผัสแตะต้องด้วยด้านโน้นด้านนี้อะไร มันก็เหมือนกันทั้งนั้นนะ เราศึกษามาเป็นขั้นเป็นตอน เลิกมาได้ละมาได้ พอละมาแล้วเราเอาเวลาคืนมาได้ เอาทุนรอนคืนมาได้ เอาแรงงานคืนมาได้ ศาสนาพุทธไม่ได้หมายความว่า เอาคืนมาได้นี้ไม่ต้องไปเสียทุนรอน ไม่ต้องไปเป็นทาสแล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลา ไม่ต้องไปเสียแรงงานกับมันแล้ว ก็เลยมานั่งจุ๊ยอยู่เฉยๆ ไม่ให้มันมีแรงงานอะไร เวลาก็นั่งให้มันเสียกับนั่งเฉยๆ ทุนรอนก็ไม่ต้องไปจ่ายอะไรเพราะนั่งเฉยๆ ไอ้แบบนี้มันซื่อบื้อเติมเอส สงสัยซักวันคงมีคนเอาซื่อบื้อเติม S นี้ไปแต่งเป็นเพลง (เพลงซื่อบื้อเติม S ว่างั้นนะ) มันซื่อบื้อเติม S เกินไป ไอ้อย่างงั้นมันใช้ไม่ได้ มันไม่ใช่พุทธ พุทธเรานี้ แม้ว่าเราไม่ได้เป็นทาสสิ่งเหล่านั้นแล้ว เรารู้มันนะเพราะเราเลิกมาได้ แม้เราไม่ได้ไปติดมา เราก็รู้มันได้ ศึกษาได้นะ สิ่งที่เราไม่ติด ไม่จำเป็นจะต้องไปติดมาก่อนแล้วก็มาเลิก ไม่ต้อง เสียเวลาโง่ตายเลย ไม่ต้องไปติดมาก่อน โอ้ ! เราเองเรายังไม่ได้ไปติดบุหรี่เลย แล้วไม่ได้มาเลิกบุหรี่ เราจะไปได้นิพพานอะไร ? คุณก็ได้ฟรีแล้วนิพพาน คุณไม่ติด แล้วรู้ได้ด้วยปัญญาอันยิ่งซิ รู้เลยว่า โอ้ย! สิ่งนี้ไม่ใช่ของน่าติดน่าเป็นเพิ่มเติมมา ไอ้ที่ติด คือไอ้ที่ตัวเองมีอยู่นี้ เอาให้มันหมดเสียก่อนเถอะน่ะ เท่านี้ก็จะตายอยู่แล้ว ยังจะไปหาใหม่มาติดแล้วก็มาเลิกใหม่อีก โง่ตายเลย! ใช่ไหม๊ ? ไอ้ของที่เราติดอยู่นี่ ก็นักหนาอยู่แล้ว ไม่ว่ากามตัณหา ไม่ว่าภวตัณหาที่เรามีอยู่เยอะแยะไป ด้วยเหตุปัจจัยต่างๆนานาสารพัด คนนี้แหละมันอุตริมามอมเมาเรามาตั้งไม่รู้กี่ชาติ นานับชาติ อะไรดูท่าเขายั่วยวนก็ติดเข้าไปหมดเลย มันง่ายเหลือเกินน่ะ เขาว่าโน้นดี ไอ้ที่นี่อร่อยน่ะ ไอ้นี้น่าได้นะ นี้น่ามีน่ะ เอามันหมดเลย พอเรามาเลิกแล้ว เรามีเวลาเราเหลือแล้ว แรงงานเรามีเพิ่มขึ้นแล้ว ทุนรอนเรามีได้อีกแล้ว เราเอามาใช้เหมือนกัน ไม่ใช่ใช้ไม่เป็น ใช้ไปในการสร้างสรร สร้างสรรมันก็เกิดผลผลิต เกิดแรงงาน เกิดคุณค่า เรารู้ด้วยว่า อะไรควรสร้างอะไรไม่ควรสร้าง อะไรดีอะไรไม่ดี เรารู้ก็สร้าง ท่านไม่ได้ให้อยู่เฉย ท่านให้ขยัน ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความขยัน ธรรมนั้นวินัยนั้นเป็นของเราตถาคต เป็นคนมีความขวนขวาย มีเวยยาวัจจมัย มีความขวนขวายนี้เป็นบุญกิริยาวัตถุน่ะ เวยยาวัจจมัย ไม่ดูดาย เป็นคนไม่ขี้เกียจขี้คร้าน ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความขี้เกียจขี้คร้าน ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต ขยันหมั่นเพียรไม่ดูดายแต่มักน้อย มักน้อยคือทำมากๆ แล้วเอาไว้แต่น้อย หรือแม้แต่ไม่เอาไว้เลย เสียสละไปหมดได้เลย และเราก็อยู่ได้ ไม่ทรมานตน ทำได้ทำเลย อย่างนี้เป็นทิศทาง เป็นทิศทางอันประเสริฐ เราก็มาฝึกปรือกัน ทำมาจนกระทั่งเกิดหมู่กลุ่มเห็นชัดเจนว่า พวกเรานี้กล้าหาญชาญชัย องอาจ สามารถที่จะไม่เป็นทาสลาภ ยศได้ ไม่เป็นทาสโลกียะในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส โดยเฉพาะอบายมุข ไม่เป็นทาสมันมาได้ โอ้ ! ไม่ใช่น้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ หลุดพ้นขึ้นมา พอพิสูจน์ขึ้นไปแล้วจะเห็นได้ โอ๊ ! เราหลุดพ้นขึ้นมาเนี่ยมันอยู่สบาย แต่ก่อนนี้ไม่พอใช้ ไม่พอกิน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ชักหลังไม่ถึงหน้า หา 2 วัน ยังไม่พอกินวันเลย หาเช้าไม่พอกินค่ำ เดี๋ยวนี้หาค่ำเดียวกินไปได้หลายวัน อย่างนี้เป็นต้น เอ๊ ! ชักดีขึ้น นี้อาตมาพูดเพ้อมั่งรึเปล่า ? หรือพวกคุณรองรับความจริงนี้ รองรับความจริงนี้มั้ย ? เออ ! รองรับความจริงนี้ อาตมาไม่ได้พูดแต่โวหารคารม (Logical) พูดในเรื่องทฤษฎีสวยๆ หรูๆ ตรรกศาสตร์ ไม่ใช่น่ะ สิ่งนี้ได้พิสูจน์มาแล้ว พวกคุณรองรับได้ รองรับได้ ใช่มั้ย ? มีจริง คุณรับได้เองจริงเป็นจริง มีมาแล้ว เอ้ ... เศรษฐกิจทุกวันนี้อยู่กันยาก ต้องกินดีอยู่ดี ชักมีปัญญาแล้ว ไอ้กินดีอยู่ดีคืออะไร? กินดีอยู่ดี ไม่ใช่กินอย่างหรูๆ หราๆ ฟุ่มๆ เฟือยๆ ไปกินในห้างใหญ่ๆ ราคาแพงๆ กินไอ้ที่ของมอมๆเมาๆ ที่พวกบริโภคนิยมมันตีฆ้องร้องป่าว อย่างนี้เรียกว่าวิเศษนี้ชั้นสูงๆ HIGH CLASS ไปกินชั้นสูงอย่างงั้นอย่างงี้ จะกินอะไรก็บ้าๆบวมๆ ไอ้อย่างนั้นไม่ใช่กินดีอยู่ดี มีกินเหลือเฟือ มีกินสุรุ่ยสุร่าย เห็นไหม กินทิ้งก็ได้ ไอ้นี่ไม่พอใจ ฉันโยนทิ้งไม่กินสั่งไอ้นี้มาใหม่ ไอ้อย่างนั้นไม่ใช่กินดี กินเลวอยู่เลว กินทรามอยู่ทราม อย่างนั้นน่ะ เป็นตัวอย่างอันเลวทราม แล้วมันเป็นตัวอย่างอันเลวทรามมานานแล้ว แล้วคนก็... เมื่อคนไม่ได้ศึกษาสัจธรรมจะเอาอย่าง แต่ก่อนเราก็เคยหลงใช่มั้ย? กินดีอยู่ดีชนิดนี้ ใช่มั้ย? แต่ก่อนเราก็อยากเป็นอย่างที่ว่านี้ อู้ย! อาตมาก็เหมือนกัน อยากจะเป็น โอ้โฮ! โต๊ะกินข้าวก็ต้องหาโต๊ะสวยๆ มาตั้ง ได้นั่งโต๊ะกินข้าว แหม...เหมือนมันจะอิ่มไปแล้วในตัวนี่นะ แต่มันไม่อิ่มหรอกต้องกิน มันสวย เอาของมา มีผ้าปู มีผ้าปูแล้วต้องมีผ้ารองจานอีก โอ้โฮ ! ยังไม่พอ เอาจานตั้ง เอาชามมาตั้งบนจานอีก ยังไม่พอ เอาฝาปิดอีก พอจะกินทีค่อยๆเปิดฝา กินเสร็จแล้วยกไป...โอ้โฮ้ ! คนใช้จะเก็บจะล้างนี่ เมื่อยแล้ว มันมากมันมายเหลือเกินน่ะ อย่างงี้มันคือสร้างอะไรๆให้มันหรูหราฟู่ฟ่า ให้มัน อู้ย... มอมเมากันให้เหน็ดให้เหนื่อย ให้เปลือง ให้ผลาญ ทำกันมาว่าอย่างนั้นนะเป็นเรื่องศิวิไลซ์ เป็นเรื่องเจริญ อวดอ้างมั่งมี หรูหรามากมายสวยงาม มีชั้นด้วยน่ะ ยังมีชั้นมีศักดิ์ด้วยนะ ยังงั้นยังงี้ ยังงี้ยังง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive