310614 การเมืองอริยะ ตอน 3 แสดงโดย พระโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
310614 การเมืองอริยะ ตอน 3 แสดงโดย พระโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2531
อยู่เหลืออยู่ในนี้ไม่กี่คนก็ถือว่า เป็นบุญน้อยของอาตมาก็แล้วกัน ว่าจะเทศน์กับคนที่ควรจะได้ฟังก็กลับเป็นว่า ไม่มีคนจะฟังนะ มันก็บุญน้อยไปหน่อย แต่มีคนฟังเหมือนกันนั่นแหละ ผู้อยู่ก็ได้ฟังแน่ แต่เจตนาคิดว่ากิจเฉพาะหน้า ที่มันกำลังเกิดนั้น มันก็น่าจะได้ฟังกันอีก น่าจะได้แนะนำกันอีก เพื่อที่เราจะได้ทำอะไรต่ออะไรที่ลุล่วง หรือว่ามีอะไรก็แถมๆเติมๆอะไรให้กันไปเรื่อยๆ เอ้า! เรากำลังมีงานใหม่ มีงานใหม่ที่เรากำลังเป็นอยู่นี่ เป็นงานใหม่ ที่เราไม่คิดว่ามันจะมาไว มันก็มาแล้ว เพราะฉะนั้นด้วยความคล่องแคล่ว ทั้งๆที่เรามีเป้าหมาย มีความมั่นคงนะ ในทิศทาง ในอุดมการณ์อะไรของเรานี่ เรามีอยู่ อาตมามั่นใจอยู่อย่างหนึ่งในชีวิตมนุษย์นี่ มั่นใจว่ามนุษย์นี่ ถ้ามีจิตใจแข็งแรงน่ะ มีเป้าหมายที่ดี แม้ว่าเราจะไม่เฉลียวฉลาดอะไรอะไรนักหนา มันก็สามารถทำอะไรไปได้ไกลเหลือทน แต่ถ้าผู้ใดไม่มีอุดมการณ์ ไม่มีเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นคนปัญญาเฉโกเหลาะแหละๆ กลับกลอก ประเดี๋ยวก็เป็นโน่น ประเดี๋ยวก็เป็นนี่ วาบๆไหวๆ หรือพวกสายปัญญาพูดง่ายๆ พวกนี้ ไม่มั่นคงหรอก ทำอะไรเปลี่ยนแปลงกลับกลอกทำอะไรไอ้โน่น ไอ้นี่ ไม่ค่อยจะทะลวง ทะลุอะไรได้ง่ายๆ มันกลับไปกลับมา เพราะฉะนั้นเราควรจะเติมจะแถมสิ่งที่มันควรจะได้เติมแถมกันให้มั่นใจ เมื่อมีความมั่นใจ มีความแน่วแน่ในเป้าหลัก ที่ชัดคม มั่นแม่น เมื่อมั่นแม่นจริงๆแล้วนี่ ความมั่นคงมันตามมา เมื่อความมั่นคงมันตามมา มันก็ทำอะไรต่ออะไรไป มันก็ทะลุทะลวงอะไรต่ออะไรไปมันก็ยิ่งเห็นผล มันยิ่งเห็นผลนั่นแหละคือญาณปัญญาหรือญาณทัสสะ ที่เห็นของจริงตามความเป็นจริง แล้วจิตใจมันก็มั่นใจ มันทำอะไ
อ่านต่อ
รมันก็ได้อย่างนั้น อาตมาเห็นที่ในพวกเรานี่แหละ ในพวกเรานี่ทำอะไรนี่บุกเบิกมา โอ้โฮ้! ต่อสู้อุปสรรคมานานา อาตมายังไม่เห็นว่าพวกเราหมดอุปสรรคหรือใครว่าหมด มีไหมใครว่าหมดอุปสรรค อาตมายังไม่เห็นว่าพวกเราหมดอุปสรรคนะ เราพบกับอุปสรรคมานานัปตลอดเวลา บุกบั่นมาเรื่อยนี่มีแต่อุปสรรคเรื่อยๆ แต่อาตมาก็เห็นว่าพวกเราคนไหน ที่มีตัวมั่นคง มีตัวอุดมการณ์ มีทิศทางที่แม่นๆมีความมั่นแม่น มีความเข้าใจได้ดี ไม่ต้องเอาอะไรมากหรอก แม้ว่าเราจะยังไม่เกิดความแข็งแรงอะไรนัก มีความแม่นชัดแล้วนะมันไม่เหลาะแหละ มันไม่หวั่นไหว มันเห็นจริงอยู่นี่ มันก็ไม่ต้องไปสะท้านสะเทือน ไม่ต้องไปแปรปรวน มันไม่มีอะไรที่จะมาบิดพลิ้ว หรือมาผลักเบน ให้เราเปลี่ยนแปลงไป มันเดินไปได้เรื่อยๆ มันบุกบั่นไปได้เรื่อยๆ แม้เป็นอุปสรรค เราก็สู้เหน็ดเหนื่อยก็บ่นบ้าง บางคนก็เหน็ดเหนื่อยนักก็ไม่อยากสู้บ้างก็บอกกันไป บอกว่าไม่สู้แล้วจะไปไหน พอบอกนิดๆหน่อยๆมันก็เอาน่ะ มันก็ได้มาเรื่อยๆนี่เดินทางมาไกลจนกระทั่งขนาดนี้นี่ ไกลโขแล้วนะ เราเดินมาแล้วนี่ไกลโข แต่ว่ามันก็ยังมีอีกไกล ที่เราจะเดินต่อไปอีก ซึ่งเราก็รู้กันดี อาตมาเห็นที่พวกคุณดังกล่าวแล้ว คือเห็นว่าเออ! มันก็แต่ละคนๆก็รู้สึกว่า แหม! ต่อสู้กันแทบทั้งนั้นน่ะ แต่ก็ยังต่อสู้ไปได้เรื่อยๆ บุกบั่นไปเรื่อยๆ เดินหน้าไปเรื่อยๆ ก็ดูยืนยันเป็นหลักฐาน ยืนยันความจริงให้อาตมา เอามากล่าวมาพูดนี่ได้ เพราะว่ามันอย่างที่อาตมากล่าวไปแต่ต้น แล้วมันตรงน่ะ คือมันเดินหน้าไปเรื่อยๆ มันก็เห็นจริงยิ่งเห็นจริงอาตมาก็พยายามเสริม เมื่อเวลาถึง โอกาสมี เหตุปัจจัยอะไรที่หยิบมาประกอบความจริงนั้นได้ บางคนอาจจะทานแล้วนะ สภาวะ เหตุปัจจัยมันเกิดแล้วนะ แต่มันไม่มีไหวพริบน่ะ มันไม่รู้ พออาตมาหยิบขึ้นมาพูด อ๋อ อ๋อ อ๋อ ใช่ไหมพออาตมาหยิบขึ้นมาหยิบขึ้นมา มาชี้ อ๋อ ที่จริงนี่เกิดแล้วอาตมาเทศน์ทุกวันนี้ นี่หยิบสิ่งที่มันมีมันเป็น มันเกิดนั่นแหละ เอามาย้ำกับคุณ เอามาชี้ลงไป คุณก็ถึงได้ อ๋อ อ๋อ อย่างนี้น่ะเหรอ อ๋อ อย่างนี้น่ะเหรอ ไม่อย่างนั้น มันก็ผ่านๆไปอย่างนั้นน่ะ มัน เกิดแล้วนะแต่ว่าไม่รู้มันเกิดแล้ว มันเป็นแล้วอย่างนี้เป็นต้นน่ะ ก็ถึงว่าต้องหยิบมาพูดเรื่อยๆ อะไรมันเกิดขึ้นก็หยิบมายืนยัน มันจะเสีย มันจะดียังไง ก็เอามาประกอบเป็นเหตุปัจจัย นั่นคือความจริง เรื่องของเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เรากำลังเกิดอยู่นี้ ก็คือ เรื่องของการที่ จะทำงานในวงกว้างขึ้นไปกับประชาชน ซึ่งเราเรียกในภาษาโลกเขาว่าการเมือง การงาน ทำการงานกับคนอื่นๆมากขึ้นกว้างขึ้น นี่แหละเราเรียกว่าการเมือง ซึ่งในศัพท์ของอริสโตเติ้ล เรียกว่าสาธารณะ คือมันออกกว้างขึ้นไป ไม่ได้อยู่แคบๆแค่ครอบครัวเดียว หรือว่าคนหมู่กลุ่มเล็กๆมันกว้างขึ้นไป จึงเรียกว่า สาธารณะ มันเกิดเมื่อสภาพที่เราทำงานกับประชาชนที่กว้างขึ้น เป็นสาธารณะขึ้นนั่นแหละ เป็นเงื่อนไขหนึ่ง ของคำว่าการเมือง นี่เรากำลังเดินเข้าหาสภาพนั้น ซึ่งน่าภาคภูมิใจว่าของพวกเรานี่ ทำงานแล้ว มีคนเขาตู่ว่า โอ้ย! เอ็งทำอยู่ในหมู่เล็กๆเป็นจุลภาคเอ็งทำได้ทำเป็นจุลภาคเองทำได้ มันไม่กว้างไม่ไกลอะไรหรอก ก็ทำได้แค่นี้ล่ะ มันทำมาอบๆรมๆกันมาอัดกันอยู่อย่างนี้มันก็ใช้ได้ ได้มันก็ได้แค่นี้น่ะ แต่จะให้มันกว้างขวางไปเป็นมหภาคนั้น ไม่เชื่อว่าจะได้ ไม่เชื่อ เขาว่าอย่างนั้นนะ เอ้า! ก็-จริงของเขา เพราะว่ามันยังไม่เกิด มันยังไม่เกิด มันก็จริงของเขา อาตมาเองไม่อยากจะพูด ไม่อยากจะคุย ไม่อยากจะคุยสภาพที่มันจะเป็นไปในข้างหน้า ที่อาตมาคิดว่ามันเป็นไปแล้วนี่โอ้โฮ! มันเป็นเรื่องประหลาด มันเป็นเรื่องที่น่าทึ่ง มันเป็นเรื่องที่ มันยังไม่เคยเกิดในสังคม ในยุคที่พวกเราพอไล่ประวัติศาสตร์ถึงนี่ มันยังไม่เกิดในยุคที่ไล่ประวัติศาสตร์ถึง ประวัติศาสตร์ที่ไล่ถึงจริงๆ นี่นะในรายละเอียดแล้ว มันไม่มากหรอก มันท้าวความกันไปถึงสองพันปีก็จริงอยู่ แต่ประวัติศาสตร์สองพันปีนั่นมันได้รายย่อยกะปริดกะปรอย มันไม่ได้รายละเอียดหรอก ในสังคมหรืออะไรที่จะเอามาเล่ากัน มันก็ไม่มีปริมาณ ไม่มีน้ำหนัก น้ำเนื้ออะไรมากพอ เพราะ ฉะนั้นเราจะไม่รู้สังคมของมนุษยชาติที่ผ่านมาเป็นประวัติศาสตร์มี ได้เพียงพอ เราก็สืบสาวราวเรื่องได้แค่นั้น แม้โดยเฉพาะความรู้สึก แม้สภาพที่เป็นองค์ประกอบที่มันเป็นสังคมดีๆน่ะ สังคมที่ผ่านยุคกาลดีๆมาในช่วงระยะพันปี สองพันปีมานี่ พวกเราก็ไม่ได้รายละเอียดอะไรมากนัก เพราะฉะนั้นเราจึงไม่รู้ได้ว่าที่เรากำลังทำงานนี่นะ ที่เรากำลังเริ่มต้นก่อนการสร้างรูปแบบของสังคมกลุ่มหมู่ในทิศทางที่เรากำลังเป็นไปมีเป้าหมายอุดมการณ์อย่างที่เป็นไป ที่เราบอกว่าเมืองอริยะ หรือเมืองพระศรีอารย์อะไรก็ตามใจเถอะ มันกำลังจะเดินทางไปนี่ อาตมาไม่กล้าที่จะพูด เพราะมันเป็นการคุย มันน่ากลัว ไม่ใช่มันน่ากลัวที่มันไม่ควรจะเป็นหรอกนะ มันน่ากลัวที่ตัวเองนี่คุยแล้วกลัวเขาหาว่า อาตมาบ้า เพราะมันเป็นชุมชนหรือหมู่เมือง หมู่คนที่มันประเสริฐเกินที่จะมาพูดเล่น พูดไปแล้ว มันกลายเป็นเราคุยโว คุยโม้อวดโอ่บ้าๆฝันเฟื่อง เพราะฉะนั้นอาตมาก็จึงไม่กล้านะ กลัวเขาจะว่าบ้า แล้วก็ไม่กล้าพูดถึงจะพูดตรงนี้ก็ไม่พูดนะ ไม่พูดต่อไปหรอก ก็พูดให้ฟังเท่านั้นเอง เพราะว่าพูดไปแล้ว มันจะเป็นบ้าจริงๆ มันเหมือนบ้าๆเรายังคาดคิดไม่ออก อตกาวจราคะเนด้นเดาไม่ออกหรอก แต่ในหมู่พวกเรานี่ มันเริ่มต้นก่อหวอดแล้ว แต่ยังไม่ได้เป็นสมบูรณ์หรอก เพราะพวกเราเรานี่ยังปราบกิเลสภวตัณหา ปราบกิเลสมานะ ยึดดี ถือดีอะไรลงยังไม่มากมาย ยังมีภพ ต่างคนต่างภพของใครของมัน ต่างคนต่างอุปาทานของใครของมัน ต่างคนต่างวาดดี มีภพดี มีวาดดีอะไรของใครของมันอยู่เยอะ เสร็จแล้วก็ชกกันทะเลาะกัน ไม่เป็นสมานฉันท์ ไม่เป็นสภาพสันติภาพ หรือไม่เป็นภราดรภาพอันเยี่ยมยอดได้ แต่มันได้ขนาดนี้คุณเห็นแล้วนะว่าดี ใช่ไหม ได้ขนาดนี้นี่ ถ้าใครไม่คิดเลยเถิด ไม่คิดมุ่งมาดปรารถนาเกินเนื้อเกินตัวอะไรไปเกินการนักนี่ มันก็เห็นแล้วว่ามันดี ขณะนี้มันก็ดีนักหนาแล้ว แต่ยังหรอก คุณยัง ยังดีกว่านี้อีกหลายเท่าความสมบูรณ์พรั่งพร้อม มันดีกว่านี้อีกหลายเท่าจริงๆ แล้วคนนี่แหละเป็นไปได้ สัตว์โลกใดๆเป็นไปไม่ได้หรอก คนเป็นได้ แล้วคนอย่างเราๆนี่แหละ มันจะสืบสานต่อไปอีก ในชั่วอายุคนอีกรุ่นนั้นรุ่นนี้ไปอีกหลายชั่วอายุคน ไม่ใช่ช่วงนี้ ไม่ใช่เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวนี้ เกิดไม่ทัน เกิดไม่ไหวหรอก อาตมาไม่มีความสามารถเก่งถึงปานนั้น แล้วพวกคุณก็ไม่เก่งปานนั้นด้วย พวกคุณก็ไม่เก่งปานนั้นน่ะ ที่จะไปทำให้มันดีขึ้นมาได้ปานนั้น นี่ไม่ใช่ดูถูกนะ ที่จริงมันน่าจะมีความฮึด อาตมาพูดดูถูกนี่ มันน่าจะฮึด นะ นี่พออาตมาพูดนี่ ใครฮึดบ้างไหมนี่ ฉันไม่ดีได้จริงๆเหรอ ไม่เชื่อฉันจะดีฮึดขึ้นมา มันฮึดบ้างไหมที่พูดนี่ เฉย แหม! มันก็เมื่อยนะ อาตมาพูดไปมันก็เมื่อย นี่เกริ่นให้ฟังนะ เกริ่นกล่าวให้ฟัง ขณะนี้กระแสของจุลภาค หรือกระแส ของที่เราทำนี่ มันกำลังจะเปิดฉากออกไปวงกว้าง ขณะนี้กำลังมีคนกำลังคอยดูคอยสังเกตหลายคน อาตมาเห็นปิดปากไม่ค่อยพูดอะไรมาก ไม่ค่อยอะไรต่ออะไรนัก เพราะว่าเขาเองว่า เอ๊! มันมีท่าเหมือนกันนะ มันมีอะไรต่ออะไรเหมือนกันนะ อย่าเพิ่งไปดูถูกไปดูแคลน เพราะว่า เขาเห็นว่า เป็นจุลภาค เอ้อ! มันอยู่ในกรอบกะลาครอบของมันนั่นแหละ มันก็ทำในหมู่เล็กๆนั่นแหละ แต่ตอนนี้มันชักจะเอ๊ะ มันออกมาข้างนอกแล้วเหรอ มันชักจะมาวาดลวดลายกับหมู่ชนอะไรมากขึ้นแล้วเหรอ เขาก็รู้สึกแล้ว ทีนี้บทบาทอะไรๆมันก็ออกไป แม้แต่ในเรื่องของรัฐศาสตร์ มันก็จะไม่เป็นรัฐศาสตร์ดังที่เขาคิด เศรษฐศาสตร์ มันก็ไม่เป็นอย่างที่เขาคิด นี่ ดร.ปรีชา อาตมาพูดแล้ว เทศน์เมื่อวันจันทร์นั้น ดร.ปรีชา เอาหนังสือธัมมิกเกษตรศาสตร์มานี่ ในธัมมิกเกษตรศาสตร์ นั้นเอาแนวเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธของแนวคิดของพวกเรานี่ไปผนวกไว้ เขาก็เริ่มมอง เริ่มอ่านแล้ว เริ่มดูว่า เอ๊! พวกนี้มันทำอะไรกันในระบบเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธของเรานี่ มันไปถึงไหน มันเป็นไปได้ไหม ในระบบเศรษฐศาสตร์ของเรานี่มันเศรษฐศาสตร์ ก็คือความเป็นอยู่ที่เฉลี่ยให้สมดุลย์ กันให้ได้ อยู่กันในชุมชนนี้ มีการเฉลี่ยของกินของใช้ เฉลี่ยความเป็นอยู่อะไรกันให้มันอยู่อย่างประเสริฐอยู่อย่างสบายๆอยู่อย่างทั่วถึง อยู่อย่างไม่เป็นทุกข์ เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธของเรานี่ พูดถึงเรื่องการกิน การอยู่ การมี การใช้ การอุดมสมบูรณ์ในเรื่องเครื่องกินเครื่องใช้ ในสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของชีวิต ในเศรษฐศาสตร์ก็มองๆไปในเรื่องเหล่านั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีอุปกรณ์ในการยังชีวิต มีสิ่งที่จะมาหมุนเวียนอยู่ในชีวิต นี่ มีการเกิด มีการจ่าย มีการใช้สอย แล้วก็มีการสร้างขึ้นมา มันก็หมดไป ก็หมุนเวียนกันอยู่นี่อย่างไม่ติดขัดอย่างสมดุลย์ อย่างแคล่วคล่องต่างคนก็อุดมสมบูรณ์ อุดมสมบูรณ์ ในความพอเหมาะพอดีด้วยนะ ถ้าทางด้านพุทธเรานี่ แล้วก็อยู่อย่างเป็นสุขด้วย ทุกคนก็พออกพอใจ ไม่มีการขาดแคลนอะไรเป็นหลักใหญ่ ซึ่งเศรษฐศาสตร์ อย่างที่เขาคิดนี่ก็รู้เป้าหมายกันทุกคนนั่นแหละ เรียนเศรษฐศาสตร์มารู้ทั้งนั้น แต่วิธีการที่จะทำให้คนแล้ว หลักใหญ่ที่สุดนี่ ก็คือวิธีการจะทำให้คนใช้ความเข้าใจ มีปัญญาที่จะเข้าใจว่า ไอ้ความพอดี ความสมดุลย์ ความไม่ต้องไปเบียดเบียนคนอื่นมาอีก แม้ที่สุด การหมุนเวียนแจกจ่ายเจือจานนี่ เป็นการเสียสละ เป็นการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันไป โดยไม่เอารัดเอาเปรียบ ไม่รีดนาทาเร้น แต่หมุนเวียนเฉลี่ยกันทั่วถึงกันอย่างเป็นภราดรภาพ เป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติธรรม เป็นผู้ที่เผื่อแผ่เกื้อกูลกันได้ เป็นเรื่องสูงส่ง เขาคิดไม่ถึงหรอก เศรษฐศาสตร์ทางด้านทุนนิยมเขาคิดไม่ถึง โดยเฉพาะที่เขาได้ถูกระบบทุนนิยมเศรษฐศาสตร์เอาเปรียบเอารัด พวกกระฎุมพีมีความโลภเป็นแกนของชีวิตของจิตใจ แล้วเขาก็ได้ทำอย่างนั้นมานี่ เขาจะนึกไม่ออกเลยว่าเขาจะเป็นไปได้อย่างไร เขาไม่เชื่อนะว่าควรจะเป็นไปได้ เพราะเขาเกิดมาตั้งแต่เกิดจนตายมาหลายรุ่น หลายรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นปู่ รุ่นย่า ประวัติศาสตร์ในช่วง ระยะที่เขาสืบสาวมา ไม่เชื่อล่ะ คนที่มันจะมีจิตใจเสียสละ มักน้อย สันโดษแล้วมันก็พอ ใจมันก็พอนี่นะ มันก็เป็นสุขสบายดี มันมีน้อยๆจนๆ กล้าจนก็สบายดี เออ! ไม่มีอะไรสะสมเลย เป็นคนไม่มีเงินสักบาทเลย เป็นสุขสบายดี อยู่กันอย่างเบิกบานแจ่มใส ไม่เดือดไม่ร้อน ไม่เชื่อ เขาไม่เชื่อกันจริงๆเขาไม่เชื่อ อาตมาอ่านสรุปบทความที่เขาเอาไปผนวกของ ดร.ปรีชา เอาไปผนวก สรุปบทความอยู่ประโยคหนึ่งเขาอธิบาย แต่มาอ่านทวนอีกทีหนึ่ง เอ๊! ดร.ปรีชานี่ เจตนาเขียนไว้อย่างนั้น หรือเปล่าไม่ทราบได้ ไม่รู้ จะหมายถึงเรา หรือจะหมายถึงคนอีกฝั่งหนึ่ง เขาเขียนคำว่า อะไร ที่บอกว่า มันหมายความว่ามันไม่เป็นไปเพื่อความเป็นมนุษย์ มีอยู่ประโยคหนึ่ง ซึ่งดูแล้วกำกวมจะคิดให้หมายถึงเราก็ได้ หมายถึงเขาก็ได้ แต่มันเป็นทางลบนะ เป็นทางลบมีความหมายไปในทางลบ อาตมาก็เลยตั้งข้อสังเกตไว้ว่า เขาคงไม่แน่ใจเท่าไหร่ แต่ว่าเป็นความฉลาดของเขา ที่เขียนว่าอย่างนั้น ถ้าเผื่อว่าเราดี เขาก็บอกนั่นไงชี้ว่าดีได้ ถ้าเราเสียก็บอกนั่นไง ฉันรู้แล้วก็จะเสีย เป็นความฉลาดของคนทำให้ครึ่งๆกลางๆน่ะ อาตมาดูแล้ว เออ! นี่มันจะมีเจตนาอย่างนั้น หรือเปล่า นี่มันเป็นแต่เพียง อาตมาคิดนะก็ไม่ได้ไปลบหลู่อะไร ดร.ปรีชาหรอก แต่ว่า ว่าอย่างนั้น เอ้า ! ทีนี้มาเข้าเรื่องปัจจุบันธรรม ที่กำลังมีอยู่ขณะนี้ที่อาตมาบอกแต่ ต้นว่า อยากจะพูดก็เออ ผู้ที่มา นี่ก็จะมาประชุม ส.ส.กันมาจากต่างจังหวัดก็จะได้ให้อะไรๆเป็นรายละเอียดขึ้นไปบ้างนี่ จะแนะนำนี่ จะบอกขึ้นไปก่อนจะบอกขึ้นไปอาตมาอยากจะเอาข้อคิด ความเห็นของพวกนักรัฐศาสตร์ นักการเมืองเก่าๆ ตามที่เขาร่ำเขาเรียนอะไรมานี่ เอามาสรุปแล้วก็เอามายืนยันให้ฟังบ้างว่า มันคืออะไรกันแน่ มันอย่างไรกันแน่ นักรัฐศาสตร์ที่เป็นปฐมาจารย์ เป็นนักรัฐศาสตร์ ที่เขายกย่องอย่างมาก คืออริสโตเติ้ลนี่นะแกสรุปเอาไว้น่ะ ข้อหนึ่ง ที่เราไม่ได้พูดขึ้นก็คือ อาริสโตเติ้ล บอกว่ารัฐศาสตร์นี่นะ มันเป็นศาสตร์ของภาคปฏิบัติ คือเป็นศาสตร์ของการปฏิบัติแหละเป็นเรื่องของแผรกติคอล แผรกติคคอลไซเอ้น รัฐศาสตร์นี่ เป็นศาสตร์แห่งการปฏิบัติ หรือการเมืองนี่ เป็นวิชาการแห่งการปฏิบัติ จะเห็นได้ว่าอริสโตเติ้ลนี่ลึกนะ ลึกเหมือนกับเรา เหมือนพวกเรานี่ เราจะต้องยืนยันว่า เราปฏิบัติ เราจะไปทำงานการเมือง เราไปทำงาน เราไปทำงาน เดี๋ยว อาตมาจะย้ำว่าไปทำงานแล้วจะไปทำแล้ว ตั้งใจในใจ ทำใจในใจไว้อย่างไร ส่วนอาร์เอบัทเร่อร์นั้นแกก็บอกว่า การเมือง หรือว่ารัฐศาสตร์หรือ เรื่องการเมืองนี่ มันเป็นศิลปะแห่งการเป็นไปได้ หรือทำให้เป็นไปได้ การเมืองคืออะไร การเมืองคือการทำให้เป็นไปได้ มันก็ขยายความกันเหมือนกัน หรือว่าคล้ายกันกับอริสโตเติ้ลว่า มันภาคปฏิบัติ มันภาคการกระทำ ภาคลงมือทำ การเมืองนี่ คือเรื่องของการลงมือทำ ทุกวันนี้การเมืองคือเรื่องโต้คารมแล้วก็วาดวิมาน พ่นกันน้ำลายแตกเลย คิดกันหัวพัง มันไม่ใช่การเมือง มันไม่ตรงกะที่เขาว่าไว้ ปราชญ์ทางรัฐศาสตร์เก่าๆเขาว่าไว้ มันไม่ตรง นี่เอบัสเร่อร์ แกว่าอย่างนั้น บอกว่า การเมืองเป็นศิลปะแห่งการ ทำให้เป็นไปได้ ซึ่งจอห์นสจ๊วตบิวว่าอย่างนี้ คุณค่าระยะยาวของความเป็นรัฐ คุณค่าระยะยาว ของความเป็นรัฐได้แก่คุณค่าของแต่ละบุคคลประกอบขึ้นเป็นรัฐ เพราะฉะนั้นรัฐนี่มันไม่มีอะไรละ มันตัวเปล่า เพราะฉะนั้น คุณค่าระยะยาวของความเป็นรัฐ คือรัฐนี่ตั้งอยู่ได้นาน ไม่มีใครมาแย่งชิงเอกราชไปหรือไม่มีความเดือดร้อนอะไร มันตั้งอยู่ได้ด้วยดี มีรัฐกิจดี มีเศรษฐกิจดี อะไรอย่างนี้ เป็นต้น มันจะยาวยืนยาว มันก็ได้แก่คุณค่าของแต่ละบุคคล ประกอบขึ้นเป็นรัฐ เพราะฉะนั้นรัฐนี่มันจะชื่อว่าเป็นรัฐ มันจะชื่อว่าเป็นหมู่ชน มันจะชื่อว่า เป็นดินแดนที่มีอะไรบรรจุอยู่นี่ มันคือคุณค่าของแต่ละบุคคล ก็คล้ายกับอริสโตเติ้ลว่าไว้ว่า การเมือง คือ การทำให้คนมีคุณภาพ คุณคนหนึ่งต้องมีคุณภาพชีวิต ต้องมีกู๊ดไลฟ์อย่างที่เราก็เคยพูดกัน เคยบรรยายกัน มันก็คล้ายกัน แต่ว่าภาษามันเพี้ยนกันไป บ้างนิดๆหน่อยๆ เอ้า ! ทีนี้ก็มีอีกคนหนึ่งซึ่งน่าจะพูด มันรู้สึกว่ามันจะเข้ากับพวกเรามาก คือ คำพูดของจี.เค.เชสเตอตัล จี.เค.เชสเตอตัลนี่แกบอกว่า ประชาธิปไตยที่แท้จริงนี่ คือ ความพยายามที่จะเรียกคนขี้อายออกมาพูดเรื่องการเมือง แหม! มันเข้ากับพวกเราดีมาก อันนี้อาตมาว่า แหม! เก่ง เชสเตอร์ตัลนี่แกเก่ง นะจี.เค.เชสเตอตัล แกว่าอย่างนั้นน่ะ ประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ ความพยายามที่จะเรียกคนขี้อาย ออกมาพูดเรื่องการเมือง นี่เราจะสร้างประชาธิปไตยได้ก็เพราะว่าเอาคนที่มันไม่ประสีประสาในประชาธิปไตย หรือว่า เป็นคนขี้อาย ก็คือคนไม่กล้า ไม่กล้าออกมาแสดงตัวว่าเป็นนักการเมือง หรือเป็นคนรู้เรื่องการเมือง หรือเป็นคนที่จะต้องแสดงสภาพอะไรที่จะทำให้การเมือง ก็คือ ทำให้บอกแล้ว นิยามต้นๆก็บอกแล้วว่า ทำให้ประชาชนพลเมืองเนี่ย เป็นอยู่กันอย่างดี เป็นอยู่กันอย่างเป็นสุข เป็นอยู่กันอย่างอุดมสมบูรณ์ เป็นอยู่กันอย่างพี่น้อง เป็นอยู่กันอย่างมีสันติภาพว่า กันแล้ว รัฐศาสตร์ทั้งหมดก็คือมีอิสรเสรีภาพ มีภราดรภาพ มีสันติภาพ มีสมรรถภาพ แล้วก็มีบูรณะภาพนั่นเองนั่นแหละ นี่เป็นการมองของนักคิด หรือว่าการมองของนักรู้ ของปราชญ์ ผู้ที่มองเรื่องการเมือง หรือรัฐศาสตร์อะไรต่างๆนานอย่างนั้น อย่างนั้น ทีนี้ลองฟังเชิงวาทะของคนที่สำคัญคนหนึ่งเหมือนกันดูซิ ของขงจื้อ มีคนถาม ถามขงจื้อบอกว่า จะปกครองรัฐอย่างไรถึงจะดี มีคนถามขงจื้อ จะปกครองรัฐอย่างไรถึงจะดี ขงจื้อก็ตอบว่า จงปกครองให้ประชาชนมีอาหารบริโภคอุดม ก็ตามเศรษฐศาสตร์ ที่เรากล่าวออกไปนั่นหนึ่ง สองมีกองทัพให้เข้มแข็ง นี่ความคิดของขงจื้อนะ สาม และให้ประชาชนมีความเชื่อถือในรัฐบาล นักรัฐศาสตร์ชั้นหนึ่งเหมือนกันนะขงจื้อนี่ อย่าทำเป็นเล่นไปนะ หนึ่งจงปกครองให้ประชาชนมีอาหารบริโภคที่อุดมสมบูรณ์นั่นประเด็นที่หนึ่ง นี่เรียกว่ากว่าจะปกครองรัฐให้ดี ให้มันดีได้ก็ต้องมีจุดหมายอย่างนี้ สองมีกองทัพเข้มแข็ง สามให้ประชาชนมีความเชื่อถือในรัฐบาล เสร็จแล้วคนถามนี่ก็เก่ง ก็ถามซอกแซกลงไปอีก ก็ถามต่อว่า หากจำเป็นจะต้องตัดออกล่ะ แหม! มันมีทำไมตั้งเยอะเลย ตั้งสามข้อแน่ะ มันก็ยากน่ะซี มันกว่าจะอุดมสมบูรณ์แล้วก็จะเต็มได้สามข้อ ยากตายเลย เอาน้อยลงไปหน่อยเหอะ คนถามนี่ก็บอกว่าหากจะตัดออกสักข้อหนึ่งในสามข้อนี่ควรจะตัดข้อไหนก่อน ว่าอย่างนั้นนะ ขงจื้อแกก็ตอบว่า ตัดกองทัพออกก็แล้วกันเหลือไว้สองข้อ คือข้อที่ให้ประชาชน มีอาหารบริโภคอุดมสมบูรณ์ กะให้ประชาชนมีความเชื่อถือในรัฐบาล ไอ้คนถามนี่ก็ยังบอกว่า แหม มันก็ยังยากนะ ตั้งสองข้อ ก็เลยถามต่อไปอีกว่า ถ้าจำเป็นจะตัดออกอีกข้อหนึ่งล่ะ มันควรจะตัดข้อไหนออกอีกล่ะในสองนี่ ว่าอย่างนั้น ดีนะ เราจะรู้ เป้าหมายแหย่ลงไปลึกๆหลักๆ เสร็จแล้วขงจื้อก็ตอบอย่างนักรัฐศาสตร์เลย ตัดอาหารออกว่างั้น แหม อาตมาฟังแล้วโอโฮ! ตัดเรื่องอาหารซิออกให้เหลือไว้แต่ว่าประชาชนนับถือรัฐบาลให้ได้ นี่นักรัฐศาสตร์ชั้นหนึ่งของเขา หัวใจของรัฐศาสตร์นะ นี่ก็ลองฟังดูดีๆ ตัดอาหารซิออก เอาแต่เหลือแต่ข้อให้ประชาชน มีความเชื่อถือรัฐบาลไว้ก็แล้วกัน เพราะว่านับตั้งแต่โบราณกาลมา มนุษย์เรานี่มีความตายเป็นธรรมดาของคนว่างั้นนะ แกขยายความบอกว่า ตัดเรื่องอาหารนั่นแหละออกนะ แกก็ขยายความให้เหตุผลด้วยนะว่า เพราะว่านับตั้งแต่โบราณกาลมาแล้วนี่ มนุษย์เรานี่มีความตายเป็นธรรมดาทุกคน แม้จะต้องอดอยากตายก็ยังดีกว่า ที่เป็นรัฐบาลอันประชาชนไม่นิยมนับถือ โอ้โห! ยอดเลยนะ ยอดนักรัฐศาสตร์เลยนะ แม้จะต้องอดอยากตาย ก็ยังดีกว่าที่เป็นรัฐบาลอันประชาชนเขาไม่นับถือ ประเทศใดที่มีรัฐบาลอย่างนี้จะตั้งมั่นได้อย่างไร มันก็จริงนะ มันถ้าเผื่อว่ารัฐบาลมันไม่ดี มันก็คงเกิดจลาจลกันตายเลยนะ เพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่มีอาหารกินเลย มันฆ่ากันเลย ฟังออกไหม อย่าว่าแต่มีอาหารกินเลย มันก็ฆ่ากันเลย มันไม่มีใครปกครอง มันไม่มีใครจะตัดสิน มันไม่มีใครจะดูแล มันไม่มีใครจะบริหาร มันก็เละกันไปหมดเลย มันไม่นับถือรัฐบาลๆชี้อะไรมันก็ไม่เอา จะบอกอะไรมันก็ไม่เอาทั้งนั้น มันก็จะเอาตามของมันน่ะ มันก็ตายจลาจลมิคสัญญีเกิดแน่ นี่ก็จริงเหมือนกันน่ะ มันก็จริงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรจะไปทำงานรัฐศาสตร์นี่ ไปทำงานการเมืองเนี่ย หรือโดยตรงไปเป็นรัฐบาลน่ะ จะทำยังไงให้ประชาชนนี่นับถือรัฐบาลได้ เอาล่ะ ตรงนี้ล่ะเป็นเรื่องหลักจะทำยังไงให้ประชาชนนับถือรัฐบาล ความเห็นของใครๆ ก็ว่ากันไปต่างๆนานาสารพัด อยากจะให้นับถือรัฐบาล ก็ต้องเป็นเผด็จการให้ ได้กดหัวประชาชนเอาไว้ เขาก็ทำ แล้วก็เคยทำสำเร็จมาแล้วด้วย อย่าฮือนะ ฮือ ยิงทิ้งเลย ประชาชนก็กลัว ไม่กล้าจลาจล ไม่กล้าทำอะไร เผด็จการเต็มรูป อย่างนี้เป็นต้นเขาก็ทำ หรือจะวิธีการอื่นใดๆก็แล้วแต่ หาเหตุปัจจัย หาวิธีการมาบริหารอย่างนี้เขาทำน่ะ จะทำเป็นคอมมิวนิสต์ สังคมคอมมิวนิสต์ เป็นประชาธิปไตย หรือจะเป็นสังคมนิยมแบบไหนก็แล้วแต่ เขาก็ทำกันไปนานาสารพัดที่จะทำ เพื่อที่จะให้เขา เพื่อที่จะให้ประชาชนนับถือรัฐบาล หรือว่าผู้บริหารปกครองนั้น ทีนี้ในทางของเรา ในทางของเราเนี่ย อาตมานี่แหละ ในทางที่อาตมา เห็นนี่ อาตมาไม่เห็นว่า ไอ้วิธีการเหล่านั้น นี่มันจะเป็นวิธีการสำเร็จรูปอะไร วิธี การอย่างเผด็จการน่ะ อาตมาก็ว่าไม่สำเร็จรูปแล้วไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์ วิธีการ อย่างสังคมคอมมิวนิสต์ อาตมาก็ว่าไม่ใช่เรื่องที่สำเร็จรูป หรือสมบูรณ์ วิธีการอย่างประชาธิปไตย ที่มันเป็นกันอยู่ทุกวันนี้ อาตมาก็เห็นว่าประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์ ประชาธิปไตยยังไม่เต็มไปด้วยอธิปไตยที่สมบูรณ์ อธิปไตยที่สมบูรณ์ของพระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้ อธิปไตยสาม อธิปไตยสาม คือหนึ่ง อัตตาธิปไตย สองโลกาธิปไตย สามธรรมาธิปไตย ท่านสอนเอาไว้นี้ พวกเรามาเข้าใจกันเอาเองในความหมายของกิเลส มันก็ถูกเหมือนกันนะ เช่นว่า อัตตาธิปไตยก็คิดว่า อธิไตยแปลว่า อำนาจ หรือแปลว่าความเป็นใหญ่ เราเองนี่ เอาอำนาจของตัวเองนี่เป็นใหญ่ ก็กลายไปเป็นกิเลสชนิดหนึ่ง อัตตา มีอัตตาแล้ว เอาอัตตาของเรานี่เป็นใหญ่ อะไรก็จะเอาตามกู มันก็เป็นลักษณะเผด็จการ ส่วนโลกาธิปไตย ก็เอา เอาโลกนั่นแหละเป็นใหญ่ เอาประชาชนส่วนมากเป็นใหญ่ เอาประชาชนส่วนมากน่ะเป็นใหญ่ ก็จะเรียกว่าประชาธิปไตยหรือสังคมนิยมก็ได้ เขาก็พยายามที่จะให้เป็นอย่างนั้น แต่ที่จริงมันแฝง มันไม่เต็ม มันไม่สมบูรณ์ล่ะ มันไม่สมบูรณ์ แต่เขาก็ตีความกันว่า โลกาธิปไตย คือเอาโลกเป็นใหญ่ เอาโลกาธิปไตย หรือประชาธิปไตย เอาชุมชนส่วนใหญ่ของสังคม ของส่วนใหญ่ของโลก ชาวโลก ชาวประชาชนมวลใหญ่นั่นเป็นใหญ่ให้เป็นอำนาจ ให้เป็นใหญ่ให้เป็นหลัก เอาอำนาจอันโน้น เป็นหลัก ธรรมาธิปไตยก็แปลว่า เอาธรรมะเป็นอำนาจ อันนี้ใครๆก็ไม่มีปัญหานะ ธรรมาธิปไตย ไม่มีปัญหา แต่ความจริงแล้วพระพุทธเจ้าไม่ได้อธิบายอย่างนั้น ในพระไตรปิฎก ในพระสูตรไม่ได้อธิบายอย่างนั้น ท่านอธิบายว่า อธิปไตยทั้งสามนี่เป็นความดีทั้งสามอย่าง มันไม่ใช่เป็นกิเลส ถ้าเราทำไม่ถูก มันจะเป็นกิเลส มันจะเกิดอัตตาธิปไตย เอาตัวเองเป็นหลัก เอาเผด็จการเลย อำนาจของกูโลกาธิปไตย ก็เอาส่วนใหญ่เป็นปริมาณก็ตาม เพราะฉะนั้นประชาธิปไตยทุกวันนี้ เป็นโลกาธิปไตย หรือประชาธิปไตย มันจึงเอาปริมาณ มาถึงไปเที่ยวได้เรียกหมู่ นี่ว่าไปหาหมู่ให้มากๆ หมู่นิยมมาก จะไปประเล้าประโลมเขายังไง ก็ได้เอาใจเขายังไงก็ได้ หนักเข้านี่ จะหาเสียงเข้านี่ เอาเงินไปแจกเลย (หน้า B) ได้อำนาจเพราะประชาธิปไตยแบบเอาเป็นพวก เอาคนมาเป็นหมู่ใหญ่ ให้หมู่ใหญ่เห็นตามเชื่อถือตามนี่ง่าย แบบเอาขนมล่อเด็กก็เท่านั้นเอง เด็กมันมาเป็นพวก เพราะเด็กมันได้กินขนมเท่านั้นเอง ประชาธิปไตยทุกวันนี้ มันไม่ได้เป็นความจริงน่ะ พระพุทธเจ้าท่านอธิบายเอาไว้ อัตตาธิปไตยก็หมายความว่า เราเอาตัวเองนั้นให้มีอำนาจ แต่ไม่ใช่อำนาจอย่างเลวที่เอาอัตตากิเลส แต่ให้เรานี่เป็นผู้ที่มีอำนาจโดยธรรม สร้างตัวเรานี่ให้หลุดพ้น สร้างตัวเราให้เป็นจิตวิญญาณชั้นสูง จนคนอื่นยอมรับเรา ฟังให้ดีนะตรงนี้มันสำคัญ ยอมรับเราจนเรานี่เป็นผู้มีอำนาจ เป็นผู้เป็นใหญ่ เป็นใหญ่ได้เพราะธรรมะ เป็นใหญ่ได้โดยธรรม ตัวเราใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องเบ่งอำนาจนี้เลยคนจะเชื่อถือ คนจะเชื่อถือเลย จะพูดอะไรต่ออะไรยังไง จะพูดกันได้ ตกลงกันได้ ส่วนโลกาธิปไตยนั้นก็คือ ทำให้คนในโลกนี้นี่เจริญทำให้คนในโลกนี้ ฉลาด ทำให้คนในโลกนี้ละกิเลส ทำให้คนในโลกนี้ มีอำนาจในตัวเหมือนกัน มีอำนาจ ทางความดี ทางคุณธรรม ให้เจริญเป็นส่วนใหญ่ๆๆๆ มันก็มีพลังอันสมบูรณ์ เป็นสังคมที่เจริญ เป็นสังคมพระศรีอารย์ มันก็เป็นอำนาจธรรมโดยธ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive