310906 ผู้เกรงใจคน ก่อผลอริยะ โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
310906 ผู้เกรงใจคน ก่อผลอริยะ โดย ท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก วันที่ 6 กันยายน 2531
คือ จุดที่ยังเป็นอัตตา มันเป็นยังเป็นมานะ ยังเป็นอัตตา ยังเป็นตัวเห็นแก่ตัว เอาใจตัว เอาแต่ใจตัว เอาแต่ชอบของตัว เอาแต่ความเห็นของตัวนะ อันนี้มันเป็นจุดที่พวกเรายังๆแก้ยังไม่ได้กัน เมื่อแก้ไม่ได้ มันก็เป็นอย่างที่มันเป็น มันขณะนี่ มันเป็นต่างคนต่างก็คิด ต่างคนก็ต่างช่างมันเถอะ เอา.เขาจะทำก็ช่างเขาเราก็ทำของเรา มันก็ไม่ประสานกัน ภรณ์ทิพย์ นี่นา ปุ๋ยนี่ เขามีจุดเด่นจุดหนึ่ง ที่อาตมาสะดุดใจมากที่สุดเลยนะ นี่จุดเด่น และก็โด่งดังอยู่เดี๋ยวนี้ เป็นที่ได้รับคำนิยมชมชื่น ทั้งๆที่เขารู้กันนะ เขาพยายามที่จะไม่ส่งเสริม หรือว่าจะไม่กระดี๊กระด๊าอะไรขึ้นมาแล้ว เรื่องของหลงใหลในเรื่องความงงความงาม ซึ่งเขาก็ว่ากันมาตั้งนานแล้ว ประกวดขาอ่งขาอ่อน อะไรต่างๆ ซึ่งมันดูไม่ดีไม่งามอะไรต่างๆ เขาก็พยายามที่จะกด พยายามที่จะไม่ส่งเสริมอยู่แล้ว แต่ว่ามันมีจุดเด่นขึ้นจนกระทั่งเขาต้องยอมรับกัน ที่ภรณ์ทิพย์ หรือว่าปุ๋ยที่ได้นี่ จุดนี้อาตมาเห็นว่า มันเป็นเรื่องวิเศษจริงๆเลย มันเป็นเรื่องของกิเลสโดยตรงของคน แล้วคนก็ชมชื่นในสิ่งที่ไม่เป็นกิเลสอันนี้ จุดที่ไม่เป็นกิเลสอันนี้ หรือเป็นสิ่งที่มันชัดทั้งภายนอก และภายใน ก็คือ แกเป็น คนมีจิตใจที่แคร์คนอื่น เท่านี้แหละ และอาตมาก็สังเกตจริงๆเลย และเป็นจุดเด่น และเป็นจุดวิเศษของมนุษย์นะ คือแคร์คนอื่น แคร์คนอื่น หมายความว่า จะคุยกะใคร ใครจะมาหา ใครจะมาพบนี่ รู้สึกเห็นใจเขา ไม่มามองเห็นใจตัว ไม่มาเอาใจตัว เห็นใจเขา กลัวเขาจะโกรธ กลัวเขาจะเสียใจ กลัวเขาจะได้รับความกระทบอะไรที่ไม่ดีไปจากเรา และแกก็ Take care แคร์คนอื่น แล้วแกก็ Take care แกก็ต้องพยายามจะตั้งใจที่จะไม่ให้เขา
อ่านต่อ
เสียใจ ไม่ให้เขาน้อยใจ ไม่ให้เขาขาดตกบกพร่อง หรือว่า เขาจะได้รับสิ่งอะไรที่เขาควรจะได้รับ เป็นเนื้อหาแก่นสาร เป็นสาระ ก็พยายามตั้งใจ โดยไม่เห็นแก่ตัวเอง นี่ที่เด่น โดดเด่นอยู่ในขณะนี้ ที่ได้รับความนิยมชมชื่นอยู่ขณะนี้ จุดนี้นะๆ ขาดแคลนมากเลยในสังคมทุกวันนี้ขาดแคลนจริงๆ แม้แต่ในหมู่ชาวอโศก เราพูดกันถูกต้องนะ เราพูดกันนี่ พูดกันถูกต้องทีเดียว พูดกันโอย เสียสละ ไม่เห็นแก่ตัว ช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือผู้อื่น ละตัวตน พูดถูกต้องหมดน่ะ แต่มันไม่จริง ใจเราเองเรามันมาเห็นแก่ตัวลึกๆ มันมาช่างมัน รอดแล้ว ง่ายแล้วเรา สบายแล้ว อะไรต่ออะไรแล้ว ถึงยังไงมันก็ไปรอด ถึงยังไงมันก็ไปอยู่ได้อย่างนี้เป็นต้น นี่จุดนี้ มันๆยังไม่เป็น พหุชนะ หิตายะ พหุชนะ สุขายะ มันไม่จริงใจๆ ใจของมันไม่เป็นใจเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ใจมันไม่ได้เห็นแก่คนอื่น สงสารคนอื่นนา มันไม่แคร์คนอื่นๆ ใครจะยังไงก็ช่างปะไร กิเลสของเขา ช่างหัวมัน อย่างนี้เป็นต้นนะ ตัวนี้แหละ ตัวนี้มันยังบกพร่องกันอยู่นะ เพราะฉะนั้นจุด จุดอะไรก็แล้วแต่ ในใครก็ตามที่เราเห็นว่า เป็นจุดนั้น เป็นจุดที่เด่น เป็นจุดที่ดี เป็นจุดประเสริฐของมนุษย์ เราจะต้องเอามาคิด เอามาตรอง เอามาเสร็จแล้ว เมื่อเห็นดี เราก็ต้องเอามาฝึก เอามาปฏิบัติ เอามาสร้างให้ตัวเราเองมีจุดประเสริฐ มีจุดดีนั่นให้ได้นะ ถ้าไม่เช่นนั้นแล้ว มันก็ไม่เจริญๆ พวกเราเนี่ย อาตมาเห็นว่า มันก็ไปยังงั้น ไปถูๆไถๆ กระพร่องกระแพร่งไป ถ้าเผื่อว่าไม่เทศน์ทุกวันนี่ สงสัยมันจะต้องจอด ไม่ต้องแจวหนา ดีแต่ว่าเทศน์ทุกวัน เทศน์ไปเหมือนเต่าเอาไฟจุดก้นไปที คลานไปสองก้าว เอาไฟจุดก้นที คลานไปอีกสองก้าว เอาไฟจุดก้นอีกที คลานไปอีกก้าวหนึ่ง คล้ายๆยังงั้นน่า พวกเราเหมือนจะต้องไขลาน มันไม่เป็นปัญญาหรือไง เมื่อไม่เป็นปัญญาหรือไง เมื่อไม่เป็นปัญญา มันก็ไม่ชัด มันก็ไม่จริง ถ้ามันเป็นปัญญา มันเข้าใจว่า นี่แหละเป็นจุดที่ดี จุดที่จะต้องเป็นไป เราจะต้องเกิดเกิดอย่างนี้ กิเลสยิ่งดับ อริยะยิ่งเกิด เราอย่าเพิ่งไปคิดถึงปรินิพพาน ที่จะต้องหยุดสนิท ที่จะต้องหมดสนิท ที่จะต้องว่างหมด อันนั้นมันยังไม่ถึงเวลา บอกแล้วว่า คุณจะได้นอน จะได้พัก จะได้หยุด ไม่มีใครกวนอีก ที่หลุมฝังศพ แต่ยังไม่ถึงหลุมฝังศพ เราต้องเห็นความจริง ตามความเป็นจริงว่า เรามีชีวิต เราจะต้องเดินเครื่อง จิตเราจะต้องตื่น เราจะต้องเป็นผู้ที่รู้ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จะต้องเป็นผู้ตื่น เป็นผู้กระปรี้กระเปร่า เป็นผู้เบิกบาน ร่าเริง ขวนขวาย คล่องแคล่วน่ะ สอดคล้องกับทางโลกเขานะ แต่ว่าเราไม่กระดี๊กระด๊าแค่นั้นเอง มันเป็นความสงบเสงี่ยม หรือว่าเป็นความสุภาพที่เราเองเรามี มันจะเป็นงั้นแหละลักษณะ จะช่วยจะเหลือ จะอะไรต่ออะไรก็เป็นลักษณะคล่องแคล่ว ปราดเปรียวเต็มใจ ไม่ใช่อื่อๆ อย่างเสียไม่ได้ อือๆ ทำ เหมือนกับตุ๊กตาไขลาน อือๆ ช่วยไปทำอะไรไปเฉยๆ มันๆรู้สึกมันไม่มีน้ำใจ มันไม่มีกะจิตกะใจ ทำอย่างเสียไม่ได้ มันแห้งๆ มันดูแห้งๆ มันดูฝืนๆ มันดูไม่น่าชื่นใจๆ แต่ก่อนนี้นี่ เราออกภาคสนามนะ เราไปที่โน่น ที่นี่ รู้สึกมีจิตใจ มีกำลัง มีไฟกัน ไป พยายามทำ พยายามช่วยหลือเฟือฟายกันคนละไม้ละมือ อั้ยโน่น อั้ยนี่ ยิ้มแย้มแจ่มใส เราออกสนาม แต่ก่อนนี้ เราออกกองทัพธรรม เราออกบุกเบิกไป รู้สึกว่าดีน่ะ กระปรี้กระเปร่า พอหยุด อั๊ยนี่มารู้สึก เอ.ชักจะเป็นยังไง มันไม่ค่อยกระปรี้กระเปร่า มันไม่ค่อยตื่นตัว มันจะหยุดจะเซ็ง ต่อยไปต่อยมา ค่อยๆเดี๋ยวก็หมดวันไป หมดวันมา มันก็ไม่ได้เจริญแน่ มันไม่ได้ก้าวหน้าแน่ เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามใช้ปัญญาให้ดี กำลังเหล่านี้ มันจะมีกำลังก็เพราะว่า มันเชื่อมั่น มันเห็นจริงด้วยปัญญา มันเข้าใจด้วยเหตุผล มันเห็นจริงว่า เอ่อ จริงนะ เมื่อจริงแล้ว เราก็ใจนั่นแหละ มันลึกๆ มันจะเข้ามาพัฒนา ให้เราหัด เราฝึกความแคล่วคล่อง พอฝึกหัดความแคล่วคล่อง พอฝึกหัดกระทำตามความที่เราได้เข้าใจ เมื่อเราได้ฝึกแล้ว ถึงได้กระทำตาม ที่เราเข้าใจ มันก็จะเห็นผลออกมา ผลออกมานั่นน่า มันจะบอกเราว่า เออ จริงแล้ว สอดคล้องแล้วลงตัวแล้วว่า มันเป็นความประเสริฐ คนก็ชื่นชอบ ไม่ใช่ว่าเราอยากจะได้ความชื่นชอบน่ะ แต่เมื่อคนชื่นชอบในสิ่งที่เป็นคุณค่าประโยชน์ มันก็ดีกว่าคนที่บอก ว้า.ไม่ได้เรื่องเลย สักแต่ว่าทำ และมันก็เนือยๆๆ และอะไรมันจะเป็นฤทธิ์เป็นเดช เป็นแรงจะ ที่มันจะกระปรี้กระเปร่า มันจะแคล่วคล่อง มันจะเดินๆ หน้า มันจะพัฒนาบุกเบิกออกไป ถ้ามันมีสภาพอย่างที่กล่าวนั่น มันก็ไม่ก้าว มันก็ฉ่อยๆ เฉื่อยๆ มันก็เรื่อยๆ เรียงๆไป เกินไปนะ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้า หรือว่า พระอริยเจ้าในโบราณท่านถึงได้แปล พุทธะ นี่ว่าเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ไม่ใช่เป็นผู้ง่วงงุน เป็นผู้เซื่องซึม ไม่ใช่ เป็นผู้ตื่นกระปรี้กระเปร่า ตื่นนี่ เป็นผู้กระปรี้กระเปร่านะ เบิกบานอยู่น่ะ แจ่มใสอยู่ ผู้ตื่นเนี่ย และแถมขยายความเป็นผู้เบิกบานนะ ตื่นแล้ว ก็เบิกบาน ไม่ใช่ตื่นมาแล้วก็อือๆๆ ตื่นมาแล้วอือๆๆๆ รู้ว่าตื่นเท่านั้น รู้ว่าไม่สลบไสลเท่านั้นเอง อือๆๆ รู้แล้วน่ะ ตื่นแล้วน่า นี่ อาตมาพยายามที่จะแสดงลักษณะอะไรต่ออะไรอธิบายธรรมะให้ฟัง ให้เห็นว่า ลักษณะความหมายนี่ มันกินกว้างนะ ความหมายอาตมาว่า มันกินกว้างนะ มันกินถึงลักษณะบุคลิกภาพ ความเป็นพฤติกรรม มันจะเห็นเลยลีลา ยิ่งหลายๆคนรวมกันเข้า จะเห็นเลย ถ้าหลายๆ คนก็ท่านก็ฉ่อยๆ เหมือนสอดคล่องกันเลยนะ มันเฉื่อยๆ อือๆ ด้วยกันเลย โอ้โฮ ก้อนโตๆ โอ้ย คุณคิดดูซิ มันคืออะไร มัน จวนแล้วน่ะ นี่พวกเราจวนแล้ว จวนจะเป็นอย่างนั้นแล้ว ท่าทีท่าทาง จวนแล้วนะลองใช้ปัญญาตรองดูซิว่า มันเจริญจริงไหม มันจะม่อยไปแล้วนี่ อีกไม่นานก็คงเรียบร้อย คงราบคาบ ถ้าเป็นอย่างนี้ไปอีกไม่นาน ราบคาบ ไม่มีบทบาท ไม่มีลีลา ไม่มีความกระปรี้กระเปร่า ไม่ดูน่าชื่นอกชื่นใจ ไม่เห็นบทบาท ชีวิตชีวามันกลายเป็นความหงอยเหงา เศร้าซึม มันเป็นสิ่งที่จะฝ่อจะเหี่ยวไปในทิศทางที่จะไม่เจริญ ในทิศทางที่จะต้องสูญดับ จมหายไป มันเหมือนภาษาที่ย้อนแย้งกัน เรามาเรียนรู้ความสูญ ความดับ แต่ว่าความสูญ ความดับที่ว่านี้ มันไม่ได้หมายความว่า สูญ ดับ ประเภทที่พาซื่อหรือซื่อบื้อ กิเลสยิ่งดับ อริยะยิ่งเกิด จุดนี้ต้องให้ชัดที่สุดนะ กิเลสยิ่งดับ ความเห็นแก่ตัวก็ยิ่งหมดไป ความเห็นแก่ผู้อื่น ความกระปรี้กระเปร่า ความสร้างบุญ ความก่อบุญ ความขยายบุญ การมีคุณค่า การมีประโยชน์ ชีวิตนี้ยิ่งกอปรก่อสร้างสรรอะไรนี่ มันยิ่งจะมากเห็นเด่นชัดขึ้นนะ เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราได้ไตร่ตรอง ได้เข้าใจจุดนี้นะ ให้เด่นชัด และก็ต้องปรับ พวกเรานี่ อาตมาพูดแต่ต้นแล้วว่า มันรู้สึกว่ามันไม่แคร์ใคร มันเอาแต่ใจตนอะไรต่ออะไรก็ จนกระทั่งกลายเป็นอัตตา กลายเป็นมานะ กลายเป็นถือดีถือตัวและก็ขัดแย้งกัน ทำอะไรร่วมกันก็ไม่ลงรอยกัน ต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างเห็นตามที่ข้าคิด จะตกลงกัน มีมติหมู่แล้ว ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังไม่ค่อยเอาตามมติหมู่ก็ช่าง ข้าชอบอย่างนี้ ข้าจะเอาของข้าอย่างนี้ มติหมู่จะทำยังไงไปก็ช่างใครไป มันพาเจริญไม่ได้ นี่ความเห็นแก่ตัวเป็นอย่างนี้ เอาแต่ใจตัว คิดแต่ว่า ข้าจะเอาใจข้า ข้าก็อยู่ของข้าไป เราได้ดีบ้างแล้วเหมือนกันน่ะ ยังไงๆ เราก็ไม่ตาย เชื่อมั่นตนเอง มันเป็นอัตตา มันเป็นมานะ มันถือดี ถือตัวว่า ข้าก็เชื่อมั่นข้าเองแหละ ข้าก็ไม่ตายล่ะ ข้าก็ได้ดีพอสมควรแล้ว ข้าไม่ง้อเอ็งนี่หว่า ข้ามาฝึกเอา ข้าก็ได้สิ่งที่ข้าได้แล้ว นี่ มันจะเห็นว่า โอ้โฮ อั้ยตัวตนนี่ มันใหญ่จริงๆ อั้ยตัวตนนี่มันมากจริงๆ คุณคิดดู ที่อาตมาว่านี่ จริงไหม มันไม่แคร์ใครน่า ช่างมันปะไร มันเอาแต่ใจตัว มันจะโอ๋ใจตัวเอง เห็นไหม มันให้ค่า ให้กิเลสแก่ตัวเอง นี่ เป็นภวตัณหานะ เป็นมานะ เป็นมานะสังโยชน์ เป็นภวตัณหา ซึ่งอาตมาก็พยายามที่จะแก้พวกเรา ถ้ามานะหรือภวตัณหาพวกเรานี่ ไม่ลดไม่ถอยนะ มันเจริญไม่ได้ มันจะเป็นรูปเป็นร่าง มันจะเป็นสังคม มันจะเป็นวัฒนธรรม ถ้าขืนเป็นวัฒนธรรมฉ่อยๆ ไปอย่างนี้ โอ้ย.ตายแน่ วัฒนธรรมแบบนี้ มีบุคลิกอย่างนี้นะ วัฒนธรรม มีพฤติกรรมอย่างนี้ ต่างคนก็ต่างทำ ต่างคนก็ต่างของกู ต่างคนก็ไม่สอดประสาน ทำสองคน ก็เหมือนคนละคน ทำสามคนก็มีสามก๊ก ทำสี่คนมีสี่ก๊ก ทำห้าคนมีห้าก๊ก ว้า.. ตายแน่ และจะอยู่รวมกันมั้ย ถ้าสี่คนสี่ก๊ก ห้าคน ห้าก๊ก เราจะอยู่รวมกันมั้ยจะอยู่รวมกันได้ไหม อยู่ได้ไหม อยู่ไม่ได้ ไม่ ได้เป็นญาติธรรม มันก็ตัวกูของกูอยู่เท่านั้นแหละ มันไม่ยอม เมื่อไม่พอใจ เมื่อไม่พอใจเราไม่สมใจเรา แล้วก็ เอ็งจะทำก็ทำไปซิ ข้าก็ทำของข้าไป และมันก็เสียเวลา และมันก็เสียงาน มันก็ค้านแย้งกัน งานต่างคนก็ต่างมาเสียเวลา ซ้ำซ้อน ถ้าคนนี้มาทำอย่างนี้ อั้ยคนนี้ก็มาแก้อย่างนี้ คนนี้แก้อย่างนี้ อั้ยคนนี้ก็มาทำอย่างนี้ คนนี้มาทำอย่างนี้ อั้ยคนนี้ก็มาแก้อย่างนี้ มันก็เสียเวลาอยู่อย่างนั้นน่า มันซ้ำซ้อน มันเสียหายตลอดเวลา แทนที่มันจะร่วมเป็นแรงพลัง เหมือนพลังเรียวไผ่ที่รวมกันเป็นพลังพึบๆไปอย่างเดียวกัน สอดร้อยกัน ช่วยเหลือเฟือฟายกัน เอ๊ มันเป็นยังไง อั้ยช่วยเหลือเฟือฟายปึ๊บๆ เห็นด้วยกัน ตัดใจตัวเอง ใครตัดก่อนดี ตัดใจตัวเอง อย่าเอาแต่ใจตัวเราเลยน่า ไม่เป็นไร พวกเรามันไม่เลวเท่าไรหรอก อย่าไปนึกว่าพวกเราจะไปเลวกันนักหนา เราก็คิดกันอยู่แล้ว อั้ยเรื่องติง มันจะผิดอยู่น้า อั้ยนี่ มันจะไม่ชอบมาพากลน่ะ มาบอกหมู่ มาบอกผู้ใหญ่ และก็จะได้ช่วยปรับกัน ถ้าเผื่อว่า เราเห็น เราบอกกันไม่ได้ แต่มันน่าจะฟังกัน มันน่าจะบอกกันได้ว่า เออ. ใช้ปัญญาถอดตัวถอดตัว อย่าลำเอียงเข้าข้างตน ใครพูดออกมา ก็พยายามถอดตัว ถอดตน เออ.. จริงน่ะ มันน่าคิดเหมือนกันนะ ของเขาว่านี่ มันน่าจะใช้ได้นะ ไตร่ตรอง โอนอ่อนเข้าหากัน เราต้องแคร์คนอื่น เราต้องรู้สึกว่า เอ๊.คนอื่นก็ใจ เราก็ใจ ถ้าเขาทำไม่เหมาะ ไม่สมใจเรา เขาทำไม่ต้องใจเรา เรายังรู้สึกว่าไม่ค่อยชอบ เรารู้สึกเสียใจ มันแข็งกระด้างขึ้นมาเลย และคนอื่นเขาละ เขาจะรู้สึกอย่างนั้นมั้ย คนอื่นเขาจะรู้สึกว่า เอ๊ เขาก็ ถ้าเผื่อว่า เราทำอะไรเอาแต่ใจตัว ไม่แคร์เขา เขาทำเหมือนกะไม่แคร์เรา เรายังรู้สึกอย่างนี้ ถ้าเราทำบ้าง เขารับกระทบเข้า เมื่อเราไม่แคร์เขา เขาจะรู้สึกยังไง ใช่ไหม ? มันก็จะเอ่อ มันน่าจะได้คำนึงให้มาก เอ๊ ไม่ดีนะ เขาไม่แคร์เรา เราก็ไม่สบายใจ เราไม่แคร์เขา เขาก็ไม่สบายใจ มันก็ไม่ประสานกัน อาตมาถึงบอกว่าโอ้ ภรณ์ทิพย์ นี่ จุดเด่นอันนี้น่ะ จุดเด่นอันนี้ของเขานี่ เขาเป็นคนแคร์คน เป็นคนคบหากะใคร สัมผัสกะใคร สัมพันธ์กะใครปั๊บ เขารู้สึกว่า เขารู้สึกเกรงใจคนอื่น รู้สึกว่า กลัวคนอื่นจะไม่สบายใจ ในจุดอะไรก็แล้วแต่ รู้สึกว่า คอยระวังว่าจุดไหน เขาจะไม่สบายใจ เราต้องพยายาม อย่าให้เขาเป็นอย่างนั้น และก็พยายามที่จะช่วยกันฉลาดที่จะแนะนำ ทำอะไรไปในส่วนที่ดีเสมอ จึงเป็นจุดเด่น และเป็นจุดเจริญน่ะ โลกต้องการมากเลยทุกวันนี้ โลกต้องการอย่างนี้ สิ่งอย่างนี้ และให้เป็นความจริงใจ ไม่ใช่เป็นแค่มารยา และทุกวันนี้ มันเป็นมารยา หรือ มันเป็นแค่มารยาท เพราะฉะนั้น ความจริงใจ ขณะนี้ที่ได้รับความชมเชย ชมชื่นอยู่นี่ เพราะมันเป็นความจริงใจ ไม่ใช่เป็นมารยาทหรือเป็นมารยา คนเรามันดูออกน่ะ ดูมารยา หรือ ดูมารยาท ที่แค่ทำเปลือกๆ มันดูออกน่ะคน ถึงแม้จะดูไม่ออกวันนี้ มันก็หลายๆครั้ง หลายๆคราวเข้า มันก็ดูออก เองหลายๆวัน หลายๆเวลา ก็ดูออกได้ เพราะฉะนั้น เพื่อทำไปแค่มารยา แค่มารยาท มันก็แค่มารยาท แต่ถ้าเผื่อว่า ทำด้วยความจริงใจน่ะ ทำๆๆ มันจะเป็นฤทธิ์เป็นแรง มันจะเป็นเดช เป็นฤทธิ์ เป็นเดชมากทีเดียว จะสร้างสรรนะ พยายามทำความเข้าใจอันนี้ดูกันดีๆ และพยายามปรับปรุงนา เราเองเราแน่ใจไหมว่า เราจะอยู่ด้วยกันนะ และ พยายามทำความเข้าใจอันนี้ดูกันดีๆ และก็พยายามปรับปรุงนา เราเอง เราแน่ใจไหมว่า เราจะอยู่ด้วยกันนะ เราจะร่วมกันให้ได้ เพื่อจะอยู่รอดไปด้วยกัน ร่วมกันให้ได้ เพราะฉะนั้น ทุกจุด ทุกหมู่ ทุกกลุ่ม ขณะนี้ ดูกัน จะเป็น ชมร. จะเป็นชาวครัว จะเป็นร้านค้า จะเป็นชาวสวน จะเป็นชาวนา จะเป็นชาวเกษตร จะเป็นชาวหัตถกรรม เย็บผ้า ทอผ้า อะไรของเราพวกนี้ ต่างๆนานาที่มีกิจมีการ มีงานอะไรพวกเรานี่ พยายามพยายาม ดู เออ.เห็นใจกัน เรียกว่าให้เกรงใจกันๆ พยายามคิด เกรงใจกัน เราไม่เกรงใจกัน มันไม่ได้นะ มันไม่ได้ ไม่เกรงใจ อั้ยจุดไม่เกรงใจ เราไม่แคร์นี่ คงจะแปลเป็นไทยว่า เราไม่เกรงนะ มันรู้สึกว่า ไม่เกรงใจใคร เป็นผู้ที่เกรงใจคนอื่น เออ เราไม่แคร์คนอื่นนี่ แปลเป็นไทย เราไม่เกรงใจคนอื่น เราเกรงใจกันบ้างนะ เกรงใจคำนี้ลึกซึ้งนะ อย่าเกรงใจแค่มารยาท เราไม่เกรงใจเขา แค่มารยาท ไม่ใช่ สนิทสนมกันเข้ามาแล้ว มันสนิทสนม มันก็ต้องเกรงใจเหมือนกัน ยิ่งสนิทสนมแล้ว จะไม่เกรงใจกัน ไม่ได้ ต้องเกรงใจในส่วนลึกเข้าไปอีก เกรงใจในจุดเนื้อหาเข้าไปอีก เราเป็นนักปฏิบัติธรรม เราจะต้องรู้สึกระวัง เกรงใจนี่ ก็ต้องระวัง เอ๊.มันจะทำให้เขารู้สึกว่า เราเองนี่ ไม่เห็นแก่เขา หรือเราเองนี่แหละ จะทำให้เขามองว่าจะทำให้เขามองว่า เอ๊.อั้ยคนนี้ มันเอาแต่ใจตัว อั้ยคนนี้ มันเห็นแก่ตัว ถ้าเพื่อนมองเราว่า เรานี่เห็นแก่ตัว มันเอาแต่ใจ มันเป็นยังไง ก็เพื่อนเขารู้สึกว่า เอ๊ อั้ยนี่ มันเอาแต่ใจตัว อั้ยนี่ มันเห็นแก่ตัว เป็นไง ไม่ดี มันก็ไม่ประสานกันเท่านั้นเอง ถ้าเพื่อนรู้สึกอย่างนี้ จะใครก็แล้วแต่เถอะ จะเป็นนักธรรมชั้นสูงขนาดไหนก็ตามใจ ใช่ไหม ? คนที่มีภูมิสูงขนาดไหนก็ตามใจ ไม่ต้องไปพูดคนกิเลสเยอะๆ ยิ่งกิเลสเยอะๆ อั้ยนี่มันเอาแต่ใจตัว มันเอาแต่ตัวๆของมัน มันเห็นแก่ตัว ถ้าคนกิเลสด้วยบอก เอ็งไม่ต้องมาคบกะข้า ไม่ต้องมาคบกัน เอ็งมันมีแต่เห็นแก่ตัว เอ็งมีแต่เอาแต่ใจตัว มันก็เลิกกันไปเลย ขาดกันไปเลย ยิ่งปุถุชน ถ้าไม่ใช่ปุถุชน ขนาดพวกที่มีธรรมะมั่งบอก โอ อั้ยนี่มันเอาแต่ใจตัวมัน สงสัยช่วยไม่ได้มั้ง สงสัยคบยากมั้ง อั้ยนี่ ใจมันก้อนอย่างนี้เลย ใจมันนี่ก้อนแข็งเป๊ก โอ้โฮ! มันไม่ได้ฟังเสียงใครเลย มันไม่ได้เห็นแก่ใครเลย พูดแล้วมะลึ่มมะทึ่มของมันไปยังงั้น แม้นักธรรมะก็ท้อนักธรรมะก็ท้อ หรือจะใช้ว่า โพธิรักษ์ยังท้อ ขนาดโพธิรักษ์ ก็ต้องท้อยังงี้นะ จะทำยังไง พวกเรานี่ กำลังจะทำตัวให้โพธิรักษ์ก็ต้องท้อหรือเปล่า (ขอโอกาสพวกเรานี่ ถือว่าขาดสมังคีธรรม) เพราะกำลังพูดอยู่นี่ละ ก็ตามไปหาเหตุจะพูดทำไม คำรวมสมังคี ก็กำลังแก้เหตุอยู่เดี๋ยวนี้ กำลังเจาะตัวลงไปหากิเลสตัวไหน อั้ยสมังคีนั้นคือผล ก็ต้องไปพูดทำไม ก็คุณพูด มันก็รู้อยู่แล้ว สมังคี ก็กำลังตามเหตุอยู่นี่ เข้าใจหรือยัง เอ่อ.พูดทำไมผลอันนั้นน่า ก็ถูกแล้ว ถ้าตัวนั้น ที่อาตมาก็กำลังกล่าว ตัวไม่เป็นอัตตามานะ ไม่ได้พยายามที่จะปรับจิตของเรานี่ ให้เกิดปัญญา ให้เกิดศรัทธา เอ๊ นี่เรามานะแล้วนะ เราเห็นแน่แก่ตัวแล้วนะ ไม่ ไม่เอื้อ ไม่เอื้อม เราไม่เกื้อผู้อื่นแล้ว เราไม่เกรงใจผู้อื่นแล้ว เราเอาแต่ตัวของเราไป มันดูมันไม่รู้สึกตัวง่ายๆ พอมาปฏิบัติธรรมแล้ว เออ.เราเอง เราก็ไม่ได้ไปอะไรเขาแล้วละ แต่เราเป็นตัวของเรา เราไม่ได้ไปอะไรแก่เขาละ แต่หน้ามันเป็นแล้วน่ะเราไม่เอื้อเขานี่เป็นแล้ว เราไม่พยายามที่จะเกรงใจเขา เป็นแล้วๆ นั่นยังไม่เกิดสามัคคี จะไม่เกิดการสัมพันธ์ จะไม่เกิดการเกื้อกูลช่วยเหลือ ไม่เกิดเมตตา มันมีแต่ใจตัว มันไม่เมตตา ไม่กรุณาไม่ช่วยเหลือเฟือฟายอะไร ไปไม่รอด มันจะไปไม่รอด ไปไม่รอดจริงๆ ขนาดเราไม่มากเลยขนาดนี่ๆๆๆ จริงๆของเรานี่ มันยากๆ ตรงที่ว่า เราไม่มีอามิสล่อ เราศึกษากันแล้วว่า เราเองนี่เราจะทำอะไร เราเองนี่ เราไม่เอาอะไรแก่ใคร แม้แต่คำสรรเสริญ เอ็งไม่ต้องมาสรรเสริญข้า ข้าก็สบายแล้ว มันก็เลยกลายเป็น ไม่เกรงใจทุกอย่างเลย นี่มันๆ นี่ เหตุมันๆ นี่เหตุซ้อนลงไปนี่ เราไม่ได้ทำเอาสรรเสริญนี่ เพราะฉะนั้น เราก็ทำตัวของเรานี่แหละ เขาไม่ชม เราก็ไม่เป็นไร เขาไม่มาเห็นแก่เรา ก็ไม่เป็นไร เขาไม่เข้าใจว่าเราดี ก็ไม่เป็นไร นี่มันลึกๆ เห็นไหม เอ.เขาไม่มาเห็นว่าเราดีก็ไม่เป็นไรนี่ เราเห็นว่าเราดีแล้ว แต่ที่จริงๆแล้ว มันไม่ดีจริงๆนะ ไม่ใช่ว่าเราดีนา เพราะฉะนั้นเราเองเรามีตัวมานะ ตัวเห็นแก่ตัวนี่ มันซ้อนไปซ่อนมา นี่อาตมาพูดแล้ว โอ้โฮ! ธรรมะนี้ แหม.. แก้นี่ พอได้อันหนึ่งน่ะ ทุกวันนี้ เราไม่แคร์ คนขี้โลภ เราไม่แคร์คนนอกก็จริงนะ แต่เราก็ต้องแคร์เขาบ้าง ตรงที่ว่า อย่าให้เขาเข้าใจผิดเราว่าเราเอง เราไม่ได้มีน้ำใจเลยน่ะ แม้เราไม่แคร์เขาหรอก เราไม่พึ่งหรอกนา เราเห็นเขาแล้ว สัมผัสเขาแล้ว คนโลกๆอย่างนั้นน่า เขามาอย่างนี้ เป็นต้น ใครเดินมา ใครเขาเข้ามาวัดนี่ จริงไม่อยากได้เงินได้ทอง ไม่ได้อยากได้คำชมเชย ไม่ได้อยากได้อะไรกะเขาหรอก แต่เราก็อยากให้เขาเข้าใจเราผิด ว่าเราไม่มีน้ำใจ เขาจะเห็นน้ำใจเราเลย ว่าเราเป็นคนไม่มีน้ำใจ เห็นไหม เขาจะเห็นน้ำใจ เขาจะเห็นหัวใจเราเลยว่า พอเดินเข้ามานี่เท่านั้นแหละ เอ๊ พวกนี้ มันไม่มีหัวใจเลย มันเหมือนตอไม้มันไม่เห็นมีเลย มันไม่ต้อนรับ มันไม่ยิ้มแย้ม มันไม่เอื้อ มันไม่เมตตา เอ๊.ข้าคนหรือเปล่าว้า เดินเข้ามานี่ มันไม่เห็นมี มันเหมือนว่ามันไม่เห็นคนเดินเข้ามาเลย เอ๊.แค่มารยาทเขาก็เรียนกันแล้วในสังคมใช่ไหม มีมารยาทต้อนรับนั่นนะ มันเป็นวัฒนธรรม อย่างวัฒนธรรมไทย ใครมาถึงเรือนชานต้องต้อนรับนา ยกน้ำยกท่า โอภาปราศรัย ทักทาย ยิ้มแย้มแจ่มใส นี่เป็นเรื่องของวัฒนธรรม เป็นเรื่องของกิริยา เป็นเรื่องของกุศลกรรม ถ้าเราเข้าใจไม่ละเอียดลอออันนี้ เราก็ไม่สร้าง ยิ่งไม่สร้าง ยิ่งเข้าใจผิด ก็ช่างหัวใครปะไร ตัวใครก็ตัวใคร มามันจะเอาอะไรจะได้อะไร ยิ่งไปหมิ่นเขาด้วย ดูถูกเขาด้วย มันจะมาด่าเรา มันจะมาสอดแนมมั้ง เลยไปใหญ่เลย เพราะฉะนั้น ให้ศัตรูเดินเข้ามาแล้ว พอสัมผัสเราปั๊บนี่ ใจอ่อนเลย โอ้โฮ!คนพวกนี้ มีน้ำใจนะ คนพวกนี้นี่เมตตา มีความเกื้อกูลนะ โอ้!คนพวกนี้นี่ มีน้ำใจ มีเมตตา มีความเกื้อกูล มีความช่วยเหลือ มีความเสียสละจริงๆนะ เขาพอสัมผัสปั๊บ ได้รับสิ่งนี้เลยปั๊บ คนเพ่งร้ายมานี่ จะอ่อนวับเลยจริงๆ และให้เป็นความจริงใจ ไม่ใช่แค่มารยาท ไม่ใช่แค่มารยา เป็นความจริงใจ เราจะมาเป็นคนยังงี้ใช่ไหม เอื้อเอื้อมเขา มีเมตตาเกื้อกูลช่วยเหลือ ใครมาอย่างน้อยก็มีน้ำใจ มีกิริยา อั้ยคนเราจะเห็นใจกัน มันไม่มานั่งเพ่งดูใจกันได้ง่ายๆ มันจะต้องดูจากกิริยา ดูจากพฤติกรรม ดูจากความคบคุ้น ดูจากองค์ประกอบทั้งหลายทั้งแหล่นี้ เป็นวัฒนธรรมนะ เราจะมีอย่างนี้นะ อาตมาก็คิดว่า ได้พูดจุดที่รู้สึกว่า เออ.. เราเองนี่ มันจะไปไม่รอดก็ตรงจุดไหนสำคัญ และมันก็เป็นกิเลสหลัก ที่อาตมาก็พยายามจะเก่งนะ พยายามที่จะอ่านพวกเรา แล้วพยายามจะดูจุดบกพร่อง จุดที่มันไม่เจริญ มันไม่ดีอะไร ก็พยายาม คนหนักๆ แทบตาย ทำ ขยัน คนดีก็ดี แต่คนไม่ดีก็มีจิตยังงี้ อย่างที่อาตมาว่านี่ คือมีจิตที่มันยิ่งเป็นมานะ ยิ่งเป็นความเห็นแก่ตัว แล้วมันเอาแต่ตัวใคร ตัวมัน นี่เป็นก้อนของตัวกูของกู เป็นก้อนนะ มันยังเป็นก้อนแน่นเข้าแน่นเข้า ตัวกูของกู อาตมาไม่รู้จะใช้ภาษาสื่อว่ายังไง คุณฟังเอาก็แล้วกัน มันเหมือนกะตัวตัวเอ็นที่ไปถูกความร้อน แล้วก็หดเข้าๆ เป็นตัวกูของกู ไม่เอาใครหรอก นั่นมันแทนที่ว่ามันจะหยุดๆ มันจะแน่น มันกลับกลาย มันยิ่งมันแน่นแน่นกิเลส ตัวกูมันแน่นเข้า มันก็เลยเห็นแก่ตัวกู ไม่เห็นแก่ใคร ทางสายพุทธทาสนี่ บอกว่าละตัวกูของกู ฝ่ายโน้นอาตมามองเห็นว่า ยิ่งมีแต่ตัวกูของกู ไม่มีตัวกูของกู เลยมีแต่ตัวกูของกู ไม่มี ตัวใครของใคร ไม่มีตัวกูของกู ทุกคนไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่มีตัวกูของกู เลยมีแต่ตัวกูของกู และตัวกูของกู ก็เสพ ของเขาทางโน้นเลยเสพ ของเขามีความสุขนะ ชาวฝ่ายทางด้านสายท่านพุทธทาส มีความสุข คือมันเสพมันระเริง มันไม่ได้ลดละ ความบันเทิงระเริงใจ มันเป็นรสโลกียสุข เขาจะเสพอะไรต่ออะไร เออ ช่างใคร ช่างใคร ไม่เอา ช่างใคร ตัวกูของกู พยายามไม่ถือสาใครๆ เขาจะว่ายังไงช่างมัน ไม่ถือสาใคร เขาได้ส่วนหนึ่ง เขาก็เลยเสพส่วนหนึ่ง ไม่มีตัวกูของกู เมื่อไม่มีตัวกูของกู และเขาก็ไม่มองเข้าไปว่า ตัวกูของกูนี่แหละ มันเสพอยู่ในนี้ เขาเอาคำว่าไม่มีตัวกูของกู มาเข้าใจว่า ไม่ใช่หรอก อั้ยกูเสพก็ไม่ใช่กู ซ้อนเข้าใจมั้ย กูเสพก็ไม่ใช่กู เขาก็เลยสูบดื่ม เสพอะไรไปของเขาตามสบาย ส่วนของเรานี่ มันซ้อนเข้าไปหาตัวกูอีกชนิดหนึ่ง ไม่เสพนะ แต่เราก็ล้างของตัวกูคนเดียว กูไม่เกี่ยวกะใคร มันก็เลยกลายเป็นไม่สัมพันธ์ มันไม่มีมิตรสหาย มันกลายเป็นยิ่ง เอ๊.. มันมารวมกันพอได้ ตรงที่ว่า มันคล้ายๆ สายนั่งหลับตา สายนั่งหลับตานี่นะ อ้าว!ทุกคนก็ทำสมาธิ ทุกคนก็อย่าไปพูดกัน อย่าไปอะไร ก็ไม่พูด มันก็ไม่รู้เรื่องอะไรกัน มันก็ไม่ทะเลาะกัน มันก็ใครมีอะไร ก็กด ของตัวเข้าไป ก็นั่งกดไม่ค่อยเจอกันหรอก มุมใครมุมมัน กุฏิใครกุฏิมัน มันก็ไม่ ทะเลาะกัน แต่มันเข้ากันได้ไหม มันเข้ากันไม่ได้ ต่างคนต่างเป็นก้อนอัตตา ตัวใครตัวมัน ไม่เอามาผสม ไม่เอามาผสานกันเลย ต่างคนต่างตัว อยู่ตัวของใครก็ตัวของใคร กดตัวของเองก้อนแน่นเข้า ของเรามันเข้าลักษณะอย่างนั้น คล้ายอย่างนั้น แม้มันจะไม่นั่งกุฏิใครมันก็ตาม มันคล้ายๆอย่างนี้ มันไม่เหมือนทางด้านสายท่านพุทธทาส สายปัญญา เพราะฉะนั้น เราจะต้องผสมทั้งสองส่วนนา ผสมทั้งสองส่วน ทางด้านสายปัญญา ทางด้านสายเจโตนี่ จะต้องเอามาคละเคล้า เรามีสัมพันธ์กันระเริง ไม่ใช่ระเริง บันเทิงเบิกบาน และก็เบิกบานยิ้มแย้ม มีมารยาท มารยาทอย่าเป็นมายา มารยาทแท้ เป็นมารยาทแท้ คือ เรารู้ว่านี่คือพฤติกรรม กายกรรมก็เป็นกายกรรม วจีกรรมก็เป็นวจีกรรม เราต้องรู้ว่านี่เป็นสมมติสัจจะ เราทำสมมติสัจจะให้เป็นกุศล ชาวเมือง หรือผู้รู้ ผู้ฉลาด รู้เรื่องเข้าใจ เข้าใจได้ว่า นี่เป็นคุณธรรมของผู้ดี เป็นบุคลิกของผู้ดี เป็นกิริยาของผู้ดี ชาวศิวิไลซ์ หรือชาวผู้เจริญผู้ดีเขารู้เรื่องเข้าใจ เราก็ฝึกหัดน่ะ ไม่ใช่ว่ากลายเป็นปละปล่อย แล้วเลยเลิกเลย กลายเป็นแข็งทื่อ กลายเป็นปล่อยปละละเลย อันนี้ไปไม่รอดนะ เอาละ อาตมาคิดว่า ได้สาธยายในจุดที่บกพร่อง ที่เราจะต้องปรับกันเข้าไป เราจะอยู่ด้วยกัน เราจะรวมกัน เราจะเป็นเนื้อเดียวกัน ประสานกันสนิทเนียน ไม่ใช่ทำให้มันผิดลักษณะ นี่เป็นจุดลึก เราพูดนี่ มันเป็นจุดลึก มาจากจิตวิญญาณ จิตวิญญาณนี่ ที่เป็นตัวเข้าใจผิด มันก็เลยทำผิดไปนะ เมื่อมันเข้าใจผิด มันถึงทำผิดไป มันก็เลย ก็ไม่เข้าท่า เพราะฉะนั้น เราต้องทำใหม่ซิ พยายามดูให้ดีๆนะ พยายามที่จะปรับจุดบกพร่อง มันก็ดีขึ้นมาส่วนหนึ่ง แต่ส่วนลึกมันจะเลยเถิดไถลสุดโต่งไปอีกจุดหนึ่งแล้ว มันจะเข้าไปในจนกลายเป็นตัวเป็นตน เป็นตัวกูของกู จนไม่เกรงใจใคร ไม่สัมพันธ์กับอะไร เราต้องรู้ว่า ปรมัตถ์ของเร
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive