310128 ตอบปัญหาพระนิสิตฯ โดยพ่อท่าน พระโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2531
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์351 KB
วันที่แก้ไข5 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

310128 ตอบปัญหาพระนิสิตฯ โดยพ่อท่าน พระโพธิรักษ์

เท็ป-ตัด-ต่อ "ประมวลเรื่อง พระโพธิรักษ์"

[ม้วนที่1]

[ตอบปัญหาพระนิสิตฯ ครั้งที่(1) ม้วน (1) หน้าA]

{หน้า5-7} มีอะไรอยากจะรู้ถามมาดีกว่านะ ถามมาได้อะไรๆ ก็ถามได้ อันไหนตอบไม่ได้ผมก็ไม่ตอบเท่านั้นเอง มันไม่มีปัญหาอะไร เริ่มต้นถามดีกว่า ผมว่าผมบรรยายไปในคำถามนั้นได้ คำถาม โครงการเผยแพร่ของสำนักอาจารย์เกิดมาจากอะไร ตอบ ผมเองผมปฏิบัติธรรมมาด้วยตัวเอง บอกก่อนนะ อย่าหาว่าผมอวดดีผมปฏิบัติธรรมในชาตินี้ผมไม่มีครูบาอาจารย์ ผมปฏิบัติธรรมไม่มีครูบาอาจารย์ อันนี้เป็นเรื่องที่หลายคนหาว่าพูดอย่างหยิ่งผยอง ที่จริงไม่ใช่หยิ่งผยอง ผมไม่มีครูบาอาจารย์ ชาตินี้ผมไม่ได้สนใจธรรมะ ไม่ได้สนใจศาสนา แล้วผมก็ไม่เคยคิดว่าผมจะต้องมาเป็นแบบนี้ ผมก็อยู่โลกๆ ของผมไปตามเรื่องตามราว แต่ถึงเวลาวาระของมัน มันก็มาของมัน ตามเหตุปัจจัยของมัน ซึ่งเดี๋ยวนี้ผมอธิบายได้แต่ว่า แต่ก่อนนี้ ผมพูดไม่ได้ผมไม่รู้ เดี๋ยวนี้มันรู้แล้ว มันไม่มีปัญหาอะไร ผมไม่ได้เจตนาจะมาบรรยาย จะมาเผยแพร่อะไร เป็นแต่เพียงว่าผมปฏิบัติของตนเอง ปฏิบัติได้แล้วผมก็คิดว่า เออก็ได้ แล้วผมก็คิดว่าผมจะช่วยโลกแต่เพียงว่า ผมจะช่วยเขียนหนังสือ เขียนบรรยายออกไป เขียนบทความ เขียนหนังสือ เขียนอะไรมีทุนรอน ใครจะพิมพ์ ช่วยพิมพ์ก็พิมพ์ ออกไปแจกจ่ายกันไปเท่านั้น ผมคิดอย่างนั้นตอนแรก ผมเลิกทางโลกแล้วนี่ ทิ้งบ้านช่องเรือนชาน ทิ้งสมบัติพัสถาน ทิ้งได้ทุกอย่าง แล้วผมก็ออกไปอยู่วัดอโศการามนั่น ไปปลูกกุฎิอยู่ในป่าแสม ซึ่งต้องเจาะเข้าไปลึก ทำสะพานบุกเข้าไปทางป่าแสม ทางชายทะเล ถ้าใครรู้แต่เดิมประวัติ ผมก็ไปอยู่ที่นั่น ก็เขียนบทความส่งมาให้หนังสืออะไรละ ของกรมการศาสนา หนังสือแต่ก่อนล้มไปแล้ว หมดไปแล้ว หนั

อ่านต่อ

งสืออะไรลืมไปแล้ว หนังสือของกรมการศาสนาเอง หนังสืออะไรนี่ ผมก็เขียนส่งไป แม้แต่ส่งไปให้คุณอทึกสามมุขอะไรก็ส่ง เขียนบทความส่ง แล้วก็หนังสือต่างๆ ที่ผมเขียนเป็นเรื่องเป็นราวอะไร ก็เขียนไปมีทุน มีรอน ก็พิมพ์ออกไป กะว่าเท่านั้นตอนแรกๆ นะ เสร็จแล้วก็มีคนเข้าไปหา เข้าไปบุกถึงที่ ที่ผมอยู่ เข้าไปก็ไปขอถามขอไถ่ ซักไซร้ไล่เลียงอะไรต่างๆ นานา ผมก็ตอบก็คุยกันกับเขาไป ในเรื่องที่ผมจะตอบ จะคุยกับเขาได้ เสร็จแล้วก็มีผู้เห็นดิบเห็นดีอะไร ก็ไปลากผมออกมาจากกุฏิ ตอนนั้นก็ยังไม่ได้บวช ผมยังไม่ได้บวช ผมก็อยู่เป็นฆราวาสนี่โกนหัว นุ่งกางเกงขาสั้นตัวใส่เสื้อง่ายๆ ของผมธรรมดาง่ายๆ แค่นั้นเอง เขาก็ลากออกมาให้บรรยาย มาบรรยายที่วัดนรนาถฯ ก่อนตอนแรก ไปบรรยายวัดนรนาถฯ พอจากวัดนรนาถก็ลากมาบรรยายนี่ ลานอโศกนี่ ตั้งแต่มันยังเป็นลานอโศก ยังไม่มีตึกอะไรพวกนี้ มีแต่ต้นอโศกเต็มตลาดอยู่ที่นี่ พอถึงวันเสาร์วันอาทิตย์ ที่ก็เต็มครืนๆ อยู่ที่นี่ ผมก็มาบรรยายที่ใต้ลานอโศกนี่แหละ ครื้นเครงๆ อยู่ที่นี่ ที่เมื่อกี้ที่อาจารย์มหาสำรวมพูดว่า คำว่าอโศกมันก็มาจากตรงนี้ ผมอยู่วัดอโศการามแล้วก็มาบรรยายที่ลานอโศกนี่ แล้วผมก็เลยคิด พอหมู่ฝูงเขาบอก เฮ้ย! ออกหนังสือนิตยสาร พอดีผมมีเพื่อนมีโรงพิมพ์ เขาก็ยินดีที่จะพิมพ์ แต่เขาไม่มีปัญหาในเรื่องทุนรอน เพราะผมเคยทำงานร่วมกันแล้วผมก็ช่วย เคยมัน มีบุญคุณแก่กันอยู่ ก็เลยพิมพ์หนังสือ ผมก็ออกมาเป็นหนังสืออโศก เสร็จแล้วก็มาเป็น พวกอโศกเท่านั้นเอง พอผมมาบรรยายมากๆ ผมก็เลยถูกลากถูก จูงออกมาคนก็มาฟัง แล้วก็มาปฏิบัติตาม ก็มาเป็นเกาะเป็นกลุ่ม เป็นอะไร ผมก็เลยต้องบวช เรื่องของเรื่อง ผมก็เลยต้องบวช เพราะว่าตอนแรกผมไม่บวช เขาหาว่าผมเป็นคนบ้า มาพูดแล้วคนมันก็ไม่ศรัทธา พูดอะไรมันก็เหมือนภาษาบ้า เพราะผมพูดมันเป็น มันปฏิโสตมันคนละเรื่องกัน มันทวนกัน มันก็เหมือนคนบ้า ผมก็เลยบอกว่า เอ้! ถ้าอย่างนี้ คนเขาดูถูกดูแคลนผม เขาเองเขาไม่เข้าใจศาสนา แล้วเขาไม่เข้าใจธรรมะ เขาดูถูกธรรมะ เลยฟังแล้ว เขาฟังเป็นเรื่องตลก เป็นเรื่องบ้า เรื่องเหลวงไหล ผมก็เห็นว่า มันไม่สมดุลย์กัน ก็เลยต้องบวชซะ คิดว่า เออ! บวชดีกว่า ทำรูปให้มันเป็นนักบวชซะ พอรูปเป็นนักบวชแล้วก็ไม่มีปัญหา ผมก็เป็นนักบวชมา แล้วก็บรรยาย บรรยายก็ดี ตอนนี้ เพียงแต่อาตมาบวชเท่านั้นฟังได้ ไอ้ตอนที่ไม่บวชเป็นฆราวาสโกนหัว ใส่นุ่งกางเกง ใส่เสื้อคอกลมง่ายๆ เขาก็หาว่ามันคนบ้า เขาก็ไม่ค่อยจะศรัทธา มันก็ไม่ได้เรื่อง แต่พอมาเป็นนักบวชแล้ว มันก็ไม่มีปัญหา เขาเห็นอย่างนี้แล้ว บอก เออ! ฟังอย่างนี้เขาฟังได้ ก็เลยได้ประโยชน์มาเรื่อยๆ จนกระทั่งเป็นเรื่องเป็นราว เป็นอย่างนี้มา "

[ตอบปัญหาพระนิสิตฯ ครั้งที่ (1) ปาฐกถา 27 ม.ค.31 ม้วน (3) หน้าA]

{หน้า51} คำถาม :"ต่อมาผมเคยติดตามสันติอโศกมานานรู้สึกเลื่อมใส แต่หลัก การเผยแผ่ของสำนักสันติอโศก จะอยู่ในลักษณะยกตนและข่มผู้อื่น ตนดี ผู้อื่น ไม่ดี ใช่หรือไม่ ตอบ : "ใช่ครับ"

{หน้า51} "ผมทำตัวดีแล้ว นี่ไม่ได้มายกตนนะ ซ้อนนะนี่ อย่าหาว่ายกตนทันทีก็แสดงทันทีเลยนะ ผมทำตัวดีแล้ว ผมก็มาบอกว่าผมดี มันผิดด้วยหรือ?"

{หน้า51} "ไม่ได้ยกตนหรอก แต่ก็ยกไปแล้วนะ ที่คุณถามว่ายกตนข่มท่านนั้นจริง ผมจะต้องข่มความชั่ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขา อย่าว่าแต่ว่ายกตนข่มท่านเลย เขาหาว่า ผมด่าใครต่อใครทั่วบ้านทั่วเมือง ด่าพระทั่วบ้านทั่วเมือง นี่คือข่มเขา"

{หน้า52-53}"เพราะฉะนั้น คนที่บอกว่า ผมยกตนข่มท่าน ตนดี ผู้อื่นไม่ดี ใช่หรือไม่ ผมตอบไปแล้วแต่ต้นแล้วว่าใช่แล้วผม ก็ทำในลักษณะนี้อยู่ตลอดไป เพราะผมเห็นว่า ความชั่วต้องรีบบอกกันให้แก้ไข ถ้าใครอยากจะคบกับผมก็ต้อง เตรียมตัวที่ถูกผมด่า " "ผมเป็นคนมีการศึกษาน้อยมากโดยเฉพาะธรรมะ ไม่มีครูอาจารย์ในชาติ นี้ เกิดมาไม่มีครูอาจารย์ในด้านศาสนา นี่ผมพูดก็เหมือนกับยกตัว หรือหยิ่งผยอง ผมไม่มีอาจารย์ คือ อาจารย์ผมปฏิบัติธรรมเอง แล้วก็เป็นมาเอง จนกระทั่งมาเป็นอย่างนี้ มันมีเรื่องลึก มันมีเรื่องอจินไตยด้วย ผมเองผมเล่าไม่ไหวหรอกนะ มันก็เป็นอย่างนั้นนะ"

[ตอบปัญหาพระนิสิตฯ ครั้งที่ (2) ปาฐกถา 28 ม.ค.31 ม้วน (1) หน้า B]

{หน้า19} คำถาม ปัญหาต่อมา ฟังจากการอธิบายของท่านแล้ว รู้สึกว่าท่านมั่นใจในการปฏิบัติตามทฤษฎีของมรรคองค์แปดมาก และท่านยังได้กล่าวอีกว่า ถ้าใครไม่สามารถปฏิบัติตามมรรคแปดได้ ไม่ใช่สาวกของพระพุทธเจ้า ขอถามท่านว่าขณะนี้ท่านสามารถประกาศตัวว่า ท่านเป็นคงจะเป็นสาวก เพราะว่ามันตัวหวัดๆ สาวกของพระพุทธเจ้าหรือยัง ตอบ เป็นแล้วผมเป็นพระอริยะนะ ผมประกาศกับท่านได้ ผมไม่ใช่พระ ธรรมดา ผมเป็นพระอริยะ ถ้าใครหมั่นไส้ทุกข์นะ ผมพูดความจริง

[ตอบปัญหาพระนิสิตฯ ครั้งที่ (5) ปาฐกถา 29 ม.ค.31 ม้วน (1) หน้า B]

[หน้า27] ถาม ตามที่มีผู้กล่าวกันว่า ท่านประกาศตัวเองว่าเป็นพระอริยะ จริงหรือไม่ ตอบ จริง ถาม และทัศนะของท่านกับคำว่าอริยะมีอย่างไร ตอบ อริยะก็คือ ผู้ที่มีอริยคุณที่แท้จริง มีการละโลภ โกรธ หลง ได้ จะเอาสังโยชน์จับ จะเอาศีลจับก็ได้จริงๆ วัดได้ประมาณได้อย่างแท้จริง โดยจริงๆ ต้องมีญาณทัสสนะที่จะต้องเป็นเวทิตัพโพ วิญญูหิ ที่จะต้องมีญาณรู้ ที่รู้ของตนจริงๆ นะว่า เรารู้ เรารู้เห็นแจ้งๆ ชัดๆ เป็นของจริงตามความเป็นจริง เป็นยถาภูตญาณแท้ๆ คนหลงก็หลงได้ พระพุทธเจ้าไม่เอาผิดและไม่เอาอาบัติในความหลง แต่ว่าต้องให้จริง ถ้ามีจริงแล้วมันก็จะรู้จริง เมื่อมีญาณจริงมันจะต้องเกิดความรู้ที่จริง จะเป็นอริยะ

[ตอบปัญหาพระนิสิตฯ ครั้งที่(3) ปาฐกถา 27-28 ม.ค.31 หน้าB]

{หน้า18-19} ถาม การตรัสรู้ของคนเราตามแนวความคิดของอาจารย์ คิดว่า ตรัสรู้ที่ไหน พ่อท่าน ตรัสรู้ที่ไหน ญาณทัสสนะ ถาม เกิดที่ไหน พ่อท่าน เกิดที่จิตใจ ตัวจิตเป็นธาตุรู้ ถาม เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดที่จิตใจ มีญาณทัสสนะแล้ว ไม่ประกาศให้ผู้ อื่นรู้ พ่อท่าน ไม่มีๆ มีแต่พวกเดียรถีย์ มีแต่พวกเดียรถีที่นึกว่าตัวเองมี ญาณรู้ แล้วก็ไม่ประกาศ ให้ผู้อื่นรู้นั้น ไม่มี พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าอริยะนะ ใน มิจฉาทิฐิสิบ ข้อที่สิบไปอ่านดูนะ สมณะพรหมณา สมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เยอิมัญ จ โลกัง ปรัญจโลกัง สยังอภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตี ติ ต้องประกาศให้ผู้อื่นรู้ตาม นี่สมณพราหมณาของพระพุทธเจ้า

[ธรรมะก่อนฉัน"การเมืองของอริยะ" ตอน (2) ม้วน (2) หน้า A]

{หน้า49} "เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจเสียบ้างว่า ไม่ได้มาทำงานเพื่อที่จะอาศัยพึ่ง พิงพิงอันโน้น เอาอันโน้นอันนี้มาดุลย์นี้หน่อย จะได้เป็นใหญ่ จะได้เป็นโน่น อาตมาไม่ได้อยากใหญ่ ที่มันใหญ่ เพราะพวกคุณนี่ต้องให้อาตมาไปทำด้วย มันก็เลยดู กว้างดูใหญ่ ถ้าพวกคุณเรียบร้อย อาตมาจะไม่มีชื่อในโลกนี้เลย ถ้าพวกคุณสงบเรียบ ร้อย สังคมนี้ดี อาตมาจะไม่มีชื่อในนี้ ในสังคมนี้เลย อาตมาจะต้องไม่ต้องเสนอตัว อะไรเลย อาตมาจะไปขุดรูอยู่ เพราะอาตมาไม่ต้องทำงาน เพราะคุณเรียบร้อย แต่เพราะคุณไม่เรียบร้อย อาตมาจึงต้องมาทำงาน เมื่อทำงานอาตมาก็ไปทำงานขัดใจคุณเสียด้วยซ้ำไป ทวนกระแสคุณเสียด้วยซ้ำไป คุณไม่ชอบหน้าอาตมาเลย อย่าว่าแต่ไม่ชอบหน้าเลย ก้นยังไม่ชอบเลย พูดจะให้มันหนักๆ หน่อยก็แล้วกัน ไม่ชอบหน้าอาตมาจริงๆ อาตมารู้นะ แต่อาตมาเอง อาตมาทำเพราะอาตมาเองจะต้องรู้ เพราะอาตมารู้ว่าเขาไม่ชอบเพราะอะไร มันทวนกระแสใจ มันขัดผลประโยชน์ มันขัดอารมณ์ชอบมันขัดโลกียรส มันขัดไปหมด อาตมาทำเท่านั้นเอง ก็พยายามทำ จะว่าหน้าด้านทำก็ทำ เขาไม่ให้ทำเสียหน่อย มันหน้าด้านทำ ก็เอา ยอมแล้วอาตมาอุตสาหะทำ เหนื่อยอาตมาก็เหนื่อย แม้เหนื่อยก็เต็มใจเหนื่อย แม้หนักก็เต็มใจหนักรู้ว่าเหนื่อย ว่าหนัก เกิดมาเป็นพระโพธิสัตว์ชาตินี้นะ มันเหนื่อยมันหนัก เพราะมันใกล้กลียุค คุณเอาละ ขอพูดอจินไตยนิดเดียว นี่วันเกิดวันคล้ายวันเกิด ขอพูดอจินไตยนิดหนึ่ง อย่าหาว่าคุยตัวนะ คน ข้างนอกฟังแล้วอย่าอาเจียน อย่าเดือดร้อน อย่ามวน อย่าหมั่นไส้ คนข้างนอกที่ มาฟังในนี้ วันนี้อย่ามวนนะ คุณรู้ไหมโดยสภาพของกลียุคหรือใกล้กลียุคนี่ คน มันเดือดร้อนมาก คนมันรุนแรงมาก คนมันจัดจ้านอะไรต่ออะไรมาก พระเจ้าจะส่งจอมยุทธเง็กเซียนฮ่องเต้ จะส่งเทวทูตมาปราบยุคกาล จะส่งฝีมือต่ำๆ มาไหม ตอบคนที่โง่ที่สุดนะตอบซิ เง็กเซียนฮ่องเต้จะส่งทูตขี้กะลูดทูดลงมาปราบ ทั้งๆ ที่กลียุคหรือว่า ใกล้กลียุค นี่มันเดือดร้อนมากมายนี่นะ มันมีโอ้โห! จัดจ้านอะไรนี่ แล้วส่งขี้ทูตกลับมานะ มาปราบกลียุค ก็กลียุคก็ถล่มจมดินไปเท่านั้นเอง นี่เป็นอจินไตยนะ เป็นเรื่องที่อาตมาพูดแล้วเหมือนโชว์ตัวเองนะ แต่ก็ต้องบอกให้คุณรู้ว่า มันคืออะไร มันต้องสมสัดสมส่วนกันใช่ไหม? ถ้าไม่สมสัดสมส่วนกันมันจะได้เรื่องอะไร เข้าใจไหม นี่พูดอจินไตยให้ฟังนิดเดียว เข้าใจไหม นี่ก็บอกไปหน่อยหนึ่ง ที่จริงอาตมาเกรงใจเต็มทีที่จะคุยตัว เกรงใจเต็มที่ที่จะบอกความจริงอะไรบ้างนะ เพื่อให้คุณมั่นใจอะไรบ้างเล็กน้อย มั่นใจขึ้นมานิดหนึ่งไหม มั่นใจขึ้นมานิดหนึ่ง ในวันคล้ายวันเกิด นั่นก็บอกกันนิดหนึ่ง"

(หน้า 52) "มันจะไปอีกมากไม่ใช่ง่ายหรอกนะ มันยากนะ แต่ต้องทำขณะนี้เกิดแล้ว ต้นแบบก็เกิดแล้ว มันจะไปได้แค่ไหนก็ต้องต่อกันไปจนถูลู่ถูกังไปจนกระทั่ง สุดฤทธิ์ สุดตายโน่นแหละ ตายแล้วคนอื่นก็รับภาระต่อ ปลูกฝังเชื่อมโยง สืบสาน ต่อๆๆ ไป เพื่อมนุษย์ชาติส่วนหนึ่ง มันไม่ได้หมดหรอก มันจะหรี่ไปหากลียุค มันไม่ได้หมดแต่เราจะต้องเอาญาติ เอาลูก เอาหลาน เอาพลเมือง เอาผู้ที่จะต้องไปสู่ดินแดนที่ดี ดินแดนสวรรค์ ต้องเอาคนกลุ่มหนึ่งไปดินแดนสวรรค์ คนไหนที่เขาสมัครใจจะตกนรกอยู่ คนไหนที่เขาจะอยู่กับปุถุชน เขาจะอยู่กับโลกอันที่เขาชอบใจของเขา วุ่นวายสังสารวัฏฏ์ตรงนั้นอยู่ มันแน่นอนเขาต้องอยู่ของเขา เรามาหาญาติ เรามาเอาคนจะไปเมืองสวรรค์ เมืองสวรรค์นี่ญาติเราทั้งนั้น พี่น้องกันหมด เมืองสวรรค์ที่แท้จริงไม่ใช่สวรรค์ลวง ไม่ใช่สมมุติเทพ แต่เป็นอุบัติเทพจะต้องไป จะต้องได้ เราจะมาทำงานอันนี้ ไม่เช่นนั้น ไม่มีสืบเชื้อ ไม่มีต่อเชื้อ เดี๋ยวเทวดาตายหมด ถูกผีนรกเอาไปเป็นเผ่าเป็นพันธุ์หมด ไม่ได้อาตมาจะมากอบกู้เทวดาแท้ อุบัติเทพแท้นะ อริยะแท้ต้องเอาคนขึ้นมา แล้วก็จะต้องสร้างกันต่อไป สร้างกันต่อไป มันถึงจะไม่หมดเชื้อ แล้วมันก็ต้องไปโพธิสัตว์ ต้องต่อเชื้อตลอดเวลา พระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ท่านก็จบกิจ ก็ทิ้งไว้ให้แต่ลูก ก็คือพระโพธิสัตว์นี่ทำงานต่อไป อีกหน่อย อาตมาก็จะแก้ไปเป็นพ่อใหญ่เป็นอะไร พูดแล้วมันมากไปอีกแล้ว ก็จะจบกิจเหมือนกัน ยังไม่จบกิจก็ทำไปก่อน เป็นพระโพธิสัตว์ไปอีกกี่ปาง ก็ตามใจ ยินดีที่จะเป็นอยู่ เพราะไม่มีอะไรดีกว่าในความเป็นมนุษย์ไม่มีอะไรดีกว่านี้ ไม่มีอะไรดีกว่านี้ ก็เริ่มทำนะ" "อาตมาชาตินี้ไม่มีครูอาจารย์นะ เรียนอะไรไม่ได้เรียนมา เพราะ อาตมาจะต้องไม่เรียน อาตมาจะมาพิสูจน์สิ่งหนึ่ง อันนี้เป็นอจินไตย อาตมาก็เล่า สู่ฟังแล้ว ว่าอาตมาเอง อาตมาไม่ต้องเรียนหรอก ไม่ต้องเอาปริญญามาอวด อาตมาจะไม่มีปริญญามาอวด มันเป็นปางที่อาตมาจะต้อง ไม่ใช่ปริญญาอวดนะ ไม่ต้องใช้ปริญญาอวด แล้วไม่มีปริญญาอวดนี่ก็สามารถที่จะรู้เท่าคนมีปริญญา หรือยิ่งกว่าคนมีปริญญาได้ อันนี้อาตมาพูดเหมือนคุยตัวนะ แต่ก็พิสูจน์ไปนะ พิสูจน์ไปเรื่อยๆ อาตมาพูดเหมือนคุยตัว เป็นเรื่องที่จะต้องให้เห็นด้วยว่า อย่าไปติดค่าปริญญานัก อย่าไปติดค่าสมมุติโลก อันนั้นมันสมมุติโลก ที่เขาเรียนมาจริง เขาเรียนมาแต่เสร็จ แล้วเขาก็รู้ แม้รู้วิชาที่ตัวเรียนก็รู้ไม่จริง รู้วิชาตัวเรียนก็รู้ไปเพื่อที่จะไปเอาเปรียบ อย่างนี้เป็นต้นนะ ไปเอาเปรียบเอารัดเขา เพราะไม่มีคุณธรรมนะ บางทีรู้วิชาตัวเรียนยังไม่เท่าหรอก ไม่ใช่รู้จริง ทำไปอย่างนั้นๆ นะ ทำไปแล้วก็ไม่ได้ลึกซึ้งอะไรเท่าไร บางวิชานี่ ยิ่งใช้ปัญญามาก ยิ่งใช้ความลึกซึ้งในปัญญามาก บางวิชานะ เพราะฉะนั้น โดยเฉพาะวิชารัฐศาสตร์นี่ใช้ปัญญานะ วิชาเศรษฐศาสตร์ก็ ใช้ปัญญาอย่างมาก วิชาสังคมศาสตร์พวกนี้ใช้ปัญญา ส่วนประวัติศาสตร์นั้นก็ใช้ปัญญาเหมือนกัน ประวัติศาสตร์นั้นจะใช้ความจำเยอะนะ อย่างนี้เป็นต้น วิชาเหล่านี้นี่นะ ผู้ที่มีบารมีมีพรสวรรค์ หรือมีอะไรอยู่แล้ว ศึกษามาแล้ว นานับชาตินะ"

[ธรรมก่อนฉัน"การเมืองอริยะ" ตอน (2) ม้วน (2) หน้า A] {หน้า35} เพราะฉะนั้น ตอนนี้เราจะมีการงาน มีบทบาทในวรรณะกษัตริย์ศาสตร์ วรรณะบริหาร วรรณะการเมือง วรรณะรัฐศาสตร์ วรรณะที่จะต้องออกไปช่วยประชาชนกว้างขึ้น งานอันนี้เพิ่งเข้ามา อาตมาพยายามกันเอาไว้อย่าไปพยายามที่จะทำ เป็นแต่เพียงตราเอาไว้ว่า หลักของรัฐศาสตร์นั้น หลักสูงสุดก็คือ อิสระเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ แต่อาตมายังไม่อยากดำเนินการมาแต่ต้น เพราะเข้าใจอยู่ว่า มนุษย์เมืองไทยนี่ พวกพุทธศาสนิกชนก็ตาม ยังเข้าใจศาสนาพุทธเพี้ยน ว่าศาสนากับการเมืองนั้นอย่ามาเกี่ยวกัน นี่เขาก็กำลังจะเล่นงานอาตมาหนักในเรื่องที่เขาหาว่า อาตมานี่มาทำผิดจารีตประเพณี วัฒนธรรม ผิดเรื่องของศาสนาพุทธ ซึ่งอาตมายืนยันว่า อาตมาตรวจตรานะ อาตมาพยายามระลึกและอ่าน ทั้งอ่านบ้างเท่าที่ควรอ่านและก็เอาความรู้ที่ควรรู้ และอาตมาเอาความรู้ของอาตมาเองนี่มามาก ท่านพุทธทาส ท่านเป็นคนที่มีความรู้มาก ตรงที่ว่าท่านอ่านพระไตรปิฎกก็หมด หาความรู้จากลัทธิเซน ลัทธิโน่น ลัทธินี่ โอย! ท่านกว้างขวาง เป็นผู้ที่พหูสูตร รู้มาก แล้วท่านก็เอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเหตุ เป็นผล เป็นความเข้าใจ แล้วก็ศิริรวมเป็นคอมพิวเตอร์แล้ว ก็เอาผลสรุปตัดสินอะไรดีๆ ยอดๆ มาเผยแพร่ นั่นมันเป็นความรู้ของหลายๆ รู้ แต่อาตมานี่เป็นความรู้เดี่ยวๆ มันไปควักความจริงของความรู้ออกมากระจาย มาเปิดเผยกับพวกคุณ อาตมาไม่ค่อยรู้บัญญัติ ไม่ค่อยรู้โลกๆ อย่างโลกๆ เขารู้ เอามานะ เป็นวิทยานิพนธ์ เป็นความรู้ของคนอื่นเก็บมา เก็บมา อาตมาไม่ใช่เป็นคนนักเก็บเอาของคนอื่นมา มันออกมาของอาตมา แล้วมันก็ไม่ค่อยตรงกับเขา เขาถึงหาว่าอาตมาพูดเอาเอง พิสูจน์อาตมาไปนานๆ อย่ารีบตาย อยู่นานๆ อย่าเพิ่งตายง่าย พิสูจน์ไปนานๆ ว่าอาตมาจะมีความจริง และมีความถูกต้องอะไรมากแค่ไหน อาตมามั่นใจในความจริงในสัจจะ อาตมาว่าอาตมาเอาของตัวเองออกมา อันนี้อาตมาพูดไปมาก มันอ้างตัวเอง มันยกตัวเอง มันอวดตัวเอง อาตมามีความรู้จากความจริง อาตมาไม่ได้มีความรู้จากรู้รอบรู้ทั่วๆ เอามาประมวลรวมกัน อันนั้นเป็นการศึกษานอก แต่อาตมานี่เป็นการศึกษาในและมีของเก่าของอาตมา อาตมามีคลังสมบัติ พูดอีกนิดหนึ่ง ในวันพิเศษ คือ ว่าอาตมานี่มันมีคลังสมบัติมาตั้งแต่ปางบรรพ์ หลายชาติแล้ว อาตมาไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์ชาตินี้ แต่คุณเชื่อหรือว่า อาตมาไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาแต่ชาติก่อนๆ ถ้าอาตมาจะบอกคุณว่า อาตมาเคยปกครองบ้านเมืองมาก่อน คุณจะเชื่อบ้างไหม นิดเดียวยังดี เชื่อบ้างไหม ไม่ใช่อาตมาไม่มีอาตมาก็เปิดเผยขึ้นบ้างนะ นี่ไม่ได้อยากคุยนะ แต่ว่าก็จำเป็นต้องคุย มันถึงเวลากาละ ก็คุยกันบ้างให้ฟังนะ เพราะฉะนั้นไอ้เรื่องนี้นี่นะ มันเป็นเรื่องที่ท้าทาย มันเป็นเรื่องที่คนเข้า ใจได้ยาก อาตมาไม่ได้เรียนเศรษฐศาสตร์มาหรอกชาตินี้ แต่อาตมาก็มา สอนเศรษฐศาสตร์ อาตมาไม่ได้เรียนรัฐศาสตร์มาหรอก แล้วอาตมาก็จะต้องสอนแล้ว อาตมา.....

[ตอบปัญหาพระนิสิตฯ ครั้งที่(1) ปาฐกถา 27 ม.ค.31 ม้วน(3)หน้าA]

{หน้า59} ผมประกาศแต่ว่าผมเป็นพระโพธิสัตว์นะ เราก็เข้าใจพระโพธิสัตว์กัน ยังไม่ค่อยได้ โดยเฉพาะในเถรวาทนี่เข้าใจพระโพธิสัตว์เพี้ยนๆ แม้แต่มหายานเอง ก็เข้าใจพระโพธิสัตว์เพี้ยนเหมือนกัน จึงเป็นนิกายนี่ เพราะฉะนั้นนิกายไม่มี มหายานไม่มี เถรวาทไม่มีหรอก ถ้ามีก็เป็นนิกายทั้งนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ใดยังเข้าใจนิกาย แล้วยังยึดนิกายเป็นหมู่เป็นพวก เถรวาททะเลาะกับมหายาน มหายานทะเลาะกับเถรวาทอะไร นั่นพวกนั้นบาปอยู่ทั้งนั้นนะ เพราะฉะนั้น ผมเองผมไม่เอาด้วย ผมไม่วุ่นเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นที่ผมเอง ผมประกาศนั้นก็เพื่อยืนยันอย่างที่พูดแต่ข้อต้นแล้ว ว่า เรามีดีทำไมเราไม่กล้าบอกดี ทำไมต้องให้มารมาลวง จนกระทั่งกลายเป็นกลบ เกลื่อน ใครมีดีต้องรีบหลบหน้า อย่าประกาศนะ

[ตอบปัญหาพระนิสิตฯ ครั้งที่ (1) ปาฐกถา 27 ม.ค.31 ม้วน (1) หน้า B]

{หน้า15-19}"เอ้! พระไตรปิฎกของเถรวาท นี่แม้จะมีความหมาย มีอะไรต่ออะไร กันอยู่นี่ต่างๆ นานา นี่ผมก็ขอบอกตรงเลยว่า ผมเห็นว่าคำแปลความหายของ พระบาลีออกมานี่ เป็นการแปลว่า จริงๆ แล้ว แม้พยัญชนะมันก็มีอรรถ และ ส่วนมากอรรถที่แปลนี่แหละ มันพาให้เอาความเห็นไปประกอบ โดยพยัญชนะจริงๆ นั่นนะ มันยืนยันได้มากทีเดียวพยัญชนะนะ มันไม่ค่อยดิ้นเท่าไร เพราะเป็นภาษามันว่าอย่างไร มันก็ตามมา นอกจากภาษามันจะเพี้ยนหรือพยัญชนะมันจะเพี้ยนไปเท่านั้น ถ้าพยัญชนะไม่ค่อยเพี้ยนแล้วนะ ตัวความจริงมันก็ยังอยู่ที่พยัญชนะมาก แต่โดยอรรถนี่แหละมาตามความเห็นของครูบาอาจารย์ หรือผู้รู้แล้วก็แปลอรรถกันออกไป แตกต่างกันแล้วผม ก็เห็นว่าอรรถนั้นได้เพี้ยนมามาก ผมก็ใช้ความจริงของผมที่มี ความรู้ของผมที่มีหรือญาณทัสสนะของผมที่มี ใช้ประกอบไปเสมอ เพราะฉะนั้น เมื่อผมเห็นว่าอันนี้ ผมไม่ได้มาหลอกลวง ผมจริงใจและ ผมเห็นว่าอันนี้ถูกต้อง ผมก็ว่าของผมไป แม้แต่ยกตัวอย่างง่ายๆ แปลปาณาติปาตาเวรมณี แปลว่าไม่ฆ่าสัตว์นี่ หรือว่าแปลว่าอะไรขึ้นมาตั้งแต่ศีลธรรมดานี่ออกมา ผมก็เห็นว่ามันไม่มีปัญหาอะไร จะแปลพื้นฐานว่าไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขา เมียใครอะไรก็แปลกันไปโดยอรรถ แต่โดยทั้งพยัญชนะและโดยอรรถลึกๆแล้วนี่ แม้แต่โดยเฉพาะยิ่งศีลข้อลามยิ่งชัดเลย อพรหมจริยา ไม่มีตัวไหนแปลว่า ผู้หญิง ไม่มีตัวไหน แปลว่า ผู้ชาย ไม่ มีตัวไหน แปลว่า ผัว ว่าเมีย อย่างนี้เป็นต้น มันพยัญชนะ มันไม่มีเลย มันโดยอรรถเท่านั้นเอง โดยความสูงแล้วอะไรไม่ใช่พรหมจรรย์มันก็จะต้องเรียนรู้ทั้งหมด จนจบพรหมจรรย์ อยู่จบพรหมจรรย์นั่นนะ อย่างนี้เป็นต้น มันก็ขยายความเป็น อธิศีล เป็นอะไรๆ ออกไปเยอะแยะ ไม่ฆ่าสัตว์ก็ตาม ไม่ลักทรัพย์ก็ตาม ขยายความแปลออกไป ตามที่ผมเห็นเนื้อหาสาระของมันที่ถูกต้อง เป็นขั้นเป็นตอน เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย จนกระทั่งต่ำไปหาสูง ผมก็ขยายแล้วก็กระทำตามที่จริงที่เห็น แล้วก็ได้สอนแล้วก็ได้พิสูจน์กับผู้คนที่เรียนรู้อย่างนี้ เขาก็เลื่อนอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา มีการศึกษาด้วยอธิจิตสิกขา อธิศีลสิกขา อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา ได้มาจริงๆ มาตามนั้น เพราะฉะนั้นเรื่องพระไตรปิฎกนี่มีอีกมาก พูดไปแล้วมันเหมือนลบหลู่นะ เพราะว่าผมรู้อยู่ว่า ผู้แปลนี่ หรือผู้ให้ความโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาทำกันไม่กี่ปี กี่เท่าไรเลย มาแปลเป็นฉบับที่มาใชักันอยู่ทุกวันนี้ เพราะฉะนั้นผู้แปลและทั้งมาบันทึกเดี๋ยวนี้ มันเป็นความรู้ที่มันออกมาไกล มากมายแล้ว เป็นความรู้ที่ผสมผเสออกมาเยอะแล้ว แล้วเอาแนวโน้มความเห็นของตนเองผสมเข้าไป จนกระทั่งผ่านศตวรรษหนึ่งก็เพี้ยนมาแล้ว อีกศตวรรษหนึ่งเพี้ยนมา อีกศตวรรษหนึ่งมันเพี้ยนมานี่ มันเพี้ยนมาไม่ใช่น้อยนะคุณ แล้วเราก็มายึดถือว่า นี่ของปู่ย่าตายาย ของปู่ย่าตายายทั้งๆ ที่ของปู่ย่า ของปู่ย่าๆ อีกตั้งสี่ห้าสิบ generation มาแล้วนี่ ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้แล้วนะ ไม่เหมือนแล้ว มันกลับกลายเปลี่ยนแปลงไป บางอันนี่ตีลังกากลับเลย ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น คำแปลบอกว่า อยู่ในหมวดที่ว่า พระที่ยินดีใน การงานเป็นความเสื่อม อย่างนี้เป็นต้น ฉิบหายเลยศาสนา พระก็เลยขี้เกียจกันหมดเลย เพราะไปยินดีในการงาน เสื่อมแล้วนี่ เป็นความเสื่อมข้อหนึ่งในภิกษุ กัมมารามตา แปล กัมมารามตา ก็แปล ตามพยัญชนะว่ายินดี อารามตา แปลว่า ยินดี กัมมะ ก็ยินดีในการงาน ยินดีในการงานเป็นความเสื่อมของภิกษุ ภิกษุก็เลยนั่ง กินๆ นอนๆ ทอดหุ่ยกันไป ก็บรรลัยกันอย่างนี้ เป็นต้น เพราะว่า เอ้อ! แปลว่าอย่างนี้ ก็บรรลัยกันแน่ๆ ใช่ไหม ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างนี้เป็นต้น นี่อย่างนี้เป็นต้น เพราะว่า อารามตา มันเป็นอุปกิเลสนะ อารามตาเป็นอุปกิเลส ที่มันไปติดยึดในงาน ไปติดยึดในงาน ไม่ใช่ไม่ให้ทำงานนะ ให้ทำงาน แต่มันเป็นอุปกิเลส มันเป็นเรื่องที่ลึกซึ้งที่จะต้องรู้ว่า เราทำการงาน แต่เราอย่าไปยึดติดในการงาน อย่าไปอารามตาในการงาน มันไม่ใช่หมายความว่า อย่าไปยินดี หรือแปลเป็นภาษาไทย ภาษาไทยมันไม่พอ ภาษาไทยไปแปลอารามตา ว่ายินดีเท่านั้น มันไม่พอนะ อย่างนี้ เป็นต้น แล้วผมก็เห็นว่า หลายๆ ข้อ หลายๆ อันที่มันไม่เข้าที มันทำให้ศาสนาเปลี่ยนไปเลย หรือแม้แต่คำว่าเอโก เอกัง เอกัตสะ อะไรนี่ก็แล้วแต่ แปลว่า อยู่ผู้เดียว อยู่ผู้เดียวไปหมดเลย ผมก็บอกโอย! ถ้าอย่างนี้ไม่มีสงฆ์แล้วศาสนา อยู่แต่ผู้เดียวประเดี๋ยวก็ได้เป็นพระอรหันต์ อยู่แต่ผู้เดียวเอาไปหมดเลย แปล เอกี เอกัง เอโก นี่ไปหมด ก็อยู่แต่ผู้เดียว เป็นพระอรหันต์ กินอยู่ผู้เดียวบิณฑบาตผู้เดียว อะไรผู้เดียวหมด แล้วก็ได้เป็นพระอรหันต์ ผมบอกฉิบหายแล้ว ศาสนานี่ไม่มีสงฆ์ ศาสนานี่ไม่มีมิตรดี สหายดี ที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่านะมีกัลยาณมิตโต กัลยาณสหาโย กัลยาณสัมปวังโก เป็นทั้งสิ้นของพรหมจรรย์ มันก็ค้านแย้งกันแล้ว แค่นี้ก็ค้านแย้งกันแล้ว ซึ่งศาสนาพระพุทธเจ้ามันไม่ค้านแย้งกัน คำสอนของท่านจะสอดคล้องกันหมด ใช่ไหม อย่างนี้ เป็นต้น ผมก็เห็นว่า เอ้อ! อย่างนี้มันแปลกัน อย่างนี้ฟัง แล้วผมก็ไม่เห็นด้วยเลย ว่าจะแปลเป็นอย่างฤาษี อยู่คนเดียว อะไรๆ คนเดียวกลายเป็นศาสนาฤาษีนั่งหลับหู หลับตา แล้วศาสนาพุทธ ก็ไม่ได้หลับหู หลับตาด้วย ผมเคยท้ามีคำว่า หลับหู หลับตา อยู่ในพระไตรปิฎกสี่สิบห้าเล่ม นี่แหละไม่ต้องไปเอาอื่น มีตรงไหนบ้างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนให้หลับตา ขอมาคำเดียวเท่านั้นแหละ ไม่มีใครค้นให้ผมได้ว่าพระพุทธเจ้าสอนไว้ตรงไหนนอกจากในของฎีกาจารย์ อนุฎีกาจารย์ แต่ของ พระไตรปิฎกนี่มีตรงไหน พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ให้หลับตา ไม่มี คำเดียวก็ไม่มี แล้วสอนกันจังเลย ไอ้หลักฐานหลับตานี่ อุทกดาบาบส อาฬารดาบส สอนกันมารูปฌานอรูปฌาน แล้วก็ฟังกันไป แล้วก็นั่งหลับตา ถ้าใครถ้ามัน เขาใครเขามันนะ ป่าใครป่ามันอยู่อย่างนั้นนะ ไม่ได้เรื่อง ศาสนาพระพุทธเจ้านะ มรรคองค์แปด มีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นี่เป็นทางเอกทางเดียวเท่านั้น แล้วท่านตรัสไว้ยืนยันด้วยว่าศาสนาอื่นใดๆ สูญ สูญจากลัทธิอื่นนี่จะสูญจาก ลัทธิที่ไม่มีมรรคองค์แปดนี่ สูญจากผล สูญจากมรรคสูญจากมรรคผล ไม่มี ท่านยืนยันในมหาปรินิพพานสูตร ก็ยืนยันอย่างนี้ไว้ชัดใช่ไหม มรรคองค์แปดนี่เป็นทฤษฎีเอก ที่พระพุทธเจ้าเกิดมาเท่านั้น จึงจะ มาตรามาตั้งมรรคองค์แปดได้ ทฤษฎีม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน