310627 ความลึกซึ้งของบุญบาป โดยพ่อท่านโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
310627 ความลึกซึ้งของบุญบาป โดยพ่อท่านโพธิรักษ์
เอ้า! เรามาเทศน์ฟังธรรมกันต่อนะ เราสังเกตดีๆนะ ที่เรามาศึกษานี่ สังเกตให้ลึกซึ้งดีๆว่า ขนาดคนอย่างพวกเรานี่ วันๆนึงก็ได้ศึกษาปีแล้วปีเล่า เค้าเรียนกันนี่ เค้าเรียนกำหนด ชั้นประถมก็เท่านี้ปี ชั้นมัธยมก็เท่านั้นปี ปริญญาตรีก็เท่านั้นปีจบ ปริญญาโทก็เท่านั้น ก็ทำรูปแบบอย่างนั้น ก็วิธีอย่างนั้น เดี๋ยวพวกปริญญาเอกก็อย่างงั้นจบ จบไว จบมีขีด มีเขต มีขั้น แต่ของพวกเรามาศึกษาธรรมะนี่ เราเรียนกันไปปีแล้วปีเล่าๆๆ แล้วมันก็เป็นสาระที่แท้ด้วย เพราะงั้นสาระที่แท้ที่จะได้นี่ มันไม่ง่าย ปีแล้วปีเล่า บางคนก็ได้ บางคนมันก็ไม่ได้ 3 ปีแล้ว 3 ปีเล่า 4 ปีแล้ว 5 ปีเล่า ก็เป็นยังงั้น ก็ไม่ได้ บางคนได้ปีนึงก็ได้มาก 2 ปีก็ได้มาก 3 ปีก็ได้มากไปเรื่อยๆ บางคนได้มากปีนั้น ไม่ใช่มากปีนี้ อะไรก็แล้วแต่ แล้วเราก็ยังมีขีดเขตที่จะเรียนไปอีก จนกระทั่งไม่รู้ล่ะ ที่สุดของเราก็จะต้องมีสาระสัจจะของมันแท้ มีสัจธรรมของมันแท้ว่า เราเรียนแล้วเราจะได้ถึงที่สุด ขีดสุดที่ไหน เราเรียนอยู่ก็ถือว่าอรหันต์โน่นแหละ แม้จะเป็นอรหัตผลของเหตุปัจจัยแต่ละเหตุปัจจัย มีสังโยชน์ 10 ของแต่ละเหตุปัจจัย กิเลสแต่ละตัว มีสังโยชน์ 10 ของกิเลสแต่ละตัว มันก็มีซ้อนอยู่ กิเลสทุกตัว หมดกิเลสทุกตัว ครบสังโยชน์ 10 ทุกตัว จึงจะเรียกว่าพระอรหันต์สมบูรณ์ แต่ยังไม่เป็นอรหันต์สมบูรณ์ ก็เป็นอรหัตผลหรือพระอรหันต์ในระดับโสดา สกิทาในระดับโสดา สกิทาก็สะสมไปในแต่ละกิเลส แต่ละตัวๆไป มีอรหัตผลของกิเลสแต่ละตัว หรือสังโยชน์ 10 ของกิเลสแต่ละตัวเหมือนกัน มีไปเป็นขั้นเป็นตอนไป เป็นสาระที่ได้รู้กันจริงๆ เห็นจริงๆ ไม่ง่าย เราเรียนกันไปนี่ ทั้งนั่งฟัง ทั้งพากันไปปฏิบัติ เคี่ยวเข็นกัน พยายามสอดส่องดูแลตักเตือนกัน ให้สัญ
อ่านต่อ
ญาณกันให้สังวรระวัง พยายามอุตสาหะวิริยะกันมากมาย ไม่ง่าย เป็นการศึกษาที่จะต้องสู้ทนเหลือเกิน ใช้เวลายาวนาน ถ้าผู้ใดเข้าใจสาระสัจจะจริง ก็จะไม่มีปัญหากับชีวิต ชีวิตยิ่งได้มรรคได้ผลขึ้นไปบ้าง แล้วเราก็จะมีชีวิตไปกับมรรคกับผลนี้ เพราะการศึกษาของธรรมะนี้ ศึกษาแล้วมันได้อาศัย เป็นกัมมปฏิสรโณ เป็นที่อาศัย ได้อาศัยกรรมนี้ อาศัยการประพฤตินี้เป็นกุศลกรรม ได้อาศัยจริงๆ เพราะมันเป็นการเกิดผล กัมมโยนิ เป็นการเกิดผลจริง กัมมพันธุ แล้วมันก็จะต่อเชื้อต่อพันธุ์ต่อเผ่าขึ้นไป จากเหล่ากอพุทธไปจนกระทั่งเป็นความสมบูรณ์ของพุทธ เป็นเหล่ากอจนกระทั่งโต จนกระทั่งเต็ม ก็เป็นได้เรื่อยๆ เป็นกัมมพันธุ เป็นกรรม กรรมเป็นเผ่าเป็นพันธุ์ เห็นการกระทำที่จริง เกิดจากการเรียนปริยัติ แล้วก็ปฏิบัติให้ถูกต้อง ให้มีการเจริญ มีภาวนามัย มีการเกิดผล เกิดไปเรื่อยๆจนกระทั่งสมบูรณ์ในผล แล้วก็ได้อาศัย เราได้น้อยเราก็ได้อาศัย เกิดน้อยก็ได้อาศัยน้อย เกิดมากขึ้นก็ได้อาศัยมากขึ้น เกิดจนขั้นสมบูรณ์ก็ได้อาศัยอย่างสมบูรณ์ มันได้อาศัยจริงๆ เราจึงเห็นว่า นี่เป็นสาระสัจจะ ได้อาศัยอย่างแน่ อย่างเกษมด้วย ไม่เหมือนอย่างโลก เราไปเรียนวิชาทางโลก เราก็ได้อาศัยนะวิชาความรู้ทางโลก ได้อาศัยไปแลกเงินแลกทองมาหากิน เอาความสามารถความรู้ในวิชาความรู้ทางโลกนั้นไปประกอบการ ไปปฏิบัติประพฤติ ไปทำงานทำการ แล้วก็แลกกัน กลับคืนมา เป็นการหมดค่า ยิ่งแลก เราก็ได้เรียนแล้วนะ ยิ่งแลก เอารายได้แลกกลับมา กับการงานที่เราได้ทำให้แก่โลก แลกมาได้เท่าไหร่ มันก็ยิ่งลดค่าไปเรื่อยๆ ถ้าแลกเกินค่าของมันจริง เราก็ขาดทุนไปเรื่อยๆ แลกเกินไปมากเท่าไหร่ ยิ่งได้เปรียบเอาเปรียบมากเท่าไหร่ มันก็ยิ่งเป็นหนี้มากเท่านั้นๆๆ นอกจากค่ามันไม่มีแล้ว มันก็เกิน นอกจากว่า เรารู้ว่าเราไปรับแลกเปลี่ยนมาแล้วนี่ มันไม่ถึงค่าจริง สมมุติคุณค่ามันควรเป็น 100 นี่ เรารับมาแค่ 90 รับมาแค่ 80 70 แล้วเราก็ยังมีส่วนเป็นกำไรอริยะ เป็นประโยชน์คุณค่าให้แก่สังคมเขาอยู่บ้าง ถ้ารับมาเท่ากับค่าของมันจริง ค่า 100 ก็รับมา 100 เต็ม มันก็ไม่มีแล้ว เราก็ไม่มีประโยชน์อะไรแล้ว อย่างที่เราเคยอธิบายกันแล้ว ถ้าอย่างเรามาทำงานนี่ เราก็มีการงาน อย่างทางธรรมะนี่ เรามาปฏิบัติ ธรรมนี่ มาเรียนรู้ ทุกวันนี้เราก็ทำงานสร้างสรร สร้างประโยชน์คุณค่า อะไรก็แล้วแต่ที่จะทำขึ้นมา แม้แต่ในพวกเรากันเอง พวกเรานี่ทำงานทอผ้าทอเสื่อ ที่ในนี้น่ะ ทอเสื่อ ทอเสื่อ เราก็จะเอามาใช้กัน มันก็ได้อาศัยกัน เป็นบุญเป็นกุศลอยู่ในนี้อยู่แล้ว เราไม่ได้รับค่าทอเสื่อ เราจะปัด จะกวาด จะถู เราก็ทำอยู่ในนี้ เราก็ได้อาศัย นี่คนในนี้ก็ได้อาศัยนี่มาก คนข้างนอกมาอาศัยด้วยซ้ำไป หรืออะไรก็แล้วแต่ เราทำแล้วเสร็จ ก็ไอ้โน่นไอ้นี่อีก มันก็ส่งทอดต่อไปให้ประชาชน งานการโน้น งานการนี้ อะไรก็แล้วแต่ มันต่อเนื่องกัน มันอธิบายให้มันสมบูรณ์ได้ยาก คนกวาดปัดถู เราก็ได้อาศัยที่นี่ แล้วคนที่อาศัยที่นี่ก็ได้ไม่ต้องไปทำ แต่เอาเวลาหรือแรงงานไปทำอื่น เอ้า! มาพับกระดาษ คนนั้นปัดกวาดก็ เออ! ดีแล้วล่ะ บางทีปัดกวาดที่นอนเราด้วยซ้ำ เราไม่ได้ปัดกวาดแม้ที่นอนเราเอง แต่คนนี้ไปปัดกวาดช่วย เออ! เราก็ไม่ต้องเอาแรงงานเอาเวลาไปปัดกวาด เราเอาเวลาแรงงานมาพับหนังสือ หนังสือนี่ก็เป็นประโยชน์แก่ประชาชน มันก็เหมือนกับคนที่ปัดกวาดนั่นแหละช่วยเราไว้ แล้วเราก็มาทำอันนี้ ก็เหมือนกับคนนั้นทำอันนี้ต่อเนื่องกัน อย่างนี้เป็นต้น เป็นลูกโซ่ มันเหมือนกับเค้าทำ คนนั้นเช็ดส้วมถูส้วม ไม่ได้มาพับหนังสือหรอก แต่คนนั้นก็มีส่วนเกี่ยวโยงให้เราได้มาพับหนังสือ แล้วหนังสือก็ได้ไปเป็นประโยชน์ต่อประชาชนข้างนอก เพราะงั้นจะบอกว่า ที่นี่ เออ! เราไม่ได้มาพับหนังสือ ว้า! เราไม่ได้ทำประโยชน์ต่อคนข้างนอก ได้แต่ไปเช็ดส้วมถูส้วมอยู่นี่ เราไม่ได้ไปทำสื่อสารธรรมะออกไปให้ประชาชนเราเลยไม่มีคุณค่า ไม่ใช่นะ ฟังให้ดีนะ มันมีอิทัปปัจจยตา มันมีการต่อเนื่อง เพราะเหตุนั้นต่อเนื่องไปหา เพราะเหตุนั้นๆเกื้อกูลกันเป็นลูกโซ่สัมพันธ์อยู่นี่ เพราะงั้นคนที่ทำอะไรภายในนี้น่ะ ถ้ารวมยอดแล้ว ผลิตเพื่อประโยชน์ต่อประชาชน มันร่วมกันสาน ร่วมกันประกอบ ร่วมกันสาน ร่วมกันประกอบอยู่ในนี้แหละ คนนั้นทำอันโน้น คนนี้ทำอันนี้ อะไรต่ออะไรเกื้อกูลกัน ประสมประสานกันไป เป็นเครื่องจักรกลที่มีความสำคัญทุกตัวเฟือง ทุกตัวจักร ทุกตัวชิ้นงาน มันก็ผสมผสานกันไปคนละเล็กคนละน้อย หรือคนละมากก็ยิ่งดี ผู้ใดทำมาก ผู้ใดได้ทำอะไรต่ออะไร ได้เป็นโล้เป็นพาย เป็นสิ่งที่จะต้องอาศัยกันแหละ จริงๆง่ะ มันก็ยิ่งเป็นเนื้อหาสาระ เราได้มารวมกันก็ดี หรือแม้ไม่รวม จะอยู่ข้างนอก รวมกันห่างๆก็ตาม ได้มาเชื่อมโยงสืบสานสร้างสรร สร้างอะไรก็แล้วแต่เถอะ แม้แต่ไม่ใช่เนื้อหาของหนังสือธรรมะโดยตรง ไม่ใช่เป็นตัวหนังสือธรรมะโดยตรง ไปทำกิจนั้นกิจนี้อย่างที่ว่านี่ เราทำกันอยู่นี่เยอะแยะไป บางคนช่วยอยู่ตรงห้องเท็ป บางคนช่วยอยู่ศาลาสุขภาพ บางคนก็ช่วยดูแลต้นหมากรากไม้ พื้นแถว พื้นที่ พื้นดิน ปัดกวาด จัดโน่นจัดนี่ อะไรก็แล้วแต่เถอะ สารพัดที่เราทำอยู่นี่ ของเรานี่เป็นบริษัทหรือเป็นโรงงาน โรงงานก็จะมีพลเมืองอยู่ในนี้ มีประชาชน มีพลเมืองแหละ จะเรียกอะไร พลเมืองนั่นแหละนะ อยู่ในนี้ที่ได้ประกอบการเป็นผู้ผลิต เป็นผู้สร้าง ซึ่งมีความสำคัญเหมือนกับบริษัทหลายบริษัทเค้ามีความสำคัญ ตั้งแต่คนที่เป็นภารโรง คนเป็นภารโรง คนดูแลมุมนั้นมุมนี้ จัดโน่นจัดนี่ไปจนกระทั่งถึง ผู้อำนวยการ ถึงผู้ที่เป็นประธานบริษัท มันก็โยงใยเกี่ยวข้องกันหมด ช่วยกันประกอบการ ผลงานรวมที่ประกอบการออกไปสู่ประชาชนนั้น ทุกคนมีผล ทุกคนได้บุญร่วมกันหมด ทุกคนได้บุญร่วมกันหมด เพราะฉะนั้นถ้าเราจะทำหน้าที่ไหน ถ้ากาละที่มันจะต้องมาลงแขกกัน กาละที่จะต้องมารวมกัน สำคัญหน่อยซิ ไอ้โน่นไอ้นี่ขาดแล้วนะ ขาดแคลนแรงงาน แล้วก็ตอนนี้ก็เร่งรัดพัฒนา เพราะอันนี้ขาดแคลน ก็เป็นคนที่มีปัญญาทางเศรษฐศาสตร์ ปัญญาทางเศรษฐศาสตร์รู้ว่า อ้อ! ตอนนี้นี่เราควรจะต้องมาร่วมสร้างอันนี้ ร่วมผลิตอันนี้ เพราะอันนี้เป็นความจำเป็น เป็นความสำคัญเร่งด่วน เป็นกาละที่จะต้องรีบไปช่วยกันสร้างสรรอันนี้ออกมา ผลิตให้มัน เวลาให้มันทันกับเรื่องราว ให้มันทันกับเหตุการณ์ ทันเวลา ทันเรื่องราว ทันเหตุการณ์ เหตุการณ์นี้ เวลานี้ วาระนี้ เออ! อันนี้มันจะต้องเร็ว อันนี้จะต้องไปได้ใช้งานที่จะได้ประโยชน์ทันการ เรามีปัญญาทางเศรษฐศาสตร์ รู้ว่า เออ! อันนี้จะต้องเป็นความต้องการ เป็นอุปสงค์ เป็นความต้องการที่รีบด่วน เราก็มาใช้แรงงานกับอันนี้ ผลิตอันนี้ ช่วยกันทำงานอันนี้ โอ๋! ตอนนี้มันรกมาก ต้องรีบมาช่วยกัน รีบปัดรีบกวาด ตอนนี้จะต้องช่วยกันยกกุฏิ เพราะต้องอาศัยแรงงานนี้ ถ้าไม่ทำอันนี้ มันก็ไม่ใช่กาละแล้วนี่ ต้องรีบมาทำเพราะเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว ถ้าไม่เสร็จมันก็ยังยากอยู่ ประเดี๋ยวก็จะเสียสภาพ เดี๋ยวมันจะไม่เกิดความสมบูรณ์มารวมกันพอสมควร มากเกินไปเราก็ไม่เอา มากเกินเฟ้อแล้ว คน แรงงานเกิน ก็เอา ไปแยกย้ายมาแล้วด้วย ก็แยกย้ายไปทำอื่นต่อ ถ้ามันยังพอ มารวมกันซะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเราเข้าใจในเศรษฐศาสตร์พวกนี้นะ จะเป็นงานที่จะต้องอาศัยกำลังคนนี่ละ ไม่ต้องมีเครื่องทุ่นแรง ไม่ต้องมีเครื่องเทคนิกอะไรมากมายนักนี่กำลังคน แล้วเรามีปัญญาญาณทางเศรษฐศาสตร์ดังที่กล่าวนี้ โอ๊ย! งานของเรานี่เรียบร้อยไปหมดแล้ว พอบอกว่างานนี้มาช่วยกันหน่อย มากันพึบ ถ้าเหลือ เราเห็นแล้วใครสำคัญ ใครดี ก็ดูหน้าดูตากัน คนนั้นคนนี้ เออ! คนนี้เหมาะสม คนนี้สำคัญ เอา ควรเข้ามาช่วยเต็มแล้ว พอแล้ว เอ้า! แยกย้ายกันไปทำอื่นต่อ ไม่ต้องมารุมล้อมกันอยู่อย่างเก่า หรือบางครั้งมันต้องการกองเชียร์บ้าง เอา มีบ้าง เชียร์ก็เชียร์นิดหน่อย ไม่ต้องตั้ง cheer leader เข้ามาต้อง แหม! ฮูลา ฮูลา ไม่ต้องก็ได้ บางงานมันต้อง ฮูลา ฮูลา เหมือนกันนะ ต้องมี cheer leader ต้องมีการ โอ๊วๆ มี มีเหมือนกัน บางทีอาตมาไปทำหน้าที่หน้าเชียร์อยู่บ่อยๆเหมือนกัน ในบางงานนะ ไม่ได้แบกด้วยหรอก ไปเป็นหัวหน้าเชียร์นะ มีบางงาน มีนะ คุณอย่านึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลนะ มันเป็นเรื่องจริงนะคุณ มันเป็นเรื่องจริง มันเป็นเรื่องน้ำใจ มันเป็นเรื่องพละกำลัง มันเป็นเรื่อง สิ่งที่จะเกิด อย่างน้อยน้ำใจมันเกิด เห็นมั้ย มันรู้สึกสบายใจ มันสนุกสนาน มันเพลิดเพลิน มันไม่ใช่เรื่องยากเรื่องเย็น มันยากล่ะในงาน มันยาก มันอาจจะยาก แต่มันเป็นเรื่องง่ายขึ้นได้ มันเป็นเรื่องที่มีพลังเสริมขึ้นมาได้ มันเป็นเรื่องของสามัคคีธรรม มันเป็นเรื่องของจารีตประเพณี วัฒนธรรม เป็นเรื่องของมนุษย์พึงรู้ และพึงกระทำกรรม หรือกระทำกิจ กระทำรูปแบบ กระทำอะไรที่มันเป็นลักษณะออกมา เป็นลักษณะที่น่าเอ็นดู หรือน่าชมชื่น ในลักษณะที่ดี นี่พวกนี้อาตมาพยายามซอย พูดละเอียดลออ อะไรต่ออะไรให้ฟัง จะเห็นได้ว่าลักษณะเหล่านี้อย่านึกว่าไม่สำคัญ อาตมากำลังพูดถึงความลึกซึ้งของบุญและบาป บุญคืออะไร บุญคือ การชำระความชั่ว หรือการชำระกิเลส ความชั่วคืออะไร ความชั่วคือ กายกรรมก็ดี วจีกรรมก็ดี อันที่ไม่ลงตัว อันที่ไม่เหมาะสม ความชั่วนี่เอาความกลางๆ นิยามความกลางๆ ความชั่วคือกรรมกิริยาอันที่ทำไปแล้วมันไม่ดีพร้อม มันไม่ดีสุด มันยังไม่เหมาะสม แม้มันจะดีมาก มันยังไม่ดีอยู่บ้าง มันก็คือชั่วอยู่บ้าง ดีมากก็มีส่วนดี แต่ส่วนที่ยังไม่ดีสมบูรณ์ ก็คือส่วนที่ยังบกพร่องอยู่ ก็คือยังชั่วอยู่นั่นเอง ยังไม่ดีนั่นเอง คืออะไร คือกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมทั้งหมด คือสิ่งชั่ว หรือสิ่งไม่ดี หรือเรียกว่าทุจริต หรือจะเรียกว่าอกุศลก็ยังได้ บุญคืออะไร บุญก็คือสิ่งที่ดี ดีมากดีน้อยก็แล้วแต่ ดีจนกระทั่งสุด ได้สัดได้ส่วนพอเหมาะพอเหม็งเลย สัมมาที่สุด มัชฌิมาที่สุด ได้คุณค่าที่สมบูรณ์ที่สุดประโยชน์สูงประหยัดสุดที่สุด ก็คือบุญ อะไรที่ยังพร่องๆ มันยังไม่เต็ม ก็มีส่วนนั้นแหละ คือมันยังไม่ดีไม่งาม หรือจะเป็นทุจริต หรือจะเป็นอกุศล หรือยังเป็นตัวชั่ว ตัวบาป ตัวไม่ดีไม่งามอยู่บ้าง แต่ค่าเฉลี่ยแล้วดี ดีมาก ก็เรายังไม่รู้ อะไรที่บกพร่องก็ต้องยกไว้ แต่ถ้าเรารู้อยู่ มันยังไม่ดีก็เพียรให้มันดี บางทีเรารู้นะ ดีกว่านี้ มันต้องทำอย่างงี้ๆ แต่มันทำไม่เป็น มันยังทำไม่ได้ มันยังไม่มีสมรรถภาพพอ เราก็พยายาม หรือมันมีสมรรถภาพพอ แต่ใจเรายังไม่อยากทำ ต้องสำคัญตรงนี้ ใจเราไม่ทำให้มันเต็มใจทำไม เราไม่อยากดึงมันไว้ ทำได้นะ ช่างมันเหอะ ทำแค่นี้ ไอ้คนนี้มันน่าเคาะกระบาล มันไม่ทำไม่ได้ มันก็เป็นความจำนนนะ มันไม่มีความสามารถก็เป็นความจำนน มันยัง เอ้อ! มันอยากจะทำให้ดี แต่มันยังทำไม่ได้น่ะ ทำไม่เป็น มันยังไม่เก่ง มันยังด้อยสมรรถภาพ ไอ้ยังงี้มันเป็นความจำนน ก็แล้วไป ก็น่าเห็นใจอยู่ แต่ไอ้คนที่ทำได้นะ แต่มันไม่ทำ เวลาก็มี โอกาสก็มี แต่มันไม่ทำ ทำงี้เสียไม่ได้ ก็งี้ ไอ้ยังงี้มันน่าเคาะกระบาล นี่มันบุญยังไม่เต็ม ทำไมโง่ สิ่งนั้นมันดีใช่มั้ย ดีแล้วทำไมไม่ทำ นี่กิเลส เห็นมั้ย กิเลส กิเลสขี้เกียจๆ ไม่เต็มใจ อาจจะโทสะ ไม่ชอบไอ้โน่นไอ้นี่ ประชด แกล้ง หรือโดยเฉพาะไม่อยากทำ ขี้เกียจ นั่นโดยตรงเลย ตัวเรา 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามันไม่ขี้เกียจเราก็โทษคนนั้น แหม! เราไม่ชอบหน้าคนนั้น เราไม่ชอบงานนี้ เราไม่ชอบโอกาสหรือสถานที่นี้ อะไรก็แล้วแต่ ไปเที่ยวได้เกลียด ไปโทษไอ้นั่น ไปโทษไอ้นี่ ก็คือความโง่ของเรา ไปโทษเขาทำไม ไปโทษไอ้โน่นไอ้นี่ทำไม โทษให้มันบกพร่อง เราเองก็เป็นผู้บกพร่อง ไม่เจริญ เพราะเราจะสร้างบุญได้มากก็เพราะเราเรียนรู้ รู้กิเลส รู้ไอ้อะไรๆที่มันยังพร่อง ยังไม่เข้าท่าพวกนี้ นี่อาตมาวิเคราะห์ให้ฟัง คิดให้ดีซิ นี่อาตมาวิเคราะห์ให้ฟัง คิดดูดีๆ มันก็เป็นเรื่องอย่างนั้นเท่านั้นเอง ทางสมรรถภาพ ทางกายภาพ ทางฝีมือความสามารถ มันก็อันนึง ทางจิต วิญญาณมันก็อีกอันนึง ทางจิตวิญญาณมันก็ต้านอย่างนั้น ตัวนี้แหละปรับให้ดี ถ้ากายกรรมมันได้แค่นั้น สมรรถภาพทางกายมันได้แค่นั้น มันก็เรื่องเท่านั้น เราก็พยายามเต็มที่แล้ว เก่งเท่านี้ ใจเราเต็มแล้ว มันก็จบไป ให้มันเต็มได้ที่จิต จิตมันยังทำได้นะ ฝีมือทางกายภาพ ไอ้โน่นไอ้นี่ มันได้นะ แต่จิตมันไม่เต็ม มันย่อๆหย่อนๆ มันประชดประชัน มันไม่เอาเรื่อง มันไม่เอาเต็มที่ นั่นต้องโทษตัวเอง แล้วก็ปรับไอ้จิตตัวนี้ เราต้องปรับได้ ถ้าเราเอาความสูญเสีย หรือว่าความบกพร่องพวกนี้คืนมาได้นะ เราจะเจริญขึ้นอีก มันไม่ใช่เจริญแต่ทางการสร้างสรรเท่านั้นนะ ที่อาตมาพูดถึงจิตนี่ มันเจริญทางธรรมนะ กายกรรม วจีกรรมก็ ประกอบไปด้วยจิต ไม่ใช่ว่าจิตไม่มี กายกรรมมันพูดเอง วจีกรรมมันพูดเอง ไม่ คนละเมอยังมีจิตเป็นตัวสำคัญเลย ไม่ได้หมายความว่าคนละเมอนี่จิตไม่รู้เรื่อง ไม่ใช่จิตเป็นตัวประกอบ พูดเอง ไม่ใช่ คนละเมอที่พูดออกมาก็ตาม กายกรรมที่ทำออกมาก็ตาม ละเมอออกมา ทำยังโง้นยังงี้ จิตเป็นตัวกำหนด จิต จิตใต้สำนึกมันทำโดยที่เราไม่สามารถควบคุมมัน แต่มันมีตัวกลไกรู้ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ คนละเมอบางคนทำอะไรถูกต้องได้หมดเลยนะ เรียบร้อย มานอนหลับไม่รู้ตัว พอตื่นขึ้นมา เอ๊ะ! ใครทำ ตัวเองทำแท้ๆ ละเมอไอ้โน่น ละเมอไอ้นี่ บางทีทำ สติมันไม่ค่อยเต็มนัก บางทีจิตใต้สำนึกมันไม่ค่อยเต็ม ทำไปบกๆพร่องๆ ไม่ค่อยเรียบร้อยดีนัก ก็เรียกว่า คนนี้มีสติไม่ค่อยเต็มดี ไปทำโดยที่เรียกว่า จิตตัวที่ทำน่ะมันรู้ แต่สติที่ควบคุมไม่ดี บกๆพร่องๆ ขาดๆตอน ขาดช่วงอะไร ก็ได้ มันก็เลย เป็นของที่ถูกมั่ง ดีมั่ง ไม่ดีมั่ง เลอะๆเทอะๆมั่ง เสียๆหายๆมั่งก็ได้ คนละเมอนี่บางคนทำไม่ได้เต็มที่ บางทีทำเรียบร้อยได้ดีหมดเลยนะ คนละเมอนี่ ละเมอไปทำเรียบร้อย เสร็จแล้วก็นอนพับอยู่ตรงนั้นก็มี หรือกลับมานอนอย่างเรียบร้อยอีกนะ รู้เสียด้วยนะว่าที่นอนอยู่ตรงไหน มานอนเรียบร้อย ตื่นขึ้นมา เอ๊! ใครมาทำ ตัวเองน่ะทำ มีใครเคยเป็นมั่งมั้ย ในนี้มีมั้ย ใครเคยละเมอลุกขึ้นมาทำโน่นทำนี่ยังงี้ ตัวละเมอตักน้ำใส่ตุ่มจนเต็มตุ่ม ขึ้นไปนอน ตื่นขึ้นมา เอ๊! ใครมาตักน้ำใส่ตุ่ม ยังมีเลย มีจริงนะ คน มีจริง เคยมีๆ ละเมอนะ ตักน้ำใส่ตุ่มจนเต็มตุ่ม ไม่รู้ตัว ตื่นขึ้นมา เอ๊! ใครตักน้ำใส่ตุ่ม ไม่รู้เรื่อง ยังงี้ก็มี ละเมอบ้าๆบอๆอะไรก็มี ไอ้บ้าๆอีกเยอะ พูด บางทีพูดไม่รู้หรอกนะ ไม่รู้เรื่อง คนที่คอยอยู่ตอนที่เค้าไม่หลับ คนไม่หลับ แหม! คนละเมอนี้พูดนะ ตอบความใหญ่เลย แหม! โต้ตอบได้เลยนะ พร่องๆแพร่งๆมั่ง บางทีสติมันไม่เต็ม ได้มั่ง ไม่ได้มั่ง ชิ้นนั้น ชิ้นนี้นะ พูดออกมา แล้วคนละเมอนี่ขี้มักของจริง (หัวเราะ) ขี้มักของจริง จับความจับอะไรได้จากละเมอๆของจริงนะ มันออกมาจากจิต มันไม่มีอะไรอำพราง มันไม่มีตัวเลศเล่ห์ ตัวเล่ห์เหลี่ยมอะไรกันๆไว้ ขี้มักจะได้ของจริง ดึกๆซักเอา อีตอนคนละเมอนี้ ขี้มักจะได้ของจริงบ่อยๆ พูดก็ตาม กายกรรมก็ตาม มันมีจิตเป็นตัวกำหนด เป็นตัวที่คอยคุม เป็นตัวที่จัดการออกมาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นเราสังวรกาย สังวรวาจานี่ เป็นจิตสังวรเมื่อใดเราก็ได้สังวร เราได้ควบคุม ได้อบรม อบรมจิตด้วย อบรมกายวาจาด้วย อบรมจนเป็นอัตโนมัติ จนเห็นด้วยญาณปัญญา เพราะว่าเราอบรมแล้วทำยังงี้มันดีมั้ยเล่า กายกรรมอย่างนี้มันดีมั้ยล่ะ ญาณปัญญาเราก็ต้องเช็กตามตรวจตามว่า เอ๊อ! ดีนะ เราทำกายกรรมอย่างนี้ดี ทำวจีกรรมอย่างนี้ดีนะ องค์ประกอบอย่างนี้ เมื่อนั่น เมื่อนี่ มีผลอย่างงี้ๆๆนะ โอ๊ย! เรียบร้อย เราก็จะได้ผลจะได้ประโยชน์มากมาย นี่เป็นความลึกซึ้งที่เราจะต้องพากเพียรขึ้น เราจะต้องกระทำขึ้นจริง เรียนรู้จริงๆนะ ในความลึกซึ้งของบุญที่อาตมาพูดกับพวกคุณนี่ ในความลึกซึ้งของบุญ ในความลึกซึ้งของบาป จะเรียกภาษาสองภาษานี้ เราก็ไม่ต้องให้เลอะเทอะอะไรจนกระทั่งเข้าใจไม่ได้ เรียนให้ดี อย่าประมาทในบาปทางกายและวาจาเพราะเหตุมาจากใจ บาปก็คือไม่ดี บกพร่องนั่นเอง มันเป็นสิ่งที่ไม่ดี อกุศล โดยเฉพาะตัวที่ทำเหตุให้มันเกิดบาป ตัวที่มาเหตุใหญ่ก็คือกิเลส กิเลส ตัณหา อุปาทาน ตัวผีร้าย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเองเราได้อบรมควบคุมอย่างแท้จริงแล้ว เราจะลึกซึ้งละเอียดขึ้น ชีวิตของเราจะมีกายกรรม วจีกรรมดี เพราะมโนกรรมดี บอกแล้วว่ากาย กายกรรม วจีกรรม ก็เกิดมาจากจิตวิญญาณเป็นตัวประธาน เป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นอย่าไปประมาท อย่าไปดูถูกว่า การสังวรกาย สังวรวาจานี่เป็นเรื่องเหลวไหล อย่าไปประมาท จริง ในกายกรรมบางอย่างนี่ สำหรับผู้ที่ตีกลับ กายกรรมดูเหมือนท่านมาทำสิ่งนี้ ดูเหมือนเราว่ามันไม่ดีนะ ไม่เหมาะสมตามสูตร หยาบๆน่ะ สูตรต้นๆ ไปทำกรรมกิริยาอันนี้ ดูเหมือนว่าท่านทำไม่ดี แล้วเราก็เลยเห็นว่า เอ้! อย่างงี้ก็ จิตวิญญาณอย่างงี้ก็ต่ำซี ซึ่งมันมีสภาพตีกลับแบบนี้ ปฏินิสสัคคะ สลัดคืน ตีกลับ มันมีเหมือนกัน แต่ว่าท่านทำนั้นไม่ได้เพื่อตัวเอง ท่านทำเพื่ออนุโลมไปอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อที่จะให้เป็นประโยชน์แก่คนอื่น สร้างสรร ส่วนคนที่ทำกายกรรมอย่างนั้น วจีกรรมอย่างใดของตนเองอยู่ เพื่อที่สังวรระวัง ขัดเกลาตนเองนั้น มันก็ขัดเกลา หรือบางทีเรากระทำสิ่งใดอยู่ กายกรรมก็ดี วจีกรรมอะไรก็ตาม ทำแล้วเราบำเรอกิเลสเราอยู่ เพราะ ถ้าเผื่อเรายังบำเรอกิเลสเราอยู่ในกายกรรมใด วจีกรรมใดนั้น สิ่งนั้นก็เป็นทุจริต แค่บำเรอนะ ฟังให้ดี แค่บำเรอกิเลสเราอยู่ บำเรออารมณ์เราอยู่ก็เป็นทุจริต เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดที่ท่านทำแล้ว ไม่ได้บำเรอแล้ว แม้เราจะดูรูปของกายกรรม รูปของวจีกรรม ดูเหมือนว่ามันต่ำ แต่ท่านไม่ได้บำเรอหรอก ท่านมีเจตนารมณ์เพื่อผู้อื่น เพื่ออันนั้นอันนี้ แต่ทำให้เค้าไป ไม่ได้บำเรอเลยนะ อันนั้นบริสุทธิ์ใจ และอนุโลม ปฏิโลมตามความเหมาะสมเพื่อผู้อื่น ไม่ได้เพื่อตนเลย เพราะฉะนั้นจะให้ผู้ที่ดีนี่ทำแต่ดีอยู่ตลอดเวลาเลย คนอื่นก็ตามไม่ติด ไม่มีฐาน ไม่มีขั้นบันได ไม่มีขั้นต้น ขั้นกลาง ขั้นปลายให้แก่คนนั้นคนนี้เลย ให้เค้าทำเอา เค้าก็ทำไม่ถูก เค้าก็ทำไม่ได้ เราทำได้ดีกว่าก็ทำให้เค้าบ้าง เค้าได้อาศัยเป็นขั้นเป็นตอน เป็นฐานเป็นฐานะไต่ระดับขึ้นไป ก็เป็นขนาดเป็นขั้นเป็นตอนอยู่ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ เรียนรู้ความลึกซึ้งพวกนี้ โดยเฉพาะตัวเราเองน่ะ อย่าโกหกตัวเอง อย่าหลอกตัวเอง อย่าตีกินตัวเอง ตัวเองตีกิน ต้องรู้ให้ได้ว่า กรรมกิริยาอย่างนี้เราบำเรอตน แล้วก็หลอกคนอื่นซ้อน เคยพูดตั้งไม่รู้กี่ทีแล้ว นอกจากตนเองรู้อยู่ว่า นี่ตัวเราบำเรอตน แล้วยังโกหกคนข้างนอกอีก โกหกคนอื่นเสียอีกว่า ฉันจิตว่าง ฉันไม่ได้ทำเพื่อตนหรอก อะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ก็ได้บาปใหญ่เข้าไปอีก บาปซ้อนบาปซ้ำเข้าไปอีก ก็ระวัง เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่เราทำแล้ว อะไรต่ออะไร เพื่อผู้อื่น ไม่ได้บำเรอตน อะไรจริงๆแล้ว มีเจตนารมณ์ที่ถูกต้องตรงแล้ว ก็สบายใจได้ ไม่มีปัญหา แต่ข้อสำคัญต้องตรวจตราให้ดีว่า อารมณ์บำเรอตนนี่ ไม่ได้รู้ได้ง่ายๆ ไม่รู้ได้ง่ายๆนะ อารมณ์บำเรอตนนี่ไม่ง่าย แล้วยิ่งลำเอียงเข้าข้างตน เผลอๆไผลๆ ตรวจตราหวัดๆ ตรวจตราลวกๆ ตรวจอ่านจิตวิญญาณของเราลวกๆ มันก็ยิ่งไม่ชัด ยิ่งไม่รู้ง่ายเลย ก็ไม่เข้าท่านะ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้นี่ เราได้ศึกษา ได้อบรม ได้พากเพียรปฏิบัติกันมาแล้วนี่ เราได้กายกรรม วจีกรรมที่ดีขึ้นมาพอสมควร แต่ยังจะมีการลึกซึ้ง สร้างบุญ ประกอบบุญ ยังกุศลให้ถึงพร้อมไปอีกๆๆๆ ลดให้เนียน ให้สนิท ให้ลึกซึ้ง บอกแล้วว่าบาปหรือความไม่ดี หรือว่าสิ่งที่บกพร่อง อกุศล ทุจริตนี่ ยังมีขั้นตอนหยาบ กลาง ละเอียด ลึกซึ้งอีกมากที่เราจะต้องเรียนรู้ แล้วก็พัฒนาฝึกฝนเพิ่มเติมขึ้นไป เพราะฉะนั้นเราเรียนไปเถอะ วันแต่ละวัน แต่ละวันๆ เราเรียนกันไป เพิ่มเติมกันไป คนนั้นช่วยกัน คนนี้ช่วยกัน แนะนำกันไป เราก็ไตร่ตรองตรวจตราเอา อะไรที่จะประพฤติปฏิบัติแก่ตนๆ ก็ทำกันไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ถ้าเราแน่ใจว่า เราได้มาทิศทางที่จะมาศึกษามหาวิทยาลัยชีวิต เป็นมหาวิทยาลัยของอริยะ มหาวิทยาลัย ของอริยะแล้วจริงนะ เราศึกษาแล้วเราจะประเสริฐจริง ประเสริฐอย่างที่ทิศทางพระพุทธเจ้าพาเป็นเลย เราก็สุขเกษม สุขอย่างเกษม สุขอันเกษม คนอื่นก็ไม่ได้รับการเบียดเบียนจากเราเลย เราไม่ได้เบียดเบียนใคร มีแต่เกื้อกูลเขา มีแต่จะได้ประโยชน์คุณค่าแก่เขา และยิ่งศึกษา เราก็ยิ่งจะเป็นผู้ที่มีคุณค่าประโยชน์แก่เขาเรื่อยไป เราก็ยิ่งสุขสนิทเนียนๆ แม้จะเหงื่อแตก ยืนทำงานร้อนหนักอยู่แท้ๆ ก็ยังสุขสนิทเนียนที่ใจ คุณจะรู้ว่า ปรมังสุขัง มันยิ่งกว่าสุข หรือมันบรมสุขนี่ ปรมังสุขัง คือบรมสุข ถ้าไม่ได้เรียนรู้ว่า โลกียสุข กับวูปสโมสุข สุขที่ว่างจากกิเลสแล้วนี่ มันต่างกันอย่างไรนี่นะ ถ้าไม่ได้อันนี้แล้วนะ เค้าจะไม่รู้ มันจะว่างอยู่อย่างนั้นน่ะ บรมสุขนี่ มันจะว่างอยู่อย่างนั้น จะทำงานหนักอยู่ขนาดไหน จะร้อน จะลำบากขนาดไหน มันก็ว่างอยู่นั่นน่ะ มันก็บรมสุขอยู่นั่นน่ะ มันต่างกับโลกียสุข เสพสม มันรสเป็นธรรมรส เป็นวิมุตติรสอยู่อย่างนั้นแหละ เพราะฉะนั้นใครรู้ คนนั้นก็จะรู้ ตถตา มันเป็นเช่นนั้นแหละ นั่นแหละ อย่างไรคุณก็ต้องมีข้อนั้นเสียก่อนนะ ไม่มีอยู่อย่างนั้น อย่าไปเดาตถตาแบบอะไรๆเป็นอย่างนั้น ตามคะเนคำนวณ ตามเหตุผล ไม่ใช่ อันนี้ไม่ใช่เหตุผลนะ ปรมัตถสัจจะนี่ไม่ใช่เหตุผล สัจจะของ ตถตา ของปรมัตถ์นี่ มันจะต้องมีสภาวะนั้นรองรับ มีสุญตา มีจิตว่าง มีความเบา ความง่าย เป็นวูปสโมสุข สงบสนิทอยู่ มันก็เป็นอย่างนั้นล่ะ คุณไปศึกษาอ่านดู จับตัวสภาวะนั้นให้ได้ที่ใน ตัวนั้น อ๋อ! มันว่าง มันวูปสโมสุข มันบรมสุข มันสบาย มันไม่เดือดร้อน ใครจะมาพูด กระทบกระแทกกระเทือนอะไร ก็มีญาณปัญญารู้ ตื่น แต่ก็เบิกบานอยู่อย่างนั้นน่ะ รู้ ตื่น เบิกบาน แล้วก็มีวิจารณญาณ ไม่ใช่ฟังเค้าแล้วก็โยนทิ้ง ฟังเค้าแล้วก็โยนทิ้ง ไม่ใช่ ฟังแล้วก็เอาพิจารณา แววไว เร็วขึ้น ชัดเจนขึ้น อ๋อ! มีข้อมูลเพิ่มเติม อ๋อ! อันนี้มีเหตุผล อันนี้มีเหตุผลเก่า อันนี้มีเหตุผลใหม่ ข้อมูลใหม่ เออ! ดี ข้อมูลนี้ เอ๊! น่าคิดนะ เอามาเปรียบ เอามาเทียบ เอามาพิจารณาแล้ว เอ๊! รู้สึกมีผล มีผลกระทบ มีผลจะบวกลบคูณหารขึ้นมาได้ บางอย่างมีแต่เสริมหนุนให้ดีขึ้น บางอย่างก็มาต้านไปบ้าง ลบไปบ้าง อะไร พวกนี้ เราก็จะเกิดญาณปัญญาเรื่อยไป ยิ่งทำยิ่งสร้าง ยิ่งมีคนให้ข้อมูลเหตุผล ติเตียนบ้าง อะไรก็แล้วแต่ ชมเชยก็ตาม มันก็เป็นข้อมูลต่างๆ ก็ยิ่งทำให้เรารู้ ความจริง ลึกซึ้งขึ้น เพิ่มเติมขึ้น นับวันฉลาดเฉลียวยิ่งขึ้น เป็นผู้เฉลียวฉลาดที่รู้ความจริง เราก็ยิ่งมั่นใจ ยิ่งหนักแน่น ยิ่งเห็นความจริง ยิ่งยืนหยัดอยู่ในฐานของความจริง มันยิ่งเห็น มันก็ยิ่งมั่นคง มันก็ยืนหยัดในความจริงขึ้นไปเรื่อยๆ นี่เป็นรายละเอียดที่เรากำลังศึกษาเป็นไปอยู่ ทุกวี่ ทุกวันเป็นไป ถ้าใครเข้าใจผล หรือใครมีเนื้อหา มีเนื้อหาของความจริงพวกนี้มากขึ้นๆๆ แล้วคุณก็ฟังธรรมะของอาตมานี่ง่าย ฟังธรรมะของอาตมาสบา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive