310128 ตอบปัญหาพระนิสิตมหาจุฬาฯ โดย พระโพธิรักษ์ครั้งที่ 2 ณ มหาจุฬาลงกราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2531
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์394 KB
วันที่แก้ไข22 มิถุนายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

310128 ตอบปัญหาพระนิสิตมหาจุฬาฯ โดย พระโพธิรักษ์ครั้งที่ 2 ณ มหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย วัดมหาธาตุฯ

บรรดานิสิตครับ วันนี้ก็นับเป็นบุญลาภของเราอีก ที่ได้อาราธนานิมนต์ ท่านอาจารย์โพธิรักษ์ จากสำนักสันติอโศก ได้มาบรรยายถวายความรู้ เกี่ยวกับความคิดในทางศาสนา ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งของบรรดาพวกเราทั้งหลาย ที่ได้เรียนอยู่ในมหาจุฬาลงกรณ์แห่งนี้นะครับ เพราะฉะนั้น การที่ได้อาราธนานิมนต์ ท่านอาจารย์ โพธิรักษ์ หรือ เราที่ใช้กับท่านทั่วๆไปก็เรียกว่า ท่านพ่อ ผมก็ทราบเมื่อสักครู่นี้เรียกว่าท่านพ่อ เพราะฉะนั้น การเรียนในระดับของพวกเราทั้งหลาย ในระดับขั้น มหาวิทยาลัยก็จำเป็นเหลือเกินครับ ที่พวกเราทั้งหลายจะต้องรู้ทุกแง่ทุกมุม เพราะว่าเมื่อเราสำเร็จไปแล้ว เราก็จะได้นำเอาความคิด หรือหลักการทางพระพุทธศาสนาของเรานี่ไปเผยแพร่ ให้กับบรรดาพุทธศาสนิกชน หรือชาวโลก ทั้งหลายได้พบกับแสงสว่าง เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการไม่ให้เสียเวลานะครับ ผมในนามของมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ก็ขอกราบอาราธนานิมนต์ ท่านอาจารย์ พระโพธิรักษ์ แห่งสำนักสันติอโศก เพื่อจะได้บรรยายถวายความรู้ให้บรรดานิสิตคณะครุศาสตร์ปีที่ 3 เอกบริหารศึกษา และอันดับต่อไปขอกราบอาราธนานิมนต์ครับ

เจริญธรรมครับ ท่านนิสิตทั้งหลาย ผมมาบรรยายแล้ว 2 ห้อง เมื่อวานนี้ วันนี้เป็นวันที่ 2 แต่ว่าปีที่ 3 เหมือนกัน เมื่อวานนี้ก็ชั้นปีที่ 3 นิสิตปีที่ 3 เหมือนกัน ก็ในหัวข้อเรื่องอันเดียวกันคือเรื่องหลักการ ให้พูดถึงเรื่องหลักการ และวิธีการของการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของสันติอโศกว่าทำอย่างไร? ก็คงอยากจะทราบอย่างนั้น เรื่องของหลักการหรือวิธีการเผยแผ่ของสันติอโศกนั้น ถ้าจะเล่าแล้วก็เท่ากับเล่าถึงสันติอโศกทั้งหมด เพราะว่าเรื่องของศาสนามันก็ไม่มีอะไร ถัาเผื่อว่า

อ่านต่อ

เข้าใจคำตอบที่ผมจะตอบต่อไปนี้แล้ว มันจะเป็นอันเดียวกันทั้งนั้น คำตอบว่าหลักการในการเผยแผ่ หลักการและก็วิธีการที่ว่านี่ หลักการในการเผยแผ่นั้น ก็คือ เราประสงค์จะสร้างความจริงให้เกิดจริงเป็นจริงให้ได้ นี่เป็นหลักการ เราสร้างความจริงให้เกิดจริง ให้เป็นจริงให้ได้ คำว่าจริงคำนี้ ภาษาไทยง่ายๆ ภาษาธรรมเราก็เรียกว่า สัจธรรม สัจจะ มันก็เหมือนกำปั้นทุบดินน่ะ เพราะฉะนั้นเรามีหลักการว่า เราจะต้องสร้างความจริงให้ได้ก่อน เมื่อสร้างความจริงให้เกิดจริงเป็นจริงได้แล้ว จึงจะแผ่ออก หรือว่าเปิดเผยมันออกไป พอได้ความจริงในสิ่งที่เป็นจริงแล้วมันก็จะแผ่ และก็ค่อยแผ่ออกไป เปิดเผย ออกไป มันก็จะแพร่ออกไปเอง ผมเข้าใจอย่างนี้นะ แล้วผมก็ทำอย่างนี้ โดยเราไม่ไปงมงายว่า จะเอาวิธีเอาอะไรต่ออะไร แบบอย่างอะไรต่ออะไรของใครมาแล้วก็จะไปเอาตามเขา โดยคิดว่าการแผ่วิธีการแผ่ออกไปนี่ ให้มันกว้างขวาง ให้มันได้รับความนิยมนับถือกันกว้างขวางไปเฉยๆ เป็นวิธีการแผ่เฉยๆ เป็นวิธีการแผ่เฉยๆนั้นผมไม่เห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ ผมเห็นว่าเป็นเรื่องรอง รองเอามากๆด้วยนะ เพราะงั้น มันจะต้องสร้างนี่แหละสำคัญ สร้างให้เกิดความจริง ให้เป็นความจริงให้ได้นี่แหละเป็นเรื่องหลัก ทีนี้จะสร้างความจริงนี่สร้างอะไรล่ะ? สร้างความจริงก็พระพุทธเจ้าท่านก็สอนแล้ว แต่เราเองมันเพี้ยน พระพุทธศาสนา 2,500 กว่าปีมาแล้วนี่เพี้ยน ก็พอพูดขึ้นมาก็จะรู้ แต่ผมเชื่อแน่ว่ารู้นั่นน่ะมันยังไม่จริง มันเพี้ยนไปหมดแล้ว สร้างนั้นก็ใช้ทฤษฎีมรรคองค์ 8 มรรคที่มีองค์ 8 นั่นแหละไม่ได้อื่น นั่นเป็นทางปฏิบัติ เป็นทางประพฤติ เป็นทางที่จะกระทำให้เกิด ก็รู้กันอยู่ทั้งนั้นน่ะ แต่แท้จริงยังไม่รู้ละเอียดนะ เพราะว่าทฤษฎีนี้ยิ่งใหญ่มาก ก็คงจะได้ผ่านพบมาแล้วใน "มหาปรินิพพานสูตร" พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยันเอาไว้ว่า ทฤษฎีมรรคองค์ 8 นี้เป็นทางเอกทางเดียว "เอเสวมัคโค นัตถัญโญ" ไม่มีทางอื่นทางของศาสนาพุทธนี่ไม่มีทางอื่น มีทางเดียวนะ แต่ที่พูดกันอยู่ทุกวันนี้นะพูดเพี้ยน โอ๊ย! มีหลายทางไปนิพพาน มีหลายทาง นั่นเก่งกว่าพระพุทธเจ้า ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า เอเสวมัคโค นัตถัญโญ มีทางเดียว นัตถัญโญ ไม่มีทางอื่น ไม่มีทางอื่น แต่ก็พูดกันเอาเอง นี่ก็เพี้ยนออกมาแล้วนะ ถ้าไม่มีหลักฐานพระไตรปิฎกอยู่นี่นะก็คงน่าดู ต่างคนต่างพูดแน่ นี่พอยันเข้าพระไตรปิฎกก็ต้องอึ้งก่อน ต้องอึ้งซะก่อน ถ้ายอมรับพระไตรปิฎกนะ ถ้าไม่ยอมรับพระไตรปิฎกก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้ายอมรับพระไตรปิฎกก็พูดกันรู้เรื่อง มีทางเดียวเท่านั้นสิ่งนี้ยิ่งใหญ่ สัมมาอริยมรรค ถ้าพูดเต็มคำก็สัมมาอริยมรรคอันมีองค์ 8 นี่เป็นทฤษฎีใหญ่ E=MC² ทฤษฎีของไอน์สไตน์ว่ายิ่งใหญ่ อันนี้ใหญ่กว่านั้นอีกและยากกว่านั้นด้วย เพราะแค่ E=MC² นั่นมันแค่ทฤษฎีทางวัตถุ แต่สัมมาอริยมรรคองค์ 8 นี่มันทางนามธรรม มันยากเย็นแสนเข็ญเลย และมันก็มีสภาพที่มันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ชาติยิ่งกว่า E=MC² และมันกำลังจะบ้ากันด้วย เพราะว่าทฤษฎีนี้มันกำลังครองมหาอำนาจกันอยู่ในโลกขณะนี้ เพราะงั้น คน ที่เรียนรู้พยายามเรียนรู้ E=MC² ด้วยยากด้วยเย็น ต้องไปเรียนกันหัวผุ หัวพัง จบดอกต้งดอกเตอร์กันไป เพื่อที่จะไปเรียนรู้ในรายละเอียดของวัตถุอย่างนั้น และก็ไปสร้างอย่างนั้น จากทฤษฎีหลักของไอน์สไตน์นี้ได้ มันก็ยิ่งใหญ่ของโลกเขาอย่างนั้น ทฤษฎี สัมมาอริยมรรค อันมีองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าก็ยิ่งใหญ่ยิ่งกว่านั้นอีก แต่ทุกวันนี้เราเผิน เรียนนักธรรมตรีปั๊ป หรือไม่ต้องถึงนักธรรมตรี บางคนไม่ต้องเรียนนักธรรมตรีก็รู้แล้ว มรรคองค์ 8 ท่องได้เปี๊ย 8 ข้อจบ แปลจบ แปลได้พร้อม มีความเห็นชอบ ดำริชอบ พูดชอบ วาจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ จบพั๊วเดียวเลย ถึงสมาธิตั้งจิตมั่นไว้ชอบจบ แต้แท้จริงแล้วยังไม่รู้ แท้จริง แล้วยังไม่เข้าใจเลยว่ามันจะเป็นยังไง แล้วจะต้องเอามาปฏิบัติ สรุปรวมแล้วสัมมาอริยมรรคองค์ 8 นี่แหละเป็นตัวทฤษฎีหลัก เมื่อผู้ใดเอาสัมมาอริยมรรคองค์ 8 นี้ไปปฏิบัติอย่างสัมมาทิฐิ ซึ่งเป็นประธาน มีสัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นเครื่องห้อมล้อมช่วย ถ้าสัมมาทิฏฐิถูกตรง ความพยายามหรือ วายามะ กับตั้งสติแล้วก็พยายามปฏิบัติ ให้มันสอดคล้องกับทิฏฐิที่เราเห็น และหลักเกณฑ์เรียกว่าศีล หรือข้อสมาทาน หรือเรียกว่า กรรมฐานก็ตาม ตามฐานะแต่ละฐานะ ฐานะผู้นี้ทำได้แค่ศีล 5 ก็เอาแค่ศีล 5 และในขอบเขตศีล 5 นั้นมันจะมีความหมายเท่าใดก็ว่าไป แม้ศีล 5 ก็มีอธิศีล มีความหมายของศีลที่สูงกว่า ในความหมายของมันแต่ละข้อ ข้อ 1 มีความหมายแค่นั้นๆ เอาแต่แค่พื้นฐานที่สุดไม่ฆ่าสัตว์ก็เอาให้ได้ สูงไปกว่านั้นละเอียด อย่าว่าแต่ฆ่าสัตว์เลย จะต้องมุ่งไปทางหาเมตตาธรรมเป็นเป้าหลัก ไม่ฆ่าสัตว์ แล้วจะไม่ไปเบียดเบียนด้วยอย่างไร จะต้องดำริอย่างไร ดำริทางกาม ดำริทางพยาบาท ดำริไม่ให้เบียดเบียนอย่างไร ก็ต้องพิจารณา มีความหมายสูงกว่าแค่ไม่ฆ่าสัตว์ ทำอย่างไรจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อสัตว์ที่จะมีเมตตา มีบทปฏิบัติอย่างไร แม้แต่แค่ที่ว่า ไม่กินเนื้อสัตว์นี่ก็เป็นอธิศีลอันหนึ่ง ที่สูงกว่าไม่ฆ่าสัตว์ยังงี้เป็นต้น ถ้าเราไม่รู้เราก็ได้แค่นั้นไม่มีอธิ มันก็เท่าใดเท่านั้น ศีลมันก็แค่ศีล บอกไม่ฆ่าสัตว์ก็จบ อธิก็ไม่มี ความยิ่งกว่านั้นก็ไม่มี ยังงี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อผู้ใดรู้ความหมาย ของทฤษฎีหลักใหญ่อันวิเศษสุด และพระพุทธเจ้าท่านยืนยันท้าทายด้วย ในมหาปรินิพพานสูตร ท่านท้าทายไว้ว่า ในลัทธิอื่นว่างเปล่าจากสมณะ 4 เหล่า ว่างเปล่าจากมรรคผลอริยคุณ ถ้าไม่มีมรรคองค์ 8 เพราะฉะนั้น ศาสนา หรือ ลัทธิที่มีมรรคองค์ 8 นี้เท่านั้น จึงจะมี สมณะ 4 เหล่า มีอริยคุณ ไปอ่านทบทวนดู ท่านใช้คำว่า สุญญะด้วย "ว่าง" ในมหาปรินิพพานสูตร ที่ท่านตรัสเรื่องมรรคองค์ 8 นี่ ท่านใช้คำว่าลัทธิอื่นศาสนาอื่นว่างจากอริยคุณนี้ ท่านใช้คำว่าสูญ ว่าง ไม่มี คือไม่มีโอกาสจะได้มีอริยคุณ ท่านตรัสท้าทายถึงขนาดนั้น เพราะงั้น เพราะเราทุกวันนี้นี่พอบอกภาคปฏิบัติ ไม่ได้ปฏิบัติ มรรคองค์ 8 แต่ไปปฏิบัติลัทธิฤาษี นั่งหลับตา พอบอกภาคปฏิบัติก็นั่งหลับตา ปฏิบัติคืออะไร นั่งสะกดจิตหลับตา ไอ้นี่มันของนอกศาสนาพุทธ ซึ่งเขาพบมาแล้วตั้งแต่ก่อนศาสนาพุทธเกิด ขนาดเขาเล่น รูปฌาณ - อรูปฌาณ ฤาษีอุทกดาบส อาฬารดาบสอะไรก็เล่นมาแล้ว ประเภทสะกดจิต นั่งสะกดจิตนี่มันไม่ใช่ภาคปฏิบัติของพุทธ ภาคปฏิบัติของพุทธคือ มรรคองค์ 8 เรียกว่ามัชฌิมาปฏิปทา หรือเรียกว่า สัมมาอริยมรรคอันมีองค์ 8 แต่เราก็ไม่เข้าใจกันนะ ผมคงจะอธิบายไม่ได้ง่ายๆหรอก เพราะว่าสอนกันอยู่ทุกวันนี้ก็สอนมรรคองค์ 8 เรื่องเดียว สอนมาตั้ง 10 กว่าปีแล้ว สอนมรรคองค์ 8 มาแต่ต้นจนเดี๋ยวนี้ก็ยังสอน และจนกระทั่งจนจะตายก็สอนมรรคองค์ 8 ไม่ได้สอนอื่นเลย และไม่ได้เข้าใจได้ง่ายๆ เรียนกันมาอยู่นี่ก็เรียนมรรคองค์ 8 อยู่ต่อนี่ เรียนมรรคองค์ 8 ไม่ได้เรียนทฤษฎีอื่นนอกนี้เลย และมันลึกซึ้ง ซับซ้อน คัมภีรา ทุทัสสา ทุรนุโพธา สันตา ปณีตา อตักกาวจรา มันลึกซึ้งไม่ได้เห็นได้ง่าย รู้ได้ง่ายนะ เห็นตามรู้ได้ยาก ตามเห็นได้ยาก เดาด้นเดาเอาไม่ได้ อตักกาวจรา คาดคะเนเอาไม่ได้ เป็นเรื่องสงบ สุขุม ประณีต ลึกซึ้งที่สุด นิบปุณณา มีความสำเร็จ มีความจบอยู่ในตัว รู้ได้แต่บัณฑิต บัณฑิตเวทนียา รู้ได้เฉพาะบัณฑิตจริงเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องตื้นเขิน นี้เป็นความเพี้ยนออกไปอย่างมาก ศาสนาพุทธ เพราะฉะนั้น มันจึงไม่มีมรรค ไม่มีผล และไม่มีสิ่งที่เป็นเรื่องเป็นราว ก็กลายเป็นศาสนาเหมือนกับโลกีย์ๆ เป็นการศึกษาศาสนา ก็ศึกษาไปเหมือนกับโลกๆ ศึกษาไปเพื่อเป็นเครื่องอลังการ เป็นเครื่องประเทืองประดับตนเพื่อที่จะเอาไปแลก ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-โลกียสุข ศึกษาไปอย่างงั้นน่ะ ศึกษาปริยัติ จะมีการประกอบการปฏิบัติ ก็ปฏิบัติผิดซะด้วย บอกแล้วไปนั่งหลับตา มันไม่มีบทปฏิบัติอยู่ประจำตัว มรรคองค์ 8 นี่ผมจะอธิบายให้ฟังเล็กน้อย ซึ่งเวลายาวเขาไม่ได้ ผมจะให้ถามนะ ผมจะไม่บรรยายยาวนะ ผมจะพูดเองนี่ไม่ยาวหรอก ประเดี๋ยวจะให้ถามจนหมดเวลาโน่นแหละ และตอบปัญหา เพราะว่าไม่งั้นผมพูดเองนี่ พวกคุณก็อยากรู้อะไรผมไม่รู้ มันก็ไม่ต้องกัน ผมก็พูดไปประเดี๋ยวดีไม่ดี ผมพูดไม่ค่อยน่าฟังนัก ไม่ค่อยต้องอารมณ์นัก ประเดี๋ยวก็นั่งหลับกันเปล่าๆไม่เข้าเรื่องเข้าราวอะไร ยิ่งเวลาตั้ง 2 ชั่วโมงไม่ได้เรื่องแน่ เพราะงั้นเมื่อพบกันมีเวลาก็น้อย ก็มาถามเลยข้องใจอะไร อยากรู้อะไรๆที่ต้องการจะทราบ ถามอันนั้นออกมาเลย และผมก็จะตอบและผมเชื่อว่าผมตอบนี่เข้ามาหาหัวข้อได้ หัวข้อที่ว่าหลักการ หรือว่าวิธีเผยแพร่ศาสนา เผยแผ่ศาสนาออกไปนี่เข้ามาหาหัวข้อนี้ได้ ไม่มีอื่นหรอก ไม่ประหลาดอะไร เพราะฉะนั้น ก็ขอสรุปให้ฟังนิดหน่อยก่อนว่า มรรค หรือ สัมมาอริยมรรคอันมีองค์ 8 นี้ ทฤษฎีนี้ไม่ได้ไปนอกเหนือจากการเป็นอยู่ธรรมดา ธรรมชาติประจำวัน ผู้ที่เรียนรู้มรรคองค์ 8 ที่มีสัมมาอริยมรรคได้กับตัวแล้ว จะปฏิบัติอยู่ประจำตัว ไม่ใช่ไปปฏิบัติต่างหาก เวลามีชีวิตอยู่ก็อยู่อีกต่างหาก ไม่ใช่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน คุณจะเอี้ยวแขน ไกวขา ทรงห่มจีวร ทรงบาตร สังฆาฏิ จะอุจจาระ ปัสสาวะ จะเดิน จะก้าว จะย่าง จะทำการทำงานอะไรก็มีบทปฏิบัติ สังวรระวัง และก็เรียนรู้อยู่ตลอดเวลา แม้สังวรความคิด สังวรวาจา สังวรการงาน สังวรเป็นประจำชีวิตเรียกว่า สัมมาอาชีวะ สังวรอยู่ประจำชีวิต และมันก็จะสั่งสมลงมาเป็นสัมมาสมาธิ เพราะงั้นสัมมาสมาธิ หรือว่าที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า อริโยสัมมาสมาธิสมาธิของพระอริยะนี่ เรียกว่า สัมมาสมาธิ สมาธิของพระอริยะนี่เรียกว่า สัมมาสมาธิ มีได้เกิดได้ด้วยองค์ทั้ง 7 ตั้งแต่ สัมมาทิฏฐิจนถึงสัมมาสติ องค์ทั้ง 7 นี้ เมื่อปฏิบัติองค์ทั้ง 7 นี้ได้ มันก็จะสั่งสมลงเป็น สัมมาสมาธิ เพราะองค์ทั้ง 7 นี่ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันตรัสไว้ชัดในมหาจัตตารีสกสูตรว่า อันนี้เป็นปริกขาโร เป็นอุปนิโสของสัมมาสมาธิ องค์ทั้ง 7 นี่ไม่ใช่ไปนั่งเอาถึงจะได้ สมาธิ ไม่ใช่ ไปตรวจดูดีๆ ใน มหาจัตตารีสกสูตร แต่เสร็จแล้วเราออกนอกรีตหมด อยากได้สมาธิไปนั่งเอา ไม่ใช่นะ ต้องปฏิบัติใน 7 หลักนี้แล้วจะได้ สัมมาสมาธิ เมื่อได้สัมมาสมาธิดี สัมมาญาณ อันเป็นอธิปัญญาจะเกิด และสัมมาวิมุติที่เป็นผลแท้ๆก็จะเกิดตามเป็นองค์ทั้ง10 ในมหาจัตตารีสกสูตร พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด สัมมาญาณ สัมมาวิมุติก็จะตามหลัง จากเมื่อสัมมาสมาธินั้นสมบูรณ์เพียงพอ ในขณะที่ปฏิบัติไปยังไม่สมบูรณ์ มันก็จะเป็นสาสวะ จนกระทั่งมันเป็นอนาสวะ มันจะเป็นส่วนแห่งบุญ-เป็นผลแก่ขันธ์เรื่อยไป นี่เป็นหลักการปฏิบัติ และมีปฏิบัติอยู่ประจำทุกเวลา เรียนหนังสือก็ได้ นี่จะมาเรียนมหาวิทยาลัยนี่ก็ได้ มีมรรคองค์ 8 ปฏิบัติมา และจะเป็นหลักประกัน ปฏิบัติอย่างจริง ปฏิบัติอย่างถูก ผู้นั้นก็มีมรรค-มีผล ถ้าผู้ใดปฏิบัติไม่เป็น ปฏิบัติไม่ถูก มันก็ไม่มีมรรค-ไม่มีผล เมื่อปฏิบัติเป็น ปฏิบัติถูกมีมรรค-มีผลไปเรื่อยๆจริงๆ ความโลภก็ลดจริง ความโกรธก็ลดจริง เมื่อความโลภลดจริง คุณจะเรียนให้สูงเท่าไหร่ เท่าไหร่ เท่าไหร่ก็ได้ เพราะความโลภยิ่งลด การเรียนรู้ ความสามารถยิ่งสูง มันก็ยิ่งจะมีประโยชน์คุณค่า เพราะความเห็นแก่ตัวลด น้อยลง ความโลภลดน้อยลง มันก็ยิ่งจะมีประโยชน์คุณค่าต่อมนุษย์ชาติ ต่อโลกเป็นพหุชนะหิตายะแน่นอน แต่ในเมื่อเราไม่มีทาง เราไม่ได้ปฏิบัติธรรม การศึกษาทุกวันนี้ล้มเหลว ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยข้างนอก หรือมหาวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง เป็นการศึกษาที่ล้มเหลว อย่าหาว่าผมมาว่านะ แต่ที่จริงก็ว่าไปแล้วมันล้มเหลว ล้มเหลวเพราะอะไร? เพราะไม่เข้าใจการศึกษา ไม่เข้าใจว่าการศึกษาที่จะมีคุณค่าต่อมนุษย์นี้ คือ การศึกษาอะไรกันแน่ พระพุทธเจ้าถึงเอาการศึกษาให้มาศึกษามรรคองค์ 8 มาเป็นการศึกษา แล้วมันจะมีคุณต่อโลกมีคุณต่อตน ส่วนการศึกษาแบบนั้นน่ะ ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์มาเขาก็เรียนกันมาแล้ว แม้จะไม่มีมหาวิทยาลัย แม้จะไม่มีโรงเรียนก็เรียน สอนกันเป็นธรรมชาติ เรียนให้ขุดดิน ฟันหญ้า สอนให้ปลูกต้นไม้ สอนให้สร้างบ้านสร้างเรือน สอนให้ทำกระบุง ตะกร้า สอนให้ ทำกระจาด กระบวยอะไรก็แล้วแต่ สอนมาแต่ดึกดำบรรพ์ ก็สอนเครื่องใช้ไม้สอยมา จนกระทั่งสมัยมนุษย์ดึกดำบรรพ์ มาจนกระทั่งถึงสมัยพัฒนามายังไงก็แล้วแต่ วิวัฒนาการมายังไงก็ตามใจเถอะ เราก็เรียนกันมาเป็นวิชาความรู้ที่จะสร้าง ผมใช้คำว่าสร้าง เรียนเพื่อสร้าง เรียนเพื่อรู้ไปทำงานเท่านั้น ซึ่งมนุษย์ต้องมี การงาน แล้วศาสนาพระพุทธเจ้านี่เน้นการงานนี่เป็นสำคัญ ยิ่งมีความโลภ น้อยลงการงานก็ยิ่งเจริญ ยิ่งทำการงานขยันหมั่นเพียร แต่ถ้าสายฤาษีนะ สายนั่งหลับตานี่ ยิ่งนึกว่าตัวเองจิตว่างจิตสงบได้เท่าไหร่ ยิ่งไม่ทำงาน ใช่ไหม? ไม่ต้องนึกยาก เดาเอาก็ได้ ยิ่งจิตสงบแล้ว ก็ยิ่งมัน ยิ่งอยู่ว่างๆเบาๆ สวรรค์หอห้ออยู่ข้างใน แล้วว่าง และยิ่งนั่งหลับเอา หลับเอาๆขี้เกียจเข้าจับ เฉื่อย ศาสนาแบบนี้ที่อินเดียมีเยอะ และมันก็ถึงเป็นอย่างอินเดียใช่ไหม? จนยากจนข้นแค้น และก็ไม่มีความสามารถอยู่อย่างงั้นน่ะ อดอยาก ยากแค้น ไม่มีการพัฒนา ไม่มีการเจริญ ศาสนาพุทธอินเดียเอาไว้ไม่ได้ เพราะมันไม่เข้ากับเส้นเลือดของเขา เพราะอินเดียมันมีศาสนาหลับตามาก่อน และมีมาก และมันก็นิยมมาก แต่ศาสนาพุทธ อินเดียเองในปัญญาชนยอมรับว่ายอดเยี่อม แต่เขาเอาไว้กับประเทศไม่ได้ เพราะเนื้อมวลของประชาชนอินเดีย มันศรัทธาหรือจริตของมันเป็นจริตฤาษีหมด ชอบแต่นั่งขี้เกียจเฉื่อยอยู่งั้น นี่เรากำลังนี่ ศาสนาพุทธกำลังเพี้ยนไปหาศาสนาง่าย มันเป็นความรู้พื้นฐานแค่นั้นเอง ไอ้การสะกดจิตให้สงบนี่ มันความรู้พื้นฐาน มันเรียนไม่ยากอะไร มีความเพียรมากๆ นั่งสะกดจิตเอาๆมันก็ได้เองนะ มีความเพียรเอา ก็ทำได้เท่านั้นน่ะ มันไม่ยากอะไร แต่ศาสนามรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้านี่ล้มทฤษฎี เหล่านี้หมดเลย กลายเป็นคนที่มีความขยันหมั่นเพียร สร้างสรร มีความเจริญ เป็นผู้มีประโยชน์ต่อมหาชนเป็นอันมาก พหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ โลกานุกัมปายะ มันเป็นเรื่องของผู้ที่บรรลุ หรือผู้ได้มรรคผลแล้ว มันอนุเคราะห์โลก ไม่ใช่เห็นแก่ตัว ไม่ใช่ถ้ำใครถ้ำมัน ป่าใครป่ามัน เขาใครเขามัน ไม่ใช่ ไม่ใช่นะ นี่เป็นเรื่องที่จะต้องเข้าใจหลักเกณฑ์อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้น ผมขอวิเคราะห์ไอ้การศึกษาโลก กับการศึกษาที่เป็นการศึกษาซึ่งพระพุทธเจ้าค้นพบนี้ให้ชัดซักนิดหน่อยก่อน แล้วประเดี๋ยวผมจะให้ถาม ผมจะไม่อธิบายอะไรมากกว่านี้นะ ผมบอกแล้วนะ สรุปอีกนิดหน่อยก่อนว่าในหัวข้อที่ว่าหลักการและวิธีการเผยแผ่ศาสนาพุทธ หรือศาสนาธรรมดาก็ตาม ของสันติอโศกนั้นน่ะ ผมบอกแล้วว่าหลักการไม่มีอะไร พยายามที่จะสร้างความจริง ความเป็นจริง มีจริงให้เกิดขึ้นเท่านั้น คือสร้าง ถ้าจะพูดให้สวยกว่านั้น หรูกว่านั้นหน่อยก็ว่าสร้างสัจธรรม สร้างสัจธรรมให้เกิดขึ้นในตัวบุคคลให้ได้ เมื่อสร้างสัจธรรมขึ้นตัวบุคคลขึ้นได้แล้ว มันจะเปิดออกเอง มันจะแผ่ไปเอง มันจะเผยออกไปเอง มันจะแพร่ออกไปเอง ส่วนวิธีการนั้นน่ะ ผมบอกอีกนิดหนึ่ง วิธีการที่ผมทำนี่มันไม่ได้ไปเกิดเอาว่า เราต้องคิดหรอก มันไม่ต้องคิดหรอก มันจะมีวิธีเองตั้งแต่เราเอง เราจะใช้สื่อทุกอย่าง สื่อตั้งแต่ตัวเรา ตัวเรามีอิริยาบถเดินเหินไปมา เอี้ยวแขน ไกวขา เคี้ยว กลืน มีปาสาทิโก มีอาการที่น่าเลื่อมใสทุกอย่าง มันจะเป็นไปเองนั่นตั้งแต่เริ่มต้นสื่อแล้ว สองพูด พูดด้วยซิบอกเขา อธิบายให้เขาฟัง แจกแจงให้เขาฟัง มันก็เป็นการช่วยเผยแผ่แล้ว มันก็เป็นการสื่อออกไปให้คนอื่นรับรู้ได้ รับรู้ นอกจากพูดแล้วจะเขียน เอ้าก็เอาด้วย หนังสือหนังหาเขียนไป จะพิมพ์เดี๋ยวนี้นี่เทคโนโลยี่มีการพิมพ์หนังสือ สมัยพระพุทธเจ้าก็ไม่มีการพิมพ์ แต่สมัยนี้พิมพ์ไปเลย ผมก็เอาเป็นหลักอยู่เรื่องพิมพ์นี่ ก็พิมพ์กันน่าดูเลย นี่ก็กำลังสร้างโรงพิมพ์อยู่ทางนครปฐมอีกโรงหนึ่งยังไม่เสร็จ ยังไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรเลย ยังไม่เสร็จ ยังไม่เป็นโล้เป็นพายอะไร แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็สร้างไปเรื่อยๆ ทำไปเรื่อยๆจนกว่าจะทำงานได้เต็มที่ สร้างเพื่อที่จะพิมพ์เป็นสื่อที่จะเผยแพร่ เผยแพร่ออกไป หรือจะใช้เครื่องมืออะไรอื่นๆก็ได้อีกเยอะแยะ จะเป็นเทป จะเป็นวิทยุ เป็นโทรทัศน์ เป็นวิดีโอ เอาหมดแหละ อะไรที่มันเป็นอุปกรณ์การศึกษาที่จะสื่อออกไปให้คนรับรู้ได้ ดี ชัด หรือมันจะเร็วขึ้นก็เอา แต่ผมเองผมไม่ได้คำนึงถึงความเร็วอย่างเดียว ได้อะไรเร็วๆมาแล้วเราตาย เราไม่เอา อย่างได้มามากๆ เดี๋ยวคนจะ แหม! มาเฮละโล โฮละเลนิยมมามากๆ กรูกันเข้ามาเลย โดยที่เข้ามาแล้วเราไม่มีมาตรการป้องกัน กลายเป็นพวกตื่นน่ะเหมือนกับเจ็กตื่นไฟที่เขาว่า เหมือนกับพวกกระต่ายตื่นตูมอะไรนี่ตายแน่ๆ ผมระวังมากข้อนี้ ถ้าขืนมาเฮละโล มานิยมชมชื่นมา แหม! ตื่นยังกับตื่นดาราอะไรงี้นะ ไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะฉะนั้นมันจะเร็ว ก็ดี ถ้ามันเร็วได้ ได้สัดได้ส่วน และมากนี่ระวังที่สุด อย่าได้มากรูเกรียวเข้ามาทับถมมากเป็นอันขาด ผมระวังในข้อที่ว่าจะมีคนมานิยมมาก หรือเข้ามาหาเราให้เรานี่ต้องช่วยเขา ต้องสอนเขา ต้องแนะนำเขา หรือว่าต้องสอนนั่นแหละมันไม่ไหว เราทำไม่ไหว ผมว่าผมมีวิชาครู เพราะที่จริงผมก็เคยเป็นครูมาตั้ง 10 กว่าปี ตั้งแต่เป็นฆราวาส เพราะฉะนั้น ขืนปล่อยอย่างงั้นไม่ได้ นักเรียนเต็มห้องก็พอแล้ว เราสอนแค่นักเรียนเต็มห้อง เกินกว่าห้องมันไม่มีประสิทธิภาพแล้ว ถ้าเรียนวิชาครูไปคุณก็คงจะรู้ดี เราจะไปทำเกินแรงเกินตัวไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันจะมีประมาณหนึ่ง เราต้องมีมาตรการที่จะต้องปิดป้องไว้ว่าไม่ให้มันเกินนั้น ถ้ามันเกินนั้นไปเราตาย ทำไม่ได้คุณค่าดีเท่าที่ควร มันอ่อน มันจาง มันไม่ได้ประสิทธิภาพที่สมควร เราก็ไม่เอางี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นวิธีการสื่อ วิธีการที่จะเผยแผ่ ก็คือเราสื่อใช้สื่อให้เป็น แล้วก็ประมาณให้เป็นด้วยใช้สื่อ ผมไม่ออกโทรทัศน์ทั้งๆที่ผมเองนี่ ชีวิตเดิมนี่คือนักออกโทรทัศน์ เป็นคนทำงานทางโทรทัศน์มา และชีวิตฆราวาสก็ทำงานโทรทัศน์มาตลอด จนมานี่ ก็ไม่ได้ไปไหน อยู่บริษัทเดียวไม่ได้เคยเปลี่ยนบริษัท อยู่บริษัทไทยโทรทัศน์ตั้งแต่เปิด จนกระทั้งผมลาออกมา อยู่ในโทรทัศน์มาตลอด แต่ผมไม่ออกโทรทัศน์ ไม่เอาโทรทัศน์มาใช้ ไม่ไปออกเหมือนพระพยอม ไม่ไปออกเหมือน กิตติวุฒโท หรือใครต่อใครไม่ไปออก เพราะว่ามันเร็ว ออกโทรทัศน์นี่มันเร็ว มันไว ถ้าขืนเร็วไวแบบนี้ เดี๋ยวโอโฮ! คนฮือฮาเหมือนพระพยอม ชอบอกชอบใจกรูเกรียว ตาย! ผมทำไม่ไหว ไม่ต้องการที่จะให้มันกว้าง หรือว่ามันแพร่ หรือว่ามันใหญ่ หรือว่ามันดัง หรือว่ามันมากยังงั้น เรากังวลมากเรื่องนี้ ไม่ใช่กังวลหรอก พยายามต้องประมาณอย่างมาก อันนี้ระวังและผมก็เห็นสอดคล้องกับที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ธรรมใดวินัยใดเป็นไปเพื่อความมักใหญ่ มักมาก ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต ลึกซึ้งมาก แต่คนเราทุกวันนี้ไม่ได้เคยนึกถึง อยากให้มันดังไวๆ ใหญ่ไวๆ มากไวๆ อะไรไวๆ นั่นแหละเป็นโลกียะธรรมดาๆของสามัญ เป็นธรรมดาของคนโลกๆ เสร็จแล้วก็พัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พังกันมามากแล้ว พอดีๆซักนิดหนึ่งเข้ามาเท่านั้นหนะ โอโฮ! ทำใหญ่ ทำดัง เสร็จแล้วฟ่ามเลย รูดเลไม่ได้มีอะไรเจริญต่อ นี่เป็นเรื่องที่ต้องระวังมากเรื่องการเผยแผ่ หรือการเผยแพร่นี่ ระวังอย่ามักมาก-อย่ามักใหญ่ จะต้องประมาณให้พอเหมาะพอดี สรุปง่ายๆ ก็คือวิธีการเผยแผ่ หรือเผยแพร่ออกให้มาก ก็คือ ใช้สื่อให้เป็น จะสื่อตั้งแต่ตัวเราเอง อาการ อากัปกิริยา ไปจนกระทั่งถึงภาษาคำพูด การเขียน การใช้สื่ออื่นๆใดๆทั้งหมดเลย ทั้งเรื่องของเทคนิคเทคโนโลยี่ต่างๆ อุปกรณ์ต่างๆเราใช้หมด แม้แต่นิทรรศการ แม้แต่ทำรูป ทำป้าย ทำศิลปะ การยังโง้นยังงี้อะไรก็แล้วแต่ ใช้ทุกอย่างเท่าที่เราสามารถทำได้ นี่เป็นการเผยแผ่ นี่เป็นเรื่องของหัวข้อ ที่ผมเองผมคิดว่าจะสรุปไว้แค่นี้ ทีนี้ก็ขอขยายอีกนิดหนึ่ง ที่ว่าจะพูดเมื่อกี้นี้ว่า เรื่องของมรรคองค์ 8 หรือเรื่องของการศึกษานี่ การศึกษาของทางโลกนั้น คือการศึกษาเพื่อสร้าง เพื่อการงานที่จะยังชีพให้ร่างกายขันธ์นี้อยู่ ให้มีประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ในเรื่องที่เราจะปลูกข้าวให้เขากิน จะสร้างโต๊ะให้เขานั่ง จะทำตึกให้เขาอยู่ จะทำอะไรต่ออะไร ช่วยเหลือเฟือฟายกัน เพื่อจะยังชีวิตอยู่ไปเท่านั้นนะ หรือจะมีอะไรมากกว่านั้น จนกระทั่งเป็นศาสตร์นับไม่ถ้วนจนเดี๋ยวนี้ ไม่รู้ว่าอะไรต่ออะไรศาสตร์ต่างๆนานา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ สังคมศาสตร์ ครุศาสตร์ เกษตรศาสตร์ อะไรศาสตร์ๆๆๆต่างๆ จนกระทั่งกระยาสารทอะไรก็แล้วแต่นั่นมันก็ศาสตร์เยอะแยะ ก็เรียนกันไปเพื่อสร้างเท่านั้นเอง ซึ่งก็ไม่ทิ้ง ไม่ทิ้ง ไม่ไปดูถูก มันก็ต้องอาศัยไม่ทิ้ง นั้นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง คือ การศึกษาเพื่อเข้าถึงสัจธรรม โดยเฉพาะต้องเข้าถึงนิพพานนั่นแหละ คือ ศึกษาธรรม ศึกษาสัจธรรม ศึกษาธรรมมีอีกอย่างหนึ่ง แต่ของพระพุทธเจ้านั้น ท่านสรุปสูตรของท่านมาแล้ว คือ มรรคองค์ 8 ไม่แยกกัน แต่ของโลกนี่แยกกัน เพราะฉะนั้น การศึกษาที่ใด เมื่อมีการศึกษา 2 อย่าง มีการศึกษาเพื่อสร้าง หรือเพื่ออย่างโลกๆอย่างหนึ่ง และก็มาศึกษาธรรม มาศึกษาปฏิบัติปรมัตถธรรมอีกอย่างหนึ่ง ถ้าแยกกันอย่างนี้ก็แสดงว่า นั่นน่ะผิดเพี้ยนแล้ว ไม่ได้อยู่ในมรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้า ถ้าผู้ใดศึกษามรรคองค์ 8 ของพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้องเป็น สัมมาทิฏฐิ แล้วก็ทำได้จริง ประพฤติได้จริง การสร้างนี้จะคิด สังกัปปะ จะมีวาจา มีการพูด การงานอะไรต่างๆนานา กัมมันตะ จนกระทั่งถึงทำประจำชีวิตเรียกว่า อาชีวะ, อาชีพ ก็อยู่ในนี้หมด แล้วปฏิบัติเพื่อสั่งสม สัมมาสมาธิ สู่สัมมาญาน สัมมาวิมุติด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ได้แยกกันเลย คือ การศึกษาที่ไม่แยกกัน เพราะงั้น จึงไม่มีความบกพร่อง จึงไม่มีการเสื่อมในความสามารถ เพราะฉะนั้นคิดก็จะคิดเป็น มีพหูสูต มีโลกวิทู มีปรโตโฆสะ ที่จะสามารถรู้อื่นเขาได้ด้วย ไม่ใช่ว่านั่งหลับหูหลับตา เขาจะเป็นยังไง เขาจะตายยังไง เขาจะเกิด เขาจะอยู่ โลกเขาจะเป็นยังไงไม่รู้โลกเขาเลย นั่งหลับหู หลับตา เขาจะเป็นเขาจะอยู่ เขาจะตาย เขาจะมี เขาจะอะไรก็ไม่รู้เรื่อง มีแต่ปิดหูปิดตาหนีโลก หนีโลกนี่ โลกันตะ ส่วนของพระพุทธเจ้านั้น โลกุตตระนี่มันเหนือโลก อยู่กับโลกนี่อยู่เหนือมัน มีอำนาจเหนือมัน มันทำเราไม่ได้ ผุฏฐัสสะ โลกะ ธัมเมหิ จิตตัง ยส น กัมปติ โลกนี่มันจะผัสสะเราอย่างไร เราก็ น กัมปติ เราก็ไม่ได้หวั่นไหวกับมัน ไม่หนีโลกเลย เหนือโลก เพราะฉะนั้นพวกที่โลกันตะนี่ หนีโลก ไปอยู่สุดโลกเหมือนกับอะไรล่ะ เหมือนกับโลหิตัส หนีโลก หาที่สุดของโลก เพื่อที่จะหนีไปอยู่สุดโลกไหนก็ไม่รู้ ออกป่าเขาถ้ำไปไกลที่สุด ที่ไหนมันจะไม่มีคน ที่ไหนมันจะไม่มีโลกียะ สังสารวัฏหลงๆอย่า

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน