310502 คุณธรรมต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดย พระโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
310502 คุณธรรมต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดิน โดย พระโพธิรักษ์ แสดงธรรมก่อนฉัน ณ พุทธสถาน สันติอโศก
1. การเมืองเรื่องคุณธรรม ตอนนี้เรื่องการเมืองก็กำลังเข้ามาในระดับที่เข้ามาคลุก เข้ามาปน เข้ามาประสานกับพวกเราชาวอโศกมากขึ้น ซึ่งอาตมาก็ยังนึกไม่ออกเลยว่า ชาวประชาชนเขาจะมองชาวอโศกเราเป็นอย่างไร ? โดยเฉพาะชาวอโศกเรานี่ ใครก็รู้ทั่วไปอยู่แล้วว่าเป็นนักปฏิบัติธรรม ความรู้สึกของคน คนเก่าๆ ความเชื่อถือของคนเก่าๆ เขาบอกว่า "เรื่องการปฏิบัติธรรม" กับ "เรื่องการเมือง" เป็นคนละเรื่อง นี่แหละมันจะเกิดปฏิกิริยาที่จะทำให้พวกเราชาวอโศกนี่ ต้องได้รับความกระทบกระเทือนตรงนี้ แต่มันเลี่ยงไม่ได้ มันเหมือนหามผีตกป่าช้า ตอนนี้ไม่ฝังก็เผากันแล้ว ไม่รู้จะทำยังไง ถ้าไม่ทำ ไม่เชื่อมโยงช่วงนี้ หากปล่อยไปก็ต่อไม่ติด ขาดแน่ๆ เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่สืบสาน (เพื่อให้สังคมรู้ และยอมรับว่า "การเมืองกับคุณธรรม คืออันหนึ่งอันเดียวกันที่แยกจากกันมิได้)
2. ให้ธรรมะครองงานทุกสิ่งอย่าง ทางคุณจำลองก็เล่นการเมืองมา แล้วประกาศตนเป็นนักธรรมะ ชูธงสันติอโศกอยู่นั่นเอง เรากำลังจะต้องดำเนินการ เพื่อที่จะให้สังคมเขารู้ว่า "ธรรมะเป็นใหญ่" ธรรมะนี้ครองทุกสิ่งทุกอย่าง ธรรมะจะต้องเจริญ ธรรมะจะต้องอยู่ ในมนุษยชาติ จะเป็นการเมือง การค้าขาย การเกษตรกรรม การงานใดๆก็ตาม ต้องมีธรรมะเข้าไปสถาปนาอยู่ในทุกผู้ ทุกมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเมือง หากไม่มีธรรมะ ไม่มีคนมีศีลมีธรรม มีแต่ เสือ สิงห์ กระทิง แรด เขี้ยวยาว หน้าด้าน มันถึงเละ มันถึงเดือดร้อนไปทั่วทุกหัวระแหงมนุษยชาติ ดังนั้น ถ้าขืนปล่อยไปก็คือ เราปล่อยให้ประชาชนได้รับทุกข์ เหมือนเห็นเสือกำลังจะกินคนอยู่ต่อหน้าต่อตา ทั้งๆที่เรามีโอกาส มีอาวุธในมือ มี
อ่านต่อ
อะไร ต่ออะไรอยู่บ้าง ที่จะล้มเสือได้ เรากลับจะยืนดูให้เสือตะปบคนไปกินต่อหน้าต่อตาเฉยๆ โดยที่ไม่ทำอะไรลงไป ได้แต่กลัวว่าเราเองจะเป็นคนที่ไปขัดขวางเสือ จะปล่อยให้มันกินไปอย่างนั้นได้หรือ ? มันเป็นไปไม่ได้! !
3. เมื่อพาลชนเข้าครองเมือง การเมืองคราวนี้ยิ่งจะเลวร้ายลง การเลือกตั้งคราวนี้ และการที่จะขึ้นมาเป็นคณะรัฐบาลต่อไปนี้ ถ้าไม่มีอะไรต้านทาน ไม่มีอะไรไปดึงเอาไว้ ไม่มีอะไรไปพยายามเชิดชู ไม่เห็นแก่ศีลธรรมละก็ สังคมต้องแย่แน่ๆ ขนาดเราออกไปกระโดดโลดเต้น ตีฆ้องร้องบอก ย้ำยืนยัน จะเลือกตั้งก็ต้องไปใช้ศีลธรรม คัดคนก็ต้องคัดคนให้มีศีลธรรม ถึงขนาดนี้แล้ว ก็คอยดูกันเถอะว่า มันยังจะเลวขนาดไหน ? การเมืองในยุคที่จะมีขึ้นมาในอนาคต ผู้ที่จะมาบริหารบ้านเมืองต่อไปนี่ จะเลวร้ายยิ่งหนักหนาสากรรจ์เลย และงานของศีลธรรมเราก็จะหนักหนา ดีไม่ดี ประเดี๋ยวก็ส่งใครมาเป็นรัฐมนตรีศึกษาธิการ เมื่อเขามีอำนาจ อยู่ในมือ อ้าว ! กรมการศาสนาอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการนี่ สั่งจัดการชำระสันติอโศก เราก็เรียบร้อยโรงเรียนจีนเลยนะ เพราะว่าพวกนี้เลวร้ายจริงๆ มันคว่ำตะพึด ด่าตะพึด โค่นตะพึด เอาชนะคะคานลูกเดียว หยาบคายเท่าไหร่เขาก็ทำ หยาบคายจริงๆนะ ต่อหน้าต่อตานายก นี่เขายังด่ากราด เขาด่านายกนี่ ด่าต่อหน้าเลยนะ ด่าให้คำหยาบๆนะ คุณคิดเอาก็แล้วกัน ช่างด่าได้ ไม่ใช่ใครนะ หัวหน้าพรรคด่า ... โอ้โฮ ! หยาบคายถึงขนาดนั้น อยู่ในสภานะ อย่างนี้ เป็นต้น การเมืองแบบนี้ มันไปไม่รอดนะ แล้วเขาก็เอาชนะคะคาน ทำอะไรต่ออะไร เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองหยาบขนาดไหน แถม คารมคมคาย มีวิธีการต่างๆ อย่างว่าน่ะ คนเลวมันมาก ก็เลยหาหมู่หากลุ่ม หาพรรค หาพวกได้อยู่อย่างไม่หยุดหย่อน
4. จำต้องชูธงธรรม อาตมานี่ จำนนเหลือเกินว่า ทั้งๆที่ประชาชนยังไม่เข้าใจ (มันเร็วเหลือเกิน) อาตมาก็หวังจะชะลอๆ เพื่อให้คนเข้าใจว่า "ศาสนานี่แหละ จะต้องเข้าไปสถาปนาอยู่ในทุกหมู่บุคคล" ยิ่งจะไปเป็นผู้บริหารบ้านเมือง เมื่อมีอำนาจจะได้ไม่กดขี่ข่มเหง จะได้ไม่เอารัดเอาเปรียบ จะได้ไม่เบียดเบียนประชาชน แต่เสร็จแล้ว ถ้าไม่ยื่นมือเข้าไป มันก็ไม่ทัน เราจำเป็นจะต้องไปต้าน ไปกั้น เข้าไปแสดงตัวว่า "อย่าไปทารุณโหดร้ายประชาชนมากนัก จะต้องนึกถึงศีลธรรม จะต้องนึกถึงสิ่งที่ดีงามบ้าง" โดยเฉพาะเราเป็นพระ เราทำอะไรไม่ได้มาก ก็ได้แต่เตือนเขา ส่วนพวกเราฆราวาส ที่จะสามารถไปต้านไปกั้นได้ เข้าไปคลุกคลีได้ ก็ต้องทำ อย่างคุณจำลองทำอยู่ ตกลงเราก็จะต้องหาหมู่หาพวก เดินหน้าเข้าไปสู่การเมืองอย่างมากขึ้น เกินกว่าเวลาที่เราตั้งใจเอาไว้ ที่จะให้มันช้ากว่านี้หน่อย อาตมาก็กำลังกระจายความรู้ความเห็น พยายามที่จะให้ประชาชนเข้าใจ ทางด้านเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ให้เห็นว่า เป็นเรื่องของประชาชน ของมนุษยชาติ เมื่อกี้ก็ยังอ่านคอลัมน์อีกฟากฟ้าหนึ่ง พยายามจะเผยแพร่อะไรต่ออะไรพวกนี้ไปอยู่ ก็ยังไม่ทัน (ที่สังคมจะเข้าใจเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธได้ดีพอ ก็ต้องหันมากระจายความรู้ทางรัฐศาสตร์)
5. ผลสะท้อนต่อสังคม ขณะนี้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความคิดของพวกเรามีน้ำหนัก แม้แต่ในเชิงคิดอะไรพวกนี้ ที่เราทำงานสื่อสาร เผยแพร่อะไรออกไปต่างๆนานา ทุกสถาบัน ทุกแห่ง ทุกแหล่ง ที่เขารับรู้ เขาได้รับสื่อสารของเราอยู่ เขาได้เข้าใจแนวคิดของเราอยู่ แล้วแนวคิดของเราก็เข้าไปมีบทบาทต่อสังคม คืองานของเราที่ทำอยู่นี่ งานสื่อสาร งานแสดงความคิดเห็น อะไรต่ออะไรต่างๆนานานี่ สังคมตอนนี้รับเอาไปผสมผสานอยู่ ไม่ใช่ว่าเขาทิ้งขว้าง ไม่มีผลเลย ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอะไรอย่างนี้ ไม่ใช่นะ ทุกวันนี้ มันไม่ใช่เช่นนั้น แม้แต่บทบาทต่อการเมือง ประเทศ สังคม ขณะนี้แนวคิดของเรามีบทบาทมากทีเดียว นี่เพราะผลของการที่เราได้ปฏิบัติธรรมมาเท่านั้น
6. พลังธรรมนำสันติสุข เราปฏิบัติธรรมมาแล้ว มันก็เกิดคุณภาพ หรือคุณค่าอะไรขึ้นมา คุณภาพ หรือคุณค่าเหล่านี้แหละ มันจะเกิดสภาพตัวอย่าง มันจะเกิดสภาพความเป็นไป ความเป็นอยู่ และระบบสังคมขึ้นมา ทำให้เขาจะต้องอ่านความเป็นอยู่ อ่านระบบสังคม อ่านมนุษย์กลุ่มนี้ว่า มันเกิดผลดีหรือผลไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยู่รวมกันเป็นสันติสุข เขาจะเข้ามาศึกษาเปรียบเทียบว่า เอ... พวกนี้นี่ เขามีแนวคิดอย่างนี้ เขามีระบบอย่างนี้ เขากระทำอย่างนี้ เขาอบรมตนอย่างนี้ แล้วเขาก็เกิดวัฒนธรรมสังคมของเขาอย่างนี้นะ เขามีสันติสุขดีไหม ? เศรษฐพรรค เศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจของเขาดีไหม ? เขาทุกข์ร้อนหรือเปล่า ? เขาก็ต้องอ่านออกมา ถ้าเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า เราเป็นอยู่สุข มีสันติสุข มีภราดรภาพ มีเศรษฐกิจดี มีสุขภาพกาย สุขภาพใจดี เขาก็จะสรุปได้ว่า เพราะวิธีการ หรือการกระทำของเราอย่างนี้เอง ถึงกระทำให้กลุ่มคนกลุ่มนี้ เกิดสันติสุขอย่างนี้ขึ้น
7. สื่อสารัตถะให้เกิดสัจจะ เพราะฉะนั้น แม้แต่ความคิดที่เราเสนอออกไป แสดงออกไป แม้แต่เราเล่าเรื่องนั่น เรื่องนี่ เรื่องสารอโศก ทำอย่างนั้นปฏิบัติอย่างนี้ เขาก็ต้องเอาไปประกอบการพิจารณา เมื่อประกอบการพิจารณาแล้ว เขาก็จะต้องได้เกิดปัญญาอยู่ในนั้นขึ้นมา ค่อยๆศึกษา ค่อยๆเห็น ค่อยๆเข้าใจ ตอนแรกที่เขาไม่สนใจ หรือเขาศึกษาอย่างเสียไม่ได้ มันก็จะรู้ใน เชิงอย่างนั้น เรียนเผินๆ ศึกษาเผินๆ ไม่ค่อยเจอสัจจะหรอก เมื่อมันมีผลโน้มน้าวอะไรๆขึ้นมา ทำให้เขาต้องพินิจพิจารณาลึกซึ้งขึ้น จับเนื้อหาชัดขึ้น อะไรต่ออะไรขึ้น เขาก็จะเจอสัจจะ เพราะสัจจะมันลึกซึ้ง เมื่อเขาศึกษาละเอียดขึ้น เขาจะเจอสัจจะขึ้นเรื่อยๆ เราก็ได้ผลแล้ว ขอให้เขาสนใจมาศึกษาเถอะ เรายินดีที่จะให้เขาศึกษา ศึกษาเข้าไป ยิ่งเขาลึกซึ้งขึ้นไป เขาก็จะรู้ หลายคนก็เริ่มปฏิบัติบ้าง อย่างนี้ เป็นต้น ลองปฏิบัติดูซิ ขอท้าทายให้มาพิสูจน์ ลองเข้าไปเถอะ (ทำดี) อย่างพวกคุณก็รู้ตัวดีว่า หลายคนก็แค่เข้ามาลอง เสร็จแล้วก็ เสร็จเรียบร้อย อยู่ในนี้แหละ ส่วนคนไม่ได้ดีนั้น แน่นอน มันก็มี มันไม่ประหลาดอะไรหรอก อย่างไรๆ ก็ตามแต่ คนที่ไม่มา มันก็มีอยู่แล้ว เราทำให้คนที่ไม่มานั่นแหละ มาให้ได้ นี่ก็คือการเกิดก่อแล้ว คือการเจริญแล้ว คือการมีอะไรขึ้นมาใหม่แล้ว แต่ก่อนคนก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละ มันจะเน่ามันจะเหม็น มันจะทุกข์ มันจะร้อน มันก็มีอยู่อย่างนั้นแหละ เสร็จแล้วเราก็มาทำสิ่งนี้ขึ้น (ปฏิบัติธรรม) คนที่อยู่ทุกข์ๆ ร้อนๆ เน่าๆ เหม็นๆนั่นแหละ เกิดมาเป็นผู้พ้นทุกข์อย่างเราขึ้น 5 คน 10 คน 100 คน 1,000 คนขึ้นมานี่ มันก็เกิดขึ้นมาจากคนเหล่านี้เอง แม้ไม่มากเท่าเขา แต่มันก็เกิดมาแล้ว ได้ขึ้นมาแล้ว มีปริมาณ มีคุณภาพที่แท้ขึ้นมาแล้ว แล้วมันก็จะเป็นบทบาท เป็นพลัง ที่ก่อเชื้อ ที่จะพัฒนา มันจะสืบต่อเผ่าพันธุ์ออกไปอีกแน่นอน
8. เสียสละต้องก่อเกิด เพราะฉะนั้น บทบาทงานทางด้านการเมือง ระบบของการเมืองก็ตาม ถ้ายิ่งเรารุกขึ้นไปถึงระบบการเมือง เขาจะต้องเห็นดีเห็นชอบว่า "ผู้จะไปทำงานการเมืองนี้ ต้องมีคุณธรรม ต้องมีสัจจะจริงว่า เขาจะต้องเป็นคนเสียสละ ต้องเป็นคนความโลภน้อยลงๆ" ไม่ใช่ไปเห็นแก่ตัว ไปหาช่องทางที่จะละโมบโลภมาก เบียดเบียน กอบโกย หาผลประโยชน์ ถ้าเขารู้ว่ามีคนอย่างพวกเรานี้ (กลุ่มคนผู้ปฏิบัติธรรม) หรือพวกเราเองนี่ เข้าไปเป็นตัวมวลในการบริหารด้วย แน่นอน... มันจะต้องมีผลดีต่อสังคม ประเทศชาติอย่างเด็ดขาด มีแน่ๆ จะมากหรือน้อยก็ตาม เราก็ต้องทำสุดฤทธิ์ สุดความสามารถของเรา ที่เราจะต้องทำ ต้องทำ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว ก็ต้องรู้ให้ชัด อย่าไปคลางแคลงอยู่ว่า งานศาสนานี่ เอ๊! มันเกี่ยวข้องกับการเมืองหรือเปล่า ? ก็เราอยู่ในเมือง เราไม่ได้อยู่เขา อยู่ป่า อยู่ถ้ำ เราทำงานกับสังคม มันก็ต้องเกี่ยวข้อง เกี่ยวข้องโดยยืนหยัด ยืนยันด้วย ต้องยืนหยัดได้ว่า เราเองจะต้องเป็นคนที่ไม่ไปพ่ายแพ้ ต่อระบบสังคมที่เป็นสังคมเมืองทาส ไม่ใช่สังคมเมืองไทย
9. อย่าดูดายสังคม สังคมพยายามที่จะมอมเมาให้คนตกเป็นทาสเครื่องบริโภค ทาสของกินของใช้ ทาสสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือย อวดโอ่ เบ่งข่ม อะไรกันไม่เข้าเรื่อง ไม่เข้าราว จนฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย จนผลาญพร่า จนทุกข์ร้อนกันอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราไม่รู้ตัว แล้วก็ไม่ขมีขมัน นิ่งดูดาย กลายเป็นปล่อยปละละเลย ช่างมันเถอะ ช่างมัน เป็นคนไม่มี (ประโยชน์) อะไรในสังคมเลย มีเหมือนไม่มี (คือมีคุณอยู่ในสังคมนี้ ก็เหมือนกับว่าไม่มีคุณอยู่เลย เพราะคุณมิได้สร้างคุณค่าอะไรให้สังคม) แม้เราจะได้ประโยชน์ว่า เราเองเราไม่ทุกข์ร้อนกับสังคมเขาก็ตาม แต่มันไม่ได้เอาภาระอะไรเลย มีเหมือนไม่มีดังกล่าวแล้ว มันก็ไม่มีฤทธิ์ ที่จะทำให้สังคมที่เราอยู่ร่วมด้วยนี่แหละ พัฒนาและเจริญขึ้นมาได้เป็นอันขาด
10. พัฒนาตนสู่สัมมาอริยมรรค เพราะฉะนั้น เราจะต้องสำนึกในเรื่องนี้ ตระหนักในเรื่องนี้ให้ดีทีเดียว งานการที่เราทำอยู่ขณะนี้ แต่ละผู้ที่ชำนาญกันอยู่ก็ดี จะเป็นระบบที่เรากำลังทำอยู่ การค้า การขาย การเมือง การมาเป็นพ่อค้า แม่ขายนี่ก็ตาม ไปเป็นนักการเมืองก็ตาม แม้แต่เป็นข้าราชการ เป็นครู ก็กำลังเป็นสิ่งที่สังคมเขาจะมองเปรียบเทียบ เดี๋ยวนี้ครูของชาวอโศกเราก็ไม่น้อย เป็นพยาบาล เป็นข้าราชการ ในส่วนนั้นส่วนนี้ ก็มีกันอยู่ทั่วไป แล้วมีลักษณะอย่างเรา คือ ยืนหยัดสัจจะ มีบทบาทปรากฏขึ้นอยู่เรื่อยๆ เราไม่ไปแย่งหรอก 2 ขั้น เราจะขยันขึ้น ไม่ได้เป็นครูหยิบโหย่ง ไม่ได้เป็นครูที่จะทันสมัยแบบวิ่งตามโลกแฟชั่น เอาแต่แต่งเนื้อแต่งตัวชะเวิบชะวาบ เอาแต่เที่ยวเตร่ เอาแต่ช็อบปิ้ง เอาแต่อะไรๆ งานการไม่ค่อยเอาท่า ดูแลนักเรียนก็ไม่เสียสละอะไรจริง ก็กลายเป็นครูที่เอาภาระ กลายเป็นครูที่ใส่ใจ เป็นตัวอย่าง ไม่หยิบโหย่ง เป็นคนหนักเอาเบาสู้ สกปรกเลอะเทอะ ปัดกวาดอะไรก็ได้ ไม่มีศักดินาอะไร ซ้อนเชิงนะ คนดีจะนับถือคนที่ไม่ถือตัว คนดี คนที่มีดวงตา คนที่มีปัญญาก็จะเห็นว่า โอ้ ! คนอย่างนี้ มันน่าเคารพนับถือนะ เขาอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ถือเนื้อ ไม่ถือต้ว ขยันหมั่นเพียร ไม่เอาเปรียบเอารัด เสียสละ งานที่ใครเขาถือว่าต่ำ งานที่ใครเขาถือว่าเล็กว่าน้อยอะไร ก็ทำได้ไม่รังเกียจ เป็นคนหนักเอาเบาสู้หมด คนที่มีภูมิปัญญาจะศรัทธา เคารพนับถือคนอย่างนั้น คนที่มีแต่ความชั่ว ความคิดมิจฉาทิฐิ หัวสูง จะถือเนื้อถือตัว เหยียดหยาม ดูถูก ดูแคลน มันก็ดูถูกคนที่เขาไม่ถือเนื้อถือตัว คนที่เขาอ่อนน้อม ถ่อมตน คนที่เขาเป็นคนยอม เป็นคนทำงานต่ำ งานโน่น งานนี่ งานเล็ก งานน้อย อะไร เขาก็ทำได้อย่างนี้ เป็นต้น คนที่มีจิตใจถือหยิ่ง ก็แน่นอน ก็เหยียดหยาม ก็ไม่ชอบ มันไม่แปลกอะไรหรอก มันเป็นธรรมดา คุณจะเอาอย่างไหนล่ะ ! จะให้คนอย่างนั้นมาชอบคุณ หมื่นคน ! ล้านคน ! หรือคุณจะเอาคนดีๆ นั่นแหละ แม้น้อยคนมาศรัทธามาเลื่อมใส คุณจะเอายังไง ? อย่างอาตมานี่ ถ้าอยากจะเอา โด่งๆดังๆ ให้คนมาพินอบพิเทา เอาคนมาเคารพนับถือมากๆ อาตมาก็เอาอย่างโลกีย์ อย่างพระคุณเจ้าต่างๆ ทั้งหลายแหล่ ก็เอาอกเอาใจทำเชิงชั้น มีลีลา เป็นมาดที่เขานิยม ชมชื่น ชมชอบ ไม่ใช่มาดมอซอ ทำตัวกระจอกๆ ทำตัวน้อยตัวเล็ก อาตมาก็จะได้คนอย่างนั้น แล้วคนอย่างนั้น มีเยอะ ! คนอย่างโลกีย์ อย่างนั้น มีเยอะ ! ก็แน่นอน ก็ได้รับความนับถือเยอะ !
11. กว่าจะปรับทิฐิให้สัมมา เลือดตาแทบกระเด็น คนผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมะอันเป็นสัจธรรมได้นั้น มีน้อย ต้องอุตสาหะ พยายามเผยแพร่กันอยู่ แจกจ่ายเจือจานอะไรกัน กว่าจะสร้างพวกคุณให้มาเป็นผู้ที่รู้ที่เห็นได้ แหม เลือดตาแทบกระเด็น ทั้งแนะนำ ทั้งชี้แจง ทั้งหาเหตุผล ทั้งยืนหยัดยืนยัน มีหลักฐานไอ้นั่น ไอ้นี่ นั่นนี่มายืนยัน โอ้ ! ก็ได้เข้ามาแค่นี้นะ ได้มาแค่นี้ๆ น้อย ! แต่อาตมาไม่เสียใจเลยนะ อาตมาดีใจด้วยซ้ำว่า โอ้โฮ ! เรายังสามารถนะ ทั้งๆที่ไม่ใช่เรื่องง่าย เรื่องยากเหลือเกิน ยังสามารถได้คนปฏิบัติตามมาขนาดนี้ นี่ดีใจนะ ไม่ใช่เสียใจ ใครจะบอกว่า เอ้ย สู้โน่น คณะโน้นเขาไม่ได้ คณะโน้นเขาได้พวก เขาได้หมู่เยอะแยะกว่าแน่ โอย... เอาไปเถอะ อาตมาว่า อาตมามองลึกกว่านั้น อยู่นะ เรื่องจะเอาแต่มวลประมาณคนเฉยๆน่ะ วิธีการของอาตมาก็มี ถ้าจะทำ คนเขาชอบอะไร อาตมาก็ทำอย่างนั้น ดีไม่ดี จะเล่นไสยศาสตร์ จะเล่นงมๆงายๆ ขี้คร้านจะมานั่งเข้าคิว เข้าแถวอยู่ทุกวันๆนี่ คลาคล่ำอยู่ตรงนี้นะ ก็ทำได้ ทำได้ เล่นปาหี่ อาตมาก็เล่นเป็นอยู่แท้ๆ ทำไมจะเล่นไม่เป็น ไอ้ที่เขานิยมชมชอบ เอ้า ... มาซิ จะรวยลาภ จะรวยยศอย่างโน้นอย่างนี้ แหม เล่นหกคะเมน ตีลังกา เล่นอย่างโน้น อย่างนี้ อะไรอยู่ มันก็ทำได้มาได้ อาตมาไม่ใช่ทำไม่เป็น เคยทำมาแล้วด้วย มันก็ทำได้ แล้วยิ่งผนวกกับชื่อเสียงแบบนี้ด้วยนะ โฮ้ ! สบายมาก ถ้าจะเอาแต่ปริมาณอย่างนั้น แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะรังสรรค์อะไร มันไม่ใช่เรื่องความดิบความดีอะไร แต่เขาก็ทำกันอยู่โครมๆ อาตมาไม่ทำหรอก เพราะฉะนั้น ก็ขอให้พวกเรานี่ เข้าใจให้ดีๆ อย่ามองอะไรเผินๆ รู้อะไรให้ลึกซึ้ง ให้เข้าท่า
12. หยุดก่อน...ผู้สื่อข่าว ขณะนี้ก็เตรียมตัว อย่าเพิ่งไปพูดอะไรมาก ในเรื่องของการเมือง พวก น.ส.พ. กำลังจะหาเรื่องอะไรๆ จะเขียนอยู่นี่ ถูกไม่ถูก ได้ไม่ได้ โน่นนี่ นี่โน้นอะไร ก็จับลงล็อกลงแล็ก เขียนกันไป แล้วก็มาหาอาตมา มาคุยสัมภาษณ์ ไปออกโน่นนี่ แหม อาตมาก็เมื่อย ไม่มาเสียได้มันก็บุญ จะได้ไม่ต้องพูด พูดไปก็มีแต่เสียกับเสีย หนังสือพิมพ์นี่ พูดไปแล้วก็ไปเขียน เพื่อที่จะเขียนหนังสือพิมพ์ให้มัน ดูหวือหวา ให้มันดูหกคะเมนตีลังกาอะไร มันรู้สึกจี้ใจดี ผู้คนจะได้สนใจมาซื้อ หนังสือเขา เขาชอบปรุงให้รสจัด เราพูดไปแค่นี้น่ะ ปรุงใส่ไข่ไปอีก 5 ฟอง เพื่อที่จะขายของ แล้วเขาไม่นึกถึงคนอื่นบ้างเลย เพราะฉะนั้นไม่มาสัมภาษณ์เลยมันเป็นบุญของอาตมา อาตมายังไม่รู้ว่าจะมีบุญหรือเปล่า ? ไม่มาสัมภาษณ์น่ะ บุญนัก บุญหนาแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะมีบุญหรือไม่ มันคงจะเหลือเศษบาปอยู่บ้างก็ไม่รู้ ต้องให้สัมภาษณ์ พูดไปแล้ว ก็ยังพยายามซอกแซก แยงโน่นแยงนี่ เพื่อที่จะให้พูด เสร็จแล้ว ก็จับเอาคำ เอาความไอ้โน่นไอ้นี่ เอาไปค้า เอาไปขายอย่างที่ว่านี่ ถ้าจะว่าไปแล้วหนังสือพิมพ์ ทุกวันนี้นี่ นึกถึงแต่ผลประโยชน์ การค้า การขาย แทนที่จะรายงานธรรมดาสามัญ ให้มันเรียบราบไปตามเนื้อหาของมันพอประมาณนะ ไม่ทำ ! ต้องทำให้หวือหวาดังกล่าวนี้ จึงกลายเป็นหนังสือพิมพ์ที่พาให้สังคมเลวร้ายลงไปได้ด้วย ไอ้เรื่องดี ไม่ค่อยเชิดเท่าไหร่หรอก ไอ้เรื่องที่มันพาชั่ว พาเลวพาร้ายอะไร โอ้... ยิ่งว่าให้หนักเข้าไปใหญ่เลย มันก็เลยยิ่งเห็นสังคมบ้านเมืองยิ่งต่ำ คนก็เลยเห็นว่า ก็มันต่ำแล้วก็ช่างมันเถอะ ก็ต่ำๆ ก็ทำต่ำๆไปยังงี้ก็แล้วกัน มันก็เลยจะไปอย่างนั้นกันใหญ่ ก็แย่กันพอดี นี่ก็เห็นอยู่แล้ว ใครๆ ก็สังเกตเห็นแล้ว คุณจำลองก็วิ่งเทียวไล้เทียวขื่อ มาเมื่อวานนี้ แต่ไม่ได้มานี่ วันนี้ก็ต้องวิ่งมา เมื่อวันก่อนนี้ไปหาอาตมาถึงปฐมอโศก เมื่อวานนี้ก็ไปวิ่งเต้นอะไรต่ออะไร อ้าว ! วันนี้ก็มาอีก แล้วมาต่อรองอะไรกับอาตมาอีกแล้ว ไปแล้ว เมื่อกี้ยังโทรศัพท์มาอีก ก็จะต้องช่วยกันคิดว่าจะทำอย่างไรดี ที่สุด ขณะนี้ข้อมูลมีมาเรื่อยๆ ตัดสินแล้ว ตกลงอะไรแน่นอนยังไม่ได้ อาตมาก็ยังบอกอะไรไม่ได้ว่า ขณะนี้เป็นยังไง แต่บอกได้แล้วว่า แน่นอน เราจะต้องเตรียมตัว เพื่อช่วยในเรื่องการเมืองที่เป็นอยู่ในประเทศขณะนี้ เพราะยุบสภาก็รู้อยู่แล้ว จะต้องหาเสียง มันจะต้องเลือกผู้คนเข้าไปบริหารบ้านเมือง หรือเข้าไปทำหน้าที่ผู้แทนประชาชน (ส.ส.นั่นเอง)
13. บทบาท และขอบเขตที่พึงกระทำ เราเองอยู่ในระดับ ส.ส. เราไม่ได้อยู่ในระดับที่จะเป็นรัฐมนตรี ไปเป็นนายก เราไม่อยู่ในระดับนั้น เพราะเราไม่พร้อม โอ้ย ! หาตัวยากคุณเอ๋ย ที่จะไปเป็นน่ะ จะเอาใคร แล้วจะไปทำอะไรได้มากมาย แต่...จริงๆนั่นนะ ถ้าว่ากันจริงๆนะ พวกเราไปทำ ก็ทำได้นะ ! และอาตมามั่นใจด้วยว่า จะทำดีกว่าเขา แต่เขาจะศรัทธาหรือ ? แรงศรัทธาของคนนี่สำคัญเหมือนกันนะ ทำงานกับสังคม ไม่มีแรงศรัทธาเลย ถึงจะเก่งให้ตาย สร้างความสามารถ สร้างอะไร ที่จะยืนหยัดยืนยัน เพื่อให้เขายอมรับ แค่ 4 ปีนี้ก็หมดยุคสมัยแล้ว ยังไม่ทันเป็นโล้เป็นพายหรอกนะ ก็ไม่ได้เรื่องหรอก เพราะฉะนั้น เรื่องนี้นี่ เราถึงต้องรู้โอกาส รู้เวลา
14. อาศัยเวลาและโอกาส มุ่งสร้างสิ่งดีงาม ต้องสร้างตัวเองให้สังคมเขาฟัง เขารู้ เขาเห็น เขาเข้าใจ เขาจำได้ ตอนนี้เด่นๆ อยู่ก็มีอยู่แค่ คุณจำลอง คุณรุ่งโรจน์เท่านั้นเอง ที่ประกาศตัวออกไปเล่นการเมือง แม้แต่พวกเรา ที่ไปทำงานช่วยอยู่ กทม. (สุนัย เศรษฐ์บุญสร้าง, ธำรงค์ แสงสุริยจันทร์) ก็ยังไม่รู้เขาเอาไปซุกไว้มุมไหนเลย สังคมเขารู้จักกันแค่ไหน ทั้งๆที่ออกชื่อ สุนัย บ่อยอยู่เหมือนกัน ในฐานะเลขาฯ ผู้ช่วยก็มีบทบาทอะไรบ้าง ก็ดูๆกระแสสังคมเขาก็ยังแค่นั้นๆ เขาก็ยังไม่ได้ศรัทธาอะไรต่ออะไรแค่ไหน ก็ตามเนื้อจริงที่เรามี เราก็ต้องรู้โอกาส รู้กาลเทศะ ฐานะของเราว่า เออ... ตัวเราก็เท่านี้อยู่นะ ทำอะไรเกินตัวไม่ดี การที่เราไม่ทำอะไรเกินตัวได้นั้นน่ะ มันดีอยู่แล้วล่ะ ประมาณตน อย่าอวดดี อวดโด่อะไรเลย อวดดี อวดโด่ อะไรเข้า มันไม่เข้าท่าอะไรหรอก แหม ! ประเภทนึกว่าตัวเองนี่ใหญ่ ตัวเองนี่เยี่ยม ตัวเองนี่สามารถ ตัวเองนี่ทำได้ คำนึงแต่ว่า เขาไปทำอย่างนั้นได้ แล้วเขาก็ได้ประโยชน์ หรือ อย่างน้อยที่สุด ก็ได้ถูกยกยอปอปั้นอย่างนั้นขึ้นมาก็ อ้อ เบ่ง แอ้คๆ เลยซิ เป็นเกียรติประวัติของวงศ์สกุลนั้น ฉิบหายวายป่วงอย่างไง ช่างหัวมัน โอ้ ! ดูแล้ว คนเรานี่ มันกิเลสจริงๆเลย
15. ทำ ...ทำด้วยจิตวิญญาณ แห่งความสำนึกดี เพราะฉะนั้น ที่เราจะทำนี่ ทำด้วยความสำนึกต่อหน้าที่ ที่เราจะพอทำได้กับประชาชน เพราะฉะนั้น ในขอบเขตที่เราจะทำ ต้องบอกกันอย่างน้อยที่สุดเริ่มต้นคราวนี้ เราจะเป็นเบ๊ช่วยเขาหาเสียง เมื่อเราสมัครก็ไม่ได้ เมื่อสมัครไม่ได้ ก็ต้องไปสนับสนุนคนที่เราเห็นว่าควรจะสมัคร ควรจะเข้าไปเป็นผู้ที่อย่างน้อยได้แค่นี้ก็เอา เราไม่ได้หลงตัว หลงตนว่าเราใหญ่ เราเบ้งอะไรหรอก เราก็ส่งผู้ที่เราเห็นสมควรเข้าไป อีกหน่อยก็จะต้อง ดูซิว่า ใครจะสมัครได้บ้าง ในพวกเรานี้ จะมีกี่คนมั่งก็ไม่รู้หรอกนะ อาตมาก็ประกาศแล้วเมื่อวานนี้ แม้แต่พระนี่ จะออกไปสมัคร ส.ส.ก็เชิญ ไม่ว่ากระไรล่ะ ไม่รู้ใครนึกกรึ่มๆ อยู่ในใจบ้าง ? ก็ไม่รู้นี่ นอกจากท่านวสวัตติโก แล้วมีใครอีกบ้าง ...ส.ส.! เอ้ มองดูหน้าตาแล้ว ก็ไม่เห็น ไอ้นั่น ไอ้นี่ อะไรมากมายนัก (ส่วนใหญ่คงยึดมั่นต่อการประพฤติพรหมจรรย์) อาตมาพูดจริงนะ ถ้าจะเอาจริงๆ ก็ไม่ว่าอะไร อาตมาเชื่อนะว่า พระเรานี่ เป็นพระปฏิบัติธรรมมาขนาดนี้นี่ นี่คงไม่กบฎให้อาตมาเจ็บใจมากมาย ชนิด โอ้โฮ ! อุตส่าห์ออกไปจากบ่ออโศกนะ ทำไมถึงไปเลวอย่างนั้น คงจะไม่ให้เจ็บใจถึงขนาดนี้กระมัง ไปทำงานก็คงจะมีคุณธรรมพอสมควร หรอกมั้ง ส่วนความสามารถของคุณก็ของคุณ ก็ของใครของมันแหละ ส่วนอาตมาคำนึงถึงด้านคุณภาพ อาตมามุ่งทางนี้ อาตมาหมายทางนี้ ใครมีคุณธรรมออกไปเถอะ ไปทำงานก็มีคุณธรรม เพราะฉะนั้น จะไปทำงานกับสังคมก็เอา คุณเองยังอยากจะไปวาด ลวดลายอยู่ทางโน้น ยังจะต้องไปช่วยประชาชนอยู่ทางโน้น ก็ไม่ว่ากระไร อาตมาเข้าใจ อย่างน้อยก็เลือดโพธิสัตว์ มีเลือดโพธิสัตว์อยู่บ้าง ก็ต้องช่วยประชาชนมนุษยชาติ เหมือนกับ ฝ่ายมหายาน เขาน่ะเรื่องบวช เรื่องรูปแบบอย่างนี้เรื่องเล็ก ไม่เป็นไร เขาก็ว่าอย่างนั้น เขาเอาเรื่องเนื้อหาสาระดีกว่า ส่วนเราเอาไว้ก่อนรูปแบบพระ ตอนนี้ทำเนื้อหาก่อนว่างั้นนะ จะได้กำไรหรือขาดทุนไม่รู้นะ ออกไปแล้ว จะได้กำไรหรือขาดทุนก็แล้วแต่คุณก็แล้วกัน ส่วนฆราวาสนั้น มีหน้าที่ทำได้อยู่แล้ว ไม่มีปัญหาอะไร
16. ยอมให้เป็น เล็กให้ได้ เพราะฉะนั้น ใครรู้สึกว่าเราจะสามารถ เราเห็นควร จงทำ ! อย่างน้อยที่สุด เตรียมตัวเป็นเบ๊ได้... ออกลุยหาเสียง ถ้าสมมุติว่านะ (ตอนนี้ ที่จริงก็ยังไม่อยากพูด) เมื่อวานนี้ก็คุย เมื่อเช้านี้ก็คุยกับคุณจำลอง แล้วคุณจำลองก็เห็นดีด้วย บอกว่าที่อาตมาเสนอไปหน่อยหนึ่งว่า เอ๊ ! มันน่าจะส่งใครคนหนึ่งลงประกบ ประกบกับหัวหน้าพรรคที่ควรจะประกบมั่งอะไรอย่างนี่นะ มันน่าสนุกอยู่นะ คุณจำลอง ก็ว่า เออ ! ผมไม่ได้คิดแง่นี้จริงๆ ด้วยนะ โอ้โฮ เข้าทีๆ พวกเราก็จะคึกคักนะ เอาเลยลุย อาตมาก็บอกไปว่า คุณไม่ต้องห่วงหรอก พวกชาวอโศกจะไปหาเสียงให้เลย ลุย ! เพราะฉะนั้น เอา 2 คนประกบขึ้นมา ก็ยังนึกอยู่เลย จะมีใครอีกสักคนหนึ่งประกบ ในย่านนี้ เขาจะมี ส.ส.ได้ 3 ว่างั้น เอาเลย เราก็ 3 ประกบ หาเสียงใส่เข้าไปเลยรวมกัน ต้องช่วยกันดับดาวร้ายให้ได้
17. เร็ว...ช่วยๆกัน ดับ ! ดาวร้ายของสังคม จะต้องพยายามที่จะดับดาวร้ายให้ได้ เพราะเราเอง ไม่เคยชนะกับเขามานี่ แต่เขาเคยชนะคนที่เขาเคยชนะ เคยไม่พ่าย ไม่แพ้ มาโดนเราดับได้นี้ แหม ! ไม่รู้จะเลียแผลขนาดไปนะ ก็แล้วแต่ ซึ่งสังคมจะได้อะไรดีขึ้น เพราะว่าเราไม่ได้ลำเอียงอะไร เราก็เห็นอยู่ว่า เอ๊ ! ทำไม เขาต้องรวนๆ เลวๆ ร้ายๆ อย่างนี้อยู่นะ คนเรามันพูดกันไปคนละแง่ คนละมุมก็รู้สึกว่า เขามีมุมที่จะพูดว่า อะไรๆของเขาดีอยู่ มันก็มีอยู่เหมือนกัน แต่ดูแล้ว มันเลวร้ายจริงๆ มันทำอะไรต่ออะไรเพื่อที่จะหาผลประโยชน์เท่านั้น ทำอะไรต่ออะไรเพื่อจะได้สร้าง ลาภ ยศ สรรเสริญให้แก่ตัวเองเท่านั้นเอง ส่วนตัวเองจะแสดงออกอย่างไรๆ เลวร้ายอย่างไร ต่ำเตี้ยอย่างไร ก็ไม่เคยคิด ไม่เคยคำนึงถึง ใครจะทำอะไรก็ยาก นี่ ก็มาเดินว่อนๆ อยู่นี่อีกคน อภิสินนี่ เป็นไง จะลงสมัคร ส.ส. หรือยังไง เอาหรือเปล่า อะไรเล่า สั่นหัว ก็มันน่าสนุกนะ มาวัดดีกว่า... เอ้อ คุณคิดยังงี้ พระก็ไม่สึกซิ ก็ขนาดฆราวาสเขายังบอกว่า "มาวัดดีกว่า" แบบนี้ พระก็ไม่ยอมสึกซิ แบบนี้
18. ผู้ไม่นำพาสังคม ที่จริงในฐานะของผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ต้องไปเที่ยวได้ละเลงอะไรกับโลกเขานัก มันก็เบา มันก็สบาย แต่เราจะไปเป็นคนที่มีความเห็นแก่ตัวแค่นั้น เป็นภพ เป็นชาติ ไม่มีเลือดโพธิสัตว์ ไม่มีความปรารถนาดีต่อบุคคลอื่น ไม่คิดที่จะทำงาน ช่วยเหลือเฟือฟายบุคคลอื่นบ้าง เอาแต่นั่งเฉย ไปหาฤาษี ปล่อยให้เลือดฤาษี เข้ามาคุกคามมากเกินไป มันก็ไม่ไหวนะนี่ มันยังลำเอียงโต่งข้างหนึ่งนะ เพราะฉะนั้น ไม่ได้หรอก พระโพธิสัตว์กับอรหันต์ ต้องมีทั้ง 2 อย่าง อรหัตผลของพระพุทธเจ้านั้น อยู่ท่ามกลางเตาหลอมเหล็กได้อย่าง แข็งแรงจริงๆนะ ช่วยเหลือเขาได้ มีพหุชนะหิตายะ พหุชนะสุขายะ จริงๆนะ (เป็นไปเพื่อประโ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive