310129 ตอบปัญหาแก่พระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ครั้งที่ 5 โดย พระโพธิรักษ์ ที่วัดมหาธาตุ.docx
เนื้อหาในไฟล์
310129 ตอบปัญหาแก่พระนิสิตมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย ครั้งที่ 5 โดย พระโพธิรักษ์ ที่วัดมหาธาตุ
จากบรรดานิสิตไม่น้อยเหมือนกัน ข้างนอกก็อยากมาฟัง ใช่ไหม? ข้างนอกก็อยากมาฟัง ถ้ามีที่ก็นิมนต์น่ะครับ เพราะนานๆทีปีหน เรามาฟังกัน ฟังเพื่ออะไร เพื่อศึกษา แต่ถ้าเราศึกษาอยู่ในเฉพาะในกะลาครอบ นี่ก็อย่าไป ศึกษามันเลยละฮะ ไหนก็ไม่เปิดพระไตรปิฎก ไม่เปิดอรรถกถาก็อย่าไปดูมันเลย โลกทัศน์เราก็แคบอยู่แค่นั้น หรือใครจะมาว่าอะไร ผมในฐานะคณบดี มารักษาการใหม่ ก็พร้อมที่จะรับผิดชอบ ครับก็เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลานะครับ ก็กราบอาราธนานิมนต์ท่านอาจารย์ ได้ถวายความรู้แก่บรรดานิสิตคณะครุศาสตร์ปีที่ 3 เอกสอนวิชาสังคมศึกษาครับ ขออาราธนานิมนต์เลยครับ
เจริญธรรมครับ ท่านพระนิสิตทั้งหลาย ผมไม่เกริ่นแล้ว ผมเกริ่นมาทุกๆห้องแล้ว นี้เป็นห้องสุดท้ายแล้วที่ผมจะได้มาบรรยาย ผมเกริ่นว่าผมมานี่เพราะอะไร มี exception อะไรต่างๆนานา ซึ่งบอกได้นิดนึงว่า ผมเองผมไม่รับนิมนต์ แต่ว่านี่ผมถือเป็นกรณีพิเศษ ถือว่าเป็น exception ที่ผมจะต้องมา เห็นว่าเป็นการศึกษาที่อยู่ในระบบ อย่างแท้จริง และตั้งอกตั้งใจจะศึกษาเป็นทางการจริงๆ ผมก็เลยถือเอาเป็น exception แล้วก็มาบรรยาย หรือว่ามาเล่าอะไรๆสู่กันฟัง หรือว่ามาให้ซัก ตอนนี้ก็ตัว เรียกว่าตัวปัญหา หรือว่าตัวเจ้าปัญหา หรือว่าตัวการมาแล้วน่ะ มาถึงที่แล้วน่ะ ก็เตรียมตัวซักให้ละเอียดๆ ซักฟอกให้ขาวสะอาดกันก็แล้วกัน ผมจะให้ถามปัญหามาก ผมจะบรรยายน้อย เพราะฉะนั้นก็เตรียมตัว มีกระดาษก็เขียนปัญหาเอาไว้แล้วก็เตรียมเอาไว้ส่งขึ้นมา แล้วผมจะตอบปัญหามากกว่า เพราะว่าถ้าผมบรรยายไปของผม พวกคุณก็ไม่ค่อยเข้ากับที่ผมบรรยาย เพราะผมบรรยายก็เพราะผมคิดว่าอันนี่ดี ผมก็เอาออกมาบรรยายอยู่เรื่อยไป พวกคุณ
อ่านต่อ
ก็บอกว่า โอ้ย!ไม่อยากรู้เลย ไม่เห็นอยากรู้เลย มันก็ไม่เข้าท่ากัน เพราะอย่างงั้นบางทีชั่วโมงนึงผ่านไป สองชั่วโมงผ่านไป มันก็เสียเวลาเปล่าไป และเราก็มีเวลาน้อยด้วย อาจจะได้พบกันครั้งเดียว ไม่ได้มาพบกันอีกเลยทั้งชาตินี้ ตายจากกันไปก็ได้ไม่แน่ไม่นอน เพราะงั้นเมื่อได้เจอกันครั้งนี้ซะแล้ว ก็เอามีอะไรที่จะซักฟอก มีอะไรที่จะถามไถ่ ไอ้ที่มันข้องคาใจก็ถามซะ ประเดี๋ยวว่าหมดลมหายใจเข้ามาแล้ว ก็โอ๋ย! ยังไม่อยากตาย ยังตายไม่ลง มันยังข้องใจ ยังอยากจะสับพระโพธิรักษ์อยู่หน่อย มันก็ประเดี่ยวจะติดใจไปอีก ก็จะเป็นบาปเป็นเวรกันไปอีกหลายๆชาติ ไม่ดีนะ เพราะฉะนั้นก็ว่ากันไปเลย เอาละเข้าสู่เรื่องว่า เรื่องที่จะให้ผมมาบรรยายว่า หลักการหรือวิธีการเผยแผ่ของสันติอโศกนั่น ผมก็ขออธิบายคร่าวๆ ซึ่งซ้ำซากหรอก ห้องๆไหนผมก็พูด ก็เพราะตั้งหัวข้อมาให้แล้วนี่ ผมก็เลยต้องพูดคร่าวๆบ้าง เรื่องหลักการนั่น ผมก็บอกทุกห้องเหมือนกันหมด เดี๋ยวเทปก็จะซ้ำอยู่ตรงนี้ ทุกห้องอัดไว้ก็ตรงนี้เหมือนกัน หลักการที่สันติอโศกถือนั้น ผมเองนี้แหละเป็นตัวการใหญ่ของสันติอโศก เพราะฉะนั้นหลักการที่ถือ ก็คือ เราจะมุ่งเข้าหาความเป็นจริง ได้จริง ของความจริง เราจะเข้าไปเอาความจริง หรือเรียกภาษาพระเราเรียกกันอยู่ว่า สัจธรรม จะต้องเข้าถึงสัจจะ หรือจะต้องเข้าถึงสัจธรรมให้ได้ จนถึงขั้นปรมัตถสัจจะโน่นแหละ แต่อย่าลืมว่าในปรมัตถสัจจะนั่น จะต้องเป็นผู้รู้แจ้งถึงสมมติสัจจะอย่างดี ถ้าผู้ไม่รู้สมมติสัจจะแล้ว จะออกจากโลกสมมติสัจจะไปไม่ได้ แต่ในสมมติสัจจะนั่น ไม่มีปรมัตถสัจจะนั้นย่อมได้ เพราะฉะนั้นสัจจะ 2 ส่วนนี่ ฟังให้ดี ในปรมัตถสัจจะ มีสมมติสัจจะอยู่ ผู้ศึกษาปรมัตถสัจจะ หรือผู้บรรลุธรรมในปรมัตถสัจจะ จะต้องรู้เท่าทันสมมติสัจจะ ที่เรียกว่า โลกีย์ทั้งหมด ไม่เช่นนั้นออกจากโลกีย์ไม่ได้ เพราะไม่รู้ มันออกไม่ได้ ต้องรู้เป็นปริญเญยยะ เพราะตัวโลกียะหรือตัวปัญหานั่นคือ ทุกข์ ต้องรู้เท่าทันเป็นปริญเญยยะ และรู้เหตุมันด้วย เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้รู้แค่โลกียะเท่านั้น ต้องรู้เหตุแห่งโลกียะ หรือเหตุแห่งสังสารวัฏ มันเป็นยังไงมันถึงเป็นโลก มันถึงเป็นโลกียะ มันถึงเป็นสังสารวัฏ รู้เหตุมัน แล้วดับเหตุ ฆ่าเหตุเป็น ปหานตัพพาใ ห้ตายจริงๆ ไม่ใช่ลืมๆเหตุ ไม่รู้เหตุ ปล่อยวางๆ วาง หัวมันอยู่ยังไง หางมันอยู่อย่างไง ไม่รู้ตัวไม่รู้ตนมันไม่ได้ ต้องฆ่ามันให้ตาย มันอยู่ที่ไหน มันอยู่ที่จิตวิญญาณเรา และมันเก่งน่ะ มันเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ ชีวิตจิตใจเรา มันเป็นเจ้าข้าวเจ้าของน่ะ มันยึดครองมานาน อันที่จริงมันเป็นแขก มันเป็นอาคันตุเก แต่มันเข้าไปยึดครองจิตเรายังกับเป็นเจ้าเรือน ขณะนี่เวลาคุณหิว เวลาคุณอยาก เวลาคุณไปโน่นมานี่อะไร กิเลสมันบงการทั้งนั้น ไม่ใช่จิตวิญญาณหรอก จิตวิญญาณมันเป็นเพียงแค่ธาตุรู้ พอสัมผัสทางตามันก็รู้ พอสัมผัสทางหู มันก็รู้ๆเท่านั้น มันไม่ได้มีโลภ มีโกรธ มีหลงอะไร แต่อั๊ยโลภ อั๊ยโกรธ อั๊ยหลง นั้นคือ กิเลส มันบงการให้เรา มันเป็นเจ้าเข้าเจ้าของเราอยู่เดี๋ยวนี้ มันบงการจังเลย เพราะยังงั้นเราจะต้องฆ่ากิเลสให้จริงๆ อย่าหมายความว่าโยนกิเลสทิ้ง โดยไม่รู้จักหน้าตากิเลส ต้องรู้จักหน้าตากิเลสเลย หยาบ-กลาง-ละเอียด วีติกกมกิเลส ปริยุฏฐาน จนถึง อนุสัยกิเลส ให้รู้ละเอียดหมดเลย แล้วฆ่ามันจริงๆ เห็นวิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี จนปฏินิสสัคคานุปัสสี ตามรู้ ตามเห็น จนกระทั่งฆ่ามันตายหมด นิโรธก็รู้ว่านิโรธ ไม่มีแล้ว สุญญตาแล้ว กิเลสมันตายแหงแก๋ ถอนอนุสัย ถอนอาสวะ รู้อยู่เห็นอยู่เป็นปัจจุบันนั้นเทียว ชานโต ปัสสโต วิหารติ รู้จริงๆเห็นจริงๆ ไม่ใช่ว่าได้แต่ภาษา ต้องมีสิ่งที่มีเป็น subject คือ เห็นสุญญตา สุญญตาไม่ใช่คิดเอานะ อนัตตาก็ไม่ใช่คิดเอาน่ะ ไม่มีตัวตน มีญาณทัสสนะวิเสสเห็นเลยว่า อ้อ! กิเลสไม่มีตัวตนอยู่กับเราแล้ว อนัตตา ไม่ใช่อะไรๆก็ไม่มีตัวตน อั๊ยยังงั้นก็เป็นทางสมมติสัจจะ ไม่ใช่ปรมัตถสัจจะ ปรมัตถสัจจะต้องเห็นที่จิตเจตสิก เห็นว่าอนัตตาที่จิตเจตสิก อนัตตา คือ อนัตโต ปรโต ตุจฉโต วิตถโต สุญญโต เห็นอยู่ในจิตน่ะ เห็นว่ามันไม่มีตัวตนจริงๆเลยไม่มีแล้วๆ จะฟุ้งจะกระจายอยู่ก็ไม่มีๆ สุญญโตแท้ๆ ต้องเห็นต้องรู้ด้วยอนุปัสสี ตามรู้ตามเห็นจริงๆน่ะ ไม่ใช่ว่าตรรกศาสตร์ คิดเอา โอ้!อะไรก็ไม่ใช่ตัวตน แบบนี่เข้าใจแล้ว พวกคุณก็เข้าใจ อะไรๆก็ไม่ใช่ตัวตนของเรา อะไรๆก็ไม่ใช่ของเรา ตายไปจากแล้วก็ไม่ใช่ของเรา แต่กิเลสมันยังเป็นของเราอยู่ ตายแล้วมันก็ยังเป็นกิเลสของเราอยู่ เพราะยังไม่ได้ฆ่ามันตาย หรือเข้าใจว่าเป็นอุจเฉท คิดว่าตายแล้วสูญ ถ้าใครคิดว่าตายแล้วสูญ ไม่ต้องมาเรียนธรรมะให้ยากหรอก นิพพานเดี๋ยวนี่ก็แล้วกัน ไม่ยากนิพพานเดี๋ยวนี่ เอาอะไรมาตัดคอให้มันขาดเดี๋ยวนี่ ตายเดี๋ยวนี่ ตายแล้วมันก็สูญแล้วนี่ ใช่ไหม? ไม่ยากนี่ นิพพานง๊ายง่าย อุจเฉททิฐินี่ นิพพานง่ายมาก ตายเมื่อไรก็อุจเฉทเมื่อนั้น สูญเมื่อนั้น ไม่ต้องเกิดอีก ไม่ต้องมีอะไรอีกต่อ แต่ศาสนาพุทธเจ้าไม่ได้อุจเฉทอย่างนั้นนะ และก็ไม่ใช่สัสสต จะต้องมีพระเจ้านิรันดร มีก๊อด มีอะไร โอ้โฮ! วนเวียนอยู่นั้นแล้ว หรือไม่ก็อยู่เป็นเจ้าครองโลกอยู่นิรันดร์ ไม่ใช่สัสสตอย่างนั้นด้วย และก็ไม่ใช่อุจเฉทที่ตายแล้วก็สูญด้วยนะ เพราะยังงั้น เราจะต้องรู้จักกิเลสจริง แล้วก็ดับฆ่ากิเลสจริงให้ได้ถึงความจริงอย่างนี้ ผมพอพูดผ่านๆไปแล้วน่ะ "อนัตตา"ต้องมีสิ่งที่ได้เห็นได้รู้แจ้งจริงๆ ไม่ใช่ตรรกศาสตร์ ไม่ใช่ว่า โอ!ไม่ใช่ตัวตน มันไม่ใช่ตัวตนแค่ตรรกศาสตร์ แค่ความรู้เหตุและผล ฟังก็ อ้อ! ใครก็รู้นี่ ใครก็ศึกษามามากแล้ว นี่ก็ไม่ใช่ตัวตน นั้นไม่ใช่ตัวตน ขอแขนสักข้างซิ เอาพร้ามาสักเล่มซี ให้ไหม? ไม่ให้อยู่นั่นแหละ นั้นมันก็เจ็บ มันก็ไม่อยากให้อยู่นั่นแหละ ถึงแม้ว่าอยากให้ได้เสียดายมันก็เจ็บอีก จะเอาไปทำไม แขนของเรา โธ่! ทำลายกันเปล่าๆนะ เอาไว้ใช้งานเถอะน่ะ เอาล่ะในรายละเอียด พลความอะไรจะพูดไปอีกก็เยิ่นเย่อ มันก็คงจะได้ เพราะงั้นผมก็ขอสรุปเข้าว่า เราจะต้องเข้าหาความจริง โดยเฉพาะความจริง สัจจะที่ว่านี้เป็นปรมัตถสัจจะ บอกแล้วว่าปรมัตถสัจจะ ต้องรู้เท่าทันสมมติสัจจะด้วย แต่ในสมมุติสัจจะนั้น ไม่มีปรมัตถสัจจะได้ คนโลกๆธรรมดาไม่ได้ศึกษาสัจธรรมที่แท้จริง ไม่มีอริยสัจอะไร ไม่ได้รู้ทางแห่งการละ-ลดอะไร ก็แน่นอนย่อมไม่รู้จักสัจจะอันเป็นปรมัตถ์ ก็รู้แค่สมมติสัจจะ ตัวตน บุคคล เรา เขา ลาภ-ยศ- สรรเสริญ-โลกียสุข อะไรก็รู้กันถ้วนทั่ว สมมติสัจจะ แล้วก็แย่งกันอยู่ในสมมตินั้นกันต่อไป เพราะฉะนั้น ในสมมติสัจจะ ไม่มีปรมัตถสัจจะได้ แต่ในปรมัตถสัจจะนั้น ไม่มีสมมติไม่ได้ สมมติสัจจะยิ่งใหญ่ในพระอรหันต์นั้น ปรมัตถสัจจะของท่านนั้นไม่ยึดเลย, ไม่มีแล้ว, ไม่ยึดมั่นถือมั่นแล้ว แต่พระอรหันต์เจ้า ยึดในสมมติสัจจะ ยังกุศลให้ถึงพร้อม กุศลก็เป็นสมมติ อกุศลก็เป็นสมมติ แต่พระอรหันต์เจ้าไม่เอาแล้ว สัพพปาปัสสะ อกรณัง ไม่เอาแล้ว ชั่ว บาป อกุศลไม่เอา ละเว้นจริงๆ ละเว้นให้ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจะยึดแต่กุศลเป็นเอก ท่านจะทำแต่กุศลจนกว่าจะ ดับขันธ์ สำหรับพระอรหันต์ ส่วนปรมัตถ์นั้นไม่มีแล้ว ตัวตนของท่านไม่มี ท่านไม่เห็นแก่ตัว ท่านอะไรแล้ว ท่านไม่ยึดถืออะไรแล้ว เพราะสูญแล้ว วางแล้ว ว่างแล้ว ลอยตัวแล้ว ไม่มีอะไรในปรมัตถ์ เมื่อได้แล้ว เป็นแล้ว ไม่มี แต่ท่านก็จะรู้ว่า สัจจะอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องมีต้องอาศัย แม้แต่รูปนามขันธ์ 5 ก็คือสมมติสัจจะ เพราะงั้นต้องกินให้มัน ต้องล้างตัวให้มัน ต้องเช็ดต้องถูให้มันบ้างพอสมเหมาะสมควร ต้องนุ่งต้องห่มบ้าง ต้องนอนต้องพัก ต้องเป็นต้องไปต้องมาอะไรให้มัน ต้องดูแลมัน และต้องทำประโยชน์ให้แก่โลกไป ในเมื่อไม่เห็นแก่ตัว ก็ยิ่งทำประโยชน์ให้เห็นแก่โลกได้ อย่างสมบูรณ์ได้มากที่สุดน่ะ ถ้ายังเห็นแก่ตัวอยู่มันก็ไม่ทำ อย่างพวกฤาษี นั่งหลับหู-หลับตา ป่าเขา ลำเนาไพร ถ้ำข้า ป่าข้า เขาข้าอย่างงี้ ก็เห็นแก่ตัวอยู่ในภพ เป็นภวตัณหาติดภพ ไปนั่ง โอ! มันดี ว่างดีๆ แต่ไม่รู้ว่ากิเลสนั่งเสพภพ สะกดจิตให้ว่างๆๆๆ เป็นวิธีการนึงซึ่งฤาษีสมัยก่อนโบราณ ค้นพบก่อนพระพุทธเจ้าเกิด อาราฬดาบส อุทกดาบสโน่น พาไปสู่อรูปฌานโน่นแน่ นี่ว่างกว่าอรูปฌานเสียด้วยซ้ำ ก็นั่งว่างๆอยู่อย่างนั้น พระพุทธเจ้าก็ถึงบอกว่า โอ้! จะไปโปรดก็ตายเสียแล้วว่ะ! ฉิบหายใหญ่แล้วหนอ 2 องค์นี่ตายเสียแล้ว ไม่รู้จะไปโปรดได้ยังไง อั๊ยยังงั้นยังไปติดภพติดภวตัณหา เดี๋ยวนี้ไม่เรียนกันภวตัณหา เรียนกันอย่างมากแค่กามตัณหา ก็ไม่ค่อยเก่ง และก็ไปหลงติดภวตัณหา ให้เป็นอัตตกิลมถานุโยคอยู่นั่นเอง ลำบากเปล๊าเปล่าแต่ไม่พ้นอัตตา อัตตกิลมถะ ผมแปลว่าอย่างนี่นะ อั๊ยที่ไปนอนหนามนอนหน่าย ไปกรีดเลือดกรีดเนื้อ ไปทรมานตน อั๊ยหยาบๆคายๆนั่น โอย! ไม่ต้องใช้สัมมาสัมโพธิญาณสอนหรอก ใครมันก็รู้ อั๊ยอย่างงั้นน่ะ แต่อัตตกิลมถะนี่ ลำบากลำบนเปล๊าเปล่า แต่เสร็จแล้วก็ไม่พ้นอัตตา ก็ยังเหลืออัตตาอยู่นั่นเองเรียกว่าอัตตกิลมถะ อั๊ยอย่างงี้ซิก็ต้องเรียนรู้อัตตา จนกระทั่งละอัตตานุทิฐิ จนกระทั่งเป็นอนัตตาให้ได้ เมื่อเห็นอนัตตาแล้วจริง ในอัตตานุทิฐิสูตร ก็ต้องจริงน่ะ ในมิจฉาทิฐิสูตร สักกายทิฐิสูตร อัตตานุทิฐิสูตร ท่านสอนไว้ชัดนะ สักกายนี่ต้องพ้นด้วยเห็นทุกข์-รู้ทุกข์ ต้องลดลงไป จางคลายทุกข์ลงไปเท่าไร ก็จางคลายทุกข์ลงไปเท่านั่น จนกระทั่งสุดท้ายเหลืออัตตานี่ ทุกข์น้อยแล้ว พระอนาคามีนี่ทุกข์น้อย เพราะว่าอัตตาเหลือน้อย แต่ต้องล้างอัตตาให้หมดจนเป็นอนัตตา ถ้าไม่เห็นอนัตตา ไม่เกิดอนัตตา ผู้นั้นก็ไม่พ้นอัตตานุทิฐิ ฟังดีๆน่ะไม่เหมือนกับที่คนอื่นเขาอธิบาย เพราะอัตตาและอนัตตาที่เขาอธิบายกัน อธิบายกันแบบตรรกศาสตร์ ซึ่งใครก็ฟังได้เข้าใจ เหมือนกับบรรลุแล้ว เออ!มันไม่ใช่ตัวตน มันก็เข้าใจแล้ว ซาโตริแล้ว แต่จริงๆแล้วยังไม่ถึงสภาวะ ยังไม่ได้เป็นปรมัตถ์ ยังไม่ได้เข้าถึงจิต-เจตสิก ต้องตามรู้ ตามเห็น อาการ-ลิงค์-นิมิต ของมันชัดๆ รู้นะว่ามันเป็นเครื่องหมายอนัตตาอย่างไร อาการอย่างไรอนัตตา กิเลสมันเป็นอาการอย่างไร ต่างกันอย่างไรกิเลสโลภ ต่างกับโกรธ โลภมาก - โลภน้อย ปริยุฏฐานกิเลสต่างจากอนุสัยกิเลสอย่างไร วิติกมกิเลสต่างจากปริยุฏฐานกิเลสอย่างไร ต้องเห็นลิงคะของมัน เห็นความแตกต่างของมันชัด เห็นเองรู้เองด้วยญาณทัสสนะของเรา นี่เรียกว่าเข้าหาความจริง นี่เป็นหลักการณ์ๆที่เราจะต้องถึงความจริง เมื่อได้ความจริงแล้ว ละโลภ-โกรธ-หลง ละกิเลส-ตัณหาอะไรเราได้ จริงๆแล้ว เรามีความจริงแล้ว ทีนี้มันเอาไปแผ่ไปเผยเอง เอาไปประกาศๆ ผู้ที่รู้แล้ว สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ เอาไปประกาศให้ผู้อื่นรู้เห็นตามอย่างนั้น และนี่ๆเป็นหลักการ ทีนี้ วิธีการนั้นผมบอกไม่ไหว วิธีการเผยแพร่ของสันติอโศก บอกได้ คร่าวๆด้วยความหมายว่า วิธีการนั่นใช้สื่อทุกอย่าง ตั้งแต่สื่อที่เราเอง เรามีอิริยาบถของผู้พ้น เราพ้น เราละ เราเลิก เราขาด มันก็พ้นอยู่ที่ตัวเรานี่แหละ ใครมาดูมาเห็นก็พ้น ผมสมมติง่ายๆ ผมพ้นแล้วไม่ต้องมีเงิน-มีทอง ผมก็ไม่มีเงิน-มีทอง ของผมโดยจริงของผมยังงี้เป็นต้น ใครมาเห็นก็ เออ!พระองค์นี้ไม่มีเงิน-ไม่มีทอง สงสัยจะไปตามๆพิสูจน์ผม เป็นเอหิปัสสิโก ท้าทายไปพิสูจน์ผมไม่มีน่ะ ใครอยากรู้ว่ามี ไปตามไป ผมอยู่ที่ไหนๆ เมื่อไหร่ๆ รอดูเมื่อไหร่ๆ เอาไปฝากใครไว้ ซุกซ่อนเชิงกลไว้แบบไหนไปตาม จะรู้ว่าโอ! นี่ไม่มีจริงๆน่ะ ไม่มีเงิน ไม่มีทอง องค์นี่ปฏิบัติอย่างไร มักน้อย-สันโดษอย่างไร มีอาการอากัปกิริยาอย่างไรมันก็มีที่ตัวเรา มันก็เผยแพร่แล้วในตัว ปากพูดได้ บรรยายได้ก็บอกไป ผมไม่เป็นอย่างงี้แล้ว ผมละอย่างงี้ ผมทำอย่างงี้ ผมเว้นอย่างงี้ ผมขาดแล้วอย่างงี้ ผมมาเป็นอย่างงี้ อะไรเป็นบาปสมาจารผมเลิกมา อะไรเป็นอภิสมาจารผมทำให้ยิ่ง อย่างนี่ได้ ก็บอกกันไป เท่าที่จะบอกกันได้ เป็นปากพูด ทำอย่างไรๆจึงพ้น ทำอย่างไรจึงไม่พ้น อธิบายบอกกัน นี่เป็นสื่อทั้งนั้น สื่อตั้งแต่เราเป็น เรามี เป็นอิริยาบถ 2.พูดบอก 3.เขียน 4.ใช้สื่อต่างๆ ทำนิทรรศการ ทำวิทยุ ทำโทรทัศน์ ทำเสียงออกไปเป็นเครื่องหมาย เครื่องมืออะไรต่างๆนานา จนกระทั่งถึงวิดีโอ เครื่องมือเทคนิคอะไร ที่มันพอเป็นไปได้เอาทั้งนั้น ถ้าเราสามารถทำได้ นี่คือใช้สื่อ สรุปง่ายๆคือวิธีการที่จะเผยแผ่ หรือเผยแพร่ก็ตาม ก็ใช้สื่อต่างๆที่จะ ให้คนอื่นเข้าใจได้ดีที่สุด ถูกที่สุด และเร็วที่สุด นั้นคือวิธีเผยแพร่หรือเผยแพร่ ขยายความบ้างเล็กน้อยแล้ว เพราะยังงั้น ในเรื่องของศาสนานี่ก็ เราก็จะต้อง เข้าหาความจริงซะก่อนให้ได้ เมื่อได้ความจริงซะก่อนแล้วถึงมาประกาศ มาเปิดเผย จริงๆเอามาประกาศเปิดเผยนี่ ก็มาเปิดเผยสิ่งที่ดี ว่าเราเป็น เรามีเราได้ความจริง เราได้อริยสัจ เราได้สัจธรรม เราได้ปรมัตถสัจจะ อันนั้นอันนี่แล้ว เราบอกกัน บอกกันบ้างในผู้ที่พอสมควร ที่จะพอบอกกันได้ ภูมิขนาดอุปสัมบัน เป็นภูมิขนาดไหนเราก็บอกกันได้ ภูมิขนาดอนุสัมบันบอกไปแล้วมันไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดีมันด่าเอาด้วย ก็ควรระมัดระวังหน่อย พระพุทธเจ้าท่านก็ปรามไว้ ถ้าผู้ใดรู้แล้วว่าประมาณดีแล้ว ก็ไม่มีปัญหา ถ้าประมาณไม่ดี ท่านก็บอกว่าเอาไว้ก่อน วินัยบอกว่าเอาไปเผยแพร่ เอาไปพูดอวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่ถูกต้อง ไปอวดกับอนุสัมบันอะไรเข้ายังงี้ ท่านก็ปรับอาบัติปาจิตตีย์เข้าบ้าง เพราะไม่ระมัดระวัง ท่านก็ปรับบ้าง แต่ถ้าเผื่อว่าเราประมาณดีแล้ว อวดได้น่ะ เออ! ขนาดนี้อุปสัมบันพูดได้ มีภูมิพอ เข้าถึงพอ อุปสัมบันได้ ก็ว่ากันไปและอวดกันไป อวดนี่เราต้องรู้ว่า เราอวดเป็นสาเถยยะจิตหรือเปล่า? ถ้าเป็นสาเถยยะจิต เราก็ต้องรู้ว่า อาการของกิเลสเป็นอย่างไร กิเลสสาเถยยะเป็นอย่างไร คุณก็ชั่วของคุณเอง ถ้าคุณอวดอย่างสาเถยยะจิต คุณก็สะสมกิเลสของคุณเอง เพราะกรรมเป็นอันทำ คุณทำเมื่อไหร่คุณก็สะสมสาเถยยะจิต โอย! มันๆดี มันได้อวด มันเบ่งดี มันเป็นมานะมันได้ยกตนยกตัว มันได้คุยเขื่อง มันได้อะไรต่ออะไร มันก็เป็นกิเลสของคนๆเท่านั้นเอง ไม่ต้องไปลงโทษเขาหรอก ไม่ต้องไปจดลงหนังหมา แผ่นทองคงแผ่นทองคำอะไร มันก็จริง กรรมเป็นอันทำ ทำเมื่อไหร่แม้แต่คิดเดี๋ยวเดียว นิดเดียว มันก็เป็นนิดเดียว คิดนานๆก็เป็นนิดนาน ประทับลงไปในใจมาก มันก็ประทับลงไปในใจมาก เป็นของจริงอย่างนั้น เพราะงั้นไม่ต้องไปลงโทษเขาหรอก เขาลงโทษของเขาเอง กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท มันเป็นเรื่องของเขา กรรมของเขาเองเป็นอันทำ เป็นสมบัติของเขา เขาก็เป็นทายาทของกรรมของเขาเอง กรรมชั่วก็เป็นของเขา กรรมดีก็เป็นของเขา แบ่งกันไม่ได้นา
แบ่งบุญ-แบ่งบาป แบ่งกุศล-อกุศลกันไม่ได้ อั๊ยที่ทำอยู่ทุกวันนี่ ไปเอาลัทธิอะไรมาผสมก็ไม่รู้ แบ่งส่วนกุศลให้คนนั้นคนนี้ แหม! แบ่งกันใหญ่เลย เสร็จแล้วก็หลอกล่อกินหัวพุงหัวมันของฆราวาสเขาไปหมดนา เพราะงั้นมันแบ่งได้ที่ไหน แบ่งไม่ได้หรอก แบ่งยิ่งแบ่งวัตถุส่งไปให้ผู้ตาย โอ้โฮ! ตลกตาย นี้ผมไม่ได้บรรยายมาเลยเรื่องนี่ในห้องต่างๆ ห้องนี่แวะออกมาตรงนี่ก็พูดให้ฟังเสียงหน่อย จะได้แปลกๆ ใหม่ๆหน่อยๆ เทปมันมีหลายเรื่อง เพราะฉะนั้นจะได้ไม่ซ้ำกันบ้าง อั๊ยเรื่องอุทิศส่วนกุศลนี่ มันอุทิศกันไม่ได้ กุศลที่เป็นวัตถุ ยิ่งไม่ได้ใหญ่ พ่อชอบทุเรียน พ่อตายแล้ว เอาละ เอามาถวายพระ เจ้าข้าเอ่ย แหม! ส่ง พ่อชอบเหลือเกินทุเรียนนี่ ส่งอุทิศส่วนกุศลไปให้พ่อหน่อยเถอะ พระก็ว่า เออ! โยมเอามาทุเรียนมา พระก็ซัดเข้าเลยตุ๊ยๆ เข้ากระเพาะ เอาละโยม ตรวจน้ำๆนะ ส่งไปให้พ่อ ยถา วรีวหา ปูรา... ถามว่าทุเรียนออกจากท้องพระไหม? นี่วัตถุน่ะ พิสูจน์กันให้ชัดๆก่อน ไม่รู้ แล้วแม้แต่พระที่บอกว่าจะส่งไปให้ผู้ตายนั้น ยังไม่รู้เลยว่า ผู้ตายอยู่บ้านเลขที่เท่าไหร่ โกหก แหม!ไม่จริง เอาผ้ามาให้นุ่ง ก็เอากางเกงนั้นมาให้พระใส่ที่ไหน และจะส่งไปก็ไม่ และยิ่งเป็นศาสนาจีนเป็นกงเต็ก เผามันเลย เป็นขี้เถ้าไปเลย นี่มันเรื่องจารีตประเพณีของลัทธิอื่นๆใดๆเขาเลอะเทอะ เยอะแยะ มากมาย ในของพระพุทธเจ้าไม่เคยมี แต่ไปอ้างๆยังโง้นยังงี้ อั๊ยโน่นอั๊ยนี่ อ้างแม้กระทั้งมีอยู่อันหนึ่ง ในพระเจ้าพิมพิสารที่บอกว่าช่วยเปรตอะไรนั้น และก็มีอยู่ข้อหนึ่ง ที่บอกว่า ในการทำบุญให้แก่มารดา ในข้ออะไร ในการช่วยเหลือมารดา ในข้ออะไร ข่วยเหลือมารดาอะไรนี่ ต้องอุทิศส่วนกุศลให้มารดา ที่แปลว่านั้นน่า ที่จริงนะ ไม่ใช่มารดาอย่างงั้น มารดาที่ตายไปแล้ว แล้วแปลว่า เปตานัง ว่าตายไปแล้ว เปตานัง แปลว่า ผู้ที่ภูมิตกลงไปอยู่ภูมิเปรต เปตานัง นั้นตายจากภูมิสูงลงไปอยู่ภูมิเปรต เปตานัง เขาแปลบาลีกันว่าที่ตายไปแล้ว ถ้าตายไปแล้วไม่ได้หรอก ต้องให้คนเป็นๆ แม่เป็นๆที่ภูมิจิตตกไปเป็นเปตานัง แล้วก็ช่วยท่านนี่ เป็นๆช่วยกันได้จะทำยังไง ให้รู้จักชั่ว รู้จักดี รู้จักนรก รู้จักสวรรค์ รู้จักความเป็นเปรต พ้นจากอบายภูมินี่ขึ้นมา เดี๋ยวนี้ จิตวิญญาณช่วยเขา นอกนั้นมันรับไม่ได้หรอก ไม่รู้เรื่องกัน เอาละผมคงพูดยาวไม่ไหวอันนี้นะ อันนี้ ทีนี้เอาเรื่อง นามธรรม พอบอกว่า วัตถุธรรมไปไม่ได้ ส่งบุญ ส่งบาป ส่งวัตถุไปไม่ได้ ส่งไปถึงคนตายไม่ได้แล้ว นามธรรมก็ไม่ได้ ส่งไม่ได้หรอก บาปใครบุญมัน ถ้าส่งได้บาปๆบุญๆ นามธรรม กุศล-อกุศล ใช่ไหม? ส่งบาปก็ไม่ได้ ส่งบุญก็ไม่ได้ เอาบาปเอาบุญก็ของใครก็ของมัน กัมมัสสโกมหิ ก็ค้านแย้งต่อคำสอนของพระพุทธเจ้านะซิ บาปก็ของเรา บุญก็ของเรา ไปส่งให้กันได้แบ่งให้กันได้ คุณเอาบาปของผมไปหมดเลย ผมไม่เอาละ หนอย..แบ่งได้นี่นะ ส่งได้ เอายังงี้ดีกว่า ผมก็คงมีบุญ คงมีกุศลบ้างแล้วนะตอนนี่ ไม่ต้องเอาตอนตาย เอาเป็นๆนี่ บุญที่ว่านี่ ยิ่งเป็นปรมัตถสัจจะเลย เป็นกุศลอันยิ่ง เป็นกุศลอันสูง ผมละกิเลสอันนั้นอันนี่ได้ อยู่ที่ผม เอาไปหน่อยเถอะน่า นี้ยังไม่ตายจากกันเลย นี้แบ่งให้คุณเดี๋ยวนี้ นี่ละกิเลสอันนี้ได้ ผมได้อันนี่ๆๆคุณเอาไปซิๆ คุณไปละได้ไหมเล่า? ต้องทำเอง แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังบอกได้เพียงแค่ชี้ทาง ทำเอง ของใครของมัน กัมมัสสโกมหิ กัมมทายาโท แบ่งบุญ-แบ่งบาปก็ยิ่งไม่ได้ใหญ่นี่ ยิ่งพิสูจน์ให้คุณฟัง ยิ่งเป็นๆนี่ เห็นหน้ากันหลัดๆนี่ แบ่งให้ไม่ได้เลย แบ่งบุญให้เดี๋ยวนี่ก็ยังไม่ได้ จะทำบุญเอาเองจะทำกุศลเอาเอง คนอื่นแบ่งได้ที่ไหน นี่สอนกันเพี้ยนๆมา แล้วก็เลยกลายเป็นลัทธิที่ โอ่! เลยกลายเป็นทุกวันนี่วัดวานี่ มีแต่คอยรับส่วนบุญจากเขา ไม่ใช่เขาให้ส่วนบุญ ไม่ใช่เราให้ส่วนบุญเขา เขาให้ส่วนบุญเรา รับเขาเละอยู่เรื่อยไปนะ นี่พูดไปแล้ว อย่าพึ่งโกรธกันนะ ใครโกรธเป็นทุกข์น่ะ อย่าหาว่าผมมาทุบหม้อข้าวหม้อแกงคุณน่ะ ผมก็เป็นพระเหมือนกัน ผมยิ่งไม่มีสตางค์เลย คุณยังมีสตางค์มากกว่าผมด้วยซ้ำ ถ้าผมทุบหม้อข้าวหม้อแกง ผมทุบหม้อข้าวหม้อแกงผมก่อน คุณยิ่งมีสตางค์ด้วยอย่าไปกลัวเลย ผมเอง ผมไม่มีด้วยซ้ำ ผมยังไม่กลัวเลย ไม่ได้ทุบหม้อข้าวหม้อแกงอะไรหรอก แต่พูดสัจจะสู่กันฟังน่ะ เพราะเรื่องสัจจะพวกนี่มันมีอีกมาก ที่เราจะเข้าถึงสัจจะ ต้องเรียน รู้อย่างชัดแจ้ง ผมพูดถึงเรื่องมรรคองค์ 8 ถึงเรื่องอริยสัจ 4 มาแล้ว ห้องที่แล้วก็พูดไปมากหน่อย เมื่อวานนี่เมื่อวันก่อนนี่ ก็ไม่ได้พูดมากนัก พูดเมื่อกี้นี่ห้องที่แล้วนั้น ห้องข้างล่าง ผมก็พยายามอธิบายถึงอริยสัจ 4 ถึงเรื่องของมรรค ถึงเรื่องของสัจจะ มรรคสัจจะ และผมยังไม่ได้ขยายอยู่ตัวหนึ่ง คือ ไม่ได้ขยายถึงมัชฌิมา กับมัชฌิมาปฏิปทา คิดว่าอยากจะขยายในที่ห้องนี้นะ มัชฌิมากับมัชฌิมาปฏิปทานี่ ก็บรรยายกันเพี้ยนๆกันมา มัชฌิมาปฏิปทานั้น มันมีของโลกีย์ หรือมีของชาวโลกเขาอยู่ แต่ของพุทธเจ้านั้น มัชฌิมาปฏิปทา ที่จริง มัชฌิมาปฏิปทากับมัชฌิมา 2 คำนี่ก็ต่างกันแล้ว มัชฌิมา คือ ความบริบูรณ์ความสมดุลเป็นกลางแล้ว ส่วนมัชฌิมาปฏิปทานั้น คือมีบทปฏิปทาอยู่ มีบทปฏิบัติอยู่ เรียกว่า สัมมาอริยมรรคองค์ 8 มีทางปฏิบัติอยู่ ยังเป็นมรรคเป็นทาง ปฏิปทายังเป็นทางนะ ยังไม่พ้นทางนะ ส่วนมัชฌิมาคำเดียวนั้น พ้นทางแล้วเป็นกลางแล้ว กลาง นี่คือ นิพพาน ผู้ที่มีมัชฌิมาแล้วนี่ผู้ที่ไม่บวกแล้ว - ไม่ลบแล้ว นิวตรอนแล้ว กลางแล้ว ไม่โลภ-ไม่โกรธแล้ว ไม่เหนือ ไม่บนไม่ล่าง ไม่ซ้ายไม่ขวาแล้ว กลาง มัชฌิมาอย่าพูดเล่นน่ะ อวดดีอวดใหญ่อวดอุตรินะ อาผมมัชฌิมา มัชฌิมานั้นมันกลางแล้วน่ะ เป็นอุปสมะแล้วน่ะ ลึกซึ้งนะละเอียดน่ะ มัชฌิมานี่ละเอียดละออนะ นิปปุนนาน่ะเป็นความสำเร็จนะ มัชฌิมานี้นะเป็นตัวบรรลุสำเร็จความสำเร็จนะ เพราะงั้นมัชฌิมาปฏิปทานี่ ต่างจากมัชฌิมา โดยนัยะที่ผมอธิบายคร่าวๆนี่นะ ทีนี้มัชฌิมาปฏิปทานี่ เราก็จะต้องเข้าใจด้วยว่า มันมีต่างกัน เดี๋ยวนี้ มาพูดกันพล่อยๆ เออ!อย่าไปเคร่งเกินไป มัชฌิมา พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนั้น พระพุทธเจ้าสอนให้เคร่ง ต้องสอนให้เคร่ง ถึงจะเกิดกุศล ทุกขายะปนเม อัตตตานัง ปทหโต ตั้งตนอยู่ในความลำบากกุศลธรรมจึงจะเจริญยิ่ง แต่ส่วนมากไม่ใช่หรอก ส่วนมากก็ ยถาสุขัง = ปล่อยตัวตามสบาย ยถาสุขัง โขเม วิหรโต ปล่อยตัวตามสบายอกุศลธรรมเจริญยิ่ง ไปอ่านดูในเทวทหสูตร พระไตรปิฎก เล่มที่ 14 สูตรแรกด้วยไปอ่านดู พระพุทธเจ้าท่านยืนยันชัดเลยว่า เราจะสร้างกุศล จะสร้างกุศลได้ต้องตั้งตนอยู่บนความลำบาก ทุกขายะ จะต้องต่อสู้กับทุกข์นั่นแหละ ต้องรู้ทุกข์และต้องต่อสู้กับกิเลสที่มันทำให้ทุกข์ กิเลส-ตัณหา สู้กับมันจริงๆ ฆ่ามันปหานตัพพาจริงๆ ปหานน่ะ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย ไม่ใช่ไปทำลืมๆไม่ใช่นะ อั๊ยนี่เป็นหลักของศาสนา ต้องมีบทปฏิบัติที่ต้องเคร่งอยู่เคร่งครัดอยู่ และก็ต้องมีทุกขายะ อัตตานัง ปทหติ ต้องเริ่มตั้งตนอยู่กับความลำบากอันนั้นให้ได้อยู่ นี่เรียกว่า การปฏิบัติ ไม่ใช่อยู่ ยถาสุขัง สบายๆยังงี้สบายกว่าเยอะ ไม่ใช่เลยอย่างนั้นน่า ไม่ได้มีภาคปฏิบัติ เพราะงั้นผู้ใดมีสังวรระวัง มีการควบคุมตน มีโพชฌงค์ 7 อยู่ที่ตัว มีโพธิปักขิยะธรรมอยู่ที่ตัว มีสติสัมโพชฌงค์คอยระมัดระวัง มีสติสัมโพชฌงค์นะ อย่าลืม! ไม่ใช่มีสติเปล่านะ สตินี่มีถึง 3 ระดับ 1.มิจฉาสติ 2.สติธรรมดา 3.สติสัมโพชฌงค์ สติมิจฉา สตินี้ไอ้โจรเวลามันจะยิงคนนี่มันหมายเอาหัวใจเลย แหม!แม่นเอาเบ้าตามันละว่ะ ตั้งเป้าเลยนี้ มันมีสติไหม? มี! แต่เป็นอกุศล แบบนี้มิจฉาสติ แต่สติธรรมดานั้น ก็คือ อา! เดี๋ยวนี่สอนกันแค่สติธรรมดา มีสติรู้ตัวๆ รู้ตัวนั้นคือ ชาคริยะ, ชาคริยา ชาคริยานี้คือความรู้ตัว ความตื่น ตื่นมาแล้วจากโลกีย์ ต้องได้เรียนมาเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วว่า โลกีย์ โลก โลกีย์ โลกนี้นี้เรียกว่าโลกเนี่ย อิมัญจ โลกัง คือ โลกอย่างนี้ ปรัญจ โลกัง คือ โลกหน้า โลกหน้านี่ เป็นโลกที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบนั้นเป็นอย่างไร? พระพุทธเจ้าท่านค้นพบเหมือนกับโคลัมบัสค้นพบทวีปใหม่ แปลว่า โลกใหม่ แต่ก่อนค้นพบไม่ค้นพบโลกใหม่ ก็นึกว่าโลกแบน โคลัมบัสเดินทะเลไปแล้ว เอ! มันวนมาที่เ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive