240207-2-301 ทางเอกภาค2-ตอน301(หน้า576)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท056.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันที่ 7 กุมภาพันธ์พุทธศักราช 2524 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมธรรมชาติที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเราได้สรุปแล้วก็มาถึงบทที่จะย้อนทวนอีกในแง่เชิงที่ในหนังสือก็เหมือนกันกับที่บรรยายคือได้บรรยายซับซ้อนวนไปวนมาวนแล้ววนเหล้าเพื่อที่จะอธิบายให้มันเห็นแง่เชิงต่างๆที่มันสลับซับซ้อนแล้วมันขัดเกลากันในเนื้อในความในภาษาในเชิงในมุมยกตัวอย่างอุทาหรณ์และก็แล้วแต่ที่พึงจะยกแทนเพื่อให้เราเข้า ไปถึงสภาวะธรรมถ้าเรายิ่งปฏิบัติเราก็ยิ่งจะเห็นว่าจิตมันไม่มีตัวตนแต่มันมีบทบาทมันมีฤทธิ์มีแรงมันมีสภาพของมันจริงๆแล้วมันก็อยู่ในตัวบุคคลนี่แหละมันจะเป็นกลุ่มเป็นกลุ่มเป็นก้อนเป็นยังไงยังไงก็ตามใจแต่ว่ามันก็มีฤทธิ์มีแรงกับเราเหลือเกินมีมาจนกระทั่งเราจะเห็นได้ว่ามันมีเมื่อไหร่เมื่อไหร่เราก็สามารถจะจับตามันดูได้แต่ว่าก็ไม่รู้ว่ามันมาตั้งแต่เมื่อไหร่แล้วมันก็เป็นอยู่จริงในตัวเราเราก็เป็นอย่างนี้ในตัวบุคคลอื่นก็เป็นอย่างนั้นซึ่งเราเห็นเหมือนกันบุคคลนั้นเขาง่ายนะต่างจากเราจะกลับยากอะไรอย่างนี้เป็นต้นหลายแง่ร้ายเชิงต่างๆนานาที่เรา ศึกษาแล้วก็จะเห็นความจริงว่าสัจธรรมความจริงที่เราเข้าใจผิดๆเพี้ยนเพี้ยนจากโลกมาเข้าใจธรรมะที่ถูกต้องและเป็นไปได้มันก็จะเห็นแง่เชิงของความหลุดพ้นมันเบาสบายว่าง่ายและเป็นความสมบูรณ์ของมนุษย์ด้วยมนุษย์จะหมดความเห็นแก่ตัวมนุษย์จะรู้ว่าความจริงของชีวิตนั้นมันไม่ยุ่งยากมันไม่มีอะไรมากและความประเสริฐของชีวิตนั้นเป็นอย่างไรเราควรจะมีชีวิตต่อไปอย่างไรจะอยู่อย่างไรจะดีงามจะประเสริฐเราก็จะพบความประเสริฐจริงๆแล้วเราจะพอใจในความประเสริฐนั้นจะดำรงชีวิตไปตลอดชีวิตเป็นชีวิตที่ประเสริฐเป็นชีวิตที่มีคุณค่าและไม่ใช่ ชีวิตที่อับเฉาไม่ใช่ชีวิตที่ร้ายแรงงานไร้ค่าไร้คุณไม่ใช่ชีวิตที่เป็นไปอย่างศาสนาที่เราเคยได้ฟัง
อ่านต่อ
ได้ยินมาเก่าๆแก่ๆฤาษีบ้างและศาสนาเดียรถีย์ศาสนาต่างๆนานาอะไรบ้างแล้วเราจะเข้าใจคำว่าสงบคำว่ารำงับคำว่าดับกิเลสดับสิ้นอะไรต่างๆนานาเราจะเข้าใจชัดจะรู้ยิ่งเห็นยิ่งในตนเองเข้าใจสภาพนี้ตรงกันกับผู้ที่ตรงกันไปแล้วแล้วก็จะเข้าใจเชิดชูบูชาสิ่งที่มันแปลกจากคนธรรมดาก็เป็นมันแปลกแล้วมันก็เบิกบานสดชื่นด้วยความที่ไม่มักมากเป็นความมักน้อยเป็นความพอเป็นความสงบอยู่เป็นอภิชาติเป็นชั้นสุดที่เป็นปวีร์กะปิด มักน้อยสันติก็สันโดษรู้จักความพอแม่มันไม่มากมันน้อยอยู่มันไม่ค่อยพอนักก็ยังพอได้ก็ยังสงบเป็นเบาวิเวกอ่ะยังสงบไม่ดิ้นไม่ร่อนไม่เดือดร้อนอะไรเกินการณ์สงบได้อสังขะไม่หลงสวรรค์โลกโลกหรือว่าไม่คลุกคลีเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เราได้รู้ได้ชัดเจนมาแล้วจริงๆวิริยารัมภะเป็นผู้ที่เป็นคนเพียรคนขยันแต่ก่อนแต่ไรอาจจะไม่ขยันมาเลยแต่เด็กๆหรือว่าแต่ไม่ยังไม่ได้ปฏิบัติธรรมเป็นคนขี้เกียจขี้คร้านหลบเลี่ยงเอาเปรียบเอารัดพอมาปฏิบัติธรรมจิตใจเขาไม่ได้ฟอกเหล็กกล่าวอะไรขัดออก เป็นไปดีจริงสู่สัจธรรมแล้วจะเห็นว่าเราเป็นคนขยันขึ้นเป็นคนมีความเพียรเป็นคนที่รู้จักคุณค่าที่จริงใจจริงๆอ่ะมันตอนแรกมันอาจจะฝืนใจไปฝืนใจมาแล้วมาเกิดปัญญาเกิดรู้เกิดเห็นเข้าจะเข้าใจถึงความขยันหมั่นเพียรนี้เป็นเอกของมนุษย์และก็ไม่ใช่ขยันจนทรมานตนทรมานกายทรมานใจอะไรขยันจริงๆแล้วก็สร้างสรรค์ไปเราน้อยกินน้อยใช้น้อยเปลืองน้อยไม่ผลาญไม่พลาดแต่เราสร้างสรรค์ให้แก่โลกได้มากเราก็จะเห็นเหตุผลที่ชัดเจนว่าเกิดมาเป็นมนุษย์นี้เป็นสิ่งมีค่าของโลกเป็นสิ่งสร้างสรรค์และรู้จักความทำลายไม่ทำลายในส่วนที่มันจะเผาผลาญพล่าสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือยเกินออกมาเราไม่เผาผลาญไม่ ทำลายช่วยรักษาธรรมชาติของมนุษย์ช่วยรักษาสมบัติของโรคสมบัติของมนุษย์รู้จักประหยัดรู้จักประโยชน์รู้จักการเรียบเรียงทำระเบียบเรียบร้อยไม่รบไม่รุงรังไม่เปลืองไม่ผลาญไม่ยุ่งยากไม่ทำอะไรที่สูญเสียเปล่าๆฟรีๆเราจะเข้าใจถ้าคืนนี้ฝึกไปยิ่งอยู่ไปเรายิ่งจะเห็นชีวิตแล้วมันเห็นได้เด็กปัญญาจริงๆไม่ว่าแก่ไม่ว่าหนุ่มไม่ว่าสาวไม่ใช่มิจฉาทิฏฐิตั้งแต่สมัยก่อนๆเป็นมิจฉาทิฐิเพราะเหตุว่าเข้าใจว่าการจะเข้าวัดปฏิบัติธรรมนั้นจะต้องแก่เมื่อแก่นั่นน่ะมโนเมื่อเช้านี้ก็เอาไป 6 คนผิดอยู่กับกิเลสตัณหาซึ่งที่จริงไม่ใช่เลย แบบอย่างของผู้ที่เข้าใจว่าเข้าวัดหมึกแก่แต่ในระยะช่วงเวลาที่ยังหนุ่มหนุ่มๆสาวๆหรือกำลังโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวยังไม่ทันแก่มีฤทธิ์มีแรงทำบ้าๆบอๆทำเป็นกิเลสตัณหาอะไรหว่านล้อมไปในโลกมากหลายเลยเพราะแกแก่แล้วก็หันเข้าวัดที่เข้าวัดไม่เพราะอะไรอยากได้บุญรู้แล้วว่าทำมาผมก็ผิดมันไม่เป็นบุญมันไม่ได้เรื่องได้ราวอะไรผมมาแก่ๆแล้วไม่มีเรี่ยวแรงจะปฏิบัติธรรมพระก็เป็นพระหมู่เดียวกันอีกคือพระหลวงตาที่มาบวชเมื่อแก่แล้วก็เฝ้าวัดพอพวกแก่ๆมาอีกก็เออมาแล้วก็มาเข้าวัดประเดี๋ยวก็บวชกันต่อไปจะเป็นพระหลวงตาแก่เฝ้าวัดแล้วไม่มีคุณค่ามีแต่จะหมุนเวียนให้เขามาเลี้ยงพระแก่ เลี้ยงคนแก่เอาไว้จนกระทั่งตายคาผ้าเหลืองไปหรือขาผ้าจีวรไปนั่นแล้วเป็นระบบที่เป็นศาสนาพุทธที่ตกทอดอยู่ในเมืองไทยมาชั่วนานพอสมควรแล้วมีพระแก่เฝ้าวัดหรือไม่ก็พระเรียนมาตั้งแต่ตัวหนุ่มๆซึ่งพระหนุ่มเหล่านั้นก็เรียนจากพรรคแก่เรียนมาจากพระที่ไม่ได้รู้ว่าศาสนาคืออะไรศาสนาก็คือเป็นแต่เพียงว่าให้เขามาทำบุญเอาเงินมาเลี้ยงวัดเอาไว้เอามาเลี้ยงพระเอาไว้มาทำบุญนี้ได้บุญคือเป็นทานทำบุญเอามาเสียสละได้เงินได้ทองได้เข้าได้ของเลี้ยงพระให้อิ่มหนำสำราญอยู่ตามกฎง่ายๆกินข้าว 2 มื้อแต่กินเล่นกินหัวกินอะไรไปก็กินมีเงินมีทองเอามาให้พระได้บุญได้บุญพระก็เก็บไว้ตายไปมีคนละล้านสองล้านแสนนึงสองแสนห้าแสนแล้วแต่ก็เป็นพระอย่างนั้นไม่ รถละรูปละอะไรพระก็ยังโลกได้อยู่ดีบางคนมีหลายร้านหาเงินเก่งมีกรรมวิธีมีหัวสมองเป็นพระก็ยิ่งมีการพัฒนาวิธีการหาเงินหาทองทอดผ้าป่าทอดกฐินหาวิธีก่อสร้างนู่นนี่เรี่ยไรอะไรต่างๆโดยวิธีแปลกๆแปลกๆพิลึกพิลึกได้เงินเป็นหลายล้านล้านล้านล้านล้านล้านก็เอามาหมุนมาสร้างมาก่อสร้างเวรสร้างวังให้ตัวเองศาสนาเป็นแบบนี้เรื่อยมาแล้วเราก็ไม่รู้ว่าศาสนาคืออะไรพระไม่ได้พาขัดเกลาพระไม่ได้พามาฝืนกิเลสมาล้างกิเลสมันลดมะระมาปล่อยมาปลดอะไรเลยไม่รู้จักอะไรเลยนะแม้แต่ศีลก็ไม่รู้ศีลแม้แต่ทำก็ไม่รู้ทำอัปลักษณ์ก็ทำ 3 ก็ไม่รู้จะระณะ 15 ก็ไม่รู้ไม่รู้เรื่องอัปลักษณ์ก็ทำ 3 นั่นเป็นหลักปฏิบัติ ถ้าพูดได้ยังปฏิบัติธรรมของพระพุทธศาสนาอยู่แล้วถ้ามีหลัก 3 หลักนี้เรียกว่าปฏิบัติศาสนาไม่ผิดมีเนื้อหลักพระพุทธเจ้าเลยแต่ไม่กล่าวถึงกันเลยเนี่ยแต่มาเป็นเจอเข้าถึงเห็นหลักนี้มันหลับตายตายนี่นะหลักบอกอยู่ตรงๆแต่เขาก็ไม่รู้กันเอาปัณณะก็ทำก็หมายว่าธรรมะอันไม่ผิดถ้าปฏิบัติเข้าถึงหลัก 3 อย่างนี้อยู่ในตัวบุคคลผู้ปฏิบัติธรรมแล้วเราก็ไม่ผิดเพราะฉะนั้นท่านยืนยันว่าอย่างนี้เป็นการปฏิบัติธรรมที่ไม่ผิดหรอกของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ว่าปฏิบัติธรรมไปนั่งหลับตาแล้ววันนั้นคือการปฏิบัติไม่ผิดไม่ใช่ไม่มีเลยในหลับตา 3 3 หลักนี้มีอีกหลักอื่นๆก็มีแต่ว่า 3 หลักนี้เป็นหลักสำคัญเพราะมันตรงกับจรณะ 15 หลัก 3 หลักก็คือ 1 ต้อง การสำรวมอินทรีย์ 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจในระมัดระวังสำรวมอยู่เรื่อยเลยสัมผัสแตะต้องอะไรต้องรู้รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสอยู่ตลอดเวลาและลดละเราจะมีหลักเกณฑ์ด้วยศีลของเราเท่าไหร่ก็ลดละตามศีลของเราเรามีศีล 5 ก็ระมัดระวังหูตาจมูกลิ้นกายใจของเราตามศีล 5 เรามีอินทรีย์แข็งจะรักษาศีล 8 ก็ระมัดระวังตามศีล 8 ระมัดระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวารนี้เหมือนกัน 70 ศีล 227 ศีล 311 หรือจุลินทรีย์ Machine ภาษีเหมือนกันระมัดระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจทวารทั้ง 6 นี้ในสูตรอื่นๆท่านให้ระมัดระวังด้วยสัมผัสเป็นปัจจัยในทวารทั้ง 6 นี้ เป็นส่วนสำคัญเสมอแล้วเราจะลดละจางคลายได้นี่เป็นการระมัดระวังประจำตัวเราไปไหนเรามีอินทรีย์ 6 ตลอดเวลาเรามีการสัมผัสทางทวารตาหูจมูกลิ้นกายใจอยู่ตลอดเวลาเราได้ปฏิบัติธรรมทุกที่ทุกแห่งทุกหนมีเป็นหลักปฏิบัติธรรมอย่างไม่ผิดได้ระมัดระวังสำรวมตามหลักเกณฑ์บอกแล้วตามศีลหรือตามทฤษฎีตามกรรมฐานตามหลักสัจจะที่เราได้ตั้งให้แก่ตนเอาไว้ว่าเราจะเลิกอันนี้จะละอันนี้จะระมัดระวังอันนี้จะไม่ทำอย่างนี้แต่จะทำอย่างนี้ไอ้ที่ว่าแต่จะทำนั่นคือศีลเหมือนกันเรียกว่าศีลอภิสมาจารคือศีลที่เราจะกระทำดีทำสิ่งนี้ให้มันเจริญเรียกว่าอภิสมาจารศีลข้อที่ทำให้เราละ เขาตั้งกฎวันนี้เราจะไม่ทำอย่างนี้เราจะเลิกอย่างนี้ศีลอย่างนั้นเราเรียกว่าบาปสมาจารย์คืออย่าเปรียบจากพระพุทธบาทถ้าพี่สมาจารย์ก็ประพฤติบำเพ็ญบุญหรือบำเพ็ญบำเพ็ญสิ่งนี้ยิ่งๆขึ้นน่ะศีลมี 2 หน่วยในหนึ่งในทำให้ยิ่งในหนึ่งละให้ขาดเพราะเราตั้งศีลอย่างไรอย่างไรขึ้นมาเราก็ประพฤติปฏิบัติเรารู้ว่าศีลข้อนี้เป็นของพระพุทธองค์หรือศีลข้อนี้เหมาะกับเราจริงๆที่เราจะทำให้เราละนายครั้งกิเลสตัณหาและเราก็ทำไปนั่นเป็นข้อเท็จจริงสังวรอินทรีย์ 6 ใครมีประจำตัวอยู่แล้วก็ประพฤติตามกฎตามหลักศีลสมาธิปัญญาและเข้าใจความหมายของศีลอย่างไรสมาธิอย่างไรปัญญาอย่างไรมีวิมุตต่อไปมีวิมุต ชนะต่อไปอีกเป็นอย่างไรอย่างไรเราจะเข้าใจความรักเมื่อกี้นี้พูดขึ้นมาตั้งแต่อภิชาติสันตติปะทะวิทยาลำพระ 5 ข้อนั้นเป็นหลักสัมโพธิหรือว่ากถาวัตถุ 5 กถาวัตถุอีก 5 ก็คือศีลสมาธิปัญญาวิมุตวิมุตติญาณทัสสนะอีก 5 อย่างศีลสมาธิปัญญาแล้วก็วิมุติแล้วก็วิมุตติญาณทัสสนะอีก 5 เป็นกถาวัตถุ 10 ปฏิบัติธรรมอยู่ในกถาวัตถุ 10 นี่แหละเป็นหลักสัมโพธิที่จะพาตรัสรู้พาบรรลุธรรมพาเป็นพระอรหันต์เมื่อเราสังหรณ์อินทรีย์ 6 และข้อที่ 2 เอาปันนะกระทำข้อที่ 2 ก็คือเพราะฉะนั้นยุทธตา กับระงับลดละการกินการใช้น้ำผู้ใดได้ปฏิบัติธรรมโดยการระมัดระวังรถละการกินการใช้สำรวมเรื่องมื้อกินคาวกินอาหารที่จะต้องกินรู้จักพิจารณาในอาหารต่างๆกินเพื่อยังขันยังชีพหรือของใช้ของสอยต่างๆลดละเครื่องใช้ไม้สอยต่างๆเครื่องแต่งต้นแต่งตัวเครื่องประดับบรรดาเครื่องอะไรต่ออะไรต่างๆนานาเป็นหลักนี้อยู่ในศีลท่านมีเป็นหลักๆเป็นหินละเอียดให้มีอีกเยอะเอามาที่เราจะเอาขนาดไหนซื้อ 6 ชิ้น 7 ชิ้น 8 ชิ้น 10 ชิ้นจุลินทรีย์ Machine ภาษีเครื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเป็นเครื่องอุปโภคบริโภคต่างๆเยอะแยะไปเราลดละอันไหนไม่สำคัญเอาออกฤกษ์ออกวันไหนพอเป็นไปก็อาศัยไป นี่เป็นหลักการปฏิบัติกับสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเพราะฉะนั้นอยู่ตานี่เหมาหมดเกี่ยวข้องกับอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตเราก็เรียนรู้มันว่าอันนี้จำเป็นหรือไม่จำเป็นอันนี้พอไปพอมีเราจะรู้ความบริบูรณ์ของชีวิตนี่มันบริบูรณ์อยู่มากมันไม่ต้องเปลืองอะไรมากมันไม่ต้องวุ่นวายอะไรมากเลยแต่เราถูกคนมาหลอกกันสร้างมายาอุปทานหลอกไว้สังขารมาปรุงมามาหลอกกันไอ้โน่นก็จะต้องจำเป็นไอ้นี่ก็จำเป็นในนั้นก็จำเป็นมากเหลือเกินจนไอ้ลุงตุงแตงไปหมดหนักหนาเหน็ดเหนื่อยเพราะเราไม่รู้สัจจะความจริงแล้วเราจะเห็นได้ว่าชีวิตมันง่ายๆมันเล็กนิดเดียวมันเบาๆมันไม่ต้องยุ่งยากมากมายอะไรเลยไม่หลงเธอหลงดีดเต้นมันก็ชาวบ้านเขา เสาวรสละลงไปได้จริงๆแม้อย่างนั้นก็มันเกี่ยวข้องกับอินทรีย์ 6 เหมือนกันเครื่องใช้เครื่องปริ้นเครื่องอะไรที่มันเกี่ยวข้องกับชีวิตเนี่ยมันอยู่ที่อินทรีย์ 6 ทั้งสิ้นเหมือนกันสัมผัสแล้วเราก็ลงรูปลงสีลงรถลงกลิ่นลงเสียงของมันเหมือนกันแล้วรถละลงไปได้จนกระทั่งเรารู้จักสาระแก่นสารไม่จะเป็นหลงเอาไอ้ที่ลงโตงเตงอะไรต่างๆนานาเราก็จะเห็นชีวิตมันเบาง่ายวางสบายมีเวลามากขึ้นมีแรงงานมากขึ้นมีพลังที่อิสระเสรีไม่ถูกหุ้มถูกพ่อไม่ถูกรุงรังวุ่นวายอะไรยุ่งเหยิงอะไรมากมายเราแค่คล่องสะอาดบริสุทธิ์เบาทำงานได้มากทำอะไรก็ได้ไม่มีอะไรติดอะไรข้องขึ้นเยอะเราจะเห็นว่าความขยัน เพียงจะเกิดเพราะเราไม่หนักหนาและปัญญาเราก็ชักดีขึ้นเออเราเห็นคุณค่าแห่งสัจธรรมเราเป็นคนอย่างนี้เราทำตนอย่างนี้เราดีขึ้นนะดีจริงๆแล้วเราเป็นคนที่มีคุณค่าได้รับการเคารพนับถือเราไม่อยากได้หรอกแต่ว่าคนเห็นความดีเคารพนับถือเองตอนแรกๆเขาเข้าใจผิดเขาก็อาจจะยังไม่นับถือก่อนเพราะนานๆเข้าเห็นดีเห็นจริงว่าเอ๊ะนี่มันเป็นหลักดีของมนุษย์นี่เพราะสัจธรรมมันยืนยืนยืนตรงสัจธรรมมันตายตัวมันยืนรอความดีคือความดีนะความไม่เห็นแก่ตัวความเสียสละความเกื้อกูลความขยันหมั่นเพียรความมีเมตตากรุณาเอื้อเฟื้อความมีกะจิตกะใจอะไรต่างๆนานาเยอะแยะมันเป็นเรื่องของสัจจะมันเป็นเรื่องของความดีงามของมนุษยชาติหาเราพิสูจน์ยืนยันไป มันก็จะเกิดผลที่รักที่สองก็พิจารณาสิ่งที่แวดล้อมสิ่งที่เกี่ยวข้องที่จะใช้จะสอยจะกินจะอยู่จะมีจะเป็นอะไรแล้วแต่จะสะสมหรือไม่สะสมเราก็จะรู้ว่ามันไม่สะสมมันก็ยิ่งเก่งนะส่วนข้อที่ 3 นั้นได้ปฏิบัติให้เกิดถึงจิตเร็วกว่าชาคริยานุโยคโยคะทำให้เราเกิดมีจิตอันลดละวางคลายหมดความอับเฉาเป็นผู้ตื่นเป็นผู้รู้มีสติสัมปชัญญะปัญญาอย่างเต็มพร้อมเราจะฝึกไปตั้งแต่บทง่ายๆจึงตื่นให้มีสติสัมปชัญญะปฏิบัติตนให้ไปช่วยรักษาอินทรีย์ 6 สัมผัสรู้แล้วก็ปรับปรุงตนไปเรื่อยจนกระทั่งเกี่ยวข้องกับข้าวกับของก็รู้ไม่ผิดลาบติดยศไม่ เสียงอะไรไม่ติดกามรู้เรื่องก็ไปจนกระทั่งเรียนรู้ถึงจิตในจิตนี่สติชาคโรหรือทำฉากกริยานุโยคฉากกริยานุชโยคะเป็นผู้รู้ตื่นเป็นผู้รู้หลับเป็นผู้รู้พักเป็นผู้รู้เพียรเป็นผู้รู้พบของจิตเป็นผู้รู้ลักษณะของจิตอัตภาพต่างๆอะไรที่มันเป็นหลงละเมอเพ้อพกก็จะรู้เป็นผู้ตื่นมาปรับปล่อยสิ่งที่มันไม่ใช่จริงมันเป็นของหลอกมายาเป็นนิมิตหลอกเป็นเรื่องสร้างเรื่องสั้นเป็นจิตวิญญาณเหล่าเป็นนิทานเป็นตัวเป็นตนเป็นอะไรต่ออะไรเราจะเข้าใจเข้ามาในหลักนี้ในหลักที่ 3 เนี่ยฉากที่ยาวนะโยคะเป็นผู้ตื่นสักทีจากโลกหลอกโลกลวงเป็นผู้ที่รู้เป็นผู้ที่ตื่นหรือผู้ที่เบิกบานแจ่มใส ความหมายอันที่ 3 นี่อยู่ที่ความหมายผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานอยู่ที่อันที่ 3 เป็นผู้ปฏิบัติถึงจิตมีสติสัมปชัญญะปัญญาวิมุตติญาณทัสสนะอยู่ในนี้เสร็จทีเดียวนี่เป็นหลักใหญ่รวมไว้อย่างชัดแจ้งหลักการปฏิบัติธรรมไม่ผิด 3 ข้อมูลเราได้ปฏิบัติตามหลักนี้มีข้อย่อยซึ่งเข้าจากเข้ามาหาในหลักใหญ่ 3 ข้อนี้ได้ทันทีไม่ขาดไม่เขินนะเราได้ปฏิบัติธรรมมาอย่างนี้ถูกหรือไม่เราก็ลองไล่ทบทวนดูนะอันนั้นบอกกล่าวถึงสภาพผู้มาใหม่ก็ดีผู้ปฏิบัติมามากมายแต่มันไม่เข้าร้องขอร้อยคนดี ผู้ที่ปฏิบัติเก่ากระทบทวนย้ำยืนยันตรวจสอบไปด้วยว่าเราได้ปฏิบัติธรรมมาได้รับผลได้รับสิ่งที่ถูกต้องดีงามอยู่หรือไม่และทีนี้เราก็มาเข้าบทเรียนที่เรากำลังศึกษาตอนนี้เราศึกษาธรรมะกันในระดับสูงในระดับพูดถึงจิตในจิตขั้นอรูปปัจเจกขั้นฌานขั้นมักขั้นผลถึงอารมณ์ของจิตคั่นระดับวิโมกขธรรมน่ะเอาลองทวนอีกในหน้า 576 อาการสาหัสนั้นก็คือ 7 ที่หมดติดวัตถุหยาบทั้งหมด ตั้งแต่ข้าวขอเงินทองทรัพย์สินลาภยศอันเป็นโลกธรรมลำดับต่างๆที่เคยหวงแหนเป็นวัตถุนอกนอกและแม้กามสัญจรรู้แจ้งชัดในสภาพกามตัณหาชัดแจ้งแล้วก็ไม่หลงกามคุณไม่ติดกามคุณล่วงพ้นหลุดพ้นจากกามคุณได้สนิทจริงวงเล็บเปิดไม่ต้องพูดถึงโลกอบายเพราะนั่นมันระดับที่ต้องรู้ต้องผ่านมาได้แล้วเป็นเบื้องต้นวงเล็บปิดหรือกามคุณไม่มีฤทธิ์เหนือในวงเล็บทานะในรถทาหรือนิโรธกามคุณไม่มีฤทธิ์เหนือกามคุณคนที่สัมผัสรู้ขณะใดก็ดับลงได้แม้ในขณะนั้นอยู่ทีเดียว เห็นแล้วว่านิโรธเตตะวันติวงเล็บภาษาบาลีประโยคก็คือนิโรธนิโรธวิหารทันติก็หมายความว่าเป็นอยู่ได้ทีเดียวในขณะนั้นขณะนั้นภารกิจหรือหาที่เคยยกตัวอย่างให้ฟังวิหครติก็คือตัวเป็นอยู่ปัจจุบันนั้นทีเดียวนิโรธแต่ว่าก็ได้กระทำสภาพนั้นได้ดับลงได้ไม่เหลือเศษอาพาธเป็นลูกศิษย์นี่ก็ใช้ภาษาไทยคำหนึ่งเรียกว่าโรคจิตเราเรียนกันมาแล้วก็จะระลึกได้เมื่อไม่เหลือเศษอาพาธเป็นลูกจิตในวงเล็บปิติวิสัยหรืออุทาอุทานตัว ละเอียดปิติวิสัยก็คือตัวจิตที่เรายังเป็นหลงปิติแล้วก็จะต้องอาศัยปิติเป็นเครื่องจูงพาจูงนำถ้าไม่มีปิติก็เซ็งไม่มีปิติก็ไม่มีความขวนขวายเฉื่อยเนยกลายเป็นคนซึ่งกลายเป็นคนจะกลายเป็นไปหาอบายมุขครอบครัวศรีธาตุหรือคนขี้เกียจขี้คร้านไปเพราะฉะนั้นจึงใช้ปิติเลี้ยงสำหรับบางคนแต่เมื่อเข้าใจถึงกิเลสอันนี้แล้วเราไม่จำเป็นจะต้องไปปิติแต่เราเป็นปัญญาเราก็จะลดลงลดลงจนกระทั่งสุดท้ายเราก็ไม่มีอะไรแต่เราจะรู้จิตที่มันเกิดเกิดดับเกิดดับอยู่เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันเกิดพอดับแล้วมันก็เกิด ดับแล้วมันเกิดเพราะเรามีรูปนามขันธ์ 5 จุดดับมันต้องมีเพราะว่ารูปนามขันธ์ 5 มันจะต้องติดต่อรับรู้รับอะไรอยู่ตัวจิตที่เกิดขึ้นมาลอยเกิดขึ้นมาทุกทีไปแล้วมันจะไปคิดไปนึกไปสร้างไปศาลอะไรเราจับติดสิ่งนั้นเรียกว่าอุทาแล้วจิตที่ลอยขึ้นมาเกิดขึ้นมาเมื่อมันเกิดขึ้นมาแล้วเราก็ใช้มันถูกเมื่อมันเกิดนี่มันต้องเกิดเกิดแล้วก็ให้มันอยู่เฉยหรือให้มันคิดนึกสร้างตามภาวะที่สมควรแล้วนั่งอยู่เฉยๆก็นั่งรอเฉยๆเสร็จแล้วเราก็จะเสพคุณเฉยๆหนักเข้าราชการเป็นคนชอบเฉยๆก็มันก็สบายดีนะนั่งเฉยๆก็จะกลายเป็นคนชอบเฉยๆเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านได้จัดเอาไว้ว่าผู้ ทำจิตเฉยได้แล้วไม่ฟุ้งซ่านเป็นการปรุงไปในทางกิเลสตัณหาอะไรท่านก็ให้ระลึกถึงว่าณบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีกไม่มีไม่มีไม่มีมโนกรรมนะตอนนี้หมายความว่าจิตของเราว่างได้แล้วจิตอุทานจิตมันเกิดแล้วมันก็ลอยว่างๆเหนือๆจิตลอยฟ่องๆออกมาเฉยๆเป็นอุทาไม่มีแม้แต่ปิติฟังให้ดีนะตัวอุทานไปจิตที่ลอยอาการสาหัสขึ้นมาเป็นวิญญาณธาตุเปล่าๆเป็นวิญญาณธาตุไร้กิเลสถ้าเผื่อว่าเราไม่ให้มันทำงานมันจะตกมันจะเฉื่อยแล้วมันก็จะเสพคุณการอยู่เฉยๆเฉยเขาก็ไม่มีอะไรในจิตไม่ต้องไปใช้งานอะไรจิตมันก็จะ เหมือนกับมือแขนถ้ามือถ้าแขนของเราไม่ใช้งานอะไรนะเอาวางไว้เฉยๆเรื่อยๆไปผู้เดียวมันเป็นง่อยเอาทิ้งไว้เฉยๆไม่ต้องใช้อะไรนอนนิ่งๆหรือว่ามือแขนก็อยู่นิ่งๆไม่ช้าไม่นานมันก็เป็นง่อยฉันใดจิตก็เหมือนกันไม่ใช้อะไรมันก็เป็นง่อยเหมือนกันคือมันก็ไม่เอาถ่านแล้วมันเอาแต่หลับแล้วตอนนี้ดีหลับดีหลับไม่เกิดแล้วมันก็จะไม่ฟุ้งเกิดขึ้นมาแล้วมันก็จะตกผลึกเลยตอนนี้เนี่ยชั้นเดียวกันนะเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าจึงมีหลักเตือนเราเสมอให้อภินิหารปัจจะเวกคือพิจารณาเนืองๆพิจารณาหนึ่งเรื่องว่ากายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีกบัดนี้เรากำลังทำอะไรอยู่บัดนี้เรานั่งเฉยๆจ้ะอ่ะ สมัครซักกะปะกินให้พอเหมาะดำริขึ้นปรารภตนขึ้นควรทำอะไรดีกว่านี้กายกรรมวจีกรรมไปทำคนทำอะไรดีกว่านี้ที่จะเกิดประโยชน์ที่จะเกิดผลเป็นสิ่งที่เป็นหิตะเป็นสมาธิต่อเป็นพหุชนะหิตายะเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นต่อพหุชนะต่อชนทั้งหลายหรือเป็นประโยชน์แท้เรียกว่าสมาชิกตั้งขึ้นทำขึ้นหลากหลายถ้าเราอยู่กับหมู่ดีไม่ดีสหายดีจะมีไม่ยากเลยในการที่จะทำอะไรไปช่วยนั่นช่วยมีอะไรเขาอยู่เป็นกลุ่มเป็นหมู่ก็ทำโน่นทำนี่เราไม่ต้องคิดก็ยังได้เขาทำอะไรมาขอทำด้วยคนได้หรือเราจะคิดก็คิดทำอะไรคิดดำริ มันเป็นเข้าท่าเข้าทางก็คิดคิดแล้วก็ปรึกษาหมู่ซะบ้างบางทีเราคิดทำอะไรพิเรนๆของเราตามเรื่องตามราวเรานึกว่าดีอยู่เรื่อยก็ไม่ได้ความเพราะฉะนั้นเราจะต้องพิจารณาอย่าให้มันพิเรนให้มันเข้ารูปเข้าร่องให้มันเข้าหมู่เข้ากลุ่มให้มันดูเป็นไปสอดคล้องกันแล้วก็ได้ทำกายกรรมวจีกรรมใดดีกว่านี้ยังมีอีกพระพุทธเจ้าท่านสอนเรานี่ไม่ใช่ท่านสอนเปล่าและมีความหมายเคยสังเกตบ้างไหมเล่าว่าทำไมพระพุทธเจ้าศาสนานี้กายกรรมวจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีกทำไมไม่มีมโนกรรมก็เพราะว่าท่านสอนผู้ที่สูงแล้วผู้ที่มีจิตว่างแล้วผู้ที่มีอุทานจิตมีจิตที่มันก็เกิดมันยังมีรูปนามขันธ์ จิตไม่ต้องเกิดเพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นโรคจิตหรือเป็นจิตที่มันเกิดอยู่แล้วว่าลูกโรคจิตที่สูงขึ้นไปจากปิติวิสัยอีกแม้เป็นความหลงชื่นชมยินดีเพราะได้หยุดได้พ้นมาจากกามคุณนั้นก็ไม่มีในและผลปิติหลงโสมนัสเพราะการหลุดพ้นจากอารมณ์ชื่นชมยินดีรถไฟก็ไม่มีเรียกว่าพ้นสังเกตคำอธิบายในคำว่าปิติกับศพความชื่นชมยินดีหรือว่าความชอบใจพอใจในเรียกว่าปิติหรือเรียกว่าสุขในภาษาไทยเราเข้าใจเอาความหมายเนี่ยเราพอใจสุขเสพสุขสมใจแต่ว่าปิติก็เป็นสุขสมใจอย่างหนึ่งปิติอย่างชื่นชมยินดีเพราะ หยุดได้พ้นมาจากกามคุณอันนี้เป็นปิติของธรรมนะไม่ใช่ปิติดีใจแบบโลกๆแบบโลกๆได้อะไรมาแล้วก็ชอบใจสมใจอยากได้รูปได้พอได้รูปมาสมใจอยากได้เงินได้เงินมาสมใจก็ไปติดใจดีใจยินดีปรีดาไอ้อย่างนั้นมันแบบโลกิยะไม่ใช่โลกุตระไอ้ที่อธิบายนี้เป็นโลกุตระนี่ก็ตั้งข้อสังเกตสำหรับผู้มาใหม่ให้ฟังสำหรับผู้กล่าวแล้วผู้ที่เรียนรู้มาตลอดเวลาก็คงจะไม่มีปัญหาอะไรนะในการไม่มีตัวที่ชื่นชมยินดีเพราะได้หยุดได้พ้นจากกามคุณมาเรามีปิติเรายังลดได้เลยลดไปอีกแล้วก็ผ่อนผิดๆหลง 2 มนัสเพราะการหลุดพ้นจากอารมณ์ชื่นชมยินดีลดไป โสมนัสก็คือการดีใจซ้อนลงไปอีกซ้อนลงไปจากอะไรซ่อนลงไปจากรถปิติได้อีกเนียนสุดคุ้มเป็นหนี้ลงไปอีกจึงเรียกว่าพ้นทุกข์เป็นองค์ชายปิติสุขอุเบกขามันซ้อนเนียนลงไปมันสงบลงมันว่างเคยแปลแยกพยัญชนะให้ฟังว่าสุขะเนี่ยแปลว่าว่างนั่นแหละดีมันว่างจากแม้แต่ปิติซึ่งเป็นจิตสังขารชั้นในจิตสังขารฉันฌานเป็นอุตรดิตมนุษยธรรมชั้นที่พวกเรียนรู้ปรมัตถ์เรียนรู้จิตเจตสิกรูปเป็นรูปปัจเจกอย่างสำคัญไม่หลงใหลในความยินดีปรีดาตื่นเต้นอะไรมากมายแต่ก็รู้ว่าดีก็สบายใจแล้วเรามีอารมณ์แค่นั้นเราก็เบาแล้วพอแล้วชีวิตของเราเรียกว่าเป็นชีวิตที่มี 50 มีหัสนีหัสสะแปลว่าความร่าเริงเบิกบานเป็นผู้ที่รู้ตื่นเบิกบานหัสสะเพราะฉะนั้นเราจะมีหาดสีตกปลาได้แค่อารมณ์จิตแค่นั้นเราไม่ต้องถึงขนาดยิ้มแย้มใจก็เบิกบานโสมนัสพอใจแล้วแล้วไม่หลงมนัสไม่หลงในจิตที่เราแปลอย่างอย่าเป็นภาษาไทยๆว่าจิตที่มันก็เบิกบานยินดีร่าเริงจะแปลอะไรก็ได้พอใจยินดีร่าเริงเบิกบานคำนี้เป็นคำหยาบใช้ภาษาเป็นกิเลสจึงได้เลยแต่มาเรียกตอนนี้ขออาศัยแทนเบิกบานแค่นี้เราเบิกบานพอใจแล้วแช่มชื่นนะสดชื่นแล้วไม่ต้องมีอะไรล่าซ่าก็พอใจแล้วไม่ต้องไปให้เราต้องมาจี้เส้นถึงจะโอ้ยสนุกรื่นเริง โลกนี้แม้มันเงียบเหงาเหลือเกินไม่เงียบไม่เหงาแต่ถ้าคนธรรมดาเขาจะรู้สึกเงียบเหงาทำไมมันเงียบจังเลยมันเหงาจังเลยมันแถวๆนี้เองเหรอแค่นี้บันเทิงแล้วเหรอแค่นี้ร่าเริงเหรอมีอารมณ์ได้ทำจิตทำการได้สร้างสรรค์ได้เป็นอะไรไปมีอะไรนิดอะไรหน่อยก็จิตใจเรียกว่าจิตใจของเราละเอียดสุขุมมากเรียกว่าเซนติเมนทัลหรือ Sense Street sentimental เป็นผู้ที่มีสำนึกมีรู้สึกที่ไวละเอียดอะไรนิดๆก็รู้แล้วสบายแล้วส่วนไปเซ็นทรัลทางด้านหยาบคายก็รู้สึกอีกหยาบคายนิดๆหน่อยๆก็รู้แล้วไม่เอาอยากไม่เอาแต่อย่างที่ไม่อยากเป็นกุศล นิดเดียวก็พอใจเบิกบานร่าเริงสบายใจแล้วไม่ต้องไปทำอะไรล่าส่าใหญ่โตอะไรก็พออยู่ถึงแม้ว่าจะไปมีบทบาทที่เป็นกุศลใหญ่กุศลหนักกุศลมากมันน่าจะชื่นใจโอ๊ยสมใจพอใจอย่างเยอะแยะก็ยังสงบก็ยังสงบก็ยังสงบระงับจิตใจแม่มันล่าซ่าแหมมันชงทางเหมือนชาวโลกเขาได้สำรวมกิริยาได้จนกระทั่งจิตนั้นรู้ว่าเราควรจะให้จิตมันปล่อยให้จิตมันโตแค่ไหนให้มันเบิกบานร่าเริงสำหรับตนเองขนาดไหนถ้าเบิกบานแค่นี้ก็พอใจถ้าจะอนุโลมก็คนอื่นก็เบิกบานหน่อยมี มีประสิทธิภาพมากขึ้นมีการยิ้มแย้มมีการหัวเราะมีเสียงเบาๆเล็กน้อยอะไรแล้วแต่อนุโลมมาเคยแยกให้ฟังแล้ว 50 กว่าบาท 6 ระดับในขั้นอภิธรรมที่เรียนเรียนกันมาเพราะฉะนั้นในระดับพระเสขบุคคลนี้จะสำรวมตนอยู่ใน 2506 กว่าบาทอย่างละเอียดคือจะมีแต่ยิ้มแย้มในหน้ายิ้มแย้มในหน้าก็หัวเราะนิดๆไม่มีเสียงน่ะจนหัวเราะมีเสียงเบาเสียงหัวเราะมีเสียงพอสมควรนะยิ้มแย้มมากขึ้นจนสุดท้ายหัวเราะเสียงดังล่าช้าเลยพวกไม้ปรบมือจนกระทั่งหัวเราะจนเกิดอาการแปลกประหลาดเดียวไหลอะไรแล้วแต่หัวเราะกันเหลือเกิน หัวเราะจนบางทีทักก็มีมันหัวเราะมากบางอาการมากเกินไปตัวที่ 6 มัน 50 Super บาทบทบาทที่มันแบบนี้มันคนรุนแรงจะหัวเราะก็ต้องไปปรบมือเปล่าเปลี่ยวเป่าเปาอะไรนี่มันมากไปมันชาวบ้านชัดๆเลยนะเนี่ย 50 กว่าบาทข้อที่มันหยาบใหญ่ข้อที่ 6 ข้อที่ 5 ก็รองลงมาหัวเราะเอิ๊กๆๆเลยอะไรอย่างนี้เพราะว่าในพวกเรานี่ไม่มีไม่มีเด่นชัดกับพวกเราหายากจะเห็นได้พวกเราหัวเราะลงอะไรเรายิ่งเป็นคนเบิกบานร่าเริงเรายิ่งจะหัวเราะง่ายถ้าเราไม่สำรวมพวกนี้ตายนี่หนวกหูไม่ได้เสียงหัวเราะหมดเลย เพราะเราเป็นคนที่ไม่หม่นหมองไม่เศร้าสร้อยแล้วเราจะกลายเป็นคนที่ไม่ระงับแม้กระทั่งความปิติไม่ระงับแม้กระทั่งเรื่องของการหัก 10 กว่าบาทการร่าเริงเบิกบานปล่อยให้เราหัวเราะเบิกบานร่าเริงตายที่นี่สนั่นหวั่นไหวไปด้วยเสียงหัวเราะแย่เลยนะไม่ไหวเพราะเราจึงต้องเรียนลงกายกรรมทุกอย่างแล้วเราเรียนรู้ก็สงบระงับได้ลดได้เพราะฉะนั้นจะอยู่ได้เบิกบานหน้าเดิมเห็นพวกเราไม่ใช่คนแห้งเหี่ยวเป็นคนเบิกบานร่าเริงยิ้มในหน้าหรือหัวเราะเสียงเบาเบาถ้ายิ่งดีผู้ที่จะเคร่งคัดให้ตัวเองก็สงบระงับระมัดระวังหัวเราะให้มีเสียงก็ไม่เอาหัวเราะมีเสียงในคอของตัวเองคนอื่นไม่ได้ยินกับยิ้มในหน้าเท่าน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive