240307-2-316 ทางเอกภาค2-ตอน316(หน้า599)-พ่อท่าน-ปฐมอโศก-ท056.txt
เนื้อหาในไฟล์
ต่อไปนี้เป็นการทำวัตรเช้าที่ผู้โดยสารปฐมอโศกเมื่อวันเสาร์ที่ 7 มีนาคมพุทธศักราช 2524 ถึงพ่อท่านได้บรรยายทางเอกภาค 2 ต่อไปอีกประมาณเรามาฟังธรรมกันอีกถ้าเราได้บรรยายไปจนถึงหน้า 599 ซึ่งได้ขโมยภาษาหากคำนวณความหมายให้ฟังถึงคำสำคัญ แม้จะมาเป็นภาษาไทยก็เป็นภาษาที่สำคัญที่เราใช้จนกระทั่งมันกลายเป็นภาษาไทยทำไมเป็นภาษาที่ไทยเราถือเป็นเหมือนภาษาไทยเราเองเลยรู้ดีรู้ชัดเจนอยู่แล้วเช่นคำว่าต้นนี้เป็นต้นด้วยคำว่าสบายมีเป็นต้นที่ได้อธิบายรอบคัดให้ฟังถ้าเราได้เรียนชัดเจนแล้วก็ได้ชี้ให้เห็นสภาวะอารมณ์สภาวะจิตซึ่งแม้จะเรียกว่าสบายก็เป็นสภาวะจิตจะเรียกว่าตัวตนตนหรือชนะ เธอมีความหมายแทรกซ้อนลงไปจนกระทั่งถึงว่ามันเป็นสภาพของความเหลือเป็นกิเลสในตัวเราเป็นกิเลสที่เหลือแม้เล็กๆน้อยๆเท่าใดก็ตามถ้ามันยังมีอยู่มันก็ยังไม่ถึงขั้นสบายหรือยังไม่ถึงขั้นสัปปายะยังเป็นสภาพที่มีเหลือเราจะต้องเห็นเราจะต้องรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งวิญญาณทัศนะวิเศษของเราถ้ามันยังเหลืออยู่มันก็ยังไม่หมดถ้ามันหมดมันก็เป็นสภาพที่หมดตัวหมดตนที่แท้จริงไม่ใช่ว่าเราเอาคิดเอาแต่เพียงภาษามีนักคะแนนนักคิดใช้แต่ภาษาว่ามันไม่ ตัวมันไม่มีต้นอะไรๆก็ไม่ใช่ของของเราไอ้นั่นน่ะมันพูดถึงเรื่องวัตถุนอกได้แต่ในอารมณ์ของเราเองเนี่ยอารมณ์ของเรานี่แหละมันเป็นตัวตนอารมณ์โลกอารมณ์โกรธอารมณ์ผิดมันมีตั้งแต่หยาบๆที่เขาไม่ได้เล่าได้เรียนเขาก็ไม่รู้จับสภาพไม่ถูกเขาจะปลดปล่อยให้มันน้อยลงให้มันละให้มันบางจางคลายลงถ้าไม่เรียนไม่รู้ไม่จับสภาพมันก็ไม่ได้แต่ถ้าเผื่อว่าเราเรียนรู้จับสภาพได้แล้วเราก็ทำการลดจริงๆอารมณ์โกรธมันเกิดที่จิตอารมณ์ที่มันถือสามันยึดหวงแหนอะไรอาวรณ์ พยาบาทโกรธแค้นเคืองขุ่นอะไรกันอยู่มันมีอยู่ในใจของเราเนี่ยแล้วเราก็ต้องปล่อยออกวางออกทำให้มันไม่เอาเล
อ่านต่อ
ิกไปจ้างใครลงอย่าให้มันมีอารมณ์อันนั้นกลับเก็บหรือว่าเป็นสภาพอยู่ในจิตจริงๆต้องทำเองจริงๆทำถูกด้วยว่ามันจางคลายปล่อยมันได้อย่างไรเราเป็นผู้รู้ว่าเราจะให้มันโปร่งโล่งสบายไปอย่างไรกดออกไปอย่างไรเราเป็นผู้รู้เราทำเองทุกเมื่อเราแล้วก็รับทราบเราเป็นผู้รับทราบรถของมันทุกเมื่อเราเมื่อเราปล่อยออกแล้วเราสบายนะมันสบายจริงๆแล้วเราก็เป็นคนที่ดีจริงเพราะว่าสิ่งที่ ร้ายกาจมันก็คืออารมณ์โลภะโทสะโมหะเนี่ยแม้จะอย่างละเอียดอย่างไรมันก็สะสมแล้วมันก็พอกโตได้ถ้ามันหมดได้แม้ละเอียดยิ่งละเอียดเท่าใดก็ยิ่งเป็นความประเสริฐของเราเท่านั้นเท่านั้นยิ่งเราเห็นชัดเลยว่าเมื่อเราไม่มีอารมณ์เหล่านี้แล้วมันเป็นสภาพสบายจริงๆเรียกโดยภาษาไทยเรียกว่าสบายที่จริงมันเป็นความเจริญบอกแล้วสบายแล้วสบายสปายะเป็นความประเสริฐเป็นความเจริญเป็นความเป็นประโยชน์ถ้าเราเป็นอย่างนั้นเราจะหมดตัวหมดตนหรือหมดความเห็นแก่ตนความเห็นแก่ตัวและจะหมดเมื่อหมดแล้วมันก็มีแต่ช่วยเหลือเกื้อกูลอาการรู้เข้าที่ 599 เลยนะการรู้อย่างนี้รู้สิ้นเกลี้ยงจบคำว่าตนชนะหรือตัวตนวอลเลย์เปิดตัวของความน้อยนิดแม้ละเอียดยิบขนาดใดๆวงเล็บปิดก็เป็นพูดถึงความรู้แจ้งเกิดอันตรายชัดและเมื่อทำความหมดสิ้นตัวตนไม่เห็นแก่ตัวแก่ตนไม่โลภไม่โกรธเพราะเหตุแห่งตัวแห่งตนอย่างสนิทเด็ดขาดได้หมดจริงแล้วมันก็เห็นตนจริงรู้แจ้งความหมดตนจริงแม้หมด ปล้นแล้วไม่เหลือถึงขนาดเศษแห่งอายตนหรืออายตนะไม่เหลือถึงขนาดเศษแห่งอายตนะใดก็ไม่มีสิ่งที่เหลือแท้เป็นแท่งแห่งนามรูปอันมีสัญญากับกายาคือกว้างศอกทั้งหลายคือร่างกายกับจิตใจของเรามันจึงคือสมมติฐานแท้ๆจริงๆความถึงแท้เป็นจริงออกอย่างนี้แหละถึงจะเรียกว่าอาณัติสัญญาเกิดได้เป็นจริงในคนผู้นั้นผู้นั้นเรียกว่าหมดตัวตนอนัตตาอะนะบอกอัตตาอัตตาตัวนี้แหละเรามาเรียกแปลเป็นภาษาไทยมาเรียกว่าตัวตน อัตราแลกอนัตตาแปลว่าไม่มีตัวตนคือไม่มีฐานะเนี่ยไม่มีแม้แต่ที่สุดถึงขั้นวิญญาณผีติถึงขั้นอายตนะซึ่งเป็นสภาพของจิตเราไม่ได้ยึดถือตัวแม้แต่ขนาดนั้นสภาพของจิตสภาพของจิตวิญญาณแล้วเราจะเห็นสภาพสภาวะไม่ใช่ว่านั่งคิดนั่งนึกแต่เพียงว่าอนัตตามันไม่ใช่ตัวมันไม่ใช่ตนมันไม่ใช่ของเราของใครมันนึกเอาได้ซะด้วยนะไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนแต่เราไม่เห็นอาการของอารมณ์เราไม่เห็นสภาพสภาวะของอารมณ์เรารู้ได้คันนึงท่านจะสมบัตินอกเราเองเรามีเงินคน โกงเงินไปมันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนของเราถูกด้วยของอย่าไปนั้นพาให้เราทุกข์ภายนอกพยาบาทอาฆาตมาดร้ายจองเวรจองกรรมอะไรกันได้เหมือนกันแต่ถ้าเราไม่หวงไม่เห็นปล่อยไปเลยไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตัวไม่ใช่ของของเราก็จริงด้วยสบายด้วยแต่ขนาดนั้นมันก็ยังไม่ใช่ของลึกซึ้งยังไม่ใช่ปรมัตถ์หรอกเสียสละวัตถุเงินทองทรัพย์สินเข้าของอะไรได้ยังไม่ถึงขั้นอาการของจิตที่แท้จริงเป็นอภัยทานเป็นสภาพล้านโลกรักโกรธที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าแม้แต่เราถือตัวถือตนที่ว่ามันถือตัวถือตนเข้ามากระทบกระเทียบเข้ามาพูดมาโปรยปรายตัวตนที่แท้ที่ถือตัวถือตนที่ชัดไม่ใช่แค่การ ตัวถือตัวถือตนที่ชัดมานะอันนี้เป็นตัวตนที่ชัดกว่าละเอียดกว่าเป็นอายตนะหรือเป็นตัวที่เด่นชัดเด่นชัดกว่าหมดอาการที่ไม่มีมานะไม่มีอุทธัจจะไม่ถือสาอะไรต่ออะไรถึงขนาดละเอียดละออดังที่ได้อธิบายซ้ำซากไม่ใช่จะเป็นเพียงนึกเอาคิดเอาเข้าใจได้แค่บัญญัติและเลยหลงรักในนี้บอกไว้อยู่แล้วเลยหลงรักว่าตนรู้แจ้งสิ้นในอัตราทั้งหลายแล้วแม้ท่านอายตนะหรืออายตน ก็รู้แจ้งซิมแล้วมันไม่ง่ายดังนักสืบนักคิดแนวและบัดกรีโหติวิมังสาซึ่งเป็นผู้คนพวกหนึ่งเขาคิดว่าเขาหมดอัตรารู้แจ้งในอนัตตาคือถึงซึ่งการเกิดอนัตตสัญญาได้เพียงฟังภาษาเข้าใจเขาก็นึกว่าเขาบรรลุแล้วถึงที่สุดแล้วรวดเร็วปานนั้นดอกมันจะต้องแจ้งแท้สัมผัสสภาวะจริงและล่วงพ้นปลดปล่อยอายตนะได้เป็นหนี้นอกกระทํา เซ็นสัญญาเวทีนิสสันนิโรธจริงๆเราอธิบายซ้ำซากมาถึงพี่โมกถึงขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธถ้าพบว่าเราไม่รู้ไม่เห็นไม่เข้าใจอารมณ์อาการสภาวะที่มันมีจริงจนกระทั่งพ้นเป็นสัญญาเวทีพิษณุโลกแล้วมันไม่ได้ผลอัตราไปได้หรอกและก็ไม่ใช่อย่างคนอีกบางพวกที่ไปหลงผิดเข้าใจเอาว่านั่งหลับตาดับจิตเอาดับจิตเอาแล้วจะถึงแล้วจะเกิดถึงอนัตตสัญญาเอาเองหรือจะบรรลุสัญญาเวทยิตนิโรธแบบดับมืดดับจิตมอบหมดธาตุรู้เป็นสภาพอากาศมีสัตว์นั้นก็หาใช่ไม่หรอกหรือไม่ก็มีสภาพเช่นอีพวกหนึ่งที่ ไปว่านั่งหลับตาเพ่งก็ตามลืมตาเท่งก็ตามแล้วเห็นรูปเห็นภาพในวงเล็บเห็นรูปเห็นนามเขาว่ากันอย่างนั้นน่ะแล้วเห็นรูปเห็นภาพมันแตกมันดับมันแยกตัวออกให้เห็นเหมือนดูหนัง Slow Motion ออกปานนั้นนั่นก็เป็นภาพยนตร์เป็นลิเกเกินไปเพราะจิตเจตสิกไม่มีภาพไม่มีรูปร่างในวงเล็บอะสรีรางเป็นเพียงสภาพธรรมที่จะต้องรู้จิตจริงรู้เจตสิกจริงการจะเข้าถึงบรรลุจริงจึงต้องเรียนและต้องรู้แท้อย่างประณีตสุขุมจริงๆ หรือหลวงเข้าใจว่าบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้วก็จะต้องก็จะเป็นผู้รู้ความรู้ทางโลกรู้วิชาเดรัจฉานทั้งหมดโดยไปหลงว่าพอไปปุ๊บปั๊บแล้วความรู้บางแบบบางแขนงที่โลกเขามีเขาเป็นเขาได้ก็จะพรึบรู้ผุดโผล่ขึ้นมาทั้งหมดก็หาเป็นเช่นนั้นทีเดียวไม่แต่ก็อาจจะรู้ได้ไม่ว่าวิชาแขนงไหนแบบไหนก็จะได้อย่างง่ายถ้าหากท่านทูลบรรลุนี้ใส่ใจหรือตั้งใจจะเรียนจะรู้และจะรู้จะเรียนเพราะสมองของคนพวกนี้ณบัดนี้เป็นสัจจะคือประกอบไปพร้อมด้วยปัญญา ไม่มีความแจ้งความสว่างใดๆเท่าวงเล็บสระบัวอาจจะมีจิตที่เชื่องจิตที่ว่างง่ายจิตที่อ่อนในวงเล็บปิดตาควรแก่จะให้ทำงานทำการอะไรก็ย่อมง่ายจะเห็นได้ชัดว่าสัญญาเวทีสันติโรจน์นั้นไม่ใช่อสัญญีไม่ใช่อ่ะกินจรรยาเย็ดกันนะไม่ใช่นิโรธสมาบัติดังที่พากันหลงมีสัญญากันอยู่อย่างผิดๆเพี้ยนเพี้ยนหม้ายวงเล็บเปิดกำหนดมั่นหมายตามๆกันมาแล้วก็ค่อยๆเบี่ยงออกนอกเบนออก ค่อยลดค่าลงลดความแท้ลงหาที่พูดโดยบัญญัติต่างๆอีกมากหลายเนี่ยไม่ว่าจะเรียกว่าสัญญาเวทีไทรโยคเรียกว่าอสัญญีเรียกว่าอายกินจรรยาเย็ดกันนะหรือว่าเรียกว่านิโรธสมาบัติอะไรพรุ่งนี้เป็นภาษาที่เขาเรียกกันในพระโยคาวจรฤาษีอะไรต่างๆที่เขาทำเอาไปเอามาก็มาอธิบายกันอีกคำว่าสัญญาเวทยิตนิโรธสวัสดีอสัญญีเกิดดีอากิญจัญญายตนะก็ดีหรือแม้คำว่านิโรธสมาบัติก็ดีนี่นะเขาไปเรียกพวกที่นั่งหลับตาแล้วก็ดับปี๊บตัวแข็งเหมือนกันหมดเขาจะเรียกว่าฉันบางคนเรียกสัญญานิโรธบางคนเรียกว่าสัญญาบางคนเรียกอากิญจัญญายตนะเรียกนิโรธสมาบัติอะไรก็ การเดียวกันเขาแยกไม่ออกแต่เราบรรยายกันเราแยกแยะให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่สัญญาเวทยิตนิโรธไม่ใช่อาการของอสัญญีอสัญญีไม่ใช่อาการของอากิญจัญญายตนะอากิญจัญญายตนะก็ไม่ได้หมายความว่าเป็นนิโรธสมาบัติแบบครับที่จริงคำว่าสมาบัติมันจะว่าไม่ใช่ทีเดียวก็ไม่ถูกสัญญาเวทยิตนิโรธก็เป็นนิโรธสมาบัติได้คือเราสั่งสมนิโรธปัจจุบันหมายความว่าเราสั่งสมนิโรธทำนิโรธที่ถูกต้องใครเข้าใจอย่างไรเขาก็ทำนิโรธของเขาอย่างนั้นอย่างเขาเข้าใจว่าอสัญญีคือนั่งดับไม่กำหนดรู้อะไรเลยลงไปนี่เป็นนิโรธเขาก็ทำของเขาอย่างนั้น เขาเข้าใจอะไรอย่างใดก็แล้วแต่ถ้าเราทำเข้าใจว่านิโรธสมาบัตินั้นคือการกระทำให้โลภะโทสะมันดับไปเป็นวิโมกข์วิโมกข์นี่แหละนิโรธกับวิโมกข์นิพพานนี่แหละให้มันรู้แล้วก็ให้มันลดมันล่ามันจามมันคลายไปมันดับไปเรื่อยๆแล้วจนกระทั่งถึงระดับที่เราเรียกได้ว่านิโรธคือมันไม่มีแล้วนิดนึงน้อยนึงก็ไม่มีได้จนกระทั่งไม่มีแล้วยังแถมพ้นเนยว่าสัญญานะสัญญาด้วยนิโรธเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธสั่งสมลักษณะของสัญญาเวทยิตนิโรธให้มั่นคงให้มากขึ้นเรื่อยๆให้ต่อเนื่องกันขึ้นเรื่อยๆในวันนี้โรคสมาบัติเราก็ทำทำจนกระทั่งมันตั้งมั่นมันเด็กเดียว มันเด็ดขาดมันจะเป็นอัตโนมัติก็เป็นการเป็นนิโรธสมบูรณ์สมาบัติก็จนกระทั่งเต็มหอลักษณะของภาษาแต่ละคำแต่ละความเมื่อมาอธิบายละเอียดแล้วมันแยกแยะออกได้สำหรับผู้ที่ทำออกได้ผู้ที่แยกไม่ออกมันคล้ายกันแล้วมันเหมือนกันมันเขาแยกไม่ออกอย่างนี้เป็นต้นเอาสัญญารอดเป็นนิโรธอริยสัจจริงๆและเป็นนิโรธสมาบัติของพระอรหันต์ทุกๆองค์ด้วยอย่าหลงเข้าใจผิดว่าพระอรหันต์ไม่มีสมาบัติหรือไม่มีสัญญาเวที วิโรจน์เป็นอันขาดไม่ว่าจะเป็นอรหันต์แบบสุกขวิปัสสโกเตวิชโชฉฬภิญโญหรือจตุปัจจัยก็ล้วนต้องมีด้วยกันทั้งสิ้นเพราะสัญญาเวทยิตนิโรธเป็นวิโมกขธรรมเป็นนิโรธอริยสัจบริบูรณ์แล้วซึ่งพระอริยเจ้าทุกองค์ย่อมมีนิโรธสมาบัติผ่านวิโมกขธรรมจากมหาสูตรกันจริงๆพระอรหันต์ทุกองค์จึงต้องมีถ้าไม่มีก็ไม่ชื่อว่าพระอรหันต์กันเท่านั้นเพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนแห่งนิพพานที่พระอรหันต์ทุกแบบทุกองค์มีทุกองค์ได้เป็นเอกธรรมโม คือเป็นธรรมะอย่างหนึ่งอย่างเดียวกันที่พึงมีพึงเป็นจนได้ชื่อว่าอรหันต์ด้วยกันทั้งหมดด้วยกันหมดส่วนทำอย่างอื่นจะเป็นวิชา 3 อภิญญา 6 ปฏิสัมภิทาญาณ 4 อะไรนั้นมีไม่เหมือนกันได้หรือบ้างก็ไม่มีได้แต่นิโรธอริยสัจหรือแม้นิโรธสมาบัติหรือนิพพานและอาสวักขยญาณอันเป็นสภาวะสำคัญยอดอันหนึ่งอันเดียวที่จะได้ชื่อว่าอรหันต์จะต้องมีเหมือนกันหมดทุกองค์ยานอย่างอื่น ใดๆหรือความเก่งอื่นๆใดๆต่างหากที่พระอรหันต์บางองค์มีบ้างบางองค์ไม่มีบ้างและรู้ว่าไม่ใช่เครื่องชี้ความเป็นอรหันต์ใครจะมีก็ได้ไม่มีก็ได้ไม่ใช่เป้าไม่ใช่จุดแกนไม่ใช่จุดแก่นในไม่ใช่จุดแก่นในอันจะได้ชื่อว่าบรรลุที่หมายเข้าถึงจุดสุดยอดเข้าถึงจุดยอดสุดแห่งพุทธศาสนาของตนของตนก่อนอื่นที่เรียกว่าอันตะที่เป็นอรหันต์หมายความว่ากำลังเน้นจุดสำคัญว่าท่านจะต้องได้นิโรธอริยสัจหรือนิโรธ นิโรธสมาบัติซึ่งเป็นนิพพานหรือเป็นอาสวะขยะท่านต้องได้จุดนี้ทุกองค์ไม่ว่าจะเป็นพระอรหันต์แบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็นอันตะที่เรียกว่าอรหันต์อันตะก็แปลว่าปลายสุดที่สุดอรหันต์ก็แปลว่าความลงตัวอย่างนั้นแหละความเข้าแก่นข้าวแกงอย่างนั้นแหละความถึงที่สุดอย่างที่อธิบายมาเป็นนักแล้วว่าพี่โมกเป็นอย่างนี้วิโมกข์สุดท้ายสัญญานิโรธเป็นสภาพอย่างนี้หรืออาจจะรักใครอยากเป็นอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้อธิบายกันมาแล้วแล้วเรานั่นแหละเป็นตัวที่สุดหรือเป็นที่ปลายคือองค์ไหนได้องค์ไหนถึงองค์นั้นก็ได้แต่นิโรธสมาบัติหรือนิโรธไอเดียสัตว์หรือสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นขึ้นชื่อว่าพระอรหันต์ไม่ว่าแบบใดๆก็ต้องมีทุกองค์ แจ้งเตือนตามความเข้าใจให้ได้ว่าผู้ได้นิพพานนั้นก็คือผู้หลุดพ้นโลกแต่ละโลกเพราะโลกอบายพ้นโลกธรรมพ้นโลกกามพ้นโลกอัตตาอันเป็นเหตุปัจจัยอย่างหยาบอย่างต่ำอย่างกลางไปกระทั่งอย่างละเอียดสุขุมเป็นระดับๆอยู่ผู้ใดมีนิพพานได้ในระดับใดก็ย่อมรู้ในความรู้รอบแห่งตนในและปริญญาในระดับนั้นระดับนั้นได้ดีและย่อมได้ชื่อว่าผู้มีนิโรธอริยสัจหรือมีนิโรธสมาบัติและสัญญาเวทีวิจารณ์นิโรธแม้ในนิพพานแต่ละระดับที่ได้นั้นๆ ต้องการพระสุตตันตปิฎกนิพพานสูตรอังคุตตรนิกายนวกะข้อ 2 238 ดูบ้างสิเอาตามสำนวนภาษาไทยที่คณะกรรมการสงฆ์ไทยได้พยายามแปลกันออกมาจากภาษาบาลีจะลอกมาให้อ่านตามที่เขาแปลกๆกันมาทั้งดุ้นเลยดูทีหรือว่าจะเข้าใจได้แค่ใดอัลเลาะห์ทำความเข้าใจดูดีๆแม้ภาษาบางอันจะดูสั้นและขัดๆกันอยู่ก็ตามไม่ได้เรียนรู้มาจนป่านนี้แล้วก็ลองฝึกความเข้าใจถอนความยึดมั่นถือมั่นดูทีหรือว่าจะมีสัจจานนท์ยานได้แค่ใดจะสัญญาเวทีกะลงไปได้แค่ไหน คือจะกำหนดได้สำคัญยิ่งสุดแค่ไหนจะมากมายได้แม่นๆแค่ไหนจะรู้ได้ถูกเนื้อแค่ไหนหรือจะสัมผัสได้หมดมิตรสภาวะแค่ไหนนั่นเองลองอ่านดูสมัยหนึ่งท่านพระสารีบุตรอยู่ณพระวิหารเวฬุวันการันต์ทักษะทิวาปะทะสถานใกล้นครราชใกล้พระนครราชคฤห์ณที่นั้นแลท่านพระสารีบุตรกล่าวกับภิกษุทั้งหลายว่าดูกระอักอาวุโสทั้งหลายนิพพานนี้เป็นสุขเมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนี้แล้ว อุทายีได้กล่าวกับท่านพระสารีบุตรว่าดูการอาวุโสสารีบุตรนิพพานนี้ไม่มีเวทนาจะเป็นสุขได้อย่างไรอธิบายเป็นพลังดีกว่านะเพราะว่ามันย้อนก็คงยากอาก็มีเรื่องเล่าถึงตอนพระสารีบุตรกล่าวบอกสถานที่บอกอะไรก็ได้ไว้บอกว่านิพพานนี้เป็นสุขเพราะกล่าวแล้วเสร็จก็มีพระอีกรูปหนึ่งพระอุทายีก็ทัดทานขึ้นมาว่าเอ๊ะนิพพานนี้ไม่มีเวทนาจะเป็นสุขได้อย่างไรก็เข้าใจวันนี้ผ่านนี้ไม่มีเวทนาจะเป็นสุขได้อย่างไรคำว่าไม่มีเวทนานี่มันก็ซ้อน มันมีซอสหมี่หรือมันไม่มีซ้อนมันไม่มีก็ได้แต่บอกว่าไม่มีก็ได้ในเวทนาที่มันเพราะเอาทุกข์ก็มาสุขมันก็ไม่มีเวทนาหรืออุเบกขาเวทนามีเวทนาเฉยๆหรือมันไม่มีเวทนาอาจารย์ไพศาลีบุตรกล่าวว่าดูกะลาอาวุโสนิพพานนี้ไม่มีเวทนานั่นแหละเป็นสุขทำภาษาญี่ปุ่นว่าลงไปชัดๆเลยว่าไม่มีเวทนานั่นแหละเป็นสุขดูก็เราเอาอาวุโสกามคุณ 5 ประการนี้ 5 ประการเป็นไฉนคือรูปที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุอันน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจเป็นที่รักยั่วยวนชวนให้กำเนิดเสียงที่พึงรู้แจ้งได้หูตัวอย่างใหญ่ก็คือมันไปหมดละคุณ 5 มันก็ต้อง รูปทั้งเสียงทั้งกลิ่นทั้งรสอะไรไปเรื่อยๆกลิ่นที่พึงรู้แจ้งด้วยจมูกประจานใหญ่เหมือนกันซ้ำๆเหมือนกับประโยคบนรถที่จะพึงรู้แจ้งด้วยลิ้นพยานใหญ่โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งเด็กตายอันน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจเป็นที่รักยั่วยวนชวนให้กำเนิดกามคุณ 5 ประการนี้แลดูการอาวุโสสุขโสมนัสย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยกามคุณ 5 ประการนี้นี้เรียกว่ากามสุขอันนี้เป็นเรื่องของการสมใจในกามก็เป็นสุขนี่มันก็เป็นสุขจังเรียกว่าชื่อว่ากามสุขด้วยการดูการอาวุโสภิกษุในธรรมวินัยนี้ จัดการพยานใหญ่สงัดจากกามคือสงัดแต่ไล่ออกมาเลยนี่ตามแล้วก็ LINE มาจนกระทั่งหมดทุกอย่างทุกๆวันพยานใหญ่หมายความว่าย่อไอ้ข้างบนนั้นน่ะบรรลุปฐมฌานอยู่ถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมข้อนี้สัญญามนสิการอันสหรัถด้วยการย่อมฟุ้งซ่านข้อนั้นเป็นอัมพาตของเธอเปรียบเหมือนความทุกข์เพิ่งเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความสุขเพียงเพื่อเบียดเบียนฉันใดสัญญามนสิการอันสหะด้วยกามเหล่านี้เหล่านั้นย่อมฟุ้งซ่านแก่ภิกษุนั้นข้อนั้นเป็นอาพาธของเธอฉันนั้นเหมือนกัน ภูมิภาคจัดเรียกอาพาธนั้นว่าเป็นความทุกข์ดูกราฟอาวุโสนิพพานเป็นสุขอย่างไรท่านจะพึงทราบได้โดยปริยายแม้นี้ฟังแล้วมันก็เข้าใจยากอยู่นะถ้าเรามีความผิดในกามทั้ง 5 ในทวารทั้ง 5 แล้วเราก็ได้ได้รับสมใจเราก็เรียกว่ากามสุขทีนี้สงัดจากกามสงัดจากความหลงเสพสมในทวารทั้ง 5 แม้ผู้ใดได้บรรลุปฐมฌานเรียกว่าเป็นผู้ที่ดับนิวรณ์เป็นผู้ที่ไม่มีนิวรณ์ในการบรรลุปฐมฌานก็ตามเมื่อบรรลุปฐมฌานแล้วสัญญาคือกำหนดหมายมนสิการถูก ติดอยู่อันตรายสหรัถซึ่งเป็นไปร่วมด้วยร่วมด้วยกับการย่อมฟุ้งซ่านคือจิตที่เราเองเรายังมีสัญญาณติดใจมานะกิจการในจิตใจที่มันยังติดใจหรือยังเป็นไปอยู่กับการสถานการณ์ย่อมฟุ้งซ่านถ้าสัญญากำหนดหมายที่มันยังเหลืออยู่จิตของเรามันยังมีสัญญาเป็นกามมาสัญญาเรียกว่าสัญญาว่าราชการในสถานศึกษาด้วยการเอาสั้นๆก็แปลว่ากามันสัญญาเมื่อมีการสัญญามันย่อมฟุ้งซ่านมากหรือน้อยก็ตามข้อนั้นเป็นอาภาพ ของเธอเมื่อยังมีเหลือตามสัญญาก็เป็นอาพาธเปรียบเหมือนความทุกข์เพิ่งเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความสุขเพียงเพื่อเบียดเบียนฉันใดคือยังมีการกำหนดติดอยู่ที่จิตของใจของเราว่ามันมีสัญญาเพราะมันสัมผัสทีไรไอ้สัญญานี่มันทำให้เกิดเวทนาเพราะสัญญายังเหลือสัญญาคือการถ้าเรายังไม่ได้ล้างกามมันปัญญาออกจากจิตมันก็จะเป็นอยู่อย่างนั้นสัญญามาราชการสหรัฐอเมริกาเหล่านั้นย่อมฟุ้งซ่านแก่ภิกษุนั้นข้อนั้นเป็นอาภาสของเธอฉันนั้นเหมือนกันซึ่งพระผู้มีพระภาคต่างๆนั้นว่าเป็นความทุกข์มันไม่มีอะไรมากบางทีมันก็เป็นการสัญญาทุนทุนอะไรอยู่แม้มัน มันไม่อาลัยอาวรณ์นะแต่มันเวลามันสัมผัสเป็นกาวมันสัญญาท่านเรียกว่ามันอาพาธอยู่พอเวลาเราไปแตะไปสัมผัสพอได้อะไรไปแตะต้องสัมผัสขึ้นมันก็เกิดการปรุงอยู่ในใจของเราอาการเหล่านั้นแหละมันเป็นการที่เราจะต้องเรียนรู้และเราก็จะต้องทำให้หน่ายใจคลายทำให้อาการอารมณ์สัญญาต่างๆเป็นรสนิยมอยู่ในใจถ้าเราไม่มีญาณอันยิ่งอ่านออกมันก็จะเป็นอย่างนั้นอยู่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆมันไม่ใช่ตัวตัวความเป็นจริงตามความแท้จริงเช่นเราเห็นสีแดงสีแดงมันย่อมเป็นความธรรมดาแดงจากแดงอ่อนแดงกลางอะไรมันก็จะต้องมีความแก่จัดแก่แก่ผู้แสบ น้อยกว่ากันแน่นอนมันมีฤทธิ์ของมันเองในตัวมันเองเป็นยถาภูตังเป็นความจริงตามความเป็นจริงหรือรถรถน้ำตาลลดน้ำส้มอะไรงี้มันก็เป็นรถของมันจริงๆตามจริงทีนี้อาสาถ้ามันไม่ใช่ความเปรี้ยวความหวานไม่ใช่รถทางลิ้นมันไม่ใช่รถถังสีสีแดงสีเหลืองอะไรมันไม่ใช่รถพวกนั้นรถพวกนั้นมันเป็นตามจริงมันมีของมันแต่รถใจของเราที่มันซ้อนซ้อนแทรกอยู่ว่าเราชอบหรือไม่ชอบเราชังหรือไม่ชังเราไปมีอารมณ์ติดยึดมีกามันสัญญาอยู่กับมันหรือไม่พวกนี้แหละจะต้องมีปัญญาอ่านรู้อักษรต่างๆแทรกซ้อนการรู้เรื่องลูกเขียวถ้าเอา ของคนมันเท่ากันการรู้หวานรสเปรี้ยวอวัยวะของคนมันก็เท่ากันมันก็เหมือนกันน่ะมันเปรี้ยวมากเปรี้ยวน้อยมันหวานมากหวานน้อยมันแดงจัดอ่อนจัดแก่อะไรตามเราไม่บอกสีหรือตาเราไม่พิการมันก็เห็นเหมือนกันมันก็เท่ากันมันก็แบบเดียวกันอันนั้นเป็นค่าของความจริงแต่ใจเราชอบมากชอบน้อยใจเราชังมากช่างน้อยใจเราผูกพันมากผูกพันน้อยหรือเฉยๆก็รู้อันนี้แก่ไปก็แรงหน่อยอันนี้เปรี้ยวจัดก็รู้หน่อยว่ามันบาปมันทำปฏิกิริยาให้เรารู้ชัดอันนี้หวานจัดไปก็รู้นะว่ามันบาปอันนี้หวานเบาอันนี้หวานกลางอันนี้หวานชื่นชื่อมันก็ยิ่งชื่อมันก็ มึงก็รู้เราก็รู้อย่างนี้เป็นต้นเราจะเป็นผู้ที่แยกให้ออกเพราะสภาพของจริงก็ของจริงสภาพจิตที่เราเกิดอารมณ์ซ้อนอารมณ์อัสสาทะเป็นกามสัญญาเราก็จะต้องรู้เมื่อเรามีทุกข์เราก็เป็นทุกข์เมื่อเรามีเราก็ทุกข์เมื่อเราหมดเราก็จะเป็นสุขนิพพานเป็นสุขเพราะกามันสัญญาหมดไม่มีอาภาพเมื่ออธิบายไปแล้วก็ใช้หมดก็บอกว่านิพพานเป็นสุขอย่างไรท่านจะพึงทราบได้โดยปริยายแม้นี้คือถ้าเผื่อว่ายังมีความฟุ้งซ่านกับการอนุรักษ์ยาอยู่อีกประการหนึ่งภิกษุบรรลุทุติยฌานเพราะวิตกวิจารณ์สงบไปถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหาร ข้อนี้สัญญามนสิการอันตารด้วยวิตกย่อมฟุ้งซ่านข้อนั้นเป็นอาพาธของเธอมีละเอียดไปจนกระทั่งแม้ในฌานเปรียบเหมือนความทุกข์เพิ่งเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความสุขเพียงเพื่อเบียดเบียนฉันใดสัญญามนสิการอันสหรัถด้วยวิตกเหล่านั้นย่อมฟุ้งซ่านแก่ภิกษุนั้นข้อนั้นเป็นอาสาของเธอฉันนั้นเหมือนกันซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกอาภัพนั้นว่าเป็นทุกข์อยู่ก็อาวุโสนิพพานเป็นสุขอย่างไรท่านพึงทราบโดยปริยายแม้นี้มาแม้แต่ถึงขั้นของวิตกที่เป็นองค์ของจิตในสภาพของวิตกมีที่จริงมันเป็นสภาพที่ครอบครัวจึง จริงตามสภาพเป็นจิตที่รู้เหตุรู้ปัจจัยนั่นเองนี่ตกหรือระวังไม่ให้มันมีระดับใดระดับหนึ่งได้นั่นเป็นภาษาความหมายที่หยาบขึ้นลงท้ายเรามาเรียกว่าวิตกคือกังวลวิตกกังวลคิดเห็นว่าอย่างนี้มันไม่ควรจะมีวิตกหรือไอ้อย่างนี้มันควรจะได้แล้วมันจะไม่ได้ตามที่เราวิตกไอ้ที่มันไม่ควรจะมีก็มันก็มีอยู่ตามที่เราวิตกอย่างนี้เราเรียกว่าวิตกหรือกังวลภาษาไทยเราเข้าใจวิตกหรือกังวลแล้วก็พยายามระมัดระวังความระมัดระวังนั่นแหละคือวิตกวิจารณ์ระมัดระวัง อย่าให้มันเป็นดังที่เราไม่ควรเป็นให้มันเป็นดั่งที่เราคิดว่าควรจะเป็นโดยเฉพาะนี่เราพูดถึงอารมณ์จิตเราก็ทำให้จิตใจของเราเป็นอย่างนั้นเราก็คอยระมัดระวังควบคุมอยู่เรายังมีความกังวลใจแล้วควบคุมมันไม่มีเรามีความกังวลใจนะเราพยายามกระทำใจของเราลักษณะอย่างนั้นให้มันไม่มีหรือให้มันมีให้เป็นอารมณ์ตามที่เราเห็นว่าอย่างนี้เป็นอารมณ์ที่ถูกต้องอารมณ์อย่างนี้เป็นอารมณ์ที่ไม่ถูกต้องแล้วกำลังทำเลยจัดแจงให้ตัวเองอยู่นั่นแหละเราเรียกว่าวิตกวิจารณ์ระมัดระวังอยู่มากเขาเรียกว่ามีวิตกมากกังวลมากคอยระมัดระวังมากมีจ่าดำแล้วพฤติกรรม พฤติกรรมอย่างไรล่ะที่เราต้องการให้มันเป็นอย่างไรไม่ต้องการให้มันเป็นเราก็จัดแจงมันอยู่แล้วถ้าเผื่อว่าเรายังมีวิตกอยู่มากมันก็ยังเป็นทุกข์ฟังดูดีๆสัญญาณมีวิตกในสหรัฐด้วยวิตกย่อมฟุ้งซ่านมันย่อมจะเกิดอาการถ้าเรียกว่าฟุ้งซ่านมันจะมีสภาพทุกข์อยู่เนี่ยเป็นอาภาพหนึ่งที่ยังเป็นอาฆาตอยู่นะเพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเรายังเป็นอาภาสเราก็ยังไม่สุขถ้าเราหมดอาภาก็คือหมดทุกข์หมดอาภาพก็หมดทุกข์เพราะฉะนั้นนี่ผ่านจะเป็นสุขอย่างไรท่านเพิ่งทราบโดยปริยายมันก็ว่างลงจนกระทั่งแม้ไม่มีอาการ ไม่มีอาพาธจึงจะนิพพานอีกประการหนึ่งภิกษุบรรลุตติยฌานไปยาลใหญ่ถ้าแม้ภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมข้อนี้สัญญามนสิการอันสหะด้วยปิติย่อมฟุ้งซ่านก่อนนั้นเป็นอาภาพของเธอเปรียบเหมือนความทุกข์พึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความสุขมันซ้อนว่าเรามีความทุกข์ซ้อนความสุขเราได้ดีขึ้นมาตั้งเยอะแล้วนะเราเรียนรู้การสงัดจากกามมันก็ยังมีเศษเป็นกลางเป็นสัญญาบ้างมาถึงขั้นไม่มีกามแต่เราก็ต้องระวังเป็นมิตรต่อไม่มีวิตกแล้วตอนนี้เป็นปิติก็ยังเปรียบเหมือนความทุกข์จนเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้มีความสุข เพียงเพื่อเบียดเบียนฉันใดสัญญามนสิการอันสหะด้วยปิติย่อมฟุ้งซ่านแก่ภิกษุนั้นข้อนั้นเป็นอาพาธของเธอฉันนั้นเหมือนกันซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกข้านั้นว่าเป็นความทุกข์ดูอาวุโสนิพพานเป็นสุขอย่างไรท่านจึงทราบโดยได้โดยปริยายแม้นี้ถ้าเรารู้สภาวะธรรมชัดว่านี่นะเราเองเรามันเป็นสุขแต่มันก็ยังไม่ละเอียดละออนะพระพุทธเจ้าท่านละเอียดกว่านี้แม้ท่านเป็นทานแล้วป่านนี้ถึงการไปวิจารณ์เบาบางลงไปหรือปิติและป่านี้จิตเหลือขนาดเหลือละเอียดเป็นปิติอาการอารมณ์ถึงขนาดนี้นี่ยังเป็นอาภาพรนั่งต้องฟังดีๆต้องเข้าใจสภา ตังค์จริงๆถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็ฟังยากขณะนี้นี่นาถ้าผู้ใดไม่เกิดภูมิถ้าภูมิไม่ถึงขั้นนี้ภูมิไม่ถึงที่จริงๆฟังยากมันไม่ค่อยรู้เรื่องอ่ะมันไม่รู้สภาวะแล้วมันก็ไม่เห็นดิบดีอะไรมันตื้นๆแต่ๆไปงั้นน่ะฟังภาษาพอพยายามเข้าใจความหมายแต่ถ้าเผื่อว่ามีสภาวะธรรมแล้วมันชัดเจนยิ่งอยู่ในภูมิยิ่งอยู่ในขณะที่เรากำลังใส่ใจกำลังเรียนรู้กำลังเป็นไปจริงๆแล้วล่ะก็เราจะกำลังนิพพานจะนิพพานจริงๆอย่างนี้ด้วยเพราะว่ามันพอใจมันเข้าหลักเข้าแกนเขากับตัวจริงที่เรามีมันก็ร่าเริงเบิกบานชื่นใจมันชัดแจ้ง ละครนั้นเป็นอาพาธของเธอฉันนั้นเหมือนกันซึ่งพระผู้มีพระภาคตรัสเรียกอาภานั้นมาเป็นความทุกข์ดูก็ได้อาวุโสนิพพานเป็นสุขอย่างไรท่านถึงทราบแม้โดยปริยายแม้นี้ขนาดปิติเนี่ยเคยอธิบายซ้ำซ้อนให้ฟังว่าปิติมันเป็นสภาพที่มีกลิ่นเด็กซ้อนหยาบขึ้นมาได้พอเราได้เราทำได้อย่างนี้แล้วนะแล้วเราก็มีอาการที่ดีใจพอใจปู่ใจขึ้นมาเป็นความยินดีนั้นเป็นกิเลสแท้ๆแม้ไม่ใช่กิเลสแท้ๆก็ยังมีการรู้ซ้อนลงไปอีกว่าแม้เราได้ดีอย่างนี้ได้สภาพดีปิตินี้ไม่ได้แปลว่าอารมณ์ที่ยินดีซ้อนลงไปด้วยซ้ำจางคลายในปิติวิสัยนั้นยังมีสภาพที่ฟูฟ่องใจชื่นใจดีใจอะไร รถออกไปแล้วด้วยซ้ำจิตของเราจะเห็นความได้ดีรู้ได้ดีนี้แล้วยังจะยึดเอาความดีนี้เป็นของเราเป็นตัวสำคัญมั่นหมายจะยึดว่าเที่ยงจะต้องได้อยู่แต่อารมณ์อย่างนี้ยังไม่ได้เลยอันนี้อธิบายสอนซ้ำให้ฟังคลิปประการหนึ่งภิกษุบรรลุจะถูกตัดผ่านถ้าเมื่อภิกษุนั้นอยู่ด้วยวิหารธรรมข้อนี้สัญญามนสิการอันสหรัฐประกาศด้วยอุเบกขาย่อมฟุ้งซ่านข้อนั้นเป็นอาภาพของเธอเปรียบเหมือนความทุกข์จนเกิดขึ้นแก่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive