570716_พ่อครูที่ศีรษะอโศก เรื่อง คนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข29 กรกฎาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

570716_พ่อครูสมณะโพธิรักษ ์ ที่ศีรษะอโศก เรื่อง คนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ วันที่ 16 กรกฎาคม 1557

พ่อครูว่า… นร.ที่นี่มีเท่าไหร่?....ทั้งหมดไม่ถึง 50 คน แต่ที่บ้านราชฯม. 1 เข้ามาปาเข้าไป 30 กว่า ค น ตอนนี้คนข้างนอกเร ิ่ มเข้าใจสัจธรรมที่พวกเราทำ เราอยู่กันอย่างพฤติกรรมเช่นนี้ เราออกไปชุมนุม 9 เดือนกว่าคนก็ต้องเห็น คนจรมาก็ตามวันแล้ววันเล่าเขาก็จะเห็นว่าพวกนี้ มีนิสัย มี “วิสัย”อย่างนี้ คำว่านิสัยคือกำลังฝึกหัดอยู่ในขั้นเปลี่ยนแปลงได้ แต่วิสัยนี่เป็นความแข็งแรงเป็นแบบนี้แล้ว แก้ยากหรือแก้ไม่ได้เลย ถ้านิสัยก็กำลังเปลี่ยนแปลง ก็อาศัยอันนี้ แต่ อาศัยนี้ ตัวเราอยู่อย่างนี้เลย พอดีขึ้นมานิดหนึ่งก็เป็นนิสัย พอเป็นความมั่นคงก็คือเป็น วิสัยเลย พวกเราเองสร้างตัวเอง การสอนนิสิต มหาวิชชารามนาวาบุญนิยม วนบ. เกิดขึ้นปีนี้ คึกคักมาก เราเรียนกันคึกคัก เป็นการเร ิ่ มต้นที่น่าชื่นใจ ตั้งมาตั้งแต่ ม.วช สส.ว ว.บบบ ก็พอเป็นไป แต่ตอนนี้วนบ.ก็เข้าฝักหน่อย อาตมาก็เลยสอน 3 วิชาเลย คือ พุทธชีวศิลป์, สรรค่าสร้างคน, ความรัก 10 มิติ ซึ่งความรัก 10 มิติจะสอนเฉพาะนิสิตปี 1 ส่วนสรรค่าสร้างคนคือ เราเลือกเฟ้นฝึกฝนให้เกิดคุณค่าของชีวิตที่จะสร้างให้คนเป็นคนประเสริฐเจริญขึ้นแก่โลก ส่วนพุทธชีวศิลป์ คือการใช้ชีวิตที่มีพุทธ มีศิลปะแบบพุทธ สรุปแล้วก็เป็นการสร้างคน จนคนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ ซึ่งตอนนี้มันออกผลจนมายืนยันหลักนี้ได้ คนมีคุณ คือคนดีและเจริญขึ้น มีคุณค่า คุณประโยชน์ มีคุณภาพหรือคุณภาวะ มากขึ้นเจริญทรงไว้ในคนคือคุณธรรม เกิดคุณธรรมแล้วก็แสดงออกต่างๆ เราเป็นเรามีก็แสดงออกเป็นคุณลักษณะต่างๆสั่งสมเป็นคุณสมบัติ มากเข้าก็เป็นทรัพย์ของเราเลย เป็นกองทรัพย์เรียกว่า คุณนิธิ เมื่อสะสมเป็นกอง

อ่านต่อ

เป็นคลังทรัพย์ จนมาก็แผ่รังสี แผ่ผลให้คนรับได้แม้เป็นนามธรรม มีคนรับได้ สัมผัสได้ทั้งเป็นรูปธรรม แม้เป็นนามธรรมก็สัมผัสได้ เป็นคุณราศี รวมแล้วที่เราทำนี่เป็นพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ ทรงไว้ซึ่งธรรมะแบบพุทธ เรียกว่าพุทธธรรม เป็นคุณวิเศษอันเลิศ เป็นอาริยธรรมอันประเสริฐจริงๆ อาตมาไม่เรียกว่าอารยธรรมหรืออริยธรรมอย่างโลกเขา อารยธรรมก็เจริญแบบโลกีย์เป็นวัตถุวิสัย ภาววิสัย objective ส่วนพวกอริยธรรมก็เป็นพวกจิต เป็นจิตวิสัย เป็นอัตวิสัย Subjective แต่ของเรานี่เป็นคุณวิเศษ เราศึกษา กามและอัตตา เร ิ่ มที่พระพุทธเจ้าสอนธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ลดกามลดอัตตา จะเกิดคุณค่าเป็นประโยชน์ตน ท่านได้แท้จริง จนชำระอวิชชา ชำระกิเลสออกไปได้ จึงเรียกว่าบุญ แปลว่าเครื่องชำระ กรรมกิริยาใดๆไม่ได้ชำระกิเลสไม่เรียกว่าบุญ เช่นอยากได้สิ่งตอบแทนบ้าง อันนี้เป็นนัตถิทินนัง ทานที่ให้ไม่มีผล เป็นมิจฉาทิฏฐิ แต่พวกเราฝึกให้ทำโยนิโสมนสิการให้จัดการถึงแดนเกิดของจิต ให้เปลี่ยนแปลงได้ทำลาอกุศลจิตได้ก็เกิดผลเป็นบุญ บุญเป็นเครื่องมือในการชำระกิเลส เมื่อชำระกิเลสเกลี้ยงก็ไม่ต้องทำบุญไม่ต้องใช้บุญ เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป (ปุญปาปปริกขีโณ) ไม่มีกิเลสให้ช ำ ระบุญก็ไม่ต้องใช้ เป็นอรหันต์แล้ว บุญคือเครื่องชำระกิเลส เป็นเครื่องที่ถ้าประกอบถูกต้องจะชำระกิเลสได้ เช่นรู้ปหาน 5 รู้วิปัสสนาวิธี จนทำได้เป็นสมุทเฉทปหาน จนทำเป็น ปฏิปัสสัทธิปหาน ทำทวนอีกจนเป็น นิสรณปหาน เป็นอัตโนมัติเลย มันทำของมันเอง เป็นตถตา สมบูรณ์แบบเลยไม่ต้องใช้พลังงานไปจัดการเลย ที่เราทำมาเป็นสัจญาณ เป็นกิจญาณ ถึงขั้นเสร็จกิจ จบกิจเป็น กตญาณ เป็นปัญญาตัวรู้ มันสัมผัสกับเราก็จัดการอย่างอัตโนมัติเลย เป็นกิจกรรมมีผลเจริญ เป็นเรื่องนามธรรม ส่วนทางรูปธรรมเราก็เจริญด้วย ธรรมะพระพุทธเจ้าได้ประโยชน์ได้ผลทั้งสองอย่าง ทั้งวัตถุและใจพร้อมกันเลย ความรู้พุทธอยู่เหนือโลกแต่ไม่หนีโลก โลกเขาปรุงแต่งอย่างนี้ไม่ดีเราก็ไม่ทำ ถ้าดีเราก็ทำ ดีมากก็ทำมาก ย ิ่ งโลกขาดแคลนอันไหนเราก็ทำ เราไม่ได้เรียน แต่ เมื่อเจริญทางจิตวิญญาณ ก็จะเลือกเฟ้นงานที่มีประโยชน์มาก จึงมีผลทั้งมนุษย์มีผลเจริญ พวกเราทำวัตถุ อย่างอาหารเป็นหนึ่งในโลก ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่งเราก็รู้ เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้านะ คำว่าข้าวเป็นหนึ่งในโลก ทั้งที่อินเดียเขาเอาไปทำเป็นแป้งนะ แต่เดี๋ยวนี้คนกินข้าวกันมากแล้ว ญี่ปุ่นยังคีบใส่ปาก แต่ญี่ปุ่นพุ้ยใส่ปากเลย ส่วนเกาหลีก็คีบกิน ข้าวเปลือกเป็นทรัพย์อย่างยิ่งเราก็เลยมีโครงการข้าวแสนตัน แต่ทุกปีนี้เรารวมกับเครือแหผลิตได้ปีละ สองพันตัน มันยังไกลจากแสนลิบเลย เราก็ค่อยทำไป กี่ปีก็แล้วแต่ ชาวอโศกต้องประสานกันส่งเสริมปุ๋ยสะอาด ปุ๋ยอินทรีย์ เราก็จะก้าวหน้าทำปุ๋ย นี่ก็ได้ข่าวว่ามีชาวอินเดียนำจุลินทรีย์แบบใหม่มีคุณภาพดีมา มันเป็นวิทยาศาสตร์ในตัว เราจะเก่งBiologyก่อน ทางชีววิทยา เราทำเพื่อกินอยู่ คนนึกไม่ออกว่าอาตมาจะเอา 3 อาชีพมากู้ชาติอย่างไร? มาถึงวันนี้แล้วเราเกิดปุ๋ยน้ำปุ๋ยเม็ด เราต้องรักษาคุณภาพการผลิต ก็คงไม่ยากที่จะรักษา เพราะเราไม่เห็นแก่อามิส เราจึงทำคุณภาพได้ดี เราจะสร้างการเจริญหลายๆทาง ไม่ว่า วิทยาศาตร์ หนักเข้าอีกหน่อยทางวิศวกรรมก็ได้ แต่ฐานของเมืองไทยต้องเอา การกสิกรรมเป็นหลัก แต่สังคมต่างประเทศเขาก็ต้องทำเช่นนั้น เขาเป็นประเทศโซนหนาวแต่ของเราโซนร้อนทำกสิกรรมได้ดี จะได้เลี้ยงโลก เพราะเทคโนโลยี อุตสาหกรรมนั้นกินไม่ได้ เราได้เปรียบทางตะวันตก ต่อไปในอนาคตเราจึงต้องเป็นคนมีประโยชน์คุณค่ามากกว่าวัตถุ อนาคตเราจะเป็นต้นแบบ ที่มีการสร้างคนแบบนี้ เรามีหลักประกันไม่ทำลายโลก เพราะโทสะเป็นตัวทำเสียหายทำลายโลก และโลภะเป็นการเอามาแก่ตัว เราศึกษาโทสะ โลภะ แล้วล้างออก เมื่อโลกไม่เห็นแก่ตัวแก่ได้มาก เราก็สะพัดเกื้อกูล ยิ่งศึกษาแบบพระพุทธเจ้าก็จะกินใช้ไม่เปลือง กินน้อยใช้น้อยลง เพราะกิเลสกินเปลืองกินจุ กินสิ่งโง่ๆไม่น่ากินก็กิน อธิบายง่ายๆ มันกิน จอบ กินหิน กินดิน สารพัด กินธนบัต ร เก่งด้วย เปลืองผลาญทำลายมาก นี่คือสัจจะ เราลดกิเลสได้ก็ได้ความสูญเสีย แรงงาน ทุนรอน เวลา ก็ได้คืนมา ยิ่งระบบบุญนิยมไม่หวงแหนด้วย เราไม่มีดอกเบี้ย เรายืนกันได้ซื่อสัตย์สุจริตตามจริง เกิดการคล่องตัวไม่กักไม่หวง ไม่ขี้หวง ไม่เป็นตัวกูของกู เราสามารถละกิเลสได้จริง จะมีคุณสมบัติของคนที่สูง บุญก็มีค ้ำ กิจกรรมก็มีผลเจริญ ได้เวลา ทุนรอน แรงงานกลับมา เจริญจนเราเหลือกินเหลือใช้ จิตเราไม่เห็นแก่ได้เอาไปออกดอกผล เราทำได้มากก็เหลือเฟือ ก็เอาไปแจกจ่าย เป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่เลิศยอด เป็นทฤษฎีเอกเลย เขาถือว่าอดัม สมิท เป็นเจ้าแห่งเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม มีหลัก Maximize profit ได้เปรียบเท่าไหร่เขาว่าเจริญ แต่ของเราบุญนิยมนี่ Minimize profit ยิ่งเอามาน้อยเท่าไหร่ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา Our loss is our gain. ชัดเจน ถ้าคนไม่รู้ ไม่ชัด พูดอันนี้ไม่ได้ อันนี้คือ Gain เป็นรายได้เป็นกำไรของเราคือการขาดทุน การได้ให้แก่คนอื่นนี่แหละ เมืองไทยดีอย่างนี้มีคนระดับโพธิสัตว์ อาตมาก็เลยค่อยยังชั่ว ปุ๋ยก็ตามกสิกรรม นั้นไม่สงสัย แต่ขยะนี่จะกู้ชาติได้อย่างไร? อันนี้ยังสงสัยกัน...ขยะนี่จะเป็นตัวทำลายมนุษย์ ขยะ อาตมาเขียนในหนังสือแสงสูญ ว่ามีขยะที่เป็นทั้งวัตถุและพฤติกรรม มาจากขยะที่จิต ที่หมักหมมเน่าใน เป็นจุลินทรีย์ทางจิต มันก็ยิ่งแย่ใหญ่ เราต้องรู้ทั้งขยะวัตถุ ขยะพฤติกรรม กาย วาจา เป็นวิญญัติ เป็นองค์รวมของการเคลื่อนไหว มีผลต่อมนุษยชาติ เราศึกษาให้เปลี่ยนให้เป็นคุณ อย่าเป็นโทษ จิตใจที่เป็นขยะเป็นกิเลสพวกเราก็ฟังขึ้น ว่าขยะทางจิตนี่ทำลายแน่นอน จากจิตมาเป็นวจี เป็น กายกรรม ก็เป็นขยะที่เกิดจากอกุศลจิตเป็นตัวประธาน และเพราะจิตวิญญาณเป็นตัวประธาน มันรู้ ตั้งแต่ต้นทางถ้าทำให้ไม่เกิดขยะตั้งแต่จิต แล้วออกมาเป็นวจีและกัมมันตะ ก็จะไม่กอบกู้โลกได้อย่างไร เพราะไม่ทำให้เกิดขยะ ตั้งแต่ขยะวัตถุนอก ที่ทำให้เกิดพิษเกิดโรค ไม่ว่าขยะแห้งหรือเปียกก็ตาม ถ้ามีน้ำประชุมด้วยก็เกิดพิษภัยได้เร็ว แต่ขยะแห้งๆก็รก กินที่ เป็นเชื้อเพลิงได้ เป็นพิษภัยได้ โลกจะมีขยะเพ ิ่ มไม่ว่าขยะวัตถุหรือขยะนามธรรม ไม่ง่าย อาตมาพูดไว้นี่ ตัวขยะจะเป็นพิษภัยต่อมนุษยชาติ เรามาเรียนรู้ลดขยะทางนามธรรม และขยะรูปธรรม เราจะต้องรู้ทั้งวัตถุ ต้องรู้จักเก็บงำรักษาประหยัดมัธยัสต์ เราจะมีภูมิปัญญารู้ ค่อยฝึกนิสัย แม้รู้แต่ไม่ฝึกก็ไม่ได้ผล ถ้าเรามีกระจิตกระใจจะทำก็จะช่วยกันกำจัดขยะ ลดขยะทั้ง พฤติกรรม และในใจ นี่ก็คือจะกู้ชาติได้แน่นอน เรารู้ก่อนเขาเราทำก่อน บ้านเมืองสังคมหมู่บ้านเราจะเกิดก่อน เป็นหมู่บ้านปลอดพิษภัย 3 อาชีพกู้ชาติเป็นงานหลัก ที่รวมทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ ที่จะดูแลขยะทั้งแห้งและเปียก ทั้งวัตถุและจิตวิญญาณที่จะสามารถกำจัดสิ่งเสียหายเป็นพิษภัยได้ เราจะเข้าใจ นี่คือความรู้ที่ทำให้มนุษย์เจริญ อยู่ร่วมกันอย่างไม่มีสิ่งเลวร้าย นี่คือ 3 อาชีพกู้ชาติ เรื่องกสิกรรมเราก็ทำกัน ต่อไปแต่ละหมู่บ้านอโศก ไม่ต้องพึ่งพาอาหารธัญพืชจากภายนอก ผลิตเองในหมู่บ้านได้ เหลือเผื่อแผ่ไปให้แก่ภายนอกด้วย จะต้องอย่างนั้น ส่วนจะเป็นแทงก้อนเป็นวิศวะก็ค่อยขยาย เราทำเรื่องอาหารเป็นปัจจัย 4 ก่อน แล้วค่อยไปสู่อย่างอื่น เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ซึ่งเครื่องนุ่งห่มในโลกมันเฟ้อแล้ว แม้แต่บ้านช่องเรือนชานเมื่อเป็นสาธารณโภคีก็อยู่ง่ายไปง่ายมาง่ายอยู่ง่าย ภัยไม่มี แม้แต่ข้างนอกขึ้นรถไฟยังไม่ปลอดภัยเลย อย่างคดีน้องแก้ม อายุ 13 ก็ถูกข่มขืนชำเราบนที่นอนในรถไฟ ก็เลยเกิดความรู้ว่าแม้แต่บนรถไฟก็มีการทำร้าย คนไม่กล้าเปิดเผยก็มี ขนาดในรถไฟที่ส่วนสัดยังไม่ปลอดภัยเลย แล้วที่อื่นก็จะมีมาก ถ้าจิตวิญญาณคนไม่มีความร้ายก็ไม่ทำ จิตวิญญาณเป็นประธานของส ิ่ งทั้งปวง พระพุทธเจ้าไม่ได้ศึกษาอะไรนอกจากมนุษย์และสังคม ศึกษาตัวหลักคือจัดการสิ่งเป็นโทษภัยในมนุษย์ ก็เกิดจากตัวประธานใหญ่ คือมโน ปุ พพัง คมาธัมมา พระพุทธเจ้าจึงแก้ปัญหาโลกได้ ชาวอโศกจะเป็นกลุ่มที่แก้ปัญหาโลกสำเร็จก่อนใคร พวกเราก็ทุกข์น้อยลง มีคนมีคุณ บุญมีค้ำ กิจกรรมมีผลเจริญ คนมีคุณต้องพัฒนาถึงอรหันต์ แล้วก็มีความรู้สามารถ เป็นอรหันต์หมดตัวตน ถ้าเจริญเท่าไหร่ก็เป็นคุณต่อโลก ตัวเองจบแล้วแค่นี้ก็พอ เกิดมาอีกเท่าไหร่ก็ทำเพื่อคนอื่นจึงเรียกว่าหมดประโยชน์ตน มีแต่ประโยชน์่ท่านอย่างเดียวจากอรหันต์ไปถึงโพธิสัตว์ไปถึงพระพุทธเจ้า เป็นโลกุตระเป็นโลกวิทู เป็นโลกานุกัมปา พวกเราจะเข้าใจแล้ว ว่าอรหันต์กิเลสตายสูญ แต่อรหันต์ตายแล้วไม่สูญได้ เกิดมาเมื่อไหร่ก็มีแต่ประโยชน์มีคุณต่อโลก คนได้หลักประกันเช่นนี้จึงไม่เป็นขยะสังคม แต่เป็นตัวรังสรรต่อสังค ม ได้อย่างแท้จริง พวกเรามาศึกษาศาสตร์เช่นนี้ หรือศาสน์เช่นนี้จะเป็นที่พึ่งของโลก พูดแล้วดูเหมือนใหญ่ เราทำได้น้อยก็ช่วยคนได้เท่านี้เราก็ฝึกไปเพ ิ่ มขึ้นๆ เมื่อหลักประกันมีคือไม่เอามาให้แก่ตัวแล้ว ก็จะทำแต่เพื่อผู้อื่น ตนเองใช้อาศัยแค่นี้มันจะมีตัวพอ ไม่ต้องสะสม มากกว่านี้เฟ้อแล้ว นี่คือเศรษฐศาสตร์บทสำคัญที่พระพุทธเจ้าค้นพบไม่ใช่ทุนนิยมหรือ Capitalism แต่เป็นบุญนิยม ไม่มีภาษาอังกฤษ อาตมาใช้ว่าBoonnism เป็นของพระพุทธเจ้าตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า ชาวอโศกเรายังมีน้อย เก่งก็ยังไม่เก่ง สมรรถนะไม่สูง ก็จะไปตามสัจธรรม ให้ราบลุ่มเหมือนฝั่งทะเล จะไปได้ดีเป็นประโยชน์ตน ท่านได้อย่างสมบูรณ์แบบ มนุษย์เช่นนี้ ที่เราทำให้เป็นแบบพระพุทธเจ้า จะเป็นคนค ้ำ จุนโลกมี พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก) คำสามคำนี้พระพุทธเจ้าตรัสกับพระอรหันต์ 60 องค์แรก ว่าให้ไปทำเพื่อหมู่ชนเป็นอันมาก ให้มีสุขสงบ วูปสโมสุข ไม่ใช่สุขโลกียะ เป็นสุขประเสริญ วิเศษ มันสุขเพราะไม่ต้องบำเรออะไร จึงไม่ผลาญไม่เปลืองอะไร สุขอย่างไม่สูญเสีย แต่โลกนั้นสุขอย่างสปาร์ค บำเรอ สูญเสียพลังงาน แต่อรหันต์ไม่สูญเสียพลังงานเพราะไม่สปาร์ค มันสงบ พลังงานเขาสร้างเท่าไหร่ถ้าไม่สูญเสียไปกับราคะโทสะ ก็จะเหลือพลังงานมาสร้าง ตามลำดับ โสดาฯก็ประหยัดระดับหนึ่งมาเป็นสกิทาฯก็ได้เพ ิ่ ม จนอรหันต์ก็ได้กลับมาทั้งหมด เอาไปทำประโยชน์ได้สูงสุด โลกียะนั้นเอาพลังงานไปสร้างไปสปาร์คเสียไปเท่าไหร่มากมาย อย่างฟุตบอลโลกก็สปาร์คแคลอรี่ไปไม่รู้กี่ยูนิต นับไม่ถ้วนสูญเสียเปล่าในราคะโทสะ ละลายหายไป ไม่มีอะไรเหลือ แล้วยังสั่งสมเป็นอุปาทานอีก ปีนี้ไม่ได้ปีหน้าต้องให้ได้ ให้มากกว่าเดิมอีก บราซิลเขาประท้วงว่าเอาเงินให้การฟุตบอลหมด แต่ประชาชนยากจนไม่มีกิน เช่นเดียวกับคนที่อยากเท่ ต้องรักษาท่าที มีรถเบนซ์ขี่นอกบ้าน แต่กลับบ้านกินข้าวกับก้างปลาทู อย่างประเทศที่เอาเงินมาถมจะต้องยิ่งใหญ่เป็นแชมป์แต่คนจะอดตาย นี่คือเข้าใจอสาระว่าเป็นสาระ เข้าใจสาระว่าเป็นอสาระ อย่างเมืองไทยไม่ต้องไปอยากจัดโอลิมปิก ไม่ต้องไปยึดว่าจัดได้เท่ฉิบหายเลย ไม่ต้องไปเสียผลาญทิ้งไปกับเรื่องไร้สาระ ตอนนี้เรามี กิจกรรมมีผลเจริญนี่มันกำลังออกผลให้เห็นได้ เช่นเราสร้างสวนผลไม้ อย่างสวน 200 ปีมีทุเรียนออก ไม่ต้องใส่ปุ๋ยให้มันเลยไม่ต้องรดน้ำด้วย ถึงเวลาเก็บกินอย่างเดียว ต้นไม้มันช่วยตัวเองได้ มันอายุหลายร้อยปีได้ มันผลิตเองให้เรากิน นี่กิจกรรมมีผลเจริญ แม้แต่ทำโรงงานหากไม่ลงตัวก็ยังสูญเสียแต่ถ้าลงตัวเข้าฝัก ความสูญเสียก็น้อย เรียกว่าลงตัวกิจกรรมมีผลเจริญก็ไม่ต้องสูญเสีญในการซ่อมแซม ฉันเดียวกับต้นไม้ปลูกแล้วได้ผลดีมันก็ช่วยตัวเอง แถมมีเห็ดมีอย่างอื่นที่เกิดผลอีก ฤดูกาลหน่อไม้ถึงฤดูก็ออกให้กิน มันโตไวด้วยนะหน่อไม้ เมื่อกิจกรรมมีผลเจริญก็เบา แล้วช่วยเราได้อีก ถ้าลงตัวสมดุล จะมีผลแก่เราอย่างมาก การเปลืองผลาญน้อย มีประสิทธิภาพเร็วดีในการผลิตอีกด้วย พวกเราศึกษาแล้วจะเจริญ แต่อันหนึ่งที่เราอยากให้สำเหนียก คือ ขี้เกียจ ดูดาย ไม่มีน้ำใจ เป็นลักษณะอันหนึ่งของความไม่เจริญ ขี้เกียจคือไม่อยากทำงาน ไม่อยากออกแรงทั้งที่ทำได้ ทำได้ด้วยดีด้วยซ้ำ นี่คือตัวเลว เราก็ศึกษาว่าตัวขี้เกียจนี่มันไม่พาเจริญ แต่ถ้าเราทำก็เกิดประโยชน์คุณค่า ก็เกิดปัญญารู้ว่าขี้เกียจไปทำไมไม่ดีก็จะขยันทำไป แล้วก็จะมีเชิงไม่ดูดาย อันนี้ช่วยจับ ช่วยเก็บ ไม่ดูดาย การสร้างสรรก็เกิดขึ้น ความเจริญก็เกิดขึ้น นอกจากไม่ดูดายก็ยังมีน้ำใจด้วย แล้วแถมขวนขวายหาเรื่องช่วย May I help you? มีน้ำใจ แม้ไม่บอกวานก็เข้าไปช่วย ด้วยไม่ต้องการสิ่งแลกเปลี่ยนไม่เอาบุญคุณด้วย เป็นเรื่องจิตวิญญาณ จะขี้เกียจ ดูดายก็เป็นเรื่องจิตวิญญาณ ถ้าคนมีปัญญารู้ไม่ต้องขี้เกียจ ไม่ดูดาย ขวนขวายมีน้ำใจก็ยิ่งประเสริฐ เราต้องมีปฏิภาณรู้ว่าไปช่วยเขาเราได้กุศลแต่เขากลับเลวลง ขี้เกียจเพ ิ่ ม กิเลสเพ ิ่ ม ทำให้เกิดการสูญเสียทำลาย เราก็ต้องรู้จักวิธีทำให้เขาขวนขวาย ล้างกิเลสไม่ดูดาย มีน้ำใจขึ้นมาเพื่อพัฒนาคนเราก็จะเข้าใจ เป็นสิ่งพัฒนามนุษยชาติ สังคม ทิฏฐิพระพุทธเจ้าถ้าปฏิบัติถูกทุกอย่างจะเจริญดีเร็วสูงปริมาณมากได้จริง ตอนนี้ต้นทุนชาวอโศกยังมีน้อยเราก็พัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้นก็ไม่ง่ายนัก อัตราก้าวหน้าไม่มากนัก จนกว่าจะเป็นปฏิภาคทวี หลักบวกมาเป็นตัวคูณ แล้วเป็นระดับยกกำลัง ไปตามจริง อัตราก้าวหน้าจะค่อยเพ ิ่ มขึ้นต้องพยายามดูให้ดีว่าถึงรอบไหน อย่างไร มันบวกทีละเท่าไหร่ หรือเป็นเชิงคูณ หรือยกกำลังก็จะรู้ นี่คือหลักสูตรพระพุทธเจ้าที่ไม่ท ิ้ งโลก มีโลกวิทู รู้เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย พัฒนาตัวเองตรวจสอบตัวเอง ไม่ให้ผิด ถ้าผิดก็จะไม่เร็วไม่คล่อง ถ้าผิดก็จะสับสน เรามีความรู้ทฤษฎี กำลังเข้ามาร่วมทำงานแล้วประสานสัมพันธ์กับข้างนอก ซึ่งเขาเริ่มเข้าใจไว้ใจยอมรับมากขึ้น ความไว้ใจอย่างแรกคือ ความซื่อสัตย์ คนเราถ้าซื่อสัตย์แม้จะไม่เก่งไม่มีประสิทธิภาพเขาก็ยอมรับ แต่บางคนก็หลงความเก่งแม้ไม่ซื่อสัตย์แต่อาตมาว่าซื่อสัตย์แม้ไม่เก่งดีกว่า ซื่อสัตย์เป็นหลักประกัน นี่คือหลักการที่เราจะพัฒนามนุษย์ สรรค่าสร้างคน เราก็จะได้คนที่สัมมาทิฏฐิ มีองค์ประกอบคุณค่าแท้ อาตมาก็ขอย้ำซ้ำว่าวิชาการพระพุทธเจ้าค้นมาจากมนุษย์กับสังคม ซึ่งสังคมนั้นกว้างไปถึงระดับจักรวาล ยุคนี้กิเลสมันหนาก็ทะลวงไม่ทะลุ ไม่เหมือนบางยุคที่คนกิเลสน้อยก็ทะลวงไปได้ง่ายได้กว้าง แต่ยุคนี้จะได้กลุ่มน้อย ไปก็ยาก จะช้าก็ช้า เราก็พากเพียร มันก็เพ ิ่ มมันก็ไปได้มีเพ ิ่ มอยู่ ส่วนคุณวิเศษในยุคนี้ ยิ่งใหญ่กว่ายุคโบราณเพราะซับซ้อนมากกว่ากัน ยุคซับซ้อนมากกว่าจะเปลี่ยนแปลงกลไกให้ดีงามก็ยากกว่า แก้ค่ายกลโลกีย์ให้ดีขึ้นน้ันยากกว่า มันมากด้วยแน่นด้วยก็เลยช้า อย่างอาตมารู้ก็เลยบอกพวกคุณ อย่าไปเทียบกับโลกีย์ที่เจริญเร็วลงนรก ไม่ต้องไปริ ษ ยาเขาเราก็ทำไปของเรา เราสงสารเขาด้วยว่าเขาไม่รู้ว่าเติมน้ำหนักความชั่วและชั่วเร็วด้วยเป็นปฏิภาคทวีไปเท่าไหร่ก็ยิ่งซวยหนัก เขาก็สังขารจัดการ create เขานึกว่าสร้างสรร แต่แท้จริงสร้างนรก อย่างฟุตบอลเตะเข้าโลกทีหนึ่งสปาร์คทั้งคนเตะคนดูเท่าไหร่ มีคนตายแล้วด้วย แต่ก่อนไม่ได้ดีใจแรงเท่านี้ แต่เดี๋ยวนี้ดีใจแรงมากเสียหายมากหนัก เขาไม่รู้เลยว่าเขาทำบาป เขามันฉิบหายยิ่งใหญ่ฉิบหายแล้วมันได้อะไร เกิดการสร้างสรรอะไร เตะบอลเข้าโกล มีการโกงตุกติกแทคติกเท่าไหร่ หรือแม้แต่ไม่โกงก็ตาม แต่แชมป์ฟุตบอลทำไม้จิ้มฟันทำนาได้ไม่เก่งเท่าเรา แล้วมันได้ประโยชน์อะไร ไร้สาระ มันได้แต่บำเรออารมณ์ สุขเท็จสุขโลกีย์ พระพุทธเจ้าใช้คำว่าเท็จ อัลลิกะ ไม่ได้อะไรสูญเปล่าเป็นกามสุขขัลลิกะ ถ้ามันลำบากเป็นกิลมถะ แต่มันยังมีส ิ่ งสร้างสรร อย่างขันธ์ของเรา ภา ราหเว ปัญจขันธา คือขันธ์ 5 นี้หนักเป็นภาระแต่มันยังมีอยู่ก็ต้องใช้ ให้ไม่ก่อภัยก่อกิเลส ก่อประโยชน์แม้จะเป็นภาระ ดูแลไม่ให้มีเชื้อโรค ไม่ให้เสียสมดุล ก็เป็นภาระ แต่มันก็มีประโยชน์ ถ้ารูปไม่มีกิเลส เวทนา สัญญา สังขาร ก็ไม่มีกิเลส ก็สร้างสรร มีกรรมกิริยาการกระทำเป็นประโยชน์ช่วยกัน เช็ดปัดกวาดถู ป้อนข้าวป้อนน้ำดูแล เป็นประโยชน์ทั้งนั้นมีของร่วมกินร่วมใช้เกิดจากขันธ์ 5 ที่เราไม่มีกิเลสหวงแหนหรือทำลาย สุดยอดแล้วพระพุทธเจ้าศึกษามนุษย์กับสังคมให้อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข พวกเราศึกษาไป บรรลุธรรมไปก็จะเข้าใจอย่างที่อาตมาเข้าใจ จะรู้ว่ามนุษย์อาริยะดีที่สุด พวกเราจึงมีการศึกษาที่ล้างกิเลสเป็นหลัก แม้การศึกษาทางโลกเราก็ไม่ทิ้งเราเอาด้วย เรามี ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา เรามีศีลเด่นเป็นจิตวิญญาณเป็นหลักเพื่อกำกับการงาน เพื่อกำกับความรู้เป็นวิชา ทำให้สมดุลพอเหมาะไม่เป็นโทษ การศึกษาที่ครบกระบวนการ ทำได้ทำจริงทำเป็น กับแม้หลักวิชาการโลกเราก็ไม่ทิ้ง อะไรเกินเราก็ทิ้งไปก่อน อะไรเราเอื้อมไปทำได้เราก็ทำ เทคโยโลยีมีทั้งประโยชน์และโทษภัย ธรรมชาติที่น้อยกว่านี้ ถ้าคนมีปัญญาไม่หลงติดยึดสิ่งปรุงแต่ง คุณสร้างมาก็ไม่มีคนรับ อย่างเขาทำยาบ้ามา คนรู้แล้วก็ไม่เอา หรืออย่างบุหรี่พวกเราก็ไม่สูบ หรือฟุตบอล มันจะเป็นนัดพิเศษอย่างไร คนรู้แล้วว่าไร้สาระ มันจะเอาอารมณ์ไปบำเรอกันเท่านั้น เขาจะปรุงแต่งมาก็เฉย โลกจะมีเท่าไหรเราก็ Let it be ก็ช่างมันประไร มันจะมีก็มีไป คนเข้าใจก็รู้แล้วเขาจะมีก็แล้วไป พูดกับเขาไม่รู้เรื่องก็ต้องปล่อยเขาไป เขานิยมกันทั้งโลก เราก็รู้เท่าทัน ว่าเอ็งปรุงไปเถอะหนักหนาไร้สาระไรก็ปล่อยเขา หรือจะปรุงแต่งกามคุณอย่างไร หรือสมบัติพัสถานเพชรนิลจินดาก็ตาม ถ้าชีวิตของคุณจากนี้ไม่ได้เพชรสักเม็ดเลยคุณจะเป็นคนดีมีคุณค่าต่อสังคมได้ไหมก็ได้ แต่คนติดยึดนี่ไม่ได้นะเขาไม่มีเพชรไม่ได้ ตายไปก็เอาไปไม่ได้ ยึดได้ตอนเป็นๆ มันไม่เป็นของตัวเลย ส่วนอารมณ์นั้นไม่พรากเอาติดอัตภาพไปอีก เอานรกติดตัวไปเท่าไหร่ นี่คือวิชชาจริงๆ วัตถุไปกับอัตภาพได้ แต่อารมณ์นี่สุขทุกข์เอาติดอัตภาพไปทำไม? นรกมันนานแล้วเป็นจริง ส่วนสวรรค์นั้นแวบเดียวแล้วไม่นาน จริงๆแล้วนรกสวรรค์หรือทุกข์สุขก็ไม่มีจริง แต่ทุกข์นั้นเกิดจากยึดตกผลึกเป็นอุปาทานเป็นอาสวะอนุสัยอยู่อย่างนั้น การสุขนั้นจะสุขอย่างถึง climax ในสัญญานั้นยากนะ ไม่มีเหตุปรุงแต่งดินน้ำไฟลมปั้นในมโนมยอัตตา ตายไปก็สุขอย่างนี้ได้ แต่ตายไปนี่ไม่รู้ตัว มันจะมีความย ิ่ งฮึด ไม่รู้ว่าตนไม่มีทวาร 5 แล้วก็ดิ้นแรงอยากได้อย่างที่ตากระทบรูปแต่ก็ไม่มีตา อวิชชานั้นซ้อนว่าเราไม่ตาย แต่อยากได้อย่างที่เคยสัมผัสเสียดสี ได้กลิ่นได้ยิน ตายไปแล้วไม่มีแต่คุณไม่รู้จะเอาให้ได้ก็เป็นนรกลึก ยิ่งใหญ่ย ิ่ งลึกจัด โดยที่ไม่มีแต่ก็ปั้นเอง ไม่มีก็ปั้นเอาเองให้มี เหมือนผีไม่มีจริง แต่บางคนก็ปั้นจนเหมือนมีจริง อาตมาเคยรักษาเด็กหญิงอุปาทานว่ามีผัวเป็นพระพรหม ถึงขั้นมีตัวตนสัมผัสกันสมสู่กันได้เลย ตอนนั้นอาตมารักษาเขาหายได้เหมือนกันนะ เป็นอุปาทานหมู่เห็นด้วยกันก็ได้ อย่างเห็นหลวงปู่แหวนอยู่บนเมฆเป็นต้น หรือพวกนักสะกดจิตก็ทำได้ อาตมาเคยเตรียมจะแสดงการหายตัว ใช้วิธีสะกดจิตอุปาทานให้ไม่เห็นร่างกายนี้ คนถูกสะกดจิตครอบงำได้แล้วก็นับหนึ่งสองสามก็หายตัว คนก็ไม่เห็นทั้งที่เรานั่งอยู่นี่คือมโนมยอัตตา ปั้นให้ไม่เห็นได้ด้วย หรืออย่างผีนี่ก็ปั้นเอาว่าเป็นผีตามอุปาทานไว้ ถ้าเดินเข้าไปหามันเลยแล้วก็ท่องไว้ว่า แค่ตายๆ ก็จะเจอความจริงว่าไม่ใช่ผี เป็นสัญญาย นิจจานะ หลอกกันได้ ทั้งที่ไม่มีจริง เป็นเพียงสัญญาที่ไปยึดถือว่าเป็นจริงเที่ยงแท้ ทั้งรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ก็เป็นได้หมด ตอนนี้อาตมากำลังสาธยายโลกแห่งความรู้ เป็นสายเจโตและสายปัญญา สายเจโต มีความลึกลับ ไม่มีเหตุผลอธิบายไม่ค่อยได้ก็เรียกว่า Prophecy สูงสุดเป็น Prophet สายปัญญามีเหตุผล อธิบายได้แต่ไม่ค่อยลึก เรียก Philosophy สูงสุดเป็น Philosopher ส่วนอีกพวกหนึ่งพยายามศึกษาฝึกฝนให้เข้าถึงความจริงเพ ิ่ มอธิบายได้แต่ว่าไม่ลึกถึงปรมัตถ์ เป็น Epistemology ส่วนของพุทธนั้นเป็ น Phenomenology คือ เป็นปรากฎการณ์วิทยา ของเขาจบแล้วเป็น Philosopher แต่ของพุทธจะเป็น Phenomener (ภาษานี้อาตมาก็ไม่แน่ใจว่าใช้อะไร?) จะศึกษาเป็นลำดับตั้งแต่ภายนอกเป็นอบาย แล้วไปจัดการกามภูมิได้อีก ก็จะรู้ทั้งโลกอบายและโลกกาม สังขารจะมาแรงอย่างไรกระแทกอย่างไรก็ อเนญชาตั้งมั่นไม่หวั่นไหวก็ช่วยเขาได้ แม้อนาคาฯเหลือรูปภพอรูปภพก็ทำลายได้อีก โดยไม่ต้องหนีโลก อยู่กับโลกเขาอย่างไม่ติดยึด แต่พวกที่บ้าปั้นสร้าง มโนมยอัตตา แม้ตายไปก็ปั้นได้ว่ามีสามีเป็นพรหม มีนรกสวรรค์อยู่ แต่สวรรค์นั้นสั้นมาก ได้เสพสมได้ถึงจุดอุปาทานก็คลาย แล้วสั่งสมเป็นอุปาทานไว้ แล้วตายไปไม่มีจริงเลยก็จะมีแต่นรกเป็นหลัก สวรรค์สร้างได้ชั่วแวบสุขในสัญญาได้แวบเดี๋ยวเดียวหาย แต่อนุสัยนี่ตกคลัก หมักหมมเน่าในอาสวะไม่เคยหยุดทำงาน ทุกข์จึงเป็นอาริยสัจส่วนสุขเป็นอัลลิกะ สุขเหมือนเม็ดฝนพยับแดด แวบเดียวแต่ทุกข์นี่นานเป็นอุปทานติดเป็นอนุสัยอาสวะ คนที่ทิ้งสุขอัลลิกะ ก็จะมีปัญญาไม่น่าเสียดายสุขเลย แต่คนหลงก็จะติดหนักลงทุนสูบมา 40 ปีแล้วจะล้างได้อย่างไร แต่คนมีปัญญาไม่มีสุขทุกข์กับมันแล้วก็จะรู้ว่าเราไปติดมันทำไม ปล่อยสบายกว่าเยอะ _ ถามปัญหา...เมื่อวาน ย่าทางโลกโทรมาว่าคนเป็นมะเร็งหมอรับไว้รักษาที่รพ. พอดีมีป้าเตียงใกล้กัน บอกให้ว่าใช้กระดูกงูจงอางฝนกับมะนาวกินอาการดีขึ้นมาก หาย เขาไม่ได้ฆ่าเองแต่ไปขอกระดูกคนที่เขามี ถามว่าจะเป็นบาปไหม? พ่อครู ตอบ...พระพุทธเจ้าว่าถ้าจะเป็นยารักษาโรคจะเป็นเนื้อสัตว์ เราไม่ได้ฆ่าเขาเอามาเป็นยารักษาชีวิตท่านก็ไม่ว่าก็ต้องใช้ไม่เป็นไร จะเป็นส่วนไหนของสัตว์ก็ได้ แต่อย่าไปร่วมมือร่วมฆ่า แต่ถ้าไปร่วมฆ่าก็บาป จะบาปก็คือ 1 .รู้ 2 .ไม่รู้ไม่เห็นแต่ได้ยินข่าวมาก็ยังมีเชื้อ 3 .ไม่รู้ไม่เห็นไม่สัมผัสข่าวก็ไม่ได้ยินแต่ยังข้องใจสงสัยว่าเป็นสัตว์ที่ไปฆ่ามาก็ให้ตัดทิ้งเสียอย่ากิน ว่าสัตว์นี้ไ่ม่ใช่เดนสัตว์กินไม่ใช่ ปวัตตมังสะ แต่เป็นอุทิสสมังสะ ถ้าสังสัยก็อย่ากิน อันนี้คุณไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้เกี่ยวข้องแต่ต้องอาศัยไว้รักษาชีวิตยิ่งเป็นมะเร็งก็อย่าเกี่ยงเลยรักษาชีวิตไว้เถอะ....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน