570716_พุทธชีวศิลป์(๒)วนบ. เรื่อง ศาสตร์และศิลป์ต่างกันอย่างไร และความมีและไม่มี.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570716_พุทธชีวศิลป์( 2 )วนบ. เรื่อง ศาสตร์และศิลป์ต่างกันอย่างไร และความมีและไม่มี โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ วันที่ 16 กรกฎาคม 2557
พ่อครูว่า… พุทธชีวศิลป์...เป็นศิลปะในการที่เราจะได้รับประโยชน์ในความเป็นพุทธ หรือจะแปลว่าพุทธนั้นมีศิลปะต่อชีวิตของมนุษย์ ก็ได้ คำว่าศิลปะ อาตมาถือว่าสูงกว่าคำว่าศาสตร์ ในความเป็นศิลปะเองมีความเป็นศาสตร์อยู่ในนั้นแล้ว แต่ความเป็นศาสตร์มีความเป็นศิลปะบ้างไม่มีบ้าง และก็ มีเยอะที่ไม่มีศิลปะ ชนิดที่คนเข้าใจไม่ได้ว่าศิลปะคืออะไร? ศิลปะก็คือการให้ความรู้ที่นำพาไปสู่มงคลอันอุดม ศิลปะคือการแสดงออกของศิลปินเจ้าของงาน ศาสตร์นั้นก็แสดงออกถึงความรู้ของเจ้าของศาสตร์ ถ้าเจ้าของไม่แสดงเลยก็ไม่เผยแพร่ ทั้งศาสตร์และศิลป์ แต่ถ้าเผยแพร่แล้วศาสตร์นั้นมีศิลป์ไปด้วยไหม หรือมีแต่ศาสตร์มีแต่ความรู้ เช่นศิลปะมีความสำคัญความหมายสองอย่างที่อาตมาว่าแม้แต่ศิลปินก็ไม่รู้ว่าเขาใช้สองสภาพนี้คือ 1 .สุนทรียศิลป์ 2 .สาระศิลป์ สองอย่างนี้ถ้าไม่มีทั้งสองอย่างก็ไม่ชื่อว่าศิลปะ ถ้าอะไรให้แต่สาระ สื่อโดยไม่มีสุนทรีย์อันนั้นไม่ใช่ศิลปะ คำว่าสุนทรีย์คือสิ่งที่น่าชี้ชวนให้คนเกิดสนใจเกิดฉันทะ ชื่นชอบถึงซาบซึ้งเลยได้ ถ้าสื่ออะไรให้คนรับรู้ ถ้าไม่มีสุนทรียะอันนั้นคือ สารคดี เป็นเรื่องสาระแท้ๆ เขาก็บอกแล้วว่าเขาไม่ใช่ศิลปะ มีแต่สาระแท้ เพราะฉะนั้นในศาสตร์ก็ไม่มีศิลปะได้ ส่วนศิลปะนั้นขาดสาระไม่ได้ สาระนั้นต้องวิเศษด้วยซ้ำให้คนเข้าใจซาบซึ้ง จนถึงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วย ไปสู่มงคลอันอุดม มีอำนาจถึงอย่างนั้น นำไปสู่ความประเสริฐสุงสุดถึงนิพพานเลย คำว่าอุดม คืออุตระหรือโลกุตระ ใครสื่อสาระที่มีสุนทรียะด้วยก็มีคนรับประโยชน์จากงานได้มากกว่า ส่วนสารคดีอย่างเดียว ไม่มีสิ่งน่าชื่นชมประกอบด้วย
อ่านต่อ
เพราะพระพุทธเจ้ารู้ว่ามนุษย์ต้องมีความร่าเริงเบิกบานมีสิ่งอาศัยเป็นสิ่งน่ายินดี พุทธะจึงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน ไม่ใช่แข็งทื่อ ไม่มีรสชาติให้คนอาศัยเลย พระอรหันต์คนเดาว่าท่านไม่สุขไม่ทุกข์ ท่านก็ซื่อบื้อรื่อทือ ไม่ใช่ ท่านก็อาศัยได้ แต่ท่านไม่ติดยึดเอามาบำเรอกิเลส มันอาศัยแล้วจะคล่องกว่าไม่อาศัย แล้วนิ่งๆฝืดๆ เดินอย่างฝืดๆร้อนเหนื่อยลำบากกว่า แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องมีต้องชื่นชม ไม่มีไม่ได้อย่างนั้นติดยึดไม่ใช่ แต่อย่าพาซื่อเดาไป ต้องประมาณแล้วอาศัย อรหันต์ทุกองค์ก็อยู่อย่างประมาณแล้วอาศัย ไม่ใช่เรื่องตีกินแบบขี้โกง แต่คนพิสูจน์ตนจนบริสุทธิ์ จิตขาดอาสวะสิ้นแล้วก็อาศัยโลกอยู่ โดยมีสัจจานุโลมมิกญาณ อยู่กับโลกที่ปรุงแต่งท่านก็อาศัยให้เกิดผลดีที่เหมาะสม ตามสัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 สรุปแล้วศิลปะ คนที่นึกว่าตนใช้ศิลปะแล้วอาศัยงาน ที่เรียกว่าศิลปะ แต่เป็นงานอนาจาร มอมเมาหลอกลวง เช่นทำงานออกไปไม่มีสาระแก่นสารเลยในงานนั้นจะงานเขียน ปั้น ดีไม่ดีลามกทำกิเลสเพิ่มด้วย ยกต้วอย่างคนเขียนภาพนู๊ดเปลือย เขียนอย่างไรเป็นศิลปะ ก็ถ้าใครเขียนภาพเปลือยแล้วคนสัมผัสแล้วเกิดละหน่ายคลายจากกิเลสราคะ กิเลสราคะลด อันนี้เป็นศิลปะ แต่ถ้าสัมผัสแล้วกิเลสราคะเกิดอันนี้เป็นอนาจาร เกิดมากเท่าไหร่ก็เป็นลามกเท่านั้นอนาจารเท่านั้น ไม่ใช่ศิลปะ ถ้าใครสัมผัสงานของคนหลงว่าเป็นศิลปิน ถ้าสัมผัสแล้วเกิดราคาะเพิ่มอันนั้นไม่ใช่มงคลอันอุดมแต่เป็นข้าศึกแก่กุศล ไม่ใช่ศิลปะเลย เป็นอนาจารเยอะ ทำให้คนหลงใหล เช่นงาน Abstract งานไร้รูปแบบ ให้คนคิดเอา ซึ่งตัวเองคนเขียน บางคนได้รับการยอมรับนับถือในโลก เป็นศิลปินใหญ่ แต่งานเขาทำนี้ไร้สาระ เป็นเทคนิคแสงเสียงให้คนคิด แต่ไม่ได้ลดราคะ โทสะ โมหะ เลย แถมเพิ่มโมหะ เดาด้นส่งไป เป็นวิมานเลอะประหลาดก็ได้ไม่เข้าหาแก่นสารสาระเลย เยอะเลยในโลกนี้ ไม่ใช่แค่ในไทย โลกนี้มอมเมาด้วยศิลปะ แต่ไม่มีสาระศิลป์ เอากามมาเหยาะ จนตนไม่เข้าใจ ทำให้คนราคะเยอะขึ้น โทสะขึ้นหรือโมหะเพิ่ม เอาสิ่งที่คนชอบเป็นตัวตั้ง เขาตั้งชื่อภาษาเยอะแยะในสาขาของศิลปะมากมาย Art อะไรต่างๆ ก็เลยไม่เกิดประโยชน์แก่มนุษยชาติ แต่มอมเมาเสียเยอะ เพราะไปเข้าใจว่าศิลปะคือให้คนเกิดรู้สึกแปลก สนใจ งานขายได้คนยอมรับนับถือก็สร้างแปลกพิเศษ มีแต่สุนทรียะไม่มีศิลปะเพราะไร้สาระ มันต้องมีสาระถึงโลกุตระเลยแล้วก็ต้องมีสุนทรีย์ด้วย สาระนั้นก็เอาแต่ความรู้มาให้แข็ง ไม่ชี้ชวนให้คนมาสนใจเลย จึงมีคนที่ทำสารคดีแล้วมีเครื่องชี้ชวนให้สุนทรีย์บ้าง แต่อย่าเอาสุนทรีย์ไปกลบสาระมากเกินจนคนไม่รู้สาระ เช่นเอาน้ำตาลไปเคลือบยามาก เด็กก็อมยา แต่พอถึงเนื้อยาก็คายทิ้งเลย กินแต่น้ำตาล ยาก็มีสาระเนื้อยาที่จะรักษาคน มันกินไม่ได้ก็ใส่กามเข้าไป ให้พอกินได้ แต่เสร็จแล้วคนรู้ทันหรือว่าทำยานั้นคนกินแต่สุนทรียะ ไม่เอาสาระเลย โลกพอไปสัมผัสที่เขาว่าศิลปะ ก็เสพแต่สุนทรีย์ เพราะสุนทรีย์มันมากจนกลบสาระ และอีกอย่างคนทำงานก็ไม่รู้ว่าตนต้องการสื่ออะไร เอาแต่ตนเองอัตตาตนเองผสมเข้าไปสื่อเข้าไปให้คนหลง ไปชมชอบเอกลักษณ์อัตตลักษณ์ของตน ให้คนติดในอัตลักษณ์ของตนก็ขายได้ เช่นมีแต่เส้นก็ขายได้ลายเส้นนี้เขาหลงซื้อกันหลอกลวงมอมเมาค้าขายกันเยอะ ที่ขยายนี้ให้รู้ว่าศาสตร์กับสุนทรียะต่างกันอย่างไร ศิลปินต้องรู้ว่าตนทำงานนี้ให้ความรู้อะไรแก่คน แล้วอย่าไปหลงแต่สุนทรีย์มันเป็นกิเลสเป็นสิ่งประเทือง ให้อาศัยเท่านั้น เพื่อเกิดความคล่องรับได้ แต่ไม่ให้เขาไปติดจนเขาหาสาระไม่เจอ แล้วหลงแต่สุนทรีย์ ไม่ได้สาระ กลายเป็นเรื่องเป็นภัย สาระน้อยจนได้กิเลสมากกว่า อย่างหนังละคนบันเทิงเริงรมย์ แต่สาระไม่ค่อยได้สาระน้อยจนไร้สาระ อนาจารลามก แล้วหลงว่าเป็นศิลปะ คนทำงานศิลปะทุกวันนี้ไม่ได้เข้าใจนัยะของศิลปะอย่างอาตมาพูดนี้ อาตมาเองอาจอวดดีพูด เรียนศิลปะมาก็ไม่สูงอะไร จบอนุปริญญา ปวส. แต่ก็ไม่คิดเรียนป.ตรีต่อ เอาความรู้เดิมมาใช้ ขยายความ อาตมาทุกวันนี้ใช้ศิลปะในการทำงานมาตลอด ใช้ทั้งคีตะ นัจจะ วาทิตะ ให้มีทั้งสุนทรียศิลป์และสารศิลป์ สื่อให้คนได้เนื้อแท้สาระแต่ไม่ให้ติดในสุนทรียะ ที่อาตมาทำงาน ศาสตร์และศิลป์ อยู่นี่เพราะเห็นว่าความรู้ โดยเฉพาะความรู้ที่มีสัจธรรมเป็นสิ่งที่ควรมีควรได้แก่ชีวิต เป็นพุทธธรรม เป็นพุทธชีวศิลป์ อาตมาเห็นว่าของพระพุทธเจ้านี้สุดยอดเป็นธรรมะสมบูรณ์แบบทุกอย่าง อาตมาก็พยายามสื่อ ถ่ายทอด 40 กว่าปีแล้วก็ยังมีที่ต้องอธิบาย ก็มีผู้รู้ตาม แล้วเก็บต่อๆกันมา ไว้สำหรับทำต่อไปเรื่อยๆ อาตมามีหน้าที่เอาออกไปให้มากที่สุด พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสไว้เยอะ แม้เถรวาท เป็นลัทธินับเอาเถระผู้ใหญ่เป็นคำสอนที่ใกล้ชิดที่สุดเป็นเถระไม่ใช่อาจารย์ เถระรุ่น 1 คือ รุ่นที่ได้รับความรู้ตรงจากพระพุทธเจ้า เช่นพระอานนท์ พระสารีบุตร แม้แต่ภิกษุณี ในยุคพระพุทธเจ้า เป็นคำสอนในยุคพระพุทธเจ้าเลย นั่นคือเถระรุ่น 1 ถ้าจะรองลงมาหลังกว่านั้นก็ถือว่าเป็นอาจาริยวาท เป็นอาจารย์ไม่ใช่เถรวาท อาตมาไม่ค่อยจะเอาเถรวาท หรือของอรรถกถามาใช้ แต่ก็ใช้บ้าง แต่บางท่านก็มีแนวคิดตรงหลายอันรับได้ หรือองค์นี้แม้ไม่มีอาริยธรรมแต่ท่านเป็นนักศึกษาค้นคว้าเราก็เลือกใช้ท่านเป็นนักศึกษาอาตมาก็ต้องเอา เพราะท่านเป็นผู้คร่ำหวอด คงแก่เรียน รวบรวมประมวลมา เราไม่มีปัญญา เวลาทำก็ต้องใช้ขอบคุณท่าน บางท่านไม่คงแก่เรียน แต่มีพรสวรรค์มีปัจเจก สยังอภิญญามากน้อยก็แล้วแต่ท่าน ที่เรียกว่าพรสวรรค์มีจริง มีมาตกทอดข้ามชาติ ยิ่งนิจจัง ทุวัง สัสสตัง แน่นอนไม่หายไปไหน พระพุทธเจ้าท่านสอนก็ไม่ได้เรียบเรียงอะไรก็สอนไป มีพระสารีบุตรมาเรียบเรียงบ้าง แต่ไม่ได้จัดเป็นตะกร้าๆ (ปิฎก) พอมารุ่นหลังๆก็มาจัดเรียงเป็นหมวดหมู่เป็นวินัย สูตร และอภิธรรม มีคนบอกว่าอภิธรรมเป็นของคนรุ่นหลัง ก็ไม่แปลก รุ่นหลังทำทั้งนั้น รุ่นพระพุทธเจ้าไม่ได้ทำไว้ แล้วหาว่าอภิธรรมเป็นของรุ่นหลังใช้ความคิดเห็นตนเลย อาตมาก็ว่าต้องมีบ้าง แต่ขอบอกเลยว่าน้อย ในอภิธรรม ไม่มีใครสามารถคิดบัญญัติ คำเรียกปรมัตถ์ จิตเจตสิกละเอียดจนถึงสุญญตา ไม่มีใครตั้งได้ถ้าไม่ได้เรียนจากพระพุทธเจ้า สาระจากพระพุทธเจ้าไม่มีใครบังอาจมาตั้งได้ พระพุทธเจ้าก็ปรามไว้ว่าอย่าบัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติ คนจะบัญญัติอภิธรรมก็ต้องรู้ว่าลึกซึ้งแค่ไหน แล้วจะไม่รู้หรือว่าอย่าบัญญัติสิ่งที่ไม่ได้บัญญัติไว้โดยพระพุทธเจ้า เพราะคนจะเรียบเรียงอภิธรรม แม้จะเติมให้ก็ไม่ให้ออกนอกความหมายของพระพุทธเจ้าแน่ เขาไม่กล้าหรอก อาตมาก็มีที่เพิ่มแต่ว่าไม่ได้ให้ความหมายผิดจากพระพุทธเจ้าแน่ ไม่ได้คำต่อคำ แต่ว่าไม่ให้ขาดสาระของพระพุทธเจ้าแน่ ศาสตร์และศิลป์... อาตมาจะพูดเรื่องความมีและไม่มี ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย ในพระไตรปิฎกเล่ม 16 ข. 43 และ 44 ขยายเพิ่มอีกนิดหน่อย...คำถามของกัจจานโคตร ถามพระพุทธเจ้าถามสั้นๆ ว่าคำว่าสัมมาทิฏฐิ ด้วยเหตุเพียงเท่าไหร่หนอจึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ....กินความไปถึงวิชชาของพระพุทธเจ้าด้วย คำถามนี้นะ ... พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วนสองอย่าง ฟังดีๆท่านพยายามแปลมาไม่ให้พยัญชนะตกหล่น ขอบคุณมาก...ส่วนสองอย่างคือความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย) บุคคลเห็นความเกิดแห่งโลกด้วยปัญญาชอบตามความเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี ...คำว่า ไม่มี สองคำนี้ พระบาลีท่านแยกใช้สองคำ ความไม่มีในโลกใช้คำว่า โลเก นัตถิตา ส่วนไม่มีคำหลังใช้คำว่า น โหติ .... อีกอันหนึ่งต่อมา เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมี ในโลก ย่อมไม่มี ท่านใช้บาลีว่า โลเก อัตถิตา ส่วน ไม่มีคำหลัง ใช้คำว่า น โหติ เหมือนกัน นี่ค ื อภาษาที่หัวตีดินเลย....เพราะภาษาไทยมีเท่านั้น คือ มี และ ไม่มี แต่ภาษาบาลี คำว่ามีและไม่มีสองคำนี้ยังใช้ต่างกัน โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วย อุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอาริยสาวกย่อมไม่ถือมั่น คือโลกต้องพัวพันด้วยอุบาย อุปาทานและอภินิเวส แต่ท่านไม่พัวพันด้วย อุบายอุปาทาน ไม่ยึดว่าอัตตาของเรา (อัตตา เม ติ) ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์เกิดก็เกิด ทุกข์ดับก็ดับ ผู้รู้ทุกข์ แล้วดับเหตุได้ ทุกข์ก็หาย ก็จะเป็นผู้เห็นทุกข์ดับหรือมันเกิดหรือไม่เกิด แต่ผู้ปฏิบัติจะต้องเห็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วก็ดับมันได้จึงรู้ทุกข์ รู้เหตุ รู้ทางดับทุกข์และรู้ความดับ อาริยสาวกมีญาณเช่นนี้โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย เพราะความเชื่อนั้นเป็นเชื่อด้วยตัวเอง คือจิตมันไม่มีอาการทุกข์ เป็นญาณสัมมัปปัญญาอันรู้ยิ่งด้วยตัวเอง ของตนเองเกิด ของตนเองดับ พระพุทธเจ้าสอนมาท่านก็ไม่เชื่อท่านสอน อันนี้เลยท่านสอนแล้ว แต่เป็นปรากฏการณ์จริงของตนเป็นปาตุภาวะ Phenomenon ของตนเองเห็นเองรู้เองชัดๆ ก็จึงชื่อว่าไม่เชื่อผู้อื่นตามกาลามสูตร เชื่อเพราะเกิดจริงเป็นจริงด้วยตนเอง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ รู้แต่คำว่า มี และไม่มี แค่นี้แหละ ก็คือชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ ต่อมาอ่านข้อ 44 อีก .... ดูกร กัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 มีว่า ส ิ่ งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 มีว่า ส่วนสุดทั้งปวงไม่มี ...ตถาคตแสดงธรรมด้วยส่วนกลาง ไม่เข้าใกล้สองส่วน ที่มีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร....ตามปฏิจจสมุปบาท ไล่ไปจนถึง เพราะมี ชรา มรณะ โสกะ โทมนัสฯ ชาติจึงเกิดอยู่ ด้วยการสำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ต้องมีวิชชา สังขารจึงจะดับได้ สังขารดับด้วยเหตุปัจจัยมันดับ ปัจจัยต่อจากสังขารก็คือวิญญาณ ..นามรูป...อายตนะ..ผัสสะ ..เวทนา ..ตัณหา … อุปาทาน … ภพ..ชาติ ...ชรา มรณะ โสกะ ปริเทว ทุกข โทมนัส อุปายาส... อวิชชาดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ อวิชชาดับก็เกิดวิชชา ตกลงอวิชชาไม่มีแล้ว แต่มีวิชชา แม้ดับแล้วก็ยังมีสิ่งมี ย้อนไปหาคำว่า มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลกแล้ว ความมีในโลกย่อมไม่มี คำว่าไม่มีในโลก คือไม่มีอวิชชา สังขาร...ดับตลอดสายปฏิจจสมุปบาทเลย เพราะฉะนั้นความดับนั้นคือไม่มี แต่มีความมีอยู่ เพราะฉะนั้นความไม่มีในโลกย่อมไม่มี คำว่าไม่มีในที่นี้คือ น โหติ อะไรดับ ก็อวิชชาดับ แต่สังขาร นั้นมีอยู่ อันนี้แหละ อันต้นยังไม่เกิดความดับ แต่รู้โลกสมุทัยแล้ว เมื่อรู้ด้วยปัญญาอันชอบตามจริง นี่คือวิชชา แต่ถ้าปัญญาไม่ชอบตามจริงก็คืออวิชชา คำว่าความไม่มีในโลก คือสมุทัยในโลกไม่มี แต่สังขารยังมีอยู่ได้ โลกที่อวิชชาดับก็ยังมีความมีในโลก ถ้าทำผลไม่มี ไม่เกิดผลคือนัตถิ ถ้าทำเกิดผลเรียกว่า อัตถิ คำว่านัตถิและอัตถิ คือตัวมรรค ส่วนคำว่า โหติ คือผล เช่นนัตถิทินนัง ทานแล้วไม่มีผล ในโลกนี้ไม่เกิดผล ทำทานไปแต่จิตไม่เกิดผลชำระกิเลสเป็นบุญได้ ทำทานอย่างทำใจในใจไม่เป็น แต่ทำใจกิเลสเพิ่มหนักกว่าเก่า แต่แม้จะรู้โลกสมุทัย ด้วยปัญญาอันชอบตามจริง แต่ทำไม่ได้ก็ยังไม่มีผล ก็ยังเจอแต่โลกสมุทัย แต่ถ้าทำเป็นอัตถิก็จะเห็นโลกนิโรธ คุณอยู่ในโลกเห็นความวนเวียนแล้วทำเหตุแห่งความวนเวียนให้ดับได้ โลกโดยมากยังพัวพันด้วยอุบาย อุปาทาน อภินิเวส คำว่าอภินิเวส แปลอย่างอาตมาก็คือมันลงเสาเข็มปักหลัก อยู่อย่างสร้างเรือนเลย เป็นที่อยู่ถาวรเลย มันสูงกว่าอุปาทานที่แปลว่ายึดมั่นถือมั่น แต่อภินิเวสนี่ลงหลักปักแหล่งเลย แม้มีความฉลาดเห็นด้วยปัญญาอันยิ่ง แต่อาริยสาวก พัวพันด้วยอุบาย อุปาทานและอภินิเวส แต่อาริยสาวกย่อมไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ตั้งมั่นในอุบาย อุปาทาน อภินิเวส พระพุทธเจ้าท่านไม่ไปเกิดในสุทธาวาส 5 แต่ไม่ใช่ว่าท่านไม่รู้ท่านสัมผัสแต่ไม่ไปปักหลักในอภินิเวสไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ตั้งอยู่ในนั้น คำว่าสัมมาทิฏฐิจึงลึกสุดลึกเลย รสอร่อยคุณติดเข้าไปแล้ว มันก็ยังมี แต่ถ้าลดเหตุแล้ว มันก็ไม่มี อันนี้ยากกว่าติดตุ๊กตา แถมให้ฟังเป็นโจ๊กในสนามฟุตบอล อยู่ๆก็มีเด็กลงไปยื่นฟุตบอลให้นักฟุตบอล ว่าแย่งอะไรกันนักหนา นี่เราเอามาให้อีก 1 ลูก เด็กนี่ไม่เดียงสานะ แต่ซื่อกว่าคนที่มอมเมาตัวเองสร้างความโง่มอมเมาตนเอง เด็กไม่รู้เรื่องก็เลยเอาไปให้ ภาษาคำว่าความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี ตกลงผู้ที่ยังปฏิบัตินี่ยังทำโลกสมุทัยให้ไม่มีไม่ได้ คุณก็คือผู้ที่ยังไม่มี คุณแสงแก้ว มาประกาศว่าตนบรรลุอย่างไร นานพอสมควร..... พ่อครูว่ามันเป็นทั้งโจทย์และเป็นสิ่งที่เป็นความรู้ มันจะเป็นความ Over ของเขา เราก็ฟังเอาเนื้อ _ ตุ๊กทะเลธรรมว่า...คนพูดธรรมะไม่เก่งจะบรรลุธรรมได้ไหม?....คนพูดธรรมะไม่เก่งแถมฟันหลอก็บรรลุธรรมได้...เพื่อนให้มาเรียนเพื่อให้ฟังคนอื่น ศิลปะมีทั้ง สุนทรีย์และสาระ สุนทรีย์ ตนเองฟังพ่อท่านก็มาก บันทึกก็มากทำไมยังไม่บรรลุธรรม … พ่อครู ตอบ...คำถามนี้คุณไพศาล พืชมงคลก็ถามอาตมาว่า ผมอ่านมามากเรียนก็มาก แต่ทำไมไม่บรรลุโสดาบัน แต่พระโกณฑัญญะฟังไม่กี่กัณฑ์ก็บรรลุแล้ว...อาตมาก็บรรยายอนุบุพพิกถาให้ฟัง...การทำให้เกิดการละจางคลายกิเลสได้จะมาสู่การละสวรรค์เห็นโทษในการบำเรอความใคร่อยากแล้วก็ได้สวรรค์ ถ้าแยกไม่ออกว่าการบำเรอสวรรค์กับการออกจากกามไม่ออก ก็ไม่มีทางไปสู่โสดาบัน ถ้าอ่านจิตไม่ออกเลย อ่านจิตไม่เป็นเลย อ่านอาการไม่ออก ว่านี่อาการกามลดลงหรือดับ ถ้าคุณอ่านไม่ออกก็ไม่มีปัญญาทางโลกุตระไม่มีสัมมัปปัญญา มันไม่มี ไม่เห็นของจริง ถ้าเห็นว่าเราลดได้ก็จะเห็นความเป็นโสดาบัน ว่ากิเลสลดได้แม้จะลดชั่วคราวเป็นวิขัมภนะก็ได้แต่ไม่จริง ต้องทำด้วยปัญญาวิปัสสนา ว่ามันไม่เที่ยงมันลดลงได้ เห็นอาการดูดดึง เอร็ดอร่อยจางลงถึงไม่มี มันกลางเฉยๆ จะรู้ความจริงของสุขทุกข์ ได้ว่าไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอย่างไร? มันกลางๆไม่มีรสสุขจากอาการกาม ก็อีกอย่าง แต่อาการอัสสาทะคือความอร่อยก็ลดลงได้ อาการอยากคือกามลดก่อนแล้วความอร่อยหรืออัสสาทะจะลดทีหลังแม้แต่ในสัญญาก็จะจำได้อยู่อันนี้แหละยากมาก เราเหลือแต่ความจำหรือเราหมดแล้วก็ต้องพิสูจน์ไปเรื่อยๆ ท่านถึงให้ทำ ทุก 36 และ 3 กาละ ทำอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง สามารถอ่านตรวจ เตวิชโช ได้แล้วตอนนี้เราไม่ระวังตัวมันยังเกิด ถ้าเราระวังก็สู้ได้ แต่สู้ไป ตอนไม่ระวังตัวก็ไม่เกิดแล้ว การทบทวนเหมือนลงบัญชี เตวิชโช จนคุณมั่นใจว่ากี่ร้อย พัน หมื่นแสนครั้งก็ทำได้ตัดสินไม่ผิดพลาด _ โยมถาม… พ่อท่านจบเพาะช่างเพราะจบศิลปะมา ที่รร.เพาะช่างได้สอนศิลปะโลกุตระไหม? พ่อครู ตอบ..ไม่มีการสอนโลกุตระในเพาะช่างเลยไม่มีอาจารย์คนไหนมีภูมิสอนได้ต่อให้มหาวิทยาลัยไหนในโลกก็ไม่มีการสอนโลกุตระได้เลย แต่ก็พอรู้มีปฏิภาณว่าปรมัตถ์เป็นอย่างนี้อาตมาเคยฟัง ถวัลย์ ดัชนี ที่จบป.เอกจากเนเธอร์แลนด์ ว่า ปริญญาเอกต้องเรียนถึงปรมัตถ์เลย เขาได้แต่ภาษามา ซึ่งในต่างประเทศก็มีการศ ึ กษาถึง Epistemology ออกจาก Prophecy หรือ Philosophy มาสู่ Epistemology แต่ไม่มีสภาวะจริง แม้แต่ความรู้ Philosophy ก็ยังไม่เข้าโลกุตระเลย ส่วน Prophecy ก็อาจมีบางคนมีบารมีถึงแต่ก็หายากและพูดอธิบายไม่ได้ด้วย วิธีพวกนี้เรียนนี่ก็ดีนะไม่หลับ อย่างจริต ตุ๊กกับแสงแก้วก็คนละจริตเลย อย่างแสงแก้วก็คงมีความจริงใจ มันปีติ อุพเพงคาปีติ อยากให้คนรู้เหมือนคุณดีง่ายแต่ก่อนอยากให้คนรู้ แต่ก่อนนี้ห้ามยากยังไม่อยู่มันอยากพูดอยากบอกให้คนอื่นรู้บ้างเป็น อยากให้คนอื่นรู้เป็น “สาเถยจิต” หมายความว่าจิตอยากอวดเป็นอุปกิเลส อ่านอาการพวกนี้ให้ได้ มันอยากให้คนรู้ แต่อย่างไม่มีอาการอยากอวดอันนี้ไม่ง่าย จะรู้ได้ เพราะกิเลสมันหลอกเก่งนะ เชื่อไหม? มันหลอกคนเต็มโลกว่าตนฉลาด ต้องเรียนรู้ จนรู้ว่าอันนี้เราอยากอวด มันไม่ดี คนเราเวลาลดกิเลสที่ตนกำลังลด อย่างหนึ่งก็ตัดลดไปเลย อีกอย่างก็สร้างความเห็นความรู้ให้ละลายสิ่งที่ต้องการลด มันต้องรู้ ว่ามันลดได้ไหมอย่างไร อย่าหลอกตัวเองดื้อกับอกุศลจิตของตน ถ้าดื้อกับมันก็ให้อาหารมันไปอีก มันก็อ้วนไปเรื่อยๆ