571007-สรรค่าสร้างคน(๑๕) เรื่อง ลักษณะชุมชนเข้มแข็ง ๑๔​ประการ ตอน๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

571007 _ สรรค่าสร้างคน ( 15 ) โดยพ่อครู ราชธานีอโศก เรื่อง ลักษณะชุมชนเข้มแข็ง 14 ประการ ตอน 1

พ่อครูว่า....วันนี้ วันที่ 7 ต ุลาคม 2557 ขึ้น 14 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย พรุ่งนี้ ก็เป็นวันบั้งไฟพญานาค เขาก็ว่ากันไปที่หนองคายก็จองที่ดู จนป่านนี้ก็พิสูจน์ไม่ได้ว่าทำไมพญานาคถึงมีบั้งไฟอย่างนี้ แล้วมีทุกปี ก็ว่ากันไป จะเป็นจริงอย่างไร แม้จะมีตัวพญานาค ตัวเหมือนงู หัวมีหงอนใต้น้ำ ที่จริงพญานาคน่าจะไปอยู่ ที่แม่น้ำใหญ่กว่านี้นะ ทำไมมาอยู่แค่น้ำโขง เอาเถอะก็เป็นเรื่องความเชื่อถือ จริงๆ ความเชื่อถือนี่มีความสำคัญ หากเราเชื่อถือผิด เราก็อยู่ไม่เป็นสุข ชีวิตก็ไม่ดี แต่ถ้าเชื่อถือสิ่งดีมีคุณค่าประโยชน์ เป็นจริงได้ อันนี้สำคัญที่จริงและมีคุณค่าประโยชน์แท้จริง โดยเฉพาะมีประโยชน์ ที่ลึกซึ้งมาก เช่นเรียกว่าประโยชน์ตน และประโยชน์ผู้อื่น อัตตัตถะ (ประโยชน์ตน) และ ปรัตถะ (ประโยชน์ผู้อื่น) ผู้ค้นพบประโยชน์ตนที่ถูกต้องวิเศษ เหนือชั้นกว่าคนคิด ซึ่งคนเราคิดประโยชน์ตน คือได้อำนาจ ยศ สรรเสริญ หรือบำบัด บำเรอกาม และอัตตา เขาก็ถือว่าประโยชน์ตน อย่างดีเขาก็บอกว่าให้สุจริตจะได้อะไรมาก็ควรสุจริต ยิ่งอัตตาแล้วเขาก็ไม่รู้เรื่อง ทั้งที่พุทธนั้น พระพุทธเจ้าสอนเรื่องนี้เป็นเรื่องหลัก และประโยชน์ตนที่เข้าใจกันจึงเป็นเรื่องผิด ทวนกับที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ ว่าประโยชน์ตนแบบนั้นเป็นโทษ มันแย่งชิง ก่อความเดือดร้อนแก่สังคม การจะได้เสพสมกิเลสมากๆ ในกาม ในอัตตา ในโลกธรรมยิ่งได้มาก ยิ่งเบียดเบียนผู้อื่น ยิ่งขูดรีด ยิ่งทำร้ายคนอื่น พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ชัด ว่าประโยชน์ตนเช่นนั้นมันเลวร้ายที่สุด ถ้าไม่ต้องไปเอาแบบนั้นได้เลย ไม่ต้องเอากาม เอาอัตตาได้เลย ก็สุดยอดเป็นประโยชน์ตน ท่านก็ให้ละล้าง ความยึดติดเป็นลำดับๆ ไม่

อ่านต่อ

ต้องมาบำเรอตน สุดยอดเลย ความคิดเช่นนี้ ที่จริงไม่ใช่แต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่คิดได้ ศาสนาอื่นก็คิดได้ เขาก็ไม่เอา เขาทิ้งเอาดื้อๆ เลย หาทางให้จิตมันไม่เอา หนีทิ้ง เป็นศาสนาที่เข้าใจได้ว่า คนเราหากยึดติดสิ่งเหล่านี้ก็เป็นบาป จึงหนีทิ้งเลย ก็เป็นศาสนาที่เข้าใจได้ทำกัน มีหลากวิธี หลากศาสดา ทุกวันนี้ก็มีคนนิยม

พระพุทธเจ้าท่านลึกซึ้งกว่านั้นท่านว่าจะยึดหรือวางจะเอาหรือไม่ก็อยู่ที่จิต แล้วเรารู้ความจำเป็นของสังคม การเป็นอยู่กับสังคมนั้นเป็นอย่างไร การที่เราก็มีสังคมเรา เป็นสังคมที่ไม่เอา สังคมการให้ แต่เราก็ต้องมีอยู่บ้าง มีทั้งที่เราใช้อาศัยในชีวิต มีทั้งที่เหลือมากเกิน แล้วแจกจ่าย ก็มีอย่างสุจริต ทำเองสร้างเอง เรียกว่าสุจริตที่สุด แล้วเราก็มามี ถ้าเราเองไม่รู้จักจิตที่มีแล้วสะสมเป็นเราเป็นของเรา เราไม่ไปแย่งใคร เรารู้จักขีดความพอ หรือเกื้อกูลในสังคมเราเพียงพอ เหลือส่วนเกิน ก็เผื่อแผ่ผู้อื่นให้คนอื่น แล้วก็รู้ความจริงอีกอันว่า คนอื่นนี่แหละเขามีกิเลส คนที่ไม่เรียนรู้จะละกิเลสนั้นมีมาก เขาเพิ่มกิเลสให้ตนทุกๆ วัน เป็นสัจจะ ถ้าเราไม่รู้ เราไปแย่งกับเขา เราก็มีศัตรู อยู่ก็ยากทำอะไรก็ยาก เป็นความซับซ้อนหลายชั้น และศาสนาพุทธก็ไม่ใช่แบบที่หนีไปไม่รู้ไม่เอาภาระสังคม ก็ไม่ใช่

อาตมาก็พาทำทวนกระแสกับเขา พุทธไม่หนีออกป่าเขาถ้ำ มีหลักฐานมากมาย และก็มีผู้สนใจ เข้าใจ มาปฏิบัติ อาตมาก็อธิบายหลักสูตรของพระพุทธเจ้า ให้พิสูจน์กัน จนทำได้มีผล เห็นจริง กลายเป็นกลุ่มชาวอโศก เป็นการพยายามอธิบายสรุปว่า เป็นการสรรค่าสร้างคน ก็คือแจ้งหรือธิบายแล้วเอาหลักธรรมพระพุทธเจ้ามาขยายความ ยืนยันว่า แนวคิดของศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ อาริยะ โลกุตระ บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเช่นนี้ ซึ่งมันเลือนเลอะไปมากแล้ว อาตมาก็มาดึงกลับอธิบาย แย้งกับกระแสหลัก ที่เขาเรียนเผยแพร่ กันไปตามคัม ภี ร์ ซึ่งก็มีคัมภีร์จริงอยู่คือไตรปิฎก อาตมาก็เอามาอธิบายพอเป็นไปได้ จนเป็นสังคม ที่อาตมาว่าเข้มแข็ง แต่เข้มแข็งเล็กๆ น้อย เป็นต้นอโศกน้อยๆ แต่เข้มแข็ง มีนัยเช่นนั้น แข็งเพราะเป็นสัจธรรมพระพุทธเจ้า เพราะมี นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุงวัง (แน่นอน) สัสตัง (ต่อเนื่อง) อวิปริณามธัมมัง (ไม่เปลี่ยนแปลง) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) ก็ดูที่ไหน ก็ดูที่อาตมาก่อน อาตมาก็ผ่านอาการต่างๆ มา ว่าเราเคยหลงเคยติด พอเราบรรลุธรรม จิตใจเราไม่มีอาการนั้นเหมือนเก่า มันไม่เอาแล้ว ก็ไม่เดือดร้อนอะไร ยิ่งมาเป็นสังคมกลุ่ม ยิ่งพึ่งพากันได้ ช่วยเหลือกัน คนละแง่มุม กลายเป็นสังคมที่มีงาน เป็นสังคมที่พึ่งตนเองได้ อยู่กับสังคมอื่นอย่างไม่น้อยหน้า ไม่เป็นคนป่าเถื่อนเลย เป็นสังคมทันสมัย ไม่ตกยุค แล้วรู้ความพอเหมาะพอดีของตนอย่างมีนัยสำคัญ ตามหลักพระพุทธเจ้าคือ มักน้อย ไม่ต้องมักมากอยากใหญ่ เข้าหลักพระพุทธเจ้า ใจพอ คือจิตที่พอ ผู้มีภูมิปัญญาตรง จิตพอ มีสภาวะเป็น สันตุฏฐีธรรม จะรู้เองว่าจิตเราพอไม่ดีดดิ้นอะไร มีอะไรมายั่วยุก็ไม่แล้ว เพราะอ่านจิตใจพวกนี้ มีปรมัตถธรรม คือธรรมะที่เยี่ยมยอด อ่านรู้ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ ปวิเวกะ อสังสัคคะ วิริยารัมภะ นี่คือ ห้าอย่างเป็นภาษาหลักของพระพุทธเจ้า อัปปิจฉะ จิตมันน้อยไม่มักมากจริงๆ แล้วมีนัยสำคัญที่มักน้อย แต่ขยันสร้างสรรค์มาก แต่ไม่ได้สะสมเป็นของตนมาก มีของตนน้อย และรู้ว่าจะสร้างให้มากให้ดีก็ไม่เสียหายอะไร ก็เกิดสิ่งที่สร้างที่ผลิต เรารู้ว่าควรสร้างอะไรที่ดีไม่มอมเมามีประโยชน์เหมาะแก่ยุค คือมีภูมิปัญญาเฉลียวฉลาดรู้ แล้วเราก็สร้าง บางอย่างเราไม่ถนัดเราไม่มีความรู้สามารถแม้ดีเราก็ไม่ทำ แต่สิ่งดีเราทำได้ก็ทำ ยิ่งปัจจัยการดำเนินชิวิตเราก็ยิ่งทำ อย่างปัจจัย 4 เป็นต้น หรือว่า การสื่อสาร อย่างอุปกรณ์การสื่อสารเราก็ยังสร้างไม่ได้ แต่ ถ้าเราทำอุปกรณ์การสื่อสารได้จะแจ๋วเลย เราก็เอาทางกสิกรรมก่อน ต่อไปก็อุตสาหกรรมก็จะทำได้ตามมา แต่กสิกรรมนี่เยี่ยมยอดแล้ว สำหรับชีวิตอยู่รอดแล้ว กินอยู่ใช้สอยได้ ไม่ว่าจะคนชาติไหนมุมไหนของโลกก็ต้องกินพืชผัก ต่อให้อยู่ขั้วโลกเหนือก็อยู่ได้ กินแต่พืชไม่มีเนื้อสัตว์ก็อยู่ได้

อาตมา จึงย้ำว่าชาวอโศกควรเป็นนักกสิกรรม เอาให้เก่ง ทั้งคุณภาพ ปริมาณ ให้แจกจ่ายไปทั่วโลกเลย เป็นชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งมีลักษณะ 14 ประการ เป็นสังคมที่เห็นได้ชัดว่าเป็นสังคม คนมีศีล มีคุณธรรม มีอาริยธรรม เป็นสังคมพึ่งตนเองได้ไม่เป็นภาระผู้อื่น มีงานสัมมาอาชีพ กิจการที่เป็นสาระมั่นคง ขยันสร้างสสรรขวนขวาย กระตือรือร้น อยู่กันอย่างผาสุก สุขภาพแข็งแรงจิตใจเบิกบานร่าเริง ไม่ฟุ้งเฟ้อแต่รุ่งเรืองฟุ้งเ ฟื่ องไม่ผลาญพร่าสุรุ่ยสุร่าย สิ่งที่สุ รุ่ ยสุร่าย เราก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้อีก แต่ว่ารุ่งเรือง ฟุ้งเฟื่อง ก็มีให้เห็น เทียบกับหมู่บ้านอื่นๆ ได้เลย เขาเกิดหมู่บ้านมาก่อนเราเป็นร้อยปี แต่ก็ไม่รุ่งเรืองเท่าหมู่บ้านเรา มีคนในหมู่บ้านอื่นมาหากินในหมู้บ้านเราก็มี ที่อื่นเขามองภาพของราชธานีอโศกแล้ว เราบอกว่าหมู่บ้านเราเป็นหมู่บ้านจน เขาก็ไม่ค่อยเชื่อ เขาก็ไม่ค่อยเกรงใจเรา เป็นความซับซ้อน เราไม่ใส่รองเท้า แต่งตัวมอซอกว่าเขาด้วย เขาก็ยังว่าพวกเรารวยฐานะดีกว่าเขาไป มีประณีตประหยัดแต่เอื้อเฟื้อแจกจ่าย ไม่มีอาชญากรรมไม่มีอบายมุขไม่มีทุจริตหมู่บ้านเราก็ถือได้ว่า ไม่มีสิ่งเหล่านี้ หรือจะมีที่ยังไม่สมบูรณ์มีซ่อนอยู่บ้าง เป็นบาปก็แก้ไขกันไป มันมีไม่มากหรอก พระพุทธเจ้าอยู่ทั้งพระองค์ยังหาความสะอาดร้อยเต็มก็ไม่ได้ เราก็ได้ระดับของเรา มีความพร้อมเพรียงสามัคคี อบอุ่นเป็นเอกภาพ เราออกไปยืนยันพิสูจน์กับข้างนอกมาแล้ว แต่ข้างในเราก็เป็นครอบครัวมีกระทบกันบ้างก็ธรรมดา แต่เรามีความเป็นภราดรภาพ พึ่งเกิด แก่ เจ็บ ตาย กันได้ ไม่ว่าอยู่ภาคไหนๆ สัมผัสได้ในควา ม เป็นปึกแผ่นแน่นหนา ของความเป็นกลุ่มก้อนภราดรภาพ มีความแข็งแรงมั่นคง ยืนหยัด ยั่งยืน ไทยเรามีประชากร 67 ล้านคน เรามีแค่ 6,700 คน ก็เป็นปึกแผ่นมั่นคงได้ เราปฏิบัติก็ได้นะ แต่เราไม่ทำอย่างทางโลก เราปฏิวัติด้วยธรรมะ เป็นสังคมสร้างทุนทางสังคมเป็นประโยชน์ผู้อื่น และเป็นไปในรอบกว้าง เกิดจากเราล้างกิเลส ก็เลยไปช่วยสังคมได้อย่างสะอาดบริสุทธิ์ เราไม่ไปแย่งสังคม อย่างเราลาออกจากงาน ก็เลิกแย่งกับสังคมแล้ว ลาออกจากราชการก็ไม่เอาตำแหน่งแล้ว ก็ให้เขาไปได้เลย เราเป็นทุนทางสังคม (ที่จริงน่าจะเรียกว่า บุญทางสังคม) เราหมายถึงลึกถึงเนื้อถึงวิญญาณ ของเขาก็พยายามทำทุนทางสังคม แต่เขาทำอย่างกัลยาณธรรม แต่ของเราทำอย่างจริงใจ อย่างอริยชน ของเขาถ้ามีโลกธรรมสูงขึ้นก็ตีกลับ แต่ของเราจะไม่ตีกลับ มันเข้าถึงแก่นใจ แก่นวิญญาณ สอดคล้องกับเขาด้วยที่เรากล้าจน กล้าไม่รับตำแหน่งหน้าที่ ไม่แย่งตำแหน่งหน้าที่ด้วย ทางโน้นเขาก็รู้เหมือนกันว่าไม่แย่ง แต่ได้ก็เอา แต่ของเราไม่แย่งไม่เอาจริงๆ เลย ของเราสร้างทุนทางสังคมจากบุญ อันเป็นตัวเหตุหลักเลย ที่พ้นโลกธรรม เป็นการถาวร เป็นการสร้างทุนทางสังคมได้ซับซ้อนลึกซึ้งกว่าทุนนิยม อุดมสมบูรณ์แต่ไม่สะสมกักตุน ไม่กอบโกย เขาสารพัดจะโฆษณากันประโคมกัน อันไหนเราเห็นว่าดีก็เอามาใช้บ้าง แต่เราไม่เห็นจะเห่อเหมือนเขา แต่เราเองเราก็ทำได้ เราไม่ขี้เกียจอะไร เรามีพอ ในส่วนที่สำคัญของสังคมที่เราอยู่นั้นอุดมสมบูรณ์มีเหลือมากเกิน เราก็เอาส่วนเกินไปช่วยสังคม เช่นไปแจก ไปขายราคาถูก มีความซับซ้อนเยอะ ที่เราทำกัน เป็นระบบวิธีการ วัฒนธรรม มีหลายชั้นซ้อน เช่น อย่างเราทำปุ๋ย เราก็ขายในราคาที่พออยู่ได้ แล้วเราก็แจกบ้าง ลดราคาบ้าง เราไม่ทำแบบที่เห็นว่าขายดีติดตลาดก็จะขึ้นราคา เราไม่ได้ทำแบบเขาแต่เราก็แจกจ่าย เกื้อกูลเขาไป หรือ ยกตัวอย่างอีกอย่างที่โลกเขามองไม่ออก อย่างโทรทัศน์ มันมีความซ้อนที่โทรทัศน์เราให้ความรู้ เป็นหลัก แต่ความรู้ของเราอาจไม่เป็นความรู้ทางโลก ที่บอกว่าได้ความรู้แล้วเอาไปล่า ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นั้นไม่ใช่ความรู้อย่างนั้น เขาก็บอกว่าเราไม่ได้ให้ความรู้อะไร มาแพร่ลัทธิของมัน แล้วก็จริงด้วยสิ ลัทธินี้ของมันก็คือของใครรู้ไหม? ...ก็ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ธรรมดานะ เขามองอย่างนั้นเลย ความจริงไม่ใช่ เราต้องการให้มนุษย์เห็น เราไม่ได้อาศัยสถานีนี้หาเงิน เราไม่ได้อยากดีอยากเด่นแต่ละวันๆ เราเชยแหลกเลย ไม่ได้อยากให้คนมานับถือ พยายามก็สุดวิสัยมีบกพร่องอยู่ ขาดๆ เกินๆ พร้องอยู่อย่างนั้นทุกวัน แต่ไม่พร่องสัจธรรม เราไม่ได้อวดดีอยากโชว์เอาชนะคะคานเขาเราไม่มี เราพอไม่ตกรุ่นไม่ดูซกมกเกินไปเท่านั้นแหละก็ทำกับเขาไปได้ แต่สิ่งที่ให้เนื้อแท้นั้นคืออย่างนี้ เป็นโลกุตระเสียมาก แต่เขาไม่ได้อยากได้เลยเขาทำไม่เป็น แต่เราก็ต้องทำ เพราะเป็นความจำเป็น แต่เราเผยแพร่โลกุตรธรรม เขาก็ว่าเผยแพร่ลัทธิของมัน .... ระวังเถอะนี่คือลัทธิของพระพุทธเจ้านะ เขาไม่รู้ตัวเขาเข้าใจว่าศาสนาพุทธไม่ใช่แบบนี้ ของพระพุทธเจ้าต้องแบบเถรสมาคม อาตมาไม่พูดต่อนะ ว่ามันผิดไปหมดแล้วไม่เหลือ

แม้แต่สื่อสารโทรทัศน์เราก็หาอะไรมาจ่ายค่าออกอากาศเดือนละหลายล้าน ทั้งที่เราก็หาได้ยาก ปีนี้ งานเจ ขายได้วันละสามถึงสี่แสน สรรพากรฟังแล้วหูผึ่งเลย แต่บวกลบคูณหารแล้วเหลือนิดเดียว ก็เพราะขายจานละ 10 บาท 15 บาท เป็นหลัก มี 20 บาทก็อย่างสูง ดีไม่ดีเขาก็เอาใส่กระเป๋าไปเฉย พวกเราไม่มีคนเฝ้าพอ สรุปแล้วสรุปตัวเลข รายรับ-จ่ายแล้ว มันเป็นความซับซ้อนที่จะอ่าน ว่า ความนิยมในการพาณิชย์อันนี้เพิ่มขึ้นมาก เราขายจานละ 10 - 15 บาท ได้วันละขนาดนี้ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เราได้ให้แก่สังคมจริงๆ ถือว่าเป็นความเจริญของพวกเรา พวกทุนนิยมเขามาเห็นก็ว่าไม่เอาหรอก เอาคนมาขนาดนี้มาทำแบบนี้ กินกันไปไม่จำกัดเลย ไม่มีนายทุนคนไหนกล้าทำหรอก แต่เราก็ทำให้สังคม ไม่ว่าจะพาณิชย์ หรือสื่อสารเราก็ให้กับสังคม ยิ่งการสื่อสารแล้วเขาก็เข้าใจได้ยาก เขาก็ว่ามาเผยแพร่ลัทธิของมัน เขาเข้าใจศาสนาพุทธเป็นอีกอย่าง ทั้งที่พุทธเป็นกลองอานกะแล้วเขาก็ไม่รู้ว่าอันนี้เป็นของแท้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเราเผยแพร่สื่อสารทำไมเขาไม่นิยม เพราะเขายึดแล้ว เราต้องทำดีจนคนตาบอดเห็นได้ เป็นโวหารนะ เราทำเช่นนั้นจริงๆ เอาไหม?...เอา เป็นอภินิหารนะ ทำให้คนตาบอดเห็นได้ ต้องทำขั้นนั้นจริงๆ

แม้อาตมาทำไปอีก 70 ปี จนอาตมาอายุ 151 ปี มันก็ได้แค่นี้ เอ้าพวกคุณอาจมีหลายคนตายไป มีคนใหม่มาได้เติมเท่านี้ อาตมาก็ไม่เสียใจไม่น้อยใจ ถือว่าประสพผลสำเร็จด้วยซ้ำ ถ้าอาตมาทำงานไปแล้วมันลดน้อยลง ก็ถือว่ามันมีคนเท่านี้จริงๆ หนอ แต่ถ้ามันทรงสภาพอย่างนี้ไปก็ไม่ประหลาด แต่ในใจอาตมาคิดว่าคงจะได้มากกว่านี้ ข้อสำคัญคือพวกเราอย่าอนุโลม เอาข้างนอกมาผสมมาก มันจะเป็นกลองอานกะ เราต้องเป็นพ่อค้าขายข้าวต้มปลากะพง คือถ้าหาปลากะพงไม่ได้ปิดร้านไม่ขาย อดตายก็ไม่ขาย ไม่มีปลากะพงก็ไม่เอาปลาอื่นมาปนขาย นี่คืออาแปะที่ซื่อสัตย์มากให้เนื้อดีๆ พวกเราอยู่ให้รักษาไป อาตมาจะดูว่าธรรมะพระพุทธเจ้านี่จะให้รุ่งเรืองบอกได้ยาก เหมือนที่จะให้พระพุทธเจ้าอุบัตินั้นยากแสนยาก และการจะเผยแพร่ ธรรมะพระพุทธเจ้าให้รุ่งเรืองก็ยากแสนยาก และอีกอย่างที่ยากคือ คนตายจากชาตินี้แล้วจะได้เกิดมาเป็นคนอีกก็ยากแสนยาก ส่วนมากตกนรก คนก็ไม่ซาบซึ้งเท่าไหร่ เพราะเป็นคนแล้วก็ไม่เห็นยากก็ไม่ค่อยระวังไม่สังวร ว่าที่จริงกว่าจะได้มาเกิดเป็นคนก็กี่แสนกี่ล้านปีนะ แต่ว่าอย่างพระพุทธเจ้าจะอุบัติสักพระองค์ก็ยากแสนยาก อันนี้พอเข้าใจ แต่หมดยุคนี้แล้วก็จะไปเป็นยุคพุทธันดร เหมือนสวนไฟไหม้หมดป่า ก็กว่าจะงอกเป็นป่าอีกก็ใช้เวลาอีกนาน แต่นี่ใช้เวลาอีกหลายล้านปีทีไฟประลัยกัลป์ล้างโลกแล้วจะมีโลกใหม่อีก ที่บอกว่ากว่าพระศรีอาริยเมตตรัยจะมาเกิดก็อีกนาน เพราะโลกต้องตั้งหลัก เหมือนไฟไหม้ป่าก็ต้องใช้เวลาตั้งหลัก กว่าจะเกิดป่าใหม่อีก โลกก็ย ั งนานกว่าจะมีโลกใหม่ แล้วต่อไปๆ โลกก็จะเริ่มเลวร้ายอีก เป็นต้นกลียุค เป็นต้นภัทรกัป ไม่ใช่แบบยุคนี้นะ เพราะยุคนี้เป็นปลายภัทรกัปป์ กว่าจะมีพระศรีอาริย์ ก็สองนาน นานยิ่งกว่า ความเลวร้ายจะตั้งหลักและความดีจะตั้งต้นขึ้นมาแล้วเลวร้ายอีกรอบ ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ อาตมาอาศัยขันธ์ในอดีตมาพูดนะนี่ มีน้ำใจไม่เอาเปรียบ เสียสละอย่างเป็นสุข และเห็นเป็นคุณค่าของคนตามสัจธรรม

อาตมา มาทำงานระดับหนึ่ง แต่อย่างพระพุทธเจ้าท่านมาสร้างศาสนา ซึ่งจะมีอายุ ห้าพันปี ท่านก็ทำไป ส่วนอาตมา ก็มีทุนในการทำก็ทำไป ก็ได้พัฒนาขึ้น มันก็ไม่ได้เกินกว่าที่ควรเป็น พวกเราก็เก่งเท่าที่เรามีความสามารถและมีต้นทุน คนที่ทำได้เกินกว่าทุนและความสามารถได้ก็ต้องขี้โกง เป็นคนซวย อันนี้ทำให้แต่ละคนรู้ สัตบุรุษจะรู้ว่าดันได้เท่าไหร่ดันไม่ได้ก็ไม่ดันต่อ เพราะว่าถ้าดันต่อ ถ้าเป็นบุญของเรา เราก็กินบุญเก่าเรา หรือ ถ้าไม่ใช้บุญของเราก็ไปเอาของคนอื่น ก็ยิ่งไม่น่าจะทำใหญ่ ฟังให้ดี ผู้ที่เข้าใจแล้วไม่ดันทุรัง แต่ความต้องการจะได้มากได้ใหญ่มันจะดันใช่ไหมเพราะกิเลสมนุษย์ การจะเร่งให้เร็วให้ใหญ่นั้นดี แต่ต้องไม่เกินความสามารถและทุน

คนเราไม่มีพลังจะเดินหน้าก็ไม่ได้ แต่คนเราไม่รู้ทุนที่แท้จริงของตนเอง พวกเราไม่สะสมวัตถุ แต่พวกเรามีแต่บารมี คนทางโลกเขาใช้วัตถุหลอก ใช้วิธีซับซ้อนเอาเปรียบทับต้น แล้วเขาได้มาก็ถือว่าเป็นทุนของเขา แต่ของพวกเราเป็นบารมี เป็นนามธรรมก็ประมาณยาก อ ย่าไปหลงว่า เรามีต้นทุนมาก จะพลาดง่าย เราต้องพากเพียรให้เต็มที่ กับถ้ามุ่งไปตามที่ต้องการอยากให้ได้ควรจะได้ ก็คิดเอาเท่าไหร่ก็คิดได้ ตั้งเป้าไว้อย่างพวกทุนนิยมว่าปีหน้าจะต้องได้เท่านั้นเท่านี้ก็บังคับเอาเปรียบกัน ให้เข้าเป้า ตุกติกกันไป เป็นแบบยอดของการบูรณาการความโกง เป็นปฏิภาคทวีซับซ้อน เราก็เป็นบุญนิยมพยายามลดลงๆ เป็นการถ่วงสังคม ให้เป็นความเย็นถ่วงพวกที่ร้อนในสังคม ไม่อยากพูดนะว่าพวกเรานี่มาถ่วงสังคม เขาก็ว่าเรา แล้วก็ถูกด้วย พวกเราเป็นพวกถ่วงสังคมก็ถูก เพราะพวกนั้นมันบ้าดีเดือดเราก็ถ่วงไว้ ทำไมคุณรู้ว่าเราถ่วงไว้ ว่าเขาจะเก่งการกีฬา ก็หาว่าเป็นอบายมุข เขาจะหรูหราก็หาว่าอบายมุขพวกถ่วงสังคม ก็ไม่เป็นไรจะว่าเราเราก็ขอถ่วงไว้ จะรีบไปไหน นรกน่ะรอพวกคุณอยู่แล้ว จะรีบร้อนไปไหน เราก็ว่าช้าหน่อยเพราะเราไม่ไปหานรก ก็ไปกับพวกเราดีกว่า จะรีบไปหานรกทำไม? พูดไปอย่างนี้ เหมือนด่า เพราะพูดเหมือนด่านี่เขาก็มักจะฟัง แต่ถ้าพูดไปอย่างผู้ดีว่าไปอย่างไรเขาก็ไม่ฟัง แต่ถ้าด่าให้เข้าเส้นเขา ใช้สำนวนเดียวกับเขานี่เขารู้ แต่ถ้าใช้สำนวนผู้ดีแล้วเขาผู้ดีทีไหนก็ว่าไป ไม่ต้องสงสัยเลยว่าลีลาของ พล.อ.ประยุทธ์ ถึงอย่างนี้ได้รับความนิยม เพราะสมสมัย ที่พูดไปนี่สรรค่าสร้างคนนะ พูดให้สมยุคสมัย เอาภาษาที่สมสมัยก็เข้าใจดีได้เร็วง่าย จริงๆ แล้วโลก โลกียะกับธรรมะก็อันเดียวกัน แต่ใช้ภาษาต่างกันเท่านั้นนะ เป็นแต่เพียงใช้ภาษาให้เขารู้ได้ ผู้ใช้ภาษาอาจดูเหมือนแรงหรือสุภาพ แต่ถ้าผู้มีปัญญาได้ฟังก็รู้ว่าใช้เนื้อมันใช่ก็จบ ส่วนผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องสุภาพสิแต่ไม่เข้าใจ ก็ติดยึดอยู่ว่าอย่างนี้สวยงาม ทั้งที่ทุกอย่างไม่เที่ยง การปรุงแต่งสำนวนลีลาก็ไม่เที่ยง ทุกวันนี้สำนวนลีลาของหนุ่มสาวอาตมาก็ไม่รู้เรื่องกับเขาเลย แต่อาตมาก็ว่าใช้อย่างยุคส่วนรวมของทุกๆ รุ่น ก็ไม่ทิ้งเขาทีเดียว เขานิยมอย่างไรก็เอามาใช้บ้าง ก็ไม่โลดแล่นกับเขามาก เพราะอาตมาค่อนข้างเอียงไปทางเก่าไม่เอียงไปทางใหม่ เพราะใหม่เป็นสิ่งปรุงแต่งไม่มีที่สิ้นสุดนับไม่ถ้วน แต่สิ่งเก่านี่มันเป็นแก่นแกน คนจะอาศัยสิ่งดีได้นานกว่าสิ่งไม่ดีแต่เมื่อมันบานไปไกลสิ่งดีมันน้อยลง สิ่งไม่ดีมันมาก เราก็ต้องย้อนหาสิ่งดี อย่างอินเดียจะอยู่นาน ส่วนจีนจะไปไว พูดอย่างไรก็เปลี่ยนแปลงไม่ได้หรอก จีนก็เป็นจีน อินเดียก็เป็นอินเดีย ส่วนไทยเป็นกลางๆ ถ้าอาตมาไม่มาถ่วงไว้ไทยจะไปกับจีน ไปไกลเลย อาตมามาถ่วงไว้นะ ถ้าใครบอกว่าพวกเราเป็นตัวถ่วงก็ถูกแล้วล่ะ เพราะสังคมมันเลวร้ายไปไกลแล้ว พวกเรามาถ่วงสังคมไว้ ประเทศไทยคือ ชมพูทวีป คือ กลางๆ ส่วนอินเดีย ยังอยู่อีกนาน จีนน่ะไปไว แต่ "เจโตวิมุติ" ไม่จริงไม่แท้ จะจริงแท้ต้องมี "ปัญญาวิมุติ " ซึ่งเที่ยงแท้แน่นอน สรุปว่า ไว้ค่อยขยายความความเข้มแข็ง 14 ประการต่อไป ต่อไปเป็นการตอบประเด็น? พ่อครูเกริ่นว่า … งานเจรอบสองนี่ คือทางด้านการศึกษาอยากจะใช้วิธีการ SWOT ที่เป็นความรู้ที่ดี ที่ให้รู้ความด้อยความแข็งของเรา ถ้าอันนี้จะทำนี่ พวกเราก็ช่วยกันคิด จริงๆ มันดีนะ แต่ว่าอาตมาว่าจะขัดข้องตรงนี้ ที่ วนบ. เอาอะไรเข้ามาแล้วทำได้ยาก เพราะคนพื้นที่ยังไม่ใช่นักศึกษา เป็นแบบลุกทุ่งเชยๆ แต่ทางโน้นก็เอาเข้ามาเร็วหน่อย แต่สิ่งที่เร็วแล้วได้ อาตมาก็ว่าดี แต่ถ้ามันไม่ได้เพราะเกิดจากความไม่พร้อม ก็เลยจะใช้วิธีการโหวตกันไป ถ้าอย่างไรก็ขอบอกว่าจะเสนออะไรก็เสนอ แต่อย่าครอบงำทางความคิด อย่าล็อบบี้จะเอาชนะ โดยไม่ดูความจริงของคน ถ้าอย่างนี้ไปไม่ออก อย่างนี้มันปลอม ไปก็จะเสีย ได้ก็ไม่นาน วิธีของคนใจร้อน 1 . เป็นคนมีอัตตาอยากได้อย่างที่เราต้องการ และ 2 . เป็นอัตตา ก็คือฉันจะต้องชนะ มันมีแข่งในทีนะ เป็นอัตตาด้วยเป็นกิเลสอยากได้และอยากเอาชนะ ซึ่งมันทำให้เสีย เป็นแนวลึกว่าต้องเอาความจริงจากความพร้อม พระพุทธเจ้ามีสิ่งที่สำคัญมากคือ ยินดี คือใจคนมันพร้อมเห็นด้วย ยินดีไม่ใช่ว่าฟูใจนะ แต่ความยินดีคือพร้อม นี่คือความสำคัญ ฉันทะ คือความพร้อมของคนหากไม่เกิดตัวนี้นะอะไรก็ไม่ได้ ไม่ว่าแสงอรุณก็ต้องมีฉันทะ อิทธิบาทก็ต้องมีฉันทะ ยินดีคือ จิตเปิด แล้วทุกอย่างจะไปได้ดี คุณพูดน่ะถูก อาตมาเข้าใจ แต่มันเยอะ คนเลยฟังยาก อาตมาว่ามีหลายอย่าง ที่เราทำงานได้ช้า เพราะอาตมาก็ให้มันเป็นอยู่บ้าง เพราะอาตมาก็ถ่วง จริงๆ อาตมาน่าจะส่งเสริมกว่านี้แต่อาตมาต้องการถ่วง เพราะต้องขัด ถ้าไม่ถ่วงจะไปเร็ว แต่ที่อาตมาประมวลนี่ ประมวลอยู่หลายชั้นหลายครั้ง แต่ครั้งที่แล้วนี้คนไปช่วยงานเจมากกว่าเก่าใช่ไหม? เรื่องแขกอาตมาว่าไม่มีปัญหา แต่เอาเรื่องพวกเรานี่ คนมากกว่า ลงตัวมากกว่า และการขัดแย้งสูญเสียก็ไม่ได้มากขึ้น อาตมาดูข้อมูลแค่นี้อาตมาว่าเป็นการพัฒนาแล้ว ทั้งจำนวนและคุณภาพ ก็ไม่ด้อยกว่าเก่า นี่คือดัชนี่ชี้ค่าว่าก้าวหน้า มันขัดแย้งที่ว่าพวกเรามีการยึดการค้านอยู่ในทีก็เลยช้าก็เป็นธรรมชาติธรรดา

แต่อาตมาก็อยากไขความว่า พวกเรามันพร้อม ถ้าไม่มีตัวยึดที่ว่าไม่ให้เต็มที่ ถ้าคุณปล่อยตัวนี้นะงานจะรุ่งกว่านี้เยอะเลย จิตเท่านั้นนะ นอกนั้นพวกเราพร้อม เพราะมันไม่มีอะไรใหม่หรือยากหรือเกินความสามารถพวกเรา หากคุณปลดจิตตัวนี้ได้งานจะรุ่ง จะเหนื่อยน้อยกว่านี้ ความเหนื่อยมันเกิดจากการต้านจากจิตตนเอง หากจิตคุณไม่ต้านก็ไม่มีเหนื่อยแล้วแรงจะเยอะและพุ่งด้วย ตัวต้าน คือตัวอัตตา ก็ถืออยู่กับตัวเองก็ถือดีของตน ถ้าปลดตัวนี้ได้ก็รุ่งเลย ทุกวันนี้อาตมาขัดเกลาพวกเราก็เจริญขึ้น อาตมาไม่ได้บังคับให้พวกคุณทำเต็มที่นะ อยู่ที่แต่ละคนจะทำ พูดมาแล้วทั้งหมด ประเด็นที่มิ่งหมายพูดขึ้นมา ความเห็นของอาตมาว่าควรทำ SWOT นั้นควรทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นหลักการของพระพุทธเจ้าด้วย โลกนั้นตามหลังพระพุทธเจ้าด้วย มันต้องใช้นะ พวกเรามาถึงวันนี้วาระนี้วินาทีนี้แล้ว มันมีผู้ที่เข้าใจจะช่วยสาน โอกาสมีให้ทำอยู่แล้ว ถ้าคุณไม่ใช้ O นี้แล้วคุณจะใช้ O ไหน? ถ้าทำ O ได้ T ก็จะเจริญได้ทันที เป็นโอกาสแล้ว

จริงๆ แล้ว งานเจคราวนี้คนไม่เหลือหลอหรอกบ้านราชฯ กายก็ไปหมดแล้วให้เต็มใจก็จบ เหลือที่บ้านราชฯ ไม่เท่าไหร่หรอก เหลือใจนิดเดียวถ้าเต็มใจก็จบแล้วไม่มีอะไรเล็กนิดเดียว ไม่ต้องไปโหวตไม่ต้องไปคิดหรอก ได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น มันต้องทำ มันเป็นโอกาสที่หาได้ยากนะ SWOT ก็คือ สัปปุริสธรรม 7 นั่นเอง ต้องรู้ทั้ง อรรถะ ธรรมะ รู้ตน รู้ประมาณ รู้การสังขารปรุงแต่งนั่นเอง รู้กาละ รู้กลุ่มบุคคลที่จะทำ รู้งานด้วย ของพระพุทธเจ้ารู้ตนเองคือ อัตตัญญุตา เก่งกว่า SWOT เสียอีกนะ มันครบยิ่งกว่าอีก บริบูรณ์กว่าอีก เราต้องก้าวหน้า คนเราเกิดมาต้องศึกษา ใครไม่ศึกษาก็ดักดาน ถูกกระแสหมุนวนในโลกีย์ และให้กาละมันเตะถีบ ใช้กาละไม่เป็น ใช้โอกาสในการเกิดมาเป็นคนไม่เป็น เกิดมาให้กาละมันเตะถีบไปยิ่งกว่าลูกฟุตบอล

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน