571010_พุทธชีวศิลป์(๑๕) เรื่อง ทำจิตในจิตสู่สมาธิพุทธ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

571010_ พุทธชีวศิลป์ ( 15 ) โดยพ่อครู ราชธานี อโศก เรื่อง ทำจิตในจิตสู่สมาธิพุทธ

พ่อครูว่า… วันนี้เราก็มาเรียนพุทธชีวศิลป์ วันศุกร์ที่ 10 ต ุลาคม 2557 แรม 2 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย วันเวลาผ่านไปๆ ถ้าเผื่อว่าเวลาก็ผ่านไปๆ ในตัวเรานี่นะ แม้ร่างกายมันจะถดถอยลงตามอายุขัย ตอนนี้ย่าง 81 แล้ว คือ 80 ปี 4 เดือน 5 วัน ถ้าเด็กอยู่ก็เจริญขึ้นๆ แล้วทรงอยู่ระยะหนึ่ง จากนั้นก็เสื่อมแต่ว่าจิตใจเราไม่เสื่อมตาม จิตใจเรามีแต่เจริญพัฒนาขึ้นๆ และเราก็รู้ดีว่าจิตเจริญถูกต้องเป็นอย่างไร? คนทางโลกเขาว่าจิตเจริญคือได้ลาภ ยศ เป็นสุขมากขึ้นมีอำนาจมากขึ้นก็ว่าเจริญ ได้สรรเสริญได้เสพกามมากขึ้นก็ว่าเจริญ ได้เสพกามเต็มที่พรั่งพร้อมไปด้วยเบญจกามคุณก็ว่าเจริญ มีอัตตาศักดิ์ศรีต่างๆ เพ ิ่ มต้องการอะไรเบ่งใหญ่ เป็นยอดแห่ง นิมานรดี ปรนิมิตวสวตี

นิมานรดี นั้น นรดี ก็คือรื่นเริงเบิกบานใจสมใจในกิเลส นิมมานก็คือสร้าง สร้างภพชาติ เป็นเทวดามีอำนาจมาก มีฤทธิ์มาก มีอำนาจมากอยากได้อะไรก็ได้หมด ไม่ขัดข้อง

ปรนิมิตวสวตี เป็นอำนาจที่ไม่ต้องทำให้ตนเองเลย คนอื่นทำให้หมด ไม่ต้องทำเอง เนรมิตเอง คนอื่นรู้จะทำให้หมด บริบูรณ์ด้วยโลกธรรม นี่คือเทวดาชั้นที่ 5 และ 6 จิตเป็นเช่นน้ัน

ความเป็นเทวาดา สมมุติเทพ 6 ชั้น คนทางโลกเขาก็คิดว่าเขาจะเจริญอย่างไร พยายามยิ่งใหญ่สร้างตนเอง ให้ชนะคนทั้งโลก 4 ทิศเลย เรียกว่า จาตุมหาราชิกา เป็นอำนาจเรียกว่ารบทั่วทิศ จะต้องชนะ ก็เพื่อแย่งชิง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขนั้นแหละ เมื่อได้สมใจก็เป็นสมมุติเทพ

เขาก็เสพสุข เป็นอาการของจิตเรียกว่า ดาวดึงส์ ด้วยสวรรค์ชั้นที่ตนต้องการ เรียกว่าเสวยสวรรค์ ที่สร้างขึ้นสมมุติขึ้นตามอุปาทาน เป็นสุขขัลลิกะ ตาวติงส์แปลว่า 33 คนเราอยู่กับที่เรามีอยู่ให

อ่านต่อ

้สบายก็ยังไม่พอ ยังสร้างเพ ิ่ มอีกเกินอาการ 32 เป็นอาการที่ 33 แต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ให้บำเรอกาม บำเรออัตตา เป็นกามสุขขัลลิกะ และอัตตทัตถสุข

จะได้มากหรือน้อยก็เป็น เทวดาชั้นยามา พยายามให้นานที่สุด แต่มันก็จะอยู่กับเราระยะหนึ่ง เรียกว่า ยามา แล้วก็จะอยากได้สุขอันนั้นอันนี้ คนเราเห็นได้ว่ามีแต่จะพยายามบำเรออารมณ์ จะต้องนั่งอย่างนี้จึงสุข พอนั่งไปไม่สุขแล้วก็ไปเดิน เดินเบื่อก็ไปนอน ไปเต้น เคลื่อนไหวทุกอิริยาบถ ก็บำเรอกิเลสให้เกิดสุข อย่างนั้นคืออิริยาบถสามัญ แต่ที่จริงก็กระทำการแย่งชิงลาภ ยศ สรรเสริญ กาม แสวงหากามคุณ 5 หรือไปเบ่งแสวงหาอัตตา เพื่อจะได้สมใจได้เสพสุขบำเรออัตตา

อัตตามีสองอย่าง อัตตาที่ซ้อนอยู่กับกามอย่างหนึ ่ ง และอัตตาที่เป็นของตนเลยอีกอย่างหนึ่ง อัตตาที่มากับกาม ก็คือได้อะไรมาก็สมใจสมโลภ ได้ตามใจก็สมอัตตา ได้มาทางทวาร 5 ก็เป็นรสชาติ อัสสาทะ เป็นกามราคะ ส่วนอัตตานี่นอกว่า 5 อย่างนี้ ที่ซ้อนอยู่ แม้ได้เสพสมใจทวาร 5 แล้วก็ได้สุข เป็นกามรส แล้วก็สั่งสมซ้อนเป็นอัตตา เป็นตัวตนอัตภาพ เป็นทิฏฐิด้วย ไม่ใช่มันจะหายไป เป็นอนุสัย นั่นแหละคือตัวตน พอใจสมใจก็คือสะสมแล้วไม่ได้ปล่อยวาง ประทับใจลงไปด้วย มากหรือน้อยก็แล้วแต่ เคยประทับใจมาทั้งนั้น แล้วตกผลึกเป็นอนุสัย นั่นคือกามสุข หรืออัตตทัตถสุข เป็นสองอย่าง สุขทั้งกาม สุขทั้งอัตตา

และอีกอัน อัตตาที่เป็นตัวทุกข์ อนาคามีขึ้นไปมีอารมณ์เห็นจริงว่าเราบำเรอจิตตนนี่เป็นความเท็จ อนาคามีจะรู้ ล้างได้จริงก็เหลือขันธ์ 5 ก็เกิดอยู่ กว่าจะรู้สึกว่าอันนี้ยังเป็นภาระ เป็นความพร่อง เป็นสัตว์ที่เราจะต้องล้างออก จะรู้สึกไม่สบายใจเดือดร้อนใจอยู่ เรียกว่ากิลมถะ

อัตตาในสุขนั้นเป็นของปุถุชนทั่วไป พอละล้างได้ จิตเป็นอนาคามีก็จะรู้ว่าเป็นเรื่องลำบาก เป็นกิลมถะ ที่เหลือ อนาคามีไม่มีกามเหลือแล้วไม่หลงในกามสุขขัลลิกะ และอัตตาที่หยาบ ก็เหลือแต่รูปาวจร และอรูปาวจร จนพ้นอนาคามีเป็นอรหันต์ ก็ยังมีขันธ์ 5 เหลืออยู่จะเรียกว่าอัตตาก็เป็นอรหัตตตา

เรายังอาศัย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ยังเป็นภาระ เป็นทรถะ เป็นเรื่องที่ต้องข้องอยู่ กระวนกระวายได้บ้าง ไม่ใช่เรื่องลึกลับ ที่จริงก็ไม่ถึงกับกระวนกระวาย แต่เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องโลกๆ เป็นอาหารปริเยติทุกข์ เป็นนิพัทธ์ทุกข์ จะต้องปวดข ี้ ปวดเยี่ยว เป็นต้น ก็ต้องมีอยู่ จะต้องมีทุกข์ที่เนื่องกับขันธ์อยู่ เป็นวิปากทุกข์ พยาธิทุกข์ สรุปแล้วยังเหลือทุกขันธ์

หมดสุขหมดทุกข์จริงๆ ก็ต้องปรินิพพานเป็นปริโยสานเลย ผู้ยังไม่ปรินิพพานก็เป็นผู้อมตะอยู่ช่วยโลกต่อไป ในมูลสูตร

เวทนา เป็นที่ประชุมลง เราต้องอ่านเวทนา 108 คืออ่านเวทนาในเวทนา เราอาจจำภาษาไม่ได้ แต่มีสภาวะอยู่แล้ว ก็คือสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ก็มีแค่นั้น แล้วจะมีมากหรือน้อยเป็นดีกรีอย่างไรอีก และแยกเป็น เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 ก็คือเกิดทางทวาร 6 สัมผัสแล้วเกิดอารมณ์ในทวารใจ ที่ร่วมไปทุกทวาร หรือไม่ก็ใจว่ากันไปเองก็ได้ ทุกคนเคยเป็นเคยมีมา

เรามีกระทบสัมผัสแล้วก็รู้วิจาร คือแยกกิริยาของภายนอกภายใน กิริยาของนามธรรม จิต เจตสิก รูป นิพพาน หรืออาการของ รูป 24 คืออาการจิตที่ถูกรู้ ถ้าเกี่ยวเนื่องกับสิ่งนอกเรียกว่า กาย ถ้าไม่เกี่ยวกับสิ่งนอกเรียกว่า ส่วนใจหรือจิตไปเลย

เราแยก มโนปวิจาร 18 ให้ออก เมื่อเรากระทบสัมผัส เกิดอาการจิต ไม่อยู่สุข ก็จะพยายามหาสุข ตามที่ต้องการที่โง่ดักโง่ดาน มาทั้งนั้น ตามอวิชชา ผู้เรียนรู้และลดละมาก็ระลึกได้ แต่อย่างพระพุทธเจ้าท่านทำมาแล้วผ่านมาแล้ว พอมานั่งหลับตาระลึกท่านก็ระลึกได้เลย

ถ้ามีคนมาถามพระพุทธเจ้าว่า ชาติก่อนหน้านี้ผมเป็นอย่างไร? ถ้าพระพุทธเจ้ากับนาย ก. นี้ไม่เคยสัมพันธ์กันมาก่อนเลย พระพุทธเจ้าก็ระลึกค้นหาไม่ได้ ถ้าเคยสัมผัสสัมพันธ์กันมา ก็มีสัญญา ระลึกได้ แต่คนสมัยนี้เขาว่าเขาเก่งนะ ระลึกชาติได้หมด อาตมาน่ะกลัวจริงๆ คนที่เก่งกว่าพระพุทธเจ้า

เมื่อเราสามารถแยกเวทนาได้ แยกเนกขัมมะกับเคหสิตะได้ แล้วรู้ตัวตนอัตภาพ ที่เป็นตามเหตุ ได้สมใจก็สุข ไม่สมใจก็ทุกข์ หรือเฉยๆ แบบพักยก พอแล้ว หรือเฉยๆ แบบเซ็ง ก็เป็นไม่สุขไม่ทุกข์แบบเซ็ง กับไม่สุขไม่ทุกข์แบบพักยก

ตัววางเฉยหรืออุเบกขาเป็นอารมณ์นิพพาน แต่ถ้าไม่รู้ไปหลงอารมณ์นี้ เช่นเขาไปนั่งสมาธิ เห็นจิตตนว่างเฉยโล่งเบา แล้วหลงว่านี่แหละคือฐานนิพพาน ที่จริงไม่ใช่ นั้นเป็นเพียงภพๆ หนึ่ง ของมิจฉาฌาน 4 ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า เขาหลงกันอย่างนี้เยอะ ก็ไม่รู้จะว่าอย่างไร เขาไม่ใส่ใจไม่เชื่ออาตมาหรอก ก็ต้องปล่อยไป พวกนี้เขามีอัตตาของเขา ยึดทิฏฐิมานะอัตตา เป็นศีลพตุปาทาน

ส่วนเนกขัมมะของพุทธนั้นรู้เหตุแห่งทุกข์ อย่าง เนกขัมมสิตะโสมนัส ก็คือมันทำได้ เราทำให้จิตเราจางคลาย ทำให้จิตเราลดลงได้ตามเห็น วิราคานุปัสสี จนถึง นิโรธานุปัสสี ทำให้กิเลสเราลดได้ ด้วยไฟฌาน ไฟปัญญาลดกิเลสจางคลาย แม้ชั่วคราวก็ดีใจ ซึ่งไม่ใช่ดีใจพอใจแบบเคหสติเวทนา ซึ่งแบบเคหสิตะจะดีใจที่ได้สมใจกิเลสแต่ว่า ถ้าดีใจสมใจจากการได้ลดกิเลส ก็ไม่ใช่ดีใจปีติแบบธรรมดาสามัญ หากมันแรงก็เรียกว่าปีติ มันเบาลงก็เรียกว่าสุข

ส่วนเนกขัมมนิตโทมนัส ก็คือมันยังเป็นฌาน 1 มีวิตกวิจาร ลำบากอยู่ เหมือนหัดขี่จักรยาน ตอนเริ่มต้น ขี่ได้แล้วไม่ชำนาญต้องเคร่งคุม ไม่มีวสี ทำได้ไม่เก่ง ก็เลยบางทีก็ล่มลงไปก็มี มันซ้อนกับปีติ กับโทมนัสเวทนา จนวิตกวิจารเบาขึ้น คุณทำกระบวนการสังกัปปะ 7 ยังไม่เจริญสมบูรณ์ จนกว่าจะทำได้อย่างสมบูรณ์แคล่วคล่องก็จะไม่ลำบาก ก็ยังมีโทมนัสเวทนาอยู่ จนกว่าจะทำสังกัปปะ 7 ได้ดีได้เจริญ จนขี่จักรยานปล่อยมือได้ ตีลังกาบนจักรยานได้ คะนองด้วยนะ

เมื่อผ่านปีติ ผ่านสุข เป็นอุเบกขาฐาน สบายวางเฉยก็เป็นอุเบกขาฌาน 4 จากนั้นก็ตรวสอบ อรูปฌาน 4 ทำอภิสังขาร 3 ต่อไป มันทำอยู่แล้ว ผู้ที่มีภูมิรู้ ก็จะเ ข้ าใจว่าให้เจริญขึ้น เป็นอาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง ภาคส่วนอดีตและอนาคตเป็นสูญหมด

มันไม่ใช่ภาษาปากเปล่าแต่มีสภาวะด้วย หากมีสภาวะก็จะจำภาษาได้ง่ายดาย เพราะมีวงจรอยู่แล้วโครงสร้างอยู่แล้ว มันจะเข้าใจโดยปริยาย

ทำให้จิตเจริญขึ้น ลดราคะโทสะโมหะ ได้ก็เป็นสังขิตตจิต วิกขิตตจิต แล้วทำให้เป็นจิตที่เจริญขึ้นได้ไหม แล้วจากนั้นก็ทำให้จิตเจริญกว่านี้ดีกว่านี้ยังมีอีกไหม? มันจะมีปฏิภาณรู้ว่ายังไม่จบๆ ทำให้ทุกปัจจุบันเป็น สูญ สั่งสมเป็นอดีตที่กิเลสสูญ ให้มั่นใจว่าอนาคตก็สูญหมด เด็ดขาดเลย ตัวปัจจุบันเป็นตัวพิสูจน์ความจริง

คนที่มีเพชรที่ใสสะอาด ไม่มีอะไรปนมาเลย เขาจะอยากให้เพชรหมองลงมีอะไรมาปนไหม?...ฉันใดก็ฉันนั้น ถ้าเข้าใจดีก็ไปปฏิบัติ เพื่อให้จิตเจริญให้รู้ความจริง ในการปฏิบัติที่พระพุทธเจ้าสอนการสร้างสมาธิ ด้วยหลักมรรคองค์ 8 โดยปฏิบัติมรรค 7 องค์ สั่งสมเป็นสัมมาสมาธิ เป็นเอกัคคตา ไม่ใช่ไปนั่งสมาธิให้จิตเป็นเอกัคคตา อย่างนั้นเป็นการแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ

การแสวงขอบเขตบุญในศาสนาพุทธ ต้องปฏิบัติตาม มหาจัตตารีสกสูตร มีอยู่ในพระไตรฯ มานานแล้วฉบับสยามรัฐนี่ แต่คนผ่านตาแล้วไม่เห็นนำมาปฏิบัติให้ได้ผลเลย เขาไม่มีภูมิ เป็นลิงได้แก้ว มือด้วนได้แหวน หัวล้านได้หวี ตาบอดได้แว่น ขออภัยที่พูดเหมือนข่มเบ่ง แต่เพื่อการศึกษา เพราะคนรู้จักจะเห็นค่าของส ิ่ งนี้ ย ิ่ งคุณอยู่ในวงการศาสนา แต่เอาเวลา ทุนรอน แรงงานไปเผยแพร่มิจฉาสมาธิกันทั่วโลก ฝรั่งมังค่าไม่รู้ก็เรียนหัวปักหัวปำ

อีกอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าท่านพูดแล้วเหมือนให้อาตมามาไข ท่านตรัสทิ้งไว้เยอะแยะเลย ถ้าผู้ใดผ่านมหาจัตตารีสกสูตร แล้วไม่สะดุด ไม่ทำความเข้าใจ แล้วศึกษาให้ดีว่าเขาปฏิบัติสมาธิของพุทธกันอย่างนี้หรือ? จะต้องปฏิบัติลืมตาอยู่กับกรรมทุกอย่าง คิด พูด ทำ อาชีพ ทำอย่างนี้หรือจะเกิดสัมมาสมาธิ ซึ่งคนเขาเข้าใจไปกันอีกแบบหนึ่งเลย แล้วเมื่อยึดวิธีการข้อปฏิบัติแบบนี้แล้ว อาตมาจะมาพูดตรงข้าม เขาก็หาว่าเรียนมาจากไหนใครสอน ก็น่าเห็นใจเขา แล้วก็ดันมาบอกว่าตนรู้เองไม่มีครูบาอาจารย์อีก เขาก็ยิ่งไม่เชื่ออีก

แต่ก่อนอาตมาก็ไม่ได้ย ้ำ ยืนยันว่า สัมมาทิฏฐิ ข้อที่ 10 นั้น คืออาตมา แล้วใครรับรองว่าอาตมาจะตายวันตายพรุ่ง ถ้าไม่อวดแล้วเมื่อไหร่จะได้อวด อย่าเห็นว่าอาตมาจะอยู่ 151 ปี ก็เชื่อสนิทเลยหรือ? มันยากนะ ก็มีหลักฐานเหตุผลดันไปสิว่าจะอยู่ได้ไหม?

ธรรมะพระพุทธเจ้านั้นคนไม่เข้าใจก็เลยไม่ได้เอามาอธิบาย แล้วก็มีของใหม่มาแทน อาตมามาปางนี้จะต้องมาทำงานพิสูจน์สัจธรรม จะเห็นได้ว่าอาตมารูปไม่หล่อ พ่อไม่รวย วิชาความรู้ สถาบัน ครูบาอาจารย์ไม่มีช่วยเลย เอาสัจธรรมอย่างเดียวเลย โดดเดี่ยวขนาดไหน ไม่มีอะไรเป็นเครื่องประกอบช่วยเลย ไม่มีหวังเฉาหม่าฮั่นเลย ลุยเดี่ยวเลย เพื่อพิสูจน์สัจธรรมว่าแน่จริงไม่ต้องอิงอาศัยอะไรเลย คนเขาพูดว่าอาตมาอาศัยอิทธิพลการเมือง อาศัยโลกธรรมอะไรก็แล้วแต่ อาตมาก็ว่าไม่รู้จักอาตมาเลย จะบอกว่าอาตมาหยิ่งก็ได้ จะไปอาศัยให้เสียศักดิ์ศรีทำไม ก็ใช้ธรรมะนี่แหละ ไม่ต้องอย่างอื่นประกอบ

อาตมาซาบซึ้งที่พระพุทธเจ้าว่าพรหมจรรย์นี้ไม่ใช่เพื่อคนมานับถือ ไม่ใช่เพื่อหาบริวาร คุณมาเอง แต่พรหมจรรย์นี้เพื่อให้ได้ลาภยศย ิ่ งห่างไกล ให้คนมานับถือว่าเราเป็นผู้วิเศษยิ่งใหญ่เก่งกล้ายิ่งไม่ใช่ หรือว่าทำเพื่อล้มล้างลัทธิอื่น ล้มเถรสมาคม จะไปเป็นสังฆราช ไม่ใช่เลย โพธิรักษ์นี่ ไม่ใช่มีหน้าที่อะไรรับผิดชอบนะ แล้วอาตมาอยากได้นักหรือ? ทั้งที่ตอนนี้อาตมาก็สบายนะ ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร อาตมาไม่รับผิดชอบหรอก ใครจะขวนขวายทำก็ทำไป อาตมาก็ทำงานตามหน้าที่อาตมา ก็ทำดูแลไปตามหน้าที่ เพราะง้ันในสัจจะที่ลึกที่สุดย้อนแย้ง ว่ามีหรือไม่มี รักหรือไม่รัก ก็ยาก มันไม่มีภาษาจะพูดแล้วมันไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นภาษา ยึดไหม? ยึด แต่ไม่มั่น ยึดเป็นสมาทานไม่ได้อุปาทาน เป็นภาษาสุดยอดแห่ง Dialectic วิภาษณ์วิธี เป็นภาษาที่ย้อนแย้งในตัว แต่จะใช้ต้องมีของจริงและเข้าใจ พระพุทธเจ้าถึงตรัสว่า ความมีกับความไม่มีนั้น โลกเราอาศัยสองอย่างนี้แหละ

[ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทัย) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มีโลกนี้ โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายอุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวก ย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้อง เชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะจึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ

เซนเป็นเรื่องของผู้มีบารมี เขาก็เข้าใจอะไรง่าย บรรลุฉับพลัน แต่พวกเซน เขาก็นึกว่าตนมีบารมี เอาแต่แสวงหาโกอาน แล้วจะให้ซาโตริ บรรลุธรรม แล้วเป็นอรหันต์เลยทันที ซึ่งจริงในผู้มีบารมีจริง อย่างพระยสะหรือพระพาหิยะทารุจริยะ หรือพระโกณฑัญญะ ท่านมีบารมีจริง

ต่อไปเป็นการตอบประเด็น?...

พ่อครูว่า... ผู้ที่ทำการเงินแล้วเคยทำผิดพลาดมา ไม่สุจริต ก็ขอให้หยุดเสีย แล้วก็มาทำให้ดีให้เป็นระบบระเบียบ จะดีมากเลย เราจะได้รู้จุดอ่อน จุดบกพร่อง จุดแข็ง อย่างใน SWOT อาตมาอยากจะเติมอีกตัวคือตัว S คือ Self คือให้รู้ตัวเองอีกตัวหนึ่งเป็น SWOTS เอาไปเสนอ อ.เอนก นะ เร ิ่ มทำกันแล้ว แล้วใครจะผิดพลาดบกพร่องก็ขอให้หยุด ทำผิดแล้วจะไปทำต่อทำไม อันที่แล้วไปแล้วเราไม่ถือสาไม่เอาความต่อไปอีก ให้ทำเลย

_ถามว่า พ่อครูพอใจไหมในผลการอบรมสั่งสอนลูกๆ พ่อครูว่า… อาตมาไม่ได้เป็นคนตะกละอะไร ถามว่าพอใจไหม? ที่ได้แค่นี้...ก็พอใจ ถ้าไม่พอใจ อาตมาท้อถอยไปแล้ว แต่นี่ยังฟิตปั๋งเลย เพราะว่ามันน่าจะมีผลนะ มันมีภาวะมีผลอยู่เรื่อยๆ มันอาจดูรูปธรรมน้อยลง เช่นสมณะมาบวชน้อยลง ตายไปบ้างสึกไปบ้าง ที่ไม่มากขึ้นเพราะว่า ตัวผู้ที่ไปเป็นนักบวชมาแสดงตัวไม่เหมือนมีธรรมฤทธิ์ แบบอิทธิปาฏิหาริย์ แต่ไม่แสดงอาเทสนาปาฏิหาริย์ให้คนประทับใจอยากมาบวชบ้าง แต่ก็มีที่มีผลอยู่ คนทั่วไปเขามองว่าสมณะเจริญคืออะไร เขาเข้าใจแค่โลกีย์ว่าเจริญ คือมีคนนับถือมากขึ้น และส่วนมากคนจะมานับถือมาก ก็ต้องนิยมอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช แต่สมณะเราไม่มีอย่างนั้นเลย แต่สมณะเรามีธรรมฤทธิ์แต่เขาไม่นิยม จึงมาบวชน้อยและช้า คนที่จะเข้ามาก็เป็นฆราวาส ก็ไม่ค่อยเป็นนักบวชเท่าไหร่ เพราะรู้ว่าศีลมันเยอะ สู้ปฏิบัติแบบฆราวาสดีกว่าอิสระกว่า อาตมาเข้าใจ ค่าเฉลี่ยแล้วอาตมาว่าอโศกเราเจริญอยู่ มวลก็เจริญ แต่ไม่มีอัตตราเร็วเท่าไหร่ แต่พูดธรรมะนี่คนรับได้มากกว่าเก่า ไม่ต้องห่วง อาตมาว่าธรรมะของเรามันติดลมแล้ว เป็นว่าวติดลมบนแล้ว พากเพียรไปเถอะ ขอให้ติดลมบนจนลอยเป็นนิจจัง ธุวัง สัสตัง ไปให้เรื่อยๆเถอะ

เรื่องไอของอาตมานี่ หมอพจน์พาไปรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอยู่นาน เขาก็สรุปผลว่า ไม่รู้เหตุ รักษาไม่ได้ สรุปว่าเป็น Aging ตามวัย เสร็จแล้ว พวกเราก็พาไปรักษาที่อื่นๆ อีกก็หาเหตุไม่ได้ จะโทษอะไรต่างๆ นานา แต่อาตมารู้อย่างหนึ่งของอาตมาว่า... ไม่ใช่ว่าไม่เอาภาระ ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม ก็ช่วยดูแลเท่าที่เป็นไปได้...โรคของอาตมาเป็นโรควิบาก เหมือนพ ระพุทธเจ้า ท่านก็มีวิบากของท่าน ไม่มีใครรักษาท่านได้หรอก ท่านจะตายของท่าน หรือถึงวาระเวลาก็หายได้ มีเหตุปัจจัยครบพร้อม เขาหายามาหลายขนาน แต่อันที่ถูกก็คืออันสุดท้าย ก็ขอบคุณที่ส่งมากันน่ะยา แต่ขอตอบความจริงว่า ฉันบ้างไม่ฉันบ้างแต่ฉันบ้างนี่น้อยนะ เพราะอาตมารู้อยู่ ที่ส่งมานี่ส่วนใหญ่ซ้ำกับที่นี่มีแล้ว ก็ขวนขวายช่วยกันไปตามควร อย่าประมาท ก็ตอบได้แค่นี้นะ มันก็เป็นไปตามสัจธรรม อายุมากขึ้นก็เป็นไปตามธรรมชาติของความเสื่อม อาตมาจะพยายามสร้างอภินิหารว่าจะหนุ่มขึ้นได้ไหม? ซึ่งไม่ง่ายเลยไม่รู้จะทำได้ไหม? I will try?

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน