570727_วิถีอาริยธรรม ที่สันติฯ เรื่อง ปฏิบัติธรรมอย่างไรให้ได้บุญ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570727_วิถีอาริยธรรม ที่สันติฯ เรื่อง ปฏิบัติธรรมอย่างไรให้ได้บุญ โดยพ่อครูสมณะโ พธิรักษ์ วันอาทิตย์ที่ 27 กรกฎาคม 2557
งานคืนความสุขคนแน่นแสนแน่น เรานี่คืนความสุขจริงไม่เอา แต่ไปเอา สุขัลลิกะ
ส.เพาะพุทธว่า...วันนี้วิถีอาริยธรรมโดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์หรือมีคำเรียกว่า วิชชาธิบดีแห่งมหาวิชชารามนาวาบุญนิยม (วนบ.) เป็นการศึกษาโลกุตระ (เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) ขอนำเรื่องด้วยการสรุปประเด็นที่พ่อครูได้อธิบายธรรมะในการสอนวิชาให้กับนิสิตวนบ. (พ่อครูสอน 3 วิชา คือ พุทธชีวศิลป์ สรรค่าสร้างคน ความรัก 10 มิติ) พ่อครูสอนวิชาพุทธชีวศิลป์อธิบายความแตกต่างระหว่างศาสตร์และศาสน์ ว่ามีความแตกต่า งกันอ ย่างไร? และพ่อครูได้สาธยายโลกุตระ 46; บุญกับกุศลต่างกันอย่างไร? ; วิตก วิจัย วิจาร วิมุติ วิจักขณ์ ; และสรุปเป็นบทกวีในรักธรรมะ ก็ภูมิใจน่าภูมิใจที่ว่า มีคนฟังธรร มะลึกซึ้งเข้าใจได้ดีขึ้น คนได้ยินได้ฟังก็เข้าใจได้ เพราะอาตมาว่าไม่ใช่เรื่องง่า ยเลย... ยิ่งเห็นผลทำให้อาตมาว่า อาตมาจะพยายามอยู่ต่อ ไปบ้านราชฯคราวนี้ก็มีอาการอยู่บ้าง เคยปวดที่หน้าอก ซึ่งเคยเป็นครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปีก่อน ก็ลงความเห็นว่าอาตมาใช้ชีวิตผิด โหลดไป คนข้างเคียงก็เตือนบ่อย อาตมาก็ดื้อ ก็คิดว่าอาตมาไม่เป็นอะไรมาก แต่มันก็สั่งสมจนเป็นขึ้นมา ตอนนี้อาตมาเขียนหนังสือ “ค้าบุญคือบาป” บุญเป็นคำที่เสีย เพราะเอามาใช้ผิดๆ คำว่าบุญนี่เป็นคำที่มีคำแปลว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ มีอยู่ในพจนานุกรม ไทย_อังกฤษ_บาลี ขยายความไว้ละเอียด ถ้าไม่มีประโยคนี้หายไปแล้ว ประโยคนี้ท่านธรรมปาละเป็นผู้เก็บไว้ คำว่า ปุญญ คำแปลของมันคือ ท่านใช้ภาษาบาลีว่า สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ สันตานังก็คือส
อ่านต่อ
ันดาน ปุนาติ คือการชำระ ส่วนวิโสเทติ คือความหมดจ ด ฉะนั้น บุญนี่คือการชำระจิตสันดานให้หมดจด คำว่าบุญจึงลึกซึ้งในภาษาธรรมะ แต่ไปแปลผิดก็เลยไม่ได้ผลในการเอาไปปฏิบัติ คำว่าบุญมีอยู่ในคำว่า ปุญญาภิสังขาร คำว่าสังขารคือการจัดการ จัดแจง แล้วถ้าสังขารเป็นขั้นอภิ ก็มีทั้งปัญญา ทฤษฎีคุณธรรมให้เกิดอภิสังขาร ถึงขั้น ปุญญะ ถ้าทำให้กิเลสลดได้ก็เป็น ปุญญาภิสังขาร ในสังขาร 3 มีคำว่า ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร เพราะแปลคำว่าบุญผิด ก็เลยเข้าใจอภิสังขาร 3 นี้ไม่ได้ ที่จริงอภิสังขาร 3 นี้เป็นระดับโลกุตระ ก็คือโลกุตระ 46 เร ิ่ มตั้งแต่ กายในกาย ผู้มีภูมิธรรมก็จะจัดแจงสังขาร ตกแต่ง ปรับปรุง ทำจิตให้เจริญขึ้น เมื่อไม่เข้าใจในระดับโลกุตระ ก็ปฏิบัติไม่ถูก อาตมาเคยเจอ โลกุตรธรรม 46 ในหนังสือท่านพรหมคุณาภรณ์ อาตมาต้องขอบพระคุณเป็นอย่างสูงที่ท่านได้เก็บไว้ ถ้าไม่ได้ อาตมาก็จะยาก เพราะได้เจอบัญญัติภาษาก็ตรงกับสภาวะขึ้นมาได้เลย เมื่อไม่เข้าใจบุญ ก็เข้าใจโลกุตระไม่ได้ ตั้งแต่ กายในกาย เพราะคำว่ากาย ก็ไม่รู้ว่ากายคืออะไร คำว่า กาย หรือกาโย เป็นภาษาบาลี แต่พอมาเป็นภาษาไทยก็ไปเข้าใจผิดว่า กาย นี้หมายถึงร่าง หมายถึง สรีระเท่านั้น ซึ่งผิดอย่างลึกซึ้งมากเลย เพราะคำว่ากายนี้หมายถึงนามธรรมด้วย ไม่ได้หมายถึงเฉพาะรูปธรรม แม้แต่ท่านพรหมคุณาภรณ์ก็แปล กาย ว่าคือ Body ก็เลยไปไม่รอด เพราะปฏิบัติ กายในกาย ก็เอาแต่โครงร่าง กายในกาย หรือกายนอกกาย ก็เกี่ยวกับจิต ถ้าไม่มีจิตก็ไม่เรียกว่ากาย ถ้ามีแต่รูปเป็นดิน น้ำ ไฟ ลม มีรูปรูป เท่านั้นไม่เรียกว่ากาย เมื่อเข้าใจกายในกายตัวแรกไม่ถูกแล้ว และเวลาพิจารณาโลกุตระต้องพิจารณาเจตสิก แต่เมื่อเริ่มต้นผิดแล้วก็ไปต่อแบบผิดๆ อาตมาไปที่บ้านราชฯ เขียนหนังสือได้มากเลย หนังสือ ค้าบุญคือบาป นี่จะต้องอ้างอิงที่อาจารย์ใหญ่ทางศาสนาหลายท่านมาวิจารณ์ ยกตัวอย่างท่านพรหมคุณาภรณ์ ท่านพุทธทาส ที่ได้รับการยอมรับทั่วโลก แต่อาตมานี่เขาเรียกเปรตในศาสนาพุทธด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องทำ ใครจะเพ่งโท ษ เข้าใจผิดก็แล้วแต่ แต่อาตมาก็ต้องบอกสิ่งที่อาตมาเข้าใจ ยืนยันว่าสิ่งนี้ถูก อาตมามั่นใจ ถ้าอาตมาไม่แน่ใจก็ยืนยันไม่ได้ ถ้าอาตมามั่นใจว่าอย่างนี้ถูกก็ต้องยืนยัน ก็ต้องยอมเสียรังวัด แต่ก็ต้องบอกที่อาตมาเข้าใจสิ่งที่ท่านเข้าใจผิดพลาด เช่นเรื่องบุญ เป็นต้น ท่านเข้าใจผิดอย่างไรอาตมาก็ต้องอธิบาย ท่านเป็นเช่นนี้จึงเข้าใจเช่นนี้เป็นต้น คำว่า บุญ พวกเราได้ยินมาใน บุญกิริยาวัตถุ 10 อาตมาก็ไม่แน่ชัดว่าใครขยายความต่อจากพจ. (ส.เพาะพุทธว่าอรรถกถาขยายความอีก 7 ข้อ) ซึ่งก็ดี แต่จะดีเกินพระพุทธเจ้าไม่ได้ อรรถกถาขยายความก็ไม่เกินที่พระพุทธเจ้าสอน 1 . ทาน เรื่องนี้อาตมาสาธยายไว้มาก เป็นสัมมาทิฏฐิข้อแรกเลย ต้องทำทานให้ได้ผลลดกิเลส 2 . ยัญพิธี (ยิตถัง) มีผลไหม? 3 . สังเวยที่บวงสรวงมีผลไหม?(หุตัง) สังเวยได้ผลไหม? คือจิตได้รับผลไหม ? เช่นเอาข้าวไปให้พระภูมิเจ้าที่ แล้วเจ้าที่ได้ผลไหม? อย่างเจ้าของที่ดินเป็นพระภูมิ เราเอาข้าวไปให้เจ้าของที่ดิน เขากำลังหิวพอดี ได้กินก็ดีใจได้ผล เขาก็ตอบแทนเรา เรามีใจเมตตาให้เขา ก็เกิดผล แต่ถ้าให้ข้าวเขาแล้วเขาก็ไม่เกิดผลดีทางจิต เหมือนไปให้หมากิน หมาก็กัดเราอีก ก็เป็นได้ไม่เกิดประโยชน์แต่เป็นโทษด้วย ไม่ใช่ว่าต้องการผลตอบแทน แต่ว่าโลกก็มีสมมุติ หมายังตอบแทนคุณคนเลย แต่คนแท้ๆ นี่ อย่างพระสารีบุตร บวชให้ราทะพราหมณ์ที่ไม่มีใครบวชให้ เพาะจำได้ว่าราทะพราหมณ์เคยใส่บาตรทัพพีหนึ่งแก่พระสารีบุตร พระสารีบุตรก็ขอตอบแทนด้วยการเอาภาระให้บวช ก็เป็นได้ มาเข้าสู่คำว่าบุญ คือการชำระกิเลส ถ้าปฏิบัติอย่างไรก็แล้วแต่ หากจิตไม่เกิดการชำระกิเลสเลย เกิดแต่คุณงามความดี มีวิธีการเคร่งอย่างไรก็ตาม แต่สำคัญคือต้องอ่านจิตเป็น อ่านจิตออก จับกิเลสถูก ซึ่งวิธีทำให้กิเลสลด มีปหาน 5 (วิกขัมภนปหาน ตทังคปหาน สทุทเฉทปหาน นิสรนปหาน ปฏิปัสสัทธิปหาน) เมื่อสัมผัสรูปเป็นกายนอกกาย เลื่อนเข้ามาเป็นกายในกาย แล้วเราอ่านไปถึงเวทนา จากการสัมผัสองค์ประชุมเนื่องกันมา เกิดความรู้สึกหรือเวทนา เป็นสุข ทุกข์ อุเบกขา เราก็ต้องอ่านรู้ เราสัมผัสแล้วชอบ แล้วชอบขนาดไหน อยากได้มาก ก็ฉวยเอา โดยวิสาสะ หรือรู้ว่ามีเจ้าของแล้วเราจะลัก ก็รู้ใจที่มันละเมิด จะรู้จิตที่เป็นวิสาสะหรือจิตลักขโมย ก็รู้ในจิต เป็น สราคะ สโทสะ หรือสโมหะ ก็เมื่อชอบแล้วเกิดอยากได้เป็นโลภะจัด คุณก็จับตัวเหตุได้ว่านี่คือตัวการคุณก็กำจัดตัวการนี้ ถ้ากดข่มไว้มันก็ไม่เกิดปัญญา แต่ถ้าใช้ปัญญาก็เกิดหิริโอตตัปปะ เกิดธรรมะที่ล้างกิเลสได้ เป็นฐานที่จะไปปฏิบัติกับผัสสะอื่น ไปเจอเหตุปัจจัยอื่นๆ อีก เรามีปัญญาแล้วก็จะไม่เอา แล้วถ้าเหตุปัจจัยมีน้ำหนักที่มากกว่าเก่าอีกเราจะได้ฝึกฝนเพิ่มเติมอีก แต่ถ้ากิเลสคุณเพ ิ่ มเติมอีก แม้เหตุปัจจัยไม่หนักเท่าเก่าก็เอา เช่นเงินมานี่ถ้าน้อยไม่เอา แต่ถ้าเจอมากกว่าเก่าแล้วไม่ได้ลดกิเลสก็จะเอา แต่ถ้าลดกิเลสได้น้อยไม่เอาเราก็ลดกิเลสได้เงินมามากกว่าเก่าเราก็จะมีเหตุปัจจัยให้ทำใจในใจไม่เอาได้ การพิจารณาในสังกัปปะ 7 ต้องมนสิการให้โยนิโสฯ ที่เกิดก็คือจิต ตรงไหนสัมผัสให้ได้ คุณได้รู้อาการจิตของคุณเอง พิจารณาให้แน่ชัดในกาย ที่เป็นองค์ประชุมของกิเลส ทำให้มันลดละหรือตายได้ เรียกว่าผ่านศีลพตุปาทาน ผ่านศีลพตปรามาส ทำสติปัฏฐาน 4 กาย คุณพ้นศีลพตปรามาสแล้ว เวทนาคุณก็ชัดแล้ว ทำจิตให้ลดละจางคลายกิเลส ก็ทรงไว้ซึ่งธรรมะได้ มันจะเกิดปัญญา เกิดหิริโอตตัปปะ จิตแข็งแรงมั่นคง จะรู้เลยว่าเราไม่เอา มันไม่ใช่ของเราไม่ต้องเอาเพราะเป็นบาป เป็นกิเลส ทำกิเลสให้ได้อาหารแล้วเราจะลดละจางคลายได้อย่างไร? เมื่อไหร่จะได้ละกิเลส เมื่อไหร่น้ำหนักของปัญญามันมากพอก็จะเอาชนะกิเลสได้ จิตคุณจะเที่ยงแท้ แต่ก่อนจิตเหลาะแหละวูบวาบ ได้บางไม่ได้บ้าง ได้ 3 ทีก็เหลาะแหละ ได้ 5 ทีก็เหลาะแหละ แต่ต่อมาได้อย่างเที่ยงแท้มั่นคง ทำให้กิเลสลดด้วยปัญญา ด้วยวิปัสสนาญาณ แต่ละครั้งที่ปฏิบัติก็เกิดปัญญา ผ่านอนิจจัง ผ่านวิราคา ดับได้เด็ดขาดๆ สมุทเฉทปหาน ก็มีความสงบรำงับ ปัสสัทธิ ก็ปฏิบัติได้ เจอเงินกองเท่าไหร่ก็ทำได้ ทำได้ร้อยครั้งพันครั้งหมื่นครั ้ ง จนทำทุกปัจจุบันได้สูญตลอดเที่ยงแท้แน่นอน ทำทวนทำซ ้ำ เกิดส่วนอดีต อนาคตที่สูญผ่านทุกปัจจุบันก็สูญ จนพลังแห่งความมั่นใจก็เกิดมุทุภูตธาตุ ปัญญาก็รู้เร็วไว มีความสามารถจัดแจงจิตเราได้เร็วไว แข็งแรง มีปัญญารู้เร็วรู้ไว สุดท้ายนิสสรณปหาน จิตเราเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง หรือมีคำว่านิ กับคำว่า สรณะ คำว่าสรณะแปลว่าสงคราม แต่นิสรณะคือผู้ไม่ทำสงครามแล้วไม่ต้องรบแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส หมดสงคราม อรณะนี่จะเป็นที่พึ่ง จากจิตสรณะมาเป็นอรณะหรือนิสรณะแล้ว การรู้อย่างนี้เป็นอตักกาวจรา ถึงขั้นนิสรณะหรืออรณะนั้นเดาไม่ได้ ผู้มีอรหะ คือผู้ไม่ลึกลับ เป็นอรหั นต์ รู้แจ้งปรมัตถ์หมดแล้ว สมบูรณ์จบกิจแล้ว มีอรหัตตา มีอัตตาอย่างที่ไม่ติดยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา มีอัตตาเอาไว้อาศัยทำประโยชน์ต่อโลก ฟังด้วยใจที่เป็นชาพร่องถ้วยไม่เป็นชาล้นถ้วยจะเข้าใจได้ การให้ อาการให้คุณทำแค่ภายนอก แต่ใจคุณตั้งไว้ว่าจะเอา แล้วเรียกว่าเป็นบุญด้วย ตั้งใจเอาเลย ไม่ใช่ตั้งใจออก เป็นกรรมของใจเป็นมโนกรรมด้วย ทุกคนเคยทำมาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เคยผ่านมา อาตมาก็เคยทำมา แต่ถ้าเรารู้ชัดเจนว่าทานนี่ไม่ได้ตั้งจิตจะเอา คุณทำทาน 5000 ถ้าตั้งจิตว่า ได้คืนมาสัก 3000 ก็ยังดีน้อ นี่ก็ยังดีให้เขา 2000 แต่ส่วนใหญ่คนมันโลภ ทำใจไม่เป็น ให้ 5000 ก็ขอสัก 5 ล้าน 10 ล้าน นี่คือไม่ไม่รู้อาการใจ หรือแม้ให้ด้วยใจเฉยๆ แล้วคุณรู้ใจที่ว่างของคุณไหม หรือให้แล้วก็ยังเสียดายว่าไม่น่าให้เลย อาลัย อาวรณ์ เป็นปริเทวนาการ บางทีเหมือนลืมแต่อยู่ไปก็นึกมาอีกว่าของกูๆ คุณได้ฝึกได้เรียนรู้ภาวะของ จิตเจตสิกรูปนิพพาน จริงหรือไม่ ถ้าทำได้ จิตลดกิเลสก็เป็นบุญที่เกิดจากการทำทาน แล้วมีวัดไหนสอนอย่างนี้ไหม ให้ทำใจอย่างนี้ไหม มีแต่ทำบุญแล้วให้ได้กลับมามากๆ เท่านั้นแหละ สรุปแล้วคุณต้องทำใจในใจให้เป็น ว่าใจนี่โลภไหม โกรธไหม ต้องอ่านทุกกรรมกิริยา ทุกการสัมผัสสัมพันธ์กับภายนอก หรือภายในใจเองก็แล้วแต่ ใจส่วนมากมันไม่เฉยๆ หรอก มันมักมีโลภ โกรธ ด้วยเสมอ ธรรมะพระพุทธเจ้าไม่มากหรอก แต่ว่าสิ่งที่ไปติดยึดมีมาก เราก็ทำให้ลดละให้จางคลาย จนดับไม่เกิดได้ ทำทุกปัจจุบันจนมั่นใจว่าทุกปัจจุบันทำได้ตลอดเวลา มั่นใจ อดีตทุกอดีตเป็นอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เราเข้าใจรอบเลยว่า อย่างไรกิเลสก็ไม่เกิดไม่ฟูเล็กๆน้อยๆ เลย แล้วตรวจสอบด้วยอรูปฌาน 4 อีก จนพ้น เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ นิโรธอย่างลืมตา จักขุมาปรินิพพุโพติ เป็นนิพพานด้วยมี จักขุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง จะปฏิบัติยัญพิธี จะแบบโบราณมีบูชายัญฆ่าสัตว์ อย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่สอนศาสนาพุทธไม่สอน เราจะทำทานหรือจะทำพิธี ไหว้เจ้าอยู่ แล้วไปฆ่าสัตว์ก็เป็นการไหว้เจ้าที่ไม่ดี ยังกินเนื้อสัตว์อยู่ เป็นเจ้าชั้นต่ำ หรือมีจัดงานทำพิธีกงเต็ก ก็ตาม ที่จริง คุณจะเคารพบูชาเจ้าไหนๆ ก็ต้องรู้ว่าเจ้าท่านดีตรงไหน ถ้ายังกินเนื้อสัตว์อยู่ก็ไม่เอา หรือบอกให้ฆ่าสัตว์เอาไปบูชา แล้วครบองค์ 5 ปา ณ าติบาตแล้ว พระพุทธเจ้าว่า ถ้าสัตว์ที่คุณเห็น คุณรู้ หรือได้ข่าวว่าเขาฆ่ามากให้เรากิน เราก็ไม่กิน นี่คือให้บริสุทธิ์ด้วยองค์ 3 สัตว์มันไม่ได้เป็นเดนสัตว์กิน หรือมันไม่ได้ตายเอง บางทีเลี้ยงมันด้วยซ้ำ พอมันโตก็เอามันไปฆ่าขาย นี่อำมหิตไหม? ถ้าเป็นเดนสัตว์กิน หรือมันตายเอง เป็นปวัตตมังสะ ก็กินได้ นอกนั้นเป็น อุทิสมังสะทั้งนั้น คนเจตนาฆ่าทั้งนั้น แล้วคุณจะไปเอาที่ไม่ได้เจตนาฆ่าได้ตัวไหน ถึงจะได้กิน แล้วคนไหนจะบอกว่าไม่ได้เจตนา แล้วเขาจะบอกคุณไหม? เขาจะรอให้สัตว์ตายเองเมื่อไหร่จะได้กิน องค์ 5 ของปา ณ าติบาต มี รู้ว่า สัตว์มีชีวิต สัตว์มีชีวิต เราเจตนาฆ่า ลงมือฆ่า แล้วมันก็ตายสำเร็จ พระพุทธเจ้าว่าการทำทานด้วยเนื้อสัตว์ทำอาหารด้วยเนื้อสัตว์ให้พระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้าให้ยินดีด้วยเนื้อสัตว์นี่เป็นบาปอย่างมาก พระพุทธเจ้าให้ตัดวงจรที่เนื่องด้วยการไปฆ่าสัตว์ออกไป ไม่เป็นเหตุในการทำให้สัตว์ตาย แม้เอาเนื้อสัตว์ไปทำอาหารให้พระฉันแล้วติดใจในรสเนื้อสัตว์ก็บาปเป็นอันมากไม่ใช่บุญเลย พระพุทธเจ้าว่า ไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้ข่าว ไม่สงสัยเลยว่า ถูกฆ่ามา
ส.เพาะพุทธว่า...ฆ่าสัตว์ทำบุญแล้วได้บาป (ชีวกสูตร) พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม 2 ภาค 1 - หน้าที่ 103 ฆ่าสัตว์ทำบุญได้บาปด้วยเหตุ 5 ประการ [ 60 ] ดูก่อนชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคต หรือสาวกตถาคต ผู้ นั้นย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุ 5 ประการ คือ ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา ดังนี้ชื่อว่าย่อมประสบบาปมิใช่ บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 1 นี้. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ได้เสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่า ย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 2 นี้. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้ ชื่อว่าย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 3 นี้. สัตว์นั้นเมื่อกำลังเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส ชื่อว่าย่อมประสบบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 4 นี้. ผู้นั้นย่อมยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีด้วยเนื้อเป็นอกัปปิยะ ชื่อว่าย่อมประสบ บาปมิใช่บุญเป็นอันมาก ด้วยเหตุประการที่ 5 นี้. ดูก่อนชีวก ผู้ใดฆ่าสัตว์เจาะจงตถาคตหรือสาวกตถาคต ผู้นั้นย่อมประสบ บาปมิใช่บุญเป็นอันมากด้วยเหตุ 5 ประการนี้. ถ้าเข้าใจเจตนารมย์ของพระพุทธเจ้าท่านไม่บังคับ อนุโลมมากเป็นลำดับ ถ้าเข้าใจแล้วจะไปกินทำไมเนื้อสัตว์ แล้วที่ท่านให้กินคือ เนื้อสัตว์ที่มันตายเอง หรือเดนสัตว์กิน แล้วถ้าพระพุทธเจ้าท่านไม่อนุโลมจะตรัสเรื่องนี้ทำไม? คือสัตว์มันตายเองก็ไม่มีวิบากกับเราแล้ว หรือสัตว์มันฆ่ากันเองตาย มันมีวิบากต่อกันเอง เราไปห้ามกั้นไม่ได้ แล้วมันก็ไม่กิน คนไปเจอก็ดูว่าไม่มีใครเป็นเจ้าของก็นำมากินได้ หรือเสือมันกินเหลือก็นำมากินได้ มีไหมที่สัตว์ตัวไหนเราไปฆ่ามันแล้วมันก็คิดรู้สึกว่า ขอบคุณท่านที่ท่านฆ่าเรา เอาเราไปกิน ก็ไม่มีหรอก เรื่องอุทิสมังสะ(เจาะจง) ทำไมพระพุทธเจ้าห้าม เป็นเรื่องซับซ้อน ยกตัวอย่าง ไปเจอเพื่อนที่จากกันไปนานก็ดีใจ จึงฆ่าสัตว์เจาะจงให้เพื่อนกิน ด้วยใจเป็นกุศลนะ มีไก่โต้งนี้เหลือตัวเดียวเลย ใจมันเป็นกุศลนะ แต่พระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ทำทำไม? ท่านจะไปตราทำไมว่า สัตว์ใดที่ระบุว่าฆ่าให้เรากินนั้นกินไม่ได้ ไม่ใช่ว่าท่านห้ามทำกุศล แต่ที่จริงเรื่องที่ทำมันไม่ดีต่างหาก ที่ท่านห้าม แม้ฉันไม่ได้ทำเอง แต่คุณเจตนาทำเพื่อฉัน มันบาปด้วยกันนะ ไม่ขาดกัน พระพุทธเจ้าก็เลยห้ามไว้นะ เป็นเรื่องของปัญญาญาณรู้ เมื่อเราทำใจรักษาศีล ไม่กินเนื้อสัตว์แล้วทำใจได้แค่ไหน? ทำใจไม่เกี่ยวข้องตัดขาดได้ก็ตัดวงจร อย่าให้มาต่อได้อีก จะอ้างว่าเพื่ออยู่รอด ต้องกินเนื้อสัตว์ไม่กินจะตายก็กินเถอะ แต่เราได้พิสูจน์แล้วว่าไม่กินเนื้อสัตว์ไม่ตาย แถมเจริญด้วย เขาคำณวนไว้แล้วว่าการต้องได้เนื้อสัตว์มานั้นต้องใช้เวลาทุนรอนแรงงานมากกว่าเอาจากพืชมาถึง 9 ข้ อ กว่าจะได้เนื้อมา 1 กก.ต้องใช้พืชถึง 10 กก.ในการผลิต เป็นเหตุผลด้านความมั่นคงทางอาหารของโลกด้วย เราพิสูจน์ว่ากินผักพืชนี่ดีกว่ากินเนื้อสัตว์มากมาย ทั้งง่ายในการผลิตกว่าไปฆ่าสัตว์ พืชมันหนีไม่ได้ เนื้อสัตว์นั้นฆ่ายากหายาก เปื้อนเหม็นคาวเลือดกว่ามากมาย ถ้ารู้ด้วยปัญญาจริงๆ เขาไม่กินหรอก อย่าทำบาปเพราะเห็นแก่กิน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ถ้าคุณสามารถรู้สังขารด้วยวิชชา ด้วยการรู้ สังกัปปะ 7 ตั้งแต่ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา จนคุณมีกระบวนการทางปัญญา รู้ว่ามีกิเลสมาร่วมดำริ เราจัดการกิเลสได้เป็นวิตักกะ เราอ่านจิตออกว่าเป็นกิเลสเข้ามาร่วมปรุงด้วยก็ฆ่ากิเลสก่อน ให้จิตเหลือแต่กุศล เป็นจิตที่วิตักกะ องค์ความรู้คุณสังกัปปะก็เป็นวิตักกะ มีตัวกรองซ้อนเป็น อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา มีแรงต้านไม่ให้กิเลสออกไป วจีสังขารที่จะออกไปก็บริสุทธิ์เพิ่มขึ้น ถ้าจัดการกิเลสได้ ก็จะมีสังขารอย่างอภิสังขาร ปล่อยออกไปเป็นสัมมสังกัปปะ เป็น สัมมาวาจา เป็นสัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ไม่ใช่กดข่ม แต่รู้ด้วยปัญญา นี่คือผู้รู้สังขาร คือผู้รู้กรรม ถ้ารู้ กรรม กับสังขารไม่ทัน ก็ปฏิบัติธรรมแค่กรรม เช่นปฏิบัติศีลก็ปฏิบัติแค่ กาย กับวาจา แต่ใจไม่ได้ลดกิเลสก็ไม่เป็นบุญ เพราะไม่ได้รู้ กาย ชำระกิเลสไม่ได้ก็ไม่มีบุญ ได้แค่กายกับวาจาไม่ได้บุญ ปฏิบัติไปก็ได้แต่ศีลพตุปาทาน ปฏิบัติตามๆ กันมา ทำตามผู้ไม่ได้ทำคุณอันสมควรก่อนก็มัวหมอง ปฏิบัติศีล ด้วยศรัทธา จนได้ผล มากพอเป็นพหูสูตรแล้ว ได้ผล แล้วค่อยไปสอน เป็นธรรมกถึก ก็จะไม่มัวหมอง ศาสนาจะไม่เสื่อม แต่ทุกวันนี้รู้มากท่องจำได้มาก แต่ไม่ได้มรรคผลไปสอนก็เลยทำให้เพี้ยนไปได้ อาตมาเคยมีท่านพรหมคุณาภรณ์ว่าอาตมาไม่เข้าใจแม้คำว่า พหูสูตร อาตมาว่าความรู้มากแต่ไ่ม่เป็นสัจจะก็ไม่ใช่พหูสูตร ไม่มีของจริงไม่ใช่สัจจะความจริง
ส.เพาะพุทธว่า...ขอยกยอดการสรุปไว้ในคราวต่อไป..การฟังพ่อครูอรรถาธิบายเรื่องการไม่กินเนื้อสัตว์เพิ่มเติมในสารอโศก หรือเข้าgoogle แล้วพิมพ์คำว่าพระพุทธเจ้ากับมังสวิรัติ บุญคือการชำระกิเลส การรักษาศีลแค่กายกับวาจาก็ไม่เป็นบุญ เพราะศีลนำสุขมาให้ ศีลนำไปสู่นิพพานได้ แต่ถ้าได้แค่กายกับวาจาก็ดีแต่ไม่ได้ดีถึงปรมัตถ์ คนในโลกนี้ดีในระดับนิสัยเป็นดีแค่กายกับวาจา แต่การดีกว่าคือการได้ล้างอนุสัย