571009_ความรัก๑๐มิติ(๘) มิติที่ ๖ สากลนิยม และสวดมนต์โดยบท.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571009_ ความรัก 10 มิติ ( 8 ) มิติที่ 6 สากลนิยม และสวดมนต์โดยบท โดยพ่อครู ราชธานีอโศก
พ่อครูว่า...วันนี้ วันที่ 9 ต ุลา ค ม 2557 แรม 1 ค่ำ เดือน 11 ปีมะเมีย วันนี้วันพฤหัสบดี เราก็จะมาเรียนความรัก 10 มิติ กัน ตอนนี้เราเรียนถึง มิติที่ 5 แล้ว ต่อไปจะเป็นสากลนิยม หรือจักรวาลนิยม เป็นมิติที่ 6
เรื่องความรัก 10 มิติ อาตมานำมาสอน เป็นความรู้ในขันธ์ ส่วนอดีต เรื่องความรักเป็นเรื่องจิตผูกพันธ์หรือสัมพันธ์ ในมิติต่ำๆ มีผูกพันธ์ เกี่ยวข้องดูดดึง สัมพันธ์จัด ถึงขั้นผูกพัน ความรักมิติที่ 1 , 2 เป็นความผูกพันแน่น เป็นความยึดถือ เป็นอาการของกิเลส ถ้าจัดจ้านเป็นกิเลสโดยตรง แต่ถ้าเราเอาพลังงานสัมพันธ์ ผูกพันธ์มาใช้ประโยชน์ เป็นความรำลึกถึง (สาราณียะ) ศานาพุทธไม่ใช่ศาสนาที่ตัดความสัมพันธ์จากมวลมนุษยชาติ ตามที่เข้าใจผิดกันมา ว่าต้องหนีเข้าป่าเขาถ้ำ
คุณธรรมที่สมบูรณ์แล้ว สูงสุด พระพุทธเจ้าย ้ำ ว่าเธอจงไป เข้านิคม ทั้งที่สังคมยุคนั้นเขานิยมเข้าป่าเขาถ้ำ แต่ท่านไม่ได้บอกเช่นนั้นท่านว่าให้เข้านิคม แม้เราก็จะไปอุรุเวราเสนานิคม ยุคนี้ก็เข้าใจผิดว่าการปฏิบัติธรรมต้องหนีเข้าที่สงบ หลบเลี่ยงไป ไม่มีลำดับ โสดา สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ว่าจะตั้งศีล ตั้งแต่ศีล 5 เรียนรู้กิเลสในกรอบศีล 5 กำจัดกิเลส แล้วค่อยไปศีล 8 ต่อไปศีล 10 ตามลำดับ สมัยพระพุทธเจ้าก็มีคนมาฟังธรรมแล้วบรรลุได้เร็ว เป็นบารมีของพระพุทธเจ้า ที่ต้องมีผู้มีบารมีร่วม ท่านต้องมีพรักพร้อม มีสาวกที่สมบูรณ์พร้อมบรรลุธรรม ท่านก็ไม่ใช่ว่าจะต้องพากเพียรมากนัก เพราะท่านทำมาพร้อมแล้ว ท่านตรัสกับอรหันต์ 60 รูปแรกว่า ศาสนาพุทธเป็นไปเพื่อ พหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน) โลกานุกัมปายะ (รับใ
อ่านต่อ
ช้โลก ช่วยโลก)
คนที่ยังไม่เป็นอาริยบุคคลตั้งแต่โสดาบัน ก็มีแต่จะเอาเปรียบสังคมอยู่ทั้งนั้น ไม่ได้ให้เลย มีแต่จะเอา ไม่ได้มีคุณค่าประโยชน์อะไร เมื่อคนไม่ตีกรอบแห่งความพอก็จะเอาเกินพอ ไม่ว่าจะคนไร้สามารถเป็นขอทาน หรือว่าคนสามารถสูง ก็จะเอาจากสังคม มีพลังงานเห็นแก่ตัว ที่ว่ารักหรือสัมพันธ์ก็เพื่อจะเห็นแก่ตนเท่านั้น การสัมพันธ์กับพลังงานจิตคือความรัก สัมพันธ์ ผูกพันธ์ เป็นพลังงานจิตที่ต้องพัฒนา ให้ลดละกันจริงๆ
คนปุถุชนที่ไม่มีแรงไปแย่งกับสังคมมาก เขาก็จำนน เท่านั้นแหละ ถ้าไม่จำนนแล้วก็จะไปแย่งกันเพิ่มอีก ตีกันฆ่ากันอุตลุต ผู้ใดมีแรงสามารถก็จะไปเอาจากสังคม โดยอ้างว่าทำเพื่อสังคมทั้งนั้นแหละ จิตลึกๆ คนก็เป็นจิตอวิชชาทั้งนั้น ผู้ใดศึกษารู้ก็พยายามลดละปลดปล่อยไม่แย่งชิง ก็เกิดคุณค่าต่อสังคม
ถ้าไม่เกิดสัมมาทิฏฐิก็ไม่เกิดคุณค่าสังคม แต่ว่าลดการแย่งกับสังคมบ้าง เช่นหนีออกป่าเขาถ้ำ ก็ลดการแย่งจากสังคม แต่ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อสังคม แต่ของพระพุทธเจ้าปฏิบัติตามลำดับ เป็นผู้ลดการแย่ง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย ซึ่งเป็นปรัชญาศาสนาพุทธที่ชัดเจนสมบูรณ์ มีคุณค่ากว่า
เนื้อแท้ความสัมพันธ์กับสังคม คือความรัก ไขไว้ที่ สาราณียธรรม 6 แล้วบอกคุณลักษณะจิตชัดๆ คือ พุทธพจน์ 7 สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี ปรารถนาดีต่อกัน) ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล. 22 ข. 282 - 283 )
มิติที่ 6 สากลนิยม เป็นความรักที่แผ่ไปอย่างไม่เกี่ยงเชื้อชาติ อย่างไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ เหมือนอย่างเขากำลังเปิดอาเซียน แต่นี่เขาเปิดซีกเดียว โลกเขาก็เข้าใจว่ามันต้องเกี่ยวเนื่องกัน ต้องช่วยเหลือกัน เป็น Common sense เป็นเรื่องธรรมดาที่คนรู้ แต่จะมีวิธีการทฤษฎีที่จะทำให้เกิดจริงได้ไหม? อยู่ตรงนี้ต่างหาก
เป็นความรักที่ลึกซึ้งกว้างไกลแผ่ขยายยิ่งขึ้น ทำได้ยากขึ้น เพราะรักมวลชนทุกเชื้อชาติ ไม่จำกัดว่าผิวสีอะไร ก็จะช่วยหมด ถ้าตกทุกข์ได้ยาก ช่วยให้มากที่สุด ดีไม่ดีตนเองตายเลยก็มีหากประมาณไม่ได้สัดส่วน หากผู้ใดสร้างฐานะจนร่ำรวย ก็จัดตั้งสถาบันที่ช่วยเหลือคนทั้งโลกเลย ไม่ว่าจะสถาบันหรือองค์กรต่างๆ เป็นคุณงามความดีของคน เช่น ร็อคกี้เฟลเลอร์ เป็นต้น แต่หากจุดมุ่งหมายมีการแอบแฝง หวังผลประโยชน์ทางการเมือง คุณค่าของส ิ่ งที่ทำก็จะแค่เป็น มิติที่ 4 เท่านั้น แต่ถ้าช่วยด้วยใจไม่หวังผลตอบแทนก็เป็นความรักมิติที่สูงส่ง ซึ่งคนแบบนี้มีน้อย
อย่างในประเทศอินเดีย มีเศรษฐีใหญ่เยอะ แต่ก็ไม่ยอมทำ ทั้งที่ประชาชนตนก็ขาดแคลน แต่คนรวยมากก็มี สร้างประสาทบนยอดเขาก็มี แต่ไม่มีใครสามารถแกะความขี้เหนียวจากเขาได้
นอกจากช่วยด้วยกำลังทรัพย์ วัตถุแล้ว ยังมีกำลังกาย และสมองก็เผื่อแผ่กันได้ ไม่ต้องเกี่ย ว เชื้อชาติ เผ่าพันธ์ เสียสละไปเช่น เช เกวาร่า เป็นต้น ไปช่วยประเทศต่างๆ ช่วยให้คนอยู่เย็นเป็นสุข ก็เป็นความรักมิติที่ 6 เช่นเดียวกัน เป็นประโยชน์ต่อโลก ขอบเขตความรักเช่นนี้แผ่ไปมาก ทำให้สัดส่วนของความทุกข์ที่ต้องแบกภาระก็มากหนักตามไปด้วย แต่เอาเถอะ หากคุณจะมีความรักเช่นนี้ ทำได้ก็ทำเถอะ เป็นประโยชน์ มีค่ามาก ทำได้ยากขึ้น
มีปริวัฏฏ์ สองรอบด้วยกันคือ ยังจำกัดขอบเขตอยู่กับตระกูล คือมิติที่ 1 , 2 , 3 เป็นปริวัฏฏ์ที่ 1 ปริวัฏฏ์ที่ 2 คือมิติที่ 4 , 5 , 6 ก็เกื้อกว้างออกไป แต่ก็ยังมีการแบ่งแยกเป็นคนที่น่าสงสาร กับคนที่ไม่ต้องช่วย เป็นคนขาดแคลนกับคนเหลือเฟือ ยังมีฝักฝ่ายอยู่ ทำให้เกิดสงครามได้
ความรักระดับที่ 6 เป็นความรักที่แผ่กว้างเกื้อกูลแก่มนุษยชาติ ทั้งโลก เป็นโลกาภิบาล รักปรารถนาแก่ทุกคนเป็นอุดมการณ์สูงส่งที่มนุษย์จะแสดงออกทางรูปธรรม และทำได้จริงได้ด้วยไม่ใช่แต่หลักการ หรือว่าแค่ทฤษฎีหรือคำพูดเท่านั้น แต่เกิดจากจิตวิญญาณที่มีน้ำใจสูงส่ง จริงใจ และทำได้เกิดผลตามอุดมการณ์ ที่สุดจะจริงสมบูรณ์ทีเดียว ก็ต้องไม่มีการแฝงเอาลาภ ยศ สรรเสริญแก่ตน
ของพุทธคือสะอาดบริสุทธิ์จริง และรู้จักสัดส่วนการประมาณที่พอเหมาะ ผู้ที่บรรลุธรรมของพุทธจะมีการประมาณองค์ประกอบสัดส่วน จะไม่ตัดสินอะไรกลางๆ แต่จะมีรายละเอียดที่เข้าข้างส ิ่ งที่ถูกส ิ่ งที่ดีกว่า ไม่มีอะไรเท่ากันหมดหรอก เพราะปรมาณูสองตัวเร ิ่ มมีสองเมื่อไหร่ก็ไม่เท่ากันแล้ว
ศาสนาคริสต์ทำไมสร้างอีฟ กับ อดัมส์ ไม่เท่ากัน เป็นเรื่องสัจจะที่แย้งไม่ได้ในโลก ต้องมีอย่างหนึ่งเหนือกว่าอีกอย่างหนึ่งแน่นอน เขาแย้งกันว่าศาสนาพุทธข่มผู้หญิง ไม่ให้สิทธิเสมอภาค อาตมาก็ว่าไปจัดการพระเจ้าของคุณก็แล้วกันสร้างมาไม่เท่ากันนี่
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น?
_บุญกับกุศลต่างกันอย่างไร? พ่อครูว่า… บุญเป็นโลกุตระ ส่วนกุศลเป็นโลกียะ บุญ เป็นความหมายของคุณค่าที่กำจัดกิเลส เป็นความดีงามระดับปรมัตถ์ บุญมีคำแปลว่า สันตานังปุณาติ วิโสเทติ บุญคือการชำระจิตสันดานให้หมดจด เมื่อชำระได้ก็จะเกิดส่วนแห่งบุญ (ปุญญาภาคิยา) เรียกกันทั่วไปว่า ส่วนบุญ ซึ่งเรียกกันแบบโลกีย์ แท้จริงแล้วแบ่งกันไม่ได้ บุญไม่ใช่ขนมปัง บุญคือปืน แบ่งกันได้อย่างไร บุญคือการชำระ การฆ่า การกำจัด ไม่ใช่ขนมปัง คือปืน ผู้ใดกำจัดกิเลสได้ก็เกิดส่วนแห่งบุญ ผู้ใดทำบุญได้โดยการจัดการจิต คือ มนสิการ หรือปุญญาภิสังขาร สังขารอย่างยิ่งอย่างเลิศเลย ให้เกิดการกำจัดกิเลสไป เรียกโยนิโสมนสิการ การทำใจในใจของตนให้เกิดผล ก็ทำอภิสังขารไปจนไม่ต้องทำบุญ จบการทำบุญ เรียกว่า อปุญญาภิสังขาร
ผู้ที่ปฏิบัติตามหลักธรรมพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้นท่ามกลาง บั้นปลายจะรู้กิเลสจริง พอล้างกิเลสได้ จิตเราจะลดพลังงานแฝง มันถูกต้องถูกตัว อย่างไม่ถูกกดข่มไว้ แม้แต่ทำไปตามลำดับมันก็เป็นจริง แต่คนไม่ได้ล้างจริง มันก็ไม่รู้หรอกว่ามีการแอบแฝง ไม่รู้เรื่องเลย เพราะไม่ชัดเจนก็ไม่จริง แต่ของพุทธนี้หมดจริง ยิ่งอนาคามีก็ย ิ่ งจริง
ขออภัยที่ต้องบอกเปิดเผยบางส ิ่ ง....อย่างสวดมนต์ทุกวันนี้นี่อาบัติ ตั้งแต่ สองคนขึ้นไป เอาธรรมบทไปสวดในสาธารณะให้คฤหัสถ์ฟังนั้นอาบัติ อยู่ในปาติโมกข์ที่สวดกันทุกปักษ์นี่ก็มี แต่ไม่เข้าใจกัน เอาธรรมบทไปสวดท่องให้คนฟังตั้งแต่สองคนขึ้นไป พระพุทธเจ้ากันไว้ เพราะยุคโน้นก็มีศาสนาอื่นๆ สวดมนต์หากินให้เป็นฤทธิ์เดชในศาสนา เป็นเรื่องลึกลับซึ่งไม่ใช่พุทธ เป็นความเข้าใจเองที่หลงไป ลักษณะการสวดสองคนขึ้นไปเท่ากับเอาธรรมะพระพุทธเจ้าไปทำมาหากิน พระพุทธเจ้าก็ออกวินัยไว้ห้ามไว้ ไม่ต้องพูดถึงสวดทำนองยืดเยื้อ เป็นนักร้องหมู่นะ
การสวดท่องพระพุทธเจ้าให้สวดท่องเป็นสังคีติ คือสวดเป็นหมู่เพื่อท่องจำไว้ แต่อย่าไปสวดเป็นหมู่ให้คฤหัสถ์ ถ้าจะสวดก็ให้สวดคนเดียว คือบรรยายไปให้คนเข้าใจ ไม่ได้เอาไปสวดหากิน เป็นการบรรยายธรรมะ ผู้บรรยายก็เป็นธัมกถึก คือบรรยายธรรมให้คนรู้เรื่อง แต่ถ้าสวดกันตั้งแต่สองคนก็สวดมนต์คนอื่นก็ฟังนั้นไม่ใช่บรรยายธรรมแล้ว แต่ถ้าจะพร้อมกันสวด จะเอาประณามคาถาคือคำที่คนแต่งขึ้นเพื่อสรรเสริญคุณพระพุทธเจ้า ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า นั้นทำได้ แต่ทุกวันนี้คำว่าประณามเป็นคำเสีย คำสรรเสริญคือคำด่า เป็นพิษเป็นภัยไปแล้ว คำด่านี่แหละ ถ้าใครสามารถด่าให้คนรับได้ให้คนดื่มได้เรียกว่า เปยยวัชชะ คือคำตำหนิหรือคำด่าที่เป็นของควรดื่ม ใครด่าให้คนดื่มได้เป็นปิยวาจา ในสังคหวัตถุ
คำสอนพระพุทธเจ้าเป็นเชิงตำหนิเชิงด่าทั้งนั้น อย่าไปสรรเสริญซึ่งกลายเป็นพิษไปแล้ว คำด่าเป็นยา ส่วนคำสรรเสริญเป็นยาพิษ
ที่ว่าสวดแล้วจะมีพลังลึกลับอะไรนี่ เป็นเรื่องทำลายศาสนาทั้งนั้น และยังหาว่าอาตมาพูดนี่มาทำลายศาสนาอีก อาตมาจะพูดว่า ถ้าไม่มีสวดมนต์แล้วล่ะก็เขาอยู่ไม่ได้ ศาสนาพุทธเขาอยู่ไม่รอดเลย พระมีประโยชน์เพราะสวดมนต์เป็นเท่านั้นเอง ขออภัยที่ต้องพูด ดูจัดจ้านนะ แต่เพื่อการศึกษา ถ้าที่พูดนี้เป็นการใส่ใคร้และไม่จริง บาปก็เป็นของอาตมา แต่อาตมารู้ว่าส ิ่ งที่ทำเป็นสัจจะ
ศาสนาพุทธทุกวันนี้ ถ้าไม่มีการสวดมนต์ก็ไม่เหลืออะไรแล้ว ไม่มีน้ำยาแล้ว ยังดีเทศน์เป็น จะเทศน์สองคนแบบสากัจฉาธรรมก็ได้ แต่จะสวดพร้อมกันสองรูปขึ้นไปเอาธรรมบทมาสวดให้คฤหัสถ์ฟังไม่ได้ อาบัติ แต่สวดประณามคาถาได้
สิกขาบทวิภังค์ [ 285 ] บทว่า อนึ่ง ... ใด ความว่า ผู้ใด คือ ผู้เช่นใด ... บทว่า ภิกษุ ความว่า ที่ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่าเป็นผู้ขอ, ... นี้ชื่อว่า ภิกษุ ที่ทรงประสงค์ในอรรถนี้. ที่ชื่อว่า อนุปสัมบัน คือ ยกเว้นภิกษุ ภิกษุณี นอกนั้นชื่อว่าอนุปสัมบัน. [ 286 ] ที่ชื่อว่า โดยบท ได้แก่ บท อนุบท อนุอักขระ อนุพยัญชนะ. ที่ชื่อว่า บท คือ ขึ้นต้นพร้อมกัน ให้จบลงพร้อมกัน. ที่ชื่อว่า อนุบท คือ ขึ้นต้นต่างกัน ให้จบลงพร้อมกัน. ที่ชื่อว่า อนุอักขระ คือ ภิกษุสอนว่า รูปํ อนิจฺจํ อนุปสัมบันกล่าวพร้อมกันว่า รู ดังนี้ แล้วหยุด. ที่ชื่อว่า อนุพยัญชนะ คือ ภิกษุสอนว่า รูปํ อนิจฺจํ อนุปสัมบันเปล่งเสียงรับว่า เวทนา อนิจฺจา. บท ก็ดี อนุบท ก็ดี อนุอักขระ ก็ดี อนุพยัญชนะ ก็ดี ทั้งหมดนั้น ชื่อว่าธรรม โดยบท. ที่ชื่อว่า ธรรม ได้แก่บาลีที่เป็นพุทธภาษิต สาวกภาษิต อิสิภาษิต เทวตาภาษิต ซึ่ง ประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม.
อาตมาไม่ได้เจตนาพูดหาเรื่องนะ แต่เป็นสัจธรรม เป็นการศึกษาแนวลึก ผู้ใดตั้งใจศึกษาก็ฟังกัน แต่บอกเลยจะไปแก้ไขเขาก็ยากแล้ว ผู้ใดรู้ก็แก้ไขของตนเองก็ดีแล้ว ที่อาตมาไม่ร่วมเพราะเช่นนี้ อาตมาไม่เคยไปร่วมสวดมนต์กับหมู่สงฆ์ตั้งแต่บวชมา สักครั้งเดียว เพราะสวดไม่เป็น ไม่สวดด้วย เพราะอาตมารู้แล้วว่ามันผิด สวดยาวเยิ่นเย้อนั้นน่ะ ไม่ว่าจะสวดลงโบสถ์อาตมาก็ไปสวดด้วย เพราะไม่ได้สวดให้อนุปสัมบันฟัง แต่ไม่เคยไปรับนิมนต์แล้วไปสวดอย่างที่เขาทำกัน อาตมาไม่ใช่นักสวดอย่างที่เขาเป็นกัน เขาแย่งไปได้ค่าสวดด้วย ในชีวิตอาตมาไม่เคยไป ขออภัยอย่างมาก อะไรที่พูดไปแล้วบาดเสียด เจตนาพูดเพื่อการศึกษาไม่มีจิตเกลียดชัง มีแต่จิตเทิดทูนศาสนา อาตมามีสิทธิพูดความจริง คนก็มีสิทธิ์เชื่อหรือไม่ก็ได้ อาตมาพูดไม่จริงก็ได้บาปเอง แต่อาตมาเชื่อว่าที่พูดนี้เป็นความจริง