571015_สรรค่าสร้างคน(๑๖) วนบ. เรื่อง ลักษณะชุมชนเข้มแข็ง ตอน ๒ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571015_ สรรค่าสร้างคน ( 16 ) วนบ. โดยพ่อครู ที่ราชธานีอโศก เรื่อง ลักษณะชุมชนเข้มแข็ง ตอน 2
พ่อครูว่า… วันนี้วันที่ 15 ตุลาคม 2557 ที่ราชธานีอโศก พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบ 32 ปี ชมร. ที่สันติอโศกก็จะจัดงานกัน ชมร. เปิดตอน ปี 2525 ตั้งแต่เปิดโรงบุญ เสร็จแล้วก็เปิดร้านค้า ไปอาศัยวังสราญรมย์เปิด ไม่มีเลยในโลกที่จัดงานใหญ่ ตื่นเต้นกันมากเลย ย ิ่ งใหญ่ โรงบุญฯ ตอนนั้นเราเรียกโรงทานครั้งที่ 1
การใช้อาหารเป็นสื่อกับสังคม จนมาถึงทุกวันนี้ มังสวิรัติก็ดูดี ขึ้นหน้าขึ้นตา แม้แต่ในอีสานที่ไม่เอาถ่านก็ตื่นตัวมาได้ ก็น่าดีใจภาคภูมิใจ เป็นเรื่องที่เราอยู่กับสังคมก็ทำกับสังคม จนเกิดหมู่กลุ่มสังคมอโศก เป็นชุมชนเข้มแข็ง ที่เข้มแข็งเพราะมีระบบบุญนิยม อาตมาก็เคยอธิบายไปแล้ว
ชุมชนเข้มแข็ง ซึ่งมีลักษณะ 14 ประการ เป็นสังคมที่เห็นได้ชัดว่าเป็นสังคมคนมีศีล มีคุณธรรม มีอาริยธรรม
ชาวอโศกยืนยันว่าสังคมต้องมีศีลเป็นหลัก เราไม่ได้ทำเล่น แต่เราชัดเจน เราใช้ศีลเป็นหลักของสังคมเลย หากใครมาฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ เราก็เอาเรื่องจริงๆ หรือแม้แต่ศีลข้อ 3 หากใครทำไม่ถูก เราก็ชำระไม่ปล่อยปละละเลย ถ้าชุมชนเราเป็นเช่นนี้ไปตลอด เราทำมา 30 กว่าปีแล้ว เราเห็นผลเห็นคุณค่า เป็นสังคมอาริยะ (มีศีลเป็นอาริยะ มีการสำรวมอินทรีย์เป็นอาริยะ มีสติเป็นอาริยะ มีความสันโดษเป็นอาริยะ)
จะเป็นอาริยะจริงๆ ต้องถึงจิต จิตต้องบรรลุ จะบรรลุได้ต้องศึกษา แล้วอ่านจิตเราว่าได้บรรลุไหม? จะกดข่มเฉยๆ ก็ได้ ได้นานเหมือนกัน แต่ก็ต้องมีอธิปัญญา เป็นส ิ่ งรู้ได้ยาก แต่ก็ต้องยืนยันกันด้วยพฤติกรรมจริง อาศัยกาลเวลา และก็ความจริงของตนเอง ยืนยัน อยู่ด้วยกันก็พอรู้กัน บอกกันได้
ในความหมายของพระพุทธเจ้าที่ตรัสถึง ศีลอันเป็นอาริยะ สำร
อ่านต่อ
วมอินทรีย์ สติ สันโดษ อันเป็นอาริยะ คือประพฤติอย่างวิชชาจรณะ เป็นการศึกษาของพุทธ
มีสำรวมศีล สังวรอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เป็นจรณะที่ปฏิบัติแล้วจะเกิดฌานเกิดสมาธิ
การปฏิบัติที่ทำกันทั่วไปไม่เป็นอาริยะ เพราะไม่รู้จักสักกายะ และไม่ได้ปฏิบัติให้พ้นศีลพตปรามาส ลดละกิเลสไม่ได้ผล ก็ไม่เป็นอาริยะ แต่คนที่ปฏิบัติถูกธรรมพระพุทธเจ้า อยู่ในสังคมส ิ่ งแวดล้อมด้วยกันก็จะพอบอกกันได้ และเรียนรู้กันว่า ปฏิบัติจรณะอย่างไร? ซึ่งสังคมอโศกเราทำได้
อาริยะ หรือที่เขาใช้กันทั่วไปว่า อารยะ หรือ civilization นั้นความมุ่งหมายเดียวกันคือต้องการความเจริญ เหมือนกันทั้งโลก แต่ความเป็นจริงแล้ว คนเจริญ คนประเสริฐแท้จริงเป็นคนเช่นไร เราก็นิยมว่าคนมีศีล มีคุณธรรม คนเป็นอาริยะนี่แหละคือคนเจริญแท้จริง แล้วตรงกันข้ามกับที่โลกเขามุ่งมั่นด้วย เขาว่าจะต้องเจริญทางรวย ทางวัตถุ หรูหราฟู่ฟ่า เป็นเจ้าเป็นนายเป็นใหญ่เป็นโต ก็เลยไปกันใหญ่
โดยแนวลึกของสังคมมนุษยชาติ นั้น การจะมุ่งไปแข่งรวย โดยแย่งจากคนอื่นมาให้เราได้มากๆ แล้วมันสงบสุขไหม? แล้วอย่างนี้เรียกว่าสังคมเจริญได้อย่างไร เป็นสังคมแย่งชิง แต่การเจริญจริงต้องเป็นสังคมไม่แย่งชิง ช่วยเหลือเฟือฟาย เขาก็เข้าใจกันเช่นนี้ มหาอำนาจโลกก็เลยดูเหมือนทำเช่นนั้น แต่ก็เต็มไปด้วยอำนาจบาทใหญ่ ช่วยก็ช่วยไม่จริง ไม่บริสุทธิ์ ช่วยเพื่อให้ตนได้ประโยชน์ ถ้าไม่ได้ก็ไม่ช่วย มีนัยซับซ้อนเยอะแยะมาก
และที่อาตมามั่นใจคือ เขาแย่งกันไปรวย แล้วมันจะสงบได้อย่างไร คนที่ไม่แย่งกันรวย แต่แย่งกันมาจน เอาชัดๆ เลย เป็นคนไม่ต้องสะสม ไม่รวยแบบมีทรัพย์สินมาก แต่อยู่ได้อย่างดีราบรื่นด้วย อย่างอโศกพิสูจน์มาแล้ว ประเทศไทยมีบุญ ที่มีในหลวงที่มีพระปัญญาธิคุณยอดเยี่ยม ที่บอกว่าเราต้องบริหารแบบคนจน เป็น The great word เป็นคำตรัสที่ย ิ่ งใหญ่มาก แต่คนไม่ค่อยเข้าถึงไม่เข้าใจ ว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไร เป็นคนจนแล้วจะอยู่ได้อย่างไร เขาคิดไม่ออก ไม่น่าเป็นไปได้ แล้วชาวอโศกเราเป็นไปได้ไหม? พวกเราอยู่กันรู้เลยว่าเราไม่ได้ไปรวย แต่คนเข้าใจก็รู้ แต่บางคนก็จนไม่ค่อยลงเท่านั้น แต่ผู้เข้าใจถึงฐาน ก็มีจริง ไม่ติดใจไม่ต้องสะสมเงินทอง ผ่านมือไปเหมือนวัตถุที่ต้องใช้ตามกาละ ผู้ที่รู้จริงเห็นจริง เรามีอาการเช่นนี้ ไม่หวงแหน ก็ให้ใช้ตามฐานะใช้สอย ตามหน้าที่ อาจมีท่าทีห่วงบ้างแต่ก็ไม่ได้อยากได้เป็นเราเป็นของเรา แต่ก่อน ก็อยากได้เป็นของเรา นี่คือยืนยันได้ว่าเป็นคนเจริญ สังคมที่เป็นเช่นนี้ เขาเข้าใจยากว่าเป็นสังคมเข้มแข็ง เขาก็คิดว่าสังคมเข้มแข็งต้องมีทุนใหญ่มาก แล้วให้คนกู้ยืม เป็นอำนาจ การมีเงินก้อนแล้วได้เป็นเจ้าหนี้เป็นอำนาจบาทใหญ่นะ เป็นเจ้าบุญคุณ มีฤทธิ์เดชนะ ใช้กดหัวลูกหนี้ได้ โลกียะเป็นอำนาจเช่นนี้ แต่พวกเราไม่ได้ใช้วิธีนี้เลย แม้เราจะหาได้มาก มีรายได้มากสะพัดออกไปแจกจ่าย เราไม่เคยใช้เงินเป็นอำนาจเลย แล้วเราชุมชนเข้มแข็ง ส่วนชุมชนที่ไม่แข็งแรงก็ต้องใช้เงิน ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่ค ้ำ จุนนี่คือชุมชนอ่อนแอ แต่ถ้าคนแข็งแรง สังคมแข็งแรงไม่ต้องสร้างอำนาจนี้ให้แก่ตนเองเลย เรื่องสัจจะเป็นเช่นนี้
แล้วชาวอโศกปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะได้คุณธรรมอาริยธรรมเช่นนี้ นี่คือลักษณะชุมชนเข้มแข็ง ข้อที่ 1 เป็นเช่นนี้
คนที่อ่อนแอ ก็ใช้เงินเบ่งข่มเป็นเจ้าหนี้ แม้แต่แฝงว่าฉันเป็นคนให้นะ เป็นคนบริจาคนะ เป็นการสร้างอำนาจชนิดหนึ่ง แต่พวกเราอย่าไปสร้างจิตเช่นนี้ เราก็เป็นเพื่อนร่วมโลกในการเกื้อกูลกันไม่ได้คิดบุญคุณ ทวงบุญคุณว่าเราได้ช่วยเขาแต่อย่างใด ต้องฟังให้ดีแล้วทำใจในใจให้ถูกตรง
ที่ต้องใช้ชาวอโศกยืนยันก็เพราะทำได้แล้ว มาดูได้ เป็นสังคมที่พึ่งพาตนเองได้ไม่เป็นภาระผู้อื่น
อันนี้เรายืนยันได้ แม้ไม่รวย แต่พึ่งตนเองรอด ไม่เป็นหนี้ ไม่เบียดเบียนใคร มีแต่ให้คนอื่นพึ่งพาได้ ยกตัวอย่างเรื่องน้ำท่วม เราก็ทำได้ พึ่งตนรอด จะพึ่งตนรอดก็ต้องมีความรู้ความสามารถ และขยัน ไม่งอมืองอเท้า หลบลี้ขี้เกียจ แล้วก็ไม่สนใจพัฒนาสมรรถนะสามารถ ทำอาชีพ ทำงานต่างๆ ศาสนาไม่ได้สอนให้คนหยุดอาชีพ ไม่ใช่สอนให้หยุดทำงาน ไปปฏิบัติธรรมไปนั่งสมาธิ ไปถือศีล แล้วเขาบอกว่านี่คือปฏิบัติธรรม ไม่ได้ทำงานทำการเลย ประเด็นนี้อาตมาว่ามันเป็นเรื่องนอกรีตของพระพุทธเจ้าไกลลิบเลย พอปฏิบัติธรรมแล้ว เขาไม่ให้ทำงานเลย ให้สงบ แม้แต่คิดก็ไม่ให้คิดนะ มันตรงกันข้ามกับทางเอกของพระพุทธเจ้าเลย ในมรรคองค์ 8 คนปฏิบัติเช่นนั้น ไม่มีทางพึ่งตนเองได้ ต้องอาศัยพึ่งคนอื่นตลอดเวลา
พระบาลีที่สำคัญ คือ ปรทัตตูชีวกเปรต คือเปรตที่ต้องพึ่งพาคนอื่นอยู่ แตกต่างกันคำว่า ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ซึ่งท่านแปลว่า ชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เป็นการเกื้อกูลกันอย่างแท้จริง ผู้มีคุณค่าประโยชน์มากกว่าก็จะได้รับการเคารพนับถือแท้จริง แต่ปรทัตตูชีวิกเปรตนั้นอาศัยผู้อื่นกินอยู่ เกาะเขากิน นั่นเอง ต่างกัน
ผู้ทำให้จิตวิญญาณเจริญเป็นอาริยะ จนมีมาก หรือน้อยก็แล้วแต่มีจริง ผู้อื่นจึงอนุเคราะห์เลี้ยงไว้ เราพึ่งตนได้จริง เหลือก็เผื่อแผ่คนอื่น ต่างกับ ปรทัตตู ป ชีวี ที่เอาแต่เกาะคนอื่นกิน
สังคมไม่เข้าใจก็แปลว่า เป็นเปรตที่มีสิทธิ์ได้รับส่วนบุญ ที่ผู้อื่นอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้ ปรทัตตู ชีวกเปรต นี่แหละจะเป็นผู้รับได้ ต้องอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ แต่คนละมุมกับ ปรปฏิพัทธา เมชีวิกา อันนี้เป็นผู้ที่ต้องเคารพยกย่องเชิดชูเป็นผู้มีคุณค่าแท้จริง ส่วน ปรทัตตู ชีวกเปรต เป็นเปรตแท้
ที่พูดนี่ไม่ได้ไปว่าไปลงโทษนะ แต่สาธยายวิชาการธรรมะให้ฟัง ผู้ใดฟังแล้วว่าเราเป็นผู้เกาะสังคมกิน หรือว่าเรามีคุณค่าแก่สังคมเพียงพอ ให้เขาทำทานกับเรา
สังคมทุกวันนี้ต้องการคนกิเลสน้อย เห็นแก่ตัวน้อย และคนที่มักน้อยสันโดษอย่างฤาษีที่เขาออกป่าเข้าถ้ำ เขาก็บอกว่าไม่เห็นแก่ตัว เขาไม่แย่งชิงสังคม แต่เขาเห็นแก่ตัวจัดที่เอาแต่อยู่กับตัวเอง เอาแต่กิน นอน เยี่ยว รอเวลาตาย ที่อินเดียมีเยอะเลย แล้วเรียกตนว่าพระกรรมฐาน พระธุดงค์ หนีความเป็นสังคม หนีการงาน หนีสมรรถนะความสามารถ อาศัยเขากินอยู่เท่านั้น ที่อาตมาพูดนี้ เป็นสัจธรรมวิชาการทางศาสนา ด้วยความจริงใจ พูดความจริงใครได้สำนึกบ้างก็ดี แต่ไม่ก็แล้วไป อาตมาก็ต้องพูดความจริงนี้
คนพึ่งตนเองได้ คือคนมีสมรรถนะความสามารถ แล้วตีค่าของงาน คือการกระทำ สูงค่าเกินตนกินใช้มาก ทางโลกีย์เขาก็ตีราคากันสูง เกินความเป็นจริง เอาความนิยมทางสังคมมาตีค่า แม้แต่อบายมุข แต่เด่นดังก็เลยให้ค่าให้ราคากันมาก ต้องไปคิดคุณค่าซ้อนในอุปสงค์ อุปทานคือความต้องการจำเป็นของสังคม คนชนิดนี้ทำงานอย่างนี้แหละ
ยกตัวอย่างเช่น สังคมต้องการคนมาจน ใครมาจนได้แต่มีสมรรถนะ สามารถมาก แต่ตนเองจนๆๆ อย่าง ประธานาธิบดี อุรุกวัย เป็น ประธานาธิบดี จนที่สุดในโลก ใครก็ต้องการ จนนี่ยิ่งใหญ่นะ ปฏิภาณคนก็เข้าใจว่าต้องการคนเช่นนี้ ในสังคมโลก ถ้าทำได้จริง สังคมก็สุขเย็น อยู่รอด คนมีความรู้สามารถแต่ทำงานให้สังคม ตนเองไม่เอา เอาคุณค่าสะพัดแก่สังคม ตนไม่เอา แต่เขาจะให้ เพราะโดยกรรมกิริยาตนทำก็ต้องรับผลนั้น จะเป็นวัตถุเป็นเครื่องยืนยันประกอบก็ไม่ต้องเลย
ประเทศไทยมีบารมีมาก ที่ในหลวงทรงตรัส วิธีการบริหารปกครอง แบบคนจน นี่ย ิ่ งใหญ่มาก เมื่อไหร่จะเอาไปเป็นวิธีการบริหารประเทศได้ มีสุดยอดอัจฉริยะมาบอกให้แล้ว แต่นักรู้ ปราชญ์ทั้งหลายในประเทศไม่กระดิกหูเลย มันน่าสงสารประเทศไทย ถ้าเป็นประเทศอื่น จะมีผู้ที่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ในประเทศ จะเป็น ประธานาธิบดี หรือพระเจ้าอยู่หัวก็ตาม แล้วกล่าวนำอย่างนี้ขึ้นบ้าง ว่า เราเอาสูตรนี้ทฤษฎีนี้ มันจะเหมือนประเทศไทยไหม ที่พระเจ้าอยู่หัวตรัส เขาก็เฉย ไม่มีอะไรในสายลม ถ้าเป็นประเทศอื่นคนยิ่งใหญ่ในประเทศพูดเช่นนี้ เขาจะเอาไปดำเนินการไหม? น่าจะนะ แต่ทำไมประเทศไทยถึงได้บื้ออย่างนี้ อาตมาสงสารประเทศไทยจริง ๆ ไม่มีใครทำเราก็ทำก็แล้วกัน ได้น้อยได้มากเราก็ทำ เป็นส ิ่ งยอดที่สุดในโลกแล้ว ถ้าเข้าใจแล้ว มาเป็นคนจนที่พึ่งตนเองได้ ในหลวงตรัส เราก็ไม่รวย แต่เราก็มีพอสมควร เราพออยู่ได้ ไม่ได้ถล่มและไม่ยกตนด้วย เราพออยู่ได้ เสียดายนะว่า ในหลวงปางนี้ท่านเป็นปางเตมีย์ กับปางพระมหาชนก สองลักษณะนี้
ผู้ที่เข้าใจว่า ผู้พึ่งตนเองต้องทำงานมีสมรรถนะ ความรู้สามารถ แล้วเป็นคุณค่าสัจจะที่ทำได้ตามเศรษฐศาสตร์ แห่งสัจจะแท้ของมนุษยชาติ เป็นความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง โลกต้องการคนจนมหัศจรรย์ เป็นคนจนที่พึ่งตนและช่วยคนอื่นด้วย
3 . มีงานสัมมาอาชีพ กิจการที่เป็นสาระมั่นคง อาชีพของชาวอโศกเป็นอาชีพกระจอก คนอื่นเขาดูแคลน ชาวอโศกทำงาน เร ิ่ มต้นทำอะไร ทำน้ำยาซักผ้า ทำแชมพู ทำน้ำหมัก ทำอะไรกระจอกแต่เลี้ยงตนได้ ทำกสิกรรม ที่เขาเอาตัวเองไม่รอดแล้วชาวไร่ชาวนาเขาจนกันทั้งนั้นไปไม่ออก แล้วเราก็พากันทำกสิกรรม ทำไร่ทำนา เพื่อยืนยันว่าเรามีกิจการที่เป็นสาระ มีสัมมาอาชีพมั่นคง เพราะเรามองเห็นสาระว่าเราทำกสิกรรม ปลูกพืชผัก ปลูกข้าว เราก็ไม่ค่อยได้ขายหรอก เราแจกกันเสียส่วนมาก อาตมาบอกว่า ข้าวไม่ใช่สินค้า แต่คือของที่ต้องแบ่งปันกันกินนะ จะขายอะไรก็ขายถูกๆ นะ ถ้าเราทำข้าวได้มากได้ดี เราจะรวยเพราะข้าวก็เปล่า แต่เป็นอาชีพสาระที่เราจะยังชีพอยู่ในสังคม
ทุกวันนี้อาชีพที่เขาเห็นว่าพารวยพามั่นคง เขาก็แย่งกัน เราก็กลับมาหาอาชีพที่เป็นสาระ คือ สามอาชีพกู้ชาติ คือ กสิกรรมธรรมชาติ ขยะวิทยา ปุ๋ยสะอาด แล้วจะกู้ชาติได้อย่างไร เขาก็ไม่ให้ใช้กู้ชาติ มันแรงไป เราก็เลยเปลี่ยนชื่อเป็น สามอาชีพเพื่อมนุษยชาติ แล้วอาชีพขยะมันจะกู้ชาติอย่างไร
พูดถึงกสิกรรมธรรมชาติก็พอเป็นไปนะ มีแนวลึก อาตมาก็ไม่ส่งเสริมว่าทำกสิกรรมแล้วจะพารวยก็ไม่ใช่นะ ขอให้อุดมสมบูรณ์ให้มีปริมาณและคุณภาพที่ดี ไม่ต้องห่วงเลย เราสะพัดได้แน่ไ่ม่ปล่อยให้เน่าคาโกดังหรอก
ปุ๋ยก็ดูมีภาวะดีขึ้นทำไมปุ๋ยจะเป็นอาชีพได้ เพราะบ้านเมืองเรามีอาชีพกสิกรรมแล้วอาหารของกสิกรรมคือปุ๋ย ก็เป็นเรื่องง่ายๆ พวกเราก็ทำกันขึ้นมาได้ ทำให้ดี มีคุณภาพดีแล้วก็แจกจ่ายเจือจาน จะค้าขายก็ทำบ้าง แต่เพื่อมนุษยชาติ ทำให้เกิดทรัพยากรของชาติ ธรรมชาติ มนุษย์ ที่ต้องอาศัยใช้กิน
ส่วนขยะก็ค่อยๆ ทำกันไป อาตมา มองเห็นว่าขยะไม่มีวันจะหมดวัตถุดิบ ไม่มีวันจะหมดต้นทุน ถ้าขวนขวายไม่มีทางหมดเลย และมันจะช่วยสังคมอย่างลึกซึ้งนะ อาตมาก็เขียนในหนังสือแสงสูญ ว่ามีขยะตั้งแต่วัตถุจนถึงขยะในจิต ขยะทางกรรมกิริยาก็เป็น ขยะสังคม ย ิ่ งจิตวิญญาณที่เป็นขยะหากจัดการได้ก็ยิ่งวิเศษ เราเข้าใจทำสาระให้มั่นคงเป็นอาชีพ คือสิ่งที่เราทำจริงจังเป็นอันมาก ที่จะยังชีพเราและสังคมให้แข็งแรงมั่นคง ทำไปได้นาน ปลูกข้าว ปลูกธัญญาหารทำไปได้นาน กี่ล้านชาติก็ทำไป ยิ่งเราทำได้มากก็ไม่ต้องห่วงเลย อาหารเป็นหนึ่งในโลก
นอกนั้นจะเป็นอาชีพที่เป็นความสำคัญของสังคม ทุกวันนี้อาชีพการสื่อสาร โทรทัศน์ สำคัญแล้วในสังคม เราก็ทำให้แข็งแรง เป็นอาชีพที่จะช่วยสังคม เราก็ทำไปอย่างหนักหนา เพราะมันแพง มันต้องเช่าดาวเทียม เราไม่มีปัญญาเช่าดาวเทียมเองหรอก หรือเครื่องมือเราก็สร้างเองไม่เป็น เราก็ต้องซื้อเขา ยิ่งใหม่ๆ ยิ่งแพง เราก็ไม่ไปแข่งเขาหรอก แต่เราทำไปให้ได้ดีก็พอ ที่สำคัญของเราไม่ได้หารายได้ ที่สำคัญคนมาช่วยงานไม่ได้จ้างใครด้วย ต้องมาช่วยฟรี ทำด้วยน้ำใจ อาตมาว่า คณะไหนที่ไหนๆ ก็แล้วแต่ แม้แต่ในสถานีการกุศลก็ยังยากนะ ที่จะได้คนไม่ต้องจ้างมาทำงานฟรีให้ ก็ยาก มันต้องอาศัยความเข้าใจ ปัญญา พวกเราก็มีบารมี มีคนมาช่วยอยู่ มีคนรู้เข้าใจมาช่วยกันเพ ิ่ มขึ้น อาตมาก็เชื่อว่าในอนาคตจะมีคนเข้าใจเข้ามา โดยเฉพาะพวกรุ่นต่อๆ ไปของชาวอโศกที่มีพื้นฐานแล้ว เขาเห็นว่าเป็นสิ่งที่จะช่วยสังคมได้มาก โดยเฉพาะโทรทัศน์นี่ มันออกไปทางอินเทอร์เน็ต มันรวมอยู่ในตัว ต่อไปในอนาคตจะมี เทคโนโลยีมากขึ้น กระจายได้มากในอนาคต จะขยายตัวไป อาตมาว่า เป็นความจำเป็นที่เราจะทำ ไม่ทำเราก็ไปไม่ออก อยู่ยาก จำเป็น ในเงื่อนไขที่ว่าเราไม่ได้หาเงินเลย มีแต่ใช้เงิน ถ้าต้องจ้างคนแล้วอยู่ไม่ได้หรอก ต้องอาศัยคนเข้าใจ มีปัญญาความจริง มีแก่นพอได้ พวกศิษย์เก่าก็พอเข้าใจจะมาผนึกช่วยกัน ก็เป็นนิมิตดี เราไม่ได้บังคับ ใครมีปัญญาเข้าใจช่วยกันก็มา เราไปบังคับใครไม่ได้ จะต้องมีฉันทะ เข้าใจ เขาเป็นได้ในตัวเขาเองว่ามาแล้ว เขาจะอยู่รอดไหม? ก็พอเป็นไป
นี่คือสัมมาอาชีพ แม้แต่การศึกษาเป็นทิ้งไม่ได้ จะไม่ให้ความสำคัญกับการศึกษาไม่ได้เลย ย ิ่ งอาตมาเห็นว่าการศึกษาของโลกล้มเหลว ศึกษาไปเห็นแก่ตัว ไปทำร้ายกัน ไม่ได้เป็นการศึกษาที่มีศาสน์ ไม่มีคุณธรรม เป็นความรู้ที่ไม่ได้รับใช้สังคม แต่เป็นความรู้ปล้นเอาเปรียบสังคม ถ้าคนไม่ได้เกิดจิตใจที่ยิ่งมีความรู้ ก็ยิ่งเสียสละช่วยสังคมจริง แต่กลับเอาความรู้ไปเป็นอาวุธ เอาเปรียบสร้างความร่ำรวยสร้างอำนาจให้ตน ศาสตร์นี้ก็ยิ่งซวยสิ เป็นค่ารวมของโลกนะไม่ได้ว่าใครเฉพาะ
การศึกษาของโลกหากทำให้มีความรู้ที่เสียสละ สังคมโลกจะอยู่เย็นเป็นสุข แต่ไม่ใช่เช่นนั้น กลายเป็นไปอีกทาง จะต้องมีอำนาจ รวย ยิ่งใหญ่กว่าทุกประเทศ พูดไปแล้วยิ่งนึกถึงพระราชดำรัสในหลวง ที่ว่า อย่าไปเอาตามตำราเขาเลย อย่าหลงตำรา ปิดตำราเสีย คนไปหลงตำราที่เรียนกัน คำว่าตำราคือส ิ่ งที่เรียนกันทั่วโลก วิชาการ ท่านตรัสไว้คมคายลึก คนที่ทำงานวิชาการจะต้องพึ่งตำรา เสียบเข้าไปลึก
" ...คนที่ทํางานตามวิชาการจะต้องพึ่งตํารา เมื่อพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายแล้ว ในหน้าสุดท้ายนั้น เขาบอก “อนาคตยังมี” แต่ไม่บอกว่าให้ทําอย่างไร ก็ต้องปิดเล่ม คือ ปิดตํารา ปิดตําราแล้วไม่รู้จะทําอะไร ลงทายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็.. เริ่มตนใหม่ ถอยหลังเขาคลอง แต่ถ้าเราใช้ตํารา " แบบคนจน " ใช้ความอะลุมอล่วยกัน ตํารานั้นไม่จบ.. เราจะก้าวหน้า " เรื่อย ๆ " (พระราชดํารัสในวันเฉลิมพระชนมพรรษา : 4 ธันวาคม 2534 )
แบบมักน้อย คือแบบคนจน ปรารถนาน้อย ต้องการมีน้อยไม่ต้องการความมีมาก อาชีพที่มั่นคง เลี้ยง ชีวิต คืออุดมการณ์ชีวิตว่าจะต้องมาอยู่แบบคนจน ชาวอโศกยึดหัวหาดนี้ได้ แล้วมีความรู้ไปกับโลกเขาได้ สร้างสรร ขยันเพียร คุ้มกินคุ้มใช้พึ่งตนรอด เหลือก็เผื่อคนอื่น เลี้ยงคนอื่นได้ คนจนนี่ดีกว่าคนรวยที่ไม่เลี้ยงใคร ถ้าสังคมมีแนวคิดว่าอย่าสะสม มาเกื้อกูลกัน จะอุดมสมบูรณ์กันทั่วโลก จะอยู่ไปถึงรุ่นลูกหลานเหลนโหลนไม่พร่องไปมากเลย แต่นี่ต่างคนต่างหาต่างคนต่างโลภ กอบโกยให้โลกนี้หมดทรัพยาการไปทั้งโลก ขนาดทุกวันนี้โลกแย่มาก ทำลายทรัพยากรโลกกันมาก เขาก็ยังไม่รู้ ไม่เปลี่ยนอุดมคติ ที่จะมาจนทำให้โลกรอดได้
อาตมาสรรค่าสร้างคน คนที่เข้าใจแนวคิดนี้ก็มาร่วมกันทำ ช่วยเกื้อกูลกันไป ไม่มีแนวทางไหนเห็นว่าดีกว่านี้อีกแล้ว
ต่อไปเป็นการตอบประเด็นหรือสรุป.. . _หนูเคยอ่านประวัติของพระอรหันต์ที่ท่านอาพาธ แล้วท่านฆ่าตัวตายท่านจะบาปไหม? พ่อครูว่า… ตอบตรงๆ ว่าบาป แต่ก็เป็นวิบากของท่าน เรื่องวิบากคือมีผลหลายอย่าง คนทำวิบากปาป แต่ปางก่อนมาถึงชาตินี้ ต้องรับโทษภัย ก็ถึงคราวเลี่ยงไม่ได้สุดทางแก้ก็เลยต้องถูกวิบากทวงเอา
อาชีพที่สำคัญอีกอย่างที่ขอเพ ิ่ มเติม คืออาชีพการเมือง ซึ่งอาชีพ การศึกษาสื่อสารก็ไม่ได้ทำเพื่อหาเงิน และการเมืองนี่ก็ด้วยไม่ใช่อาชีพที่จะไปหาเงิน เราทำนี่เขาไม่ถือเป็นการเมือง เขาหาว่าทำกระจอกๆ แต่การเมืองที่เขาว่าคือต้องมีตำแหน่งแต่งตั้ง แต่ของเราคือการเมืองภาคประชาชน
การศึกษาคือการสร้างคน ที่อาตมาทำนี่คือการศึกษาทั้งนั้น แล้วเกิดเป็นสังคมหมู่กลุ่ม จนเป็นโรงเรียนเป็นวิทยาลัยก็มี แต่ที่ทำมาทั้งหมดคือการศึกษา แล้วการศึกษาพัฒนาคนให้เป็นคนเจริญ เป็นอาริยะ ประเสริฐหมดความเห็นแก่ตัว ทำงานรับใช้สังคม นี่คือการศึกษา จะทำอย่างไร อาตมาไม่มีสูตรสำเร็จหรอก ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทำอย่างไรให้เด็กเข้าใจ แล้วผู้ใหญ่ก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่างด้วย แต่ไม่ได้ผลเร็วเพราะสนามแม่เหล็กโลกีย์มันแรงมาก พวกเราเป็นสนามแม่เหล็กโกลุตระ ของพระพุทธเจ้านี้ไม่ได้หนีโลกีย์ มันก็อยู่ในแรงของโลกีย์ เราก็ต้องอยู่ให้ได้ ทำตนให้นิวทรอน ให้สังคมดูดเราไม่ได้ เรามีอำนาจมีแรงที่จะดึงหน่วยโลกีย์มาเป็นประชากรสังคมโลกุตระนี้ให้ได้ การศึกษาของพวกเรานี่ไปได้ แต่ของเขาล้มเหลวแล้ว อาตมาไม่มีสูตรสำเร็จหรอก อย่าใจร้อนใจเร็วอยากได้มากๆ ตะกละก็แล้วกัน
_พ่อครูพูดถึงชุมชนเข้มแข็ง ว่าต้องมุ่งมาจน และส่งเสริมให้ทำนาปลูกข้าวแต่ก็มีพวกเราก็ไปหาที่นาทำกัน จะเป็นเรื่องโอฬาริกอัตตามาหรือไม่นะ.. พ่อครูว่า… มันมีอัตตาว่าจะทำให้ได้ดั่งใจเรา หากจะไปทำเพื่อตัวเราอาจไม่ได้หมายเช่นนี้เต็มที่ คงเป็นเรื่องอัตตามานะ ว่า จะทำได้ดั่งใจมากกว่าเพื่อไปรวยส่วนตัวน่าจะเป็นเช่นนี้นะ เพราะมันดึงดันกันไปมาเช่นนี้ อย่างที่ สิกขมาตุ กล้าข้ามฝัน พูด เรากำลังปรับหลายที่เลย จะให้ทำกสิกรรมทั้งนั้นเลย