571003-พุทธชีวศิลป์(๑๔)วนบ. เรื่อง เรียนรู้อัตตาในรายละเอียดถึงรูป ๒๔ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

571003 _ พุทธชีวศิลป์ ( 14 ) วนบ. โดยพ่อครู ราชธานีอโศก เรื่อง เรียนรู้อัตตาในรายละเอียดถึงรูป 24 พ่อครูว่า… วั นศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2557 ขึ้น 10 ค่ำ เดือน 11 ที่บวร ราชธานีอโศก อีก 5 วัน ก็ออกพรรษาแล้ว มันไวจริงๆ เดี๋ยววันๆ วันนี้ เรียนพุทธชีวศิลป์ อาตมา ก็จะเน้นพุทธชีวะ นี่แหละ อย่าว่าแต่บรรยายธรรมดาสามัญเลย แม้พูดกันในชีวิตประจำวัน อาตมา ก็เหยาะธรรมะเข้าไปเสมอ เรียกว่ากัดไม่ปล่อย อาตมา ไม่เห็นเลยว่าจะมีอะไรดีกว่าได้รู้โลกุตรธรรม เป็นธรรมะที่ให้คุณค่าแก่ชีวิตจริงๆ ให้เป็นคนเหนือโลก คนโลกๆ ก็มาแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญ สุข ซึ่ง พระพุทธเจ้าสอนธัมมจักกัปปวัตนสูตรว่า ไปหลงว่า กาม ว่า อัตตาเป็นสุข อัตตาคือ การยึดตัวยึดตน จะหยาบขั้นอบายก็เป็นอัตตา จะขั้นกามก็เป็นอัตตา ยึดเสพรส เป็นเราเป็นของเรา พระพุทธเจ้าตรัสถึง อัตตา 3 มี โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา คนส่วนใหญ่อยู่ใน โอฬาริกอัตตา มีลาภ ยศ สรรเสริญ อยู่เต็มกระบุง แล้วก็สุขทุกข์สลับไป ลงนรก ขึ้นสวรรค์เท็จ ส่วนอัตตาก็เป็นความลำบาก คนก็ไม่เข้าใจระดับปรมัตถ์ ว่า สุขขัลลิกะ หมายถึงอย่างไร ท่านก็ขยายว่า คืออัลลิกะ ส่วนอัตตาท่านก็ขยายว่า กิลมถะ แปลว่ามันลำบาก เหน็ดเหนื่อย ไปหลงใหลบำเรออัตตา ก็ไปเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า อย่างซวยด้วย ที่ไปหลงบำเรออัตตา และที่ไปแปลว่า อัตตกิลมถะคือการทรมานตน นั้น เพราะว่ามันโง่ ไปหาเรื่องมาปฏิบัติให้ทรมานตนอีก เรียกว่าหาทุกข์ทับถมตน หรือง่ายๆ ว่ามีกิเลสอยู่แล้วก็ไปหากิเลสมาอีกเพิ่มอีก เราไม่เรียนรู้และกำจัดมัน เพราะเราอวิชชา ให้กิเลสเก่ามันอ้วนขึ้น ไม่พอก็หากิเลสใหม่มาใส่อีก อันนั้นอันนี้เขาว่าดีก็เอามา นี่คือทรมานตน คำว่าทรมานนี่ โง่ กว่าความลำบากอีกนะ คำว่ากามสุขขัลลิกะ ก็ต้องเรียนรู้ว่ามันหลอก

อ่านต่อ

มันเท็จ มันอัลลิกะอย่างไร คนที่ปฏิเสธความหมายนี้ที่อาตมาแปล เขาก็ไม่เชื่อไม่เห็นว่าเป็นของหลอก เพราะเขาไม่ศึกษาที่อาตมาพูด เขาหาว่าอาตมาพูดเอาเอง มาแยกศัพท์ อย่างคำว่า SEASON ถ้าแปลแยกก็เป็น ลูก กับคำว่า ทะเล มันก็ไม่ได้สิ นั่นก็ส่วนหนึ่งที่เขาไม่เชื่อ ก็ไม่เป็นไร เขาก็เห็นว่าอาตมาเข้าใจไม่ถูก ว่าอาตมาผิด ก็จะเห็นว่าแปลว่าสุขเท็จนี้แปลไม่ถูก เขาก็ต้องเชื่อคนที่เขานับถือแน่นอน อาตมาไม่ได้เสียใจอะไรหรอก ก็รู้ว่าเขาฟัง และอาตมาว่า อาตมาแปลไม่ผิดสักคำ อาตมาแปลตามเนื้อหาสภาวะ ที่อาตมาแปลได้ เพราะอาศัยขันธ์ส่วนอดีต แล้วเอามาระลึก อาตมามั่นใจว่า ขันธ์ส่วนอดีต ที่อาตมาระลึกเป็นความเห็นที่ถูกต้อง ส่วนที่ท่านแย้งก็เพราะระลึกไม่ได้ การระลึกขันธ์อดีต หากระลึกถูกต้องก็จริง อย่างพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ก็อาศัยขันธ์ส่วนอดีตทั้งนั้น แล้วเป็นทิฏฐิที่ถูกด้วย อย่างทิฏฐิ 62 ที่ท่านว่า ถ้าไปยึดก็คือ มิจฉาทิฏฐิ บางคนอาศัยส่วนอดีตได้แค่ระดับหนึ่งแล้วก็ยึดไว้ ไม่เอาใหม่อีกเลย และอดีตนั้นมีทั้งที่ถูกต้องและที่ผิดด้วย แม้ว่าผิดเขาก็ยึดต่อไปไม่ปล่อย เช่นคนเรียนมาว่า ทำสมาธิต้องนั่งหลับตาทำ เขาก็ยึดทำมาตั้งแต่อดีต ตั้งแต่เป็นเด็กก็ทำมา แล้วเขาก็ว่าเขาได้ความสงบ หรือได้อะไรต่างนานา มีฤทธิ์เดชด้วยซ้ำ แต่เขาอธิบายสมาธิที่มาจาก ปัจจัยการปฏิบิติศีลไม่ได้ แต่เขาจะอธิบายเป็นฤทธิ์เดช หรือปัญญาแบบตรรกะฉลาดคิดไป แต่เป็นการได้ที่มี กายต่างกันกับของพระพุทธเจ้า มีองค์ประชุมทั้งภายนอกภายใน ต่างกับสมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิของพระพุทธเจ้าจะรู้รอบ ทั้งภายนอกเข้ามาเนื่องหาภายใน เป็นการไหวของวิญญัติรูป เมื่อมีการกระทบสัมผัส ขณะมีการเคลื่อนไหว ถ้าคุณรู้แต่รูปไหวอยู่ เคลื่อนอยู่ แต่คุณไม่รู้ถึงภายในใจ คือปฏิบัติจากภาวรูป ก็มาสู่วิญญัติรูป (รูปฌาน) นี่คือการศึกษาของเสขบุคคล อยู่ในกายสังขาร ถ้าผู้ศึกษาได้ครบก็จะ เข้าสู่ วิการรูป ลักขณรูป (ต้องปฏิบัติในอรูปฌาน) อยู่ในจิตสังขาร จึงจะรู้จัก ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เมื่อจบเสร็จก็จะสามารถยืนอยู่ระหว่าง ลหุตา กับ มุทุตาได้ ลหุตาคือบางเบา มุทุตาคืออ่อนเร็วไว ทั้งปัญญาก็รู้ได้เร็วไว เจโตก็ปรับตามปัญญาได้อย่างไม่ดื้อดึงเลย หรือ ท่านแปล มุทุตา โดยอรรถว่า แคล่วคล่อง ของกองเวทนา สัญญา สังขาร ส่วนกัมมัญญา คือมีปัญญากำกับกรรม ทำได้อย่างจัดสัดส่วนพอเหมาะ สัปปุริสธรรม 7 คือ เหมาะควรแก่การงาน ส่วนวิญญัติสอง คือกายวิญญัติ กับวจีวิญญัติ เมื่อกระทบสัมผัสข้างนอก เป็นอาการไหว คือวิญญัติ คือลักษณะของจิต เป็นมโนวิญญัติ ส่วน กายวิญญัติ คือ ทวาร 5 เราสัมผัสกับภายนอก เราก็อ่านจิต ในขณะสัมผัส กายต้องไหว ทั้งกระทบสัมผัสอยู่ ก็รับรู้ไม่ได้นิ่งหยุด มันทำงานอยู่ เกิด สัมผัสฌาเว ทนา มันรู้จักสัมผัสตลอดเวลา และรู้อย่างเคลื่อนไหว ไม่ได้รู้อยู่เฉยๆ นะ แต่ ถ้าเอาแต่อาการไหวของรูปร่าง คุณก็ไม่ได้ล้างกิเลส แต่คุณต้องรู้การไหวของมโน ซึ่งตรวจอรูปฌาน ก็คือตรวจว่ากิเลสยังไหวอยู่ไหม ตั้งแต่ อากาศ มันว่างจากกิเลสหรือยัง? มันว่างจากช้าง แต่มันว่างจากแมลงหวี่อยู่ไหม? แบคทีเรียล่ะมีไหม? เล็กละเอียดอย่างไรก็ให้ตามรู้ ว่ามันมีชีวิตอยู่ไหม อาการกิเลสมันไหวนิดๆ อยู่ไหม? อากาสาฯ เราก็หาความไม่มี ในความว่างไม่มีเศษส่วนกิเลสอยู่ก็ตรวจอาการไหว ส่วนอากิญจัญฯ นั้นตรวจอาการ มีหรือไม่มี ใน ปริจเฉทรูป จ ะอาศัยความว่างคือ อ ากาศ คนที่อุเบกขาแล้วจะอาศัยความว่าง แล้วปรุงได้มีคุณสมบัติของ อุเบกขา 5 แล้วก็ต้องตรวจสอบตลอดว่ายังว่างจากกิเลสอยู่ไหม? แม้ขณะทำงาน พูด กระทำ กระทบสัมผัสก็ตรวจสอบตลอด ว่าจิตว่างอยู่ไหม? ตรวจว่ามีเศษกิเลสไหวให้คุณรู้อยู่ไหม อากาสาฯ นั้นตรวจว่า ว่างหรือไม่ว่าง ส่วนอากิญจัญฯ นั้นตรวจว่า มีหรือไม่มี? ตรวจสอบว่าจิตยัง อเนญชา ไม่หวั่นไหวอยู่หรือไม่ จิตไ ม่มี กิเลส เข้าไปทำงานร่วมเลย มีองค์คุณอุเบกขา 5 มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา อย่างที่อาตมาพูดอยู่ขณะนี้ จิตอาตมาก็มีคุณสมบัติอุเบกขา 5 ตลอดเวลา คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ จะเรียกท่านว่า สัตว์นรก จะเรียกท่านว่าผู้มาทำลายศาสนาก็เรียกไป แต่ท่านก็รู้ว่าท่านเป็นอย่างไร อย่างเขามาว่าอาตมานักหนา บางคนก็เข้าคุก บางคนก็ตายไปหลายคน ขออภัยที่พูดนี้ไม่ได้สาบแช่งนะ อาตมายกตัวอย่างอ้างอิงเฉยๆ ซึ่งถ้าคุณคิดนิดนึงว่า อธิบายสภาวะเช่นนี้ มีความหมายอย่างไร แล้วมันมีผลดีไหม? เช่นคุณสมบัติของอุเบกขา 5 อย่างนี้ เป็นสิ่งที่ดีไหม? ซึ่งคุณสมบัติเช่นนี้ เป็นจิตของผู้ที่ไม่ปรุงสวรรค์ อยู่อนุโลมกับคนสามัญโลกๆ เขาได้ บางทีดูเหมือนเป็นคนมีอารมณ์แสดงออกมา ซึ่ง อาตมาปรุงแต่งอย่างสัจจานุโลมมิกญาณ เป็นศิลปะในการสื่อ ไม่ได้มีกิเลสเข้าไปเกี่ยวข้องคลุกคลีเลย รูปรูป คือ ตัวมันไม่รู้ แต่ตัวมันเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ตัวมันเองไม่มีธาตุรู้ แม้มันเป็นธาตรู้ มันก็อยู่ในสถานะที่ไม่ใช่ตัวรู้ แต่ถ้าเราไปรู้มันแล้ว มีธาตุรู้ไปรู้มัน ก็เรียกมันว่ารูปกาย อย่างผลไม้ที่อยู่บนโต๊ะนี้เขาเรียกว่าองุ่นป่า มันดูรูปสวยเหมือนองุ่น แต่ว่ามันกินแล้วจะคันปาก ไม่ควรกิน ให้ระวังให้ดีกับรูปสวยๆ นี่ร้ายนัก เช่นสัตว์ตัวใดที่เราไปสัมผัสมัน แต่มันก็ไม่รู้กับเรา มันก็เฉย เช่น คุณไปเห็นเสือ เสือมันก็ไม่รับรู้ มันก็เห็นสักแต่ว่าเห็น รู้สักแต่ว่ารูป แต่เราเองถ้าเราเฉยเราก็สักแต่ว่ารูป แต่ว่าถ้าเรากลัวก็เกิดนาม หรือว่าเสือตัวนี้เห็นแล้วว่าสวย มันก็ไม่เฉยแล้ว เรียกว่านามธรรม มีความไหว ด้วยกิเลสที่ไม่ปกติ แต่ถ้ารู้ว่านี่เป็นเสือ หรือจะรู้ต่อว่าเสือนี่เป็นอย่างไร ไม่ควรเข้าใกล้แต่ใจเราก็ไม่ไหวหวั่นอะไร รูปรูป คือที่สัมผัสแล้วไม่เกี่ยวไม่เกาะไม่ข้อง รู้รูปสักแต่ว่ารูป เช่น เราสัมผัสกับเสือกับคน ที่มีโลภ โกรธ หลง สัมผัสกับคน คนมีอาการไหว ก็เป็นเรื่องของร่างไหว หรือไหวทางวจี แต่ตัวมันเองจะมีอาการไหวของจิต มีโลภ โกรธ หลง หรือคนก็ตาม ถ้าไม่เฉย มีความเกี่ยวข้องขึ้นมา เช่น อยากฆ่า อยากทำร้าย หรืออยากรัก มันก็ซวยทั้งรักทั้งชังเลย มันก็ไม่เป็น รูปรูปแล้ว แต่ถ้าเราสัมผัสแล้วก็รู้ว่าคนนี้น่านับถือ น่าสัมพันธ์ น่าเกี่ยวข้อง ก็ว่าไปอีกอย่าง ไม่เกิดอารมณ์ชอบ หรือชังก็ไม่เป็น รูปรูปแล้ว การตัดรูปตัดนาม คือไม่มีกายวิญญัติ มันยังไม่อเนญชา หรือไม่นกัมปติ มันยังมีกัมปติ มีอาการไหวอยู่ เป็นความละเอียดของเจตสิก เราต้องเรียนรู้การไหว ของคนอื่นก็รู้ประมาณหนึ่ง แต่ของเราต้องให้ชัดแจ้ง รู้ถึงมโนวิญญัติ อย่างกายไหวอยู่ จิตเราก็มีการควบคุมการไหว แล้วเมื่อผัสสะแล้ว จิตคุณไหวอย่างไร ถ้ายังไหวก็มีตัววิญญัติ อยู่ในจิต ต้องตรวจให้ชัด ถึงอรูปฌาน ถึงเนวสัญญาฯ คือต้องรู้ให้ครบ ไม่รู้ไม่ได้ ให้พ้นเนวสัญญาฯ เป็นสัญญเวทยิตนิโรธ

ในรูป 28 คือสิ่งที่ถูกรู้ เป็นอุปาทายรูป ต้องรู้ตั้งแต่วิญญัติรูป ไปเรื่อยๆ ละเอียดมากขึ้นจนจิตเราเป็น ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตาได้ อนุโลมปฏิโลมตามอินทรีย์พละ ความสามารถของเรา ที่จะเป็นบุรุษผู้เหนือสัตว์ สามารถปลอมตัวเป็นสัตว์กับคนอื่นก็ได้ ร่วมกับเขาได้ ทำงานได้เพื่อจะช่วย ไม่ได้ทำเพื่อไปทำร้ายคุณ จึงเป็นสัตว์ชั้นสูง (มนุสโส) เป็นเอกบุรุษ จึงรู้จักการกำหนด ลักขณรูป 4 ว่าอะไรจะให้มีต่อ มากหรือน้อยก็คือ อุปจยะ แล้วก็รู้ว่าอะไรจะให้ต่อไป สันตติ ก็รู้ เหมือนพระพุทธเจ้าสนทนากับบางคน ก็สุดท้ายพระพุทธเจ้าว่า ความเห็นของเธอกับเราต่างกัน นี่คือพระพุทธเจ้าตัดรอบแล้ว ช่วยไม่ได้แล้ว คือตัดสันตติ ไม่ต่อ หรือเหมือนอย่างกับ วิสาขอุบาสกคุยกับภิกษุณีธรรมทินนา ท่านก็ว่า ท่านได้ล่วงเลยปัญญาไปเสียแล้ว คือหมดที่จะถามแล้วแต่ก็วนเอาอันเก่ามาถามอีก ภิกษุณีท่านก็ว่าท่านล่วงเลยปัญญาไปเสียแล้ว เราจะรู้ตัวต่อตัวตัด รู้อุปจยะ จะให้ตัวไหนเจริญ หรือจะให้ตัวไหนเสื่อมลง เป็นชรตา ได้หมด จากตัวกลางคือสันตติ ก็จะรู้ตัวจบหรือตัวต่อไปได้ อย่างพระพุทธเจ้ารู้ว่าถ้าพูดต่อไปก็มีแต่จะชรตา ท่านก็จบ แล้วทุกอย่างอยู่ ที่อนิจจตา ไม่เที่ยงแท้ เว้นไว้แต่นิพพานเท่านั้นที่จะนิจจตาได้ ในมหาจักรวาลนี้ไม่มีอะไรเที่ยง นอกจากจิตผู้ที่ได้นิพพานแล้วเท่านั้น จะเป็นธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม หรือจิตที่ไม่ใช่อรหันต์ ก็ไม่มีนิจจตา มีแต่อนิจจตาทั้งสิ้นเลย ผู้รู้จักอนิจจังก็จะไม่ยึดมั่นถือมั่น ใครจะมาเที่ยงกับอาตมาก็เถอะ ไม่มีใครเที่ยงกับอาตมาหรอก มีแต่จิตอรหันต์ก็จะรู้กัน ท่านก็ไม่ตอแยกัน คนอื่นก็ตอแยท่านไม่ได้ ผู้จบแล้วก็อาศัยอาหารรูป เราต้องเรียนรู้ตั้งแต่หยาบ อาศัยกวฬิงการาหาร ผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ท่านสอนในอวิชชาสูตรอีกว่า อวิชชาก็มีอาหาร คือมีนิวรณ์ 5 ใครเอานิวรณ์ 5 เป็นอาหาร ก็คือสัตว์ ในสัตตาวาส 9 อยู่ อวิชชา มีโง่ตั้งแต่สัตตาวาส ระดับ 1 คือสัตว์นรกโง่แท้ๆ ส่วนสัตตาวาสระดับ 2 ก็คือคนมีฌาน ก็แยกเป็นแบบฤาษีแบบเก่า กับแบบพุทธแท้ ที่ปฏิบัติฌานลืมตา ปฏิบัติให้มีวิโมกข์สูงขึ้นไปตามลำดับๆ ในอาหาร 4 มีวิญญาณาหารนั้น วิญญาณของคนอวิชชาก็มี นิวรณ์ 5 เป็นอาหาร เราต้องเรียนรู้ใน สังกัปปะ 7 มันมีกาม หรือพยาบาท เขาไปปรุงแต่งในตักกะ วิตักกะ อยู่ อยู่ในกามภพ คุณก็เรียนรู้ สังกัปปะ 7 แล้วเรียนรู้กำจัด กาม พยาบาทไป เริ่มต้น ไม่ใช่ว่าไปนั่งสมาธิก็ไม่ได้เรียนรู้ กาม หรือพยาบาทสิ คุณก็อยู่ในกามาวร นี่แหละ แต่ไม่เกิดกิเลสกาม พยาบาท กับภายนอกแล้วแต่ภายในยังมีรูปาวจร อรูปาวจรอยู่ ไม่ต้องไปหลีกหนีผัสสะหรือไปนั่งหลับตาสมาธิ แต่ว่าเรียนรู้ ขณะมีผัสสะ อย่างลืมตาเห็นๆ แม้เป็นผู้หมดกามหมดพยาบาทภายนอกแล้ว ก็ยังเหลือภายในให้กำจัดอีก เป็นมโนมยอัตตา อรูปอัตตา พวกนี้สำเร็จความใคร่ในจิตโดยข้างนอกไม่เกี่ยวข้อง จิตเราบรรลุความสุขในจิตโดยตัวเอง แม้สัมผัสกับสิ่งภายนอกก็ไม่มีกิเลส อยู่คนเดียวก็ปรุงแต่งบ้าบอคอแตกไป นี่คือความไม่รู้ เป็นมโนมยอัตตา สำเร็จความใคร่สมใจเราในจิต สำเร็จความสุขไปหมดเลย สุขถึงขนาดใครมากวนก็โกรธเลย ไม่เกี่ยวกับใครนะ แม้สัมผัสกับคนอื่นอยู่ คุณก็ปรุงของคุณไปไม่เกี่ยวกับคนที่สัมผัสเลย ยกตัวอย่างคุณสัมผัสรูป โอ้โห บางคนสัมผัสแล้ว สปาสซั่มเลย หรือสัมผัสแต่เสียงก็สำเร็จสมใจอยาก สมใจกาม ถึงขึ้นสปาสซั่ม ไคลแมกซ์ได้ พวกที่เล่นกีฬาอยู่ทุกวันนี้ คุณดูเถอะ เตะบอล มันเริ่มเตะเข้าโกล ครั้งแรก สุดยอดไคลแมกซ์ ยิ่งยิงนัดสำคัญได้ ก็สำเร็จความใคร่สุดยอดเลย ดีไม่ดีช็อคตายเลย กองเชียร์ก็มีที่ตายเลย พวกนี้มีตายคาอก สำเร็จความใคร่สูงสุดแล้วก็ตายไปก็มี วันนี้อธิบายลึกและหยาบให้ฟัง เราสามารถรู้มโนมยอัตตา เราสัมผัสภายนอกก็ไม่มีรสเช่นนั้น เหลือแต่ในใจก็ไม่เสพรสถึงช็อคแน่นอนไม่แรงไม่หยาบ จะสำเร็จด้วยใจก็อยู่กับตัว จะปั้นสำเร็จขนาดไหนก็ทำเองไม่เกี่ยวกับใคร แม้ตากระทบรูป ข้างในของคุณก็ไม่เกี่ยวกับเขา เช่น เห็นแล้วเขาสวยน่ารักน่าปล้ำก็แล้วแต่ แต่คุณก็ไม่ได้ไปปล้ำเขา แต่คุณปล้ำเขาอยู่ในใจ มันหยาบนะ ในรูปตัณหา ประเภทรูปราคะนี่ แต่ถ้าเป็นอรูปราคะนั้นแทบจะไม่รู้ตัว หากเป็นอรูปที่ลึกมันก็แค่ชื่นใจน้อยมากวอบแวบแทบไม่รู้ตัว คุณก็ไปกำหนดเอง จนกว่าจะไม่เหลือปฏิกิริยาในจิตเลย

มโนมยอัตตา ผู้ใดสำเร็จ บรรลุธรรม กำจัดกิเลสเสร็จอยู่ในอรูปอัตตา ก็จะลงมาอยู่ที่มโนมยอัตตา อนุโลมปรุงแต่งไปกับเขาโดยตัวเองไม่เสพไม่ติดแล้ว พระพุทธเจ้าว่าคือสัตบุรุษ ประมาณอยู่กับโลกเพื่อให้ประโยชน์แก่เขา เช่นคุณทำกับข้าวให้เขา คุณก็ลดการปรุงแต่งให้เขาไป คุณจะปรุงก็ได้แต่ก็ลดลงมาพอให้เขาอยู่ได้ จนเขาลดลงๆๆ ก็คือได้ช่วยเขา แต่ถ้าคุณปรุงให้เขาจัดจ้านเพิ่มนี่ คือคุณกำลังฆ่าเขา แต่ถ้าปรุงให้เขาลดลงมาก็คือช่วยเขา คือสัจจานุโลมมิญาณ คือแทรกยาทิพย์เข้าขุมขน ไม่ให้เขารู้ตัวแต่ใส่ยาให้เขาลดกิเลส นี่คือฝีมือของพระโพธิสัตว์ที่จะช่วยเขา พอคุณสามารถเหนือได้ก็ให้เขาอนุโลมเลย คือเช็คเขาว่ามีอยู่ไหม แล้วถ้าทำได้ก็พาเขาอนุโลมช่วยคนอื่นด้วย เช่นพาไปออกสนามรบ ถือว่าเป็นสนามรบที่เหมาะ ได้ประโยชน์ แต่ไม่พาเข้า Rca หรือ PARAGON ไม่ไป ไปสนามการเมือง คนที่จะสามารถรับยาทิพย์ก็ต้องมีภูมิระดับหนึ่ง คนทั่วไปไม่สามารถรับได้ อาตมาก็สามารถช่วยคนได้จำนวนหนึ่ง อย่างต่างชาติอาตมาก็สื่อกับเขาไม่รู้เรื่อง มันคนละภาษา แม้ขนาดนั้นอาตมาก็ต้องใช้ภาษาโลกๆ ร่วมไปกับเขา หลายคนเห็นว่าอาตมาตกต่ำ เพราะว่าพูดภาษาโลกๆ ใช่ อาตมาเจตนาใช้โดยประมาณเป็น ก็ได้มาขนาดนี้ ถ้าอาตมาไม่อนุโลมเลย อาตมาจะเคร่ง อาตมาจะได้คนที่ขลังๆ ชอบพระเคร่ง คนจะมาเยอะด้วย แต่อย่างอาตมาทำนี่ซับซ้อน มีปัญญาที่ลึกซึ้ง ทั้งสายเจโตและปัญญาที่มานี่ ถ้าสายเจโตจัดเขาก็ไม่มา ถ้าสายปัญญาเฟ้อฟุ้งเขาก็ไม่มา อาตมาก็ได้คนมีเจโตและปัญญาระดับหนึ่ง พวกสายปัญญาจัดอาตมาไม่ไหว ไม่ทันเขา เขาฉลาดจริงๆ ยิ่งกว่าปลาไหลใส่สเก็ตอัดจารบีวิ่งบนลานน้ำแข็ง เก่งกว่าเซี่ยงเมี่ยง เก่งกว่าศรีธนญชัย เขาไม่รู้ว่าเขาวนอยู่ที่ไหน เขาพูดกว้างไกลมาก พูดไปก็ลืมหมด และที่อาตมาทำนี่ก็เป็นการคัดเลือกคนทั้งเจโตและปัญญาประมาณหนึ่ง ต้องมีอุภโตภาควิมุติ นิวรณ์ 5 เป็นอาหารของอวิชชา พวกถีนมิทธะเป็นพวก Prophecy ส่วนพวกอุทธัจจกุกกุจจะ เป็นพวก Philosophy มีสองสาย ต้องจับให้ทั้งสองสายมาเรียนแบบพุทธ มาหาความสว่าง ไม่ฟุ้งเกิน หรือ แบบเบลอๆ ก็ไม่ดี เราเอามาเข้าหาสิ่งที่สัมผัสได้ เป็น Phenomenology มีปรากฏการณ์จริงอธิบายได้ไปตามลำดับ มีโลกุตระ 9 โดยมีภาคปฏิบัติอย่างโพธิปักขิยธรรม 37 ตั้งแต่เรียนรู้ กาย องค์ประชุมของนอกและใน เรียกว่า สักกายะ คือสัมผัสภายนอกแล้วอ่านจิตได้ สามารถวิเคราะห์หาเหตุได้ เข้าไปกายในกายก็เป็นเวทนา มี สราค สโทส สโมห ซ้อนในจิต ค้นเข้าไปเจอเหตุ ของจริง ถ้าไม่ได้ติดตัวนี้ไม่มีกิเลสแล้ว เช่นกิเลสตัวที่คุณอยากไปนอกอวกาศ คุณก็ไม่มี ไม่มีสักกายะตัวนี้ คุณก็ต้องดูสิ่งที่คุณมี เป็นสักกายะ เป็นตัวตนใหญ่ เป็นกิเลสใหญ่ กำจัดมันให้ได้ คือสมุทัยในอาริยสัจ 4 มันเป็นนามธรรม เกิดจากการผัสสะหลัดๆ เป็นปัจจุบัน ตัวจริงไม่ใช่นึกเอาแบบไม่มีผัสสะ หลงผิดกันทั้งโลกเลยนะ ดีที่มีมหาจัตตารีสกสูตร ตัวสังกัปปะนี่แหละเป็นตัวที่จะเรียนรู้สังขารได้ เรียนรู้สังขาร 3 คือกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร อันไหนเกิดก่อนหลัง ตอนนิโรธ วจีสังขารดับก่อน ส่วน ตอนได้นิโรธแล้ว จะปรุงแต่ง ก็เริ่มที่จิตสังขารก่อน ศาสนาพุทธเป็นลัทธิประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน ลดกิเลสตนแล้วก็ให้ประโยชน์ผู้อื่นไปด้วยในตัว เป็นอุภยัตถะ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน