571014_สงครามอัตตาหน้าเจ.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571014_ สงครามอัตตาหน้าเจ โดยพ่อครู ราชธานีอโศก
วันนี้ ว ันที่ 14 ตุลาคม 2557 ที่ราชธานีอโศก บทนำ เพราะเวลาในอดีตได้ผ่านไปแล้ว ส่วนเวลาในอนาคตก็ยังมาไม่ถึง เวลาในปัจจุบันจึงเป็นของเราอย่างแท้จริง ด้วยการดำรงสติคงมั่นกระทำในสิ่งที่ถูกต้องเป็นสัมมาทิฏฐิ แก้ไข ละ ลด ล้างความเคยชินเก่าในอดีตที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเสีย โดยการรู้เท่าทันกิเลสที่เกิด จับตัวได้ทัน อดทน ข่มฝืน ไม่ทำตามที่มันบงการ กิเลสเป็นเจ้านายเรามานานแล้ว
ทุกปัจจุบันที่เราแก้ไขมิจฉาทิฏฐิ เราก็เพิ่มสัมมาทิฏฐิมากขึ้น สั่งสมให้แก่ตนเอง จึงไม่ต้องสงสัยในอนาคต ปัจจุบันขณะจึงเป็นตัวแปรที่สำคัญสุด ยิ่งถ้าเรามีความรู้ในสัมมาทิฏฐิชัดตรงทางที่ได้จากการคบหาสัตบุรุษ ได้ฟังสัทธรรม เกิดศรัทธาเชื่อมั่น หันมาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมชีวิต มาเป็นคนดีที่ดียิ่งขึ้น แต่ถ้าไม่รู้อะไรเลย เราก็เดินทางชีวิตไปตามครรลองเก่าๆ ของกิเลสทั้งในอดีต และเดินไปข้างหน้าตามอนาคตเป็นตัวชี้นำ พาชีวิตวกวนไปมาในวัฏฏสงสารอันยาวนานไม่รู้จบ
จากบทสัมภาษณ์ พ่อครูว่า... สมณะโพธิรักษ์ อธิบายทิฏฐิ 62 ซึ่งพวกเราคงต้องค่อยๆ ทำความเข้าใจ เพราะเป็นบทเรียนใหม่ที่น่าใส่ใจศึกษา เป็นอีกหนทางตัดกิเลสที่ควรติดตามและเตือนเราว่าควรอยู่กับปัจจุบัน ส่งเสริมให้กำลังใจการทำงานของ คสช.อย่าแบกอนาคตไว้ด้วยการคาดเดา ไปต่างๆ นานา และข้อท้ายสุด ย้ำเน้นการยังกินเนื้อสัตว์เป็นอาหารอยู่ตราบใด ก็ยังทำบาปอยู่ตราบนั้น เพราะนี่คือ การเดินตามอดีต ทำบาปในปัจจุบัน อันจะส่งผลบาปต่อไปในอนาคต
_ ถาม: พ่อครูว่า... อธิบายทิฏฐิ 62 เป็นอย่างไร พ่อ ครูว่า… ทิฏฐิ 62 เป็นมิจฉาทิฏฐิ ส่วนอีก 5 ที่เป็นปัจจุบัน เป็นมิจฉาทิฏฐิก็ได้ สัมมาทิฏฐิก็ได้ ถ้าพูดว่า ผู้มีทิฏฐิ ส่วนมากจะหมายความว่า
อ่านต่อ
มิจฉาทั้งนั้น มิจฉาก็คืออดีต 18 บวกอนาคต 44 เป็นทิฏฐิ 62 ถ้าเราเรียนรู้ทิฏฐิ ทั้ง 5 ในปัจจุบันนี้แล้วทำให้เป็นนิพพานได้ เราก็อยู่กับ กามกับฌาน 4 ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ก็อาศัยฌานทั้ง 4 อยู่ อาศัยกามอยู่ แต่เราไม่มีกิเลส เป็นนิพพาน เราไม่ได้ติด ไม่ได้ยึด เราไม่มีกิเลสแล้ว ทั้งอัตตาและกาม ฌานทั้ง 4 คืออัตตา เพราะฉะนั้น คนที่ไม่เรียนรู้เรื่องอัตตา ไปนั่งสมาธิหลับตาก็ได้ฌาน 4 แต่ไม่รู้จักอัตตา คนที่เรียนสมาธิลืมตาแบบพระพุทธเจ้าจะรู้จักอัตตา โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ก็มีฌานลืมตาอาศัยอยู่ ได้โดยไม่ยากไม่ลำบากใน ฌานทั้ง 4 ปรับไปปรับมาได้ใน ฌานทั้ง 4 จะใช้ฌานทั้ง 4 ทำอะไรก็ได้ ก็มีทั้งกาม มีทั้งฌาน แต่ไม่มีกิเลส เรียกว่า นิพพานในปัจจุบัน....
_ ถาม: คนที่แบกอนาคต หมายความอย่างไร พ่อ ครูว่า… เมื่อเช้านี้มีสิกขมาตุมาเล่าว่า ไปข้างนอกเจอพระ ไม่เป็นพระ มีแต่รดน้ำมนต์ ใช้ดอกไม้ธูปเทียน ไม่ได้เรื่องเลย นั่นแหละคุณยึดภพอนาคต ก็เขาเป็นอย่างนั้น เพราะเขายังไม่มีปัญญา เขายังทำความถูกต้องไม่ได้ มันก็ต้องเป็นไปในอนาคตอย่างนั้น เพราะขณะนี้เขาเป็นอย่างนี้อยู่แล้ว จะว่าไปมันก็คืออดีตของเขา แต่คุณไปมองอนาคต คุณอยากให้เขาเป็นอย่างที่คุณคิด คุณก็ไปเอาขันธ์อนาคตนั้นมายึด คุณก็ทุกข์สิ คุณก็อึดอัดๆ จะไปเอาเรื่องเขา ไปวุ่นวายไปยุ่งเรื่องของเขา ต้องรู้ว่าเขาคือเขา เราคือเรา ไปแยกเราแยกเขาไม่ออก ไปเอาเขามาเป็นเรา เราก็ไปห่วงแทนเขา ไปโกรธไปเสียใจไปกลุ้มใจอึดอัดขัดเคืองแทนเขา ก็เกิดกิลมถะ เกิดอัตตา เกิดเดือดร้อนใจ เกิดวิปปฏิสารอยู่อย่างนั้นแหละ
_ ถาม: ตอนแรกเราต้องรู้ความถูกต้องก่อน เมื่อรู้แล้วเราก็ไม่ทำอย่างนั้น และต่อมาเราก็ต้องมาวางใจกับคนไม่รู้ให้ได้ ใช่ไหม พ่อ ครูว่า… ใช่ ต้องรู้ นั่นมันของเขา ไม่อย่างนั้นคุณก็เครียด ก็ลำบากใจ ...ทำไมมันไม่เป็นอย่างนี้วะ … เช่น คนที่ยึดศาสนาพอมีคนมาว่าศาสนาพุทธก็ทุกข์ร้อน ลำบากลำบนใจ แหม...ทำไมทำอย่างนี้ เราต้องเข้าใจ ศาสนาพุทธต้องเป็นอย่างนี้ แม้ไม่ถูกต้องก็ตาม ถ้าคุณยึด คุณก็ยังทุกข์อยู่ ถ้าไม่ยึดคุณก็ทำไปซิ จะพูดจะสอน จะบอกจะแนะนำอะไรเขาก็ทำไป ได้แค่ไหนก็แค่นั้น คุณเก่งแค่ไหนล่ะ
_ ถาม: เราศึกษาศาสนาก็มาเรียนเรื่องตัววางใจสำคัญที่สุดใช่ไหม พ่อ ครูว่า… ใช่ แต่วางประเภทที่ไม่รู้จักอะไรเลย วางตะพึด พวกนี้ก็อุจเฉททิฏฐิ ขาดสูญ อัตตาก็ไม่ได้ล้าง หมักอัตตาไว้อย่างเดิม อะไรมาก็วางๆๆ วางตะพึด ใครจะเป็นอย่างไรก็ช่างก็วาง เป็นคนใจดำ แล้วตัวเองก็ไม่รู้อัตตาตัวเองที่หมักไว้อยู่ พวกนี้เป็นอุจเฉททิฏฐิ
_ ถาม: เขาวางได้ เขาสบายกว่า แต่พวกเรายังวางไม่ได้เราเครียด ใครแย่กว่า พ่อ ครูว่า… ไอ้ที่วางซิ แย่กว่า เพราะที่วางมันยังไม่รู้จักทุกข์หรอก เรารู้ทุกข์กว่า แล้วก็ฝึกวางด้วยความเข้าใจใช้ปัญญา ทุกข์เราก็ลดลง พวกที่วางตะพึด เขาถูกลวงให้วาง แต่ไม่รู้จักอัตตาไม่รู้ไอ้ที่หมักหมมไว้ เป็นอนุสัยอาสวะ ไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ขุดคุ้ยขึ้นมา มันเกิดแล้วก็อ่านซิ คุณไปยึดทำไม เราก็วาง ผู้ที่ยึด โดยที่ตนเองเห็นแล้ว บรรลุแล้ว ตนเองไม่ได้ติดยึดแล้ว แต่ไปเอาคนอื่นคนโน้นคนนี้มายึด มันเป็นเรื่องอนาคตที่เขายังไม่มี เรียกว่าอาศัยขันธ์อนาคต
_ ถาม: ทิฏฐิ 62 ทำไมเราไม่บวกปัจจุบัน 5 เพราะอะไร พ่อครูว่า... ทิฏฐิ 62 นี้ ปัจจุบัน 5 ท่านไม่บวก เพราะปัจจุบัน 5 มันเป็นตัวที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลง แปรเปลี่ยนได้ พร้อมจะปรับปรุง หรือไม่ปรับปรุง หรือมันก็เพิ่มให้กิเลสหนาขึ้นได้ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไม่ศึกษาปัจจุบัน อดีตมันก็เป็นแล้ว แก้ไขไม่ได้แล้ว ถ้ามิจฉาทิฏฐิมันก็เป็นแล้ว อนาคตยังไม่เป็น จะเมื่อไหร่ก็ยังไม่เป็น เพราะอนาคตยังมาไม่ถึง สมมติว่า อนาคตจะมิจฉาก็ต้องมิจฉานั่นแหละถ้ามันจะเป็น เพราะฉะนั้น ตัวแปรอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น อดีต 18 กับอนาคต 44 รวมแล้วเป็น 62 ถ้าเราไปวุ่นวายด้วยก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ โง่อย่างเดียว ไปวุ่นวายทำไมกับอดีตอนาคต เพราะหนึ่งมันเป็นแล้ว สองมันยังไม่มี ยังมาไม่ถึงเลย ถ้ามันมิจฉาแล้วก็มิจฉาไป มันสัมมาก็สัมมาไป เราจะไปแก้อดีตอนาคตไม่ได้ แก้ได้เฉพาะปัจจุบันเท่านั้น ท่านจึงเรียกเป็นทิฎฐิ 62 เป็นทิฎฐิผิด ส่วนทิฏฐิ 5 เป็นทิฏฐธรรมเป็นปัจจุบัน ทิฏฐิ 5 นี้ จะเป็นมิจฉาก็ได้ สัมมาก็ได้ แล้วแก้ไขได้ ทิฏฐิ 5 จะไปรวมกับมิจฉาทิฏฐิ หรือ ทิฏฐิที่ยึด ถ้าคุณไปยึดปัจจุบันด้วย ไม่ทำด้วย ทิฏฐิปัจจุบันเป็นอย่างนี้ฉันไม่แก้ไข อ้าว...ก็แล้วไปสิ คุณไม่แก้ไข ถ้าคุณสัมมาก็แล้วไปเถอะ แต่คนที่ไม่แก้ไขแล้วอวดดีอยู่ก็มิจฉาทั้งนั้นแหละ คนที่เข้าใจแล้วเขาไม่แย้งไม่เถียงหรอกว่าให้แก้ไขเถอะ เขาแก้ไขแล้ว สมบูรณ์แล้ว เป็นอรหันต์แล้ว เขาก็นั่งยิ้มเฉยสิ ใครจะไปให้เขาแก้ เอ้า...เขาแก้แล้วนี่ เขาบรรลุแล้ว เป็นอรหันต์จะมีปัญหาอะไร แต่ถ้าเราไม่ใช่อรหันต์ ยังฮึดฮัดๆ อยู่นี่ นั่นแหละในทิฏฐิ 5 แม้คุณจะรู้แล้วอดีตอนาคต 62 คุณไม่เกี่ยวแล้ว ไม่ต้องฮึดฮัดแล้ว เข้าใจแล้วมันมีก็มีไป จริงๆ แล้วอดีตกับอนาคตเป็นของไม่เที่ยง แต่ปัจจุบัน 5 ถ้าคุณทำได้สำเร็จ มันเที่ยง แม้ปัจจุบันบรรลุอรหันต์แล้วเที่ยงแล้ว อดีตกับอนาคตก็ไม่เที่ยงอยู่ดี เพราะฉะนั้นในอวิชชา 8 ข้อ 5 ไม่รู้ในส่วนที่เป็นอดีต ข้อ 6 ไม่รู้ในส่วนที่เป็นอนาคตนี่แหละมีความหมายตรงนี้ ส่วนข้อ 7 ไม่รู้ทั้งในส่วนอดีตและอนาคต เพราะฉะนั้นส่วนอดีตอนาคตท่านจึงเอามารวมไว้ด้วยกัน เพราะว่าข้อนี้มันเที่ยง อดีตเหมือนอนาคต อนาคตก็เหมือนอดีตเพราะมันสูญหมดเลย เมื่อไรๆ อดีตก็สูญ สูญจากกิเลส อนาคตก็สูญจากกิเลส เพราะเราทำปัจจุบันของเราแข็งแรงหมดแล้ว เป็นสมาธิลืมตาเป็น จักขุมาปรินิพโพติ เป็นนิพพานลืมตาเรียบร้อยแล้ว เราไม่ต้องไปแก้ไขอะไรอีก
_ ถาม: เพราะฉะนั้นตัวแปรอยู่ที่ปัจจุบันเท่านั้น พ่อครูว่า... ใช่ และต้องฝึกให้สมบูรณ์ ดังนั้นผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติ ไม่มีผัสสะในปัจจุบัน อย่างที่ พระพุทธเจ้าตำหนิภิกษุสาติที่กล่าวว่า ตายแล้ววิญญานล่องลอย พระพุทธเจ้าถามใครสอนเธอ ว่าวิญญาณล่องลอย วิญญาณเกิดปัจจุบันมีเหตุมีปัจจัย ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ฯลฯ แล้วจึงเกิดวิญญาณ ต้องศึกษาตัวนี้ แล้วก็อ่านตัวไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาต้องทำให้ถึงอนัตตาตัวนี้ขณะนี้ อย่างนี้เป็นต้น
_ ถาม: คนในโลก ไม่รู้ตรงนี้ เขาก็อยู่กับอดีต อนาคตจึงวนอยู่ในสังสารวัฏฏ์ พ่อครูว่า... ผู้ไม่ศึกษาทิฏฐิ 62 ก็อยู่กับ ทิฏฐิ 62 และทิฏฐิ 5 ปัจจุบันจะเป็นตัวแปรที่จะเติมอดีตก็ตาม อนาคตก็ตาม มันเป็นกิเลสทั้งนั้น คนที่ไม่ศึกษาทิฏฐิ 5 ไม่ศึกษาปัจจุบัน ไม่ศึกษากาม ไม่ศึกษาอัตตา กามกับฌาน ฌาน 4 คืออัตตา จิตที่เป็นอัตตาสะสมอัตตา เพราะฉะนั้น อัตตาของท่านจึงเรียนทั้งลืมตา มี พหิทธารูปานิ ปัสสติ ทั้งกระทบข้างนอก จึงต้องเรียนรู้รูปทั้งหมด อุปาทายรูป 24 กระทบจากข้างนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ปสาทรูป 5 กระทบรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส 5 กระทบแล้วเกิดผลเป็นวิญญาณ คุณก็เรียนวิญญาณไป ตั้งแต่เป็นภาวรูป 2 เป็นเอกบุรุษ หรือยังเป็นอิตถีภาวะอยู่ก็ต้องรู้ ถ้ายังเป็นอิตถีภาวะยังไม่เป็นเอกบุรุษ ไม่เป็นหนึ่งเดียว เป็นเอกบุรุษที่ไม่มีกิเลสแล้ว เป็นพวกอยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหาเป็นสหายสองเลย คุณก็จบ แต่ถ้าคุณยังไม่เป็นเอกบุรุษ คุณก็ต้องเรียนรู้ตั้งแต่หทัยรูปไปจนกระทั่งลักขณรูป 4 โน่นแหละ คุณจึงต้องเรียนรู้ นามรูป รู้กาย รู้จิต รู้องค์ประกอบ จิตที่มีการปรุงแต่งสังขารอยู่อย่างไรๆ เรียกว่าปรับทั้งยังมีกายสังขารและจิตสังขารต่างๆ แล้วล้างกิเลสให้หมด ชำระให้เกลี้ยงเกลาสมบูรณ์
_ ถาม: ติดตามข่าวการเมืองแล้วไม่สบายใจ กลัวว่าทหารจะไม่เอาจริง จะทำให้การปฏิวัติครั้งนี้เสียของ พ่อครูว่า... การไปยึดว่าเขาจะเอาจริงไม่เอาจริง นั่นเป็นอนาคต เขาก็ยังไม่รู้ โดยเฉพาะเราเองก็ยังไม่รู้ว่าเขาจะทำจริงไม่จริง ต่างก็ไม่รู้กันทั้งนั้นแหละว่ามันจะเป็นอย่างไร เขาไม่รู้เราก็ไม่รู้ อนาคตไม่มีใครรู้ แม้เขาจะเป็นอยู่จริงมีจริง เขาไม่รู้ตัวหรือรู้ตัวก็ตามแต่ ถ้าเขารู้ว่าที่ทำนี่กิเลส เขาก็หลอกลวงคนอื่นไป หรือเขาเองก็ไม่รู้ว่าเขาหลอกลวงประชาชน เขาทำอย่างจริงใจ เขาจริงใจจริงๆ เขาก็คิดว่าจริงใจ อาตมาก็ว่าเขาคงจะจริงใจ
สรุปแล้ว ยังเป็นเรื่องที่จะต้องเป็นไปอีกในอนาคต คุณจะมีความทุจริต หรือ มีความสุจริต ก็แล้วแต่กรรมกิริยาที่ทำอยู่ขณะนี้แหละ อนาคตยังไม่ได้เกิด แล้วเราก็ไปห่วงกังวลว่า เขาจะไม่เอาจริง ทั้งที่เราไม่รู้ว่าเขาจะเอาจริงหรือไม่เอาจริง ก็แสดงว่าเราไปเอาขันธ์ในอนาคตมาแบกมาห่วง อย่างที่ อาตมาพูดว่าเขาก็ไม่รู้ว่าเขาจะทำเพื่อชาติจริงหรือไม่จริง แล้วมันจะได้ผลจริงไหม อนาคตก็ยังไม่เกิดเลย อะไรต่างๆ นานาพวกนี้ ล้วนแล้วแต่อนาคตที่ยังไม่เกิด จะเดามั่งไม่เดามั่งว่ามีหรือไม่มียังไม่รู้เลย นี่แหละสิ่งเหล่านี้ที่เรารวมแล้วเป็นอนาคตทั้งนั้นเลย ก็ไปเอาส่วนอนาคตมากังวลมาทุกข์มาร้อน ก็ทุกข์ร้อนกับอนาคต เอาอนาคตเข้ามา ถ้าเรายังไม่รู้หรือรู้ก็ตาม อนาคตก็เป็นเรื่องเขาทำ เราจึงต้องปล่อยวางหรือเราต้องวางใจว่า จะดีหรือไม่ดี มันก็เกิดจากเหตุปัจจัยกับการกระทำกรรมนั้นว่าดีหรือไม่ จริงๆมันก็จะเกิดให้ดูได้ในอนาคต ถ้าเหตุปัจจัยที่เขาทำในวันนี้ได้สัดส่วนของจริงมันดีทั้งหมด ก็จะได้ผลตามเหตุปัจจัยที่ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงเดาไม่ออก หมอดูก็ดูยาก แต่ถึงจะเป็นจริงหรือไม่ก็ตามใจเถอะ มันก็เกิดตามเหตุตามปัจจัย เพราะฉะนั้นจะไปยึดอะไรกันนักหนา แม้อนาคตอย่างนี้ก็ตาม
_ ถาม: เราจะทำความเข้าใจเรื่องแบบนี้ได้อย่างไร จึงจะวางใจได้ พ่อครูว่า… ก็ศึกษาไปซิ อย่างอาตมาว่า อ้อ...เราไปยึด ใช่ไหมเราจึงทุกข์ เราคิดอย่างนี้แล้วก็อยากให้เป็นอย่างนั้น ไม่ต้องอยากให้มันเป็นอย่างนั้นหรอก ทุกอย่างเป็นตามเหตุปัจจัยของมัน อันที่พอเหมาะได้สัดส่วนดี เป็นมัตตัญุตาของเขา เป็นกัมมัญุตาของเขา เขาจะทำได้ขนาดไหนล่ะ ได้สัดส่วนเป็นกายกัมมัญญตา องค์ประชุมที่ได้สัดส่วนพอดีพอเหมาะ ก็เป็นงานอันพอเหมาะพอควร ที่ท่านแปลว่า กัมมัญญุตา งานที่ได้สัดส่วนพอเหมาะพอดีตามปัญญา หรือตามเหตุปัจจัยที่มันเป็นจริง ไม่อย่างนั้นเราก็จะเดือดร้อนใจไปด้วย
เราเองก็ช่วยในด้านที่เห็นว่าเราจะช่วยได้ อันไหนเขาให้ช่วยเราก็ช่วย อยากช่วยแต่เขาไม่ให้ช่วยเราก็ช่วยไม ่ ได้อยู่ดี เราก็ว่าไปตามเพลง เขาเปิดช่องให้ช่วยก็ช่วย อย่างเขาให้สมัคร สนช. คุณก็ไปสมัครสิ ถ้าคุณเห็นเหมาะควร หรือเห็นใครเหมาะควรก็เสนอเขาไป ก็ช่วยกันทำ ที่เขาทำอยู่นี้ก็ดีแล้วทั้งนั้น อาตมาว่าดี
แม้เรายังไม่รู้ผล เราก็ส่งเสริม ให้กำลังใจ เพราะเรายังไม่รู้ผล ไม่รู้เหตุปัจจัย ในรายละเอียดสมบูรณ์เกี่ยวกับรูปกับนาม เกี่ยวกับคนเกี่ยวกับใจเขา ก็ไม่รู้ เดาไม่ออก ขืนเดาก็มืดหน้าเปล่าๆ
_ ถาม: หน้าเจปีนี้จะมี 2 ครั้ง คือ วันที่ 24 กันยายน ถึง 2 ตุลาคม และ 24 ตุลาคม ถึง 1 พฤศจิกายน ซึ่ง 132 ปี จะเกิดขึ้นครั้งหนึ่ง เหมือนมีนัยที่จะบอกให้คนกินเจมากขึ้น งดการทำบาป ให้ทำบุญมากขึ้น ก่อนหน้าเจ พ่อครูว่า... เทศน์ว่า คนกินเนื้อสัตว์บาปมาก กราบนิมนต์ พ่อครูว่า... เทศน์เน้นย้ำ พ่อครูว่า… พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าบาป เรากินเนื้อสัตว์แม้เราไม่ได้ฆ่า แต่ก็เกี่ยวเนื่องให้ผู้อื่นเขาฆ่า เราก็มีส่วนตรงนี้แหละ จะเรียกว่าเราพัวพันด้วยเจตนา อุทิสสะ แปลว่าเจตนา อุทิสสมังสะ คือเนื้อที่มีเจตนา คือคนเจตนาฆ่า หมายเอาคนเจตนาฆ่า ซึ่งบาลีว่า สัญจิต จ ชีวิตังโมโรเปตุง สัญจิต จ คืออุทิสสะ แปลว่าเจตนา เจาะจง มุ่งหมายประสงค์ คนมีเจตนามุ่งหมาย คือ สัญจิต จ มันมุ่งหมายอะไร ปาณาชีวิตัง คือชีวิตของสัตว์ โมโรเปตุงคือการฆ่า ใครมีจิตเจตนามุ่งหมายฆ่าชีวิตสัตว์ให้ตาย เพราะฉะนั้น ถ้าสัตว์ตายเพราะคนมุ่งหมายฆ่ามี สัญจิต จ หรืออุทิสสะ แปลว่าฆ่าด้วยเจตนา ตั้งใจฆ่า ทำให้องค์ประกอบของปาณาติบาตครบ
การทำให้ชีวิตสัตว์ตกล่วงมีองค์ประกอบอยู่ 5 ข้อคือ 1 . สัตว์มันมีชีวิต 2 . รู้อยู่ว่าสัตว์มีชีวิต 3 . มีจิตคิดฆ่า 4 . มีความพยายามฆ่า 5 . สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น องค์ประกอบของการฆ่าถ้าครบบริบูรณ์อย่างนี้ คุณจะบอกว่าคุณไม่เจตนาฆ่าไม่ได้ แต่ถ้าคุณฆ่าสัตว์ที่ไม่มีชีวิต ฆ่ากี่ครั้งก็ไม่บาป แม้คุณไม่รู้ว่ามีชีวิต แต่ถ้าสัตว์นั้นตายแล้วถึงคุณมีเจตนาฆ่าก็ไม่บาป เพราะคุณฆ่าร่างเปล่าๆ
แต่หากคุณดีใจว่าได้ฆ่ามันเพราะคุณไม่รู้ว่ามันไม่มีชีวิตแล้ว คุณก็ไม่บาปหรอก แต่คุณบาปตรงที่มีเจตนาอกุศล ทำไมถึงได้อยากฆ่าล่ะ นี่เป็นเจตนาที่เป็นบาปส่วนตัว แต่คุณไม่มีบาปเกี่ยวข้องกับสัตว์ตัวนี้ เพราะมันไม่มีวิญญาณที่จะพยาบาทคุณแล้ว มันไม่รู้เรื่องมันตายไปแล้ว เหลือแต่ร่างเท่านั้น มันก็ไม่พยาบาทคุณ แต่ถ้าคุณฆ่ากายมัน มันพยาบาทนะ...นี่ทำร้ายกู ทำให้กูตาย เอาร่างกูไปกินมันก็พยาบาท ถ้ามันตายแล้ววิญญาณตัดขาดไปแล้ว มันกายัสสเภทา ปรัมมรณา ไปแล้ว คือกายแตกแล้ว มันไม่มีองค์ประชุมแล้ว กายัสส แปลว่า ซึ่งเป็นองค์ประชุมของรูปนามตอนนี้มีแต่รูปไม่มีนามแล้ว จิตวิญญาณไม่มีแล้ว มีแต่รูป ไม่มีกาย ไม่มีองค์ประชุม ไม่มีกายัสสะ มันแตกมันแยกกันแล้ว กายัสสเภทา
_ ถาม: คนมุ่งหมายกินกับคนมุ่งหมายฆ่าถือว่าอันเดียวกันใช่ไหม พ่อครูว่า… ใช่ คนมุ่งหมายกินกับคนมุ่งหมายฆ่าจึงเป็นอันเดียวกัน ดีไม่ดี คนมุ่งหมายกินจะบาปกว่าคนมุ่งหมายฆ่า เพราะคนที่บอกว่า เอาสัตว์นั้นมาฆ่า ไปลากมันมาฆ่าแล้วเอามากิน คนที่รับคำสั่งแล้วไปฆ่า เขาอาจจะไม่กิน เขาแค่ทำตามคำสั่งที่ให้เอาสัตว์นั้นมาฆ่า แต่คนสั่งแน่นอนคุณต้องกิน เพราะคุณจะกิน คุณก็บาปมากกว่าเขาแน่ ส่วนคนที่ฆ่าไม่มีเจตนาไม่ได้อยากฆ่า แต่เขาทำกรรมนั้นตามสั่งเท่านั้น เหมือนกฎหมายเอาคนสั่งติดคุกมากว่าคนทำ ก็ฉันเดียวกัน คนกินนี่แหละจึงคือผู้ออกคำสั่งฆ่า คนกินจึงบาปหนักกว่าคนฆ่า แต่ถ้าจะว่าไปแล้วมีอีกมุมมองหนึ่ง ถ้าคนฆ่าก็อยากกินด้วยอยากเอาไปขายเอาเงินด้วย ทำลายชีวิตมันด้วย ก็ยิ่งบาปหนักกว่าอีกอย่างซับซ้อน ยิ่งนำไปเป็นอาชีพยิ่งหนักร้ายกาจ เพราะขี้โลภเงินทองลาภยศที่จะเอาจากการฆ่าการขายชีวิตสัตว์ โอ้โฮ...มันบาปหนักซับซ้อนเลยคนฆ่าสัตว์ เพราะฉะนั้นถ้ายังกินเนื้อสัตว์อยู่เขาก็ทำบาปต่อไป เราก็ห้ามไม่ได้หรอกจะบอกว่าเขาบาปยิ่งขึ้นไหม มันก็บาป ทุกกรรมที่เขากินนั่นแหละ
_ ถาม: วันก่อนมีเรื่องหมูในประเทศจีนกระโดดลงจากรถบรรทุกที่นำมันไปฆ่า แต่ไม่ตาย มีผู้นำไปสถานีตำรวจ ทางตำรวจก็เลี้ยงเอาไว้เลย พ่อครูว่า... วิบากมันดีรอดพ้นได้ เป็นวิบากส่วนตัว บางตัวโดดลงมาตายก็มี นี่มันไม่ตาย ทั้งที่ตัวมันอ้วนมากด้วย มันมีบารมี มีกุศลที่ไม่ตาย เป็นอภินิหารอย่างหนึ่ง เป็นเหตุปัจจัยของมันหรือคนที่รถชนกันแล้วไม่ตาย รอดได้ทั้งที่โอกาสรอดมีนิดเดียว ไม่ใช่เรื่องฟลุค มันมีเหตุปัจจัย ต้องมีพลังงานละเอียดลออ ต้องมีการจัดสัดส่วนอย่างนั้นอย่างนี้ให้คนนี้รอดพ้นได้ ก็เป็นปาฏิหาริย์ที่คนนึกไม่ถึง
_ ถาม: แสดงว่าหมูฉลาด มันจึงรู้จักหนีตาย พ่อครูว่า... : มันต้องมีความคิด ตัวอื่นทำไมไม่คิดอย่างนี้บ้าง ก็ดูซีหมูมีตั้งหลายสิบตัว ทำไมหมูตัวนี้คิดหนี บางตัวอาจคิดแต่อั้นตู้ไม่รู้จะหนียังไง จะออกไปยังไงวะ แต่ตัวนี้มันคิดได้ว่าต้องทำอย่างนี้ๆ แล้วกระโดดลงมาเลย มันคิดได้แสดงว่ามันฉลาดนะ
_ ถาม: เคยมีนักข่าวเล่าว่า เขาขับรถตามหลังรถบรรทุกหมูไปโรงฆ่าสัตว์ หมูตัวหนึ่งคล้ายตัวนี้ มันกระโดดจากรถและวิ่งหนีตายสุดชีวิต ตั้งแต่เกิดมาเขาไม่เคยเห็นหมูวิ่งเร็วขนาดนี้ ทั้งๆ ที่มันอ้วนมาก เขาเลิกกินเนื้อสัตว์ตั้งแต่นั้นมา เห็นแล้วสงสารว่า โอ..มันหนีเอาชีวิตรอดขนาดนั้น พ่อครูว่า... แน่นอน สัตว์ทุกตัวก็ต้องหนีเอาชีวิตรอดทั้งนั้นแหละ แต่มันหมดทาง มันต้องจำนน
_ ถาม: สงครามอัตตาบ้านราชที่เกิดขึ้นก่อนหน้าเจ พวกเราได้เรียนรู้อะไร พ่อครูว่า... สงครามอัตตา ก็ต้องเรียนรู้อัตตาของตนเอง มุมไหนล่ะที่เราไปยึดจนไม่รู้จักประนีประนอม ไม่รู้จักผ่อนปรน ก็เรียนรู้ลด ละ จนกระทั่งเราไม่มีอัตตา หมายความว่าเราก็ไม่ไปยึดมั่นถือมั่น ขนาดนี้เราก็วาง มันก็จะจบ เป็นไปตามธรรม แต่ที่มันไม่จบไม่ยุติ ก็เพราะเราจะเอาอย่างนั้นจะเอาอย่างนี้ อีกคนก็บอกว่าไม่ให้ๆๆ ก็ดึงดันกันอยู่นั่นแหละ ถ้าคนไหนหย่อนซะยอมซะ ก็จบ เป็นไปตามธรรมเป็นไปได้เลย แต่ถ้าไม่มีใครยอมมันก็ยึดอยู่ย่างนั้น มันก็เป็นอัตตาอยู่เมื่อนั้น เพราะฉะนั้นใครยอมก่อน คนนั้นชนะ นี่คือสัจธรรมนะ
ในทางตรงข้ามโลกโลกีย์ ใครยอมคนนั้นแพ้ มันต้องไม่ยอมถึงจะชนะ แต่ในโลกุตระคนยอมก่อนเท่านั้นจึงชนะ มันเข้าใจยากนะ มันชนะตรงไหนวะ...ก็มันยอมไปแล้ว...มันก็แพ้ซี
_ ถาม: บางคนบอกว่าทำให้เกิดภาพ ลูกๆไม่เชื่อฟัง พ่อครูว่า... พ่อครูว่า... ไม่ใช่ไม่เชื่อฟัง แต่เขามีอิสระในความคิด ส่วนหนึ่งเขาเชื่อ ส่วนหนึ่งเขาไม่เชื่อ เพราะเขาคิดว่ายังเป็นไปได้ อาตมาก็เปิดโอกาสให้เขาคิด เปิดโอกาสให้เขาวิจัย ให้เขาใช้ปัญญา ใช้ความเหมาะควร ใช้สัปปุริสธรรม 7 ว่าเหตุการณ์นี้ สังคมกลุ่มนี้ขนาดนี้ สังคมเขาสังคมเรา สังคมส่วนใหญ่ยอมรับเราเท่าไหร่ กาละนี้สมควรหรือยัง เหตุปัจจัยต่างๆ มากน้อยก็เป็นองค์ประกอบทั้งนั้น เขาก็หาความจริง มีหลักฐานมีข้อมูลมายืนยันชัดเจน อะไรดีเราก็เอา อาตมาไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น อาตมาไม่ได้เผด็จการจนไปข่มว่า ....อย่ามาเถียงฉันนะ ฉันว่าอย่างไรต้องเป็นอย่างนั้น ....อาตมาไม่มีจิตยึดเป็นอัตตาเป็นตัวตนของกู เป็นอำนาจบาตรใหญ่ เป็น CEO ใหญ่
บทสรุป สงครามอัตตาที่บ้านราช ชี้ภาพผู้นำที่หมดอัตตา จึงมีความเป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ เราทุกคนจึงมีสิทธิ์มีเสียง ไม่ได้ถูกครอบงำทางความคิด ยอมรับกติกาของเสียงข้างมาก ใครคิดถูกคิดผิดต้องประเมินและรับผิดชอบ สงครามอัตตาไม่ใช่เรื่องเลวร้าย แต่คือความจริงของทุกคน ได้รู้จักตัวเองได้เกิดปัญญามีวิสัยทัศน์ ได้สัมผัสความเครียดจากการยึดถือ เราจึงได้เรียนรู้อัตตาเพื่อปล่อยวาง สงครามอัตตาที่บ้านราช จบลงแล้วอย่างงดงาม