570622_วิถีอาริยธรรมโดยพ่อครูและส.เพาะพุทธ เรื่อง คนขาดความต้องการไม่ได้ และยูโทเปีย.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข11 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

570622_วิถีอาริยธรรมโดยพ่อครูและส.เพาะพุทธ เรื่อง คนขาดความต้องการไม่ได้ และยูโทเปีย วันที่ 22 มิถุนายน 2557 ที่บวร สันติอโศก

รายการนี้เป็นรายการวิถีอาริยธรรม มาจากคำว่า อาริยะ ซึ่งเป็นแนวทางที่ อริยะเป็นแนวทางเถรวาท ส่วนอาริยะเป็นแนวทางมหายาน

ได้ไปเยือนชุมชนจุงโต ประเทศเกาหลี มีนักบวชเถรวาท ไปด้วยกัน 9 รูป จากไทย ธรรมยุติฯ 1 รูป มหานิกาย 8 รูป สันติอโศก 1 รูป นอกนั้นก็เป็นจากพม่าและลาว ท่านถามว่า สันติอโศกคือนิกายอะไร? เป็นเถรวาทหรือมหายาน ..ท่านจันทร์ตอบว่าถือทั้งเถรวาทและมหานิกาย

พ่อครูว่า...อาตมาก็ได้สวดญัตติทั้งสองนิกาย ไม่ได้ลาออกสักนิกายเลย

ส มณะ เพาะพุทธ(ท่านจันทร์) ได้นำบันทึกที่ได้เขียนในระหว่างไปเยือนประเทศเกาหลีมาแบ่งปันให้ฟัง

บันทึกบนเครื่องบิน (เดินทางระหว่างเกาหลีกับไทย)....ท่านจันทร์ได้เดินทางไปชมวั ด พุทธเกาหลีหลายแห่ง ร่วมกับ ติดตามชีวิตของท่านผู้นำลัทธิจุงโต ท่านเบิกบาน มีพลังในการเทศน์ มีลักษณะการให้ตามแนวทางโพธิสัตว์ มีความรอบรู้ในแนวทางเถรวาทอย่างมาก ท่านถามว่า สันติอโศกเป็นเถรวาทหรือมหายาน...ท่านจันทร์ตอบว่า เป็นทั้งเถรวาทและมหายาน....(ส่วนหนึ่งของบันทึก)

และขอนำบันทึกสั้นๆจากการที่ได้ฟังเทศน์พ่อครูมาสักเล็กน้อย....และพวกเราใส่ใจฟังธรรมพ่อครูมากขึ้นในช่วงที่ไม่มีโทรทัศน์ ท่านจันทร์ได้ประพันธ์มาเป็นบทกลอน

คุณเคยมีแฟนหลายแสนล้าน เวียนว่ายวัฏสงสาร-ไม่จบสิ้น คุณจำแฟนแค่ชาตินี้ของชีวิน กลางเหวห้วงดวงจินต์..อนิจจัง ฟังธรรมพ่อครู แล้วแต่งมาแบ่งปัน

คำว่า กาย คือใจ มิใช่ร่าง ชีวิตจริงไม่ทิ้งขว้าง..คือจิตหนอ กาย คือรูป และนาม ตามต้นตอ ร่างกายเนื้อมิเหลือหลอ..มิใช่กาย ชีวิตงาม ด้วยนามกาย

ฟังเทศน์พ่อครู ที

อ่านต่อ

่สันติอโศกตอนเย็น แล้วนำมานั่งทบทวนธรรม จึงแต่งกลอนสรุปประเด็นนี้

พ่อครูว่า....ฟังธรรมะได้ดี เก็บเนื้อหาสาระใช้ได้ แสดงว่า มีอนาคต

วันนี้อ่านหนังสือพิมพ์ ก็มาสะดุดใจบทความของชัชรินทร์ ไชยวัฒน์ หรือท่านขุนน้อย เขาไปหยิบเอาข้อเขียนของเซอร์โทมัส มอร์ มาอธิบาย อาตมาก็สะดุดใจส่วนท้ายที่เขายกมา

เขาสรุปว่า หลังความตายจะมีรางวัล และจิตของมนุษย์นั้นเป็นอมตะ อาตมาก็ไปสะดุดใจที่ว่า ความสุขที่ได้บำเรอเป็นอัสสาทะ ทางด้านศาสนาเทวนิยมเขายังต้องอาศัยความบันเทิงใจ ทิ้งหมดไม่ได้ อาตมาเห็นใจศาสนาเทวนิยม ความเข้าใจของเขาเป็นเช่นนี้ และความถูกต้องในการรู้ดีชั่วมีมากพอที่ให้คนทำตามศาสดา

พุทธนั้นผู้บรรลุสูงสุดจะหมดความดีความชั่ว แต่ไม่ใช่ว่าไม่รู้ว่ามนุษย์จะต้องมีพฤติกรรมดีหรือชั่วอยู่ แต่อรหันต์ท่านไม่ยึดว่าดีหรือชั่ว แต่ว่าไม่ว่าเขาจะสมมุติความดีในสังคมไหน เราก็อนุโลมตาม แม้เราคิดว่าไม่ดีแต่เขาเห็นว่าดี เราก็ไม่ไปทำลายของเขา นี่คือสัจจานุโลมิกญาณ ใช้ปฏิบัติกับสังคม ตามมหาปเทศและสัปปุริสธรรม 7

พอเห็นบทความอันนี้ก็เลยคิดจะเอาความเห็นของเซอร์ โทมัส มอร์ มาให้ฟังกัน...ก่อนจะพูดถึง อาตมาก็จะย ้ำ อีกว่า ไม่ว่าสังคมไหน ก็มีงานหลักสองอย่างที่สำคัญมาก คือ 1 .การศึกษาฝึกฝนให้คนมีธรรม ไม่ว่ายุคไหนก็ตาม ยุคคนดีมาก ก็สนใจธรรมะมากกว่ายุคคนไม่ดีมาก ยิ่งยุคนี้ คนไม่ดีมาก ยิ่งต้องใส่ใจศึกษาธรรมะ แต่มันค้านแย้งกัน คนกลับไม่เอาธรรมะ มีสนามแม่เหล็กดูดดึงไป คนเข้าใจธรรมะยาก และหนัก ถ้าไม่มีใจพอ มีน้ำหนักของอุตสาหวิริยะ มีน้ำใจพอจะกอบกู้ธรรมะ จะท้อ สวรรค์นี่เขามีลูกท้อของจีนนะสวยๆล่อให้คนถูกใจ ทำไมไปสร้างอุปาทานเช่นนั้น แต่อาตมาว่ามีนัยลึกซึ้งเตือนใจมนุษย์ว่า อย่าท้อ ถ้าอาตมามีตัวท้อตัวเดียวอาตมาก็สบาย ไปเป็นฤาษี หรืออยู่คนเดียวก็ได้ อาตมามีสันโดษใจพอเพียงพอ แม้สวรรค์ของโลกจะยั่วยุ แม้คุณชัชรินทร์แก่แล้วก็ยังอดหลับอดนอนดูฟุตบอลโลก ไปดูมันทำไม ชัชรินทร์ อายุไล่เลี่ยกับอาตมาแต่อ่อนกว่าอาตมา คุณเปลวก็อายุไล่เลี่ยกัน อ่อนกว่าอาตมา 10 ปี ก็บนว่า โอ้โห มาเข้าวัยชราแล้วก็ต้องอดทนดูเพราะมันถ่ายทอดดึก คนเรามันต้องมีความสุขเล็กน้อยๆ... นี่ก็เห็นว่าเขาก็ตามภูมิ แต่เขาก็ไม่ได้ไปดูห นั งน้ำเน่า ละครตามโลก แต่ดูกีฬา

ไม่ว่าสังคมยุคไหน งานที่สำคัญคือ 1 .ศึกษาฝึกฝนธรรมะ 2 .และเร่งระดมเผยแพร่ธรรมะและการศึกษา

สังคมสังคม ทุกประเทศ ธรรมะจะทำให้คนเจริญ เป็นสุขแท้จริง และยืนนาน ทุกวันนี้เอาความสุขโลกีย์หลอกคน อย่างคสช.ฉลาดนะ ให้อยู่กับความสุขตรงนี้ก่อน ลงทุนไม่น้อยนะ คืนความสุขแก่ประชาชน

ธรรมะเป็นสิ่งขาดแคลน เป็นอุปสงค์สูงสุดของสังคม ถ้าได้เร่งรัดธรรมะ แม้ธรรมะระดับสามัญก็ยังดี ยิ่งได้โลกุตระที่ได้ทั้งกุศลโลกีย์และโลกุตระ ไม่ค้านแย้งความดีงามโลกีย์ ศาสนาพุทธจึงไม่ดูถูกดูแคลนศาสดาทุกองค์จะต้องมี

ยูโทเปียนี่ อาตมาก็ว่า เขาเป็นโพธิสัตว์มีบารมีไม่น้อย อาตมาไม่เคยอ่านเรื่องยูโทเปียเลย มีคนเอาหนังสือให้อ่านแต่ก็ไม่ได้อ่าน นี่คือความชั่วของอาตมา อย่าเอาอย่าง

ลัทธิเศรษฐกิจการเมืองแบบสังคมนิยมยูโทเปีย Utopian S ocialism

แนวความคิดแบบสังคมนิยมเกิดขึ้นเพื่อตอบโต้ระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมซึ่งเจริญเติบโตไปทั่วยุโรป ในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 และต้นศตวรรษที่ 19 ความสำเร็จของการปฏิวัติอุตสาหกรรม และการขยายตัวทางการค้า สนับสนุนกับแนวคิดเสรีนิยม ทำให้รัฐบาลไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวหรือทำการค้าแข่งขันกับเอกชน ปล่อยให้เอกชนแข่งขันกันเองอย่างเสรี ทำให้เศรษฐกิจมีการขยายตัวอย่างมาก ทำให้มีการตั้งโรงงานขึ้นมามากมาย เพื่อผลิตสินค้าให้ทันกับความต้องการของตลาด เมื่อมีโรงงานมาก ก็เกิดการอพยพแรงงานจากชนบทมาเป็นแรงงานในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น แต่แรงงานพวกนี้ (กรรมกร) กลับไม่ได้รับผลประโยชน์จากการที่เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโต เหมือนกับที่พวกนายทุนได้รับ ความเป็นอยู่ของพวกกรรมกรยังคงอยู่อย่างยากจน ต้องทำงานในโรงงานหลายชั่วโมงต่อวัน ได้ค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ ที่พักอาศัยไม่ถูกสุขลักษณะต้องอยู่กันอย่างแออัด พวกนักสังคมนิยมจึงเห็นตรงกันว่า สังคมแบบทุนนิยมมีการจัดองค์กรที่ทำให้ชนชั้นนายทุนกลุ่มน้อยร่ำรวยขึ้นจากการสะสมกำไรที่เอาเปรียบชนชั้นอื่นที่ยากจน ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างแรงงาน (กรรมกร) กับนายจ้าง (นายทุน) ขึ้น ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนการจัดองค์กรใหม่ที่จะทำให้แรงงานมีอำนาจทางการเมือง เพื่อยุติการที่นายทุนเอาเปรียบแรงงาน โดยจะต้องทำให้ปัจจัยการผลิต เช่น ที่ดิน โรงงาน เครื่องจักรเป็นของประชาคมส่วนรวม ลดช่องว่างระหว่างแรงงานกับนายทุน และมองว่ามนุษย์มีแนวโน้มที่จะร่วมมือกันและขยันขันแข็ง มากกว่าจะมองว่ามนุษย์เป็นคนก้าวร้าว แก่งแย่งแข่งขันกัน แต่พวกนักสังคมนิยมก็ยังเห็นแตกต่างกันในเรื่องที่ว่า ประชาคมส่วนรวมควรจะมีรูปร่างเป็นอย่างไร โดยในที่นี้จะศึกษาถึงสังคมนิยมแบบยูโทเปีย ที่ถือได้ว่าเป็นสังคมนิยมยุคแรก ๆ

สังคมนิยมยูโทเปีย (Utopian S ocialism) หรือบางครั้งก็ถูกเรียกว่า สังคมนิยมจินตนาการ, สังคมนิยมอุดมคติ, สังคมนิยมเพ้อฝัน (พ่อครูว่า เขาได้แต่คิดนึก แต่อาตมาเอามาทำได้แล้ว และมั่นใจว่าลึกซึ้งกว่าโทมัส มอร์ อาตมานำทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาใช้และสอดคล้องกับของเขาระดับหนึ่ง) จากการที่ลัทธิทุนนิยมทำการขูดรีดบีบคั้นประชาชนและผู้ใช้แรงงาน ทำให้เกิดความยากจนและความทุกข์เข็ญ ทำให้นักคิดนักปรัชญาหาวิธีที่จะกำจัดความไม่พอใจต่อสังคมลัทธิทุนนิยม โดยพยายามคิดที่จะสร้างสังคมที่ดีงาม ขจัดความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนายทุนกับแรงงาน เสนอให้มนุษย์ช่วยเหลือกันให้มากขึ้นและคำนึงถึงผู้ยากไร้ในสังคม ให้คำนึงถึงสังคมส่วนรวม ให้สมาชิกในสังคมร่วมมือกันและต่อต้านการแข่งขันกันเอง โดยให้รัฐวางระเบียบทางเศรษฐกิจให้รัดกุม แต่ก็ยังไม่ได้เสนอให้โอนปัจจัยการผลิตมาเป ็ นของรัฐ เพียงแต่ให้เป็นของสาธารณะเป็นของส่วนรวม ร่วมมือกันในการผลิต ไม่มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคล สรุปสาระสำคัญได้ดังนี้

เป็นชุมชนขนาดเล็ก ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน มีความเสมอภาคในการมีส่วนร่วมในการปกครองตนเอง มีการทำงานร่วมกัน ให้มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ทรัพย์สินที่สำคัญเป็นของส่วนรวม แบ่งปันประโยชน์ต่าง ๆ ที่ได้รับตามความเป็นธรรม

โดยนักคิดแบบสังคมนิยมยูโทเปียที่สำคัญมีดังนี้

ซิสมอนดิ (Sismondi ค.ศ. 1773 - 1842) แซงต์ – ซิมอง (Saint – Simon ค.ศ. 1760 - 1825) โรเบิร์ต โอเว่น (Robert Owen ค.ศ. 1771-1858) ชาร์ล ฟูริเอ (Charles Fourier ค.ศ. 1772-1837) หลุยส์ บลังค์ (Louis Blanc ค.ศ. 1811-1882)

แต่ในรายงานฉบับนี้ เราจะศึกษาเกี่ยวกับ เซอร์ โทมัส มอร์ (Sir Thomas More ค.ศ. 1478 - 1535) ในฐานะที่เป็นผู้ใช้คำว่า ยูโทเปีย เรียกเกาะในฝันซึ่งเป็นสังคมอุดมคติ ในหนังสือ Utopia (ค.ศ. 1516) เป็นคนแรก และศึกษาเกี่ยวกับสังคมในยูโทเปียของมอร์ เพื่อที่จะได้เข้าใจมากขึ้นเมื่อต้องการศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดของนักสังคมนิยมยูโทเปีย

Sir Thomas More ค.ศ. 1478 – 1535 โทมัส มอร์ ได้เสนอสังคมอุดมคติที่ให้กรรมสิทธิ์เป็นของส่วนรวม และทำการผลิตร่วมกัน คาดหมายให้มีกษัตริย์นักปรัชญาที่จะควบคุมความโลภโมโทสันของบุคคล ทุกคนต้องเข้าร่วมกันทำงาน โดยไม่มีชนชั้นกาฝาก เมื่อทุกคนทำงานก็จะมีผลผลิตมากพอที่ทุกคนจะลดเวลาการทำงานเหลือวันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง โดยได้รับสนองความต้องการอย่างพอเพียง มีเสรีภาพและเวลาว่างมากพอที่จะศึกษาค้นคว้าเพิ่มพูนสติปัญญา

โทมัส มอร์ เกิดเมื่อ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1478 ในกรุงลอนดอน โดยเกิดในครอบครัวที่มีฐานะมั่งคั่ง บิดาเป็นทนายความและผู้พิพากษา มอร์ศึกษาภาษาลาตินตั้งแต่เด็กและสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยอ ็ อกซฟอร์ด ดำเนินอาชีพเป็นนักกฎหมายที่เขาไม่ค่อยพอใจมากนัก แต่ก็ต้องตามใจบิดา จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1499 มอร์ได้พบกับพวกกลุ่มขบวนการฮิวแมนนิสต์ (Humanist Movement) เช่น อีเรสมัส, จอห์น โคเล็ท, วิลเลี่ยม ลิลลี่ ทำให้มอร์สนใจศึกษาอารยธรรมของกรีกและโรมัน ต่อมาในปี ค.ศ. 1504 ขณะที่มอร์อายุได้ 26 ปี เขาก็ได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาล่างของอังกฤษและเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่สำคัญในการต่อต้านการใช้เงินเพื่อทำสงครามของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 พระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 ก็เอาคืนโดยการกลั่นแกล้งบิดาของมอร ์ โดยหาเหตุปรับเงินและจับกุม ทำให้โทมัส มอร์ ต้องออกจากวงการเมืองและกลับเข้ามาอีกครั้งหลังพระเจ้าเฮนรี่ที่ 7 เสด็จสวรรคตในปี ค.ศ. 1509 ด้วยความที่มอร์มีความสามารถทางด้านกฎหมายและมีความเฉลียวฉลาดในการเจรจาติดต่อ ในปี ค.ศ. 1515 ก็ได้เป็นหนึ่งในคณะทูตไปเจรจาการค้าขนสัตว์กับเนเธอร์แลนด์ และก็เริ่มมีตำแหน่งมากขึ้นในสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 โดยใน ค.ศ. 1518 มอร์ก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภาองคมนตรีและได้เป็นคนสนิทของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8

ปี ค.ศ. 1525 ก็ได้รับตำแหน่งเป็นท่านเซอร์ จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1529 ก็ได้รับแต่งตั้งเป็นอัครมหาเสนาบดี การที่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ทรงแต่งตั้งให้มอร์ดำรงตำแหน่งนี้ก็เพื่อต้องการให้มอร์สนับสนุนตนในเรื่องที่จะขอหย่ากับพระนางแคเธอรีน มอร์ซึ่งเป็นคนที่เคร่งศาสนาไม่อาจจะเห็นชอบด้วย โดยมอร์เขียนจดหมายตอบพระเจ้าเฉนรี่ที่ 8 ว่า “ ข้าพเจ้าเสียใจเป็นอย่างมากที่ไม่อาจรับใช้พระองค์ในเรื่องนี้ได้... แต่ข้าพเจ้าระลึกอยู่เสมอว่า พระองค์ทรงกล่าวแก่ข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าแรกรับใช้พระองค์ว่า ให้รับใช้พระผู้เป็นเจ้าก่อน และต่อจากพระผู้เป็นเจ้าแล้วจึงรับใช้พระองค์” แม้ว่าโทมัส มอร ์ จะไม่เห็นด้วย แต่พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็ทรงสามารถนำอังกฤษแยกตนเองเป็นอิสระจากอำนาจทางศาสนาที่โรม และก็สามารถหย่ากับพระนางแคเธอรีนได้ และสมรสใหม่กับ แอนน์ โบลีน พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 พยายามทำให้ศาสนจักรในอังกฤษอยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ มอร์ก็ขอลาออกจากตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีในปี ค.ศ. 1532 พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ยังคงออกออกกฎหมายที่ให้อำนาจแก่กษัตริย์และปฏิเสธอำนาจของพระสันตปาปา มอร์ไม่ยอมรับกฎหมายนี้ จึงถูกประหารชีวิตในโทษฐานกบฎในปี ค.ศ. 1535 ต่อมาในปี ค.ศ. 1935 คริสตจักรโรมันคาธอลิคก็ประกาศแต่งตั้งให้มอร์เป็นนักบุญของศาสนา

โดยในช่วงชีวิตของ โทมัส มอร์ ได้เขียนหนังสือไว้หลายเล่ม แต่เรื่องที่ที่สำคัญที่สุดคือ หนังสือเรื่อง Utopia โดยถือได้ว่าหนังสือเล่มนี้เขียนเกี่ยวกับแนวความคิดของสังคมนิยมยูโทเปียได้เป็นอย่างดี

โทมัส มอร์ ได้เขียนหนังสือ ยูโทเปีย เมื่อปี ค.ศ. 1516 ขณะที่เป็นตัวแทนของอังกฤษไปเจรจาการค้าที่เนเธอร์แลนด์ โดยเขียนออกมาเป็นภาษาลาติน หลังจากที่มอร์เสียชีวิต จึงมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษในปี ค.ศ. 1551 คำว่า “ยูโทเปีย” หมายถึง สถานที่แห่งความสมบูรณ์ในเชิงอุดมคติ และเป็นแบบแผนในจินตนาการสำหรับสังคมที่สมบูรณ์แบบสังคมหนึ่ง โดยโทมัส มอร์ ให้สถานที่นี้เป็นเกาะกลางทะเลที่ไม่ได้มีอยู่จริงในแผนที่โลก ยูโทเปีย Utopia มาจากภาษากรีก eu - topia ซึ่งหมายถึง Good Place (สถานที่ที่ดี) แต่เสียงของคำนี้ก็ได้พ้องกับภาษากรีกอีกคำคือ ou – topia ซึ่งหมายความว่า No – Place (ไม่มีที่ใด) เชื่อได้ว่าการที่โทมัส มอร์ หันไปสนใจศึกษาอารยธรรมกรีกโรมัน ในปี ค.ศ. 1499 เขาคงจะได้อ่านงานของเพลโต คือหนังสือ Republic และเป็นแรงบันดาลใจให้เขียนยูโทเปียขึ้นมา แต่เราก็ควรจะทราบถึงสภาพของสังคมในช่วงที่มอร์มีชีวิตอยู่ด้วย เพื่อจะเข้าใจได้มากขึ้น คือในระหว่างศตวรรษที่ 15 – 16 ในประเทศอังกฤษนั้น อุตสาหกรรมกำลังขยายตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุตสาหกรรมทอผ้าขนสัตว์กำลังเฟื่องฟูมาก บรรดาชนชั้นสูงจึงพากันยึดที่ดินจากชาวนามาเป็นของตนเอง เพื่อปลูกหญ้าใช้เลี้ยงแกะ แล้วนำขนแกะไปป้อนโรงงาน ทำให้ชาวนาจำนวนมากสูญเสียที่ดินทำกิน พากันล้มละลายกลายเป็นคนพเนจร พวกกรรมกรที่ทำงานอยู่ในโรงงานของพวกนายทุน ก็ถูกนายจ้างเอาเปรียบ ต้องทำงานกันวันละ 16 – 18 ชั่วโมง แต่รายได้ก็ไม่พอเลี้ยงตนเองได้ สภาวะสังคมแบบนี้ ทำให้มอร์วาดฝันสังคมของตนเสียใหม่ในหนังสือ ยูโทเปีย โดยตั้งใจเขียนเสียดสี ล้อเลียนความโง่เขลาและความเลวร้ายของสังคมในสมัยนั้น

ยูโทเปียแบ่งออกเป็น 2 ภาค ภาคแรกเป็นการสนทนาสภาพสังคมของอังกฤษ ระหว่างตัวละครในเรื่อง สาระสำคัญของความเลวร้ายในสังคมคือเรื่องความยากจนของประชากร การที่ประชากรกลายเป็นขอทานหรือขโมยเพราะสถานภาพบังคับ เช่นทหารที่กลับจากสงคราม ตกยากและไม่มีงานทำ หรือชาวไร่ชาวนาที่ถูกขูดรีดภาษีจากผู้ครองที่ดิน และกลายเป็นผู้เร่ร่อนต้องปล้นกินผู้อื่น การจัดการของรัฐและการลงโทษด้วยการประหารซึ่งไม่เอื้อประโยชน์ให้ใคร นอกจากความมั่งคั่งของผู้มีอำนาจ ไฮโธลเดย์(ตัวละครในเรี่อง) กล่าวตอนหนึ่งว่าความเลื่อมล้ำในสังคมและความโลภทำให้สังคมเกิดอาการป่วย และทางแก้คือต้องกำจัดทรัพย์สินส่วนตัว นี่น่าจะเป็นแก่นสารสำคัญที่ทำให้มอร์วาดฝันถึงสังคมในอุดมคติ ในภาคสอง ไฮโธลเดย์เล่าถึงเกาะยูโทเปียที่เขาเคยไปอยู่มา 5 ปีให้ฟัง ยูโทเปียเป็นประเทศตั้งบนเกาะกลางน้ำขนาดใหญ่ ส่วนกว้างที่สุดยาวถึง 320 กิโลเมตร มีแม่น้ำล้อมรอบ และมีแผ่นดินล้อมรอบอีกชั้นเพื่อกันพายุและการบุกรุก มีทางเข้าทางเดียวคือตรงหน้าเกาะที่มีป้อมซึ่งเป็นคุกสูงตั้งอยู่ คนไม่ชำนาญก็เข้าไม่ถูกทางเพราะจะหลงกระแสน้ำ ด้วยความที่ติดแม่น้ำจึงเดินทางสะดวกสบายทั้งทางบกและทางน้ำ บ้านสร้างด้วยหินสกัด ปลูกขึ้นในลักษณะหนึ่งชั้นไปจนถึงสามชั้นเป็นแถวยาว ไม่มีกำแพงมาขวางกั้น หน้าต่างติดกระจก(สมัยนั้นหน้าต่างบ้านขึงด้วยผ้าลินินชุบน้ำมันเพื่อกันลมและฝุ่น) ด้านหน้าเป็นถนนกว้างหกเมตร ด้านหลังของทุกบ้านเป็นสวนปลูกดอกไม้ ผลไม้หรือพืชผัก และมีถนนวิ่งหลังสวน ประตูบ้านมีสองทางโดยที่เปิดปิดตัวเองง่ายดายปราศจากกลอน เนื่องจากชาวยูโทเปียไม่ต้องการ เพราะทรัพย์สินนั้นเป็นของคนทุกคน จึงไม่มีอะไรต้องปิดบังหรือปิดกั้นไม่ให้คนอื่นใช้ อาชีพหลักของชาวยูโทเปียคือเกษตรกรรมและการสวนครัวโดยทำร่วมกัน นอกเหนือจากอาชีพหลักนี้แล้ว ทุกคนยังต้องมีฝีมือการช่างอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย ซึ่งมักจะเป็นฝีมือการช่างประจำวงศ์ตระกูล ผลผลิตที่ได้จะนำมารวมกันและแบ่งกันอย่างยุติธรรมโดยไม่ต้องใช้เงินเลย (เงินมีไว้สำหรับการต่างประเทศ ) การกินอาหารก็กินร่วมกันในห้องอาหารสาธารณะ และให้ความสำคัญกับคนสูงอายุ เพราะคนสูงอายุมีส่วนขับปัญญาให้คนอ่อนวัย ใครทุกข์ทรมานเพราะไม่สามารถทนความเจ็บปวดจากโรคร้ายได้ เจ้าของนครจะออกใบอนุญาตให้ผู้ป่วยนอนหลับตามประสงค์ หากจะเดินทางข้ามเมือง ขอรับใบอนุญาตหรือพาสปอร์ตจากผู้ปกครอง โดยบอกรายละเอียดว่าเดินทางวันใดกลับเมื่อไร มีคนบริการเป็นทาสให้เสร็จสรรพ (ทาสมาจากผู้ทำผิดหรือผู้บุกรุก คนพวกนี้ใช้ชีวิตเท่าเทียมกับคนส่วนใหญ่เพียงแต่ทำงานใช้แรงงานเพิ่มขึ้น) ของก็ไม่ต้องพกไปใช้ ทุกอย่างไปใช้ฟรี เอาดาบหน้า และเมื่อเจอคนทำงานก็ต้องช่วยทำงานตามเวลาด้วย (พ่อครูว่ามันเหมือนกันกับชาวอโศกจริงๆ)

คติประจำของชาวเมืองคือ ทำงานตามหน้าที่ ไม่ใช้เวลาว่างไปในทางขี้เกียจ แต่พวกเขามิได้ทำงานแบบเอาเป็นเอาตาย วันๆ หนึ่งทำงานสามชั่วโมงตอนเช้า พักกินข้าวเที่ยง ทำงานสามชั่วโมงตอนบ่าย เข้านอนตอนสองทุ่มโดยนอนไม่ต่ำกว่าแปดชั่วโมง ความที่ที่นี่ไม่มีผับ ร้านเหล้า การพนัน หรือสิ่งยั่วยุอื่นๆ พวกเขาจึงแสวงหาแต่ความรู้หรือเพิ่มความชำนาญต่างๆ การอ่านและการถกเพื่อความรู้เป็นเรื่องปกติของชาวยูโทเปีย พวกเขาสนใจในหลากหลายวิชา แต่ที่นิยมเป็นพิเศษคือ ฟิสิกส์ ส่วนเกมการละเล่นที่ถนัดคือเกมคณิตศาสตร์ ห้ำหั่นกันด้วยตัวเลข เกมต่อสู้ระหว่างคุณธรรมกับความเลวร้าย หรือการฟังดนตรี ยูโทเปียไม่มีกฎหมายบีบบังคับประชากรมาก พวกเขาอยู่กันด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ใส่เสื้อผ้าเรียบง่ายคล้ายคลึงกัน ชุดหนึ่งใช้ทนทานนานเจ็ดปี (เรื่องเสื้อผ้านี่น่าสนใจเพราะชุดที่สวมใส่ออกแบบให้ใช้ได้ในหน้าร้อนและหน้าหนาว) โดยที่ผู้คนในระดับปกครองก็ไม่มีสิ่งบ่งบอกด้วยวัตถุใดๆว่าต่างจากพลเมืองอื่น เซอร์โทมัส มอร์ยังแสดงให้เห็นว่า ชาวยูโทเปียเข้าใจในธรรมชาติของทรัพย์สินว่า ประโยชน์ของทรัพย์สินต่างหากที่ควรเป็นมาตรฐานในการกำหนดคุณค่าของทรัพย์สิน ไม่ใช่ความหายากของทรัพย์สินนั้น ๆ เพชรหรือทองคำ ชาวยูโทเปียก็มองว่า ไม่ได้มีคุณค่ามากไปกว่าเหล็ก

ที่มา นราพันธ์ บรรจงแก้ว

พ่อครูอ่านแล้ว ให้ความเห็นว่า โทมัส มอร์ นี่เป็นโพธิสัตว์ระดับหนึ่งนะนี่ เพราะแนวคิดเช่นนี้ที่จะออกมาได้แม้ไม่ได้ทำเอง (อย่างไอสไตน์คิด แต่คนอื่นทำได้จริง) ก็เป็นแนวคิดของโพธิสัตว์

จิตของโทมัส มอร์ ชอบในความจน ขบถจนหยดสุดท้าย จนต้องตายเลย ใจตัวนี้นี่ถึง ใช้ได้

อาตามาอ่านประวัติ ผลงานของโทมัส มอร์ ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ก็รู้สึกว่ารู้จักเข้าใจโทมัส มอร์มากขึ้น ทีนี้หันกลับมาที่ชัชรินทร์ที่ว่าจิตมนุษย์เป็นอมตะ และถ้าหากไม่มีรางวัลชีวิตหลังตาย ซึ่งก็คืออามิสอยู่ สำหรับรางวัลหลังตายก็ดีระดับหนึ่ง แต่ว่าไม่สุดยอดอย่างที่พระพุทธเจ้ารู้เรื่องจิต

โทมัส มอร์ ก็ยังไม่มีทฤษฏีหลักในการฝึกจิต แต่ของพระพุทธเจ้านี่ มีทุกเหลี่ยมมุม ชาตินี้อาตมาจะอยู่ไปอีกห้าร้อยปีก็สอนไม่หมด ของเถรวาท เอามาไม่ถึง 25% กระมังสำหรับคำสอน พระไตร ปิฎก ของเถรวาทมี 45 เล่น แต่ของมหายานมีมากกว่า 300 เล่ม

จิตที่เป็นอมตะนี่ อาตมาขยายความบรรยายเรื่องจิตอมตะ ในมูลสูตรมีคำว่า อมตะ ซึ่งในมูลสูตรมีครบเลย 1 . มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยวด 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน)

ก่อนจะเข้าใจอมตะ มาเข้าใจคำว่า ธรรมะอยู่ แล้วธรรมะนี่ทรงไว้ที่จิต ที่อัตภาพของคุณไปจนกว่าจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ถ้าไม่ปรินิพพานก็ทรงไว้

ธรรมะคือมีอยู่ในอัตภาพ แล้วเราต้องรู้ว่า เรามีธรรมะอะไร อาตมานี่ก็ดึงมาใช้ไม่หมด และต้องเน้นไปในทางความดีงามถูกต้อง ถ้าไม่ดี ไม่ใช่ธรรมะ เพราะฉะนั้นคำว่า อธรรม นี่ไม่ใช่ธรรมะแล้ว มีไม่ดีนิดหนึ่ง ก็ไม่ใช่ธรรมะนิดหนึ่ง

อาตมาให้ความหมายธรรมะว่า สิ่งที่ทรงไว้ซึ่งแก่นชีพ มีคุณสมบัติคุณค่าในชีวิตเรา คำว่า อธรรม หมายถึงความลดค่า ตกต่ำของสิ่งที่ทรงไว้ซึ่งแก่นชีพ เมื่อเติมคำว่า อ เข้าไปใน ธรรมะ เมื่อไหร่ ธรรมะก็พร่องลงๆ แม้จะเล็กน้อยเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ธรรมะ มันด่างพร้อยขึ้นมา หรือไม่มีความเป็นธรรมที่เต็มสภาพ

ความเป็นธรรมแท้ๆคือ ความเต็มของความดีความควร สัมบูรณ์เต็มที่ของภาวะนั้นๆ จะว่าเป็นความเต็มของความไม่ดียิ่งไม่ได้เลย

ถ้าเป็นองค์ประชุมของธรรมะสูงสุด ไม่มีอธรรมเลย ก็เรียกว่า “ธรรมกาย” พระพุทธเจ้าว่าชื่อของเราอีกชื่อหนึ่งคือ ธรรมกาย หรือ พรหมกาย ถ้าไม่ดีนิดหนึ่งก็ไม่ใช่แล้ว แสดงออกมาทางกาย วจี ซึ่งมีมโนเป็นประธาน เป็นได้ทั้งท่าทาง ลีลา องค์ประกอบ สุ้มเสียงสำเนียงครบพร้อม แต่ถ้ามีแต่วาจาก็ไม่มีเคลื่อนไหวสรีระท่าทีลีลา อย่างพระท่านเทศน์ทั้งหลายก็ถือว่า เป็นวจีกรรม

ความเต็มขั้นดับนรกขั้นหนึ่งที่เรียกว่า อบาย หลุดพ้นจากอบาย วิมุติเป็นขั้นๆ จากอบายก็มาเป็นรูปภพ อรูปภพ และถ้าเต็มแล้วมีความแข็งแรงมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงแล้วในภูมิธรรม แล้วก็สามารถนำแรงและความสามารถ ช่วยคนอื่นได้อีก ก็คือผู้มีความเป็นอมตะ สูงสุดก็เรียกว่า อรหันต์

โสดาบันก็มีอมตะของโสดาบัน สกิทา คามี ก็มีอมตะของสกิทา คามี อนาคา มี ก็มีอมตะของอนาคา มี ส่วนอรหันต์นั้นอมตะสูงสุด และก็มีระดับโพธิสัตว์ อีกต่อไปเป็นพระพุทธเจ้าก็สูงสุดแล้ว

คำว่า กาย ในภาษาไทย หมายถึง ร่าง ซึ่งไม่สามารถปฏิบัติด้วยความเข้าใจแบบนี้ให้บรรลุธรรมได้ ถ้าหมายเอาคำว่า กายนี้คือสรีระเท่านั้นปฏิบัติบรรลุไม่ได้ แต่ถ้าหมายถึงจิตอย่างเดียวก็ยังพอบรรลุได้

ถ้ากำหนดกายไม่ถูก การปฏิบัตินั้นไม่ได้ผล เหมือนไข่เน่า อย่างสัตตาวาส 9 นั้น ถ้าเข้าใจกายไม่ถูก ก็ปฏิบัติไม่พ้นความเป็นสัตตาวาส รู้ผิด ไปปฏิบัติผิด ไปหลงเลอะๆ เช่น สุภกิณหาพรหม ก็ไปเข้าใจเป็นรูปร่าง แสงสว่างเป็นลำ อย่างนี้เพี้ยนผิดไปมากเลย เพราะเข้าใจคำว่า กาย ผิด ไปอธิบายเทวดา สัตว์นรกมีรูปร่างหมดเลย นี่คือความล้มเหลวที่แสนสนิทของศาสนาพุทธ อาตมาขออภัย ที่พูดตีทิ้งอย่างแรง ไม่อย่างนั้นคุณก็ต่องแต่งอยู่ ถ้ามาเต็มๆจะไวเร็วได้เต็มนะ

ไปเข้าใจคำว่า กาย ผิด แม้นิโรธก็ไปเข้าใจเป็น อสัญญีสัตว์ ไปดับสัญญา ดับเวทนาไปหมด การศึกษาพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า เมื่อมิจฉาทิฏฐิในคำว่า กาย จึงไม่สามารถปฏิบัติให้บรรลุธรรมได้ ความเห็นของอาตมาจะแย้งกับผู้รู้ที่สอนกันมานาน ก็ต้องขอภัย แต่เป็นความจริงที่อาตมามั่นใจ ถือว่าเป็นการสาธยายแบบของอาตมาเฉพาะก็แล้วกัน สาธยายผิดก็เป็นวิบากอาตมาเอง ใครเห็นด้วยก็เป็นเรื่องส่วนตัว ผู้ไม่เห็นด้วยก็ถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งก็แล้วกัน อาตมาทำ ไม่ได ้ เบียดเบียนใครเลย มีแต่ชักชวนคนมาลด ละ กิเลส ลด ละ เลิกสุขโลกีย์ โลกธรรม

อาตมาไม่ใช่คู่แข่งคู่แย่งกับใคร เพราะความต้องการอาตมาคนละอย่างกับโลก จุดประสงค์ของชาวอโศกจึงเห็นคนละทางกับเขา ใครตัดความต้องการทิ้งได้คนนั้นไม่ใช่คน ไม่ได้แย่งกับเขา แต่เป็นการลดคู่แข่งแย่งกับทางโลกที่เป็นกาม โลกธรรม อัตตา กับเขาอีกด้วย

คนทางโลกต้องการ กาม ต้องการ ภพ เป็นชีวิตที่ต้องแสวงหาและสร้างภพ แม้นักบวช ไม่แย่งลาภ ยศ แต่ก็ไปสร้างรูปภพ อรูปภพ เพราะไม่รู้จัก แม้จะลืมตาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ก็สร้างภพสวรรค์ แต่อาตมานั้นไม่ต้องการแล้ว กาม ไม่ต้องการแล้ว ภพ จึงมีแต่วิภวภพ เป็นความต้องการไม่มีภพ ยังมีความต้องการ

คนไม่มีความต้องการอะไรเลย แย่กว่าเดรัจฉาน แต่ก็ต้องกิน ต้องใช้ ต้องอยู่ เบียดเบียนโลกอยู่ นั่งรอให้คนมาเก็บให้กิน เบียดเบียนเขานะ

อาตมามีความต้องการไม่มีภพ ที่เป็นเป้าหมายสุดยอดในชีวิต ไม่ใช่คนพาซื่อแบบอีเดียดโมรอนที่ไม่ได้มีความต้องการเลย เป็นคนไม่ตั้งใจมุ่งหมายอะไร ปล่อยไปตามดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่ตั้งใจก้าวหน้าอะไรเลย กลายเป็นคนจงใจทำจิตไม่ให้ต้องการอะไร ไม่ให้คิด ไม่ให้พิจารณาอะไร ขวดนี่ ยังดีกว่าเลย (ขวดบนโต๊ะ) คนที่ไม่คิดพิจารณาอะไร นั่งบื้ออยู่นี่ ขวดนี่ ยังดีกว่าเลย แม ้ แต่แบคทีเรีย มันยังหาเลี้ยงตัวเองเลย

คนที่สอนเลยเถิด ให้

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน