570728_ทบทวนเรียนอิสระ(ตามสำนึก)โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง ปล่อยวางอย่างวิปัสสนา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2557
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์348 KB
วันที่แก้ไข4 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

570728_ทบทวนเรียนอิสระ(ตามสำนึก)โดยพ่อครูและอ.กฤษฎา เรื่อง ปล่อยวางอย่างวิปัสสนา ที่ปฐมอโศก

อ.กฤษฏาว่า...วันนี้เป็นวันดีวัน จันทร์ ที่ 28 ก รกฎาคม 2557 พ่อครูได้มาประชุมชุมชนปฐมอโศก ผมเลยได้มีโอกาสมาฟื้นบรรยากาศเรียนอิสระ(ตามสำนึก) มีประเด็นที่จะอยากจะได้รับการอรรถาธิบายจากพ่อครู วันนี้ดูเหมือนว่าคนก็ต้องรอดูทางอินเทอร์เน็ต เพราะมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างทำให้เราติดตามไม่ได้เต็มที่ก็เลยเกิดขุ่นมัวขึ้น พ่อครูว่า..มันมีการติดขัดไม่ต่อเนื่อง จิตใจก็ขลุกขลัก อันนี้เป็นประเด็นจิตใจที่ยึดถือจริงๆ ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นว่าเราได้เคยดูโทรทัศน์รายการอย่างนี้แล้วก็ไม่ได้ดูก็เลยขัดข้องใจ หรือว่าเราทำงานติดต่อกันไป แล้วมันต้องวรรคเว้น แล้วก็ทำงานอีกใหม่ก็เกิดขาดตอนไม่ราบรื่น แม้แต่คนทำงานเองก็เกิดสะดุดใจ ล้วนเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น ศาสนาพุทธรวมไว้หมดที่คำเดียว คือความยึดมั่นถือมั่น แล้วมันมีความลึกซึ้งในความเข้าใจต่างๆ กันไป พูดเพียงภาษาว่าไม่ยึด ให้วางให้ปล่อย เราแบกอยู่มันหนัก เราวางมันก็เบา ไปติดยึดทำไม หรือติดบุหรี่ก็อ้าปากมันก็หลุดแล้ว หรือเข้าใจในนามธรรมว่าจิตเรายึด เราก็ควรวางเสีย แต่เราจะทำให้จิตเราวางนั้น เรารู้ไหมว่าจิตเรายึดหรือไม่ อย่างไร? ยึดเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ไม่เข้าใจ ไม่รู้สภาวะจริงว่าอาการยึดเป็นอย่างไรจะไปวางเป็นได้อย่างไร ให้เข้าใจความหมายอย่างไรก็ตาม บางคนรู้ความหมาย เขาก็ว่าเขาวาง เขารู้สึกว่าเขาวาง เขาเลิกเรื่องนี้เลย สิ่งนี้เรื่องนี้ของนี้เขาตัดวาง ปฏิบัติ ณ บัด นั้นเลย เขาก็สบายว่างโล่ง การทำได้เช่นนี้ก็เป็นเหตุปัจจัยให้จิตได้ฝึก แต่มันก็ฝึกโดยกำหนดหมายง่ายๆ เป็นสามัญสำนึกพื้นๆ ง่ายๆ ไม่ครบองค์ของการเกิดญาณปัญญา ไม่ครบตามสังโยชน์ 3

คนที่เขาทำเขาสอ

อ่านต่อ

นกันให้ฝึกวาง มีสติปัญญา อย่าไปยึดมั่นถือมั่น หลายสำนักวางได้เก่ง แต่ตัวยึดนี่จะวางอย่างไร? ทำอย่างไร? ถ้าเข้าใจความนี้ไม่ครบก็จะได้แต่ตรรกะ สามัญสำนึกไม่หยั่งเข้าไปถึง จิตเจตสิกรูปนิพพาน ที่อาตมาอธิบายนี้ให้มีตัวรู้หยั่งเข้าไปถึงจิต โดยรู้ กาย คำแรกของกาย ที่จะต้องรู้ คือ สักกาย คนเรียนมาก็ต้องรู้ว่าเราจะต้องละสังโยชน์ข้อที่ 1 , 2 , 3 สำเร็จถึงสังโยชน์ 3 จึงเป็นโสดาปัตติผล กายนั้นมีองค์ประชุม เช่นตากระทบรูป ถ้ามีอวิชชาอยู่มันก็ปรุงปุ๊บ เป็นองค์ประชุมองค์ประกอบก็คือกาย ของสภาวธรรมองค์รวม ที่เรียกอีกช่ือว่า “สังขาร” ที่เป็นปัจจัยมาจากอวิชชา ในปฏิจจสมุปบาท ไม่รู้จักสังขาร สังขารตัวแรกก็ไม่สามารถทำให้เกิด ปุญญาภิสังขาร จัดการองค์ประกอบของตากระทบรูป เกิดจิตธาตุรู้ปรุงแต่ง ด้วยอวิชชา จึงต้องพากเพียรจับอาการของวิญญาณตัวนี้ พอรู้เราก็จะรู้จักสังขาร ในภาวะครบครันที่มีการกระทบสัมผัสสฬายตนะ เกิดวิญญาณ 6 เลย การอ่านจิตเจตสิกก็คืออภิธรรม คนที่เรียนรู้อภิสังขาร ก็ต้องทำปุญญาภิสังขาร คือสังขารให้เกิดบุญ คำว่า สังขารแปลว่าการจัดการ ปรุงแต่ตกแต่ง ที่พูดนี้ไม่ได้เอาความรู้จากตำราไหนมาอธิบายหรอก ใครมีสภาวะอย่างอาตมาก็อธิบายได้ หรือถ้าอาตมาไม่มีสถาวะก็อธิบายไม่ได้ อาตมาเข้าใจเห็นจริงว่า สังขารนี่มีวิญญาณเป็นปัจจัย สังขารคือตัวเดียวกับวิญญาณ หากไม่รู้สังขารก็ไม่รู้จักวิญญาณ นามรูป สฬยตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โศก.... ไม่รู้ไปตามสายเลย ท่านให้เราฟังสัตบุรุษ แล้วเข้าใจธรรมะของสัตบุรุษ แต่เขาไม่เข้าใจ เขาว่าให้ทำการวางปล่อย แต่เขาไม่มีญาณปัญญาหยั่งรู้จิต ที่อยู่ในองค์ประชุม กาย ที่เกิดการกระทบสัมผัส แล้วอ่านอาการให้ได้ในปัจจุบันนี้ ในสังขารนี่ ไม่ใช่แค่สังขารนอก แต่มันเนื่องกันอยู่ในองค์ประชุมนอก มหาภูตรูป 4 ดินน้ำไฟลม แล้วเกิดวิญญาณ เรามีปสาทรูป มีตาหูจมูกลิ้นกาย เมื่อมีแล้วกระทบก็เกิดจริง เมื่อกระทบแล้วมีสังขาร เกิดกาย เป็นองค์ประชุมปรุงแต่งกันเป็นกาย กายอันนี้คือ “กายในกาย”ที่คุณจะต้องสติปัฏฐาน 4

อ.กฤษฏาว่า...สิ่งที่จับประส บ การณ์ การปรุงนี้ต้องเกิดรสชาติ มันไปติดรสชาติก่อนที่จะเกิดสติปัฏฐาน 4 นี่แตงไทย มันมีกลิ่นหอม รูปสวย ถ้าได้เอากลับบ้านกับน้ำกะทิแตงไทย มันก็ปรุงไปไกลเลย พ่อครูว่า..เรารู้กาย ตอนนั้นเป็น กายผี ตัวหยาบ เกิดอาการชอบแล้ว ดิ้นรนอยากได้ เป็นผี เป็นวิญญาณ เป็นอาการของผี มันก็อยู่กับสังขาร ปรุงแต่ง เราต้องอ่านผีให้ได้แล้ววิเคราะห์วิจัย อ่านวิญญาณผีเรียกว่า อ่าน นามรูป ไม่ใช่ว่าไปสอนว่าผีมีร่างกาย เป็นเปรตตัวสูงท้องโตปากจู๋ลิ้นยาว นั่นมันสรีระไม่ใช่วิญญาณ เรามีปัญญาอ่านนามรูป รู้ อาการ ลิงค นิมิต ทุเทส การสอนให้เห็นผีหรือเทวดาในการนั่งสมาธิ นั้นไม่ใช่ กายที่พระพุทธเจ้าสอน พระพุทธเจ้าสอนให้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายให้ได้ ปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไม่ได้แยกกัน เมื่อปรุงแล้วเป็นผี ที่เรารู้แล้วจะต้องกำจัด มันเป็นนามรูป ที่รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส หมายเอาว่าอาการผีคืออย่างนี้ที่เราจะกำจัด ขณะนี้มีอายตนะผัสสะ อยู่นะ ผีมันเกิดหลัดๆ อ่านนามรูปได้ ในขณะอ่านนามรูป นั่นแหละคือเวทนาผี มันชอบ อยากได้ มันก็จะต้องให้สมชอบ มันไม่สมชอบก็ดิ้นรน อาการดิ้นอยากได้ เป็นเวทนาอยากได้ เหตุแห่งความชอบเพราะเราอยากได้มา ยึดมันมาเสพรส ถ้าเป็นกามก็อยากเสพ เป็นกามตัณหา นี่แตงไทอยากเสพ คุณวิจัยมันได้ว่านี่ผี เพราะมันชอบ แล้วทีนี้ไม่ได้มันก็ยังไม่พอใจ มันก็ยังไม่สมอารมณ์ก็ดิ้น แล้วไม่สมอารมณ์เพราะไม่สมอยาก สมผีมันเสพสิ่งต้องการ ได้ตัวเสพสิ่งต้องการนี่ตัวนี้เอง มันเป็น เวทนาในเวทนาแล้ว แม้กระทั่งเห็นตัวผีมันอยากนี่ก็ตัณหาแล้ว วิญญาณผีนี่มันเป็นตัวอยากได้ คุณอ่านนามรูปมันได้ แต่ถ้าคุณไปเห็นผีแต่มีรูปร่าง เส้นสายแสงสีรูปร่างของเปรต ผีนรกสารพัดที่สมมุติกันก็ไม่มีวันอ่าน อาการ ของนามธรรม ของจิต เจตสิกได้หรอก เพราะรูปคือส ิ่ งที่ถูกรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต เกิดจากการสัมผัสแล้วเห็นจริง แล้วอ่านอาการเข้าไปข้างใน ถึงนามธรรม (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก) เห็นมันอยู่นี่ของเราของตนคนเดียวขณะนี้ไม่เกี่ยวกับคนอื่นของใครของมัน แล้วคุณก็วิจัยวิจารอ่านมันออก ถ้าเข้าใจกายไม่พอ ถ้าคุณเอาแต่โครงร่างไม่เอานามมาเกี่ยวก็ไม่ใช่กาย กายนั้นต้องครบพร้อมทั้งรูปและนามมีการผัสสะเกิด มีเวทนา อารมณ์มันอยาก มีชอบใจก็เป็นเชิงหนึ่งในเวทนา แต่ไม่ได้สมใจทีเดียว มันชอบก็ต้องเอามาให้ครบองค์ประชุม ตาเห็นแล้วต้องเอามาสัมผัสได้กลิ่น แล้วต้องเอามาลิ้มรสลิ้น คุณอ่านตัณหาที่จะเอามาเสพรสนี่แหละกำจัดตัวนี้ได้รู้ตัวนี้จริง รู้แล้วเอาไปปฏิบัติถูกต้องก็พ้นวิจิกิจฉา ถ้าคุณจับอาการมันได้ชัดเจน ในตัวผีเป็นสมุทัยอาริยสัจ ไม่สงสัยลังเลย ว่าอันนี้ของจริงเลย เห็นตัณหา รู้จักตัณหา คุณต้องจัดการมันด้วย ปหานปธาน คุณจัดการให้มันลดมันหายไปด้วยปัญญา จากสราคะ คุณก็รู้จิตในจิตแล้วปหานอกุศลจิต ถ้าประหารไม่สำเร็จก็ไม่ผ่านศีลพตปรามาส คุณเจอตัวมันแล้ว ลูบคลำมันแล้วแต่ไม่สามารถให้มันวิราคะหรือดับ วาง ปล่อย มันไม่เอาแล้วตามเหตุผล หลักฐาน หลักการของพระพุทธเจ้าแล้า ว่าไม่เที่ยง เดี๋ยวมันก็หายไป เราอ่านรู้มีวิปัสสนาญาณ 9 จนเห็นภัยเห็นโทษ ไม่เที่ยง ถ้าเราติดยึดมันก็ไม่ดี จิตมันต้องมีการปล่อย เพราะเห็นโทษภัย มันเบื่อ จิตมันวางได้จริงไม่ใช่ทำอย่างทิ้งปล่อย วางแบบสมถะ นี่ไม่เข้าถึงปุญญาภิสังขาร แม้ลดได้น้อยก็เป็นผลตัวแรกก็ได้ทำให้มันจางคลาย วิราคานุปัสสี จนทำให้มันหายไปเป็นนิโรธานุปัสสี

ตอนมันมีแต่แรกมีอาการผี แต่พอพิจารณาจริงๆ ว่าอย่ามาหลอก เราเกิดวิปัสสนาญาณ 9 ที่มีไฟฌาน ที่จะละลาย ตัณหา ราคะ กิเลส คุณทำให้มันลดได้ก็พ้นศีลพตปรามาส ถ้าทำได้ก็พ้นสังโยชน์ 3 สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย

อ.กฤษฏาว่า..มองให้ออกว่าเป็นสุขเท็จ ไม่แท้แต่ทุกข์นี่สิอยู่จริงเราต้องทำลายมันให้ได้เรื่อยๆ ทำอย่างมีสภาวะรองรับ อธิบายได้ถึงว่าเวลามันดับ เกิดนิโรธนี่ท่านบอกว่า วจีสังขารมันดับก่อน แล้วกายสังขารดับตาม แล้วจิตสังขารมันถึงดับไปทีหลัง สังขารไม่ใช่กรรม คนเขาอ่านเผินๆ เมื่อเกิดสัญญาเวทยิตนิโรธ แล้วอะไรดับก่อน?...การดับนี้ไม่ใช่ดับเพราะไปนั่งหลับตาแล้วจิตไม่รู้เรื่อง แต่เป็นการดับอย่างมีความรู้แจ้ง อย่างภิกษุณีธัมมทินนา บอกกับวิสาขอุบาสก เรื่องเวลาดับ เกิดนิโรธนั้น เกิดวจีสังขารดับก่อน แล้วเป็นกายสังขาร แล้วเป็นจิตสังขาร การปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าต้องรู้ สังกัปปะ 7 (ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร) เป็นกระบวนการของมนสิการ คนที่ทำมนสิการเป็นจัดการกระบวนการของจิตเป็น ก็ต้องอ่านพิจารณา มันเริ่มดำริ พอสัมผัส จิตดำริชอบ คุณก็ไล่เรียงองค์ประชุมเลย แม้คุณยังพูดอยู่เลย แตงไทย น่ากิน หอม คุณพูดเลย แต่วจีสังขารคุณต้องอ่านออก ว่าผีมันมีมาร่วมอยู่ คุณต้องอ่านเลยว่าเริ่มเกิด มีกามวิตกไหม? มีตัวผีไหม อ่านให้ออกแล้วจัดการให้ได้เรียกว่าอภิสังขาร ตอนนี้เป็นกรรมการกระทำของจิตเป็นมนสิการหรือมนสิกโรติ กำลังจัดการกับอกุศลจิต คือตัวผีนี้ ปหานมันด้วยปหาน 5 ที่จะปหานคือกามวิตกที่มาปรุงร่วมด้วย เมื่อจัดการกามวิตกที่เป็นเหตุนี้ได้ ก็ทำให้กิเลสนิโรธ ไม่มี ไม่มาปรุงแต่งกับจิต ก็เป็นองค์รวมของ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เมื่อทำกิเลสหมดได้ก็เป็นสัมมาสังกัปปะ แล้วทำได้อย่างแข็งแรงตั้งมั่นสะสม ฌานคือการเพ่งเผาให้มันละลายดับไป แล้วก็มีสะสมเป็นอัปปนา พยัปปนา วจีสังขาร ดังนั้นวจีสังขารก็ออกมาอย่างวจีสังขารที่กิเลสดับไม่มีกิเลสร่วม ก็คือ วจีสังขารดับก่อน ถ้าดับได้ตั้งแต่ตักกะ วิตักกะ แล้วก็ต้องกรองที่ อัปปนา พยัปปนา เจตโนอภินิโรปนาด้วย ถ้ากิเลสดับทั้งสองสายทั้งปัญญาและเจโต ก็เกิดวจีสังขารหากไม่ส่งออกมานอกจิตก็ไม่เกิด action ถ้ามันออกมามันก็ทำให้เกิดวจีที่สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เพราะตัววจีสังขารมันทำได้สำเร็จ ถ้าวจีสังขารดับก่อน เมื่อดับแล้ว กายค่อยดับ คือวจีสังขารดับแล้วทั้งปัญญาและเจโต จึงเกิดองค์รวมคือกาย เพราะวจีสังขาร แล้วมาเป็นกายสังขารเป็นองค์รวมเลยดับ และก็คือจิตสังขารเกิดทีหลัง แล้วการออกจากนิโรธ คนไปนั่งสมาธิ ออกจากนิโรธ เขาก็รู้ตัว แล้วคืนสติ ก็มาทำกรรมกิริยาปัจจุบัน ถ้าเขายึดแต่คำว่ากรรม ถ้าเขาคลายออกมานี่ก็คือจิตมันออกจากตัวมืดดำมารับรู้ การผ่านนิโรธแล้ว จะออกจากนิโรธ นั้น จิตสังขารเกิดก่อน แน่แล้วแต่ว่าการนั่งสมาธิหลับตานั้น คุณจะขยับกายก่อนก็ได้ แต่บางคนพูดก่อนก็ได้ ไม่แน่นะ การนั่งสมาธิหลับตาปี๋พอออกจากนิโรธนั้น เป็นกายหรือวจีสังขารเกิดก่อนก็ได้ ในผู้เข้าใจนิโรธแบบโลกีย์ ก็เอากรรม กายหรือวจีกรรม แต่ที่จริงท่านไม่ได้ว่ามโนกรรมหรือกายกรรม แต่ท่านว่าคือจิตสังขาร หรือวจีสังขาร หรือกายสังขาร ไม่ใช่วจีกรรม แต่ว่าการลืมตาปฏิบัตินิโรธหลัดๆ แม้ลืมตากระทบรูป หู กระทบเสียงเราได้นิโรธแล้ว จบนิโรธแล้ว วุฒฐานะแล้ว หรือจะเรียกว่าออกจากนิโรธก็ได้ นี่ภาษามันสื่ออย่างนี้พอพ้นจากนิโรธ การล่วงพ้นอย่างนี้ วุฒฐานะ อะไรเกิดก่อน ของแบบสัมมาทิฏฐินั้น สัมผัสตาก็สัมผัส แต่มีนิโรธ แล้วอะไรเกิดก่อน ก็คือจิต ก็จะรู้องค์รวมของจิตว่าเสร็จแล้ว คือ จิตสังขาร ทีนี้ก็จะรู้ออกมา นอกเลย เป็น กายสังขาร ทั้งตาหูจมูกลิ้นกาย เราก็จะรู้ว่านิโรธ กายเกิดก่อน องค์รวมเกิดก่อน แต่เราไม่พูดออกไปไม่เป็นวจีสังขารก่อน ยิ่งจะเกิดวจีกรรมก็ต้องผ่านวจีสังขารก่อน ถึงจะออกมาเป็นวจีกรรม แต่ทางโน้นเขาไม่เข้าใจสังขาร จะเข้าใจเป็นวจีกรรมเสียทีเดียวเลย ที่เข้าใจกันไม่ได้เลยก็คือว่า...นิโรธแบบนั่งสมาธิหลับตานั้นต้องเข้าๆ ออกๆไม่ได้ตามเห็นกิเลส ไม่เกิดอนุปัสสี 4 คุณไม่ได้ทำเลย ก็ทำแบบนิโรธดับปี๋เลย ต้องเข้าๆ ออกๆ แต่ของพุทธที่สัมมานิโรธไม่ต้องเข้าๆ ออกๆ เช่นนั้น แต่พอได้สภาวะดับหรือลดจนเป็นนิโรธ พอพ้นจากนิโรธจะเรียกว่าออกหรือวุฒฐานะ พอพ้นจากนิโรธ ลืมตาอยู่ อะไรเกิดก็รู้ ความดับก็รู้แล้วว่าเกิด แต่ไม่ได้ดับปี๋ไม่รู้ไม่มีอะไร แต่ว่าเกิดอย่างสว่างรู้ อะไรเกิดก่อนหลังก็รู้หมดเลย

อ.กฤษฏาว่า..เขาให้นั่งไปมันชา ที่ขา แล้วต่อมา ขาที่ชามันก็หายชาไป นี่คือการศึกษา ผมก็บอกว่ามันชาก็ขยับมันก็หายแล้ว จะไปนั่งทำไม? พ่อครูว่า..การปฏิบัติต้องมีครบพร้อมทั้งอายตนะ 6 ผัสสะ 6 วิญญาณ 6 แต่การไปนั่งหลับตามีแต่มโน มีเวทนาทางจิตอย่างเดียว แต่ทวารอ ื่ นไม่ได้ปฏิบัติ การปฏิบัติต้องมีองค์ประชุมของทวาร 6 ครบ เมื่อตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นปสาทรูป แต่ผัสสะนั้นเขานับว่าเป็น 4 เพราะตาก็ผัสสะ หู จมูก ลิ้น ก็เป็นกายทั้งนั้น ท่านก็ว่ามี 4 ก็ได้ บางคนไม่เข้าใจว่าทำไมอุปาทายรูปทำไมมี 24 สภาพปฏิบัติเต็มรูป วิโมกข์ 8 ที่เป็นของพุทธไม่ใช่ของฤาษี วิโมกข์ 8 ถ้าพ้นแล้วก็คือพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา ไม่ใช่ไปดับสัญญา แต่กลับรู้ยิ่งรู้จริง สัญญาคือการกำหนดรู้ หมายรู้ มีหน้าที่สำคัญ แต่ไปดับมันเข้าก็ไม่มีทางบรรลุ ต้องใช้เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา คือเนวคือตัวปฏิเสธ ย้อนแย้ง คำว่าสัญญาที่ไช่หรือไม่ใช่ต้องตรวจให้หมด ทุกสัญญาทุกการกำหนดรู้ อะไรไม่ชัดเจนก็ต้องรู้ให้หมด เป็นภาวะที่ดับหมดสิ้น ตรวจให้หมด การตรวจสอบของพระพุทธเจ้า ด้วยอรูปฌานคือการตรวจสอบของผู้ภูมิสูง อย่างน้อยต้องอนาคามี หรือว่าเป็นโสดาบันที่ละเอียดมีภูมิมากก็ตรวจสอบด้วยอรูปฌานได้ แม้อรูปฌานก็มีอายตนะครบ 6 ถ้าไปสัญญาผ่านความว่าง คือความว่างเพียวๆ แต่วิญญาณคือลักษณะนามรูป ส่วนอากาศคือภาวะรูปแท้ๆ สภาวะว่าง ส่วนวิญญาณคือจิตสะอาด ปราศจากกิเลส มันมีกรรมกิริยา รู้อยู่ ตรวจสอบว่าจิตไม่มีกิเลสเลย ท่านไม่ให้ประมาท ให้ตรวสอบว่านิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่มี ให้ตรวจสอบไม่ให้มีธุลีแห่งธุลีขนาดไหนต้องไม่มีส่วนอากิญจัญญะคือส ิ่ งที่จะให้ไม่มี วิญญานัญจาฯ คือตรวจสอบด้วยตัวรู้ ส่วนเนวสัญญานาสัญญายตนะ นั้นตรวจสอบไม่ให้มีส ิ่ งไม่รู้เลย อัตตาของสัญญา อัตตาของตัวที่จะต้องถูกรู้ทั้ง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา จนพ้นจากการไม่รู้ทั้งหมด นาสัญญาตรวจสอบแล้ว หมดอาสวะแห่งความไม่รู้ ผ่านอวิชชาสวะ เป็นสัญญาที่มีนิโรธ เวทยิตคือการเคล้าเคลียอารมณ์ เป็นเวทนา 108 ที่เป็นเนกขัมมสิตเวทนา ผ่านทุกปัจจุบัน 36 จนเป็นอดีต เป็นอนาคตที่สูญทำให้มากพอจนมั่นใจในส่วนอดีต อนาคต ในอวิชชา 8 จนรู้ว่า อวิชชาตัวที่ 7 ส่วนอดีต อนาคตนั้นสูญเหมือนกัน ไม่ต้องพยากรณ์เลยว่า อดีตอนาคตสูญ เพราะทุกปัจจุบันทำได้เป็นกิจญาณ เป็นกตญาณแล้ว เที่ยงแท้ ก็บอกได้ว่ายังไงเห็นปัจจัยใดๆ ก็ผ่านแล้วนิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นกตญาณสำเร็จแล้วเลย ไม่ต้องหลับตาไปอยู่ในที่มือต้องออกต้องเข้าเลย อย่างท่านวิสาขาถามท่านธัมมทินนานั้น ว่าการเข้าการออกนิโรธนั้นไม่ใช่เลย การทำนิโรธคือทำให้กิเลสดับ ดับแล้วดับเลย ไม่ต้องเข้าต้องออกท่านอธิบายก่อนเลย แต่คนไม่เข้าใจก็ว่าทำไมท่านต้องพูดก่อนว่าไม่เข้าไม่ออก แต่ท่านก็อนุโลมตามภาษาของเขาไป ในการอธิบาย อ.กฤษฏาว่า..มันต้องเข้าใจพื้นฐานต้องเข้าใจนามรูปก่อน ถ้ามองออกเรื่องรูป นาม จะแยกแยะได้ พ่อครูว่า..มันต้องแยกส่วนย่อยละเอียดออกได้ จะต้องชัดเจนในจิตเจตสิก รูปนิพพาน อาตมาเป็นช่างปรุงยาที่ปรุงยาเป็นใส่อะไรก่อนหลังรู้ แต่เรียกชื่อไม่เป็นไม่รู้ภาษา ก็ต้องค่อยๆ จำพยัญชนะทีหลัง

อ.กฤษฏาว่า...เมื่อกี้นี้ผมนึกถึงหนังสือพุทธธรรมของท่านธรรมปิฎก ก็ต้องรู้ภาษาก่อน แต่พุทธองค์ท่านเกิดสภาวะก่อนแล้วค่อยบัญญัติภาษา ใส่ทีหลัง ในกระบวนการสังกัปปะ 7 องค์ประชุมท้งหมดเมื่อเราพิจารณาข้างในเรียกว่าจิตสังขาร เราทำมนสิการให้จิตมันดับกิเลสก่อน แล้วก็ทำให้ผ่านเครื่องกรองก่อนแล้วมาสำเร็จที่วจีสังขาร ดังนั้นต้องรู้ว่าวจีสังขารดับแล้วนิโรธสำเร็จ คือดับก่อน แล้วค่อยมาตรวจละเอียด กายนี่คือองค์รวมที่ต้องตรวจเสมอ เมื่อดับแล้วอะไรจะเกิดก็กายอยู่ตรงกลางทั้งนั้น ก็ถือว่าองค์ประชุมของจิตสังขารจัดการได้สมบูรณ์แล้ว ค่อยมาพิจารณารอบว่าจะก่อกรรมอะไร ก็มีวจีสังขารมาเป็นตัวปรุงตัวสำเร็จแล้ว

อ.กฤษฏาว่า...สัตบุรุษคือผู้ที่มีวจีกรรมที่เป็นสัมมาที่แท้จริงเพราะ มีวจีสังขารที่บริบูรณ์แล้ว เราจึงควรฟังธรรมจากสัตบุรุษไว้เสมอ อย่างพ่อครูนี่ก็มันบอกเสมอว่าขออภัยก่อนที่จะพูดบางอย่าง พ่อครูว่า...อย่างอาตมานี่เป็นขั้นอนุโลม ก็เหมือนเราเล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกๆ ดูกรรมกิริยาเหมือนเด็กไม่ใช่ผู้ใหญ่ แต่เป็นการช่วยเหลือเด็กให้เรียนรู้สูงขึ้นอีกได้

ปะฝนฟ้า ...การจะล้างตัวยึด ต้องรู้ให้ทันวจีสังขาร แล้วทำวจีสังขารให้สะอาด การวางอย่างเผินไม่รู้จิตเจตสิก มันเป็นเหตุผลตรรกะไม่เข้าถึงปรมัตถ์จริง เมื่อเรารู้แล้ว การจัดการวจีสังขารได้เร็วต้องอยู่ที่การฝึกฝนทำบ่อย จะชัดละเอียดขึ้น พ่อครูว่า...ที่ท่านๆ ทั้งหลายแปล อภิสังขาร(ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิ สังขาร อเนญชาภิสังขาร) ท่านก็เอาพยัญชนะมาแปล ท่านก็บอกว่าปุญญาภิสังขารคือสังขารเป็นบุญ ส่วนอปุญญาภิสังขารท่านก็แปลว่าสังขารไม่เป็นบุญก็คือบาป ท่านที่แปลอย่างนี ้ คือไม่มีสภาวะแท้ เพราะอภิสังขารคือการสังขารอย่างยิ่ง

ปุญญาภิสังขาร เป็นการปฏิบัติของเสขบุคคล อปุญญาภิสังขาร คือหมดบุญหมดบาป ไม่มีบาปให้ทำ หลุดพ้นทั้งบุญและบาป เป็นปุญญาปาปริกขีโณ เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป เป็นภาวะของอเสขบุคคลคืออรหันต์ เมื่อหมดบุญหมดบาปแล้วก็ทำสั่งสมสร้างความตั้งมั่นไม่หวั่นไหวของจิต เป็นอเนญชาภิสังขาร ในสัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐีติ 7 ไม่มีคำว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ คุณต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะได้ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ

สม.เป็นหญิงถามว่า...การนั่งพักเหมือนกับนิโรธไหม?... ตอบว่า..ไม่เหมือน การนั่งพักเป็นสมถะให้จิตพักเท่านั้น แต่ว่านิโรธต้องมีกระบวนการที่ลดละกำจัดกิเลสเป็นขั้นเป็นตอน แต่ถ้านั่งแล้วไปพิจารณาอ่านจิตอ่านอารมณ์ แล้วถ้าทำได้ตามลำดับคุณจะไม่ถามอาตมาอย่างเมื่อกี้นี้มันจะรู้ไปตามลำดับ รู้ความจริงตามความเป็นจริง อาการตัณหา ราคะ ต่างๆ มันไม่มี เช่นตัณหาภายนอก เช่นอยากคว้ามาเอาเป็นของตัว มาเสพรสเราไม่ทำ มันไม่ดิ้นแรงอะไรไม่ต้องควบคุม เหลือแต่ข้างในมันยังมีอาการอยู่นะ คุณก็จะรู้ว่ามันเหลือส่วนนั้นจนกระทั่งมันมีหรือไม่มี ก็เป็นอรูปแล้วมันมีหรือไม่มีก็เป็นอรูปแล้ว ปฏิบัติไปจะรู้ ต้องพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ว่าไม่มีกิเลสไปร่วมสังขาร ตั้งแต่สภาพนอกไปถึงสภาพใน

สมณะดาวดิน...สงสัยเรื่องง่ายๆ บุญกิริยาวัตถุ ที่ท่านพูดถึง ทาน ศีล ภาวนา … ตอบ...คำว่าภาวนาคือการเกิดผล ภาวนาเป็นตัวผล แต่ทุกวันนี้เพี้ยนแปลว่าภาวนาแปลว่าปฏิบัติ สามอันนี้ ทานศีลภาวนา นั้น ภาวนาคือ ผลของการปฏิบัติทาน และศีล หรือว่า ทินนัง ยิตถังคือการปฏิบัติ ส่วนหุตังคือผลที่เกิด

สมณะ...ผมสนใจเรื่องการยึดถือและการปล่อยวางเป็นเรื่องสำคัญมาก เป็นเรื่องทุกข์ที่แก้ยากอย่างที่เราคุยๆ กัน พูดจบแล้วมันทุกข์หายเลยมันก็ดีสินะ ผมสงสัยว่า วิธีการแก้ทุกข์จากการยึดถือที่มันไม่ได้ดังใจแล้วมันทุกข์ทันที ทีนี้เราจะให้มันคลายจากทุกข์ ผมยังไม่เห็นพ่อท่านพูดถึงวิธีการว่า อย่างเช่น พอไปยึดมัน แล้วทำไมไม่หาวิธีแก้ อย่างเช่นเรื่องรสอาหาร ทำไมไม่เห็นเป็นอสุภะหรือเห็นความจริงตามความเป็นจริง เรามายึดติดอะไรมันก็มีแค่รสเปรี้ยวหวานมันเค็ม ก็เป็นเรื่องของธรรมดา อะไรต่างๆ เหล่านี้ วิธีเหล่านี้จะทำให้มันลดละหน่ายคลายไปอย่างหนึ่งใช่ไหมครับ? พ่อครูว่า...มันทำให้เกิดญาณปัญญาอย่างหนึ่งว่าสิ่งจริงกับสิ่งแฝงที่เราจะต้องล้างมันนั้นต่างกันอย่างไร ของจริงล้างไม่ได้หรอกของจริงเหมือนกัน คนปฏิบัติธรรมหรือไม่ปฏิบัติธรรมก็เห็น นี่ก็ขาว นี่ก็สีเขียวเหมือนกันหมดนั่นแหละ นั่นคือของจริง แต่ไอ้ของไม่จริงคือตัวอุปาทาน กิเลส อัสสาทะ ที่เราต้องล้างมัน

สมณะ... อ้าวแล้ววิธีการดูความจริงตามความเป็นจริง อันนี้เป็นตัวช่วยให้ล้างไหม? พ่อครูว่า...เห็นความจริงตามความเป็นจริง นั้น คุณจะต้องเห็นทั้งสิ่งที่เป็นธรรมชาติจริง ส ิ่ งที่เป็นกิเลสก็เป็นกิเลสจริง สิ่งที่กิเลสมันละจริง ต้องเห็นความจริงของมันจางคลาย เห็นความจริงของมันว่านิโรธจริง เห็นทั้งโลกุตระและโล กียะ รู้มโนปวิจาร 18 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบอะไรก็รู้หมด) รู้เหมือนกันหมด ของใครๆ ทั้งโลกก็รู้เหมือนกัน แต่ที่เราจะรู้อีกส่วนคือส่วนที่เนกขัมมะ ว่ามันเป็นกิเลสแล้วเราก็ทำกิเลสออกหมดได้ก็รู้ รู้ของธรรมชาติที่เป็นไปตามโลกเขาก็รู้ได้กับเขา

สมณะถามต่อ...จะรู้ว่าเราลดละหน่ายคลาย รู้อย่างไร? รู้ตรงไหน? พ่อครูว่า...ก็รู้ตรงเราอ่านกิเลสออก แยกกิเลสออกได้ ถ้าแยกกิเลสไม่ออกเลย สักกายะตัวแรกก็ไม่รู้

สมณะว่า … เช่น อย่างการกินอาหารบางอย่าง อันนี้เรารู้ว่าถ้าเราไม่ได้กินใจมันจะรู้สึกโหยๆ เราก็จะไปหาต้องการ แต่พอเรารู้และเข้าใจแล้วว่าแต่ก่อนเราเห็นไม่ได้อดไม่ได้เลย ต้องกิน แต่พอเรารู้สึก เข้าใจมันปุ๊ป มันก็เพียรพยายามหลายๆครั้งเข้า ตอนนี้เห็นก็กินก็ได้ไม่กินก็ได้ ไม่เป็นไร อย่างนี้ถือว่าเราลดละหน่ายคลายไหมครับ?... พ่อครูตอบ...มันเป็นการได้ที่ไม่ชัดเจนในกาย อย่างต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พระพุทธเจ้าจึงรับรองว่าเป็นอรหันต์ ต่อให้คุณเหมือนเป็นอรหันต์เลยนะ มีพยานหลักฐานเห็นได้สัมผัสได้ ถ้าไม่มีองค์ประชุมที่สัมผัสได้ไม่เรียกกายสักอย่าง ใครสัมผัสได้ข้างนอกก็รอบหนึ่ง แต่ใครสัมผัสได้เป็นนามกาย คุณต้องรู้นามกายของคุณเอง ดังนั้น กายสักขี รู้ได้จากตา หู จมูก ลิ้น กาย ภายนอก แต่เราต้องรู้กายในเป็นนามกายด้วย เป็นกายวิญญาณ ต้องรู้องค์ประชุมของวิญญาณ ต้องแยกแยะวิญญาณในขณะผัสสะ 3 กระทบรูปแล้วเกิดวิญญาณ นี่เป็นวิญญาณที่จะต้องรู้เป็นปัจจุบันนี้ ไม่ใช่ไปเรียนรู้วิญญาณล่องลอยไปนอกร่าง พระพุทธเจ้าบริภาษภิกษุสาติไว้

สมณะ...เรื่องยากกว่านี้อีกคือเรื่องของความยึดถือหรืออารมณ์ ถ้าเราถูกขัดใจ หรือไม่ได้อย่างใจ หรือเราทำอะไรอย่างหนึ่ง แล้วถูกเกิดการเปลี่ยนแปลง จนเรารู้สึกมีความไม่ชอบใจ ถ้าเราจะล้างสิ่งเหล่านี้ ด้วยการพิจารณาว่าอันนี้มันเป็นวิกฤตินะ เราต้องทำให้เป็นโอกาส พ่อครูแทรกว่า...นี่แหละเป็นเหตุการณ์จริงที่คุณจะต้องรู้ใจตนเอง

สมณะว่า...หนึ่งมันจะได้เกิดกำลังใจว่าเราเจอโจทย์แล้วนะ เจอโจทย์ก็เจอทุกข์นะ แล้ววิธีแก้ทุกข์จะทำอย่างไร? แล้วเราจะแก้ทุกข์ได้ เราก็ต้องมาหาเหตุผลว่าเออ มันทุกข์อย่างไร? พ่อครูแทรกว่า...ไม่ใช่ให้หาเหตุผล ให้อ่านความจริง

สมณะ ...คืออ่านความจริงน่ะแหละครับ แต่มันก็ต้องรู้ว่า มันทุกข์ คนเราพอทุก ข์ ปุ๊ป ก็ต้องหาวิธีแก้ทุกข์ถูกไหมฮะ แล้ววิธีแก้ทุกข์เราก็ต้องมามองความจริงว่า หนึ่งเราโง่ สองเราไม่มองให้เป็นบวก เรามองแต่ลบ หรือไม่ก็ต้องมาคิดอีกทีว่าสิ่งที่เกิดเป็นเรื่องดีนะ สมมุติเราเคยทำงานนี้อยู่ มีคนอื่นมาทำแทนหรือมาเอาส ิ่ งที่เราทำนี่เอาไปทำ ผมก็เลยคิดว่า เออ อย่างนี้ดีแฮะ เราก็จะได้เบา ไม่เป็นภาระ คือถ้าพอคิดได้อย่างนี้ปุ๊ป จิตที่มันยึดถือนี่มันก็โล่งไม่ถือสา มันก็ปล่อยวาง อันนี้เมื่อกี้นี้พ่อท่านบอกว่ามันเป็นแค่ตรรกะ อันนี้ไม่ใช่ปัญญาหรือฮะ? พ่อครูตอบ … ไม่ใช่ นี่คือสมถะ เอาเหตุผลมาบรรเทา คุณต้องเห็นจิตเจตสิก! แล้วก็เข้าใจเจตสิก หลักใหญ่คือมันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่ใช่ตัวจริง มันเป็นอาการ เป็นอารมณ์ ต้องเกิดญาณปัญญาจริงๆ ว่าอ๋อ ว่าเรามันยึดเองอย่างนี้ มันยึดว่า อาการอย่างนี้ต้องได้อย่างนี้ ไอ้ตัวที่จะยึดอยู่นี่เป็นอุปาทาน ต้องได้อย่างนี้ทำไม? คนมันมาแย้งเรา ต้องมาขัดแย้งเราอะไรต่างๆ คุณต้องอ่านจิตของคุณจนกว่าจิตที่มันยึด มันคลายไม่ใช่อธิบายเหตุผล รอบเลยว่าเขามาช่วยเรามันก็เบานะ เหตุผลนั้นมันทำให้คลายเฉยๆ แต่มันไม่ได้ทำให้เห็นจิตในจิต ชัดเจนไหม? ว่าตรงที่ไม่เห็นจิตในจิต ไม่ได้พิจารณาตามอาริยสัจ 4 เลย ไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเลย

สมณะว่า … แต่ก่อนนี้เราเห็นหน้าคนนี้แล้วก็ไม่อยากเจอเลย จนกระทั่งเราทำจนมีความรู้สึกว่า ที่จริงนะเขาช่วยเรานะ อย่างนี้ยังคือเหตุผลอยู่หรือ? พ่อครูว่าตอบ...ใช่ เป็นเหตุผลช่วย เป็นวิกขัมภนปหาน

สมณะว่า. . .แต่มันก็ช่วยให้คลายทุกข์ได้ พ่อครูว่า … คลายได้แต่มันไม่ถาวร ถ้าจะให้ถาวรก็ต้องเห็นจิตคลาย ว่าจิตคลายเพราะ ที่จริงไม่ใช่ว่าเป็นเหตุผลว่าเขามาช่วยเรา มันไม่เกี่ยว จิตของคุณต้องเห็นด้วยปัญญาญาณว่า ตัวเราเองเรายึด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน