571014_พุทธชีวศิลป์(๑๖) วนบ. เรื่อง อุปาทายรูป ๒๔ คือนาม เป็นอย่างไร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571014_ พุทธชีวศิลป์ ( 16 ) วนบ. โดยพ่อครู ที่ราชธานีอโศก เรื่อง อุปาทายรูป 24 คือนาม เป็นอย่างไร?
พ่อครูว่า...วันนี้ วันที่ 14 ตุลาคม 2557 ที่ ราชธานีอโศก เราเปิด วนบ. มา 3 เดือน กับ 3 วัน ยังดีพวกเรายังหายไปไม่ถึงครึ่ง ดีที่พวกเราใส่ใจธรรมะ เป็นเรื่องยาก เช่นเดียวกับที่จะได้เกิดมากเป็นคนก็ยาก และที่จะเกิดพระพุทธเจ้าสักพระองค์ ในแต่ละกาละก็ยาก และจะมีศาสนารุ่งเรืองสืบทอดมาก็ยาก คนเราตายไปแล้วจะกลับมาเกิดเป็นคนได้ยาก ขนาดพระพุทธเจ้ายังบอกว่าท่านเผยแพร่ให้รุ่งเรืองก็ยาก แม้มีท่านอยู่ทั้งพระองค์ แล้วอาตมาเองแค่นี้ยากขนาดไหน? อาตมายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าด้วย แล้วยุคนี้ด้วย ยุคที่พระพุทธเจ้ายังไม่กล้าเกิดเลย เพราะเกิดมาก็เสียของ เสียพระพุทธเจ้าเลย ไม่ได้ ก็ต้องให้บรรดาอย่างอาตมาโพธิสัตว์ทำไปสืบสานไป ก็ยังได้ขนาดนี้ถึงดี
ในรุ่นพระพุทธเจ้าพระองค์นี้มีพระอรหันต์มาในวันมาฆบูชาแค่ 1250 รูป และมีมาฆบูชาแค่ครั้งเดียว แต่พระพุทธเจ้าองค์อื่น พระอรหันต์เป็นล้านรูป มาฆบูชาก็หลายครั้ง แต่อย่างอาตมานี่ เทศน์ทีไรมีคนฟังแค่ 25 คนก็ดีแล้ว ชุมชนเราเหลือซัก 125 คน ก็ดีแล้ว อาตมาเข็นให้ถึงพันยังไม่ถึงเลย แต่เรา เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแค่น เน้นจริงให้ย ิ่ งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง เราเน้นคุณภาพ แต่เป็นของแท้ ของจริงไม่แปรเปลี่ยน อาตมานำลักษณะชุมชนเข้มแข็ง 14 ประการ มาเผยแพร่ให้เข้าใจ เป็นสังคมที่เห็นได้ชัดว่าเป็นสังคมคนมีศีล มีคุณธรรม มีอาริยธรรม
เรื่องของศีล ก็ไม่ใช่แค่ว่าพระให้ศีลแล้วก็จบ ไม่ใช่ เวลาเขาสวดก็ใส่ทำนองด้วย ก็ผิดไปจากที่ พระพุทธเจ้าบัญญัติห้ามไว้ด้วย แล้วเขาก็ได้พยัญชนะว่า มีศีล 5 นะ เว้นขาดจากข้อต่างๆ ก็ยึดถือกันแค่ภาษา แล้วปฏิบั
อ่านต่อ
ติบ้าง คุมกาย คุมวาจา เขาก็สอนกันแค่นั้น อาตมาเอา กิมัตถยสูตร มาอธิบาย ท่านก็ตรัสไว้ชัดว่า ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังอรหัตตผล ให้สมบูรณ์ไปตามลำดับ อรหันตตผล ไม่ใช่แค่กายกับวาจา ทำแค่กายกับวาจาไม่มีทางบรรลุธรรม เพราะจะบรรลุธรรมต้องบรรลุที่ใจ ศีลต้องขัดเกลาใจ เป็นคนมีศีล มีแต่กายกับวาจาก็ดีอยู่หรอก แต่ไม่ใช่การบรรลุศีล หรือมีอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ไม่เข้าใจว่าบรรลุคืออย่างไร กิเลสลดคืออย่างไร มันต้องอ่านใจเป็น มนสิการเป็น จึงเป็นธรรมะที่เป็นคุณธรรม เป็นผล แต่ก็เข้าใจศีลอยู่แค่นั้น แล้วก็ยังไม่ชัด
แล้วศีล สมาธิ ปัญญา ล่ะ สมาธิก็ไปนั่งหลับตา ก็เลยหั่นไตรสิกขาของพระพุทธเจ้าเป็นชิ้นๆ ชิ้นหนึ่งไปขั้วโลกเหนือ อีกชิ้นไปขั้วโลกใต้เลย ไม่ได้ส่งเสริมกันเลย กายกับวาจา ก็ลืมตา ส่วนใจ ก็ไปหลับตา เอาสิ มันก็เลยไปกันใหญ่ แล้วเมื่อไหร่มันจะไปด้วยกันล่ะ ส่วนปัญญาก็ไม่รู้เรื่องรู้ราว จะบอกว่าวิปัสสนาญาณ เขาก็ได้แต่ นั่งเห็นระลึกไปสะกดจิตไป แล้วปัญญาจะปึ๊งไปเอง ไม่ไล่เรียงว่าสัมผัสตั้งแต่ภายนอกมาสู่ภายในไม่รู้
ปฏิบัติศีล ก็ไม่ได้คุณธรรม อาจจะบอกว่าได้ก็ได้แค่สมมุติสัจจะภายนอก เป็นคุณธรรมโลกีย์ ไม่เป็นโลกุตรธรรม อาริยะของพระพุทธเจ้านั้น จิตต้องละหน่ายจางคลาย ถ้ามันลดแล้วก็ไม่รู้ว่าลดอย่างไร เห็นอาการจิตอย่างไรก็บอกไม่ได้ อ่านไม่ออกบอกไม่ถูก ไม่เข้าถึง ปรมัตถ์ คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน จิตคืออาการอย่างไรก็ไล่ไปตามพยัญชนะ จิตก็แยกไป รูปก็แยกไป แยกอุปาทายรูป 24 และดิน น้ำไฟ ลมอีก 4 ก็แยกเรียนไป แต่ก็ไม่รู้จักรูป ไม่มีญาณรู้ความจริงนั้น ก็เลยไม่เข้าในหัวข้ออาริยธรรม
ตัวมันเองก็เป็นรูปรูป ถ้ามีจิตเข้าไปร่วมรับรู้ก็เป็นรูปกาย ถ้าเลื่อนเข้าไปแต่เฉพาะข้างในก็เป็นนามกาย อ่านแต่เฉพาะข้างใน องค์ประชุมของนาม คำว่า กาย ขาดนามหรือจิตไม่ได้ แต่ขาดรูปได้ ในระดับลึกซึ้งสุดแล้วเหลือนามธรรมขั้นอรูป ถือว่าขาดจากรูปได้เลย แต่ ถ้าขั้นรูปภพ เป็นรูปาวจร ก็ยังกึ่งๆ ส่วนอรูป ถือว่าขาดจากมหาภูตรูปได้เลย มันเหลือระริกระรี้พริ้วพราย จะมีรูปหรือไม่มี ก็เกิดขึ้นมาได้เอง
ส่วนอนาคามี หากกระทบรูปข้างนอกแล้วก็ไม่ผิด มีหิริโอตตัปปะ หยาบข้างนอกไม่เอาด้วย แต่ใจมันปรุงเป็นอภิสังขารข้างใน ยับยั้งได้ ไม่ละเมิดบาปภายนอก แต่ข้างในมันยังมีอาการ พอสัมผัสข้างนอกมันก็มีอาการได้ หรือไม่สัมผัสข้างนอกก็มีแรงของมันเกิดเองเป็นรูปาวจรได้ มันก็แรงกว่าอรูปาวจร ขาดรูปรูปได้ แต่ขาดนามไม่ได้เลย
คำว่า กาย ทีนี้มาเป็นภาษาไทย คำว่า กาย ไม่มีนามเลย นี่คือความผิดพลาดของศาสนาพุทธอย่างสำคัญ พิจารณากายในกาย ยิ่งวิโมกข์ 8 ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายก็ไม่รู้เลยมืดหน้า ในบาลีเขาก็แปล กาย ว่าส่วนที่มีองค์ประชุมของรูปและนาม เขาก็แปลถูก แต่ความเข้าใจโลกุตรธรรมมันหมดไปแล้ว กระแสหลักไม่เข้าใจตัวนี้ แล้วก็ปฏิบัติไม่ได้ ปฏิบัติตามพยัญชนะที่ท่านบอกว่า กาย ต่างๆ นานาสารพัด ก็ไม่รู้ ไม่รู้สภาวะจริง ก็เลยไปไม่ได้ แม้คำว่า กายสังขารก็ไม่รู้เรื่อง เข้าใจแต่ว่าดิน น้ำ ไฟ ลมสังขารแค่นั้น แล้วจะพิจารณา วจีสังขาร จิตสังขารได้อย่างไร ไม่เต็มเต็ง
จะมาสัมผัสวิโมกข์ พหิทารูปานิ ปัสสติ อย่างไรก็ไม่เข้าใจเลย เพราะไม่เข้าใจ แล้วเขาเข้าใจว่า วิโมกข์คือการเกิดสมาธิ แต่สมาธิต้องนั่งหลับตา วิโมกข์ก็ต้องนั่งหลับตา ฟังแล้วน่าสงสาร ก็เลยไปไม่ได้
อาตมาก็วิจัยบอกว่าตำหนิ ไม่ได้โกรธเกลียด แต่สงสาร ที่เขาก็อยากได้จริงๆ อาตมาก็เห็นใจนะ แต่เขาไปติดตัวเองที่ยึดมั่นถือมั่น อาตมาก็ไม่มีเครดิตด้วย
กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้นเป็นไฉน กายคือองค์ประชุมของรูป และนาม ถ้าเข้าใจว่า กายคือร่างสงบก็ต้องหยุดทุกอย่าง เพราะเข้าใจว่า กายปัสสัทธิคือร่างสงบ ไม่กระดิกเลย ว่าปัสสัทธิ สงบแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เลย ก็เลยกลายเป็นนิพพาน คนสงบ
พระไตร. ล. 34 ข. 55 [ 55 ] กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับแห่ง เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า กายปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น.
[ 56 ] จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน? การสงบ การสงบระงับ กิริยาที่สงบ กิริยาที่สงบระงับ ความสงบระงับแห่ง วิญญาณขันธ์ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า จิตตปัสสัทธิ มีในสมัยนั้น.
พ่อครู ว่า...ชัดที่สุด ใน กายปัสสัทธิ หมายเอาที่ เวทนา สัญญา สังขาร แต่ จิตปัสสัทธิ หมายเอาที่วิญญาณขันธ์ สงบรำงับ ซึ่ง ในกาย มันจึงมีองค์รวมที่เป็น เวทนา สัญญา สังขาร ให้พิจารณาตรงนี้ ให้อ่านตรงนี้ ซึ่งสามตัวนี้เป็นเจตสิก ส่วนวิญญาณนี้เรียกว่า จิต เป็นไวยพจน์กั น กับจิต
จิตหรือวิญญาณ ...วิญญาณเป็นอาการของ จิตเจตสิกต่างๆ รวมในขณะที่ปรากฏ เรียกว่า เป็นวิสามัญนาม proper noun เป็นจำเพาะ ต้องจับตัววิญญาณให้ได้ เพราะเป็นวิสามัญนาม แต่คำว่า จิต เป็น common noun เป็นคำเรียกรวมไม่จำเพาะ
ฉันเดียวกับที่ อัตตาเป็น คำรวม common noun แต่คำว่า สักกายะ เป็น proper nouns เป็นเฉพาะของคุณเองนะ สักกายะก็คือหยาบ ส่วน อาสวะก็คือละเอียด ส่วน อัตตาก็คือเรียกรวม
จิต กับวิญญาณและมโน นั้น มโนก็เหมือนกับอาสวะ เรียกตัวอาการของจิตในภายใน ส่วนจิตนี้เรียกรวม และวิญญาณ นี่จำเพาะเลย เวลาเรียน เวลาปฏิบัติศึกษาจึงต้องปฏิบัติให้เห็น วิญญาณ และวิญญาณก็เกิดในปัจจุบันนี้ จะเกิดเมื่อมีการกระทบด้วยเหตุและปัจจัย ตา หู จมูก ลิ้น กาย กระทบก็เกิดวิญญาณ แล้ววิญญาณมีเจตสิก 3 คือ แยกเป็น เวทนา สัญญา สังขาร ที่เป็นเจตสิกของวิญญาณ
ก็คงพอขยายความได้ความแล้วว่าในรายละเอียดของ จิต เจตสิก รูป นิพพาน เป็นเช่นนี้
ถ้าแยก กายกับจิต โดยเข้าใจว่า กายไม่มีจิตเข้าไปร่วมด้วยเลย ตัดขาด กายกับจิตเลย ก็เรียนไม่ได้ กายในกาย ก็ไปแยกพิจารณา กายคตาสติ ภาษาบาลีมี กาย หลายอย่างที่อาตมาเอามาให้ฟัง กายกลิ กายปาคุญญตา กายสังขาร มีมากมาย จะไปรู้กันอย่างไร เพราะกายเหล่านั้นมันคือองค์ประชุม องค์รวม คำว่าส ิ่ งที่ถูกรู้ คือ รูป
เมื่อรูปแยกเป็นรูป 28 ดินน้ำไฟลม 4 มหาภูตรูป เป็นวัตถุรูปภายนอกจริงๆ เมื่อคุณกระทบสัมผัสโดยอาศัยสิ่งเหล่านี้เป็นเหตุปัจจัยที่จะเกิดกาย พอไปมหาภูตรูป คุณก็ตัดกายออก เมื่อมหาภูตรูปเป็นส ิ่ งที่จะเนื่องนำมาสู่ อุปาทายรูป 24 เมื่อตากระทบรูป (ดิน น้ำ ไฟ ลม) ภายนอก เป็นรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภายนอก 5 อย่าง เมื่อมาเป็นภาวรูป ตา หู จมูก ลิ้น กาย กับรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ท่านหักออกเสียหนึ่ง ในปสาทรูป เกิดดำเนินเป็นโคจรรูป สองอย่างนี้รวมเป็น 9 คือไม่นับ ซึ่ง ตา หู จมูก ลิ้น หากไม่มีจิตเข้าร่วมก็ไม่มีกาย แต่กายนี่คือจิต แม้ไม่มีตา หู จมูก ลิ้นรวม มันก็มีกาย ตายแล้วมันยังไปด้วยเลย กายน่ะ องค์ประชุมของ เวทนา สัญญา สังขาร แต่ ดินน้ำไฟลมมันไม่ไปด้วย
เมื่อไม่เข้าใจว่า กายคือความสัมพันธ์ของรูป และนาม รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ แต่คุณตัด จิตทิ้งไป เพราะเข้าใจว่า มหาภูตรูปคือสิ่งที่ไม่มีนาม และอุปาทายรูป ก็ไม่มีนามอีก เพราะอุปาทายรูป คือองค์ประชุม ทั้งมหาภูตรูป และมหาภูตรูป ต้องมีนามเข้าไปรู้สิ่งที่ถูกรู้ จึงมีรูปได้ แม้กระทบภายนอก มาอ่านภายใน จากกายนอกมาสู่กายใน เป็นกองขันธ์ของ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณก็คือองค์ประชุม
พอตากระทบรูป หูกระทบเสียง ปสาทรูป โคจรรูป มีปฏิกิริยาก็เกิดวิญญาณ คุณก็วิจัยวิญญาณ มีเจตสิก 3 เป็นหลัก พระพุทธเจ้าว่า ให้ใช้สัญญา เป็นตัวทำหน้าที่กำหนดหมายรู้ เป็นคลังเก็บอัตภาพ และเป็นตัวรู้ คุ้ยให้ไปรู้ ตามเข้าไปรู้ ดึงเข้าไปรู้ หรือวิ่งเข้าไปก็ได้ ต้องรู้มันให้ได้ เมื่อได้กระทบสัมผัสรู้ เป็นนามธรรม ย ิ่ งกำลังเกี่ยวกับสิ่งสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย บริบูรณ์เต็มๆ เลย นี่กระทบแล้วเกิดวิญญาณ ดิ้นพลาดๆ เป็นสัตว์นรก สัตว์เปรต ไม่ฟังอีร้าค่าอีรมแล้ว แย่งชิงปล้นฆ่า หน้ามืด ไม่ฟังเสียงแล้ว ทำร้ายทำเลวจะเอามาให้เป็นของกู หรือให้ได้สัมผัสเสียดสีให้ได้ ก็เป็นสัตว์นรก
หรืออาจอยากได้แต่ไม่ร้ายแรงเท่าก็เป็นสัตว์เปรต หากมันร้ายแรงก็เป็นสัตว์นรก หากมันลดลงมาก็เป็นเปรต ถ้ามันเบาลงไปอีก มันไม่ค่อยแข็งแรงไม่ค่อยกล้าก็คือ อสุรกาย มันไม่กล้าเท่าเปรต ไม่กล้าเท่าสัตว์นรก คำว่า สุระ คือแรง คือกายของ อสุระ คือไม่แรงเท่าเปรต สัตว์นรก หากมันไม่รู้เรื่องเลยคือสัตว์เดรัจฉาน มันโง่เลย แต่ถ้าคุณรู้ เปรต สัตว์นรก อสุรกายก็ตามรู้ไป
แล้วบัญญัติมันว่าเป็นสัตว์ เกิดเมื่อกระทบสัมผัส เห็นจริงๆ เป็นสัตว์ อวินิปาตะ คือมันต่ำกว่าสัตว์นรกทุกอย่าง สัตว์อบายทุกอย่าง ไม่มีภาษาเรียกแล้วมันตกต่ำจนอวินิ ทั้ง อ , วิ ,นิ ก็แปลว่า ไม่แล้ว ไม่มีอะไรจะเรียกอีกแล้วว่าเป็นสัตว์ตกต่ำ ก็คืออาการของจิตใจเราเป็นพวกนี้
ถ้าไปเข้าใจองค์ประชุมของสัตว์นรก เปรต อสุรกาย ตอนมันมีการสัมผัสแล้ว เห็นอย่างโต้งๆ ชัดๆ เลย เกิดปัจจุบันเลย ถ้าไม่กระทบแล้วก็ไปดิ้นในใจ อย่างคนติดยาเสพติด มันเสี้ยนแรงๆ ก็ดิ้นอยู่ในภพของมัน ก็ไม่มีการกระทบสัมผัส ก็ดิ้นภายใน เป็นทาสร่ำร้องแรงกว่าหยาบแล้ว หน้ามืดฆ่าคนได้ ฆ่าพ่อแม่ได้ ทำร้ายเพื่อต้องการได้มาเสพให้สมใจตนเอง หรือหน้ามือตามัวจะเอาลาภ ยศ สรรเสริญ จะเอาบ้านเอาเมืองก็ทำ ไม่รู้ แล้วก็ทำ เพราะไม่รู้จักกำลังของสัตว์ร้ายเหล่านี้ไ่ม่เคยยับยั้ง
พวกคุณนี่อาตมาไม่รู้ว่าพวกคุณเคยผ่านเรื่องเลวร้ายขนาดไหน แต่ถ้ามีเลวร้ายอยู่ก็คงไม่ได้มาท ี่ นี่ มาที่นี่ได้ ก็เพราะมีดวงตาที่รู้ และทางโน้นไม่มีพลังดึงไว้มาก มันไม่กล้ามา มันก็มีแรงส่งไม่มาก เราก็ยังพยายามมาก็แสดงว่ามีพลังต้องการมาก จนมาเอาได้
อุปาทายรูป เมื่อไม่เข้าใจว่าต้องกระทบสัมผัสจึงอ่านได้ชัด เกิดปสาทรูป โคจรูปทำงาน จึงเกิดอ่านรู้นามรูปได้ เมื่อไม่ให้มันเสพก็เป็นสัตว์นรก สัตว์เปรตอยู่ เมื่อคุณรู้อาการจริงก็เร ิ่ มต้นกำจัดสมุทัยได้ ครั้งแรก ครั้งที่ 1 รู้ว่ามันดิ้นน้อยลง เป็นสังขิตตังขิตตัง หรือวิกขิตตังจิตตัง ก็ลดได้เป็นสมถะกดข่ม หรือวิปัสสนาได้ คุณก็อ่านให้ออก อาการดิ้นอยู่ไม่เป็นหนึ่ง ไม่เป็นเอกบุรุษก็คืออิตถีภาวะทั้งนั้น
โสดาบัน ก็เอากรอบที่มันดิ้นก่อนให้เป็นเอกบุรุษเฉพาะในส่วนที่ตนทำ ส่วนอื่นก็เป็นอิตถีภาวะไปก่อน ขอสะสมกำลังก่อน ส่วนอิตถีภาวะอื่นอาจแรงแต่ยังไม่ทำ ขอทำส่วนนี้ก่อน แล้วค่อยไปสู้ หรือใครแน่จริงเอาแชมเปี้ยนมาก่อนเลย ท้าแชมป์มาล้มก่อนเลย ใครแน่จริงก็ทำสิ แต่พระพุทธเจ้าว่าให้ทำเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายไป ถ้าไม่แน่จริงไปชกแชมป์ก่อนก็น็อคก่อนเลย แต่ถ้าแน่จริงแป๊บเดียวก็ชนะ ไปตามลำดับ ล้มแชมป์ได้เอง
นี่คือภาวรูป 2 ส่วนอินทรีย์คือดีกรี น้ำหนักความแรงของมัน แล้วมา หทยรูป
หทยรูป คือตัวที่อยู่ของจิต ของวิญญาณของมโน ของอาการนี้แหละ ธาตุรู้ตัวนี้แหละ ไม่มีที่อยู่ไม่มีหลักแหล่ง สัมผัสเมื่อไหร่ก็เกิดที่นี่แหละ ถ้ามันแรงก็เกิดไวเลย กระทบแล้วมันเกิดอย่างไรเมื่อไหร่ มันไม่มีสถานที่ตัวตน แต่ต้องใช้ญาณรู้ว่ามันเกิดแล้วมีตัวตนแล้ว แต่เขาไปเรียนกันว่าอยู่ที่หัวใจห้องที่ 4 ไปนั่นแหละ
หทยรูป คือตั ว ที่คุณต้องจับให้ได้ว่ามันอยู่ตรงไหน มันอยู่ใน คูหาสยัง นี่แหละ นี่คุณต้องไม่ให้จิตออกนอกนี่แหละ เมื่อจับได้ก็ดูชีวิตรูป
มันมีชีวิตมันยังไม่ตายสนิท มีอินทรีย์มีกำลังอยู่ เป็นสัตว์นรก เปรต อสุรกาย ก็รู้เหลืออาสวะก็รู้ว่ามันเหลือน้อยเบาแล้ว ต้องรู้ว่าเกิดตัวไหน? รู้ให้ได้ชีวิตินทรีย์ของมันแล้ว ดับความเป็นชีวิตของเปรต นรก อสุรกายให้เกลี้ยง โดยเฉพาะสัตตาวาส 9 ถ้ารูปก็คือแค่นี้ในกาม แล้วก็เป็นในจิต เป็นรูปจิต อรูปจิต กำจัดไปตามลำดับ จึงรู้จักชีวิตินทรีย์ ถ้าดิ้นมากก็เป็นอิตถินทรีย์ แต่ถ้าคุณมีอำนาจเหนือมัน มันไม่ดิ้นแล้วก็เป็น เอกบุรุษ เป็นปุริสินทรีย์
อาหารรูป ท่านสรุปว่า กว ฬิ งการาหารนั้น คุณปฏิบัติได้หมดมีกิเลสทุกอย่างในนั้นเลย เมื่อคุณสามารถรู้เครื่องอาศัย เป็นอาหาร 4 เมื่อมันอยากคุณก็ไม่ให้มันได้กิน อาศัยผัสสะ มันจะอยาก แล้วความอยากก็แบ่งเป็น อยากในกามก็เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส และภพก็เป็นภายใน แต่ถ้าอยากฆ่ากามอยากฆ่าภพ ก็เป็นวิภวตัณหา เป็นตัณหาอุดมการณ์อยากไปฆ่าสัตว์ในภพ เป็น กามภพ รูปภพ อรูปภพ มันเป็นวิภวตัณหาก็ต้องใช้ต้องมี แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็มีวิภวตัณหาที่จะสร้างศาสนาเลย หากแปลวิภวตัณหาผิดแล้ว ก็ว่าอยากอะไรไม่ได้เลยก็ผิดแล้ว ใช้ไม่เป็น เพราะแยกรายละเอียดของกามกับภพไม่ออก ไม่เรียนไปตามลำดับ ว่าทำที่กามก่อน ดับกามก่อนแล้วจะรู้เลยว่า จะดับรูปภพ อรูปภพอย่างไร เพราะรู้ว่ากามคืออย่างไร พอรูปภพ อรูภพก็ต้องมีผัสสะอยู่ เรื่องกามหากล้างแล้วก็ไม่ได้ว่าปิดทวาร 5 เพราะได้ฆ่าตัวกิเลสในจิต แม้กระทบสัมผัสเหตุปัจจัย แต่กิเลสตายสนิทต่างหาก
เราอาศัยอาหาร 4 มีผัสสะ มีเจตนาเป็นเครื่องปฏิบัติ แล้วก็รู้นามรูป ของวิญญาณ ต้องมีผัสสะ รู้เจตนา ต้องมีปัญญาอ่านนามรูปเป็น ถ้าอ่านนามรูปไม่เป็น คุณก็ไม่รู้จักวิญญาณ เพราะนามรูปคืออาการของจิตที่ถูกรู้ แต่ถ้าไปนั่งสมาธิอ่านก็ยิ่งลึกลับไม่เป็น เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย เขาหลงกันเป็นฤาษีกดข่มกันไป พระพุทธเจ้าเลยอุทานว่า อุทกดาบส อาฬารดาบส ที่ตายไปกับสมาธิฤาษี ว่าฉิบหายแล้ว
สรุปแล้วอาหาร 4 นี่ คุณต้องรู้กามในกา ฬิ งการาหาร รู้เวทนาในผัสสะ รู้เจตนา 3 ในมโนสัญเจตนาหาร และต้องรู้นามรูป ในวิญญาณาหาร กามเกิดเมื่อไหร่เมื่อกระทบทวาร 5 ก็ต้องรู้ก่อนเลย แต่ไปเรียนนั่งหลับตาเมื่อไหร่จะรู้เรื่องกัน มันขาดแหว่ง อาหาร 4 ก็ไม่รู้เรื่อง ไปนั่งอยู่ในภพ ก็ไม่มีกามราคะอะไร ไม่ได้เรียนกามเลย ตัดลัดไปสู่ราคะข้างใน เป็นรูปราคะ อรูปราคะเลย นอกจากคนมีบารมีจะได้ คนมีบารมีก็ไม่สามารถรู้ครบ แม้จะทำให้อาสวะบางอย่างดับได้ กระนั้น พระพุทธเจ้าก็ไม่ยอมรับเป็นอรหันต์ ต้องมีกายสักขี มายืนยัน สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ทั้งนอกทั้งใน ต้องมี พหิทารูปานิ ปัสสติ คือสัมผัสภายนอกเข้าไปถึงภายใน เขาไม่รู้วิโมกข์ นี่คือความผิดเพี้ยนของศาสนาพุทธไปไกลมาก
ถ้าคุณเรียนรู้ตั้งแต่กายนอกไป แม้ไม่รู้ในก็ยังได้เป็นอนาคามีเลย แต่ถ้าเรียนแต่ใน ก็ไ่ม่ได้อะไรเลย โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ก็ไม่ได้เลย อย่างที่อาตมาพาพวกเราทำรู้บ้างไม่รู้บ้างก็ยังได้เลย อย่าขี้เกียจก็แล้วกัน มันก็มีปฏิภาณบ้างน่ะ
มาสู่ ปริเฉทรูป เป็นองค์ปฏิบัติให้ไปสู่ อากาสคือความว่าง ต้องรู้ภาวรูป รู้ชีวิตรูป รู้อาหารรูป ที่เป็นสภวะกิเลสแต่ละขั้น แล้วก็ทำให้ว่างไปตามลำดับ เช่น ศาลานี้ว่างจากช้างก็เป็นอากาสของช้าง เทหวัตถุแท่งทึบนี้ไม่มีช้าง บริเวณนี้ไม่มีช้าง Space นี้ไม่มีช้าง บริเวณนี้ไม่มีกาม ก็เหลือแต่รูป กับอรูป ก็รู้ว่ามันว่างจากอะไร
จนหมดกาม หมดรูป จนถึงอรูป หมดอรูปก็เหลืออากาศ แล้วดูว่ามันว่าง แล้วจากนั้นก็ดูอาการจิตที่สะอาด โดยเฉพาะจิตสงบที่กระทบอยู่ แม้ตา หู กระทบผัสสะ แต่คุณก็รู้ว่าจิตคุณใสสะอาด มีอาการวาง อาการใสสะอาดของวิญญาณและต่อมา ที่จะมี กามราคะ รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา ก็ตรวจให้ได้ว่ามีน้อยนิดก็ไม่ได้ ต้องไม่ให้มี และก็ตรวจให้ครบ แบบไม่รู้ไม่ได้ เนวสัญญาฯไม่ได้ ต้องตรวจสอบให้หมด แต่ถ้าไปนั่งหลับตาตรวจก็ได้ แต่ว่าพอลืมตาสัมผัสแล้วว่างอีกไหม ต้องสัมผัสวิโมขก์ 8 ด้วยกาย ถ้าไม่สัมผัสก็ไม่ให้ผ่านนะ
ปริเฉทรูป คือตรวจความว่างละเอียดไปให้หมดส่วนที่เหลือ เป็นฐานว่าง เมื่อจบปริเฉทรูป ก็เป็นการดูองค์รวมในวิญญัติรูป
รวมทั้งนัจจะ คีตะ วาทิตะ แล้วมีอาการจิตที่เกิดในวิญญัติ มีกาย แล้วเกิดรูปธรรม นามธรรม คุณอาจทำรูปธรรมแรงแต่นามธรรมคุณเบา หรือคุณจะทำอนุโลมปรุงไปเป็นอภิสังขาร เพราะคุณเก่งอเนญขาภิสังขาร เพราะคุณได้ฝึกสัจจานุโลมมิกญาณจริง อาตมาเป็นโพธิสัตว์ต้องเรียนรู้ฝึกฝน ย ิ่ งกว่าอรหันต์จี้กง ไปคลุกคลีสัตว์นรก แต่ไม่เปื้อน เป็น ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสรา อยู่เลย เราจะปรุงเองก็ไม่เปื้อน จะถูกเขามอมเมาเราก็ไม่ติด มันก็บริสุทธิ์อยู่นั่นแหละ คุณจะรู้ว่าคุณจะอนุโลมอย่างไร ถ้าเป็นโพธิสัตว์จะรู้ว่าอนุโลมได้เท่าไหร่ ไม่อวดดี หากมากกว่านี้เราตายก็ไม่เอาจะเผื่อไว้เสมอ ท่านไม่ได้ทำเพื่อลาภ ยศ สรรเสริญ ท่านทำเพื่อ ปโหติ คือความพอเหมาะพอดี ให้ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุด ไม่ได้ทำเพื่ออามิสอะไร ท่านเองรู้อยู่ใครจะใส่ความท่านก็ว่าไป ท่านก็ไม่มีอยู่ดี
อนุโลมในกายวิญญัติ วจีวิญญัติ จะปรุงแต่ง นัจจะ คีตะ วาทิตะ อย่างไร ก็อนุโลมได้ ว่าแรงเบาอย่างไร หยาบละเอียดอย่างไร ก็อนุโลมได้ ใช้มโนหรือจิต ลหุแค่ไหนครุแค่ไหน แรงเบาอย่างไร อนุโลมอย่างไร ต้องยืนในฐาน ลหุตา
วิการรูป ไม่ได้หมายถึงรูปวิกลวิการนะ อย่างที่เขาแปลในพจนานุกรม แต่แปลว่าการะอย่างยิ่ง อันนี้เป็นโลกุตระไม่ใช่ของเสีย
จะให้มันหนักเบา ให้เกิด 18. (รูปัสส) ลหุตา (ความเบาบาง) 19. (รูปัสส) มุทุตา (ความอ่อนไว ยืดหยุ่น elasticity, เร็วไว จิตหัวอ่อน ปรับได้ทั้งปัญญาและเจโต) 20. (รูปัสส) กัมมัญญตา (การกระทำที่กำกับด้วยปัญญาอันประเสริฐยิ่ง) การผสมส่วนให้พอเหมาะควรด้วยปัญญาอันย ิ่ ง สุดท้าย ลักขณรูปอีก 4 คือ สิ่งที่พระอาริยะอาศัยแท้ๆ เลย ส่วน วิการรูปคือที่ต้องประมาณ แต่ลักขณรูปคือสิ่งอาศัย 21. (รูปัสส) อุปจย (ความเคลื่อน เจริญขึ้น) 22. (รูปัสส) สันตติ (ความเชื่อมอยู่ ) 23. (รูปัสส) ชรตา (ความพาเคลื่อนไป) 24. (รูปัสส) อนิจจตา (ความเคลื่อนไปเสื่อมก็ได้ เจริญก็ได้)
เพราะมันไม่ได้มีอะไรเที่ยงแท้ ขนาดพวกคุณลดละกิเลสกันพอสมควรแล้ว ยังต้อง SWOTS กันอีกหลายรอบ ให้เอา Self เข้าไปด้วยนะ มันคือตัวร้าย ทั้งรูป 24 คือนามทั้งนั้นเลย อาตมาว่า รูปคือนาม เขาก็จะหาว่าบ้านะ แต่ว่ามันคือนามหมดเลยนะ มีแต่มหาภูตรูปคือรูป และสุดท้ายคือความไม่เที่ยง จะไปยึดมั่นถือมั่นความไม่เที่ยงได้อย่างไร ความไม่เที่ยงเป็นอย่างไร...เป็นทุกข์ นี่คือความยาก ความเป็นรูปเป็นนามจึงยาก
เราต้องพยายามศึกษา นาม 5 และรูป 28 ให้ได้ก่อน แล้วค่อยไปเรียนรู้จิต เจตสิก ที่มากมายหลากหลายกว่านี้อีกมาก เอาแค่ รูป 28 นี่ถ้าชัดเจนเป็นอรหันต์ได้ เพราะรูปกับนามมีอยู่ในนี้หมดแล้ว
_พ่อครูเคยเล่าให้ฟังว่าได้บรรลุอรหันต์ตอนปัสสาวะ อยากทราบว่าสภาวะเป็นอย่างไร? พ่อครูว่า… บอกอย่างไรก็ไม่เข้าใจได้ง่ายๆ หรอก อย่างพระอานนท์ท่านบรรลุในอิริยาบถกึ่งนอนกึ่งนั่ง พระสารีบุตรก็บรรลุขนาดพัดวีให้ และฟังธรรมพระพุทธเจ้าไปด้วย...อาการของอาตมาก็เช่นนั้นแหละ
_เมื่อบรรลุแล้วพ่อครูได้เสวยวิมุติไหม? พ่อครูว่า… ก็ได้สิ แต่คนที่เข้าไคลของศาสนาแล้วก็จะอยู่กับธรรมะตลอด เห็นอะไรก็เป็นธรรมะไปหมด คุณไม่ต้องว่าเสวยวิมุติเลย มันเสวยธรรมะ คุณถามใหญ่เลย คุณไปเป็นเอาเองและอย่าไปเทียงเคียงพระพุทธเจ้าเลย คำว่าเสวยวิมุตินั้นหลายคนก็คิดว่าท่านไปอยู่นิ่งๆ แต่ว่าวิมุติคือความหลุดพ้น แต่ไม่ได้หมายถึงความสงบหยุดนิ่งนะ หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ไม่ได้หยุดนิ่ง วิมุติไม่น ิ่ งนะ ไม่ได้เป็นแค่สมถะ จมนิ่งดิ่ง ท่านอยู่ 3 วัน แต่ตรวจสอบความหลุดพ้น ก็อยู่กับ ประชาชน นี่แหละ แต่คุณเอาว่าก็คงอยู่ที่สงบๆ เงียบๆ เดินจงกรมไปมาอยู่คนเดียวไปเลยเข้าป่าเลย ไปหาถ้ำอยู่แล้วปิดถ้ำเลย เขาก็เดาว่า พระพุทธเจ้าเสวยวิมุติเป็นเช่นนั้น หลายคนก็คงเข้าใจผิดเช่นนั้น แต่ที่จริงวิมุติคือตรวจดูความหลุดพ้น ตรวจโลก ของพระพุทธเจ้านี่ท่านย ิ่ งกว่าอาตมา ยิ่งกว่าอรหันต์จี้กงนะ
_ดาวเพ็ญบอกว่า มีไฟในการจะจัดการกิเลสเพ ิ่ มขึ้น
_สัญญาที่ไม่มีกิเลสเป็นอย่างไร?
พ่อครูว่า ...สัญญาคือ ความจำ กับ ความหมายรู้ แล้วสัญญาที่บริสุทธิ์ ก็คือสัญญาของพระอรหันต์ ถ้าคุณตั้งจิตภพภูมิ ก็เป็นสัญญาเช่นนั้นไม่ยอมจบไม่ยอมสูญแต่สัญญาสะอาด อรหันต์จะรู้ว่าตายแล้ว ตายก็คือไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณก็จะรู้ว่าคุณอยู่ในภพที่มีแต่ภายใน ไม่มีภายนอก ท่านก็มีสัญญากำหนดรู้ว่ามันไม่มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ท่านไม่มีความอยากไปเสพอะไร ท่านก็ไปตามวิบาก ท่านก็มีความสงบ เป็นสวรรค์ชั้นดุสิต พระโพธิสัตว์พักที่ชั้นดุสิต จนกว่าจะมีเหตุปัจจัยมีวิบากก็ไปตามนั้น แต่ปุถุชนตายแล้วยิ่งดิ้นอยากได้สวรรค์ในทวาร 5 แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองตาย ก็ยิ่งดิ้น ไม่มีทวาร 5 เลย เพราะอยากสุขในทวาร 5 ก็ไม่ได้ก็ยิ่งดิ้น
ส่วนพวกนั่งสมาธิสงบ ไม่มีอะไรกวนเลย คุณจะนับเวลาให้เขาเท่าไหร่? อีกกี่ล้านๆ ปีแสง คนที่นั่งสงบ พอมันไม่ได้สงบ แล้วมันก็ไม่อยากออกใช่ไหม? มันอยู่ในภพ แล้วมันก็ไม่ได้ ตายแล้วมันก็ไม่ได้ คุณลองคิดสิว่ามันจะมีอายุกี่ล้านปีแสง จนกว่าวิบากจริงจะคุ้ยให้เขาออกมา แต่โดยเจตนาเขาชอบ จมกับความสงบนั้น น่ากลัว เสียเวลาเท่าไหร่ เพื่อนลงมามีลูกกี่คนแล้ว กลับไปเพื่อนยังเก็บดอกไม้อยู่เลย แล้วพวกติดสงบยิ่งนานกว่านั้น ไม่รู้กี่ล้านปีแสงเลยนะ
_สู่แดนธรรม...ที่พ่อท่านบอกว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปอยู่ภพสงบ ดุสิต แล้วถ้าเป็นผู้ตายจากได้อรูปฌานฤาษี เขาก็ไม่ดิ้นรน ถือเป็นดุสิตไหม? พ่อครูว่า… ก็ได้ดุสิต แต่เป็นดุสิตโลกีย์ แต่มีวิบาก จมไปนานไม่รู้เท่าไหร่
พ่อครู ว่า...วันนี้อาตมาก็ว่าได้ไขอะไรขึ้นมาอีก กระจ่างขึ้นมาก มีโอกาสไขไปเรื่อยๆ วันนี้เรียนสรรค่าสร้างคนก็ผ่าไปพุทธชีวศิลป์ ดิ่งไม่ออกมาหาสังคมเลย ไว้พรุ่งนี้ค่อยสรรค่าสร้างคนนะ