571012_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ พ่อครู ส.ฟ้าไท เรื่อง ตำหนิสิ่งผิด ส่งเสริมสิ่งถูก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571012_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ โดย พ่อครู และส มณะ ฟ้าไท เรื่อง ตำหนิสิ่งผิด ส่งเสริมสิ่งถูก
ส มณะ ฟ้าไทว่า...วันนี้ วันที่ 12 ตุลาคม 2557 ที่ บ้านราชฯ สังคมปัจจุบันก็มีปัญหามาก ผู้ปกครองประเทศก็น่าหนักใจน่าปวดหัว ที่ลำบากมาก เพราะว่า ความสามารถเรา คนที่ทำงานร่วมกับเรา จะมีความสามารถแค่ไหน? มีปัญหาให้แก้มากมายไม่จบสิ้น กราบนิมนต์พ่อครู สาธยายหาทางออกครับ
พ่อครูว่า...เราก็พูดกันแล้วพูดกันอีก เรามีหน้าที่พูด การพูดกันก็เป็นสิ่งที่ดี คนได้ฟังก็สดุดใจ ได้คิด เห็นสิ่งดีงาม หรือว่าเห็นส ิ่ งไม่ดี ไม่งามที่ตนมีอยู่ แล้วก็แก้ไข คนเราก็ให้สติกัน สกิดกันเตือนกันให้เห็น กระตุกต่อสำนึก สำนวนสมัยใหม่ อาตมา ก็เห็นว่ามันไม่มีงานที่ทำได้ดีกว่านี้อีกแล้ว เพราะงานที่พูดไปนี่แหละเป็นงานที่ดีที่สุดแล้ว เรามีเจตนาปรารถนาดี แม้เราจะว่าจะด่า บางที่ก็ใช้คำแรง กระทบคน ที่เราเห็นว่าเป็นภัยพิษต่อสังคม เราก็ต้องว่า ต้องเน้น การตำหนิคนนั้นเราก็ไม่ได้รับความนิยมชมชอบหรอก เขาก็โกรธเอา เหมือนสร้างศัตรู เราก็ไม่ใช่อยากทำ แต่เลี่ยงไม่ได้ ใครจะมาเป็นศัตรูเราก็ไม่รู้จะทำไง เราก็รับเอา หลบเอาตามสามารถ
ตั้งแต่รู้ว่า ตนเองต้องมาทำงานนี้ ได้สำนึกที่หลงโลกอยู่ 36 ปี ทั้งที่ทำงานสุจริต ไม่น้อยหน้าใครนะ อาตมามีเพื่อนมาก การเกื้อกูลกัน เป็นความประเสริฐของมนุษย์ การเบียดเบียนข่มเบ่งทำร้ายกันเป็นความไม่ดี เป็นความโง่ รู้กันอยู่ แต่ทำไมทำ คนเราสู้กิเลสไม่ได้ ถามก็รู้ว่าไม่ดีแต่ก็ทำ เพราะสู้แรงกิเลสไม่ได้ นี่แหละตัวสำคัญ คนเราจึงจำเป็นต้องเรียนรู้เพื่อกำราบกิเลส ปราบกิเลสในตัวเราให้ได้ วิธีปราบกิเลส ศาสดาหลายศาสนาก็หาวิธี ด้วยวิธีกดข่ม ไม่รู้ตัวกิเลสชัด เพราะกิเลสเป็นนามธรรม เขาอ่านไม่ชัด ก็ทำรวมๆ กดข่มไ
อ่านต่อ
ป หลากวิธี หลากอาจารย์ เป็นสำนัก ลัทธิ พระพุทธเจ้า ก็หาทางเหมือนกัน และพระพุทธเจ้า ก็พบสูตรสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ จนจับจิต เจตสิก ได้ว่าเป็นนามธรรม เป็นอรูป ไม่มีรูปร่าง มันมีอาการเคลื่อนไหว เราก็จับอ่านและทำเครื่องหมายว่า อาการอย่างนี้กิเลส โลภ โกรธ หลง อ่านอาการมันออกชัดๆ เลย เข้าใจชัดเจนไม่ผิดเพี้ยน ว่าจิตเรามีพลังงานดี ชั่ว กิเลสมีคุณประโยชน์มีอยู่จริง เราไม่ได้ฆ่ามั่วส่งไปอย่างนั้น เหมือนพวกฆ่าวิสามัญฆาตกรรม
เราจะต้องให้ชัดเจน เลือกเฟ้นตัวโจรให้ชัด อย่าไปเอาที่ไม่ใช่โจรมาจัดการ ทำให้เขาเสียสภาพไปด้วยอันนี้เป็นความรอบคอบวิเศษของพระพุทธเจ้า ต้องอ่านอาการจิต ท่านสอนไว้หมด รู้อาการของสิ่งที่ถูกรู้ นามธรรมของเราที่ถูกรู้เรียกว่า รูป อ่านด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส ท่านใช้คำสอนให้เรารู้อาการของมัน ผู้ทำได้ก็ถ่ายทอดวิธีกันมา ไม่ใช่รู้เอง ไม่ได้ดูถูกคนนะ แต่พระพุทธเจ้าว่าเป็นเรื่องลึกซึ้งเกินคนรู้เองได้ ต้องฟังต้องตกทอดวิธีการมาก มีอาการ ลิงคะ นิมิต อุเท ส
อาการ เมื่อมาเป็นภาษาไทยเราก็คือว่า เป็นนามธรรม เราฝึกอ่านว่านี่อาการเศร้า ดีใจ สุข ทุกข์ โกรธ ราคะ โทสะ โมหะ ก็ต้องฝึกอ่านอาการเหล่านี้ แล้วฝึกรู้ให้จริงว่ามันเป็นอย่างไร นี่คือการเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ผู้สามารถเรียนรู้ได้ มีวิธีการชำระ หรือกำจัดอกุศลพวกนี้ให้มันดับ พระพุทธเจ้าก็ละเอียดมากเลย วิธีการส่วนใหญ่เขาก็ทำสมถะ กดข่ม ลืมๆ ทิ้งไป ชำนาญ วิธีกดข่ม ทุกคนก็ทำเป็น ไม่มีใครปล่อยให้กิเลสออกมาเพ่นพ่านหรอก เขาไม่กล้าแสดงหรอก มันอาย ไม่ได้เรียนธรรมะก็ทำเป็นอยู่แล้ว
แต่วิธีวิปัสสนานี่สิ แต่ละสำนักเขาก็อธิบายไปคนละอย่าง วิ คือยิ่ง ปัสสะ คือเห็น วิปัสสนา คือเห็นๆ กันได้อย่างแจ้งๆ ยิ่งๆ เลย แล้วก็เมื่อเห็นแล้วก็ทำทั้งที่เห็น จนมันลดได้อย่างเห็นๆ อย่างกดข่มเราก็รู้ๆ เห็นว่าสะกดมัน หรือวิธีวิปัสสนาก็คือให้มันแพ้ตามจริง ให้มันสลายหายไป ถูกกำจัดถูกฆ่าตายไปเลยด้วยปัญญา ไม่ใช่ไปกดข่ม เห็นด้วยปัญญาที่เป็นความจริง ถูกต้องชนะอย่าง Absolute ultimate เลย สุดยอด มันอย่างนั้นเลย พลังของปัญญาจึงมีฤทธิ์แรง
ไปสลายพลังราคะ โทสะ โมหะ เป็นไฟ แต่ไฟปัญญาสามารถเอาชนะไฟราคะ โทสะ โมหะได้ แล้วไฟปัญญา ภาษาบาลีมีเฉพาะเลยเรียกว่า ฌาน คืออุณหธาตุ ที่มีพลังเหนือชั้นกว่า ไฟราคะ โทสะ โมหะ
เมื่อมีสติ สัมปชัญญะ มี สัมปชานะ ต่อเนื่องรู้เข้าไปอีก แล้วปฏิบัติ สัมปาเทติ เข้าทำงานทำการเลย เป็น สัมปัชชติ เข้าไปจัดการเสร็จ ก็เป็น สัมปาเปติ จัดการสังเคราะห์สังขาร สัมปฏิกังขา แล้วทำจนได้ผล ลด ละ ก็ทำไปเรื่อยๆ จนมันแรงเป็น สัมปัชชลติ เป็นกองไฟใหญ่โหมไหม้เป็นแสงสว่างเรืองรอง แต่ก่อนเรามีแต่ความหมองหม่นถูกกิเลสครอบงำ เราก็เปลี่ยนเป็นจิตเป็นใสสว่าง เราก็บรรลุแล้ว สัมปันนะ แล้วทำให้รอบหมดเลย สัมปฏิเวธ สัมปชัญญะ = ความรู้ต่อจากการมีสติรู้สึกตัว สัมปชานะ = ความรู้สึกตัวในการปฏิบัติอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล สัมปฏิเวธ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด
เป็นระดับ ปฏินิสัคคะ คือสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนที่มีชั้นพัฒนาขึ้นๆ ทั่วไปท่านเข้าใจคำว่าบุญยังไม่ชัด ไม่แน่นอน ท่านก็เอาไปแปลบุญในอภิสังขาร การทำบุญคือชำระบาป ชำระกิเลส แต่ท่านแปลว่า อปุญญาภิสังขาร เป็นสังขารที่เป็นบาป เพราะท่านไม่มีความเข้าใจ ฐานปฏินิสสัคคะที่สูงขึ้นๆ ท่านก็แปลวนในระนาบเดียว ท่านทำอย่างเก่าจนเป็นสถาบันไปแล้ว ถ้าไม่มีส ิ่ งที่ถูกมากพอมีฤทธิ์พอก็แก้ไขสังคมไม่ได้
อาตมาทำงานมา 40 กว่าปี ก็เหนื่อยมาก แม้เขาโต้เถียงเหตุผลไม่ได้ หลักฐานในพระไตรฯ ก็มี นอกจากมีเหตุผลแล้วก็ให้คนมาพิสูจน์ยืนยันอยู่ ขนาดนั้นเขาก็ไม่ยอมแก้ไข แต่ดีขึ้นที่เขาไม่กล้าท้วง ไม่กล้าตอแย แต่ไม่เปลี่ยนแปลง อาตมาว่าขืนยังยึดมั่นถือมั่นอยู่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ผู้มีหน้าที่ ที่จะนำพาเปลี่ยนแปลงก็เป็นบาปของท่านแหละ ท่านเป็นคนมีฤทธิ์อำนาจเปลี่ยนแปลง แต่ท่านไม่ทำ ท่านไม่ช่วยให้คนเข้าใจ แม้ท่านจำนนท่านเข้าใจแล้ว เพราะอาตมาได้ยืนยันด้วยหลักฐานเหตุผลในไตรปิฎก ทั้งพิสูจน์ด้วยตนเองพาคนมาพิสูจน์ ทำจนเป็นสังคมอโศก มาเป็นคนลด ละ ไม่สะสม ไม่กอบโกย อปจยะ สละออกไม่ได้ยึดถือสะสมก็มีมา แต่แม้มีน้อยแล้วเขายินดีพอใจ ทำงานสร้างสรรช่วยสังคมได้มากกว่าคนรวยอีกนะ คนจนนี่แหละทำงานให้สังคมได้ดีกว่าคนรวย คนรวยออกมาน้อยกว่า เพราะภาระมากกว่า แต่คนจนภาระน้อยกว่า เวลามากกว่า
อาตมาว่าเขารู้แต่กิเลสมี มีความยึดติด อาตมาก็มีหน้าที่ กระแทกระทุ้งต่อไป ไม่มีหยุด นอกจากไม่หยุดแล้วตั้งใจจะอยู่ให้นานด้วย จะรักษาแรงไม่ให้ลดหย่อน จะกระแทกแรงกว่าเก่าอีก เอาให้ตายๆ น่ากลัวนะ แต่ขนาดนั้นยังไม่กลัวเลย ด้านทนจริงๆ ก็เป็นเรื่องธรรมดา ก็พากเพียรไปไม่ท้อถอย
อาตมาไม่เคยท้อ ไม่ถอยแม้แต่ 1 ก้าว และเปิดเผย ไม่พาถอยแม้แต่หนึ่งก้าว ไม่พาลงใต้ดินแม้ครึ่งเมล็ดงา แต่ก็รู้ระยะ มาถึงวันนี้แล้วพูดได้ ว่า ยังโชคดีที่คนไทยยังมีปัญญา พระพุทธเจ้าก็สอนภิกษุผู้บรรลุว่าให้จาริกไปแต่ละแห่ง ไปคนละแห่ง ไม่ต้องไปด้วยกัน ไปคนเดียวทางเดียวเลย ลุย จนแสดงธรรมให้งามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ให้งดงามบริสุทธิ์ สัตว์ผู้มีธุลีในดวงตาเหลือน้อยมีอยู่ เขาได้ฟังจักเกิดบรรลุ แต่ผู้มีภูเขาในดวงตานี่แสดงเท่าไหรก็ไม่กระดิก แต่ผู้มีธุลีในดวงตาน้อย มีกิเลสไม่มาก ถ้าได้ฟังธรรมก็จะเจริญ ไม่ได้ฟังธรรมก็จะเสื่อม เพื่อพหุชนหิตายะ (เพื่อหมู่มวลมหาชน) พหุชนสุขายะ (เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชน) โลกานุกัมปายะ (รับใช้โลก ช่วยโลก)
อาตมาก็ทำตามคำสอนพระพุทธเจ้า ตั้งใจทำ อย่างจริงใจตามภูมิ ก็ได้ผลไปตามลำดับ ทำตามพระพุทธเจ้า เราเองเราได้สิ่งที่ได้จากพระพุทธเจ้า แม้สมัยพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาค ได้ตรัสไวยากรณ์ภาษิตนี้จบลงแล้ว และเมื่อกำลังตรัสไวยากรณภาษิตนี้อยู่ โลหิตร้อนพุ่งออกจากปากของภิกษุ 60 รูป (พวกต้น) ภิกษุ 60 รูป (พวกกลาง) ลาสิกขา สึกมาเป็นคฤหัสถ์ ด้วยกราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ทำได้ยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ทำได้แสนยาก อีก 60 รูป จิตหลุดพ้นจากอาสวะ เพราะไม่ถือมั่น ฯ
แม้อาตมาก็ต้องมีคนแย้ง คนสวนกลับ บ้างเป็นธรรมดา และเมืองไทยนี่ไม่ค่อยส่งเสริมคนดี แต่ไปส่งเสริมคนชั่ว ไปส่งเสริมอบายมุข ใครเด่นในอบายมุขก็เอามาเป็น presenter แทนที่จะเอาคนดี มีธรรมะมาส่งเสริม น่าเศร้าเลย จะว่าไปแล้ว อาตมาไม่ได้ลงโทษคนไทย คนไทยนี่ อาตมาว่าจิตริสยาเยอะ ไม่อยากให้ใครได้ดี
อาตมาว่าตอนนี้มันน่าจะส่งเสริม ดูพล.อ.ประยุทธ์ตั้งแต่ปฏิวัติมา ก็ว่าทำดีนะ อย่างมีคอลัมน์ของ คุณสุธิน วรรณบวร เขียนไว้เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมาว่า …
วิภาคสื่อเทศ วิเทศสื่อไทย : พลเอกประยุทธ์ " ไม่ใช่นักปฏิวัติธรรมดา "
" พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ใช่ผู้เผด็จการปฏิวัติธรรมดา เหมือนผู้เผด็จการปฏิวัติในประเทศไทยที่ผ่านมาหลายครั้ง การเหมารวมว่า พลเอกประยุทธ์ คือ เผด็จการทหารเหมือนคนก่อนๆ ตามความเข้าใจ ที่เคยชินของตะวันตก และการใช้วิธีทูตปากโป้งโวยวาย (Megaphone Diplomacy) กดดันลงโทษประเทศไทย ถือเป็นการกระทำที่ผิดพลาด และตัดสินใจเร็วเกินไป "
นั่นเป็นการเกริ่นนำ บทความที่ ดอกเตอร์ จอห์นแบล็กแลนด์ นักวิชาการสถาบันป้องกัน และยุทธศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย เขียนสั่งสอนรัฐบาลออสเตรเลีย และประเทศมหาอำนาจตะวันตก
บทความชื่อ " ประยุทธ์ ไม่ใช่นักปฏิวัติธรรมดา " ได้รับการเผยแพร่กว้างขวางในออสเตรเลีย รวมทั้งหนังสือพิมพ์ นิว แมนดาลา ซึ่งเคยเขียนบทความโจมตี คณะรักษาความสงบแห่งชาติหลายครั้ง ออสเตรเลียเป็นประเทศแรกในแถบเอเชียที่มีท่าทีก้าวร้าว โดยประกาศห้ามไม่ให้สมาชิกทุกคนของ คสช. เดินทางเข้าประเทศ
การที่นักวิชาการทางด้านป้องกันประเทศและยุทธศาสตร์ศึกษา เขียนบทความสั่งสอนรัฐบาล แสดงให้เห็นว่า ท่าทีของออสเตรเลียต่อรัฐบาลของ พลเอกประยุทธ์ เริ่มโอนอ่อนผ่อนปรนลงบ้างแล้ว หรืออย่างน้อยที่สุดประชาชนชาวออสเตรเลียเริ่มหูตาสว่างขึ้นบ้างแล้ว
ดร.จอห์น เริ่มต้นบทความว่า ใช่ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีการปฏิวัติรัฐประหารมากที่สุดในโลก เพราะทำการปฏิวัติ หรือเตรียมการปฏิวัติกันมาแล้วถึง 18 ครั้ง ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 แต่ การปฏิวัติทุกครั้ง ล้วนมีเหตุและเงื่อนไขให้ปฏิวัติ และการปฏิวัติรัฐประหารในอดีต คือ การล้มล้างหรือไม่ก็เลือดตกยางออก แต่การยึดอำนาจของ พลเอกประยุทธ์ ไม่มีเลือดตกแม้แต่หยดเดียว ดร.จอห์น ให้เหตุผลว่า การยึดอำนาจของพลเอกประยุทธ์จำเป็นต้องทำและเหตุที่ต้องทำการยึดอำนาจแตกต่างไปจากคณะปฏิวัติชุดก่อนๆ ที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง
ประวัติการปฏิวัติรัฐประหารในประเทศไทยที่ผ่านมา ทหาร หรือ แม้แต่คณะราษฎร์ ยึดอำนาจจากรัฐบาลที่ยังปฏิบัติหน้าที่โดยสมบูรณ์ แต่ พลเอกประยุทธ์ ยึดอำนาจบริหารประเทศมาจากรัฐบาลที่ล้มเหลว รัฐบาลที่ พลเอกประยุทธ์ ยึดอำนาจมา ถูกศาลตัดสินให้พ้นตำแหน่งไปแล้ว ส่วนเรื่องรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่า ได้ตั้งคนรักษาการแทนตำแหน่งนายกฯ นั้น เป็นคำกล่าวอ้างนอกเหนือรัฐธรรมนูญ
ดร.จอห์น อธิบายว่า ความจริงทหารเฝ้ามองและเอาใจช่วยทางการเมืองจนนาทีสุดท้าย เห็นได้จากการที่สมาชิก วุฒิสภาที่ยังเหลืออยู่พยายามสรรหานายกฯ มาแทน น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงมากขึ้น ผู้ชุมนุมขับไล่รัฐบาลถูกฆ่าตายไปกว่า 30 คน พลเอกประยุทธ์ จึงจัดให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองมาเจรจาหาข้อตกลงร่วมกัน ในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่เมื่อความขัดแย้งไม่อาจปรองดองกันได้ และดูเหมือนจะรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงครามกลางเมือง พลเอกประยุทธ์ ถึงตัดสินใจยึดอำนาจ เพื่อหยุดยั้งการนองเลือด
พลเอกประยุทธ์ ต่างกับผู้ปฏิวัติคนก่อนๆ ที่ไม่เคยแถลงชัดเจนว่า จะคืนอำนาจให้ประชาชนผ่านหีบเลือกตั้งเมื่อไหร่...ใช่ ผู้ปฏิวัติยึดอำนาจในปี 2549 (พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน) เคยประกาศให้มีการเลือกตั้งทั่วไปภายใน 1 ปี หลังยึดอำนาจ แต่ครั้งนั้นผู้ปฏิวัติไม่ได้วางรากฐานเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง หลังเลือกตั้งผู้สูญเสียอำนาจจึงชนะเลือกตั้งกลับมาใหม่และวิกฤติการเมืองเลวร้ายไปกว่าก่อนปฏิวัติ แต่พลเอกประยุทธ์ได้วางแนวทางแก้ไขปัญหาขัดแย้งทางการเมืองไว้อย่างรอบคอบ ตามแผนบันไดสามขั้น ชั้นแรก คือ จัดตั้งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แก้ปัญหาความมั่นคงและเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน การประกาศใช้กฎอัยการศึกสามารถกวาดล้างกลุ่มคนที่ก่อเหตุร้ายในประเทศได้มาก ทำให้ประเทศที่วุ่นวายมากว่าครึ่งปี กลับเข้าสู่ภาวะสงบเป็นปกติได้
พลเอกประยุทธ์ มุ่งมั่นในการปฏิรูปประเทศหลายด้าน ภารกิจนี้ได้เริ่มขึ้น ตั้งแต่สามเดือนแรกของการคุมอำนาจบริหารประเทศ คือ จัดให้มีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และตามมาด้วยจัดให้มีสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สปช. คือกุญแจสำคัญของการปฏิรูป เพราะ สปช.จะสรรหาคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้นมา บริหารประเทศ ซึ่ง พลเอกประยุทธ์ ได้สัญญาไว้ว่า จะจัดให้มีการเลือกตั้งเสรีตามระบอบประชาธิปไตย หลังมีรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปประเทศ คาดว่าจะประกาศใช้ ประมาณเดือนตุลาคม 2558
นักวิจารณ์ตะวันตกหลายคนแสดงอาการวิตกว่า รัฐธรรมนูญที่ทหารเขียนขึ้นมาใหม่ต้องมีเป้าหมายขจัด ตระกูลชินวัตร ให้พ้นจากถนนการเมือง เช่น เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญให้มีสองสภา ในสภาผู้แทนฯ ให้มีการเลือกทั้งหมด ส่วนวุฒิสภาให้สัดส่วนมาจากการแต่งตั้งมากกว่าจากการเลือกตั้ง
ในประเด็นนี้ ทำไมนักวิจารณ์เหล่านั้นไม่มองในแง่ดีของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง อย่างเช่นในประเทศอังกฤษและแคนาดาบ้าง ทั้งสองประเทศได้ชื่อว่า เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะวุฒิสมาชิกทั้งหมดมาจากการแต่งตั้ง
ส่วนประเด็นที่วิจารณ์ว่า รัฐธรรมนูญฉบับที่ทหารสั่งให้เขียนเพื่อขจัดระบอบทักษิณนั้น การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองประเทศไทยโดยขาดความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงวัฒนธรรม ความเชื่อและพลังผลักดันทางการเมืองของคนไทย ทำให้ประเมินสถานการณ์ผิดพลาดได้ง่าย ก่อนอื่นตะวันตกต้องรู้ว่า คนไทยไม่เคยเป็นเมืองขึ้นตะวันตก และสำคัญที่สุดคนไทยส่วนใหญ่ นับถือศาสนาพุทธฝ่ายเถรวาท ที่ยังมีความเชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ ความเชื่อเคารพศรัทธาต่อสถาบันสูงสุดของประเทศ และความเชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด
มองอย่างผิวเผิน คนไทยหัวนอกเห่อฝรั่ง เห่อวัฒนธรรมประเพณีตะวันตก แต่ในความเชื่อลึกๆ คนไทยยังเชื่อบาปบุญคุณโทษ ยังเชื่อกรรมที่กระทำจะตามไปสนองทั้งชาตินี้ชาติหน้า ทักษิณ ชินวัตร มีพฤติกรรมที่ทำให้ คนไทย คลางแคลงใจเรื่องสถาบันสูงสุด นอกจากนั้น ทักษิณ เป็นผู้รับผิดชอบต่อการตายของประชาชนหลายพันคน จากการวิสามัญฆาตกรรมตามนโยบายปราบปรามยาเสพติด
พลเอกประยุทธ์ เป็นผู้เคารพเทิดทูนสถาบันกษัตริย์อย่างสูง เข้ามารับภารกิจ อันหนักหน่วง ในขณะที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประชวร ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาวิกฤติชาติได้เหมือนในอดีต ภารกิจภายหน้าของ พลเอกประยุทธ์ จึงผิดพลาดไม่ได้แม้แต่ก้าวเดียว
" ถ้าเรา (ตะวันตก) พิจารณาถึงวิธีที่ พลเอกประยุทธ์ และรัฐบาลของเขากำลังปฏิรูปประเทศ สร้างแนวทางประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่ต้องต่อสู้กับคลื่นใต้น้ำของอำนาจเก่า ถ้ามีประเทศออสเตรเลีย สอดมือเข้าขัดขวางอีกแรง ภาระปฏิรูปประเทศก็ยุ่งยากมากขึ้น ประเทศที่ความคิดลึกซึ้งซับซ้อนอย่างประเทศไทย การโวยวายทางการทูต อาจเกิดผลลัพธ์ในทางตรงกันข้าม แทนที่จะประณาม หรือลงโทษ เราควรเคารพในการตัดสินใจของคนไทย และส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ได้ปฏิรูปประเทศตามคำสัญญา เพราะว่าความเข้าใจในวัฒนธรรม และพลังความคิดทางการเมือง ที่เราไม่สามารถมองอย่างมีประสิทธิภาพผ่านสายตาตะวันตกเพียงเท่านั้น "
บทความยาวเหยียดของ ดอกเตอร์ จอห์น แบล็กแลนด์ แสดงให้เห็นถึงท่าทีเปลี่ยนแปลงที่โลกตะวันตกมีต่อ คสช. เหมือนกับเราได้เห็นภาพ นายจอห์น แคร์รี่ รัฐมนตรีต่างประเทศของอเมริกา เดินเข้ามาจับมือ พลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร หลังกล่าวสุนทรพจน์ในยูเอ็น ว่า “ประชาธิปไตยไม่ใช่การเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว” อเมริกาเคยแสดงอาการรังเกียจ คสช. แต่เมื่อ คสช. ยึดมั่นในหลักการปฏิรูป ประเทศตะวันตกต้องเปลี่ยนท่าทีไปเอง
นาทีนี้ พลเอกประยุทธ์ กำลังเป็นหนุ่มเนื้อหอมที่ใครๆ ก็อยากคบค้าด้วย รัฐมนตรีญี่ปุ่นเข้าพบพร้อมกับบัตรเชิญ ให้ไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ วันนี้ พลเอกประยุทธ์ นำคณะออกเดินทางเยือนพม่า ถือเป็นประเทศแรกของการเยือนแนะนำตัวเองในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่มีต่อ มิตรประเทศในกลุ่มอาเซียน เยือนพม่าในคราวนี้ ถึงแม้ว่าจะทำตามประเพณี แต่มีความสำคัญมากในการแสดงท่าทีต่อสังคมโลกได้เห็น เพราะปีนี้ พม่าเป็นประธานหมุนเวียนของอาเซียน การเยือนพม่า แสดงให้เห็นว่าอาเซียนยังคงเหนียวแน่นในการส่งเสริมเศรษฐกิจ และความมั่นคงร่วมกัน และอาเซียนยังยึดมั่นในหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในซึ่งกันและกัน
กลับจากพม่าวันที่ 16-17 พลเอกประยุทธ์ จะนำคณะออกเดินทางไปร่วม ประชุมเอเชีย-ยุโรป ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ซึ่งมีผู้นำจาก 51 ประเทศเข้าร่วมประชุม นับเป็นโอกาสที่พลเอกประยุทธ์ ได้ชี้แจงสถานการณ์การเมืองในประเทศไทยให้ต่างประเทศเข้าใจ เพื่อให้คนทั่วโลกได้รู้ว่า พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา " ไม่ใช่นักปฏิวัติธรรมดา "
อาตมา ว่า … อ่านบทความนี้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์การมองโลกของ ดร.จอห์น นั้นลึกซึ้งสามารถเก็บรายละเอียดและมองได้ลึกซึ้งซับซ้อน อาตมา นำบทความนี้มายืนยัน ให้คนไทยเลิกระแวง หยุดที่จะมารวน มาวุ่นวาย ทำให้น้ำขุ่นน้ำเสียลงบ้าง แทนที่จะมากวนก็ส่งเสริมดีกว่า ถ้าไม่ส่งเสริมก็อยู่เฉยๆ ดีกว่า ไทยเรามันหมักหมมเลวสุดที่แล้ว อาตมา ยังไม่เห็นว่าเมืองไทยมีริสยากันขนาดนี้ สุมหัวกันมาขนาดนี้ จบดร.กันทั้งนั้น แล้วทำลายชาติ เมืองไทยไปช้าเพราะอย่างนี้ พัฒนายากด้านสังคม
มีคนเฟสบุ ๊ คมาว่า...คำถามจากเฟสบุ๊ค 1 .กำลังดู "เดอะเฟส,ช่อง3".. นึกถึง "พ่อครู" ว่า.. "พ่อครู" เคยอยู่ "วงการบันเทิง" มาก่อน.. คิดอยู่ว่า"พ่อครู"ต้องระวังตัวอยู่มาก.. แต่ใจก็อยากฟังพ่อครูวิจารณ์รายการทำนองนี้.. ส่วนตัวไม่ได้สนใจผู้เข้าแข่งขันเท่าใดนัก.. แต่สนใจ" แนวคิด, ท่าที, การแสดงออก?" ของ "พิธีกรทั้ง3" มากกว่า.. จริงๆ "แนวคิดแบบพุทธ?" ก็คือที่บอกว่า "คนจะงามงามน้ำใจใช่ใบหน้า..คนจะสวยสวยจรรยาใช่ตาหวาน..".. แต่ "บางรายการ" มาเน้น "ให้ความสำคัญ,ให้ค่า "กับเรื่อง "หน้าตา,รูปลักษณ์?" เช่นนี้จะเป็นการทำให้ "สังคม?" โดยเฉพาะ "สังคมพุทธ?" (โดยเฉพาะ"วัยรุ่น?,เยาวชน?") ยิ่งจะพากัน"หลงทาง?,หลงชีวิต?,หลงรูปธรรม?" (ของ"สังขารรูป?") กันไปใหญ่กันหรือไม่..?.. (ถ้าเป็นไปได้อยากให้พ่อครูได้มีโอกาสพูดถึงรายการ "ทำนองเหล่านี้"บ้าง..?..)
พ่อครูว่า … ต้องขออนุญาตก่อน อาตมามาจากธุรกิจบันเทิง เคยหลงงมงาย จะเอาเด่นดังหรูหรา เอารูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสให้ได้มากที่สุด อาตมาเป็นตัวจักรในนั้น อาตมาก็ไม่ระวังอยู่แต่ไม่มาก อาตมาก็เสียบอยู่ลึกๆ บ้าง แรงบ้าง สังคมที่ล้มเหลว สังคมที่มองดัชนีชี้ค่าง่ายๆ ว่า ถ้าราคาของพวก อบายมุขนี่เป็นราคาสูงขึ้น ค่าตัวของนักแสดงมอมเมา มอมเมาด้วยเรื่องรส ของการละเล่นก็ตาม ของการบันเทิงก็ตาม ราคาค่าตัวสูงขึ้น นั่นล่ะ คือความเสื่อมของสังคม จง รู้ไว้เลย
ถ้าราคาค่าตัวของนักแสดงบันเทิงและการละเล่น ที่เป็นอบายมุข พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเลยบันเทิงเริงรมย์ และการละเล่นฟ้อนรำ แต้นแร้งเต้นกา มันเป็นเรื่องของอบายมุข ถ้าราคามันสูงขึ้นๆ โดยนอกจากราคาแล้ว ความนิยมเห่อ ความเห่อความนิยมของประชาชนก็เพ ิ่ มขึ้นด้วย นั่นแสดงถึงสังคมเสื่อมไม่เบา อย่าไปเข้าใจว่า ราคาของนักแสดง ไม่ว่าจะแสดงกีฬา หรือแสดงการบันเทิง ราคาขึ้นนี่คือการเจริญของประเทศ ฟังให้ชัดๆ วันนี้ของเสียบลึกๆ หน่อย อาจจะแรงมาก
มันเป็นความบรรลัยจักร ความล้มเหลว ความโง่ของสังคมคนในประเทศ มันไม่ใช่ความเจริญ มันเป็นอบายมุข แล้วไปส่งเสริมอบายมุข ส่งเสริมให้นิยมมากแล้วก็ราคาขึ้น ยกย่อง เอามาเป็น presenter เอามาใช้ให้เป็นตัวอย่างเยาวชนอะไรต่ออะไรอีก โอโห มันส่อแสดงถึง ความง่าว นี่ภาษาเหนือเขา ขอยืมใช้หน่อย มันแสดงถึงอย่างนั้นจริงๆ อาตมา ขออภัยต้องพูดความจริง นานๆ ก็เสียบหนักๆ เสียบแรงๆ เสียบเป๋งๆ เสียที
ราคาค่าตัวสูงขึ้น นั่นแหละคือความเสื่อมของสังคม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่า บันเทิงการละเล่นเป็นอบายมุข ถ้าราคามันสูงขึ้น และความเห่อความนิยมของ ประชาชน สูงขึ้น แสดงว่า สังคมเสื่อมไม่เบาอย่าไปเข้าใจว่า ราคาของนักแสดง ไม่ว่าจะกีฬาการแสดงราคาสูงขึ้นเป็นความเจริญ นั้นไม่ใช่ แต่เป็นความบรรลัยจักรเป็นความโง่ของประเทศ มันเป็นอบายมุข แล้วไปส่งเสริมยกย่องเอาไปเป็นตัวอย่างให้เยาวชนอีก มันส่อแสดงความง่าว .....อย่างนั้นจริงๆ
ตอนนี้มันเสื่อมถึงขั้น ราคาของอบายมุขสูงลิ่ว ความเห่อนิยมสูงมาก แต่ราคาของผู้ทำโลกุตรธรรมไม่กระเตื้องเลย ขออภัยไม่ได้ริสยาน้อยใจ แต่พูดสัจธรรม ว่าตื่นเถิดชาวไทย อย่าหลับใหลลุ่มหลง ชาติจะเหลืองดำรงมันเหลือง ไม่ใช่ ต้องเรืองดำรง ก็เพราะเราทั้งหลาย อย่ามัวหลับมัวหลง เราก็คงละลาย จำไว้เถิดสหาย ตื่นเถิดชาวไทย นี่คือเพลงเตือนใจของ หลวงวิจิตร วาทการณ์ เป็นคนเอาภาระเอาใจใส่ มุ่งหมายพัฒนาประเทศจริงๆ
ประเทศไทยน่าจะถึงจุดแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้แล้ว เลิกหลงงมงายส่งเสริม กล้าออกตัวเปิดเผยกล้าทำส ิ่ งถูกต้อง คนไทยไม่โง่ทีเดียว แต่กิเลสมี เพราะฉะนั้นแก้เถอะ เปลี่ยนเถอะ ผู้ถืออัตตาถือว่าฉันรู้ดี แล้วจะเตือนคุณติงคุณ หลายคนมีอิทธิพลนะ ถ้าคนเหล่านี้มาส่งเสริม แม้รู้ว่าบกพร่องแต่ก็เอาไว้ก่อน มาส่งเสริมเถิด เพราะผู้ค้านก็ยังไม่รามือเลย มาส่งเสริมก่อน แล้วต่อไปถ้าไม่มีใครกล้าถ่วงติง อาตมาเองคนหนึ่งจะช่วยถ่วง ช่วยติง อันนี้คือมหาปเทส ที่ต้องประมาณว่าจะส่งเสริมด้านไหน?
อาตมาเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ แล้วชมเชยนะ เวลาพูดแต่ละประโยค สำนวน ...เปิดเผยชัด เปรี้ยงเลย อาตมาส่งเสริม พล.อ.ประยุทธ์ แต่ต้านทานอบายมุข หรือยังต้านทานกระแสหลักของศาสนาที่หลงเลอะ ไม่โงหัวมาเปลี่ยนแปลงเลย ยังให้อาตมาส่งเสริมไม่ได้ เพราะท่าทีไม่เข้าท่าเลย ตอนนี้ทางด้านการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ นี้ถูกกาละเทศะ ถูกขนาดสัดส่วนแล้ว ตัดสินค่าเฉลี่ยแล้ว แต่ก็น่าจะดีกว่าโดยเฉพาะสื่อสารมวลชนบางเจ้า เห็นแก่ตัวจัดเลย มันน่าจะเปลี่ยนได้นะ เจ้าที่มีอิทธิพล ถ้าเปลี่ยนจะช่วยสังคมได้มาก ได้รับการเชื่อถือเยอะ
ต่างประเทศก็ช่วยมองช่วยสะท้อนอย่างที่เห็นนี้แหละ
{อ้อ!.. ถ้าเป็นไปได้อยากขอเสนอให้พ่อครูเปิด "เฟสบุ๊คเฉพาะของพ่อครู" บ้าง หนึ่งเพื่อเป็นการ "เช็คเรตติ้ง?" ตาม "วิธีการ" ของ "คนยุคนี้" ซึ่งสามารถใช้เป็น "ข้อมูล?" หรือเป็น "กระจก?" เพื่อ "ส่องบางสิงบางอย่าง" ได้.. สองเพื่อบางคนอาจจะ "ส่งคำถาม,ความคิด?" ที่ "น่าสนใจ?" (บางประการ) ได้ด้วย..?..}...
2 . "พ่อครู" เห็นสังคมแบบ "รายการทีวี" (บางรายการ) แล้วรู้สึกเป็นเช่นไร..? ที่มีแต่การ "ประชันขันแข่ง? ,ชิงดีชิงเด่น? ,เร่าร้อน?, ปีนเหยียบผู้อื่นขึ้นไป? "เพื่อพยายามให้" ตัวเอง" ได้อยู่ใน "จุดสูงสุด?" ซึ่งมัน "จำเป็นมั้ย?" สำหรับ"ความเป็นสังคม?".. ซึ่ง "สวนทาง?" กับ "สังคม" แบบ "ชาวอโศก?" ซึ่ง "ถ้อยทีถ้อยอาศัย, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่,ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน,เป็นเหมือนญาติ,เป็นภราดรภาพต่อกัน".. เช่นนี้.. น่าจะเป็น "สังคมที่ดีกว่า" มั้ย..?.. แต่ทำไม "สังคมทางโลก?" เขาไม่ต้องการ..?.. เขาจึงมุ่งแต่การ "แข่งขัน,อวดประชัน,ชิงดีชิงเด่น" ซึ่งกันและกันอยู่เสมอ..?.. ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ..
วินิจ บันเทิง
พ่อครูว่า … ตอนนี้ อัตลักษณ์วัฒนธรรมไทยจะสูญแล้วแย่แล้ว จะเอาไปหาอย่างอื่นมาอีกหรือ? ให้มันเหลือเชื้อไทยบ้างเถิด แค่นุ่งผ้าถุง พม่า ลาว ญวณ มีชุดของเขา แต่พี่ไทยไม่มีไม่เหลือแล้วยังเหลือบ้านนอก กับชาวอโศกนี่แหละ นุ่งผ้าถึงแบบไทยๆ หรือชุดไทยที่มีหลายอย่างก็ทำมาสิ ทางอีสานเรียกชุดไทยโก้ๆ ว่า ชุดเอาบุญ เอาไว้ออกงาน แต่เดี๋ยวนี้ชุดเขาแย่จริงๆ มันเกินไป ให้หยุดกันบ้าง ไม่ต้องไปปลุกเร้ากาม ปลุกเร้าความรุนแรงเพ ิ่ ม เพราะจัดจ้านมาก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive