570623_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง กายอย่างพิศดารและคนต้องมีความต้องการ อย่างละเอียด .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
570623_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง กายอย่างพิศดารและคนต้องมีความต้องการ อย่างละเอียด วันที่ 22 มิถุนายน 2557 ที่บวร สันติอโศก
พ่อครูว่า… เราพัฒนาชีวิตมาเรื่อยๆ หลายคนก็ล่วงวัยชรา หลายคนก็เพิ่งเข้ามาทั้งที่วัยชราแล้ว ระวังจะไม่ทันเขา อาตมาว่า ชาวอโศกไปไกลนะ อาตมาก็พยายามให้ธรรมะที่ละเอียด มันเป็นการวัดค่าการเจริญทางธรรมว่าไปอย่างนี้ๆได้ไหม
วันนี้ก็มาทบทวนเรื่อง กาย กายคำเดียวนี่แหละ ถ้าเข้าใจไม่ดีแล้วไปไม่รอด สอบตก ไม่มีทางบรรลุ ความเป็นสัตว์ต้องรู้ กายของสัตว์ กายนี้ไม่ใช่แค่รูปธรรม
กายในสัตตาวาส 9 หรือวิญญาณฐิต ิ ก็ไม่ไห้หมายถึง สรีระ โครงร่าง ไม่ได้หมายถึงแต่รูปเท่านั้น
1 .กายต่างกัน สัญญาต่างกัน คือ เมื่อมีความเห็นหรือความเข้าใจว่า กาย คือ ร่าง หรือ รูปร่างสรีระเท่านั้น เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วความเข้าใจเรื่อง นามกาย หรือ นามรูป ก็จะเห็นกายของสัตว์ที่เป็น กายวิญญาณก็ตาม (กายวิญญาณหมายถึงองค์ประชุมของวิญญาณ) ก็จะเห็นเพียงรูปร่าง จะไม่กำหนดหมายให้เข้าไปถึงนามธรรม ก็ไปติดว่าสัตว์คือ สัตว์บก สัตว์น้ำ สัตว์เดรัจฉานเท่านั้น
สัตว์ทางจิตวิญญาณจะเห็นเป็นอาการของนามธรรม เป็นสัตว์เปรต สัตว์นรก สัตว์อสุรกาย จึงกำหนดว่า สัตว์นรก สัตว์เทวดา เป็นแบบมีรูปร่าง ก็ไม่กำหนดรู้เข้าไปรู้สภาพนามธรรมที่อยู่ภายในจิตใจ ก็เห็นเป็นเพียงรูปร่าง จะเห็นได้ว่าคนเก่งๆแค่ไหนก็เห็นผี เป็นสัตว์ที่มีรูปร่าง เห็นเดินอยู่ไปมา เขาจึงจะบอกว่าเขาเห็นผี เห็นสัตว์นรก ส่วนเห็นภายในก็เห็นเป็นโครงร่างไปหมด
จะอ่านวิญญา ณ ที่เป็นนามธรรม มีองค์รวมของเวทนา สัญญา สังขารไม่ได้ มันต้องหมายเอาถึงจิตวิญญาณชัดๆด้วย ต้องเป็นขณะปัจจุบันด้วย แต่ถ้าระลึกเอา ก็เป็นสัญญา ไม่เป็นกายที่สมบูรณ์ครบพร้อมหมด ทั้งรูปภาย
อ่านต่อ
นอก รูปภายใน และทั้งรูปภายในที่ในๆเข้าไปอีก ต่อเชื่อมสัมพันธ์เข้าไปในองค์รวม ถึงอรูปที่ลึกสุด ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวิโมกข์ ข้อที่ 2 (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ)
กายนี่อาตมาใช้คำว่า Concept ส่วนภายใน Concept ก็จะเห็น “รายบท” Content แล้วก็มี “บริบท” Context แล้วสิ่งเหล่านี้ต้อง “สัมผัสรู้” Contact จึงจะครบ ความเป็นกาย คำว่า Con แปลว่า การศึกษา ความรู้ ความจำ มีลักษณะคล้ายสัญญา
เมื่อเข้าใจว่า กาย คือ มีแต่รูปร่าง ก็ทำให้ใช้สัญญา ดึงเอาความจำเก่า ปั้นรูปปั้นเรื่องขึ้นมา consciousness มี การต่อเนื่องตระหนัก Concern แล้วก็จัดสรรให้รวมกันอยู่ ถ้าทะเลาะกัน ก็ทุกข์ conciliate ทำให้ปรองดองกันผูกไมตรีอยู่ด้วยกันให้ได้ เราประนีประนอมกันทางนามธรรม นี่ยุ่งยากกว่าทางโลกเขานะ
concoct แปลว่า สังขาร หรือเรื่องแต่งขึ้น กุขึ้น ปรุงขึ้นมาเรื่อย คนมีอวิชชา ไม่รู้จักสังขาร พอเจอผัสสะมันก็ปรุงปุ๊ป อวิชชาทำให้เกิดสังขาร การปรุงแล้วอยู่ร่วมกันพร้อมๆกัน ท่านเรียกว่า Concomitant
เราต้อง Control มัน จัดการ จัดแจงมัน ไม่ให้มันปรุงเป็นอกุศล จนสามารถเก่ง เรียกว่า Concentrate มันได้ เป็นจิตเอก จิตสมาธิ บาลีเรียกว่า เอกัคคตา เป็นจิตที่ยิ่งใหญ่
อาตมาพยายามอธิบาย แม้ต้องใช้ภาษาบาลีและอังกฤษ ภาษาอังกฤษก็เป็นภาษาเก่าแก่ มีรากคล้ายบาลี
สภาพที่รวมอยู่นี่ ซ้อนกันอยู่แต่ว่าไม่ได้เป็นอันเดียวกันนะ เมื่อแยกแยะจะเห็นว่ามีส่วนที่ซ้อนหลายอัน เรียกว่า Intersect มันซ้อนทับกัน ความซ้อนนี่แหละต่างคนต่างต้องนานาสังวาส ยึดเขายึดเราอยู่แต่ว่าอยู่ร่วมกันได้ อะไรเป็นส่วนของคุณ คุณก็ทำของคุณ แต่ร่วมกันได้
ทางเรามีความต่างแต่ก็อยู่ได้ รักษาจุดร่วม สงวนจุดต่างกัน ก็อยู่กันได้ เข้าใจกันได้ แต่นามธรรมมันซ้อนกัน
เมื่อวานอาตมาอธิบายเรื่อง ความต้องการ หรือ ตัณหา
คำว่า ตัณหา หรือ มโนสัญเจตนา เป็นความตั้งใจ มันมีทิศทางมุ่งมั่นของจิต คนเราต้องมี ไม่มีไม่ได้ อรหันต์ก็ต้องมีตัณหา พระพุทธเจ้าแยกมโนสัญเจตนาไว้ 3
กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา พระพุทธเจ้าให้ล้างกาม ล้างภวตัณหา ก็มีวิภวตัณหา คือ ตัณหาล้างกาม ล้างภพ คนที่ไม่มีมโนสัญเจตนาเลย ทำจิตตนให้ไม่มีความจงใจมุ่งหมายอะไรเลย ไม่ตั้งใจไม่คิดให้เจริญก้าวหน้าอะไรเลย ไม่ทำอะไรไม่คิดอะไร นี่ไม่ใช่คน มันแกล้งความเป็นคนของตัวเอง เลยเถิดความเป็นจิตสามัญ เข้าขั้นคนไม่สามัญแล้ว
ที่สอนกัน แนะกันโดยความเข้าใจว่า วิภวตัณหานั้นจะต้องมาเรียนรู้ให้ไม่น่าได้ ไม่น่ามี ไม่น่าเป็น แล้วมันก็เลยไม่เอาอะไร เป็นคนแข็งทื่อไม่คิดเอาอะไร เลยเถิด เมื่อกำลังของความต้องการจะรู้ ความวิริยะอุตสาหะมันน้อย อยู่เฉยๆปล่อยๆว่างๆ ก็เลยไม่มีพลังของจิตที่จะวิจัยวิจาร ไม่ทำงาน แล้วมันจะไปรู้อะไรได้ ขนาดพากเพียรรู้ ยังทำไม่ได้เลย นี่เป็นการเข้าใจความหมายที่ผิด ใครก็ตามที่ตั้งใจจงใจไม่ให้จิตคิดอะไร แล้วให้จิตอยู่เฉยๆ คนนี้จงใจไม่ให้จิตคิดอะไร มันก็จงใจแล้วไง คุณก็ทำตามที่คุณตั้งใจ มีมโนสัญเจตนาเกิดแล้ว
แล้วหนีความจงใจ ตั้งใจ มุ่งหมายไปไหน? เร ิ่ มต้นก็ผิดแแล้ว มันก็เลยเป็นการกำหนดหรือสัญญาผิด ไม่ถูกต้องสภาวะของสัจธรรม คนไม่มีมโนสัญเจตนาไม่ได้มันผิดความเป็นคน แม้พืช มันก็ยังมีเลย แต่ไม่เรียกเพราะเป็นชีวะ ไม่ถึงจิตนิยาม แต่ว่ามีสัญญา สังขาร ดิ้นรนให้ชีวิตอยู่รอด หาอาหารมาสังเคราะห์ แต่ว่าเป็นคนไม่ให้มุ่งหมายอะไร มันเป็นไปไม่ได้
พระพุทธเจ้าตรัสตายตัวเลยว่า มนุษย์ต้องอาศัย มโนสัญเจตนาหาร (มีเครื่องอาศัย) ไม่มีมโนสัญเจตนาไม่ได้ ไม่มีเครื่องอาศัย อยู่ไม่ได้ ตายหรืออยู่อย่างไม่มีสาระ เป็นฤาษี แต่ก็มีเจตนาให้อยู่สงบ ให้บรรลุ ก็ทำตามความเข้าใจ ก็เป็นมโนสัญเจตนา หรือมโนสัญเจตนาว่าไม่มี ไม่เอา ก็เป็นมโนสัญเจตนา ก็ไปแปลวิภวตัณหา ว่าไม่น่ามี ไม่น่าได้ ไม่น่าเป็น ก็ผิดไปหมด ไม่มีพลังทำอะไรก็ไม่พัฒนา พาซวย
พระพุทธเจ้าไม่มีกิเลสแล้ว แต่ก็มีมโนสัญเจตนาหาร เป็นวิภวตัณหาในการสร้างศาสนา ความมีมโนสัญเจตนาของคน หรือ ตัณหา คนต้องมีเป็นปกติธรรมชาติ หากใครไม่มีความจงใจ ตั้งใจในการใช้ชีวิต ก็ไม่ใช่คน หรือเป็นคนคิดวิตถาร ก็ไม่บรรลุธรรมแน่
ท่านตรัสว่า มโนสัญเจตนามี 3 คือ กามตัณหา ภวตัณหา (สองอย่างนี้เป็นสามัญ) อีกอย่างคือ วิภวตัณหา ต้องมีตัณหาเป็นเครื่องอาศัย แต่ให้หมดได้ในกามตัณหา ภวตัณหา ผู้ใดต้องการดับกิเลส ดับภพ จบชาติ ก็ต้องมีตัณหาที่ไม่ต้องการมีกิเลส ไม่มีภพชาติก็เรียกว่า ตัณหาล้างตัณหา ถ้าไม่มีตัณหา ไม่มีความต้องการเลยจิตก็ไม่มีพลังไปเจาะไชวิจัยอะไรเลย
ผู้ใดจะดับกิเลสก็ต้องมีความต้องการเรียนรู้จะดับกิเลส ไม่ต้องเหนี่ยมอายที่จะมีความต้องการดับกิเลส เข้าใจแล้วจะทำให้เราเกิดพลังที่เต็ม หากไม่ชัดก็ไม่มุ่งมั่นในทางกุศล ปกติสามัญของคน ย่อมมีจิตจงใจ มุ่งหมาย มโนสัญเจตนาหาร ดำเนินไปสู่จุดใดจุดหนึ่ง มีทิศทาง อย่างน้อยที่สุดคนเราต้องมุ่งหมายไปสู่ความสุขความสบาย ทุกคนมุ่งหมายเช่นนี้ แล้วความสบายเป็นอย่างไรก็ไปเข้าใจผิดว่าอย่าไปคิดไปทำอะไร อย่าไปอยากอะไร ตัณหาเป็นสมุทัยอาริยสัจ ก็เลยกลายเป็นคนเด๋อ ไม่มุ่งหมายอะไร
สัตว์ทุกตัว โดยเฉพาะคน ต้องจงใจ มีสัญเจตนา คือตั้งใจ จงใจ ให้เป็นอย่างไร ก็แล้วแต่ ให้ชีวิตดำเนินไป คนจริงๆจะเป็นเช่นนี้ อย่างน้อยก็อยากสบาย อยากสุข จะเข้าใจว่า อยู่เฉยๆสบาย คุณก็ทำ ก็เจตนาจงใจทำ ก็สำเร็จ ก็ได้เท่านั้นไม่ได้เรียนอะไรต่อ ชีวิตคนก็มะรื่อทื่อ ฟังดีๆนะ ไม่ได้แกล้งพูด ไม่ได้แกล้งใส่ไคล้อะไร
ถ้าเกิดเป็นคนแล้วไม่มีมโนสัญเจตนาหารเลย มันเป็นไปไม่ได้ จะชั่วคราว ก็ตาม แต่อย่าไปทำแบบไม่จงใจอะไรเลย มันอุตริพิเรนผิดมนุษย์ ถ้าไปทำสภาพนั้น ซึ่งมีเยอะเลย ในอินเดียก็มีเยอะเลย ให้ว่าง นิ่งเฉย ไม่ต้องรู้อะไร ก็เป็นคนไม่มีพลังแรง พลังงานปัญญา วิริยะ ก็ไม่มีเลย อ่อนพลังการงานอันไม่มีโทษก็ไม่มี จะช่วยเหลือคนสังคหะก็ล้มละลายเลย ที่จะบอกว่าช่วยมนุษยชาติก็แค่โฆษณาขายสินค้าเขา แล้วพาเพี้ยน พาออกนอกขอบเขตพุทธไปเลย
อาตมาว่า พวกเรายังมีความต้องการ จงใจ มุ่งหมาย กำจัดกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่ให้มันมี มีความตั้งใจอย่างนี้ทั้งนั้น แล้วมีเจตนาทำ พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่ชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) ก็ทำไปตามสัดส่วน ก็ได้อยู่บ้าง แต่ไม่อยากพูดว่าได้มาก ยังไม่เป็น พหุชนหิตายะ
คนในโลก แสวงหากามสุข กับ อัตตทัตถสุข เราเองเราไม่ได้ไปเป็นภัย เป็นโทษกับเขา มองดูเหมือนเราเป็นคนละพวกแตกแยกกับเขา หาว่าพวกเราทำความแตกแยก มีแต่พวกของมัน จริงมันเข้าใจได้ว่าแยกกัน คนละชนิด แต่ในแนวลึก วิเศษ เราไม่ใช่โทษภัย ไม่ใช่คู่ต่อสู้เขา แต่เรามาเสนอ เสนอจนมีหมู่กลุ่มวัฒนธรรม ปฏิบัติกับคนข้างนอกด้วย เราไม่เป็นปฏิปักษ์ ไปแย่งกับเขา มีแต่จะช่วยให้เจริญ คือจะได้ลาภ ได้ยศ ก็อย่าเกิน ได้มากก็ไปแย่งเขา เสียเศรษฐกิจ ไปกักตุน กอบโกย ออกดอกผลไม่ถูก มันผิด กินตำแหน่งนี้แล้วยังไปแย่งตำแหน่งคนอื่น ไปกินตำแหน่งนั้นนี้อีก มันมากไป ต้องดูตนเองว่าจะกินใช้อะไรมากมายต้องมาทำตนให้มันน้อยสันโดษ แล้วอ้างว่าตนต้องเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงบริวารมันต้องมีมาก คุณก็เอาฐานะความเก่ง สามารถความรู้ ทั้งฐานะทางสังคม ที่มีอัตราตั้งไว้แพงสูง ยิ่งเอาเปรียบซับซ้อนมากมาย พวกเรามาปฏิบัติประพฤติเราไม่ได้ไปเป็นโทษภัยต่อคนโลกีย์ ต้องอาศัยโลกธรรมอยู่ เรามาเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อเขา ไม่ให้คุณทำชั่ว ทำบาป เอาเปรียบ มาให้คุณเป็นคนเสียสละ มักน้อยสันโดษ
แต่ก่อนเราเคยทำ เคยแก่งแย่งจากสังคมทั้งนั้น แต่ตอนนี้เราไม่ไปแก่งแย่งกับเขาแล้ว เรามาฝึกฝนลดละกิเลส ที่เป็นส่วนเกิน กิเลสลดก็ไม่โลภมาก จึงเป็นคนมักน้อย จิตใจกล้าจน แม้มีน้อยก็พอ โดยไม่เสียสุขภาพด้วย ไม่สะสม พากเพียร ขยันเสมอด้วย
เมื่อเราพึ่งตนรอด เลี้ยงตัวเองได้ มีส่วนเหลือส่วนเกิน เราจึงย้อนไปช่วยสังคม ด้วยระบบบุญนิยม เรามีสูตรของเรา เป็นการเสียสละแก่สังคมแท้ ไม่มีเล่ห์กล ทำตามฐานะ อุตสาหะทำ แม้เด็กๆเราก็พาทำ มันตรงกับหลัก “ขาดทุนของเรา คือกำไรของเรา” นี่คือพระราชดำรัสที่ให้แก่สังคมโลก “Our loss in our gain” ตรงตามอุดมคติของพระพุทธเจ้าด้วยนะ เป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ ก็ทำได้พอสมควร ไม่เลิศเลอนัก
ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรม สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ก็ตาม เราก็สัมมา ประกอบกรรมการงานอาชีพ มีระบบบุญนิยม ไม่ได้ทำมาหากินอยู่ 8 เดือน จนปิดกิจการ เราก็ออกไปชุมนุมกับเขา เราก็อยู่รอด ขนาดนั้นก็ยังขนมาอยู่กันได้นะ พวกที่ทำอยู่ก็ทำมาแจกเขาอีก กินไม่ทันอีก นี่คือผลธรรม มีวิมุติธรรม
อาตมาเชื่อมั่นภาคภูมิใจว่า ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ อย่างน้อยอาตมาก็ว่าเห็น 1 คนแล้ว คงจะต้องมีอีก ใครหนอ
อรหันต์ก็มีอรหันต์ในโสดาฯ อรหันต์ในสกิทาฯ อรหันต์ในอนาคาฯ อรหันต์ในอรหันต์ ก็มีตามขั้นตอน จากนั้นไปเป็นอนุโพธิสัตว์ ก็ไม่มีประโยชน์ตนแล้วก็ไม่ต้องมีอรหันต์เพื่อตนเองแล้ว มีแต่อรหันต์เพื่อคนอื่ น เพิ่มเติมอรหัตตะเพื่อผู้อื่นทำสัมมาสัมโพธิญาณไปเรื่อยๆ ต้องทำอย่างสัจฉิ แจ้งใสเห็นจริง
การแสวงหามี 3 กาม ภพ และพรหมจรรย์ ก็คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา นั่นเอง คนอยากได้พรหมจรรย์ นั่งเฉยแล้วพรหมจรรย์จะมาหาเองไม่ได้หรอก
มาสู่คำว่า “กาย”
ถ้าใครมิจฉาทิฏฐิกำหนดคำว่า กาย ผิด ก็ไม่บรรลุธรรมได้แน่ ไม่มีทาง อาตมาเจอที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ในกายสักขีบุคคล ที่บอกว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย นี่ชัดเลยว่า คนปฏิบัติจากสัทธานุสารี สัทธาวิมุติ จนเป็นกายสักขีก็ต้องศึกษาวิโมกข์ 8 ให้ชัดเจน แต่ในวิโมกข์ 8 ไม่มีคำว่า กาย สักคำ แต่นั่นแหละกาย
1 . ผู้มีรูป (รูปฌาน) ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย (รูปี รูปานิ ปัสสติ) จิตจะต้องรู้จักรูป (รูปคือ สิ่งที่ถูกรู้) 2 . ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปภายใน ( 10 / 66 ) ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ) ( พค. แปลว่ามีสัญญาใส่ใจในอรูป คือ รู้ทั้งรูปภายนอก ไปจนถึงรูปภายใน ต้องเห็นทุกเวลา แม้ขั้นอรูปก็ต้องใส่ใจกำหนด)
คำว่า กายคือองค์รวมของสภาวธรรม เป็น Concept ซึ่งมี Content context ในนั้น คุณต้องเรียนรู้ แยกแยะให้สะอาดเรียบร้อยทุกรายบท โดยต้องมี C ontact แล้วเกิดสภาวธรรม เป็น กายวิญญาณ แจกละเอียดไป จนรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงหมดพ้นความไม่รู้ พ้นอวิชชา หมดสิ้นความลับ อรหะ กล่าวคือ ต้อง ล้ ว งพ้น ความไม่รู้ขั้น เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ จนเป็นผู้มีความรู้ที่ผ่านขั้นนี้ไป ก็จะเป็นผู้รู้ที่ย ิ่ งยอด พ้นอวิชชาสวะ เป็นวิชชาสูงสุด หมดอาสวะของอวิชชา หรือล่วงพ้นก้าวพ้นภูมินี้ไปสู่อรหันต์ เราดับ เราทำลาย มีทั้งทำได้เป็นจิตเจโตและตรวจสอบด้วยอรูปฌาน อากิญจัญยายตนะ คือ แม้นิดแม้น้อย ก็ต้องให้ไม่มี แล้วก็ต้องไม่ให้เหลือตัวไม่รู้ให้พ้น เนวสัญญานาสัญญายตนะ เมื่อก้าวพ้นอันนี้ก็สู่ สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่ได้ไปทำจิตดับเลย
มันรู้ชนิดรู้แจ้ง สัจฉิ รู้แจ้งเป็นนิโรธ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นของพุทธที่สัมมาทิฏฐิเท่านั้น พระพุทธเจ้าว่า นิโรธต้องทำให้แจ้ง (สัจฉิ) ผู้ปฏิบัติพึงทำให้แจ้ง อันพึงทำให้แจ้ง จนแจ้งเลย ต้องแจ้งอย่างใส อย่างปรากฏ คำนี้คำว่า แจ้ง (สัจฉิ) มันควรเป็นภาวะที่ใสหรือดำ ใสอย่างปรากฏเห็นๆ หรือว่า ดำอย่างไม่รู้เห็นอะไรเลย มันก็ควรรู้เห็นอย่างแจ้งในปรากฏ ไม่ใช่ดำมืด ไม่เห็นไม่รู้อะไรเลย
ผู้ปฏิบัติที่บรรลุนิโรธ ควรรู้จักรู้แจ้งความจริงในความดับนั้น อย่างปรากฏภาวะเห็นแจ้งทนโท่หลัดๆอย่างปรากฏธาตุรู้ของตนเอง
สัญญาเวทยิตนิโรธ เป็น โลกุตรธรรมขั้นที่ 9 หรือว่าเป็นโลกุตระธรรม 46 ยิ่งชัด เร ิ่ มต้นโลกุตรธรรม เป็นเสขบุคคล คือโสดาบันก็เข้าโลกุตรธรรมแล้ว ไม่ใช่ว่าต้องอรหันต์จึงเป็นโลกุตรธรรม
สัญญาเวทยิตนิโรธมีแต่ในพุทธแท้ ไม่มีในศาสนาอื่น แม้ในพุทธเองก็ยังยากเลย ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิแท้ ก็ไม่สามารถมีนิโรธชนิดนี้ ใครก็ตามได้นิโรธตั้งแต่แรก ต้องกำหนดรู้ให้แจ้งว่า ของพุทธเป็นเช่นนี้ ทำให้ดับอย่างอาริยสัจ 4 เอาให้รู้ให้ได้ แม้เร ิ่ มรู้ครั้งแรก ก็ทำทวนทำซ้ำ ไม่ใช่ได้แล้วก็ทิ้ง แต่ว่าทำอย่างที่เคยได้นี่แหละ ทวนแล้วทวนอีก ทำเช่นนี้เรียกว่า ปฏินิสัคคานุปัสสี ตามรู้ตามเห็นที่เราทำได้ มีอนิจจานุปัสส ี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี ทำให้มากทำให้บ่อย รักษาผลธรรม เป็นการรักษาอเนญชาภิสังขารด้วย ปรุงแต่งแต่ไม่หวั่นไหว
การทำซ้ำนี่ก็รู้หมดทั้งสติปัฏฐาน 4 สัมมัปป ธ าน 4 อ่านวิจัยทุกอย่าง รู้หมดในเวทนา 108 แล้วทำเนกขัมมสิตเวทนา ซึ่งจะทำก็ต้องรู้ เคหสิตเวทนาด้วย เราก็รู้ว่ามีการปรุงอยู่แต่เราไม่มี มันจัดจ้านอยู่เช่นนี้แต่เราไม่มี เราแข็งแรงเท่าไหรก็รู้ของเรา จะต้องทำมโนปวิจาร 36 ให้ครบ 3 กาล ทำทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีต จนพ้นอวิชชาสวะ 8 ข้อที่ 7 คือ ปุพพันตาปรันเต อัญญาณัง คือไม่รู้ทั้งส่วนอดีตและอนาคต แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า กิเลสสูญ ทำนิโรธให้ตั้งมั่น ทำจนเสร็จกิจตัดสินได้เป็นกตญาณของคุณเอง อนาคต 36 มันไม่เกิดหรอก มันมาถึงก็เป็นปัจจุบันทุกที แต่มั่นใจได้ว่า อนาคตไม่เป็นอื่น อดีตกับอนาค ต อันเดียวกัน เพราะทำความจริงทุกปัจจุบัน จนมั่นใจไม่่ใช่พยากรณ์ ใครตัดสินผิดก็เรื่องของคุณ
จะกล่าวว่าเป็นการตรวจสอบปรมัตถธรรมด้วยวิโมกข์ 8 หรืออนุปุพพวิหาร 9 ก็ไปถึงสัญญาเวทยิตนิโรธทั้งนั้นเลย หลักธรรมต่างๆหากร้อยเรียงแล้วตามให้ทันก็จะชัด
ทำจนกระทั่งมีผล จิตตั้งมั่น จะเรียกว่า อนุรักข น าปธาน หรือ สั่งสม อเนญชาภิสังขาร จะเรียกว่า สั่งสมเวทนา 3 กาละก็ได้หรือพ้นอวิชชา ข้อ 7 ก็ได้จะตรวจสอบด้วยวิโมกข์ 8 อนุ ปุ พพวิหาร 9 ก็ได้ เป็น นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ)
สรุปว่า ต้องปฏิบัติอย่างวิญญาณฐ ิ ติ 7 อย่างช่ำชองสูงสุด มีกาย มีสัญญากำหนดรู้ เกิดวิญญาณเมื่อผัสสะ มีเวทนา สัญญา สังขาร หรือตามนามรูป มีเวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ
รู้จักกาย ว่านี่คือสัตว์นรก สัตว์เทวดา และแยกเทวดาสมมุติ เทวดาอุบัติ และเทวดาวิสุทธิ เราก็รู้ รู้ความเป็นพรหม แล้วเราก็รู้พรหมเก๊ ที่เขาหลงผิด
ต้องรู้จัก รู้แจ้ ง รู้จริง อย่างสัจฉิ ไม่ใช่ไปรู้แต่ในภพ เป็นภาวะดับดำมืด เหมือนอย่างกายของพรหมที่ชื่อว่า สุภกิณหา (ของฤาษี) ไม่ใช่อย่างนั้น แต่ก็อย่างนั้นถ้าเข้าใจว่าสภาพดับนั้นต้องเป็นอย่างสัจฉิ สัญญาเดียวกันเลย แต่ของเขาดำมืด แต่ของพระพุทธเจ้านั้นสว่าง แต่เป็นสิ่งที่สุภกิณหะเหมือนกัน
นิโรธของพุทธนั้นต่างจากนิโรธฤาษี นิโรธของฤาษีไม่มีกำลัง แต่นิโรธของพระพุทธเจ้านั้น จะยิ่งมีกำลังในความดับ เห็นอยู่หลัดๆขณะนั้นด้วย เป็นพลังปัญญา พลังฌาน ฌานต้องมีปัญญา ต้องรู้ชัด และมีพลังทำลายไฟราคะ โทสะ โมหะด้วย มีกำลังมาก และการรู้ความดับนี่รู้ชนิดเห็นๆปัสสติ เห็นความเป็นนิโรธ ด้วย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชช า แสงสว่าง ยิ่งชัดมาก
ต้องเป็นการรู้ชนิดมีจักษุ มีตากระทบสัมผัสรูป มีความรู้ประกอบ เห็นอย่างลืมตาตื่น ไม่ต้องไปเข้าภวังค์ มีจักษุ ญาณ ปัญญา เหนือวิสัยธรรมดาสามัญ เป็นวิชชาที่ได้พ้นอวิชชาได้ ต้องยืนยันได้ว่า ขณะมีนิโรธได้นั้นต้องมีแสงสว่าง เพื่อยืนยันว่าต่างจากนิโรธไม่ใช่พุทธ ที่ทำให้แจ้ง ไม่ใช่ทำให้ดำดับไม่รู้
แม้จะมีสัญญาอย่างเดียวกันว่า ดับ เขาก็ดับสำเร็จของเขา เราก็ดับสำเร็จของเรา ของเราดับคืออกุศลภาวะดับไปแล้ว มีอารมณ์ไม่ทุกข์อย่างเดียวกัน กายอย่างเดียวกัน เขาไม่ทุกข์แบบไม่รู้ แต่ของเรานี่ทุกข์อย่างรู้ๆ มีองค์ประชุมของสภาวะเหมือนกัน ดับเหมือนกัน
กายอย่างเดียวกัน คือ กายความดับเหมือนกัน ได้สิ่งที่ไม่ทุกข์เหมือนกัน สัญญาว่าดับความทุกข์เหมือนกัน แต่ของเขาชั่วคราว แต่เขาก็อยู่ในภาวะนิโรธเหมือนกัน สัญญาว่าดับทุกข์ เขาก็ทำได้สำเร็จ กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกันแต่นัยสำคัญมากที่ไม่ใช่วิสัยของการคาดเดาอย่างตักกะ ที่จะต้องเรียนของจริงตั้งแต่ สักกายะ คือ ตัวตนอัตตาที่ต้องพิสูจน์ญาณหยั่งรู้อัตตาตัวแรก เป็นสังโยชน์ข้อแรกในสังโยชน์ 10 ใครยังไม่รู้สักกายะ คนนั้นยังไม่เร ิ่ มต้นกาย แล้วปฏิบัติอย่างไรจึงพ้นสักกายทิฏฐิสังโยชน์
นี่แหละเห็นความเป็นสัตว์ของตน ถ้าตัวต้นคือสักกายทิฏฐิยังไม่ได้ ก็ไม่บรรลุธรรม อธิบายกันไปผิดๆก็ทำให้ปฏิบัติผิดๆ อย่างกายสังขาร เขาก็อธิบายเป็นการปรุงแต่งภายนอก กายปัสสัทธิ ก็กำหนดว่าเป็นสรีระสงบ ก็ไปกำหนดอย่างนี้แล้วก็จะปฏิบัติให้บรรลุได้อย่างไร? กายสัมผัส เขาก็อธิบายว่า เตะต้องภายนอก กายวิปัสสนาก็ได้แค่ภายนอก กายกัมมัญญตา เขาแปลว่า การงานอันเหมาะควร องค์ประชุมของการงานอันเหมาะควรมีทั้งอาชีพ การกระทำและจิตอันเหมาะควร ที่ออกไปทำงานเต็มรูปของอาชีพ กายมุทุตา เขาก็ยิ่งแปลไปอย่างไร แปลว่าจิตอ่อนไหวเร็วไว จิตเจโตปรับง่ายรู้เร็วไว ไม่ใช่กายที่ไปวิ่งเร็ว ว่องไว มันจึงสำคัญมั่นหมายกันคนละทิศ กายวิการ แปลอย่างโลกๆก็เอาคนขาแข้งพิการมา ไม่ใช่ กายนี่คืออย่าง วิญญัติรูป มีลหุตา มุทุตา ตัวจิตถูกรู้ คืออุปาทายรูป 24 ถูกรู้นั่นเอง และมีแต่ปสาทรูป โคจรรูป ก็อยู่เนื่องกับภายนอก แต่ว่าจากนั้นไปก็เป็นนามทั้งนั้น