590516_พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน ๙.docx
เนื้อหาในไฟล์
590516 พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน 9 พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม 2559 ที่บ้านราชเมืองเรือ กะว่าถึงวันที่ 20 ก็จะส่งต้นฉบับและให้เขาพิมพ์หนังสือก็คงจะแก้อีกไม่น้อย ที่ได้บรรยายไปนี้เป็นธรรมะที่ขุดย้อนไปถึงเขาหลักของธรรมศาสนาพุทธมีความลึกซึ้งลึกล้ำแต่ไม่ลึกลับ ยิ่งพูดก็ยิ่งลึกแต่คนข้างนอกก็จะยิ่งไม่รู้อย่างที่เขาส่งข้อความทางไลน์มาอย่างนั้นอย่างนี้ก็ดีเหมือนกันจะได้รู้ว่าเป็นบวกเป็นลบอย่างไรดีกว่าคนที่ไม่สนใจเลยนะน่าสงสารไม่สนใจเรื่องธรรมะ จะว่าอาตมาหลงธรรมะพระพุทธเจ้าก็ไม่เป็นไรใครที่ไม่สนใจธรรมะของพระพุทธเจ้าเลยก็คือคนโง่กว่าคนอื่น Sms 15พ.ค. 59 _ 0805925xxx ลีลาพ่ออ่านSMSน่าฟังมีลูกเล่นเสียงเล็กเสียงน้อยเหมือนนักพากษ์จุงเบยย! _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯตอบประเด็นธรรมะทุกคำถามตรงใจสะใจกินใจประทับใจที่สุด!คนไร้แอร์พัดลมมือ2ตัวเก่าบ่ใช่พัดมือเจ้าข้า! _0893867xxx วัย82ของพ่อครูบ่ได้เก่งแต่เข็นปุ๋ย!เดินมาราธอนปั่นBMXพายเรือไม้เบ้อเริ่ม!ว่ายน้ำอึดเป็นที่1สุดยอดนักบวชสูงวัยผู้ฉันมังสะวิรัติมื้อเดียวที่คนกิน3มื้อทำไม่ได้เท่า! 0805925xxx คนไม่เข้าใจคำว่าบุญเพราะไม่ศึกษาธรรมถ่องแท้จึงมักติดปากพูดเวลาใครทำดี! _0805925xxx ลดอัตตาปิดอายตนะกิเลสหมดจบภพชาติสิ้นบาปบุญเฮ๊ดยากกกกกกแท้ยัย ส่วนบุญคือการฟอกสบู่ในกายภายนอกให้สะอาดแต่ขี้ไคลกิเลสยังมีอยู่แม่นเนาะ? _0893867xxx อัตตาที่ยึดถือทำให้เกิดทุกข์! ดับทุกข์ดับที่การลดอัตตา ละการยึดถือตัวตนจนหมดกิเลส นั่นล่ะคือการทำบุญให้ตัวเองดีที่สุด! _0805925xxx หมดดีหมดยึดติดหมดกรรมบาปนั่นแหละบุญแห่งธรรมอีกอสงไขยสิพ้น0บ่ _นู๋ยังสูนหลายคักคักม่ายยพ้น0อีกกัปป์กัลล์เฮ้อยังล่องเรือน้อยลอยวน?555 _0893867xxx
อ่านต่อ
กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะศิลปะการเข้าถึงสัปปุริสธรรมนำอภิสังขารธรรมะ2เป็นธรรม1เอกสโมสรณา ภวันติในความแตกต่างของทุกสภาวะให้อยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน
จากไลน์คุณ Aoi Bringsoe กราบนมัสการพ่อครูค่ะ ท่านเป็นศิลปินทางธรรมที่แท้จริง ลูกอยู่ไกล บริโภคธรรมะ แบบแช่แข็งของพ่อท่านทุกวัน ยังสามารถเปลี่ยน DNA ของตัวเองมาเป็นนักมังสวิรัติได้ 2 ปีกว่าแล้วค่ะ ส่วนเรื่องบุญ ยังคงต้องมีอยู่บ้างเพราะกิเลสยังเยอะอยู่ค่ะ สาธุค่ะ อาตมาว่า กลละ นี่ มีคนบอกว่า คือ Cell แม้จะเล็กละเอียดก็ต้องฝึกหัดที่จะอ่านอาการ ที่เป็นพลังงาน มีเงื่อนไข นิยาม ตั้งแต่ อุตุ พีชะ จิต กรรม ธรรมะ ที่ต้องอธิบายจนกว่าอาตมาจะตายไป สองเส้า ก็คืออุตุ ไม่มีเหลี่ยมอะไรมาก ปรุงแต่งเฉพาะตน เป็นธาตุแข็งไป พอมาเป็นสามเส้านี้เริ่มหมุน มีความพอในตัวเอง ไม่รุกรานใคร แต่พอมาเพิ่มขึ้นเป็นจิตนิยามก็มีความรุกรานคนอื่นเพิ่มขึ้น จนเล่ห์เหลี่ยมจัด มีการปรุงแต่งซับซ้อนมากมาย จนพัฒนาจิตนี้ให้แยกกุศลอกุศลออกจากกันได้ แล้วทำอกุศลให้หายไปโดยสามารถ มีสองนัย หายไปโดยไม่จริง สะกดไว้ได้ กับอีกนัยคือหายไปโดยปัญญา รู้ตัว เป็นธาตุรู้ที่เป็นเอง แม้หายไปแล้วเราก็ยังเห็นอยู่ในโลกนี้ คลุกคลีอยู่ แต่มันไม่ได้มาเป็นโทษกับเราได้แล้ว ดีไม่ดีเป็นมิตรกับเราได้เลย ถ้าสูงจริง มันเป็นตัวร้ายที่เคยอยู่กับเรา แต่พอเราขจัดมันได้มันกลับมาอยู่กับเราได้อีก มีพลังเหนือชั้นจริงๆ สุดวิเศษที่ทำได้ DNA เป็นภาษาของชีวเคมีก็ว่าไป แต่ของนามธรรมนั้นเทียบเคียงชื่อได้ มีวิชชาจรณสมบัติ สองนัยของอาการจิตเรา ถ้าเราไม่หลงเลอะ แล้วรู้จักอาการจิตเราได้จริง จับได้ จัดการได้อย่างสำเร็จมีผลจริงจะรู้ยืนยันได้
จาก เฟสบุค กองทัพธรรมFP กราบนมัสการ แอดมินค่ะ ดิฉันต้องการรายงาน สภาวธรรมของตัวเองแก่พ่อท่านค่ะ ประวัติการปฏิบัติธรรมของลูก เริ่มปี 2535 ที่แดนมหามงคล หลังจากนั้นศึกษาด้วยตนเองโดยศึกษาจากหนังสือของเกจิอาจารย์ทั้งประเทศ และศรัทธาในคำสอนของ หลวงปู่ชา และท่านพุทธทาส มากที่สุด และได้อ่านพระไตรปิฏกโดยไม่มีคนสอน ได้ศึกษา จุลศีล มัชฌิศีล มหาศีล จากตามรอยพระอรหันต์ และจากพรหมชาลสูตร โดยอ่านเองตั้งแต่เริ่มปฏิบัติธรรม เมื่ออ่านพระไตรปิฏก พระสูตรหมดทุกเล่ม ภิกษุณีวินัย อภิธรรมแปล วิสุทธิมรรค และพุทธวจนต่าง ๆ ก็เลิกถือมงคลตื่นข่าว เลิกบูชาเทวดาทั้งหมด รวมทั้งภูมิเทวดา พยายามเสาะหาวัดที่สอนเหมือนพระพุทธเจ้าสอน แต่หาไม่ได้ จนกระทั่งปลายปี 48 หรือต้นปี 49 ไม่แน่ใจ ได้ติดตามรายการเมืองไทยรายสัปดาห์สรรจร ได้ฟังพระเทศ เวลาเช้า ฟังไปทำงานไปด้วย ก็เกิดสะดุดคำสอน อุทานมาว่าเหมือนพระพุทธเจ้าสอนเลย แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้เทศน์ เมื่อพิธีกรประกาศก็ว่ากราบนมันการขอบคุณพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ลูกก็มั่นใจว่าเจอแล้ววัดที่ตามหา แล้วธรรมะก็จัดสรรค์ให้ชาวปฐมอโศกไปซื้อนาแรงรัก ซึ่งมีที่ดินของลูกพี่ลูกน้องอยู่ในนั้นแล้วเขาไม่ยอมขาย แล้วพาไปดูที่ของเขา ทำให้ลูกได้เข้าไปคบคุ้น และปัจจุบันก็ไปทำนาที่นาแรงรัก แบบไปกลับ ลูกมีความทุกข์มากที่ต้องปฏิบติธรรมอยู่ในเรื่อง เพราะจริง ๆ แล้วตัดสินใจบวชตลอดชีวิตตั้งแต่พบพระพุทธเจ้าเมื่อปี 35 แต่มีอุปสรรคตลอดมา พ่อป่วย สามีป่วย แม่ป่วย ลูกป่วย ทำให้ต้องรับวิบาก ทุกข์ทรมานที่ต้องอยู่กับกองกิเลสของคนอื่น เพราะกิเลสตัวเองก็หนักหนาอยู่แล้ว แต่ลูกก็มิได้ย่อท้อ สมาทานศีล 5 ตลอดชีวิต ศีล 8 ทุกวันพระ แล้วฟ้าก็เปิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 59 ลูกได้มีโอกาสไปร่วมงานปลุกเสก ชีวิตก็เหมือนหลุดออกจากบ่วงเมื่อพ่อท่านเทศถึงเรื่องการปฏิบัติธรรมของคนสมัยพระพุทธเจ้า ว่าฆราวาสบรรลุธรรมมากกว่านักบวชอีก แล้วก็บอกว่าไม่ต้องกลัวอีกหน่อยจะมากันทั้งครอบครัวเลย เรื่องการสอนลูกต้องมีศีลปะ ต้องค่อยตะล่อม ทำให้โล่งอก เหมือนยกภูเขาออก แล้วเหตุการมหัสจรรย์ก็เกิดกับลูกหลายอย่างในงานปลุกเสก แม้แต่การขอชื่อ เพราะ ลูกอยากได้ชื่อใจพอ ก็มีคนชื่อนี้แล้ว ชื่อพอแล้วก็มีสมณะชื่อนี้อีก ก็ตัดสินใจว่าจะชื่อพอตัวเดีว และเมื่อขอชื่อจากพ่อท่าน ๆ ก็บอกว่าพอตัวเดียวก็ดีแล้ว ทำให้เพื่อน ๆที่คุยกันอยู่ในที่นั้นตกตะลึง เพราะกำลังคุยกันอยู่แล้วพ่อท่านก็มาพอดี หลังจากกลับจากงานปลุกเสก ลูกได้สมาทานศีล 10 ต่อหน้าพระพุทธาภิธรรมนิมิต เมื่อถึงบ้านเล่าให้สามีและลูกฟังเขาก็ไม่ขัดข้อง ลูกเพียงแค่อดมื้อเย็นก็ได้ศีล 10 แล้ว เพราะข้ออื่นปฏิบัติมานานมากแล้ว ทำงานฟรีไม่ใช้เงินเพื่อตนเองมาตั้งแต่ปี 40 ปฏิญาณไว้ว่าทุกบาททุกสตางค์ที่ได้มาจากน้ำพักน้ำแรงให้เป็นทานทั้งหมด ไม่ว่างานวิทยากร การประสานงานซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หรือมีผู้อยากทำบุญด้วยก็ใช้ในการกุศลทั้งหมด เมื่อได้รักษาศีล 10 อยู่ในเรือน ก็รู้สึกถึงเสรีภาพได้ทันที มีอิสระไม่กังวลเรื่องกินถึงแม้จะมีคนหาให้ทุกมื้อแต่ก็ยังยุ่งยากกับเขาอยู่ดี ตอนนี้ลูกรู้สึกเบามาก พาสามีและลูกไปนาแรงรัก ปีนี้ขอทำนาเป็นส่วนตัว ประมาณ 2 ไร่ ซึ่งสามีก็รับปากว่าจะช่วย ลูกสาวอาสาสอนภาษาไทยให้กับเด็ก ในวันหยุด ขณะนี้ลูกสาวของลูกมีตำแหน่ง รองผู้อำนวยการโรงเรียนโสตศึกษากาญจนบุรี ก็เหลือเชื่อที่เขาทำตามคำขอของลูกทันทีเมื่อกลับจากงานปลุกเสก ลูกเชื่อมันในปาฏิหาริย์ในครั้งนี้ ขอกำลังใจจากพ่อท่านให้ลูกได้บรรลุถึงทางที่ต้องการด้วยเถิด ลูกอธิษฐานชาติสุดท้ายมานานแล้ว พอ แล้วจริง ๆเจ้าค่ะ
กราบนมัสการมาด้วยความเคารพอย่างสูง ลูกพอ (นางสายันต์ ธนานันท์) ปล.ลูกสาวจบ อักษรศาสตร์ มหาบัณฑิต (เอกภาษาไทย ด้านภาษาศาสตร์) ม.ศิลปากร สามีดิฉันก็มาช่วยสีข้าวที่นาแรงรัก ส่วนลูกสาวกำลังทำความคุ้นเคยกับเด็กเตรียม ม.1 ปฐมอโศก อาตมา ว่า เป็น demand ของสังคมที่สูงมาก สำหรับคนที่หลุดพ้นจากโลกีย์มาหลายอย่างมารวมกันเป็นหมู่กลุ่มนี่ อาตมาว่าเป็นได้จริง อยู่มาถึง 45-46 ปีแล้วก็ยังมีอยู่รอด ตายไปก็มี ต่อไปก็จะมีอีก จะดูว่าอัตราสมาชิกชาวอโศกที่เป็นเนื้อแท้จะลดหย่อนลงไปหรือไม่มันมีตัวชี้บ่ง ลักษณะที่เป็นอาริยธรรม โลกุตรธรรม มีตัวชี้บ่งที่เอาเงื่อนไขของพระพุทธเจ้ามายืนยันได้ว่าตรงกับที่พระพุทธเจ้าตรัสทั้งนั้นเลย สิ่งที่เป็นจริงนี้จะพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งตอนนี้มีมวลมากที่สุดเทียบกับที่อื่นๆ ไม่ว่าจะที่เนปาลหรือที่ไหนๆ ก็เทียบได้ว่า มีอาริยบุคคลมากกว่า ยืนยันได้ตามรัฐศาสตร์เศรษฐศาสตร์สังคมศาสตร์ แล้วมีแกนหลักคือเกษตรศาสตร์ สำหรับพื้นที่ที่ปลูกพืชไม่ได้ก็กินเนื้อก็ว่าไป แต่ที่ๆปลูกพืชได้นั้น มวลคนกินพืชมีมากกว่าคนกินเนื้อสัตว์ อันนี้เป็นเนื้อแท้ของมนุษย์ที่มีประโยชน์ บรรลุสูงสุดได้ อาตมายืนยันได้ ในฐานของคนที่ใหญ่สุดของประเทศไทย อย่างในหลวง ภูมิของท่านตรงกับที่อาตมายืนยันเลย แต่ท่านก็ต้องทำตามฐานะของท่าน ท่านจะมาทำบุญกับอาตมาไม่ได้ นอกจากจะมีในหลวงในประเทศไทยแล้ว พลเมืองอย่างพวกคุณก็มีมามีทุกภาคด้วย ก็มารวมกันตามจริง ต่างประเทศยังไม่มา แต่ก็ไม่เป็นไร เราก็สร้างเมืองในเมืองไทยไปเรื่อยๆ มี สัปปายะ 4 เสนาสนะ_อาหาร_บุคคล_ธรรมะ สัปปายะ จะค่อยขยายตัว ในแกนของโลกุตระแบบอย่างที่อาตมาตั้งชื่อลำลองว่า แบบบุญนิยม จะเกิดขึ้นเรื่อยๆ ก็ค่อยเข้าใจไปตามลำดับ เราจะรู้ว่าเราจริงใจแค่ไหน เราง่อนแง่นหรือมั่นคงแค่ไหนก็รู้ตัวเอง อาตมาไม่บังคับ ไม่ต้องการง้องอน ถ้าไปบังคับง้องอน อาตมาก็ไม่ใช่ ไม่ต่อรอง ไม่ง้องอน ไม่บังคับ คุณมาอยู่เองนะ ไม่มีติดสินบน ก็เลยได้ตัวจริง เห็นความฉลาดของอาตมาไหม แล้วได้คนแบบนี้มา อาตมาว่า อาตมาใช้ความฉลาดที่สุดแล้ว เพราะอาตมาชัดเจนว่าธรรมะพระพุทธเจ้าในยุคนี้มีแล้ว มีจำนวนไม่ใช่น้อยที่นี่แล้ว เป็นไปเรื่อยๆ ก็ขมีขมันช่วยกันคนละไม้คนละมือ “การช่วยคนอื่น เท่ากับช่วยตนเอง” “การช่วยตนเองให้บริสุทธิ์สัมมาทิฏฐิเท่าไหร่ จะยิ่งช่วยคนอื่นได้มากขึ้นเท่านั้น” ความบริสุทธิ์เท่านั้นจะชนะทุกสิ่งทั้งโลก…. ในที่สุด
_โยมถามมาว่า ท่านคะ ฝากคำถามค่ะ ท่านจะเรียนถามพ่อท่านหรือหมู่สมณะก็ได้ค่ะ หลังๆ มานี้ งานศพในพุทธสถานเริ่มใช้ดอกไม้ประดับหน้าศพบางทีก็เป็นดอกไม้กระถาง บางทีก็เป็นดอกไม้โดยตรงเลย ไม่ทราบว่า ตามประเพณีเดิมของชาวอโศก ที่ไม่ให้ใช้ธูปเทียนและการประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ยังจะคงอยู่มั้ยคะ ตอบ...ก็ติงกันมาก็ดีแล้วไม่เช่นนั้นจะบานปลาย จะมีตามที่มีเล็กๆน้อยๆก็พอได้แต่ไม่ต้องถึงกับไปซื้อหามา อย่างบนโต๊ะนี้ก็มีประดับครบครันเลย เป็นพืชพันธ์ธัญญาหารที่เราทำอย่างไร้สารพิษ มีผลสำเร็จทุกวันนี้สังคมยอมรับเรานะ ว่าพวกเรานี้เอาจริง ซื่อตรงในการทำเพื่อความบริสุทธิ์สะอาด เข้าหาธรรมชาติ ความจริง เป็นวิทยาศาสตร์เชิงบ้านนอกๆ จริงๆไม่ใช่เล่นนะ เราก็ทำไปเรื่อยๆ จนอีกหน่อยเขาจะมีห้องวิจัยของพวกเราเอง ทุกวันนี้เราทำได้ถึงจุลินทรีย์แคปซูล ชื่อจุลินทรีย์เจ้าเจ๋ง เราชัดเจนว่าจะไปเอาเปรียบเขาทำไม “คนเอาเปรียบคนอื่นนี่ยังโง่อยู่ ถ้าเราฉลาดที่จะเสียสละได้ เราจะโง่อยู่ทำไม”...พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ 16 พ.ค. 59 มันก่อหวอดที่เป็นไปได้แล้ว อาตมาจะพาสร้างหมู่ที่จะช่วยมนุษชาติที่ตอนนี้เลวร้ายแรงได้ เราทำได้สิ่งมหัศจรรย์จะค่อยเกิดในหมู่เรา ทุกวันนี้คนมากินมื้อเดียวแต่มีกำลังไม่ใช้เงินใช้ทองแล้วทำงานสร้างสรร เป็นเรื่องมหัศจรรย์ทั้งสิ้น เอาความสงบสยบความรุนแรงได้เป็นเรื่องมหัศจรรย์ทั้งสิ้น ไม่ใช่อวดโอ่ แต่เป็นไปตามธรรม คนข้างนอกที่มีปัญญาจะเห็นว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์เกิดไม่ง่าย แต่มีเหตุปัจจัยทำให้เป็น ไม่ใช่สร้างเอาเองได้ สำหรับงานศพก็ขอเรื่องธูปเทียนอย่าจุดกัน แต่เรื่องดอกไม้ก็เพลาๆลงบ้าง อนุโลมได้ แต่ธูปเทียนนี่ไม่มีประโยชน์เลย แล้วอาจพาไฟไหม้ได้ แต่เขาจุดกันเพราะจะได้ติดต่อกับสิ่งใดๆ ได้ ใช้ควันใช้แสง(เปลว) จุดทำไม? มันต้องจุด เราไม่ใช่เทวนิยม ไม่มีวิญญาณล่องลอย จะอยู่ไหนก็แล้วแต่ เราไม่ได้ว่าไม่มีแต่มันก็ไปตามวิบากเขา ไปเกี่ยวทำไม ถ้าจะเกี่ยวก็เกี่ยวกันตอนเป็นๆ แม้มาเกิดร่วมยุคนี้ก็ไม่เจอกันเลยนับไม่ถ้วน ที่จะมาเกี่ยวก็มาแต่ไม่มาก็ไม่มานับไม่ถ้วนเลย เพราะฉะนั้นเท่าที่มีนี้จัดการให้ดีที่สุด ให้เหลือพอมากพอ เกินพอ แค่นี้ก็รับมือให้ดีก็แล้วกัน
_ถึง คุณพิพัฒน์ วสุพัฒน์ ที่ ส่งข้อความมาทางไลน์ว่า ทุกข์เพราะโง่ โง่เพราะไม่รู้ทุกอย่างตามความเป็นจริง พอรู้แล้วหายโง่ หายโง่ก็หายทุกข์ หากพ่อครูได้ฟังคำอธิบายจากผม สิ่งที่ท่านเรียนรู้มาล้วนเป็นเรื่องที่ไร้สาระ พ่อครูตอบ…โอ้โห นิมนต์มาพบอาตมาหน่อย อาตมาอยากหมดเป็นคนไร้สาระเหมือนกัน ขอถามหน่อยว่าคุณรู้ไหมว่าอาตมาเป็นใครตามความเป็นจริง พอรู้แล้ว คุณจะหายโง่เลย… ถ้ายอมรับความจริงนั้นด้วยจะหายทุกข์ แต่ถ้าคุณรู้ว่าอาตมาเป็นใครแต่คุณไม่ยอมรับความเป็นจริง คุณจะยิ่งทุกข์… ไม่ต้องฟังคำอธิบายจากคุณแต่อ่านที่คุณสรุปมานี้ก็จบแล้ว อาตมาไม่สงสัยคุณหรอก อาตมาดูคุณทะลุแล้ว แต่ถ้าคุณยังไม่ทะลุของอาตมาก็ถามมาได้...
Mod 4578 กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพรักเป็นอย่างสูงค่ะ ลูกยังนึกว่าลูกฝันไปค่ะพ่อครู ที่ลูกยังได้เจอธรรมะที่ถูกต้องถูกตรง ของพระพุทธเจ้าผ่านพ่อทางจิตวิญญาณ ลูกเคยพูดกับพี่สาวค่ะพ่อครู ว่ายุคนี้น่าจะเป็นยุคของพระพุทธเจ้าลูกจะได้ถามถึงธรรมะที่แท้จริงค่ะ ที่ทำให้พ้นทุกข์ได้อย่างแท้จริง ลูกฟังธรรมะพ่อครูมาได้หนึ่งปีครึ่ง ยิ่งจริงยิ่งชัดยิ่งใช่ค่ะ จะขอพากเพียรเดินตามพ่อไป ไม่คิดย้อนรอยถอยหลังค่ะ อาตมาได้บรรยายถึงคำว่าบุญกับกุศล ...บุญนี้เป็นสภาวธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด แต่ซวยที่คนเอาไปใช้ผิดความหมายไปบานไปเรื่อยๆ แม้ศาสนาอื่นก็เอาไปใช้ อาตมาต้องมาดึงกลับ บุญคืออาวุธฆ่าอกุศล ตัวกิเลส ตัวเกเรทั้งหลาย เพราะด้วยสัจจะที่จริง“บุญ”กับ“กุศล”มีนัยสำคัญที่แตกต่างกันอย่างลึกซึ้งมาก ลึกล้ำยิ่ง ..เห็นได้มั้ย? ผลของ“กุศล”นั้นคือ“มี”ภาวะที่ดี..ถึงดีได้อย่างยิ่งๆ ไม่จบ ไม่สิ้นสุด ยัง“มี”เพิ่มไปได้ตลอดกาลที่ทำ“กุศล” “กุศล”ก็ยิ่ง“มี”ในตนมากขึ้นๆๆๆๆๆ ได้เรื่อยไป เพราะ“กุศล”คือบรรดา“ทรัพย์-ศฤงคาร” ยิ่งทำยิ่งได้ “มากมี”ทับทวียิ่งๆ ขึ้น “มี”ในตนไปได้ยิ่งขึ้นๆ ไม่มีที่สุด ส่วนคำว่า“บุญ”นั้นคือบรรดา“อาวุธฆ่าอกุศล-เครื่องประหารกิเลส” ยิ่งทำยิ่งลด “น้อยลงๆ”ตาม“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคิยา)ที่ทำสำเร็จ ยิ่งสิ้นไป หมดเกลี้ยงเป็นที่สุด หากเป็นผู้“หมดบุญ”(ปุญญปริกฺขีโณ) เป็นผู้“หมดสิ้นบาปในตน” ก็เป็น“ผู้หมดสิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญบาปปริกฺขีโณ) คนผู้นี้ก็หมดเรื่อง“บุญ”สำหรับตน ไม่ต้อง“ทำบุญ”อีก “กุศล”เมื่อ“ทำแล้ว”ได้สะสมเพิ่มขึ้น มีมากขึ้นๆๆ แล้วก็ทำ“กุศล”ต่อไป ก็ยิ่งมี“กุศล”มากยิ่งๆ ขึ้นไม่มีที่จบสิ้น แต่“บุญ”นั้นเมื่อ“ทำแล้ว” กิเลสก็ลดละหน่ายคลาย ลดลงๆ หมดไปๆๆๆๆ จนที่สุด“บุญ”ก็หมดสิ้นไปจากตนเป็น“คนสิ้นบุญ”(อรหัตตผล)เป็น“ผู้สิ้นบุญสิ้นบาป”สนิท(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) ผู้นี้ก็เป็น“อรหันต์” จบสิ้น จบกิจที่จะทำ เนื่องจากผลของ“บุญ”คือ“กำจัด”ภาวะนั้นๆออกไป เช่น กำจัด“บาป”หรือ“อกุศล” จนที่สุด“ภาะนั้นไม่มีเหลือเลย” ก็“จบกิจ” “จบกิจ”ก็เป็นอัน“หมดสิ้นบุญ”ไปเลย คนผู้“หมดสิ้นบุญ”ก็คือ ผู้“หมดส่วนบุญ”นั้นภาษาก็ว่าหมด“ปุญญภาค”หรือหมด“ปุญญภาคิยา” ได้แก่ผู้พ้นความเป็น“เสขบุคคล” หรือหมดความเป็นเปรต ก้าวหน้าขึ้นเป็น“อเสขบุคคล” (4) นัยสำคัญยิ่ง คือ“บุญ”นั้นยิ่ง“ไม่มี” แต่“กุศล”ยิ่ง“มี” ดังนั้น อรหันต์จึงคือ ผู้“จบกิจของบุญ” เป็นผู้“สิ้นบุญสิ้นบาป”(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) เป็นผู้ไม่ทำบุญอีก ไม่มี“บุญ”แล้ว หน้าที่ของ“บุญ”เสร็จแล้ว “จบ”แล้ว “บุญ”ก็ไม่มีในตน ตนก็ไม่ต้อง“ใช้บุญ”สำหรับตนอีกแล้ว “บุญ”นั้นก็สำเร็จ ผลก็คือ เป็น“คนสิ้นบุญ”อย่างยั่งยืนตลอดกาล เป็น“คนไม่ต้องใช้บุญ-หรือไม่ต้องมีบุญสำหรับตนทำต่อไปอีกแล้ว” ในชีวิตที่จะ“มีอยู่”อีกกี่ชาติๆ ก็ตาม มีแต่“กุศล”เท่านั้นที่จะ“มี” มากขึ้นๆ เป็น“บารมี” อาตมาว่า...ต้องมีคู่ชกที่ชกได้ถึงขนาดให้รู้สึกได้ ไม่เช่นนั้นไม่รู้สึก หรอกถ้าผู้ท้าชิงไม่ถึง แล้วเกิดมาอีกหลายปี ร้อยปี พันปี หมื่นปี แสนปี ล้านปี ผู้ท้าชิงก็จะลดลงเรื่อยๆ กาละเวลามากอย่างนั้นจริงๆ จึงจะเรียกว่าผู้นี้คือพระพุทธเจ้า อย่าว่าแต่ล้านปีเลย หลายล้านปีด้วย มันจะแปลกอะไร เพราะโพธิสัตว์จะเกิดอีกกี่ล้านครั้งก็ไม่สูญเสียอะไร ผล“บุญ”ที่ได้ จึงไม่ใช่สิ่ง“มี” ไม่ใช่ภาวะที่ต้องสะสม ผลที่ได้ของ“บุญ”ยิ่ง“ไม่มี” ยิ่งเกลี้ยง-สะอาด แต่ผลที่ได้ของ“กุศล”ยิ่ง“มี” ยิ่งสะสม ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นๆๆๆ ผลที่ได้ของ“บุญ”ยิ่ง“หมดสิ้นไป” ผลสูงสุดคือ“สูญจบ” สูญสนิท ไม่เหลือแม้ธุลีละอองใด ยั่งยืนตลอดกาล ชาวพุทธเข้าใจผิดในคำว่า “บุญ” (มิจฉาทิฏฐิ) ผิดอย่างฉกาจฉกรรจ์ จนกระทั่งไร้ผลจากศาสนาพุทธกันเลยทีเดียว นี้เป็นความเข้าใจผิดของชาวพุทธที่สำคัญยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่มาก เพราะคำว่า“บุญ”นี้เองที่ทำให้ชาวพุทธทุกวันนี้พากันใช้คำว่า“บุญ”ทำลายศาสนาพุทธเสียเองด้วย เพราะชาวพุทธได้พากันหลงผิด โดยเฉพาะ“ผู้รู้”ที่มิจฉาทิฏฐิในคำว่า“บุญ” จึงได้พากันเอาคำว่า“บุญ”ไปหลอกคนว่า เป็น“วิมาน”ที่คนอยากได้มาสะสมไว้ในตนให้มากๆ ศาสนาพุทธเสื่อมหนักมากจริงๆ เพราะเหตุนี้ ใครเข้าใจคำว่าบุญผิด มิจฉาทิฏฐิ นั้นล้มเหลวในการปฏิบัติธรรมตั้งแต่เริ่มเลย เป็นความเข้าใจผิดของชาวพุทธที่สำคัญยิ่งใหญ่ (5) เริ่ม“ศึกษา”ความเป็น“โลกีย์”จากคำว่า“วิมาน”ก่อน เหตุก็คือ ใช้“วิมาน”นี่แหละหลอกคนให้มาทำ“บุญ” แต่ที่ปฏิบัติ“การทำบุญ”นั้น “ทำ”กันอย่างมิจฉาทิฏฐิ เพราะพากันทำอย่างนั้นมันได้“บาป”กันยิ่งๆ ขึ้นแท้ๆ ต่างหาก เนื่องมาจาก“การทำใจในใจ” (มนสิการ) ก็ทำไม่เป็น ทำไม่ตรงความจริง และ“รูป”กับ“นาม”ก็ไม่ได้มีการสัมผัสแตะกันของ“ธรรมะ 2” หลงไปปฏิบัติหลับตาหนี“ธรรมะ2”ซ้ำ ด้วย“ความไม่รู้”(อวิชชา)กันนั่นเองจึง“ตั้งจิต”(อธิษฐาน)ทำ“บุญ”กันเอาจริงเอาจัง แต่“การตั้งจิต”ของผู้นั้นเป็น“จิตที่ตั้งไว้ผิด” ก็ได้“โมหะ” คือ ได้“ความหลง”(โมหะ) นี่ชั้นหนึ่งแล้ว และที่“โมหะ”นั้น ก็เป็นได้ทั้งที่“หลงผิด”ว่าถูก นี่อีกชั้น ทั้งที่“หลงติดหลงยึด”เป็น“อุปาทาน” นี่ก็อีกชั้น ทั้งที่“หลงใคร่อยากได้”เป็น“กาม”ยิ่งขึ้นๆ นี่ก็อีก ทั้งที่หลงผิดยึดเอา“ความไม่มีตัวตน”ว่า “มีตัวตน”ก็อีก จะเพราะ“จิตวิปลาสหรือทิฏฐิวิปลาสหรือสัญญาวิปลาส”ก็เป็นไปได้ทั้งนั้น นี่ก็ยังเป็นอีกหลายชั้น และหรือวิปลาสไปเป็น“ความไม่เที่ยงว่าเที่ยง-ความเป็นทุกข์ว่าสุข-ความไม่มีตัวตนว่ามีตัวตน-ความไม่งามว่างาม” นี้ก็อีก นับมานี่กี่ชั้นแล้วล่ะ(พระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 49) มันหนามันมากมันจัดจ้านกันกี่ชั้นที่หลงผิดกันไป นี้คือ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 92 ว่า “โจรหัวโจกกับโจรหัวโจก หรือคนมีเวรกับคน มีเวรทำร้ายแก่กันและกันนั้น มันเลวหนักยิ่งกว่า”แบบนี้เอง แม้ที่สุด“หลงใหลคลั่งไคล้” เห่อกันว่า ถ้าได้“ทำทาน”กับคนผู้นี้หรือกับวัดนี้จะรวยใหญ่รวยมาก พากัน“โมหะ” หลง“ทำบาป”ว่าตนได้“ทำบุญ”กัน เนื่องจากไม่รู้ทันคำ ว่า“วิมาน” ที่ถูกสร้างขึ้นมา“ทำร้าย”ผู้คนกันนี่เอง ก็เพราะการเอาคำว่า “บุญ”นี่แหละ มาหลอกคนว่า เป็น“การทำทาน” โดยเฉพาะต้องมาทานแก่ผู้พูดเองนะ การจองเวร ต้องเริ่มตั้งแต่สองคนขึ้นไป จองเวรต่อกัน ไม่รู้จบ แต่ว่าถ้ามีคนหนึ่งจบ ไม่ต่อ คนหนึ่งก็ทำไป ก็จะเหลือแรงครึ่งเดียว ตบมือข้างเดียว ก็จะลดความแรงลงเรื่อยๆ จนกว่าคนที่ไม่หยุดจะรู้ตัวแล้วหยุด เราหยุดแล้วแต่เธอสิยังไม่หยุด คนหยุดได้ก่อนนี่คือผู้ชนะคือผู้ยิ่งใหญ่ อาตมาเคยบอกไหมว่ามาทำทานกับอาตมาจะรวยใหญ่รวยมากไหม ก็ไม่ แต่บอกแค่ว่ามาทำทานกับอาตมาจะยิ่งจน จนจนหมดตัวตนเลย ถ้าคุณอยากรวยอยู่ไม่ต้องมาทำทานกับอาตมา
(6) คนฉลาดชั่วร้าย(เฉโก) กับคนโง่หนัก ที่เลวสมกัน คนโง่หนัก จึงหลง“ทำทาน”กันใหญ่ ทำกันคึกคัก ทำกันมาก คนฉลาดเลวก็ทำร้ายกันเองยิ่งๆ พระพุทธเจ้าตรัสว่า จบ