590517_พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน ๑๐.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์343 KB
วันที่แก้ไข5 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590517 พุทธศาสนาตามภูมิ ศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ ตอน 10

พ่อครูว่า... วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศกเราก็มาฟังกันต่อ SMS 16 พ.ค 59 _0893867xxx อนุโมทนาผู้พบธรรมแท้เสมือนพบพระพุทธเจ้าได้จริงจากคำสอนพ่อครูฯที่เผยแพร่แล้วปฏิบัติในศีลพร้อมญตธ.อโศกจนเข้าสู่โลกโลกุตระ ได้จริงสาธุ พ่อครูว่า ใครก็คงบอกว่า ของตนเป็นธรรมะแท้ ก็ศึกษาให้ดี จะแท้หรือไม่แท้ จุดสำคัญคือจะต้องอ่านอาการ ที่เขาบอกว่าต้องสอบอารมณ์ หรือต้องอ่านอาการของอารมณ์ ต้องชัดเจนว่าอาการคืออย่างไร อาการกายคือ องค์รวมนามรูป ออกมาเป็นอารมณ์หรือเวทนา เจาะเข้าไปในอาการจิต ก็ต้องแยกชัดเจนว่า อารมณ์คือจิต ที่จริงคือกาย แม้แต่คำว่าธรรมะก็คืออาการจิต อยู่ในฐานะของกาย เวทนา จิต ธรรม ต้องชัดเจนในหน้าที่ของแต่ละอัน ทั้งสี่ลักษณะ มีลักษณะ สสัมภาระ(ลีลาปรุงแต่งตนเองมีการงานการเคลื่อนของตน เป็นภาระหน้าที่ของมัน) ก็ต้องอ่านให้ออก แล้วมันก็ปรุงมาเป็นอารัมนะ มันแยกยากตรงที่ว่า สภาวะอาการจริงของมันอย่างหนึ่ง แล้วอาการกิเลสมาผสมอีกอย่างอันนี้แหละเรียกว่า เวทนา 2 เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย กับอาการแท้ของสิ่งนั้น กับอาการของคุณที่ไปเกิดอาการกับอาการแท้นั้น ผลักหรือดูด ชอบหรือชัง สวรรค์หรือนรก สุขหรือทุกข์ นี่คือ เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย ก็ต้องหาเหตุปัจจัยของความไม่ใช้ธรรมดาที่เป็นตัวแท้ ของใครของมันที่เป็นความรู้สึกอาการผลักหรือดูด ทำลายเหตุที่เป็นตัวก่อให้ได้ ตรงๆ ของพระพุทธเจ้าให้ชัดเจนว่าโจรอยู่ตรงไหนไม่ใช่ดับหรือเผาทั้งประเทศเพื่อจับโจร จึงมีวิจัยออกมาเป็นจิต 89 ลักษณะ หรือ 121 ลักษณะ แต่ถ้าฆ่าโจรก็เผาทั้ง 121 ลักษณะเลยมันเกินไป ทำลายมากเกินไป ดีไม่ดี โจรเล็ดลอดหนีไปได้ด้วยไม่ตาย แต่ที่ตายนั้นอันอื่น เป็นต้น ต้อง

อ่านต่อ

ชัดเจนจับตัวกิเลสให้ชัดแล้วมีไฟฌาน คือไฟแห่งปัญญาที่ไปทำลายพลังงานราคะ พลังงานโทสะ พลังงานโมหะ ได้

_ 0805925xxx บุญคือพระเอก กุศลคือผู้ช่วยพระเอก กิเลส อกุศล กามราคะคือผู้ร้ายวัฏฏะคือโลกภพ ร่างกายคือบ้านเช่าโลกุตระธรรมคือโอสถปราบบาปบุญ? สัจจะบารมีคือบันไดตั้งมั่นของจิตมุ่งกุศลกรรมดีชำระจิตได้ส่วนบุญ?นู๋คึดจังซี้ขำขำเด้อบ่ต้องจ่มนู๋คึดเปรียบจังซี้เนาะพ่อ?ขำขำ ตอบ...บุญเป็นเครื่องมือ บุญไม่ใช่ของอาศัย บุญตรงกันข้ามกับบาป บาปไม่ควรมีฉันใด บาปก็ไม่ควรมีฉันนั้น แต่จำเป็นต้องสร้างบุญมาฆ่าบาปให้ได้ ใครสร้างบุญมาทำลายบาปได้ คือลูกของพระพุทธเจ้าแท้

_0893867xxx ธรรมหลวงปู่พุทธอิสระที่เคยเทศน์คู่รก.ASTVยุคแรก เป็นธรรมที่ปฏิบัติเพื่อกอบกู้ช.ศ.กษ.ธำรงไว้ซึ่งศีลธ.คุ ณธ.จริยธ.ดังสื่อกู้ช.ที่เป็นศิ ษย์ท่านทำเพื่อช.ปชช.จริ ง! _0831219xxx กราบพ่อครูฯ,สณ.,สม.ด้วยความเคารพยิ่งและกราบขอบคุณชาวบุญนิยมทุกท่านฯลูกได้รู้จักชาวอโศกปลายปี 57 อายุ 53 ปีเข้าไปแล้วก่อนนั้นเคยมีข้อสงสัยในธรรมที่ไม่มีคำตอบแต่ได้ฟังธรรมจากพ่อครูฯแล้วหมดสงสัย ทุกวันนี้คอยฟังธรรมทั้งสดและแห้งและปฏิบัติตามเจตนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสังคมบุญนิยมครับ@ผู้น้อยธุลีดิน เพียรกอรปบุญ _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมะบุญที่ปฏิบัติจนหมดสิ้นบาปโดยธรรมสัพพปาปัสสอกรณังแม้มีกรรมก็่เป็นกุศลกรรมในปัจจุบันขณะสาธุ

จากไลน์.... @boonniyomtv กราบนมก.พ่อท่านๆ พูดเสียงดังขึงขัง ขู่นิ้ดนิด แค่พูดคำว่า จน คนอื่นหัวหดแน่ๆๆ แต่ชาวอโศกกระโจนเข้าหาท่านไม่ลังเลเจ้าค่ะ

จากเฟซบุ๊ค...สด บุญนิยมทีวี Vinut Pornanan • กราบสาธุค่ะ รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ สาธุ สมเมธ ศรีจันทร์ กราบมนัสการพ่อท่านค่ะ Yo Yo • กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ มนัสนิจ นิจนาวี สาธุ Somkiat Sukkasem • สาธุๆๆ ภัสราภรณ์ นิลโท •กราบนมัสการสาธุพ่อครูเจ้าค่ะ สุภาภรณ์ แกล้วทนงค์ •สาธุค่ะ _เชวง กิจจะบรรณ์ นมัสการพ่อครูบุญใช้ฆ่าความโลภความโกรธความหลงไช่ไหมครับ ...พ่อครูต่อในศิลปะโลกุตระในเพชรพุทธ….“วิมาน” จะปั้นอะไรก็ได้! จะเป็นอย่างไร? ก็วาดฝันไปตะพึด สารพัด จะพิลึกกึกกือ จะมโหฬาร จะสุดยิ่งสุดใหญ่ขนาดไหนๆ เลิศเลอ หรูหรา อภิมหาวิเศษ บรมประเสริฐ ก็คิดเอา นึกเอา ตามที่อยากได้ให้เป็นให้มี ก็แค่คิดขึ้น ด้วยความฉลาดยิ่งๆ จินตนาการเอาลมๆ แล้งๆ แท้ๆ มาสร้างขึ้น แต่เป็นจริงไม่ได้ มันเป็นไปไม่ได้ตามที่เพ้อฝันออกมาหลอกกัน มอมเมากัน ล้วนคือ“วิมาน”ที่จะเนรมิต เพ้อบ้าๆ ฝันบอๆ ออกมาหลอกล่อกันได้ทั้งนั้น โดยมีคำว่า“บุญ”เป็นชื่อสินค้าหลักของสำนัก-ของวัด ผู้“ซื้อบุญ”ก็จะได้“วิมาน”ที่สวย-ใหญ่-หรู สารพัด กรอกหูผู้อยากได้“บุญ”จนเป็นที่หลงเชื่อกันทั่วไปว่า การทำ“บุญ”ที่จ่ายเงิน“ทำทาน”นั้น เป็น“การซื้อบุญ” ซึ่งจะได้“บุญ”อันเป็น“วิมาน”ตามที่พ่อค้าบุญอ้างหลอกโกงกิน ซึ่งจริงๆ แล้ว ไม่ใช่การ“ซื้อ“ด้วยซ้ำ เพราะซื้อยังได้ของแลกเปลี่ยนมาเป็นชิ้นเป็นอัน แต่นี่..มันถูกหลอก“กินฟรี”แท้ๆ ถูกหลอกเอาไป“ฟรี”ๆ แต่ไม่ได้สิ่งนั้นเป็นชิ้น เป็นอันมาให้แก่ผู้จ่ายเงิน-จ่ายทรัพย์ออกไป เลย..สักจี๊ด มีแต่“วิมาน”ลอยลมเท่านั้นที่ผู้จ่าย“หลงลม”นักต้มตัวร้ายทั้งหลาย ได้“วิมาน”เท่านั้น แค่นั้นเท่านั้นนะ..ไม่ได้อะไรลึกซึ้งไปกว่า “วิมาน”ที่ผู้จ่ายเงิน..ฝันเพ้อว่าจะได้ คำว่า“บุญ” คนทุกวันนี้จึงมิจฉาทิฏฐิ(มีความเห็นผิด) ว่า เป็น“วิมาน”หรือ“ภาพหวัง”หรือ“ภาพที่อยากได้มาให้ตน” “บุญ”จึงเป็น“ภพ-ชาติ”ที่คนผู้ทำทาน“ทำไว้ในใจ”(มนสิกโรติ)ว่า ตนจะได้“วิมาน”ตามที่ตน“ทำทาน” ถ้ายิ่งทานมากเท่าใด “วิมาน”ก็ยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งหรู ยิ่งวิวิธสมาหรา ก็“ตั้งจิต” คือ อธิษฐานจิต หรือ“ปณิหิตัง จิตตัง”นี้แล ที่“ตั้งขึ้นไว้ในใจลมๆ แล้งๆ”เป็นภพ-เป็นชาติ อรูปจิตเท่านั้น จึงเป็น“อัตตวาทุปาทาน”แท้ๆ นั่นเอง ที่แต่ละคนผู้ไป“ทำบุญ”แต่ที่จริง“ทำทาน”แท้ๆ ที่เขาได้เป็นกอบเป็นกำ ฉะนี้แล “การได้”ของคนผู้มิจฉาทิฏฐิ แค่จะได้อัตตากับเขาบ้าง “อัตตา”ก็ไม่มีเสียอีก มีแต่ลมๆ แล้งๆ มีแค่“วาทะ”เท่านั้นที่ผู้อวิชชาได้ไป แค่จะ “ได้”กับเขาทั้งที ..โถ-โถ-โถ แล้วได้อะไร? ก็ได้ภาวะที่ไม่มี“ของจริง”..เ-ล-ย จึงไม่ใช่“สัจธรรม” แม้แต่น้อยแต่นิด

(8) แล้วจริงๆ แน่ๆ “สัจธรรม”มันคือ อะไรกันแท้..? “ของจริง”ตรงกับบาลีว่า สัจธรรม อันเป็น“โอฬาริกอัตตา” ซึ่งจะต้องมี“นามรูป”หรือมี“รูปกับนาม” หรือจะเรียกว่า “รูปกาย”ที่ต้องมี“นามธรรม”ร่วมรู้อยู่ด้วย จึงจะชื่อว่า “ของจริง,สิ่งจริง” หรือภาวะที่“สัมผัส 6”ได้ทั้งภายนอกด้วย ตามเงื่อนไขครบใน“วิโมกข์ 8” ว่าต้องมีทั้งภายนอก(พหิทธา)และภายใน(อัชฌัตตัง)อยู่พร้อมในขณะนั้น หรือต้องมี“กาย”คือมี“ภาวะ 2”หรือมี“ธรรมะ 2”เสมอ ซึ่ง“รูปกาย”หรือ“สัจธรรม”นี้ จะไม่ใช่แค่“วิมาน”แล้ว “รูปธรรม-สัจธรรม”นั้นสามารถรู้ได้ทั้งตนเองและผู้อื่นก็สามารถ“สัมผัส”รู้ร่วมด้วยได้ ทั้ง“สัมผัส 4” “กาย”เป็น“ธรรมะ 2”ที่มีทั้ง“รูปและนาม” โดยเฉพาะ ต้องมี“นาม”ร่วมอยู่เสมอ จึงจะชื่อว่า“กาย” คำว่า“กาย” ขาด“นาม”ไม่เรียก“กาย” พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า “กาย” คือ “จิต-มโน-วิญญาณ” (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230) “กาย”จึงหมายเอานาม ..“นาม”นะเป็นสำคัญ เป็นหลักยืนในรูปนาม และ“รูปกาย”จะมีได้ ก็ต้องมีการสัมผัส 3 แล้ว“นามกาย”เกิดก่อน(ปฏิฆสัมผัสโส) จึงจะมี“รูปกาย”ขึ้นมาให้ผู้สัมผัส “รู้เห็น”ได้ต่อมา แล้วจึงจะขาน“ชื่อ”(อธิวจนะ)หรือ “สัมผัสชื่อของภาวะ”(อธิวจนสัมผัสโส)นั้นได้ ถ้าภาวะนั้นมี“ชื่อ”แล้ว ถ้า“ภาวะ”นั้นยังไม่มีชื่อ สังคมยังไม่ตั้งชื่อ “ภาวะนั้น”ก็ไม่มี“อธิวจนะ”จะเรียกขาน ก็มีแต่“สภาวะรูป”ไม่มี“ชื่อ”(นาม) จึงยังไม่มี“ชื่อ”มาก่อน คือ มีแค่“นามธรรม”ให้เรารู้อยู่ ก็เป็น“นาม”อยู่ที่“ถูกเรารู้” ซึ่งมีฐานะ“อรูป”คือ ไม่มีสรีระ-มีแต่“อาการ”(รูปที่ไม่ใช่ร่าง-รูปที่ไร้สรีระ) [พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60] พ่อครูยกตัวอย่างเห็ดตีนแรดพอมองแล้ว เรารู้จัก ว่ามันมีลักษณะเห็ดตีนแรดแบบดีงามหรือแบบไม่สมบูรณ์อย่างไรก็รู้ อย่างที่มีนี่ก็ไม่ค่อยเต็มเต็งนัก ก็เอามาโชว์ ทีนี้“สัมผัส 4”ก็ได้แก่ ภาวะที่ต้องมี“มหาภูต 4”[สัจจะที่ทรงอยู่ (ธรรมกาย)ทั้งภายนอกและภายใน]ร่วมด้วย และจะสามารถรู้ได้ทั้ง“ลักษณะ (มีภาวะให้สัมผัสนอกก็ดีในก็ดี)-สสัมภาระ(กำลังทำสะสมไว้)-อารัมมนะ (ความรู้สึกของจิต)-สมมุติ(สิ่งที่ผู้อื่นหรือในสังคมก็กำหนดรู้ร่วมกันได้แล้ว)เรียกภาวะนี้ว่า“ของจริง”(สัจธรรม=รูปกาย)“ของจริง”(สัจธรรม=รูปกาย)นี้มีครบ“สัมผัส 4”ทั้ง“ลักษณะ-สสัมภาระ-อารัมนะ-สมมุติ” เป็น“รูปกาย”แท้ มี“รูปรูป” (9) “สัจจะ”แตกต่างกับ“สัจธรรม”อย่างไร? แค่ไหน? ส่วน“ความจริง”(สัจจะ=นามกาย)นั้น มีได้เกือบครบคือ มี“สัมผัส 3” แต่ที่สุดมันยังไม่เป็น“สมมุติ”ใน“สัมผัส 4” อันผู้อื่น“รู้ร่วมไม่ได้ด้วย” คือ คนอื่นไม่สามารถร่วมรู้ได้ด้วย มีตนเองกำหนดขึ้นอยู่ผู้เดียวเท่านั้นภายในของตนเองผู้เดียว โดยเฉพาะ“ภาวะที่เป็นแค่วิมานลมๆแล้งๆ” ภาวะนี้แหละ คือ “อัตตวิมาน”แท้ๆ ที่คนอื่นคนใดไม่มีสิทธิ์ร่วม“รู้”กับเราหรอก เราเท่านั้น“บ้ามี”อยู่คนเดียวจริงๆ ยังไม่ทรงสภาพใดขึ้นเลย ยังไม่สามารถจะเป็นจริงได้ นี้แหละคือ“สัญญายะ นิจจานิ”ของตนแต่เดียวแท้ๆ ฉะนี้แล “ตน”(อัตตา)แท้ๆ แน่แล้ทีเดียว ที่พระพุทธเจ้าตรัสเต็มๆว่า “สัญญายะ นิจจานิ”(กำหนดเอาเองว่าแท้ของตนๆ) เป็น“วิมาน”ตัวจริง เต็มสภาพ โดดเดี่ยว เดียวแด บ้าเป็น บ้ามี บ้าได้อยู่ผู้เดียวจริงๆ ไม่มีผู้ใดอื่นร่วมบ้าด้วย ผู้อื่นไม่ได้“ทรงสภาพ”นี้ด้วย จึงชื่อว่าไม่ใช่“สัจธรรม” ถ้า“สัจธรรม”ก็จะมีภาวะ“ธรรม”ทรงขึ้นยิ่งกว่า“สัจจะ” ตนก็จะต้องมีภาวะที่“ทรงขึ้น”ยิ่งกว่าภาวะที่ไม่ทรงขึ้น แค่เป็น“สัจจะ”เฉพาะ“ตน”เท่านั้น โดดเดี่ยว เดียวแด แน่แล แท้จริง เพราะตน“กำหนดเอาเองว่าเที่ยงว่าแท้” ตนเองก็แค่“ลมๆแล้งๆ”อยู่ ยังไม่“ทรงขึ้น”ในใจด้วย ซึ่งแน่นอนใครอื่นก็ไม่มีทางที่จะ“รู้”ไปกับตนได้เลย ตนบ้าคนเดียว ที่หลงว่าเป็น“ความจริง”(สัจจะ)อยู่แต่ผู้เดียวเอง พ่อครูว่า...อาตมาเคยถูกข่มขืนแล้วมันทำด้วยความงง ทำไมมันจืดๆเฉยๆ ตลกมากเลย สิ่งซับซ้อนพวกนี้มันผ่านมาในชีวิตเราทำไม? ยิ่งมาคิดประมวลองค์ประกอบที่เราเจอสิ่งต่างๆมันเป็นสิ่งที่ยืนยันของจริง เพราะเหตุปัจจัยต่างๆธรรมดามันไม่เกิดได้แต่มันเกิดได้เช่นนี้ บอกอีกอย่าง อาตมาถูกเขาข่มขืนแล้ว เขาจะอาอาตมาเป็นสามีให้ได้ อาตมาก็ยอม ทั้งๆที่เขาข่มขืนอาตมา อาตมาก็ยอมจริงๆ แต่เสร็จแล้ว เขาก็เป็นไปตามกรรม จากไปเอง มันจึงยืนยันว่า ทำไมต้องมีวิบากทำให้อาตมาด่างพร้อย อาตมาต้องเสียตัว มันเวรจริงๆ เลย ที่เล่านี้เขาตายไปนานแล้วน่ะ มันมีเหตุปัจจัย อย่างที่พระพุทธเจ้าจะได้เป็นพระพุทธเจ้าก็มีคนทำนายท่านมาก่อนว่าจะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าชื่ออะไรมีอัครสาวกชื่ออะไร พระพุทธเจ้าองค์ก่อนก็ทำนายไว้ไม่มีผิดเพี้ยน เป็นเหตุปัจจัยที่ลงตัว เช่นเดียวกับที่อาตมาทำไมต้องชื่อมงคล ชื่อรัก อาตมาปาง 7 ทำไมต้องมาเกิดร่วมกับยุคท่านภูมิพล ต้องมีสุลักษณ์ (ศิวะ)อาตมาเป็นราม อีกองค์หนึ่งก็เป็นพรหม สิ่งเหล่านี้คนอื่นมาเอาแบบอาตมาไม่ได้ เพราะยุคนี้ของอาตมาคนเดียว (10) “วิมาน”แท้ๆ จึงไม่ใช่“สัจจะ” เป็น“สัจธรรม”แล้ว “วิมาน”ก็ดี “สัจจะ”ก็ดีจึงลึกและไกลมาก ที่ต้องเรียนรู้ให้ดีๆ ให้สุขุม-สันตา-ปณีตา-นิปุณายิ่งๆ เพราะ“วิมาน”ยังไม่ใช่“สัจจะ” “วิมาน”เป็นเพียงแค่ “อรูป”ที่ตนยึดจริง ยังไม่ถึงขั้น“สมมุติธรรม” เป็นแค่“ปรมัตถธรรม”ในตนของตนผู้เดียวอยู่ “ยังให้ผู้อื่นร่วมรู้ด้วยไม่ได้” และ “สัจจะ”นี้พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ มีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี”(พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 419) “สัจจะ”ของใครก็ของตนเท่านั้น เท่าที่ตน“กำหนดเอาเอง ตนเท่านั้นว่าจริงจังเที่ยงแท้ของตน”(สัญญายะ นิจจานิ) หากนำออกมาเปรียบกับคนอื่นเมื่อใด แม้นไม่เป็น “สัจจะ”หนึ่งเดียวกัน ก็จะแตกต่างกันทันที ผู้ยังมี“อัตตา”จะต่างยึดว่า“ของตนเท่านั้นแท้ ของคนอื่นไม่แท้ ของตนเองเท่านั้นถูก ของคนอื่นไม่ถูก” จึงมีการขัดแย้ง ทะเลาะกัน ที่สุดถึงขั้นฆ่ากัน ร้ายสุดๆ ใส่กัน แต่ถ้าไม่มีปัญหากัน หรือไปด้วยกันได้ หรือไม่ต้านกัน หรือยอมกัน ก็ถือว่านี่แหละคือ“สมมุติสัจจะ” ที่“มีอย่างเดียวเท่านั้น สัจจะที่สองไม่มี” ซึ่งต่างก็“องค์รวม(กาย)เดียวกัน” อันแตกต่างกันกับ“สัญญายะ นิจจานิ”(“สัจจะ”ของใครก็ของตนเท่านั้น เท่าที่ตน“กำหนดเอาเอง ตนเท่านั้นว่าจริงจังเที่ยงแท้ของตน) ดังนั้น ผู้รู้จึงหมดการโต้แย้ง และจะจบได้ด้วย“ตน” เป็นที่สุด คือ “เราหยุดแล้ว แต่เธอต่างหาก ที่ยังไม่หยุด” นี้คือ ภาษิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ของพระบรมพุทธศาสดา และ“การหยุด”นี้ก็เป็นการหยุดที่“ทำจิตตน”หยุดจริงๆด้วยนะ ทำ “อารัมมนะ”ของตน(เวทนา=เจตสิก)ให้เป็นจริงได้แท้ ถ้าทำ“อารัมมนะ”ให้เป็น“สัจจะหนึ่งเดียวกัน”ไม่ได้ การยังแย้งกัน ถกกัน หรือเถียงกันอยู่ ก็ยังไม่จบลงได้เพราะ“อัตตา”ฉะนี้แล คือ ตนยังยึด“ทิฏฐิ”ตนเป็น“อัตตา” เพราะทำ“อารมณ์ 2 ให้เป็น 1”ไม่ได้ ตามสูตรที่ว่า“เทฺว ธัมมา ทฺวเยน เวทนายะ เอกสโมสรณา ภวันติ” ใครจะยังยึดเอา“อัตตา”ไว้ ก็คือ ผู้ยังมีอัตตาต่อไป เพราะผู้นั้นยัง“ยึดทิฏฐิ”ของตนอยู่จริง “ทิฏฐิ”ทั้งหลายก็มี“62 ทิฏฐิ”เท่านั้น(พตปฎ.เล่ม 9 สูตร ที่ 1 พรหมชาลสูตร) เป็นเพชรพุทธสุดยอดศิลปะโลกุตระแท้ๆ “ทิฏฐิ”นี้ ใครจะสร้างให้เกิดเป็น“ปัญญา”เต็มที่สูงสุดได้ด้วยการปฏิบัติ“มรรค องค์ 8-ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์” ซึ่งจะมี “สสัมภาระ”ของ“สัมมาทิฏฐิ”เจริญขึ้นๆ เป็นลำดับไปจนครบถ้วนสุดจบถึง “ปัญญาพละ”(พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 258) แม้แต่ว่า คุณเลือกแล้วมาอยู่ที่หมู่นี้ดี แล้ว คะแนนเสียงเรา ได้ 49 หมู่มี 51 เราก็ต้องให้เกียรติ 51 คน เราก็ต้องหยุด แม้ชนะแค่ 1 คะแนนก็ตาม เราก็ต้องทำตามต้องหยุด (11) “บุญ”จึงเป็น“อัตตา”แท้ๆ ที่ผู้ทำ“บุญ”ผิด ยังมีอยู่ “ผู้มิจฉาทิฏฐิ”ที่เป็น“ลมๆแล้งๆ”ขั้น“อัตตวาทุปาทาน” วิมานแท้ก็แน่ยิ่งกว่าแน่คือ“โมฆะบุรุษ”เบอร์ 1 หรือแม้จะปฏิบัติ“ทาน”ปฏิบัติ“ศีล”ปฏิบัติ“สมาธิ”ที่มิจฉาทิฏฐิอีกก็ได้แต่“อัตตา”แน่นอน เก่งสุดท่านก็แบ่งไว้เป็น“อัตตา 3” “อรูปอัตตา”มีละเอียดเล็กสุด แต่“อัตตวาทุปาทาน” นั้นยิ่งไปกว่าความเป็น“อรูป”จะมีเสียอีก เป็น“แค่นาม”ที่เชื่อ ที่เป็น“อัตตวาทุปาทาน”แค่“ธรรม”ขั้น“นามธรรม”ที่ปักมั่น ว่า “ตน”จะได้“วิมาน”(ลมๆแล้งๆ)ลึกซ้อนอยู่ใน“อรูป”อีกที ซึ่งเป็น“อุปาทาน”ที่มีแค่“คำพูด”ว่าเป็น“ตัวตน”เป็น“ของตน”จึงมีแต่“คำพูด”มีแต่“ลัทธิ”มีแค่“ทิฏฐิ”ว่าตนเป็น-ตนทำ เช่น ตนเป็นผู้ทำทาน-ตนเป็นผู้ปฏิบัติศีล-ตนเป็นผู้ปฏิบัติสมาธิ” และหวังว่าจะได้“วิมาน”มาให้ตนใน“อนาคต”ข้างหน้าโ-น้-น ก็มีแต่ตนในภพ แต่ตนยังไม่มีแม้แค่“ผัสสะ” “อัตตา”ชนิดนี้ จึงเป็นแค่“วาทะ”เท่านั้น ที่เป็นแค่“คำพูด”เท่านั้นจริงๆ เป็นแค่“ความเชื่อ” จนเป็น“ลัทธิ”ที่มี “วิมาน”ที่หวังว่าจะได้ ซึ่งเป็น“ลมๆแล้งๆ อยู่ในอนาคต” ก็แน่นอนอยู่โต้งๆ ว่ามันยังไม่ได้ ยืนยันกัน-พิสูจน์กันขณะนี้ ดังนั้น การทำใจในใจ(มนสิการ)ของคนผู้นี้ว่าเป็น“วิมาน”ที่จะได้ ก็คือ ทำ“ภพที่หวัง”หรือทำ“ภาพที่อยากได้”เท่านั้นที่มี มันแค่“คำพูด” แค่“ลัทธิ” แค่“ความเชื่อ-ความเห็น”(วาทะ)เป็น“อุปาทาน”(ภพชาติที่ยึดมั่นไว้ได้)ชนิดหนึ่งแค่นั้น ซึ่งมีแค่“วาทะ(คือแค่คำพูด)อย่างเดียวโดดๆ ที่เป็นอุปาทาน จึงชื่อว่า“อัตตวาทุปาทาน”แท้ๆ ในประดา “อุปาทาน”หลากหลายซึ่ง“ภพชาติ”นั้น ก็คือ“ภาพหวัง” ก็คือ สิ่งที่ไม่แน่นอนเลยว่า จะจริงหรือไม่จริง มันยังเป็นเพียงแค่“วิมาน”ที่หวังที่ปั้นเป็น “สิ่งอันตนอยากได้”แต่ยังเป็นลมๆ แล้งๆ อยู่เท่านั้น จะเกิดหรือไม่เกิด จะได้จริงหรือไม่ได้จริง ยืนยันมั่นคงไม่ได้แต่เป็น“ความหวัง”ที่เกิดขึ้นมายึดถือไว้ในใจแล้ว(อุปาทาย)ตามที่มีคนพูดกันสอนกันผิดๆ เป็น“ความยึดถือ”คือ อุปาทาน นั่นคือ แทนที่จะสอน“การทำใจในใจ”(มนสิการ)ชำระ“ความยึด”ให้จางคลายลงหรือดับไป กลับสอนสร้าง“อุปาทาน”(การยึดมั่น)ใส่ในใจตนยิ่งๆ ขึ้นเสียนี่ ผลจึงได้แค่“อุปาทาน”ที่เป็น“วิมาน”(ภาพหวังหรือภาพที่อยากได้ใส่ใจไว้) เกิดในใจของคนผู้นั้น อุปาทาน จึงคือ กิเลสชนิดหนึ่ง ธรรมดาๆ นั่นเอง ทำ“ทาน”ก็ว่าจะได้“บุญ” ยิ่งทานมา..า..า..กกกก็ยิ่งได้“วิมาน”ห..ญ่..า..ย มาก ถือ“ศีล”(สีลัพพัตุปาทาน)ก็ว่าจะได้“บุญ” ปฏิบัติ“สมาธิ”(มิจฉาสมาธิ)ก็ว่าจะได้“บุญ”มากขึ้นๆ จึงได้“บุญ”เป็น“อัตตา”ทั้งในทาน-ในศีล-ในสมาธิ (12) ไม่ตรงตามพระพุทธเจ้าตรัส ไม่มีผล มีแต่บุญเก๊ เพราะที่ทำกันนั้น “นัตถิ ทินนัง -นัตถิ ยิฏฐัง -นัตถิหุตัง”ที่พระพุทธเจ้าตรัสนี้ หมายความว่า “ทำทานแล้วไม่ได้บุญ-ปฏิบัติไปตามวิธีกรรมนั้นแล้วก็ไม่พาให้ได้บุญ-จิตไม่เกิดผลบุญ” แม้แต่แค่“ส่วนบุญ”หรือ“ส่วนแห่งบุญ”(ปุญญภาคหรือปุญญภาคิยา)สักนิดสักน้อยก็ไม่ได้“ส่วนบุญ”ใดเลย ไม่มี“ส่วนบุญใดเกิดในจิต” ต้องอ่านสภาวะให้ดี ว่าทำทานแล้วกิเลสเพิ่มหรือลด เป็นนัตถิหุตังหรืออัตถิหุตัง กิเลสเราหนาเท่าใดมันลดหรือไม่ก็ต้องสัญญายนิจจานิ กำหนดของคุณเองทั้งนั้นตนต้องพึ่งตนเองสูงสุด ต้องชัดจริงของตนเอง ผู้มี“ส่วนบุญ”เกิดในจิต เป็นเสขบุคคล นั่นคือ ผู้ปฏิบัติชำระกิเลสไปได้“ส่วนหนึ่ง” จึงเป็นผู้มี“ส่วนบุญ”(ปุญญภาคหรือปุญญภาคิยา) ฉะนี้เองคือ “ผู้ได้ส่วนบุญ” หมายความว่า ผู้“ชำระกิเลส”ออกไปได้ส่วนหนึ่ง บางส่วนเท่านั้น กิเลสไม่ได้หมดสิ้น จึงเป็นแค่“สาสวะ”คือ กิเลสยังไม่หมดสิ้นอาสวะ ทำได้แค่“กิเลส”ลดลงไป“บางส่วน”(เอกัจจะ)เท่านั้น จึงเรียกว่า“ผู้ได้ส่วนบุญ” นับเป็น“เสขบุคคล” “เสขบุคคล”นี้แหละคือ “ปรทัตตูปชีวีเปรต”ตัวจริง ที่เป็นผู้ได้รับ“ส่วนบุญ”(ส่วนกิเลสที่ลดไปได้จริง) ในคนเป็นๆ ที่ปฏิบัติแล้ว“จิตเกิดส่วนบุญ” คือเกิดทำให้กิเลสในจิตอกุศล(จิตเปรต)ของตนลดละลงไปได้“บางส่วน” (เอกัจจะ)อย่างเป็นจริง “บุญ”ซึ่งหมายถึง การชำระไอ้ที่“โง่ๆ”(ทัตต)ออกไปจากตน” “ความโง่”(ทัตต)ของตนออกไปได้ จึงเป็น“ผู้ได้รับความรู้ใหม่อันเป็นความรู้แบบอื่น”(ปร)จากที่เคยรู้มา ยึดถือมาก่อน เปลี่ยนเป็น“ความรู้”ใหม่ เกิดใหม่ เป็น DNA ใหม่ทีเดียว เปลี่ยนชีวิตไปพึ่ง DNA ใหม่ ฉะนี้ๆคือ “ปรมัตถธรรม” ไม่ใช่เรื่องของ“บุคคล-ตัวตน”ที่เป็นเรา-เป็นเขา อันหมายหยาบไปถึง“ตัวตนของบุคคล”ทั้งร่างภายนอก-ภายในเต็มตัวรวมหมดทั้งแท่ง แต่“ปรมัตถสัจจะ”ต้องหมายเอาเฉพาะ“จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”กันให้แม่นๆ-ตรงๆ-คมๆ-ชัดๆ-ลึกๆ-แท้ๆ ไม่เช่นนั้น จะเป็น“บุญเก๊” ไปหมายเอา“การชำระตัวตนที่เป็นตัวคน-ตัวเราทั้งตัว-ตัวเขาทั้งร่างกาย”ไปเลย จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน