590519_พุทธศาสนาตามภูมิ กว่าจะถึงส่วนแห่งบุญ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590519 พุทธศาสนาตามภูมิ กว่าจะถึงส่วนแห่งบุญ พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม 2559 ที่บวรราชธานีอโศกพ่อครูไอ...จึงพูดถึงวิบาก แล้วพูดถึงวิบากของพพจ. ก็ได้หลงไปเข้าป่าปฏิบัติตามเขาไป ตอนนั้นศาสนาพุทธไม่มีแล้วท่านก็ไปทรมานรับวิบากอยู่ 6 ปี ในป่า เพราะตอนเกิดเป็นโชติปาลมานพ ก็ได้ไปกล่าวว่า พระพุทธเจ้า กัสสปะไว้ การนิยมเข้าป่าเป็นลัทธิสามัญทางโลก ศาสนาพุทธของพพจ.ไม่ใช่ธรรมะออกป่า อาตมาพูดมา 46 ปีแล้ว เอาพระไตรปิฎกยืนยัน ว่า การออกป่าปฏิบัติเป็นทางผิด ในพรหมชาลสูตร บอกไว้ชัดเจน พอไล่เรียงมาถึงพระไตรปิฎกเล่ม 10 ก็ยิ่งชัด ในวิภังคสูตร ก็กล่าวไว้ในปฏิจจสมุปบาท ซึ่งจะต้องมีวิญญาณ 6 อายตนะ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 ตัณหา 6 SMS 18 พ.ค. 59 _0805925xxx สิ่งที่ผู้ปฏิบัติธรรมมักเจอเสมอคือ"ดาวยั่ว"ผัสสะมามะตบะแตกจิงๆ เยยย?! ผู้ขัดเกลาตนเองได้ DNA ก็เปลี่ยนไปเหมือนมะเร็งถูกคีโม?แม่นบ่! _0893867xxx นมก.พ่อครูฯสณ.สม.จรธ.ญตธ.ศรีษะอโศกและคข.ปกป้องดินแดนไทยฯ มวลเสริมกองทัพปชช.9/9/09 ณ .ศาลหลักเมืองกันทรลักษณ์ถึงภูมิซรอลฯ ถ้าได้กลับไปดินแดนโดยรอบเขาพวห.จะแวะไปเยือนร้านส้มตำข้าวเหนียวไก่ย่าง 2 ข้างทางภูมิซรอลแซ่บทุกร้าน!คนกินตำไทยบ่ใส่กุ้งเปิบกะข้าวเหนียวประสาชาวมังสะฯ ก็อร่อยได้ _0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสอันเป็นอุดมมงคลของเทวดาและมนุษย์ทำมงคล 38 ปก.แ ล้วจักเป็นผู้ไม่ปราชัยในข้าศึกทุกสิ่งย่อมถึงความสวัสดีในทุกสถานสาธุ พ่อครูอธิบาย มงคล 38 ข้อ 7 พาหุสัจจะต้องพากเพียรทำสัจจะของตนให้ได้จริงตามผู้ที่ควรบูชาที่มีในโลกยุคนั้น ไม่ว่ายุคใดต้องมีรากฐานมา พพจ.ตรัสว่าแม้ไม่มีพพจ.ก็ต้องมีคนชนิดนี้ ถ้าทำได้ก็เกิดเป็นศิลปะ คือสัปปัญญจ เอตัมมังคลมุตมัง ศิลปะคือ
อ่านต่อ
ศาสตร์ของพพจ.ที่บุคคลผู้มีปุพเพกตปุญญตา บุคคลที่ควรบูชาที่เป็นบัณฑิตต้องเผยแพร่ได้ ถ้าไม่เผยแพร่ไม่เป็นศิลปะ เป็นสิ่งประเสริฐสิ่งดีงามเป็นมงคลอันอุดม เป็นอาริยะ อุตตระหรืออุตตมะ เป็นความประเสริฐขั้นอาริยะ เหนือโลก เจริญมาถึงมงคลข้อเว้นบาป จนถึงท้ายเลย ล้วนเป็นเรื่องสัจธรรมเป็นศิลปะ ครบถ้วนในสังคม จำได้ตั้งแต่อาตมาออกบวช แล้วเคยออกป่า ตอนนั้นอยู่แดนอโศกตอนนั้นมงคล 38 ก็ขึ้นมาเลย จนตอนนั้นเขียนเป็น อาริยชาติ เขียนเป็นกระดาษข่อยแจกกัน ก็มงคล 38 นี้แหละ ตอนนั้นไม่มีปฏิภาณปัญญาอะไรมากเหมือนตอนนี้ ตอนนั้นเข้าใจว่าลึกซึ้งตามประสา ก็เป็นของในอดีตที่ขึ้นมารู้ได้
_0893867xxx ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมมงคล38 ในพระตปฎ.มงคลสู ตร25/318ธรรมมงคลสูงสุดที่ใช้กับข้าศึกใดๆ ในโลกก็ไม่ดีเท่ากับใช้ปราบข้าศึกในใจตนได้ดีที่สุดจรธ. _0893867xxx ขอบคุณกับของฝากลูกหินก้อนไม้ท่อนซุงส้มตำข้าวเหนียวส้มตำแซ่บๆ จากภูมิซรอลและข้าวต้มสารพัดเห็ดจากศรีษะอโศกนะจ๊ะ!คนไทยหัวใจเดียวกันจรธ.
จากไลน์ กราบนมก.พ่อท่านๆ ต้องดูแลสุขภาพด้วยนะคะ ใช้เสียงมากและยาวนานต่อเนื่อง ระคายตลอดไม่ได้พักเลย ท่านต้องระวังด้วยนะคะ เพราะลูกๆ ยังต้องพึ่งพาพ่ออีกมากมาย ถนอมร่างกายด้วยนะเจ้าคะ JQ กราบพ่อท่าน มี 2 คำถามครับ 1)ที่เขากรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรหรือบุพพการี(ปัตติทาน) ให้ผลเป็นไปได้หรือไม่อย่างไร 2) บุญกิริยาวัตถุ10 ทำแล้วได้ผลเป็นบุญและกุศลทุกข้อหรือไม่อย่างไร พ่อท่านโปรดชี้แนะด้วย กราบขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ Ongart พ่อครูว่า... ในจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไม่ให้มีการรดน้ำมนต์ ไม่ให้มีการใช้ไฟเป็นสื่อเป็นอัคคียัญหรือใช้น้ำเป็นสื่อคือสิญจนยัญ ไม่ให้มีบูชาไฟ รดน้ำมนต์ แต่ผ่านไปสองพันกว่าปีมาแล้ว ไม่เหลือ ตอนนี้ใช้การรดน้ำมนต์ใช้บูชาไฟ กันเต็มไปหมด อาตมาพูดไปเขาก็หาว่ามาทำลายศาสนา พูดไปจะโดนหนักกว่าธัมมชโย นะนี่ แต่จะจับอาตมาไปฆ่าก็ต้องพูด ตัดสินความมาอาตมาก็แพ้ แต่อาตมาว่าอาตมาไม่ผิด แต่ท่านก็สัญญา ย นิจจานิของท่านเอง แล้วเอามาฟาดฟันอาตมา ตามยุคสมัย ยกตัวอย่างพระเยซู ท่านก็เชื่อสัจจะของท่าน พวกนั้นก็เปลี่ยนท่านไม่ได้ก็ต้องจับท่านไปตรึงกางเขน อาตมาอยู่ยุคนี้ยังไม่เท่าไหร่ ไม่ถูกตรึงกางเขน อย่างดีก็เอาอาตมาผิดกฎหมาย ให้ติดคุกแต่รอลงอาญา ก็เป็นเรื่องโลกไม่ได้สงสัยอะไร พูดจริงๆ เลย ในความรู้สึกอาตมาว่าไม่หนักกว่านี้ก็ดีแล้ว เพราะที่อาตมาพูดนี้ไปหักล้างเขา ทุบหม้อข้าวหม้อแกงเขา ไปว่าเขาหมดในลาภยศสรรเสริญที่เขาเชิดชูบูชา ไปข่มเขา อาตมาโดนแค่นี้ก็ดีแล้ว ส่วนเรื่อง การอุทิสส่วนบุญกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น อุทิศแปลว่า เจตนามุ่งหมาย ไม่ใช่แปลว่าให้นะ อุทิศคือจิตมีเจตนามุ่งหมาย การอุทิสก็เข้าใจว่าทำทานก็คือลัทธิอื่นๆที่เป็นกันมานานแล้ว แต่พพจ.มาแก้กลับอย่างมีธรรมะ จิตใจมุ่งหมาย เช่นจิตใจมุ่งหมายฆ่าสัตว์ตัวนั้น ที่คือเปรต เป็นสัตว์โอปปาติกะ แล้วสัตว์เปรตนั้นคือปรมัตถ์คือในคน ไม่ใช่สัตว์เปรตที่ล่องลอยเหมือนที่ภิกษุสาติว่าไว้ แต่เปรตนี้อยู่ในตัว ชื่อว่าปรทัตตูปชีวี เปรตที่ต้องอาศัยผู้อื่นอย่างน้อยคือพพจ.หรือผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพราะเปรตรู้ได้ด้วยตนเองไม่ได้ต้องรู้จากผู้มีเชื้อ DNA พุทธ เป็นสัตบุรุษ คำว่าทัตตะ แปลว่าโง่ อุปชีวีแปลว่าต้องพึ่งผู้อื่น การจะทำให้ชีวิตเจริญต้องรู้จักความโง่ของตน ความโง่คือเปรต คือวิชชา ผู้อื่นที่จะมาช่วยเรานั้นตนเองต้องเรียนรู้แล้วปฏิบัติจนสามารถกำจัดเปรตในตัวได้ ทำให้ลดได้หน่อยหนึ่งก็เป็นส่วนแห่งบุญ การเป็นเสขบุคคลคือได้ลดความเป็นเปรตของตนได้ ส่วนแห่งบุญ คือการอุทิศส่วนแห่งบุญนั้นดีกว่ากุศล เพราะมุ่งหมายฆ่าเปรต ฆ่าโอปปาติกะ ไม่ใช่มุ่งหมาย สัญจิจจ ปานัง ชีวิตา โมโรเปตุง ในอาชีวกสูตร อย่าไปเข้าใจเป็นสัตว์ที่มีตัวตนบุคคลเราเขา พพจ.ตรัสว่า ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 มันตลกที่ว่าเอาผ้าจีวรไปให้พระแล้วให้ส่งไปให้ผู้ตาย คือพวกผ้าบังสุกุล ส่งถึงผู้ตายแล้วผู้ตายจะนุ่งห่มจีวรหรือ จะเป็นพ่อแม่ปู่ย่าตายยายหรือ? หรือส่งให้พระที่ตายไปก็มีน้อยส่วนมากส่งให้คนอื่น แล้วเวียนเทียนผ้ากันด้วย มีคนจัดให้เสร็จ แบ่งเงินกันไป วัดครึ่งหนึ่ง กรรมการครึ่งหนึ่ง เป็นต้น แต่ละวัดไม่เท่ากันอีก สรุปแล้วอุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรนั้น คุณเองเป็นเจ้าของกรรมของคุณเอง จะไปให้ใคร บุพพการีที่ไหนต้นตระกูลไหน จริงๆบุพพการีคือการกระทำเก่าแก่ของคุณที่คุณสร้างกรรมเป็นเปรตไว้ ปรทัตตูชีวกเปรตนั้นแหละ ถ้าลดเปรตได้ เปรตก็ได้รับส่วนดี ชีวิตินทรีย์ก็ดีขึ้น ชีวิตินทรีย์ของเปรตก็ลดลง ยังไม่หมดก็เป็นสาสวะ จึงได้ส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา ได้ส่วนแห่งบุญ คำว่าได้ส่วนบุญคำนี้ไม่ได้หมายถึงได้อะไรมา แต่คือการชำระกิเลสออกไป กำจัดอกุศลออกไป หรือกำจัดชีวิตินทรีย์เปรตให้ลดลงหมดกำลังลงไป อย่างนี้ต่างหาก ฟังกันไหม ไปหลงผิดยึดถือกันมานาน เสียเวลาตายฟรีไปด้วย แล้วถูกล้วงตับกินไส้ด้วย ถ้าไปปฏิบัติกับอาจารย์ผิดๆนอกจากไม่ได้อะไรยังถูกล้วงตับกินไส้ด้วย แล้วที่ใช้คำว่า ปฏิทานมัยคือเป็นผู้เข้าถึงท่าน ปฏิ แปลว่าเข้าถึง เขาถามต่อว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 ทำแล้วได้ผลเป็นบุญกุศลอย่างไร? คำว่าบุญ คำเดียวนี้ต้องพูดกันอย่างยิ่ง ชาวอโศกคือพวกบุญนิยม คือพวกลัทธินิยมบุญ ถ้าชาวอโศกเข้าใจบุญมิจฉาทิฏฐิไม่ใช่สมาชิกชาวอโศกแท้ ชาวอโศกต้องเข้าใจให้สัมมาทิฏฐิแล้วได้ส่วนแห่งบุญเป็นเสขบุคคล จึงมี DNA เปลี่ยนตระกูล แต่ก่อนเป็นตระกูลเทวนิยมเป็นปุถุชนตอนนี้เป็น อเทวนิยมแล้ว คำว่าบุญกิริยาวัตถุ 3 ข้อแรกเป็นแกนแท้ๆ มีนัตถิทินนัง_ยิฏฐัง_หุตัง คือทำทานแล้วจิตไม่ได้ชำระกิเลส แต่กิเลสยิ่งโต ท่านเท่าไหร่ยิ่งโต ยิ่งไปทานกับธรรมกายยิ่งถูกหลอกเป่าลมฟูฟ่อง ยิ่งอยากไปรวยไปใหญ่ได้วิมานกับบุญเพ้อพก พพจ.ตรัส อาริโยสัมมาสมาธิ เป็นพยัญชนะเฉพาะของพพจ. ไม่ใช่มิจฉาสมาธิที่เป็นกันเต็มเลย จงศึกษาจากพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252-281 "มหาจัตตารีสกสูตร"นั่นเถิด พระพุทธเจ้าตรัสถึง การปฏิบัติ "มรรคอันมีองค์ 8" ไว้อย่างชัดเจนที่สุด เริ่ม..ข้อ 252 ลำดับแรกพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า "เราจักแสดง สัมมาสมาธิ ของพระอาริยะ (อริโย สัมมาสมาธิ) อันมีเหตุ (อุปนิโส) มีองค์ประกอบ (ปริกขาโร) แก่เธอทั้งหลาย พวกเธอจงฟัง สัมมาสมาธิ นั้น จงใส่ใจให้ดี เราจักกล่าวต่อไป" ลำดับต่อมา ข้อ 253 ตรัสขยายความว่า "ก็สัมมาสมาธิ ของพระอาริยะ อัน มีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ" ไม่มีข้อไหนให้ไปนั่งเพ่งลมหายใจ ที่เป็นการปฏิบัติแบบเก่าเลย พพจ.ไปเห็นเข้าก็สอนอานาปานสติบ้าง แต่ไม่ใช่หลักของศาสนาพุทธเลย ต้องมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธาน ถ้าอันนี้ผิดก็ผิดหมด เหมือนโคจ่าฝูงพาลงนรกเลย เป็นประธาน [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่าทานที่ให้แล้ว ไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มี สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ เช่น รู้ว่าทานอย่างนี้แหละได้ผล อย่างนี้แหละไม่ได้ผล เป็นต้น ตรงนี้แหละ แล้วคนนั้นคืออย่างไร ทานคือการลดความโลภ ไม่เอา ทานคือให้ คือสละออก ทานไม่ใช่เอามา แล้วอะไรที่เอาออก อะไรที่ไม่เอามา คนไม่เข้าใจว่า เอาออกหรือเอามาคือลาภ ยศ สรรเสริญ กาม คือทรัพย์สมบัติ ไม่ใช่ ที่เอาออกคือตัวปรมัตถ์ในจิต ทานตัวโลภออกไปคุณจะให้วัตถุก็ต้องเอาใจของคุณให้ไปด้วยไม่ใช่วัตถุ แต่ที่ปฏิบัติกันใจกลับเอามากกว่า เช่นให้ห้าบาทจะเอาเป็นล้าน หรือเช่น ชิตังเมโป้งรวยเป็นต้น หรือหวังวิมาน แต่ไม่ใช่ทำให้จิตลดโลภ เลย โดยเอาวัตถุเป็นองค์ประกอบ มันหวงอะไรของตัวก็ให้สิ คุณกล้าให้ล้านก็ให้ล้าน กล้าให้สิบล้านก็ให้สิบล้านแต่นี่ให้ห้าบาทจะเอาเป็นล้าน เช่นซื้อลอตเตอรี่ นี่คือตั้งจิตไว้ผิดร้ายกว่าโจรหัวโจกฆ่าโจรหัวโจก ทานแล้วไม่ได้ผลเป็นนัตถิทินนัง ทานแล้วตั้งจิตไว้ให้ได้มากๆ ได้บ้านกี่หลังได้ยศกี่ขั้น แล้วกรวดน้ำไป….แต่เขาทำกันทั้งประเทศใช่ไหม ?แล้วจะหวังพึ่งอะไร อาตมาไม่อยากพูดว่าอวดดี ถูกต้อง เกรงใจจริงๆ ยืนยันเลยว่าอาตมาถูกต้องท่านทำนี้ผิดหมด เขาก็เลยว่าเอ็งใหญ่อะไรกันนัก เอามาจากไหน อาตมาก็ไม่ได้เอามาจากไหน ก็เอาจากพระไตรปิฎก นี่แหละนัตถิทินนัง ทำทานแล้วจิตไม่ละกิเลส แต่กลับโลภมาให้แก่ตน ตั้งจิตอธิษฐานยึดมั่นเลยว่าจะได้ จิตเป็นประธานเลย สอน อโยนิโสมนสิการ สอนการทำใจไม่ถ่องแท้ไม่ลงถึงที่เกิด อโยนิโสฯ นี่แหละสอนกันผิด จะไปปฏิบัติถูกต้องได้อย่างไร ในทานมัย คำว่ามัยแปลว่าสำเร็จผล สำเร็จผลเขาได้กิเลสเพิ่ม เพราะทางผิด ต้องเรียนรู้สัมมาทิฏฐิ จะได้เป็นอัตถิทินนัง ทำใจในใจว่าให้เราลดโลภ ถ้าทำใจให้ไม่เป็นทานตัวนี้ไม่ใช่บุญเลย ยัญพิธีคือศีลพรต คือศีลมัย ส่วนภาวนาคือ หุตัง ที่ท่านแปลว่าสังเวยที่บวงสรวงแล้วก็คือคุณทำพิธีหรือทำทานก็ตาม ฟังอาตมาแล้วก็บุพเพนิวาสานุสติญาณตามอาตมาก็ยิ่งชัดเจน ว่าอันไหนดีอันไหมไม่ดี อันไหนอาสวะสิ้นแล้ว ไม่ใช่แค่หมดบางส่วนเลยด้วย 4 . บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย) 5. บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) จะทำทานหรือศีลก็ต้องทำด้วยอ่อนน้อม อย่าไปคิดว่าฉันคือผู้ให้นะคือเศรษฐีนะที่จะมาให้นะ 6. บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) จิตคุณบรรลุไหม จิตคุณเป็นเปรตก็ต้องหัดทานออกไป สละออกไป ตายก่อนแล้วถึงให้นั้นหรือทำพินัยกรรมนั้นไม่ต้องพูดหรอก ไม่ให้เขาก็เอาอยู่แล้ว 7. บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) การที่บอกว่าส่งส่วนบุญส่วนกุศลไปให้กันแล้ว รู้ไหมว่าตายไปแล้วอยู่บ้านเลขที่ไหน จะส่งไปถึงไหมนี่ แล้วแบ่งส่วนบุญกันได้ ก็เอาไปตอนเป็นๆ ก็ยังเอาไปไม่ได้เลย ขณะนี้อาตมาอยู่ในฌาน 1 มีวิตกวิจาร จับอ่านอาการทันไหม ในพฤติกรรมนั้นมีกิเลสมาสสังขาริกังด้วยไหม จับผีร้ายนี้ได้ไหม ถ้าทำให้พฤติกรรมนี้จากธรรมะสองเป็นธรรมะหนึ่งให้เป็นเอกัคคตาจิตได้ ก็เป็นวิจาร เป็นพฤติที่เจริญ 8. บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น บรรเทาความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้และธรรมะนั้นนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป 9. บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) 10. บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) ทิฏฐิต้องตรงก่อน จบ