590226_รายการตอบปัญหา อันยอดเยี่ยม ๒.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข5 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590226_รายการตอบปัญหา อันยอดเยี่ยม 2

วันนี้ 26 กุมภา พันธ์ 2559 ที่ ชุมชนไพศาลี เย็นวันสุดท้ายของงานแล้ว

สื่อธรรมะพ่อครู(นิยามชีวิต 5) ตอน จากอุตุมาเป็นชีวะ ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยถึง จิตนิยาม ถึงเศษอณูแห่งอณู ตั้งแต่สิ่งไม่ทึบ มาใส พอเริ่มโปร่งใสก็จะเป็นอะไรต่อไปอีกเยอะเลย ลักษณะโปร่งใส เรียกว่า pellucida ที่อาตมาใช้คำว่า Zona pellucida คำว่า pellucid แปลว่าโปร่งแสงโปร่งใส ท่านเริ่มเรียกน้ำที่เริ่มต้นเป็นชีวะ เป็น กลละ ใส พอเริ่มเป็น อัมพุธ ก็เริ่มเข้มมีสี พอเป็น เปสิ ก็เป็นก้อน แล้วเป็น คณะ เป็นปัญจสาขา เป็นสัตว์สี่เท้ามีแขนมีขา แต่ถ้าไม่ใช่สัตว์จะกลายเป็นปุ่มต้นไม้ ปุ่มนับไม่ถ้วน สัตว์มีปุ่มห้าเป็นหลัก ไม่นับสัตว์อย่างกิ้งกือ ยิ่งเป็นสัตว์ในน้ำยิ่งมากมายไล่ตามไม่ไหว ไปตามละเอียดศึกษา biology ไม่ไหว เริ่มต้นเป็นความโปร่งใส pellucid ผู้มีญาณที่รู้ความใส แล้วมีอะไรต่างจากความใส เป็นความหมองหม่น หรือมีจุดดำในความใส ก็เป็น เทวธัมมา มีสองขึ้นม า จากพื้น pellucid ก็จะเพิ่ม แล้วค่อยจัดสรรเป็นชีวะขึ้นมา มีใสๆ หรือเริ่มเป็นน้ำ แล้วก็จะมีอีกหนึ่งจุดขึ้นมาในน้ำ แล้วก็รวมตัวขึ้นเป็นสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิต เป็น Zoo แล้วก็จะแผ่ความรวมตัวเป็น Zoning ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเกิด Zonation เป็น Zonate เป็นขอบเขตเพิ่มไปเรื่อยๆ มีส่วนต่างตัวหนึ่งอ่อนแอตัวหนึ่งแข็งแรง ซ้อนไปเรื่อยๆ ในเรื่อง physic และ bio ก็เรียนรู้ความรู้พวกนี้เป็น Zoology เป็นสัตววิทยา มีนักสัตววิทยา Zoologist การเกิดสิ่งเหล่านี้ จะเปลี่ยนเป็นชีวะเป็นระดับ จากอากาศมาเป็นน้ำ ธาตุลมกับไฟ ที่เป็นแก๊ส อากาศ จับตัวเป็นน้ำ คือลมกับไฟ จับกันเป็นน้ำ แล้วก็จะมีอะไรก่อขึ้นไป ละเอียดมาก อาตมาเองไม่มีภาษาแล้ว อาตมาบัญญัติเอง ก็ไม่ม

อ่านต่อ

ีใครรู้ ต้องเอาภาษาที่สากลมาพูด สรุปแล้วเกิดเป็นตัวอะไรขึ้นมา acid เป็นน้ำที่มีความเข้ม เรียกว่าเป็นกรด ในภาษาไทย จะมีรสเปรี้ยวขึ้นมาก่อน เมื่อมาเกิดเป็น pellucidity ก็เป็นการเพิ่มความใสขึ้นมาเรื่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ มีทั้งสี มีทั้งฤทธิ์ แรงขึ้นเรื่อยๆ เปลี่ยนแปลง acidify ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเกิดองค์รวมเป็นสอง จากใสก็มีจุดอะไรขึ้นมาเป็นสอง มีภาวะชีวะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาตมาพยายามอธิบายจุดเริ่มต้น ดินน้ำไฟลม ผสมส่วนกันไป จากลมกับไฟ ก็มาเป็นน้ำ แล้วก็เป็นดิน แล้วเกิดช่องว่างเรียกว่าอากาศ แล้วสัมพันธ์กันคือ วิญญาณ อากาศคือช่องว่าง จนจับตัวเป็นมวล ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ วิญญาณ จะทำปฏิกิริยากันจับตัว และสลายตัว เกิดการเคลื่อนที่ สองจุดจะเกิดมิติที่ตรงไปมา พอเป็นสามก็เป็นวงวน ก็จะมีวงรีหรือวงกลม ก็จะหมุนวน เปลี่ยนแปลงไป เมื่อมันเป็นพีชะก็เป็นกรอบหนึ่งจะมีรัดรอบ กรอบระดับพีชะเอง ถ้ามันเปลี่ยนตัวเปลี่ยนแปลงยุ่ยไปเรียกว่า Zona pellucida ถ้าขยายแบบแรง จะแตกกระจาย คนละทิศละทาง แต่ถ้าลักษณะค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเราเรียกว่าลักษณะปฏิรูปกับปฏิวัติ ที่คนละอย่าง ถ้าปฏิวัติทันทีระเบิดตูม แต่ถ้าปฏิรูปก็ค่อยเป็นค่อยไป Reform หรือ Reformation มันจะเกิดสภาวะสองชนิดนี้

สื่อธรรมะพ่อครู(สาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7) ตอน พัฒนาการ 10 ลำดับ เพราะฉะนั้นถ้าคนที่มีความรู้ ทำให้เกิด ค่อยๆเลื่อน ค่อยๆเป็นไป มีปัญญาอดทนรอได้ ทำไปตามลำดับ เช่น นายกฯประยุทธ์ กว่าจะปฏิวัติก็รอนาน ทำได้อย่างสวยงาม นิ่มนวลสุภาพ กลายเป็นปฏิวัติอย่างปฏิรูป สุดยอดแห่งวรยุทธเลย นี่เป็นยุคของประเทศไทยที่เป็นนิมิต ลงตัวได้สัดส่วน นั่นคือความพร้อม ถ้าไม่ลงตัว ไม่ได้สัดส่วน ก็ดิ้นไม่เข้ารูปเข้ารอย สิ่งที่เป็นความพัฒนาการ มันค่อยเกิดค่อยเป็น อาตมาแจกพัฒนาการไว้ 10 ลำดับ อย่างคนเรียกว่าปัญญานี่ ตนต้องรู้เอง รู้สิ่งที่ตนรู้จะข้างนอกข้างในก็แล้วแต่ พัฒนาการของสังคม 10 ระดับ 1. ตน ต้องรู้เอง เข้าใจดี พร้อม แต่ยัง ทำไม่ได้ 2. มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตามแต่ ทำยังไม่ได้ 3. มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตามแต่ ทำยังไม่ได้ มี กระจายทั่วไป มากขึ้นๆ 4. ตนเอง รู้เข้าใจดี พร้อม และ ทำได้สำเร็จ 5. มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และ ทำได้สำเร็จมากขึ้น แต่ยัง กระจายกันอยู่ 6. มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และ ทำได้สำเร็จมากขึ้น รวมกัน อยู่เป็นกลุ่ม มีระบบระเบียบ 7. มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และ ทำได้สำเร็จมากขึ้น เพิ่มกลุ่มมากขึ้น เป็นเครือข่าย เครือแห 8. มีผู้รู้ตาม เชื่อมั่นตาม และ ทำได้สำเร็จมากขึ้น เพิ่มมาก กลุ่มหนาแน่น ขึ้น ซับซ้อนสานกันเป็น เครือแห อย่างเป็นระบบ 9. กลุ่มเครือแห ทั้งหลาย รวมกัน เป็นสังคมสาธารณโภคี อย่างมีระบบ หยาบ กลาง ละเอียด สัมพันธ์สานกันอยู่อย่างเข้าใจกันดี ขัดแย้งอย่างพอเหมาะ 10. สังคมสัมบูรณ์เป็นเอกภาพ โตขึ้น เป็นพีระมิด เพิ่มความสูงและมีฐานกว้าง เจริญขึ้นๆ ไปอย่าง ได้สัดส่วนแข็งแรงยั่งยืน สุขสำราญ อาตมาหยิบพยัญชนะมาประกอบกับคำอธิบายเองของอาตมา ขอพูดตรงๆ ว่า คนอย่างอาตมาจะมาเกิดแต่ละยุคไม่ง่าย เกิดตามกาละที่สำคัญ มาทำหน้าที่ทำงานให้แก่โลก ค่อยๆ ศึกษาไปจะรู้ว่าอาตมาคือใคร คนไม่ศรัทธาก็ไม่มีปัญหาอะไร หรือเขาก็ไปจับกลุ่มในฐานที่ควรตามฐานะ มันมีซับซ้อนเยอะ แต่ละขั้น เป็นสภาวะอยู่ในจักรวาล ในตัวเลข 1 2 3 ...10 เป็นตัวเลขสากลทั่วโลก ที่มันจะค่อยๆ จับตัว ผสมผสานกัน แล้วขยายผล หรือหดลง แตกตัวไป ก็ใช้สิ่งเหล่านี้

สื่อธรรมะพ่อครู(ศิลปะโลกุตระ) ตอน ศิลปะกับโลกุตระ 7 ประการ พุทธาภิเษกปีนี้เป็นครั้งที่ 40 ได้เกิดความอนุตตริยะ เป็นความยอดเยี่ยม ที่ในยุคนี้ไม่มีใครจะมาพูดเรื่องแบบนี้กันหรอก พวกเราพูดกันสามารถพูดถึงโลกุตระได้ รู้ได้ถึงขั้นโลกุตระ 7 ประการ จะใช้ศิลปะมาเป็นตัวประเด็นก่อน เราจะเปิด งานศิลปะโลกุตระ กันวันที่ 20 จุดสำคัญของความเป็นโลกุตระ เริ่มต้นเด่นๆ คือ 1. คนไม่รู้ว่าโลกุตระคืออะไร 2. เขาเรียนรู้มาแต่เรียนรู้ผิดๆ 3. เริ่มรู้ถูกแต่เป็นตรรกะหรือปรัชญา 4. รู้ถูกแล้ว แต่ทำไม่ได้ หรือเราไม่ทำ คนรู้ถูกแล้วไม่ทำ มันน่าเขกกบาล 5. ทำได้แต่ไม่ยั่งยืนตั้งมั่น 6. ทำได้ยั่งยืนสมกาละ 7. มีคนทำได้เป็นมวลเป็นหมู่แข็งแรง จะรู้ว่า โลกุตระคืออะไร? ตอนนี้ก็มีคนแสวงหา พอมาสัมผัสก็ตื่นตาตื่นใจ ว่าใช่แล้ว นี่แหละคือความหมายของโลกุตะ มันต่างจากโลกที่เราเคยเป็นเคยรู้มา จะรู้มามากมายอย่างไรคือโลกเก่า วน 1 2 3...1 2 3 อยู่อย่างนั้น จะออกมา 4 5 6 ก็แค่สูงระนาบเดียว จะไม่เกิดวังวนใหม่ จนกว่าจะ 7 ถึงจะเริ่มวังวนใหม่เป็นวงรี และ 8 9 ถึงเป็นวงกลม คนที่แสวงหาแล้วมาสัมผัส เกิด impression น่าสนใจ กระตุ้นอารมณ์ ชักสนใจ พอมากขึ้นเป็น impressioned กระตือรือร้น จนสภาพดีขึ้นเป็น empiricism เป็นวิธีการที่มีประสบการณ์ ค่อยๆ เห็นค่อยๆ รู้ แต่แรกจะไม่เป็นหมวดหมู่วิชาการ แต่มีสภาพจริงเกิดแล้ว จึงเรียก empiricism หรือ ประจักษ์นิยม หรือที่เรียกว่า phenomenon เป็นปรากฏจริงเกิดขึ้น แล้วเราก็เอาความรู้มาเรียนต่อไปเป็น philosophy phenomena เป็น phenomenology เรากำลังตั้งใจจะสร้างวิทยาลัยแบบ phenomenology ซึ่งมีสิ่งจริงและความรู้ สองด้าน เทวธัมมา สองอย่างสมบูรณ์ พวกเราคราวนี้ น่าจะมีอรหันต์เกิดขึ้น ไม่ใครก็ใคร แต่อนาคามี อาตมาเห็นมีหลายคนแล้ว คำว่าอรหันต์ไม่ใช่ไปในป่านะ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาสังคมไม่ใช่ศาสนาไปป่า ศาสนาพุทธช่วยโลก ไม่ใช่ไปบุกป่า เราไม่มีคดีไปบุกรุกป่านะ อาตมาไม่พาทำ อาตมาสร้างป่า แม่น้ำ ลำธาร ภูเขา น้ำตกทำเองทั้งนั้น สรุปแล้วเราจะเปิดโลกอีก โดยใช้ศิลปะ ซึ่งจะกระทบไปทั้งโลก เมืองไทยจะเป็นเมืองศิลปิน มีความรู้ทางศิลปะแท้ ไม่ใช่เอาไปหลอกคน ให้คนติดรูปรสกลิ่นเสียงลีลา หลอกกันให้ติดซ้อนจนติดสิ่งไม่รู้ แล้วหลงว่าสิ่งที่ไม่รู้นี้ น่าได้น่าเป็นอีก

ต่อไปเป็นการตอบปัญหา _สสฐ.ม.4 1 . การเกิดเป็นคนนั้นยากมากไหม พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าเคยตรัสว่ายากมาก กว่าจะก่อตัวเป็นคนนี่ ได้เหตุปัจจัยดินน้ำลมไฟ จับตัวกันเป็นพีชะ สัตว์ สัตว์เซลล์เดียว ไม่รู้กี่เซลล์ กว่าจะมาเป็นคน เป็นคนแล้วก็ยังไม่ค่อยรู้เรื่อง จนเฉลียวฉลาด 2 .ถ้ายากทำไมเกิดกันจนจะล้นโลกเลย พ่อครูว่า ...ก็ยังไม่มากหรอก ยังรับคนได้อีกเยอะ แล้วที่มาเกิดในร่างคนแต่กลับไม่ใช่คน เป็นสัตว์นรกอาศัยร่างคนทำบาป ในสังคมเรามีคนชั่ว แต่เขาฉลาด ฉลาดผิดฉลาดชั่ว ได้ร่างคนแต่ทำกรรมชั่ว บางคนหน้าตาสวยหรือหล่อ แต่ทำชั่ว ซวยซ้อนซวยอีก

_3 .คนที่เรียนรู้ศาสนาอื่น มีวัฏฏะ มีกรรมบุญบาปไหม บรรลุธรรมได้ไหม พ่อครูว่า... วัฏฏะ คือ ธรรมชาติ มีทั้งนั้น แต่เขาไม่ได้เรียนรู้ มีบุญบาปเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้ เขาเขาใจบุญบาปไม่ครบไม่ชัด บุญ คือเครื่องมือชำระกิเลส บาป คืออกุศลความไม่ดีทั้งมวล บาปแยกเป็นสอง แต่บุญนี่หนึ่งเดียวคือเครื่องมือชำระกิเลส ก็ในเมื่อเขาไม่เชื่อเหมือนเรา แล้วเขาจะได้บรรลุธรรมไหม ก็ไม่ได้

_4.เติมดินพุทธ นาวาบุญนิยม ผมอยากทราบว่าการที่เราเอาชนะใจตนเองเป็นปาฏิหาริย์ไหม ตอบ..เป็น

_5. บุญนิยมทีวี มุมการถ่ายภาพก็ดีมากขึ้น ไม่ว่าภาพมุมสูงก็ดี แต่ระบบเสียงไม่ค่อยดี ขึ้นๆลงๆ

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน โคตรภูญาณเหมือนปรทัตตูปชีวีไหม _6.คำว่าโคตรภูญาณ มีความหมายอย่างไร เหมือนปรทัตตูปชีวีไหม จากอุตุเลื่อนขึ้นเป็นพีชะ ถ้าใช้ปรทัตตูปชีวี พีชะเลื่อนเป็นจิตนิยามก็เรียกปรทัตตูปชีวี โคตรภูญาณสามารถใช้เรียกจิตของผู้ที่จะเลื่อนขึ้นเป็นโสดาบัน จากโสดาบันเลื่อนเป็นสกิทาคามี ก็เรียกเป็นโคตรภูญาณได้ไหม พ่อครูว่า…ได้ โคตรภู ซ้อนโคตรภู จากโสดาบันเลื่อนเป็นสกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ก็มี โคตรภูญาณ โคตรภูจิต มันมีสามโคตรภู 1. โคตรภูบุคคล หมายความว่าคนปฏิบัติธรรมแต่ยังไม่เกิดผลจิตผลญาณ จิตและญาณยังไม่บรรลุ ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ 2. โคตรภูจิต จิตเกิดผล ลดกิเลสได้ 3. โคตรภูญาณ ญาณคือความรู้ รู้ว่าจิตเป็นอย่างนี้ รู้ว่าจิตลดกิเลสได้ จึงมีสามซ้อน โคตรภูบุคคล โคตรภูจิต โคตรภูญาณ แล้วลักษณะสามก็มี ตัวเรา สิ่งที่ถูกรู้ ตัวที่ถูกรู้นั้นเปลี่ยนแปลงกิเลสลด ซ้อนสามไป ทีนี้ถ ามซ้อนว่า โคตรภูญาณ เหมือน ปรทัตตูปชีวี ไหม ปรทัตตูปชีวี คือ ยังอาศัยสิ่งอื่น ถึงจะเจริญได้ พวกคุณเป็นปรทัตตูปชีวีกับอาตมา พวกคุณต้องอาศัยอาตมาอยู่ ปรทัตตูปชีวี หรือเปรตต้องอาศัยผู้อื่น ตนเองอาศัยตนเองไม่ได้ ก็ต้องอาศัยผู้อื่น อาศัยความรู้ความเข้าใจ อาศัยสิ่งที่จะต้องรู้ก่อน แล้วปฏิบัติให้ได้ ปฏิบัติได้ ก็เกิด ปัจเจก ปัจเจกมากมากเข้า ก็ สยังอภิญญา เป็นตัวเราเอง ปรทัตตูปชีวี จะต้องมีธาตุรู้ของตัวเอง และยังอาศัยผู้รู้อื่น เพราะความรู้ที่เป็น อนุตตรจิต นี่ รู้เองไม่ได้ ต้องอาศัยผู้อื่นมาเป็นปรทัตตูปชีวีก่อน แล้วจึงจะมาของเราเป็น ของเรามี แล้วจึงถ่ายทอดให้คนอื่นได้ เราก็เป็นปัจเจก หรือสยังอภิญญา ผู้มาทีหลังก็เป็นปรทัตตูปชีวีทั้งนั้น แล้วถ้าได้ถึงขนาดเป็น ธรรมสามี นั้น ก็คือ พระพุทธเจ้า อาตมาก็ยังเป็นปรทัตตูปชีวีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นผู้ให้อาตมา มันซ้อนๆ คือผู้ยังอาศัยอื่นต่อนี่คือ ปรทัตตูปชีวี ตนเองเป็นไม่ได้ ต้องอาศัยผู้อื่น ใครจะหยิ่งผยองว่าตนไม่พึ่งใครก็อีกแขนงหนึ่งเลย ศาสนาพุทธไม่ใช่ ถามมาลึกดี นานๆก็ตอบที สิ่งลึกๆ

_ทำไมมนุษย์ถึงบินไม่ได้ ทางโลกเขาตอบว่าไม่มีปีก แล้วทางธรรมหลวงปู่จะตอบอย่างไร พ่อครูว่า ...เราไม่ต้องไปอาศัยอะไรที่ใช้ปีกหรอก อาศัยลม อาศัยความแน่นของอะไรต่างๆ อาศัยความโน้มถ่วงของแกนโลก อะไรก็แล้วแต่ ของพุทธไม่เอา แต่เอาละเอียดกว่านั้น ไม่ต้องอาศัยปีก เหาะได้ลอยได้เลย คือจิตวิญญาณ ถามว่าทำไมเหาะไม่ได้ ก็คือไม่ถึงจิตวิญญาณ ทำจิตวิญญาณสิแล้วไม่ต้องอาศัยปีก เหาะได้ ลอยได้ เร็วกว่าแสง ไปได้ถึงไหนๆ ทะลุกำแพงฝาได้ด้วย ไม่มีที่กั้น ไม่มีที่กำหนด จะเหาะไปทางไหน ได้หมด เอาอันนี้ดีกว่ามั้ย

_ ผมอยากรู้ว่าทำไมคนเราต้องอยากได้นิพพานด้วยครับ แล้วนิพพานคืออะไร? พ่อครูว่า… คนอยากได้นิพพานนั้นคือ คนมีปัญญา คนไม่อยากได้ก็คือคนโง่ ทำไมคนไม่อยากได้ เพราะเขาไม่มีปัญญา แล้วถามอีกว่า นิพพานคืออะไร? นิพพานคือ คนที่บรรลุธรรมพ้นทุกข์ เป็นคนประเสริฐมีคุณค่า ไม่มีภัยต่อมนุษยชาติ แล้วรับใช้โลก นี่คือคุณสมบัติคนเป็นนิพพาน ถ้าไม่ตายสลายเป็นอุตุธาตุ ก็จะอยู่เป็นชีวะของมนุษย์ แล้วรับใช้โลก เป็นอรหันต์ คนฉลาดจึงอยากได้นิพพาน อยากเป็นมนุษย์ที่มีอรหัตตผล เป็นมนุษย์มีนิพพาน

สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน นามรูปเป็นอย่างไร _นามรูป เป็นอย่างไร? พ่อครูว่า… “ นาม ” คือสิ่งที่มีธาตุชนิดหนึ่งในสัตว์ โดยเฉพาะในคนที่รู้อะไรได้เรียกว่านาม สิ่งที่ถูกรู้คือ “ รูป ” มันซ้อนกันอยู่ คนที่มีนามก็ต้อง เรียนสิ่งที่ถูกรู้ เรียนรู้ช้างม้าแก้วมณี ทองคำ รู้คน มันก็รู้สิ่งหยาบ แต่ถ้าได้ รู้สิ่งละเอียด จนกระทั่งถึงอาการเคลื่อนไหวของนามธรรมซ้อนในจิต เรียกว่าอาการ อาการที่ชั่ว อาการที่ดี จิตเรานี่มันเคลื่อนไหว แล้วเรียน รู้อาการที่ชั่ว เลิกอาการชั่ว จนไม่เกิดอีก สร้างให้ไว แต่อาการที่ดี ใช้แต่อาการดี ก็เป็นคนเกิดประโยชน์ เพราะฉะนั้นเรียนรู้นามธรรม จนกระทั่งถึงอาการเท่านั้น รู้อาการชั่วดี แล้วปฏิบัติเพื่อให้เราได้สิ่งที่ดี ที่ไม่ดีขจัดออก นี่คือสูงสุดของนามรูป

_ถ้าพ่อครูต้องเข้าร่วมฐานงานกับเพื่อนที่รักมากๆ กับเพื่อนที่ไม่ชอบใจมากๆ พ่อครูว่า ...ตอบก่อนว่าอาตมาในชีวิตไม่มีใครที่รักมากๆ และเกลียดมาก ไม่เคยมี

_รักมากเลิกยากเกลียดมากได้ผัสสะ พ่อครูว่า ...ใช่

_เวลาเราพูดคำหยาบแต่ใจเราไม่หยาบ ผิดศีลไหม พ่อครูว่า...ผิด ถ้าเรารู้ว่าพูดหยาบ พูดโดยไม่ได้คิดอย่างไร คนต้องคิดก่อนพูด จิตต้องมาก่อน พูดโดยไม่มีจิต เรายังตามจิตไม่ทัน จะหยาบหรือไม่เราต้องรู้จิตเรา รู้วจีสังขารก่อนภายใน ก่อนพูดออกมาจากปาก เป็นวจีกรรม ต้องตามไปรู้ สังกัปปะ 7 ต้องรู้พลังงานที่มันสังเคราะห์ออกมาเป็นวจีสังขาร ต้องรู้ตรงนั้น ว่ามันหยาบ หรือไม่หยาบ ต้องรู้ให้ทันในสังกัปปะ 7 ของเรา

_ตอนนี้หนูอยู่ ม.6 หนูอยากรู้ว่า หลวงปู่อ่านสาระนิพนธ์พวกหนูทุกเล่มไหมคะ แล้วรับกลดตอนไหน พ่อครูว่า ...ไม่ได้อ่านหมด แต่ใครโชคดีก็ได้หยิบอ่าน รับกลด 2 เม.ย. นี้

_หลวงปู่คิดอย่างไรถึงให้อโศกมีงานเยอะๆ เพราะกลัวฟุ้งซ่าน ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...1.กลัวฟุ้งซ่านก็ถูก มีงานซะก็ไม่ฟุ้งซ่าน 2. เราไม่ได้สร้างงานมากเอง แต่งานมันเยอะเพราะสังคมและความจำเป็น ขนาดงานมาก แต่งานเราไม่ไร้สาระสักอย่าง เท่านี้ก็น่าพอใจนะ แต่คนมาทำงานยังไม่พอ มีแต่งานตกคน งานเรามีแต่งานดีๆ เพื่อมนุษยชาติทั้งนั้น นี่คือแดนเจริญ ถ้าแดนใดคนตกงานแดนนั้นเสื่อม

_อนุตตริยะ 6 กับอนุตตริยะ 3 สัมพันธ์กันอย่างไร พ่อครูว่า ...คือ 6 นั้นเริ่มที่เห็นทัสสนะเหมือนกับ 3 เริ่มสัมผัสแรกก็น่าสนใจ สองคือสวนา คือมาใกล้มาฟัง แล้วได้มาเป็นลาภ ก็จะศึกษาสิกขา ปฏิบัติตามจนได้ผล แล้วเราก็เริ่มสัมผัสใหม่ ทัสสนะ แล้วเงี่ยโสตสดับอีก เอาไปทำเกิดผลก็มาระลึกทบทวน แล้วทำใหม่อีก มีลำดับ

_ทำไมคนเราต้องมีทุกข์ สุขเสียใจ เศร้าโกรธรัก พ่อครูว่า..โง่ ไม่เข้าใจว่า รัก คืออะไร รักคือสัมพันธ์ และช่วยเหลือกัน สาราณียะ ระลึกถึงกัน รักไม่ใช่ผูกพัน แต่เป็น สัมพันธ์อันดี ไม่ติด แต่แตะ ทำงานร่วมกัน เป็นประโยชน์แก่กัน ไม่ผูกพันห่วงหาอาวรณ์ พิรี้พิไร อันนั้นเป็นพลังงานซ้อนโง่ ให้เรียนความรักสิบมิติ จะเข้าใจได้

_หนูเอาครีมทาผิวมา แต่หลวงพ่อไม่ให้เอามา ในงานนี้ ความผิดคือ ขัดคำสั่งไม่เชื่อฟังโทษหนักขนาดไหนคะ พ่อครูว่า...หนักแค่ไหน หนึ่งถือมาก็เป็นภาระ สองถ้ามันจำเป็นต้องเอามาเพราะว่าผิวเรามันเป็นโรค รำคาญก็ว่าไป แต่ถ้าเอามาทาเพราะสวยก็ซวยหน่อย กิเลสซ้อนใหญ่ผิดมาก แต่ถ้าเราทาเพราะเป็นประโยชน์ก็เอามา หลวงพ่อไม่เข้าใจ แต่ก็ดื้อหลวงพ่อ

_กรณีคุรุผู้หญิงให้นร.ชายช่วยนวดฝั้นให้คลายเมื่อย จะเหมาะสมไหมคะ พ่อครูว่า...ไม่เหมาะสม หาผู้หญิงด้วยกันนวดเถอะ

_เมื่อเรารู้สึกไม่พอใจคนที่เราไม่ชอบ (เธอแสดงออกชัดให้เห็นทางพฤติกรรม) เราจะต้องทำอย่างไรจึงมีจิตดีกับเขาได้ พ่อครูว่า..จิตไม่ดีตัวเองก็รู้ ที่พูดมานี้ เขาไม่ดีก็เป็นของเขา เราก็ปล่อยวาง เราไม่มีทางแก้ทำให้เขาดีขึ้นได้ สุดวิสัย แต่ถ้าช่วยได้ ก็บอกเขาสิ แต่ถ้าช่วยไม่ได้ ไม่ใช่ฐานะก็ต้องวาง กรรมใครกรรมมัน วิบากใครวิบากมัน พฤติกรรมใคร พฤติกรรมมัน สุดท้ายก็ต้องวาง แล้วก็ต้องใจดีกับเขา สงสารเขา เรามองว่าเขาไม่ดี แต่เขาดีไม่ดี ยังไม่รู้ วางใจอย่าไปโกรธไปชัง ดีไม่ดีก็เป็นของเขา เราต่างหากไปตัดสินว่าดีไม่ดี ใครบอกคุณว่าถูกผิด คุณอาจตัดสินผิดก็ได้ เพราะฉะนั้น จบที่เค้า และก็จบที่เราต้องวาง

_โลกียะ โลกุตระ โลกานุกัมปายะ แตกต่างกันอย่างไร พ่อครูว่า... โลกียะ คือเรื่องของคนโลกๆ ที่มีทุกข์ ไม่มีปัญญารู้เหตุแห่งทุกข์ เขาก็ทำอย่างนั้นอยู่ อยากได้ อยากมี อยากเป็นแย่งกันอยู่ เรียกว่า โลกียะ โลกุตระ คือรู้แล้ว ก็ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็นตามเหมือนคนอื่นๆ ที่อยากอยู่ โลกุตระเลิกได้จริงๆ โลกานุกัมปายะ คือคนโลกุตระนี่แหละ คนที่เลิกได้นี่แหละ แล้วช่วยคนโลกียะได้อีก เป็นคนที่หลุดพ้นแล้วก็ไปช่วยเขา

_ทักษิณจะได้เกิดเป็นคนอีกไหม พ่อครูว่า...ไม่ได้เกิดเป็นคนอีก พยากรณ์เลย เพราะชั่วมากเกินไป จริงๆ ทักษิณควรหยุดมานานแล้ว นี่แหละคือชั่วมาก เค้าโกงมามากนี่ก็ชั่วแล้ว โกงแล้วหยุดไปใช้เงินที่โกงมา ก็ไม่ได้ทำชั่วต่อ แต่เค้าไม่หยุด กระทบผู้อื่นเกิดพยาบาทเดือดร้อนวุ่นวาย เค้าก็เลยชั่วหนัก นรกจึงซ้อนเยอะเหลือเกิน แพ้ไม่เป็น หยุดไม่เป็น ยิ่งชั่วใหญ่เลย คนที่ชนะมาเกือบทั้งโลก แต่เขาไม่สามารถชนะทั้งโลกได้สมบูรณ์แบบ เพราะสุดท้ายแล้วเขาแพ้ไม่เป็น

_เรามีกิเลสแล้วเราจะไม่ให้กิเลสทำเราผิดศีลได้อย่างไร พ่อครูว่า...ถามง่ายๆ ว่ากิเลสชั่วหรือไม่ ก็ชั่ว เราก็อย่าให้เกิด กดข่มหรือสลัดทิ้งให้ได้

_ทำไมคนสมัยก่อนต้องพูดคำหยาบ พ่อครูว่า..คนสมัยก่อนไม่พูดคำหยาบ แต่พูดคำตรง อย่างหลวงปู่ว่าตรงๆ ไปว่าคนผิด หลวงปู่ไม่ว่าคนถูกหรอก แต่เมื่อคนผิดถูกว่า มันก็แรง มันแรงนี่ภาษาอีกนัยว่าหยาบ เมื่อต้องตำหนิ ก็ต้องตำหนิสิ่งผิด กระทบคนผิด ก็เลยแรง

_แล้วทำไมหลวงปู่ต้องบวช พ่อครูว่า...ทำไมหลวงปู่ต้องบวช มันเป็นหน้าที่ที่ต้องมาทำงานทางนี้ ปางนี้หลวงปู่ต้องมาเป็นนักบวช ส่วนอีกคนไม่ได้ทำหน้าที่นักบวชคือ ส.ศิวรักษ์ สามเส้าของประเทศไทย ในปางนี้ มีโพธิรักษ์ มีส.ศิวรักษ์ และมีในหลวง ในหลวงเป็นพระพรหม ส.ศิวรักษ์เป็นนักปราชญ์

_คนที่มีทรัพย์สมบัติน้อยชิ้นคือศิลปะใช่ไหม พ่อครูว่า...ใช่ ศิลปะคือทำให้น้อยอย่าง มาหาหนึ่งจะได้เบาภาระ

_คำว่าสังฆราชแปลว่าอะไร ทำไมต้องมี มีทำไม พ่อครูว่า...ราชะคือเป็นใหญ่ สังฆ แปลว่าหมู่ แต่พระพุทธเจ้าสั่งไว้ว่าอย่าตั้งใครให้เป็นใหญ่ แต่ให้เอาธรรมะเป็นใหญ่ อย่าไปเอาคนเป็นใหญ่ คำว่าผู้เป็นใหญ่ในหมู่สังฆราชะตั้งไม่ได้ ตั้งแล้วผิด สังฆราชแปลว่าผู้เป็นใหญ่ในหมู่ แล้วทำไมต้องมี ก็โง่ ขัดคำสั่งพระพุทธเจ้า

_ศาสนามีความสำคัญมาก ให้คนดีประเสริฐเป็นอนุตตริยะหาอะไรมาแย้งไม่ได้ จึงสำคัญต่อมนุษย์

_ถ้าเราเกลียดใครมากๆ จนอธิษฐานว่าอย่าให้เจออีก แต่ถ้าเจอก็ขอให้ทำร้ายเขาก่อนหรือทำร้ายเขาฝ่ายเดียว จะแก้ไขจิตได้ไหม หนูก็รู้ว่าไม่ควร พ่อครูว่า...นี่คือเห็นแก่ตัวจัดจ้านหลายชั้น เราต้องตั้งจิตใหม่ว่า ชาติหน้าแม้จะเจอก็อภัยกันแล้ว ชาตินี้ก็ทำใจอภัยแล้วเลิกเสีย แม้เราจะเป็นศัตรูคู่อาฆาตมากี่ชาติก็หยุดก่อน ผู้หยุดก่อนคือผู้ชนะ พระพุทธเจ้าตรัสกับองคุลีมาลว่า เราหยุดแล้ว แต่เธอสิยังไม่หยุด

_คนที่ทำผิดเพื่อดำรงชีวิต เช่น คนที่ขโมยของกินเพื่อประทังความหิว เลวกว่าคนที่หยาบช้ายิ่งกว่าสัตว์ใช่หรือไม่? พ่อครูว่า...ไม่หรอก คนมีใจหยาบช้ากว่าสัตว์เลวกว่าคนไปขโมยของกิน

_ความรักเปรียบกับอะไร? พ่อครูว่า..ไปศึกษาความรัก 10 มิติ

_โลกยุคนี้เข้ากลียุคหรือยัง? พ่อครู...ขณะนี้ใกล้กลียุคมาก ยังไม่ถึงทีเดียว หลายประเทศจะเจอวิกฤติร้ายแรงทั้งภัยธรรมชาติ ทั้งคนในชาติ ร้ายแรงเลวร้าย ฆ่าแกงทำร้ายโหดเหี้ยม ตามวิบากของเขา ส่วนบางประเทศ เช่น ไทย ธรรมชาติไม่วิกฤติเท่าประเทศอื่น คนในประเทศไทยก็ไม่โหดร้ายเท่าประเทศอื่น ยุคนี้เป็นกาละอย่างนั้น

_จิตนิยามคืออะไร พ่อครูว่า...คืออาการของพลังงานที่รวมตัวกันเป็นสัตว์มนุษย์ มีความรู้สึกเรียกว่าเวทนา รู้สึกชอบ ชัง รัก โกรธ สัตว์มีจิตนิยามแล้วก็จะมีอาการอย่างนี้ รัก โกรธ ทำร้ายเขา ส่วนพีชะไม่ทำร้ายใคร ไม่มีชอบชัง เป็นพลังงานพืชหรือพีชะ ต่างกันอย่างนี้

_เพื่อนก็เหมือนต้นไม้ ยิ่งนานมิตรภาพยิ่งยั่งยืน แต่ทำไมเพื่อนบางคนเป็นศัตรูกัน พ่อครูว่า...ก็เพราะโง่ไง อยากหายโง่ ก็เลิกเป็นศัตรูกับใคร

_ที่ว่าพืชไม่มีเวทนา แล้วกรณีต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงกินแมลง ก็กินโดยสัญญาไม่เป็นกรรมของพืช แต่แมลงได้รับวิบากเองใช่ไหม แล้วพืชอย่างนี้จะเป็นจิตนิยามได้ไหม พ่อครูว่า..ถูกต้อง ต้นหม้อข้าวหม้อแกงลิงกินแมลง เป็นภาวะของมันมันก็ไม่รู้ ทำตามสัญญาของมัน ไม่เป็นกรรม แต่แมลงรับวิบากเอง แล้วพืชอย่างนี้จะเป็นจิตนิยามได้ไหม?...ยังไม่ได้ จะอยู่อย่างนั้นนาน

_ถ้าเราล้างอุปาทานไม่ได้จะทำอย่างไร ผมอุปาทานว่าผีหลอกตนเองเสมอ พ่อครูว่า...ทำความเข้าใจให้ชัด ทำปัญญาให้แจ้ง ผีคืออะไร ผีคือสิ่งไม่ดีในตัวเรา แต่ถ้าไปเข้าใจว่าผีคือสิ่งที่อยู่นอกตัว แล้วมาหลอกเรา แหกปากแหกคอ ผีอย่างนั้นไม่มี ทำความจริงให้ได้ พิสูจน์เลย ถ้าเรายังกลัวผีข้างนอก เรายังโง่ตลอด เดินไปเข้าเลย เวลาเปลี่ยวๆ ไปพิสูจน์ 3 ครั้ง 5 ครั้ง จะรู้เลยว่าไม่มี หลอกตัวเอง ที่เห็นนั่นเรียก มโนมยอัตตา สร้างปั้นมาลมๆ แล้งๆ เป็นอุปาทาน

_อาชีวะบ้านราชฯ ผู้หญิงสามารถเรียนยานยนต์ได้ไหม พ่อครูว่า ...หลวงปู่มีหลานคนหนึ่ง เดี๋ยวนี้ไปเป็นอเมริกันชนแล้ว จบวิศวะ จุฬา ยานยนต์ เป็นช่างเครื่องบิน ตอนนี้ทางรร.เราก็แล้วแต่คุรุ ว่าจะมีไหม เป็นเรื่องฝากไว้

_ถ้าคนเราโดนด่าแรงๆ แต่เขาไม่เจาะจงบุคคล แสดงว่าเราผิดอย่างเขาว่าแล้วมันรู้สึกโกรธเขามากๆ เราไม่กล้าตอบเพราะว่าเขาเป็นรุ่นพี่ พ่อครูว่า...เราไปรับเอาเองแสดงว่าเราผิดอย่างเขาว่า ก็ยังไม่มีวิปัสสนา เรารู้ตนเองว่าผิด เขาด่ากลางๆ เราโดนเอง เราจะไปทำเขาได้อย่างไร เหมือนหลวงปู่พูดกลางๆไม่ได้ด่าใครนะ แต่เขาผิดจริงก็เลยโดน

_หนูกับกิเลสเป็นหนึ่งเดียวกันไหม เพราะบางทีมันเหมือนเป็นสองเช่นวันหนึ่งเดินไปเหยียบกิ่งไม้ ก็คิดว่าเป็นผี อีกใจก็คิดว่าเป็นกิ่งไม้ตกลงคืออะไร พ่อครูว่า...จับให้มั่นว่าคืออะไร สังเกตอ่านความจริงให้มั่น ให้ชัดว่าคืออะไร

_ถ้าเปรตคือ ผู้อาศัยผู้อื่นแล้ว สมณะก็คือเปรต แต่เป็นเปรตที่ไม่ได้หยาบ โดยอาศัยอาหารเลี้ยงชีพโดยไม่ได้อยาก ให้ชีวิตสันตติต่อได้ใช่ไหม พ่อครูว่า ...ใช่ เด็กเราใช้ภาษาได้ขนาดนี้นะ เพราะปรปฏิภัทธาเมชีวิกา คือการเลี้ยงชีพเนื่องด้วยผู้อื่น แต่ซ้อนที่ว่าเราเอาอาหารเลี้ยงขันธ์ เราก็ต้องให้ความรู้เขาได้ แต่ถ้าไม่ให้ก็ค้างเป็นหนี้ มาบวชแล้วต้องหาความรู้เพื่อตอบแทนเขาไม่เช่นนั้นเป็นหนี้ต่อไปนะ

_คนที่อยากหมดกามคือ คนฉลาดใช่ไหม พ่อครูว่า ...ก็ใช่

_การปฏิวัติพุทธศาสนาคืออะไร พ่อครูว่า …คือจัดการคนที่ทำให้ศาสนาเสียหาย จัดการให้หยุด อย่าให้ต่อ อย่าให้อยู่ในวงการศาสนาประเทศไทย จัดการเลยผู้มีอาญาสิทธิ์ เพราะซ้อนในสายศาสนา ไม่มีใครไปจัดการคนที่ขึ้นมาใหญ่ขนาดนี้ได้นอกจากอำนาจรัฐ

_การแปรสภาพอุปาทานเป็นพลังงาน และแปรพลังงานเป็นความสามารถทำอย่างไร พ่อครูว่า…อุปาทานคือความยึดติด เราก็คลาย อย่าให้มันยึด เอาพลังงานนั้นมาใช้ พลังงานยึดมันก็จะไปเกาะแน่น พอเราไม่ยึดเราก็จะมีพลังงานนั้นมา ก็เอาพลังนั้นมาทำ อะไรที่เรารู้ อะไรที่เราฝึกศึกษา พลังงานนั้นก็มาช่วยให้เราฝึกศึกษาดีขึ้น มันก็เจริญ แทนที่จะไปยึดนิ่ง ไม่ทำอะไร พวกนั่งสะกดจิตอยู่เฉยๆ ไม่ได้อะไร ไม่มีพลังงานที่จะเกิดการเคลื่อนไหว เพราะฉะนั้นเราก็เอาพลังงานมาแปรทำสิ่งที่ควร อย่าไปยึดอุปาทานยึดนิ่งเกาะอยู่ เอาออกมาทำอะไร จะเกิดการพัฒนา

_ทำอย่างไรจะลดกิเลสได้เบาบางลง และให้คนรอบข้างมีสุขยิ้มแย้มแจ่มใส พ่อครูว่า...หลวงปู่ก็สอนให้ฟังให้ดี อธิบายไปเป็นลำดับแล้ว ฟังแล้วก็เข้าใจก็ทำ ท

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน