600814_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ถึงทักขิเนยบุคคล 7.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข19 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600814_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ถึงทักขิเนยบุคคล 7

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 14 สิงหาคม 2560 ที่บ้านราชฯ ชีวิตเราก็คงดำเนินไป จนกว่าจะสิ้นชีวิต ก่อนจะสิ้นชีวิต ก็มาสั่งสมกรรมดีกัน… มีญาติธรรม ที่เพิ่งทำการฌาปนกิจศพไปไม่กี่วัน คือคุณยายคำผ่อน พรมโสภา เป็นมะเร็ง ก่อนตายก็ได้มาต่อสู้ ไม่ทิ้งสนามรบ มาอยู่วัดได้ และขวนขวายกิจน้อยใหญ่ของหมู่กลุ่ม เป็นชีวิตที่มีคุณค่ามาก ที่บ้านราชน้ำท่วม แต่การงานเราก็ไม่ได้ลดลง การฟังธรรมก็ไม่ได้ลดหย่อน ชุมชนอื่นส่งข่าวว่าจะเอาพืชผักผลไม้มาช่วย เราก็ขอขอบคุณ แต่ตอนนี้ก็ยังพึ่งพาตนเองได้อยู่ พ่อครูว่า...เริ่มต้นด้วยเหตุการณ์ปัจจุบันมีผู้เขียนมารายงานให้ฟังบ้าง ประทับใจ โฮมแฮง ช่วยกันแก้ปัญหาน้ำท่วมครั้งนี้ของราชธานีอโศกยิ่งนัก วันกรอกทราย ทุกคนรู้และเข้าใจว่าตอนนี้ชุมชนเรากำลังเผชิญอะไรอยู่ จึงออกมาช่วยกัน กรอกทรายสามกองหลวงกระสอบปุ๋ย เตรียมการทำคันกั้นน้ำปกป้องโรงปุ๋ยให้ปลอดจากภัยน้ำท่วม พอมาถึงวันนี้น้ำมาช้ากว่าที่คิด เกิดผักตบชวาลอยเต็มไปหมด พ่อครูให้สัญญาณว่า ปุ๋ยชั้นดี ลอยมาถึงหน้าบ้านแล้ว พวกเราก็โฮมแฮงเอาผักตบชวามาทำแพผักปลูกผักไว้กินตอนน้ำท่วม ส่วนปุ๋ยก็นำไปขายในราคาต่ำกว่าทุนได้อีก ปีนี้ขนปุ๋ยไปขึ้นเทรลเลอร์ยาว ออกไปขายที่กุดระงุมและอุทยานบุญนิยม โดยมีกำลังสำคัญคือศิษย์เก่าสัมมาสิกขาและศิษย์ปัจจุบันที่กำลังศึกษามาช่วยกันเป็นหลักเป็นเรี่ยวแรงให้อย่างดี ทำให้กระบวนการร่วมด้วยช่วยกันเป็นไปอย่างราบรื่น ประกอบกับผู้ปกครองพ่อแม่นักเรียนของสัมมาสิกขาราชธานีอโศก มาร่วมงานวันแม่พอดีเลย จึงเป็นโอกาสให้บำเพ็ญสะสมกรรมอันเป็นกุศลร่วมกันอย่างอบอุ่น วันแม่ปีนี้ วันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา น้องน้ำจึงเป็นสายน้ำแห่งความอบอุ่นของ

อ่านต่อ

บวร ราชธานีอโศกอย่างแท้จริง ทีนี้ส่วนอุทยานบุญนิยม ในช่วงนี้น้ำท่วม อุทยานบุญนิยมกับสวนอุทยานไม่เหมือนกันนะ ปีนี้มีญาติธรรมหนีน้ำไปช่วยงานที่อุทยานบุญนิยมก็ทำให้สะดวกไม่ต้องเดินทาง แต่ต้องเตรียมวัตถุดิบกันหน่อย

อีกกิจกรรมคือรายการตามหาพระโสดาบัน … (บันทึกไม่ทันบางส่วน) เราก็เอาความจริงของผู้รู้มาสื่อกันให้รู้ทั้งภายนอกและภายใน ภายในนั้นพิสูจน์กันรู้ไม่ได้ง่ายๆหรอกนั่งเพ่งกัน อาตมาไม่เอาเรื่องนี้เป็นหลัก เอาเรื่องที่กลุ่มรับรู้สัมผัสกันภายนอกได้ แล้วก็อ่านไปถึงภายในจิตได้ มันมีหลักเกณฑ์หลักสูตรพระพุทธเจ้าเป็นบัญญัติทฤษฎีทุกอย่างเลย ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น เราก็เอาความจริงอาศัยสิ่งจริงนี้อยู่ในสังคมมนุษยชาติ เราเกิดยุคนี้ก็เอาจริงใจตามภูมิ ไม่มีดัดจริต ไม่มีอกุศลอะไร ความเป็นบวรนั้นง่ายต่อการเข้าถึงมาก เพียงแต่ผู้ศึกษาเองต้องลงทุนแสดงศักยภาพในส่วนบทบาทของตนตามให้ทัน ผู้ถูกศึกษา เท่านั้นเอง การศึกษาแบบอย่างโลกๆเขาที่ทำกัน บางที พ่อครูก็นำพาชาวอโศกทิ้งห่างไปไกลมากแล้ว ไม่ต้องมากก็ได้ เราไม่ดูถูกไม่ได้ทิ้ง แต่เรื่องฟุ่มเฟือยเราไม่เอา ไม่ต้องมากนัก เช่น การเข้ามาจัดบรรยากาศห้องเรียน อันนี้ข้างนอกต้องจัดให้มากมีจิตวิทยา แต่ของเราเป็นของจริงอยู่แล้ว ไม่ต้องเป็นมากหรอก พวกเราก็ทำอยู่แล้วไม่ต้องมากเรื่อง เช่น บรรยากาศห้องเรียนอโศก หากจะบอกผู้วิจัยตามหาพระโสดาบันอย่างนี้ใช้ได้ไหม พ่อครูว่า...ก็ใช้ได้ ช่วยกันแนะนำบ้าง comment SMS จากเฟซบุ๊ค _Honey Boogy · สงสัยต้องตั้งตบะ กินทุเรียน โชคดีชะมัด เกลียดทุเรียนสุดๆ เหม็น เหม็น เหม็น _สาคร เวียนตระกูล · อเจลกัสสป ปริพาชก กับพระมหากัสสป ใช่องค์เดียวกันหรือเปล่าครับ? พ่อครูบอก ไม่ใช่ คนละองค์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อุทิสมังสะ คือเจตนาฆ่าสัตว์ _น้องแสนดี 11 สิงหาคม 2559 ตอน 2 ถ้าไม่รู้ รับไว้ ก็ไม่ผิด ลองค้นในชาดก เจอเรื่องหนึ่งน่าสนใจครับ เกี่ยวกับ การยัดข้อหาใส่ร้าย ด้วยการถวายของคือเนื้อแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วหาเรื่องใส่ร้ายท่านว่า ทรงรับเนื้อที่ฆ่ามาเฉพาะเจาะจงทั้งที่รู้ (คือรู้นะว่าสัตว์นั้นตายลงเพราะท่าน ถ้าในทางศีลพระแล้วถือว่าห้ามฉันครับ) พ่อครูว่า...คำว่าเจาะจงคือ เจาะจงฆ่า ไม่ใช่เจาะจงให้คนนั้นคนนี้ฉัน มีสองสูตรที่บอกไว้ องค์ 5 ของปานาติบาต 1.สัตว์ยังมีชีวิต 2.รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 3. มีเจตนาฆ่า 4. ลงมือพยายามฆ่า 5. สัตว์นั้นตายลง คำว่าอุทิส คือ เจาะจง เจตนาให้ตายลง คือสัตว์ตายด้วยเจตนาฆ่าของคน ท่านขยายตั้งแต่ สัตว์นั้นมีชีวิต เราก็รู้ว่ามีชีวิต เราต้องหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงไม่ใช่ไปทำชีวิตมันให้หมดไป แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว มันอาจพัฒนาไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ไปตัดตอนวิบากได้อย่างไร ระวังเถอะ เรื่องเจตนาฆ่าสัตว์ ทีนี้อีกสูตรหนึ่งในชีวกสูตร หรือสีหสูตร ก็ไปอ้างบริสุทธิ์โดยส่วนสามคือ ไม่จำเพาะเจาะจงบุคคล แต่ที่จริงพยัญชนะมีเพียง สัญจิตจ ปานาชีวิตัง โมโรเปตุง แต่ไปแปลเพี้ยนไป สัญจิตจ คือเจตนา ปานาคือชีวิต ชีวิตังคือชีวิต โมโรเปตุง คือทำให้ตายไป ก็ตรงๆแค่นี้ อาตมาก็เลยได้อันนี้ชัดเจนใน ชีวกสูตร สีหสูตร ยืนยัน ความลึกซึ้งของบาปบุญ โดยใช้คำว่า ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก แต่เป็นบาปเป็นอันมาก ตั้งใจฟังคำความนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วเป็นบุญคือกำจัดกิเลส แต่ได้บาปเป็นอันมาก บาปนี้สะสมได้ แต่บุญไม่มีการสะสมได้ ในสูตรนี้ได้บาปเป็นอันมากเพราะคือ

ทำบุญแต่ได้บาป 5 ลำดับ (ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ) 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) แต่เขาแปลเลี่ยงไปว่า เจาะจงนำสัตว์ไปให้คนชื่อนี้ๆกิน คนนี้จะกินไม่ได้...มันก็แปลกมากนะ ไม่น่าจะแปลเป็นเช่นนี้ 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 พ่อครูว่า...อาตมาสรุปว่าใครต้องการจะกินเนื้อสัตว์ก็กินไปเถอะ แต่ถ้าถึงครั้งคราวจะต้องกิน ก็กิน เขาอ้างในพระไตรปิฎกมาด้วย แล้วพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ากินก็กิน ถ้ามันจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่มันร้ายร้าย กับผู้ที่มีจริตแบบหมาจิ้งจอก ในสิคาลวรรค ท่านก็ประชดเสริมไปว่า ถ้าเธอแน่จริง ท่านแปลรวมว่าเป็นคนไม่ดีมีอยู่สามสัตว์มีคำว่า หนฺตฺวา ฆตฺวา วธิตฺวา จ a รวมสามคำนี้ ท่านแปลว่าผู้ไม่สำรวม แต่ที่จริงแปลว่าผู้โหดร้าย การแปลว่า ผู้ไม่สำรวม จึงไม่ถูก ซึ่งเป็นการแปลแบบเบี้ยวบาลี ทำให้อ่อนลง เพราะท่านผู้แปลเป็นผู้ที่กินเนื้อสัตว์อยู่นั่นเอง ลองมาดูนะครับว่า ท่านจะว่าอย่างไร และผิดหรือไม่... ห อรรถกถา พาโลวาทชาดก ว่าด้วยคนมีปัญญาบริโภค พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงเวสาลี ทรงปรารภสีหเสนาบดี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หนฺตฺวา ฆตฺวา วธิตฺวา จ ดังนี้. ความย่อมีอยู่ว่า สีหเสนาบดีนั้นถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งแล้วนิมนต์ไปถวายภัตตาหารปรุงด้วยเนื้อ. พวกนิครนถ์ฟังข่าวแล้วไม่พอใจ ใคร่จะเบียดเบียนพระตถาคตเจ้า จึงกล่าวใส่ไคล้ว่า พระสมณโคดมเสวยเนื้อที่เขาอุทิศถวายทั้งที่รู้อยู่. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย นิครนถนาฏบุตรกับพวกบริษัทเที่ยวใส่ไคล้ว่า พระสมณโคดมเสวยเนื้อที่เขาอุทิศถวายทั้งที่รู้อยู่. พ่อครูว่า...อันนี้ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติการกล่าวว่า กล่าวใส่ไคล้ของนิครนถ์ ก็จะไม่มีผลอะไร แต่นี่เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ จึงเป็นเหตุให้นิครนถ์ เอามาโพนทะนา ใส่ไคล้ ก็ใครจะกินก็นิมนต์ แต่เราไม่กินกันแล้ว เป็นปกติ อันที่เขียนต่อมาก็ไม่อ่านแล้ว ก็เมื่อคุณจะรับประทานก็หาเหตุผลมาอธิบาย แต่เราไม่เสียเวลาเสียพลังงานไปวิจัยแล้ว เพราะพูดมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ลงท้ายก็ใช้อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเห็นของเธอกับความเห็นของเรานั้นคนละอย่างกันแล้ว คุณจะกินก็แล้วแต่ แต่เราไม่กินก็จบ ไม่ทะเลาะกันเราไม่ได้ไปแย่งของคุณด้วย เราไม่เป็นคู่แย่งแล้วดีจะตายไป

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เนกขัมสิตะเวทนากับเคหสิตเวทนา _จาก ลอย แคนาดา กราบขอบพระคุณพ่อครู และสมณะครูอย่างสูง เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งยิ่ง ผู้นำมาถ่ายทอดเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากของศตวรรษนี้ เขาคงศึกษาพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง ขออนุญาตเรียนถามต่อในโอกาสหน้าว่า ความแตกต่างของอุเบกขาเนกขัมสิต กับ อุเบกขาเคหสิต วัดที่ ตัณหา ว่าเกิดหรือไม่เกิด ใช่หรือไม่ครับ อุเบกขาเนกขัมสิต คือ อาการหยั่งรู้ ที่ไม่ยินดี ยินร้าย ผมเข้าใจถูกไหมครับ พ่อครูว่า...ปฏิบัติเกิดผลก็เรียกว่า เนกขัมมะ เป็นส่วนบุญคือทำให้กิเลสลดลง จางคลายลงเรื่อยๆ คุณเข้าใจถูกต้องว่า เป็นปัญญาของเราที่เรารู้ว่าเราทำออก เนกขัมมะ ทำให้กิเลสจางคลาย ดับได้ จนกลายเป็นความไม่ยินดียินร้าย อุเบกขา อย่างนี้ เข้าใจถูกแล้ว ซึ่งคุณจะรู้ได้จริงๆจะต้องเรียนรู้อาการของจิต โดยเฉพาะอาการเวทนา พระพุทธเจ้าท่านสอนเวทนา 108 ตรงที่เรียกกันอย่างสำคัญว่ามโนปวิจาร คือพฤติกรรมของจิต ลีลาเคลื่อนไหวของมโนที่คุณทำให้เกิด ทำด้วยวิชชาเป็นเนกขัมมะ ทำด้วยอวิชชาเป็นเคหสิตะ คุณทำได้จิตคุณมีสัญญากำหนดอ่านเป็นปัญญา รู้จริงๆ เห็นอาการมันเข้าใจอ่านออกได้ ว่าจิตเราควรมีอาการที่ต่างจากเคหสิตะ คือคุณอาศัยอย่างนี้อยู่คุณยึดอันนี้อยู่ตั้งนานแล้ว ทีนี้คุณทำได้มีสูตรใหม่ของพระพุทธเจ้า คุณก็ได้พอใจ เราพอใจที่ทำไม่เอา วางจางเลิกละก็ต่างกัน จึงเรียกว่าเป็นคนละเรื่องกัน เรียกว่าอัญญะ แต่ก่อนนี้เราเอาเต็มที่ แต่ตอนนี้เราทำออกๆๆ คนที่ไม่เข้าใจ อาการของเคหสิตะ เป็นกิเลส เป็นองค์ประชุมของรูปนามเป็นสักกายะ ต้องมีจิตของคุณไปรู้ คุณต้องมีตัวรู้ ถ้าไม่รู้ก็มีแต่รูป แล้วไม่มีตัวนามไม่มีตัวคุณเลยคุณไม่ได้ไปรู้ตัวนี้ แล้วจะไปปฏิบัติอะไร ต้องมีนามธรรมตัวรู้ จึงจะปฏิบัติธรรมได้ เป็นกายต้องเอาที่ตัวรู้ กายต้องกำหนดว่ามีธรรมะสอง ทำตั้งแต่โอฬาริกอัตตา แล้วทำ รูปอัตตา อรูปอัตตา แม้แต่ มนายตนะ กับธรรมมายตนะ คู่สุดท้ายตัวในเลย ก็ต้องรู้สิ่งที่ถูกรู้คือรูป แม้เป็นอรูปก็ถูกรู้ ตัวรู้คือ Subject ตัวถูกรู้คือ object มันก็ทำให้เป็นหนึ่งได้ เวทนาเป็นหนึ่ง แม้จะกระทบอีกมันก็นิ่ง เป็น 1 และทำถึง เป็น 0 ได้ไม่มีได้ ก็รู้สภาวะของนปุงสกลิงค์ ไม่มีอะไรให้เปรียบเทียบแม้นิดแม้น้อย แม้จะเหลือเศษ ท่านก็ตัดเป็นพระอรหันต์ได้ หมดอาสวะแล้ว อาจเหลืออนุสัยได้ ก็เป็นพระอรหันต์ อาสวะมี 10 อนุสัยมี 7 ย ตัวต้น ว เป็นตัวต้นเหมือนกัน แต่เป็นเส้าที่สอง ย เริ่มต้น ล ส่วน ว ส ห อีกอันหนึ่ง เศษวรรค ฬ อํ สองเส้านี้เขาก็เอาพยัญชนะ ตัว ย กับตัว ว มาใส่ ก็สลับไปมา อธิบายได้ยากสภาวะที่กลับจะเปลี่ยนสภาพ เป็นเรื่องอจินไตย ผู้ยึดมั่นถือมั่นก็ต้องยอมเขา แต่คนไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ละเหตุองค์ประกอบมันคนละเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง ผู้ที่รู้สภาวะจริงแล้วจิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นหลัก คนยึดอยู่ก็ยึด เราก็ไม่ทะเลาะอะไรกับใครก็จบ ตกลง สรุปอันนี้ให้คุณลอยว่าจิตเป็นกลางอุเบกขา ซ้อนกัน คุณต้องปฏิบัติเวทนา 108 ให้ถึงอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน อาการอย่างนี้ ก็จะละเอียดสุขุมประณีต ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตใจแข็งแรงขึ้นดีขึ้น ประเสริฐขึ้น ทำได้ตามต้องการมากขึ้นประเสริฐสูงสุด ถึงขั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีใครทำได้เท่า นอกนั้นก็ทำได้ตามฐานะแต่ละคน ถ้าคุณเองศึกษาไปถึงสภาวะนั้นๆก็จะรู้ได้เอง สรุปแล้ว เนกขัมมะ กับ เคหสิตะนี่แหละ เป็นตัวสำคัญของอาการเวทนาที่คุณต้องเรียนรู้สัมผัส มโนปวิจาร 18 เป็น เนกขัมสิตเวทนา กับ เคหสิตเวทนา มีทั้งสุข ทุกข์ อุเบกขา และเป็นทาง ทวารทั้ง 6 รวมเป็น 18 นี่คือมโนปวิจาร 18 คุณได้พยัญชนะก็ต้องศึกษาสภาวะจริง จนอ่านของจริง กำหนดรู้สัญญากำหนดรู้ อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส เห็นความต่างของมัน กำหนดรู้อย่างนี้เรียกว่าโกรธนะ อย่างนี้เรียกว่าโลภนะ อาตมาก็ทำ กิริยา ประกอบให้เห็นว่าต่างกัน แต่จริงๆแล้วมันไม่มีรูปร่างเคลื่อนไหวให้เห็น แต่เป็นนามธรรม คุณต้องอ่านของคุณเอง ในมโนวิญญํัติที่ ออกมาเป็นการเคลื่อนไหวภายนอก เราก็โยงเข้าภายใน หรือตัวมโนมันกระดุกกระดิก ก็ตัวสุดท้ายแล้ว คุณจะต้องอ่านของตัวเองให้ชัดเจนพึ่งพาคนอื่นไม่ได้แล้ว อ่านได้ชัดเจนก็ต้องเป็นปฏิภาณไหวพริบ มุทุภูตธาตุ เป็นปัญญาของคุณเองสุดท้ายต้องพึ่งตน อัตตาหิอัตโนนาโถ แต่ก็ต้องพึ่งลำลอง จากผู้รู้ท่านอื่นไปก่อนจนถึงที่สุดแห่งที่สุดก็ต้องพึ่งพาตนเองตัดสินเอง เป็นสุดท้าย

สื่อธรรมะพ่อครู(อัตตา) ตอน แตกตัวอัตตาจนหมดสุขหมดทุกข์ถาวร _จาก สมณะพอจริง คน= คำนาม+ คำกริยา คำนาม คนคือ สัตว์ ประเภทหนึ่ง คำกริยา คน คือ กวนสิ่งที่จับกันเป็นก้อน(ฆ) ให้แตกกระจายออกจากกัน (อุทธัจจะ)เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น และคนสิ่งที่กระจายอยู่(อุทธัจจะ)ให้เข้าเป็นก้อน (ฆ) เป็นนิวเคลียร์ฟิวชั่น เพื่อปรับสมดุลในการทรงอยู่ทั้งรูปธรรมและนามธรรม องค์ประกอบของคนมี 3 ส่วน 1. ตัวคน คือรูปขันธ์(อาการ 32) พ่อครูว่า...อาการ 32(ทวัตติงสาการ) เป็นอาการของรูปกับนามทำงานร่วมกัน เช่น ตับ ไต มีรูปมีนามและมีอาการ

2. พฤติกรรม คือ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ สังขารขันธ์คือ -กายสังขาร = กายวิญญัติและวจีวิญญัติ -จิตสังขาร -วจีสังขาร = มโนวิญญัติ รวมแล้วเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม พ่อครูว่า..สรุปว่าไม่สุขไม่ทุกข์ เนกขัมสิตอุเบกขาก็ควรพอใจแล้ว พระพุทธเจ้าได้แจกแจงพยัญชนะไว้อีกเยอะ เผื่อพอแล้ว

ทำสองอย่างนี้คิอ ทำทุกข์สุขให้หมดไป กับแตกตัวอัตตาไม่ให้มารวมตัวได้อีก ต้องทำการสลายตัวตนพลังงานยึดติดของตนได้ ต้องรู้ พลังงาน จิตนิยาม พีชนิยาม แล้วอัตตาพีชนิยามของคุณจะพัฒนาเป็นจิตนิยามอีกก็ปล่อยมันเถอะ ถ้าคุณทำไม่สำเร็จ แต่ถ้าคุณแยกได้เป็นพีชะก็ไม่มีความสุขความทุกข์แล้ว หรือคุณจะแยกเป็นอุตุอีก ก็แล้วแต่ ค่อยๆทำจะรู้รายละเอียด อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็ยังไม่เก่ง อาตมาก็อธิบายได้ขนาดนี้แหละ อาตมาไม่ได้วิตกเรื่องอย่างนี้แล้วยิ่งคุณทำได้จริงไปเรื่อยๆ ญาณปัญญาจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ อาตมาไม่ทิ้งหรอก ทำให้สู่สูงสุด ตั้งใจเป็นสัมมาสัมพุทธะสุดท้ายจะตกไปเป็นปัจเจกสัมb มาสัมพุทธะก็ไม่รู้ได้ ตั้งใจจะประกาศศาสนาของตนสักครั้งแล้วก็พอแล้ว หรือปัจเจกสัมมาสัมพุทธเจ้ากับพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ภูมิเท่ากันแต่ไม่ได้ประกาศศาสนา อาตมาก็นึกถึง พระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นพระพุทธเจ้าที่มาฆบูชาครั้งเดียวมีพระอรหันต์ 1250 องค์ ก็ท่านจะเป็นอีกสักสมัยได้ไหมก็ถ้าเข้าใจปัจเจกสัมมาสัมพุทธะ กับพระพุทธเจ้า อาตมาไม่สงสัย จิตปัจเจกฯ อาตมาอาจไปถึงแค่นั้นก็ได้ แต่อาตมาหวังสูงไปถึงสัมมาสัมพุทธะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ พุทธุปาทกาละ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบอื่นด้วยว่าจะประกาศศาสนาได้หรือไม่

สื่อธรรมะพ่อครู(โอวาทปาติโมกข์) ตอน สั่งสมกุศลในจิตไร้สำนึก 3.นิสัยคือวิญญาณขันธ์ (นิสัย วิสัย อาสวะ อนุสัย) นิสัย = จิตสำนึก (จิตที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางทวาร 5 ได้แก่ ตาหูจมูกลิ้นกาย) วิสัย = จิตใต้สำนึก (จิตที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าทางใจได้แก่ ความรู้สึกนึกคิด) อาสวะ .อนุสัย = จิตไร้สำนึก(จิตที่เก็บพฤติกรรมความเคยชินทางทวาร5 และความรู้สึกนึกคิด ไว้รอเวลากำเริบเมื่อมีผัสสะ) ถาม สรุปแล้ว คนก็คือ ขันธ์ 5 อยู่ที่ว่าจะเป็นคนทั่วไป หรือ คนปกติ เท่านั้นเองใช่ไหม? อาสวะและอนุสัยมักจะได้ยินว่า อาสวะกิเลส อนุสัยกิเลส ซึ่งเป็นการสะสมอกุศลจิต ถ้าเป็นการสะสมกุศลจิต จิตระดับนี้(จิตไร้สำนึก)เรียกว่าอะไร? พ่อครูว่า...โดยสภาวะอาตมา ok ทั้งนั้นเลย อาตมาไม่มีปัญหา ถ้ามันไม่กำเริบ ทุกปัจจุบันสั่งสมเป็นอดีต เป็นที่ตั้งแข็งแรงๆๆ จนมั่นใจว่าอนาคตก็ต้อง 0 ตัดสินได้เลย มั่นใจเพียงพอจริง แล้ว ถ้าเป็นการสะสมกุศลจิต จิตระดับนี้(จิตไร้สำนึก)เรียกว่าอะไร พ่อครูว่า. . ก็เรียกว่า จิต สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) เพราะว่าได้ สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส)ไม่ต้องตั้งพยัญชนะใหม่ให้คุณอีก ผู้ที่จบ โอวาทปาติโมกข์ 3 จึงมีแต่กุศลสั่งสมในจิต เพราะคนที่เป็นอรหันต์จะไม่ทำอกุศลอีกแล้ว ทำแต่กุศลถ่ายเดียว จะเป็นพระอรหันต์เป็นพระพุทธเจ้าที่ยังไม่สิ้นชีวิตปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ก็ไม่มีบาป ไม่มีอกุศล มีแต่กุศลๆๆ ก็เป็นกำแพงกั้น ไม่ให้บาปอกุศลที่เป็นหมาไล่เนื้อมาทัน เพราะมีแต่กุศลทั้งนั้นเลย ขนาด เป็นพระพุทธเจ้ายังมีบางตัววิ่งตามทัน แต่แน่นอนมันอ่อนแรงทั้งนั้นเลย กว่าจะวิ่งตามท่านทัน ก็แม้จะสั่งสมแต่กุศลสมบัติ แต่อกุศลสมบัตินั้นก็ไม่หายไปนะ ที่เคยทำไว้เก่าก็วิ่งไล่มาอยู่ กุศลอกุศลคือสมบัติ แต่บาป บุญ คือวิบัติ แต่บาปบุญเป็นส่วนอนุสัยได้ คือโง่แล้วสั่งสมเป็นสมบัติ ถ้าเอาออกหมดแล้วมันก็ไม่มี ใช้พยัญชนะสื่อสภาวะก็ละเอียด

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กายกับไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะต้องศึกษากันอย่างสำคัญ คือจะต้องรู้จักกาย ไม่อย่า งนั้น ไม่สามารถปฏิบัติโลกุตรธรรมได้ กายนั้นไม่ใช่ตัวเรานี้รู้ได้ง่าย ดินน้ำไฟลม ภายนอกก็รู้ได้ง่าย แต่ถ้าแม้ดินน้ำไฟลมจะมาสังเคราะห์เป็นตัวเรา ก็ต้องแยกให้ได้อีก ส่วนนอกที่ไม่ใช่กายนี้หั่นขาดได้ง่าย แต่ที่เป็นตัวเราอยู่นี่ กายคือรูปและนาม กายไม่มีเดี่ยวจะต้องมีสอง รูปและนาม ที่พระพุทธเจ้าให้เป็นมูลกรรมฐาน 5 คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาเล็บ เป็นตัวอย่าง เล็บส่วนที่ไม่ใช่กายไม่มีจิตไปร่วม มันยาวได้ คือเพราะว่ามันเป็นพีชะ จะหั่นออกไปอย่างไรก็ไม่เจ็บ เพราะไม่เกี่ยวเนื่องกับเส้นประสาทที่มีจิตร่วมอยู่ อันนั้นไม่ใช่กายเราแล้ว แต่เป็นพีชะ เป็นชีวะในตัวเรายังยาวได้ คนถึงทึ่ง ที่ไม่รู้รายละเอียดในพระสายพวกนั่งหลับตาเจโตสมาธิ เหมือนไม่ยอมตาย ที่จริงตายแล้วเป็นพีชะ ถ้ามีอาหารเลี้ยงอยู่ แม้ตายแล้วเล็บก็งอกยาวเนื้อหนังก็สดอยู่บ้าง เขาก็ทึ่งว่า มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ก็คุณไปยึดอยู่ได้ ถ้าไม่ยึดก็สลายไปแล้ว แม้จะไม่มีวิญญาณแต่เหลือโมเมนตัม เป็นพีชะ เป็นมนุษย์พืช ถ้ายังให้อาหารมันอยู่ก็เหมือนการเลี้ยงพืชไว้จะอยู่อีกกี่ปีก็อยู่ได้ อาหารก็สังเคราะห์เหมือนกับพืช แต่วันหนึ่งก็ต้องมีวันสิ้นสุด จะเลี้ยงไว้อย่างไรก็ต้องมีที่สิ้นสุด เล็บส่วนที่ไม่ใช่กายก็อย่าไปยึดสิ แต่คนก็ยึดติดกัน อย่าตัดของฉัน ของฉันสวยของฉันรักนะ ประคบประหงมทั้งที่มันไม่มีความรู้สึกแล้ว แม้แต่คุณจะเล็บยาว พวกฤาษีเลี้ยงเล็บยาว จนไม่รู้ว่ากินข้าวได้อย่างไร เคยเห็นภาพที่เขาเอามาให้ดู ไว้ผมยาวก็มี มันเป็นโทษเป็นภาระด้วย ถ้าศึกษาคำว่า กาย ไม่สัมมาทิฎฐิ ก็ปิดประตูบรรลุธรรมได้เลย ในอานาปานสติ มีคำว่า กายสังขารัง ปัสสัมภยัง เขาก็เข้าใจว่าทำให้ร่างกายนี้ไม่กระดุกกระดิกเท่านั้น ก็ไม่ถูก เพราะหลับตาเอาแต่ลมหายใจเข้าออกเหลือกายคือลมหายใจ แต่ถ้าทิ้งลมหายใจก็ไม่ใช่กาย ไม่มีธรรมะ 2 ก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิ เพราะไม่มีกายให้ปฏิบัติ ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 กรรมฐานคือเวทนา ถ้าทำอันนี้เป็นพระอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะเวทนาเป็นตัวใช้ ในเวทนา 108 ถ้าคุณไม่สามารถอ่านเวทนา จนทำเวทนา 108 ได้ แบ่ง มโนปวิจาร ได้ ทำเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาได้ ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่แข็งแรง เป็นอุเบกขาได้ ทุกปัจจุบันทำได้ อนาคตก็ตัดสินได้ว่า 0 ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตัดสินที่ทิฏฐธัมนิพพานทิฏฐิ ทิฏฐธรรมนี้เป็น เจตสิก เป็นความเห็นความรู้ ทิฏฐเป็นรูป เป็นกรรม สุดท้ายก็มีกาละกับกรรม ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิของพระพุทธเจ้าต้องมีปัจจุบัน ต้องมีธาตุรู้ ทิฏฐิ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิจนเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ในกระบวนการ 6 ของปัญญา ในศีลถ้าคุณปฏิบัติศีล แล้วคุณก็แยกกายกับจิต ศีลคุณปฏิบัติแค่กาย สมาธิก็ไปนั่งหลับตา คุณก็ไม่มีวันที่จะบรรลุอรหันต์ได้ จะได้แต่อรหันต์เก๊ อรหันต์ผิดๆ ทุกวันนี้คนก็ไปยึดถืออรหันต์เก๊เป็นอรหันต์จริง กายคำเดียวนี้อย่างหนึ่ง บุญก็ตาม ปัญญาก็ตาม ที่อาตมาเอามาขยายความ พวกเราไม่เบื่อกัน เพราะมีความรู้เพิ่มเติมทีละนิดทีละหน่อยอีกได้ ศีล ไม่ใช่แค่กายกับวาจา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน กิมัตถิยสูตร ศีล ทำให้เกิดการเจริญเป็นกุศล พอปลายของกุศลต้องเป็นบุญ เป็นการชำระกิเลส ถ้ากุศลของคุณไม่เกิดเป็นอัญญา ไม่เกิดปัญญา กุศลของคุณก็ไม่ได้ตรัสรู้ กุศลของคุณต้องเกิดอัญญาปัญญา แล้วทำให้กิเลสตายได้เป็นความฉลาดแบบโลกุตระ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีคนไม่มีทาง ก็วนในโลกียะตลอด ศีล หากไม่สัมมาทิฎฐิก็ไม่มีทางไปถึงอรหันต์ได้ มีแต่อรหันต์เก๊ สมาธิที่ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิจริง แล้วจะเป็นได้อย่างไรอรหันต์ ป่วยการกลาวถึงปัญญา ก็ศีลเบื้องต้นผิด สมาธิผิด ปัญญาก็ไม่ได้ ไม่เป็นสัมมาปัญญา วิมุติจริงก็ไม่ได้ เป็นมิจฉาวิมุติ ตลอดกาล

สื่อธรรมะพ่อครู(ทักขิเนยบุคคล) ตอน ทักขิเนยบุคคล 7 ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นไตรสิกขาของพระพุทธเจ้าจะต้องสัมมาทิฏฐิ จึงจะมีวิมุติเป็นสัมมา พอวิมุติไปสนธิกับคำว่า ศรัทธา คำว่า ปัญญา ก็ตาม ก็ขออธิบายแถมว่าบุคคล 7 ตัวที่สี่ท่านไม่เรียกปัญญาวิมุติ ท่านเรียกทิฏฐิปัตตะ ตัวที่ห้าจึงเป็นปัญญาวิมุติเป็นอรหันต์แล้ว แต่กายสักขี ไม่ถือว่าเป็นอรหันต์ อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ แต่ไม่ถึงปลายสุด ยังมีสิ่งลึกลับอยู่ไม่เป็นอรหันตะ มีอัตตา อรหัตตผล ตัวที่ไม่ได้ตัดสิน คนที่มีกาย แล้วกาย เข้าใจว่าเป็นตัวภายนอก มีกายสักขี เหมือนงามพร้อมไม่ละเมิดอะไรเลย อย่างฤาษีทั้งหลาย อย่างเชน มักน้อยสันโดษ ไม่เบียดเบียน ไม่เป็นโทษภัยกับใครจริงๆเลย แต่ไร้ประโยชน์มากเลย อยู่กับภพชาติตัวเอง แก้ผ้า อยู่ป่าเขาถ้ำไป อากาศหนาวมาก็ทนได้ ฝน ร้อน ทนได้หมด พระพุทธเจ้าก็บอกว่า มันพาโล คือมากไปเวอร์ไป ไม่เป็นประโยชน์สูงประหยัดสุด ไม่เป็นประโยชน์ตนประโยชน์ท่าน แต่ของพุทธ ประโยชน์สูงประหยัดสุดก็ยอมตนประโยชน์ท่านอันบริบูรณ์สมบูรณ์ที่สุด สัทธานุสารี แปลว่า มีแกนศรัทธาแล้ว มาตามหาแก่นสาร กับแกนปัญญาแต่ไม่ท่านไม่เรียกปัญญา เรียกว่า ธัมมานุสารี สายศรัทธา 1. สัทธานุสารี 3. สัทธาวิมุติ 5. กายสักขี (ต้องอาศัยวิโมกข์ 8) สายปัญญา 2. ธัมมานุสารี 4. ทิฏฐิปัตตะ 6. ปัญญาวิมุติ (มีวิโมกข์ 8 มาตลอด) ในสัทธาวิมุติ ต่อมาอีกเป็นทิฏฐิปัตตะหากเป็นสายปัญญา บรรลุปัตตะเข้าถึงบรรลุ ตามสัมมาทิฏฐิ หากไม่สัมมาทิฏฐิก็ไม่บรรลุทิฏฐิปัตตะ หากสายสัทธา ก็มีเป็นกายสักขี มีองค์ประกอบภายนอกที่สมบูรณ์ได้ จนไปหลงว่ามีแต่กายนอก อย่างที่เขาถือว่าเป็นพระอรหันต์กันทั้งหลายในประเทศไทย ก็เป็นสายหลับตา ไม่ได้เรียนสัมมาทิฏฐิ ก็มีผลมีประโยชน์ต่อสังคมรอบ ต้องมีต้องอาศัย เพราะคนมีศรัทธาจริตมากกว่าปัญญาแบบของพระพุทธเจ้า มีเหตุปัจจัย กระบวนการองค์ 6 ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ ถ้าไปนั่งหลับตาสะกดจิตไม่มีปัญญา หรือถ้ามีของเก่าก็จะรู้ของตนได้ แต่ถ้าไม่มีก็ไปสมมุติใหม่หรือระลึกได้แค่สัญญาของตน

จากสัทธาวิมุติกว่าจะข้ามเส้าเป็นทิฏฐิปัตตะ เรียกว่าธัมมาวิมุติก็ได้ แต่เป็นทิฏฐิปัตตะคือเข้าถึง ตามสัมมาทิฏฐิ ท่านยังไม่ใช้คำว่าปัญญา ต่อจากนี้ไปเป็นกายสักขีตัวที่ ห้า ก็ขั้นจากฐาน สัทธาวิมุติ เป็นกายสักขี อาจเป็นได้ถึงศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง แต่ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าจึงต้องกำกับว่าต้องมีสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จึงจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

สมณะเดินดินว่า...วันนี้ ทำอย่างไรวันคืนที่ผ่านไป เราจะทำให้ตนออกจากสุขทุกข์อย่างตั้งใจ ไม่ใช่ว่าไม่ได้ตั้งใจ ทำ เป็นเฉยแบบเคหสิตะ แต่ต้องสัมผัสแล้วไม่อร่อยได้ ออกจากความสุขความทุกข์ได้ ทำอย่างไรเราจะแตกตัวอัตตาไม่ให้รวมตัวกันได้อีก ต้องตั้งคำถามว่าเราปฏิบัติธรรมแล้วเอาแต่ตัวเรามากขึ้นหรือเปล่า อย่างนั้น อาตมาคิดว่ายุคนี้ยุคบวร ต้องหมั่นประชุมตกลงกัน สิ่งเหล่านี้ เป็นองค์ประกอบให้เราลดความเอาแต่ใจตัว เอามติที่ประชุม ไม่ต้องคิดว่าให้ได้อย่างใจเรา อย่างที่พ่อครูว่าทำอย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน