600621_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ต้องทำสัมประสิทธิ์ให้มีฤทธิ์ถึงอรหันต์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข24 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600621_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก ต้องทำสัมประสิทธิ์ให้มีฤทธิ์ถึงอรหันต์

สมณะเดินดินว่า…วันนี้พวกเราอยู่ทางบ้านจะได้ฟังเสียงฝน พ่อครูมาแสดงธรรมที่สันติอโศก เทวดาก็มา ฝนก็ตกพอดี พวกเราที่ศาลา คงต้องเงี่ยโสตสดับอย่างตั้งใจหน่อย พ่อครูคงต้องใช้พลังงานเพิ่มขึ้น คราวที่แล้ว พ่อครูได้เทศน์ที่ปฐมอโศก เรื่องความจริงของชีวิต ที่จิตนิยามสามารถพัฒนาตนให้ดีที่สุดก็ได้ หรือเลวร้ายที่สุดก็ได้ พ่อครูชี้ให้เห็นว่า จิตนิยามของศาสนาพุทธมีความลึกซึ้ง และมีความแตกต่างจากศาสนาอื่นตรงที่เป็นอเทวนิยม สามารถสลายตัณหาอุปาทาน พ้นการเวียนว่ายตายเกิดได้ ศาสนาเทวนิยม ดีอาจดีได้สูงสุด แล้วก็อาจลงไปต่ำสุดก็ได้ พระเตมีย์ใบ้ ระลึกชาติได้ว่า เคยเกิดเป็นกษัตริย์แล้วสั่งฆ่าคน ก็เลยต้องวนเวียนตกนรกอีกนาน มีแต่ของศาสนาพุทธที่สามารถพ้นจากเวียนว่ายตายเกิดได้ โลกียะจะเวียนว่ายตายเกิดจากนี้ ศาสนาพุทธนั้นสามารถทำลายต้นเหตุแห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้ คุณสามารถพ้นจากวัฏสงสารได้ พ่อครูอธิบาย ถึงการถือศีลที่ทำให้ลดกิเลสได้ โดยที่ถือศีลแล้วจิตใจเราต้องลดละกิเลสด้วย เราไม่ฆ่าสัตว์แล้วแต่จิตใจเราต้องมีความละอายมีความเอ็นดูเกื้อกูลต่อสัตว์ทั้งหลายด้วย ไม่ใช่ว่าถือศีลแต่ร่างกายกับวาจา แต่ใจนั้นอยากจะฆ่าสัตว์ พ่อครูชาตินี้ได้มาสร้างโรงงานพระพุทธศาสนาขึ้น ยังไม่ถึงกับเป็นโรงงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เป็นโรงงานทางเลือก ที่จะสร้างคนพัฒนาคนให้มีศีลขึ้นมา จนกระทั่งเกิดชุมชนคนมีศีล และมาอยู่รวมกันในระบบสาธารณโภคี จะมีการพัฒนากันไปเรื่อยๆ พ่อครูอธิบายพัฒนาการ จากอุตุนิยามมาเป็นพีชนิยามแล้วกว่าจะมาเป็นจิตนิยามได้ มันมีความยากลำบากมาก พ่อครูว่า…วันนี้วันพุธที่ 21 มิถุนายน 2560 แรม 12 ค่ำ เดือน 7 ปีระกา ก่อนจะได้อธิบายอะ

อ่านต่อ

ไรต่างๆก็ขอพูดคุยกับผู้ที่เข้าใจ เป็นส่วนหนึ่ง ของข้อข้องใจ ของผู้ที่ติดตาม อาตมาเห็นใจในผู้ที่สนใจศึกษา ที่อยากให้อธิบายรายละเอียดขึ้นซึ่งดี

SMS วันที่ 19 มิถุนายน 2560 สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ทางนี้ทางเดียว(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) 3867พ่อครูเคยกล่าวศ.พุทธคล้ายดังกลองอานกะที่ถูกเปลี่ยนไป! ถ้าเปลี่ยนให้ถูกทาง เอเสวะมัคโคนัตถัญโญอันถูกตรงตามตามโพธิปักขิยธ.37ศ.พุทธยุคศิวิไลช์จะเจริญสู่อาริยะมรรคอรหัตผล พ่อครูว่า…จริง ถ้าเป็น ”มรรค มีองค์ ๘"นั้นคือ "ทางเอกทางเดียว ไม่มีทางอื่น"(เอเสวมัคโค นัตถัญโญ) มีทางเดียว ถ้าใครบอกว่าจะไปทางไหนก็ได้ เดี๋ยวก็ไปถึงที่เดียวกัน อันนี้พูดไปกันเอง ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าบอกว่าทางนี้ทางเดียว ที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ถ้าเข้าใจไม่ได้ก็ไปไม่ได้เลย โพธิปักขิยธรรม 37 มรรคมีองค์ 8 ต้องชัดเจน อย่าพูดเลอะเทอะไปให้เสียเวลา พยายามค้นหาทางที่ถูกต้องทางเดียวให้ได้ ผู้ใดย้ำยืนยัน มรรคมีองค์ 8 ทางนี้เป็นทางเดียว รู้จักขยายเป็น โพธิปักขิยธรรม 37 ซึ่งมรรคองค์ 8 ก็อยู่ในนั้น ถ้าอย่างนี้ก็ฟัง เป็นแต่เพียงว่า จะขยายมรรคมีองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 ไปอย่างไร ถ้านอกจากนี้ ไม่เอามาเป็นหลัก ก็อย่าไปเสียเวลา เอาพยัญชนะอันนี้ มรรคมีองค์ 8 กับโพธิปักขิยธรรม 37 เป็นโลกุตรธรรม หรือ ล.31 ข.620 โลกุตระ 46 โดยแยกเป็น มรรค 8 ผล 1 คือ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล...ไปถึงอรหัตตผล และนิพพานอีก 1 เป็น 9 กับ โพธิปักขิยธรรม 37 รวมเป็นโลกุตระ 46

sms วันที่ 19 มิถุนายน 2560 3867กราบอนุโมทนาธ.พ่อครูสอนการเสียสละ!การลดตัวตน ฤาขาดทุนตามคำสอนพ่อหลวงฯ เป็นทรัพย์ที่ควรสะสมเป็นผลปย.ของคนที่ควรสะสมยิ่งกว่าสะสมลาภยศ สรรเสริญโลกียสุขใดๆสาธุ!ลูกไทย2แผ่นดิน

SMS จากเฟซบุ๊ค

_ปรีชา ขำเพชร · กราบนมัสการพ่อครูครับ...เป็นอีกวันหนึ่งที่พ่อครูบรรยายธรรมะท่ามกลางการถูกปิดล้อมทางสื่อสารมวลชนจาก...invisibe hands เพราะถ้าให้การบรรยายธรรมะของพ่อครูได้เผยแพร่สู่ประชาชนได้ตามปกติ...การเปรียบเทียบก็จะเกิดขึ้น..ณ.จุดนั้นพวกเขาจะไม่มั่นใจในธรรมะของพวกเขาอีกต่อไป วิธีที่ดีที่สุดก็คือปิดล้อมทางสื่อสารมวลชนไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ต่อ ธรรมะที่พ่อครูบรรยายและพฤติกรรมต่างๆที่ชาวอโศกได้แสดงออกต่อสังคมทุกอย่างที่เป็นกุศลครับ.. พ่อครูว่า…เขามีอิทธิพลมีอำนาจก็ปิดได้ แต่จะปิดก็ปิดไป คิดว่าไม่น่าจะทำ

_แม่ริ้ว รวมผลไม้ · กราบมนัสการ.พ่อท่านค่ะ...ติดตามประจำ.ๆพ่อท่านกล่าวแต่ละคำได้ทะลุถึงจิตเลย.คนที่กิเลสหนาๆไม่กล้าฟังพ่อท่าน.เขากลัวกิเลสจะกระจุยๆ _รุ่งโรจน์ อนันต์เจริญกิจ · คนมีภพสร้างไม่หยุด / ส่วนคนรู้จักธรรมเติม 0อยู่เรื่อยๆ 0.000000001-จนเหลือแค่จิตเดียว และลบจิตนั้นให้เสมอธรรม จิตไฟฟ้าที่ยืดธรรมชาติไว้ด้วยกัน พ่อครูว่า…สองอันมีต้องยึดกันไว้ ยึดเป็น000 จะเติมให้แน่นก็เติม 000 ให้แน่น .00001 นั่นคือเติม ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ความบริสุทธิ์ก็จะยิ่งเพิ่มขึ้นด้วย คนที่เข้าใจคมแม่นชัดแล้ว ไม่มีปัญหา มีแต่ปัญญา แม้ภาษาจะดิ้นอย่างไร แต่สภาวะนั้นมั่นคง ภาษาจะดิ้นอย่างไร ก็รู้แล้วว่าคุณพูดอะไร

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน แบ่งเอามาวิปัสสนาอย่างไร? _1seree .... การปฏิบัติ. ยกตัวอย่างเริ่มที่ตาเห็น รูป เวทนา สัญญา. จบตรงสัญญา. จิตเราไม่สังขาร. ต่อ. คือไม่ปรุ่งแต่ง ว่าสุข ทุกข์. ปฏิบัติแบบนี้. ถูกต้องไหมครับ ตอบ...ปฏิบัติแบบน้ีก็ถูกต้อง แต่ได้แค่สมถะ ก็ทำก่อน วิกขัมภนปหาน ทำให้ชำนาญ มันเป็นประสิทธิภาพ เพราะมีวิกขัมภนปหานเป็นเครื่องอาศัย ถ้ามันแรงมากก็ต้องกดข่มไว้ก่อน ทุกคนมี การกดข่มจึงชำนาญ มีทักษะสูงขึ้น มีสมรรถนะสูงขึ้นด้วย มันช่วย สมถะจึงเป็นอุปการะมาก แต่ไม่จบที่สมถะ ต้องเรียนรู้สิ่งที่ละเอียดเพิ่มขึ้น คุณจะเรียนรู้กิเลสละเอียด อย่าไปสะกดจิตดับให้หมด ถ้าสะกดโดยธรรมชาติ ตามสัญชาติญาณ ถ้าคุณเก่งจะปล่อยให้ปรุงแรงขึ้นก็ลดได้ ถ้าไม่เก่งก็ดับบางส่วน การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจึงไม่ดับหมด จะสะกดประมาณหนึ่งโดยอัตโนมัติ แต่คุณเก่งขึ้นจะต่อสู้กับสิ่งที่แรงขึ้นได้ตามสัจจะ ไม่ต้องกังวลหรอก มันจะเป็นโดยอัตโนมัติ คุณเองต้องใช้วิธีสะกดจิตหรือว่าสมถะสะกดมันไว้ โดยไม่ต้องหลับตา ไม่ต้องหนี อยู่กับภาวะปัจจุบัน การหลับตาสะกดจิตไว้ก็ดีที่เตวิชโช ส่วนจะหลับตาจะเป็นอัตโนมัติ ถ้าสัมมาทิฏฐิ ถ้าจบนึกว่าตนเป็นอรหันต์ก็ไม่ต่อสิ นึกว่าตนเองสงบแล้วจบแล้ว อาตมาก็สงสาร อย่างท่านติชนัทฮันห์ มีสติแล้วก็ลืมตา สายลืมตานะ แม้แต่สายท่านพุทธทาส นึกว่าตนเป็นอรหันต์แล้ว ก็เสร็จสิ ไม่ต่อแล้วไม่ทำต่อ ก็เลิก กลายเป็นสบาย กลายเป็นติดแป้นตรงนั้นแหละ ได้แค่ไหน ไม่จบ ผู้จะเรียนรู้ ดับอาสวะ แล้วต้องเรียนรู้ ดับอนุสัยอีก ต้องเรียนรู้ธรรมะ 2 ให้ลึกลงไปอีก ไม่ใช่ธรรมดา ยิ่งไปตีทิ้งอภิธรรมอย่างท่านพุทธทาสก็น่าสงสาร ได้ภูมิชั้นนั้นของท่านไม่หายไปหรอกก็ดีแล้ว แต่ท่านต้องมาเติมอีก เพราะว่ามันยังไม่จบ ขออภัยจริงๆ อาตมาก็เคารพท่านพุทธทาส ท่านเกิดก่อนอาตมา อาตมายังเคยไปกราบท่านเลย อาตมาไม่ได้ติดใจอะไร สิ่งที่เป็นจริงก็พูดตามจริง

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สังกัปปะ) ตอน สังกัปปะอย่างมีสัมประสิทธิ์

_Nuchi .... น้อมกราบนมัสการพ่อท่านค่ะ เกี่ยวกับสังกัปปะ7 พ่อท่านเคยบอกไว้ว่า ขั้น1ตักกะ 2วิตักกะ ยังไม่เป็นกรรม แต่พอถึงขั้น3สังกัปปะ เริ่มเป็นกรรมเป็นวิบากแล้ว ลูกขอเรียนถามว่า แค่ไหนคะ ถึงจะเป็นขั้นสังกัปปะ?. ช่วงเกิดดำริขึ้นมาเป็นตักกะ เราก็จับได้ วิตักกะ ก็อ่านว่าเป็นกามเป็นพยาบาท แล้วเราทำการประหารมัน ช่วงนี้เป็นสังกัปปะรึยังคะ และถ้าเป็นสังกัปปะ มันก็เริ่มนับเป็นกรรมเป็นวิบากแล้วใช่ไหมคะ หรืออย่างไร พ่อท่านช่วยกรุณาอธิบายรายละเอียดของแต่ละขั้น ในช่วง3ขั้นตอนนี้ด้วยนะคะ อีกข้อคือ วจีสังขารในขั้นที่7 ของสังกัปปะ7 กับตัวจิตสังขาร มันต่างกันอย่างไรคะ แค่ไหนจึงจะเป็นวจีสังขาร และแค่ไหนเป็นจิตสังขารคะ กราบขอบพระคุณค่ะ พ่อครูว่า...มันเป็นกรรมทั้งนั้น กรรมเป็นคำกลางๆ กรรมเป็นผลเป็นวิบาก แม้แต่พระอรหันต์แล้ว ทำกรรมก็ยังมีวิบาก แต่เป็นกุศลวิบากเท่านั้น ไม่มีอกุศลวิบากอีกแล้ว กุสลัสสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) ตลอดแล้ว ก็ขอให้ติดตามต่อไปเรื่อยๆ แล้วจะค่อยค่อยเข้าใจไปตามลำดับ

สมณะเดินดินว่า...ตักกะ วิตักกะไม่เป็นวิบาก อันนี้ใช่ไหม พ่อครูว่า อะไรที่ไม่มีสามเส้า ไม่เป็นกรรมวิบาก ถ้ามีสองเส้าก็ไม่เป็นวิบากมีแค่ตักกะ กับวิตักกะ ไม่มีอีกอันเป็นกรรมอะไรไม่ได้เลย อย่างน้อยต้องมีสามเส้า ถึงเป็นกรรม มีวิบากเกิดตาม อรหันต์มีแต่กรรมกุศล ต้องเป็นสามด้วย ช่วงเกิดดำริเป็นตักกะ เราก็จับได้ วิตักกะ ก็อ่านว่าเป็นกาม เป็นพยาบาท ที่จริงตัวตักกะอ่านตัวเดียว แล้ววิจัย ไม่ใช่เป็นตัวที่สองเลย ตัวกิเลสตัวไหนเกิดมา ก็แยะแยะวิจัยตัวนั้น ถ้าวิจัยได้ก็จะวิจัยได้ว่าเป็นสังขาร เป็นตัวปรุงแต่ง เริ่มดำริคือการปรุงแต่งแล้ว อย่างน้อยก็มีตัวสัญญากำหนดรู้ตัวนี้มันปรุงแต่งมา หรือสองตัวปรุงแต่งกัน ตัวหนึ่งเป็นนาม เป็นตัวรู้ ตัวหนึ่งเป็นตัวถูกรู้ เป็นรูป ตัวรู้กับตัวถูกรู้มารวมกันก็เป็นตัวที่สามทันที เราก็พิจารณาตัวนั้น ตัวที่สามเป็นตัวสังขาร เราก็วิจัยตัวนั้น ถ้าคุณยังมีกิเลสร่วมกับตัวนั้น ก็ต้องวิจัยจับกิเลสในนั้นให้ได้ แต่ถ้าพระอรหันต์หรือพระอาริยะที่ปฏิบัติแล้วจิตตนไม่มีกิเลสผสมมา วิเคราะห์อย่างไรก็ไม่เจอกิเลส ก็ไม่ต้องกำจัด ส่วนคนไม่ใช่พระอรหันต์ ก็ต้องมีกิเลสผสมมา มีสสังขาริกัง แต่ถ้าเป็น อสังขาริกัง ไม่มีกิเลสผสมอยู่แล้ว คุณก็จะรู้ว่าสะอาดแล้ว คือพระโยคาวจร แต่ถ้าไม่สะอาดก็เจอจนได้ แสดงว่าคุณยังไม่เก่งญาณปัญญา ไม่วิเคราะห์ได้ มีกิเลสก็อ่านไม่ออก เป็นธรรมดาที่คุณไม่สามารถแยกกิเลสในจิตได้ ก็ต้องจำนนเป็นสัจจะ ก็ต้องยอม จนกว่าคุณจะเจริญมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ จึงทำให้รู้ได้ ความเจริญของธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์อันนี้แหละ หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Coefficiency หรือ ตัวสัมประสิทธิ์ ตัวนี้จึงเป็นตัวที่ดำเนินไปสู่ที่สูงให้ถึงที่สุด จึงหมดหน้าที่ของสัมประสิทธิ์ จบกิจ Coefficient ตัวสัมประสิทธิ์ เป็นตัวสำคัญมาก ถ้าไม่มีสัมประสิทธิ์ตัวไหน ถ้ายังไม่เป็นพระอรหันต์ ถ้าคุณยังไม่จบ คุณจะจมอยู่อย่างนั้น ต้องมีตัวนี้เป็นตัวช่วยจนกว่าจะบรรลุจนจบ สูงสุด ถ้าคุณยังไม่มีตัวสัมประสิทธิ์ ตัวนี้ ก็ติดแป้น คือไม่เจริญต่อ คำว่าสัมประสิทธิ์ Coefficient จึงยิ่งใหญ่มาก ยากมากเลย ขนาดนี้ ยังขยายความคุณลักษณะของสัมประสิทธิ์ได้เพิ่มเติมอีกนะ อาตมาสงสารพจนานุกรมแต่ละฉบับ ทำให้คนเข้าใจคำว่าสัมประสิทธิ์ไม่ได้เลย ตามที่พจนานุกรมแปลเอาไว้

สมณะเดินดินว่า...เมื่อเช้าพ่อครูอธิบายให้ฟังรอบหนึ่งว่า สังกัปปะ เป็นตัวขับเคลื่อนมรรคมีองค์ 8 ที่สำคัญ ถ้าไม่มีสังกัปปะ กัมมันตะ อาชีวะ จะมีกุศล อกุศลมั่วไปหมด ตัวควบคุม สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวาจา บริบูรณ์ อยู่ที่ สังกัปปะ เป็นตัวควบคุมอย่างสำคัญ สิ่งแรก เราควรต้องมาตามรู้เท่าทันความคิดเราว่าเป็นอย่างไร ในเบื้องต้น เมื่อกี้นี้พ่อครูว่า พวกนั่งหลับตานั่งคิดไม่มีธัมมวิจัย เขาพยายามเจริญสติ ว่าอย่าให้มีตัวกูของกู ให้เข้าถึง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แต่ไม่ได้แยกแยะกิเลส กุศล อกุศล แต่ให้พิจารณาแค่ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ความโกรธ เดี๋ยวก็มี เดี๋ยวก็ไม่มี แต่พอเผลอ ราคะ กามก็มีมา ในชีวิตคนเราก็จะใช้สมถะไม่ใช่น้อย ก็พยายามไม่สังขารไม่รับรู้มัน หรือที่เห็นพวกเราใช้กันคือว่า พอมันคิดมาแล้ว ก็พยายามปกป้องมันด้วยกับความคิดเรา ของพวกเรา นักปฏิบัติธรรมต้องให้รู้เท่าทันความคิดนั้น แล้วพวกเราอยู่ในสนามแม่เหล็กที่มีตาสัปปะรด แม้เราไม่ทัน เพื่อนก็บอกเราว่าไม่ถูกแล้ว แต่เราก็พยายามบอกว่าไม่ใช่ๆ เราพยายามปกป้องกิเลส ความไม่ดีของเรา อาตมาคิดว่า คนที่ฉลาดจะไม่พยายามปกป้องข้อบกพร่อง ปกป้องกิเลส ปกป้องความเสื่อมของเราหรอก ถ้าคนสติดีจะไม่ว่านี่คือกิเลสของฉันนะ พยายามปกป้องกิเลส แต่อาตมาคิดว่า ไม่เป็นความฉลาดเลยที่จะพยายามปฏิเสธข้อติติง แนะนำ เพราะคิดว่าจะทำให้เราเสียหาย เราไม่ดี เราบกพร่อง เราคิดแบบนี้ไม่ฉลาด เราอยู่ในสนามแม่เหล็กที่ทำให้เรารู้ว่า เราผิดแล้วนะ คนฉลาดจะเรียนรู้ความบกพร่องมากกว่าที่จะปกป้อง บางทีเรามองเห็นมุมดีมุมเดียว เหมือนคนทำความสะอาดห้องน้ำ แต่พอมีคนมาติ ว่าเป็นเจ้าแม่ห้องน้ำ เขาก็มองว่าที่ฉันดูแลห้องน้ำนี้ไม่ดีหรือ ก็ไม่ใช่ สิ่งที่ทำนี้ดีแล้ว แต่ว่า ความยึดที่เป็นเจ้าของเป็นเจ้าแม่นี้ไม่ดี อาจารย์สมเกียรติมาร่วมประชุมคณะช่วยพ่อครู ที่ประชุมบอก เราน่าจะตั้งสมาคม โสดา สกิทา อนาคา อาจารย์บอก ถ้าพวกเราน่าจะตั้งสมาคมลดละอัตตา ดีกว่า.. อาตมาว่าอาจารย์สมเป็นแกนนำจริงๆ

สิ่งที่พ่อครูให้พวกเราเรียนรู้ คือเรียนรู้ความไม่ดี ดีกว่าเราเรียนรู้ว่าเราดีอย่างไร ความดีนั้นไม่รู้มันก็มีดีที่เรา แต่ความไม่ดีนั้นอยู่กับเราแม้วินาทีเดียวก็ไม่ดีแน่ สังกัปปะ 7 จะเรียนรู้ได้ต้องมีกำลังเพ่งมองตนเองอย่างมาก ปัญหาตอนนี้ที่แก้ยากคือ ชุมชนที่มีความขัดแย้งกันมากคือ สมณะไป เขาก็มองว่าสมณะมาจะเป็นฝ่ายไหน จะรับฟังคำตำหนิก็ไม่ได้แล้ว เพราะจิตมีนิวรณ์มีอคติ ก็จะไม่รับฟัง ไม่มีแรงอ่านสังกัปปะ7 มีแต่จะไปหาเรื่อง คิดว่าใครว่าเรา สมณะรูปไหนว่าเรา ยิ่งหนักกว่าเก่า อย่างนี้ต้องพยายามถอนตะปูตรึงใจ จึงจะมีพลังมาเพ่งมอง สังกัปปะ 7 ได้ ปฏิบัติธรรมไม่ได้ค่าจ้างหรือไม่ได้ปีติ ปราโมทย์แก่จิตวิญญาณเราก็หาไม่ได้ การเดินมรรคมีองค์ 8 ได้หัวใจที่กำกับ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาอาชีวะได้ คือสังกัปปะ 7 ทำอย่างไรที่สังกัปปะ 7 จะเข้าถึงจุดสูญ ก็คือต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เป็นตัวขับเคลื่อน

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน สังกัปปะ7จะเข้าถึงจุดสูญ ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ พ่อครูว่า...เรามาเริ่มต้น อธิบาย ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ กันให้ชัดอีกที คำว่า ตักกะ คือจิตที่มันจะเกิดในจิต ตัวไหนก็แล้วแต่ นี่คือสังกัปปะทั้งนั้น คนจะเรียนรู้ถึงขั้นวิจัย จิตตักกะที่เริ่มดำรินึกคิด ต้องจับอาการจิตให้ได้ ตัวนี้เป็นตัว ตริ ตรึก นึกคิด ขึ้นมา ในอวิชชา ในปุถุชน คนไม่หมดกิเลส แน่นอนมันจะมีกิเลสอยู่ในนั้นแน่นอน คนที่ไม่ได้เรียนรู้เลย แม้คนเรียนรู้แล้ว เป็นพระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องตรวจแล้วตรวจอีก อย่างน้อยก็อ่านให้ทัน อ่านทันแล้ว วิจัยเข้าไป ต้องมีธัมมวิจัย ถึงขั้นสัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ ไม่ใช่ความรู้ธรรมดา ไม่ใช่ความรู้แค่โครงสร้างความขบคิด หรือความรู้ทางโลกีย์เท่าน้น พ่อครูว่า... ต้องเป็นความรู้ที่จะพาไปสู่นิพพาน พาไปสู่การบรรลุธรรม เป็นกระบวนการ ไปสู่การบรรลุธรรม แต่ถ้าเผื่อว่า มันปรุงแต่งและแยกได้ แต่เป็นโลกียะ ไม่สามารถทำ เนกขัมมะ ไม่เป็นเลย ทำให้กิเลสลดไม่เป็นเลย จะแยกยาก จิตของคุณอย่างไร คนธรรมดา ปุถุชน พวกนักเล่นจิต เขาอ่านจิตเขาออกเหมือนกัน แต่เขาไม่รู้โลกุตระ ไม่รู้จักอุบายเครื่องออกของพระพุทธเจ้า อุบายที่ทำให้กิเลสลดได้ เขายังไม่มีความเข้าใจว่าทำอย่างไร เพราะฉะนั้นไม่รู้หรอก ต่อให้เห็นจิต พิจารณาว่า มันไม่เที่ยง เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันเป็นอัตตานะ สอง มั่นใจว่าเป็นเหตุแห่งทุกข์ ต้องกำจัดให้มันหมดไป เป็นอนัตตา เมื่อหมดไปไม่มีตัวตนของตัวนี้จึงจะหมด ในภาษาบาลีจะมีคำคู่อยู่สองคำคือ วิตก กับ วิจาร เป็นวิธีการปฏิบัติธรรม ต้องรู้ทั้งสอง จึงปฏิบัติฌานได้ ไม่อย่างนั้นปฏิบัติฌานไม่ได้ ฌาน คือการเพ่งรู้แล้วก็ทำให้กิเลสลดได้ กิเลสถูกทำลายหรือถูกเผา มีพลังอุณหธาตุทำให้กิเลสลดได้ ถ้ามีวิจัยแยกแยะกิเลสได้แล้วต้องมีอุบายเครื่องออก คือปัญญา ว่า.. 1. มันไม่เที่ยง 2.มันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ ถ้าทำลายมันไม่หมด มันก็เป็นเหตุแห่งทุกข์ ถ้าทำลายมันได้ กิเลสก็ลดลง ทุกข์ก็ลดลง ยิ่งทำด้วยปัญญานะ ไม่ได้ทำด้วยกดข่มมัน คุณจะรู้ละเอีอดละออ ตามภูมิปัญญาของคุณ เมื่อกิเลสลด คุณเห็นกิเลสลด เห็นทุกข์น้อยลง บางทีดับได้ ครั้งนี้ชั่วคราวก็ตาม มันไม่มีอาการทุกข์เลย อาการไม่สบายใจมันไม่มีเลย ก็จะเข้าใจว่า ความไม่มีเหตุแห่งทุกข์เป็นเช่นนี้เอง เป็นตถตา จะอ่านรู้ คุณว่าคุณเห็นรู้ทำได้อย่างนี้อย่างไม่ได้กดข่มวิขัมภนปหาน คุณได้ใช้ความรู้ปัญญาทำให้มันจางคลายหรือมันดับ ก็ไม่ได้กดข่ม จะรู้ว่ากิเลสไม่มีด้วยปัญญาด้วยธาตุรู้ กดข่มจะตื้อๆไม่ทุกข์เหมือนกัน แต่ตื้อๆไม่เหมือนปัญญา ปัญญารู้จะมีปีติ ถ้ากดข่มไม่มากก็มีปีติ แต่ถ้ากดข่มจนดับหมดก็ไม่มีปีติ มันไม่เหลือปีติ แต่ของปัญญามันมีปีติ ปัญญามันได้ล้างกิเลสดับไป คุณจะดีใจ มันต่างกันนะ วิกขัมภนปหานกับใช้ปัญญามีนัยยะที่ละเอียดต่างกัน อาตมาตั้งใจอธิบายสามเส้า

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน คำว่า ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ จะสลับไปมาสามคำ ตักกะเป็นตัวแรก ที่เริ่มเป็นตัวตนในจิต ก็ต้องจัดการแยกแยะให้เห็นกิเลสให้ได้ เรียกว่าวิตกวิจาร สำนวนนะ แต่ถ้าพยัญชนะ วิตกแปลว่าตักกะอย่างยิ่ง คือการดำริ ตัวจิตตัวนี้ต้องเห็นอย่างยิ่ง วิจัยอย่างยิ่ง วิตกคือวิจัย แยกแยะอย่างยิ่งให้เอากิเลสออกจากตัวนี้ วิจารคือพฤติ Kinetic หรือ dynamic แปลว่าอาการเคลื่อนไหวของมัน จาระ อาการเคลื่อนไหวตัวนี้เป็นอาการเคลื่อนไหวของกิเลส แยกออกจากจิตเรา นี่จิตแท้ กับ อาการเคลื่อนไหวของกิเลสเป็นเวทนาเก๊ จิตเก๊ อกุศล ให้ชัดเจน พ้นวิจิกิจฉานะ อย่างชัด ทำให้ตัวนี้แหละลดลง ที่จริงไม่ต้องบอกว่าทำตัวนี้หรอก แต่ถ้าพิจารณาเห็นว่าเป็นตัวปลอม เอ็งอย่ามาเสนอหน้า ปัญญาจะชัดเจนมีพลัง มีอำนาจ พอคุณเองฝึกไปเรื่อยๆ ปัญญาจะมีอำนาจ ไม่อยากให้มีตัวปลอม ตัวปลอมก็จะค่อยลดไปหายไป เพราะมันเป็นตัวปลอม เรารู้ทัน ตัวปลอมจะลดลง ตัวรู้ทันคือปัญญา ปฏิภาณปัญญาที่ฉลาดเฉลียวขึ้น รู้ทันว่าไอ้นี่มันคือกิเลส ไล่ไปเลย ยิ่งชัดเจน มันยิ่งหายไป ธาตุรู้ปัญญาญาณจะแหลมคม มีพลังไฟ พลังอุณหธาตุกำจัดกิเลสไปได้จริงๆ ปฏิบัติเองจะรู้เอง อาตมาขยายให้ละเอียดเป็นสภาวะ เหมือนฉายหนังช้า ธรรมดาหนังมี16 เฟรม แต่นี่อาตมาขยาย 1600 เฟรม สรุปอีกที ตักกะเป็นก้อนของจิต วิตักกะ มาแยกแยะแล้วก็จัดการทำลาย การจัดการทำลายนี้จะใช้คำว่าสังกัปปะก็ได้ สัง แปลว่าการกระทำ กัปป๋า แปลว่าไอ้ตัวนั้น ถ้าเป็นกาละก็คือกาละ แต่ก็คือตัวนั้น ทำให้หมดกาละไม่มีตัวตนจะเกิดแล้ว ไม่มีกรรมกับกาละแล้ว คุณทำงานกับสังกัปปะ คือการทำให้หมดกัปป์ คุณมีกัปป์ก็ต้องทำลายกัปป์ กัปปะอะไร กัปป์ของชีวิตกิเลส คุณจะทำให้กิเลสไม่อยู่ในกัปป์ไหนๆ ไม่เกิดในเวลาไหนอีก หายไปเลย สูญเลย นั่นคือสังกัปปะแท้ ถ้าทำได้ผลสำเร็จ วิ แปลว่าไม่ วิ แปลว่ายอด คุณทำให้กิเลสไม่มี เมื่อไม่มีเสร็จก็ยอด สังกัปปะเป็นตัวการงานทั้งหมด ทำเสร็จแล้วจบ กลับไปอยู่ที่วิตักกะที่เป็นตัวกลาง ถ้าคุณไม่มีสังกัปปะทำไม่เป็น ตักกะ วิตักกะก็คือตักกะตัวนั้นก็เป็นวิตักกะที่มีกิเลส กิเลส วิยิ่งขึ้น หรือไม่ คือไม่มีทางทำกิเลสนี้หายไป ก็มีตักกะตัวนี้ต่อไป ก็จะเป็นวิ เป็นวจีสังขาร เพราะคุณทำไม่ได้ ไม่มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา คือป้อมปราการจับโจรไม่ให้ออกไป แต่คุณไม่มี ไอ้นี้ก็ผ่านฉลุยไปวจีสังขารเลย เพราะไม่มีด่านจัดการ เพราะไม่เคยทำจิตให้สำเร็จเป็นอัปปนา ผล อัปปนาคือ ความแน่วแน่ แนบแน่น เป็นความสำเร็จ พยัปปนา ตัวกลาง เก่งขึ้น เจตโสอภินิโรปนา ตัวปลาย อัปปนา ไม่เหมือนเจโตสมถะ ที่ตัวตั้งมั่นแน่วแน่ตั้งมั่น อัปปนาแปลว่าตั้งมั่น ถ้าเป็นแบบสมถะก็กดข่ม แต่ตั้งมั่นอย่างวิปัสสนาทำลายกิเลสถาวร ถ้าไม่ถาวร เจตโสอภินิโรปนาก็ถาวร สูงขึ้นเป็นขั้นปลาย แน่วแน่ แนบแน่น ปักมั่น ต้องเจริญขึ้นในตัว static ยิ่งมั่นคงเสถียรเรื่อยๆ สรุปแล้วพยัญชนะจะสลับกันไปกันมา ตักกะ วิตักกะแล้ว สังกัปปะ ถ้าคนทำกิเลสออกไม่เป็น ตักกะ วิตักกะ มาเป็นวิตักกะคือมีกิเลสไม่ได้ลดกิเลสเป็น วจีสังขาร แต่ถ้าวิของคุณเป็นตัวทำให้ยิ่ง กิเลสคุณลดหรือดับไป แต่ถ้าคุณทำไม่เป็นวิก็เป็นยิ่ง แต่ยิ่งทางโลกีย์ไปอีก เห็นไหม ยากมากที่วิ จะเป็นวิบัติหรือวิเศษ วินาศสันตโร ก็ได้ เป็นความดีวิเศษวิสิทธิ์ก็ได้ พยัญชนะที่เราสามารถสื่อสภาวะให้รู้ ที่มีก็เป็นความเลวต่ำหรือความเจริญก็ได้ บางทีพยัญชนะสลับไปมาก็ได้ พยัญชนะเป็นสมมุติ มันเป็นบัญญัติ ไม่ใช่ตัวแท้ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สมณะเดินดินว่า...ความสำคัญเบื้องต้น ทำอย่างไรเราจะมีปัญญาเฉลียวฉลาด ที่เป็นแบบที่พ่อครูสอน คือรู้เท่าทันว่าไอ้หน้ากิเลส ไล่ไปเลย พ่อครูให้รู้เท่าทันกิเลส ไล่มันจัดการมัน แต่ถ้าเราไม่เห็นหน้ากิเลส ไม่รู้ว่าเป็นกิเลสก็เป็นเฉกตา ไม่เป็นปัญญา แต่เป็นตัวขี้โกงเหตุผลเยอะแยะ เราสายปัญญาต้องรู้เท่าทันกิเลสตน แต่สายปัญหาคือเห็นแต่ปัญหาคนอื่นเยอะแยะเลย พ่อครู ขยายความต่อไปว่า เราจะรู้ว่าเรากดข่มหรือวิปัสสนาคือ พอมันเข้ามา ทำได้แล้ว เราตื้อๆหรือว่าเราปีติ ถ้ามันตื้อเราก็หาเหตุผลสู้อีกก็ช้ำใน แต่ถ้าไม่ได้กดข่ม ใช้ปัญญามันจะเบาลง แต่ก่อนมากกว่านี้ พอตอนนี้เบาลงก็จะมีปีติ แต่ถ้าตื้อไปไม่รู้เรื่องก็กดข่ม แต่ถ้าเห็นกิเลสเราเบาบางจางคลายลงก็มีปัญญา เราก็จะดีใจ เป็นความมีปัญญาของเรา

พ่อครูว่า..คุณว่ามันตื้อๆไป กับมันโปร่งๆใส คนที่ยอมรับคนที่เข้าใจจิตจะโปร่งใส คนไม่ยอมรับไม่เข้าใจหรือยังสู้อยู่จิตจะไม่โปร่ง คนจะมาถกกันเถียงกัน วิจัยกัน ก็แล้วแต่ คนที่ยอมรับแล้วใจเราจะโปร่ง นอกจากโปร่งเข้าใจแล้วยิ่งโล่งสบาย แต่ถ้าใจเราไม่โปร่งตื้อ ก็ชักไม่ดี นอกจากมันบอกว่า โปร่ง มันไม่มีปัญหาหรอกใส แต่ว่าคุณรีบตัดเขาทิ้ง คุณไม่รับ ข่มไว้เลย ไม่ฟังต่อ ฟังก็ฟังเสียไม่ได้อย่างนั้น ตัวเองถือว่าตัวเองชนะแล้ว มันละเอียดนะ เอ็งพูดไปเถอะเอ็งโง่ อย่างนี้ แต่ถ้ายิ่งฟังยิ่งไม่ตื้อ จิตโปร่งมีแต่สบายเบาโล่ง ชัดเจนใสขึ้น เป็นรายละเอียดที่คุณจะอ่านชัด ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ถ้าคนไม่ได้ปฏิบัติธรรมจะมีแค่ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ นั้น จะเป็นอย่างสามัญสมมุติทั้งหมด ไม่มีวิจัยวิจาร ไม่รู้กิเลส ไม่ทำให้กิเลสลดจางคลาย มีแต่ตักกะ วิตักกะ ไม่มีสังกัปปะ ไม่เกิดสังกัปปะ 7 ใดๆเลย จะมีแต่ตักกะ วิตักกะ ...ตักกะอย่างไม่รู้ ไม่เกิดเจริญ จะมีแค่สองฐาน ไม่เกิดฐานที่สาม ฐานที่สามคือสังกัปปะ จะทำหน้าที่ลดกัปป์เลิกกรรมไป สังกัปปะสำเร็จคือหมดกาละ ทำกาละให้หมดกาละ พอทำกาละหมดกาละ คำว่าทำกาละเป็นสำนวนหนึ่งของศาสนา คือทำกาละแปลว่าตาย ตายในที่นี้คือกิเลสตาย ผู้ที่ทำกาละคือกิเลสตาย แต่คนที่เข้าใจไม่ได้ว่าผู้ทำกาละคือร่างกายตาย คือคุณไม่รู้ก็คิดว่าตาย ที่จริง แปลว่าทำกาละให้ดับไปหมดไป ไม่มีกัปป์ไหนๆก็ไม่มีอีก สิ้นกัปป์สิ้นกัลป์เลย จิตของเขาจะไม่เกิดอีกเลย จิตตัวที่เป็นสัตว์อบายไม่ผุดไม่เกิดอีก ไม่มีกรรมกาละอีกเลย คือสิ้นกัปป์สิ้นกัลป์ของคุณ สิ้นกัปป์ตัวนี้แล้ว หมดชีวิตินทรีย์ ไม่เหลือพลังแรงงาน ไม่มีตัวเคลื่อน สูญเลย คนที่มีญาณปัญญาสามารถอ่าน ชีวิตินทรีย์ของสัตว์โอปปาติกะ ชีวิตินทรีย์อยู่ใน รูป 24 ภาวะรูป หทยรูป ชีวิตรูป อาหารรูป ต้องอ่านชีวิตกิเลสว่ามีอินทรีย์หรือไม่ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ ตักกะ วิจัยให้ออก วิตักกะ คือทำให้ไม่มีก็ได้ ทำสำเร็จก็ประเสริฐ ส่วนจาระคือการเคลื่อนไหวของมัน อาการวิญญัติ kinetic ที่ยังมีชีวิตินทรีย์ของมัน อ่านอาการมันให้ได้ ถ้าอาการละเอียด ให้ใช้ตาเบาบางต้องรู้ว่ามันยังมี ละเอียดเหลือเกิน ลหุ มันเป็นความเล็กความน้อย อนุ ลหุ ขนาดไหนก็ต้องรู้อาการให้ได้ ถ้ามีญาณ ปัญญา ตามฐานะของแต่ละคนก็จะอ่านได้รู้ได้ ส่วนคนไม่มีดวงตาไม่มีปัญญา ไม่มีกล้องจุลทรรศน์ ไม่มีแว่นขยาย คุณก็ดูได้เท่าที่คุณสามารถ เลนส์ของคุณ กล้องของคุณ ดวงตาของคุณอ่านได้เท่านี้ รู้ได้เท่านี้ ก็เป็นเรื่องที่สุดวิสัย มันก็อยากรู้ อยากตาดี อยากตาขยายได้ละเอียดยิ่งขึ้นอยู่นะคนเรา แต่มันเกินความจริงของเรา ไม่ต้องฮึดฮัดอึดอัด ให้เป็นความจริงไปตามลำดับ แล้วจะเจริญได้จริง เราก็จะรู้จักตัวที่เล็กละเอียดลงไปอีก ตามฐาน การเจริญไปตามลำดับจึงยิ่งใหญ่มาก พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์จริงหนอ ลาดลุ่มไป ใครไปมั่วซั่ว หยาบปนละเอียดไม่ได้หรอก มันสับสนกันตายเลย สังกัปปะ เขาแปลว่าความดำรินึกคิด ก็แปลกลางๆ ไม่ได้ทำสังกัปปะ7 ที่ทำให้กิเลสจบหมด เป็นวิตักกะตัววิเศษแล้ว วิเศษแปลว่าไม่มีเหลือ เศษ แปลว่าเหลือ แต่วิเศษ คือไม่เหลือเศษอีกเลย ไม่เหลืออะไร จริงๆแล้ว คำว่าวิเศษ ถ้าจะแปลโดยสภาวะไม่เห็นมีความสำคัญ ก็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน