600528_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ หากไม่มีศีลเขาก็ไม่ใช่คน_.docx
เนื้อหาในไฟล์
600528_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ หากไม่มีศีลเขาก็ไม่ใช่คน
สมณะฟ้าไทว่า…วันนี้วันอาทิตย์ที่ 28 พฤษภาคม 2560 ที่บ้านราชฯ ตอนนี้ฝนตก มีต้นไม้เขียวขึ้นเต็มไปหมด มีการปลูกกล้วย ที่คันนา ทำให้ดูเขียว กล้วยหวีละ 50 บาทเลย ที่กทม. กล้วยที่เห็นพร้อมให้เรากินเสมอ มันแตกหน่อมาก ทำความสดชื่น มองไปมีสีเขียวในสายตา พืชผักพวกเราเป็นของไร้สารพิษ วันนี้พ่อครูจะเทศนาเกี่ยวกับเรื่องของศีล และพรหมชาลสูตร มีมหาระแบบเคยเทศน์เรื่องพรหมชาลสูตรไว้ด้วย ยังฟังไม่หมดเลย พรหมชาลสูตรว่าด้วย การติชมพระพุทธเจ้า การชมก็ต้องชมว่าท่านมีศีล พพจ.จำแนก ทิฏฐิ 62 ไว้ในสูตรนี้
หากไม่มีศีลเขาก็ไม่ใช่คน พ่อครูว่า..อาตมาทำงานศาสนานี้มาตั้งแต่ตัดสินใจชีวิตชัดเจนว่า ชีวิตมีอะไร มันต้องรู้ธรรมะ เกิดเป็นคนมันต้องรู้ธรรมะ แล้วธรรมะที่จะรู้นี้มีอะไร เริ่มต้นพื้นฐานควรจะต้องรู้ศีล พระพุทธเจ้าตรัสว่าศีลเป็นเรื่องต้น เป็นเรื่องที่ต่ำที่สุดของคน ถ้าเป็นคนแล้วไม่มีศีลที่เป็นของต่ำที่สุดแล้ว คนนั้นต่ำกว่าคน (ฟังดีๆอาตมาไม่ได้ด่าว่าแต่วิจัยสัจธรรมให้ฟัง) คนทุกวันนี้เมินศีล พระพุทธเจ้าตรัสว่า [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด นั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน? พ่อครูว่า...คนทุกวันนี้ได้ร่างกายเป็นคน แต่ภูมิธรรม ความรู้ภูมิปัญญาไม่ใช่คน (สมณะฟ้าไทว่า...ร่างเป็นคนแต่จิตไม่ใช่คน) เพราะว่าถ้าคนนั้นไม่มีศีลสักข้อ คนๆนั้นไม่ได้ชื่อว่าคน ฟังแล้วมันแรงหรือไม่? สมณะฟ้าไทว่า...ถ้าฟังแล้วคนไม่มีศีลจะรู้สึกแรง คนมีศีลก็จะบอกว่าตรง พ่อครูว่า...คนไม่มีศีลฟังแล้
อ่านต่อ
วเหมือนถูกด่า อย่างนั้นเชียวหรือ มันใช่แล้ว คนไม่มีศีลสักข้อยังไม่ได้ชื่อว่าคน ศีลข้อ1 ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นเรื่องที่สุดยอดของคน คนที่ยังฆ่าสัตว์อยู่นี่ ยังไม่ได้เริ่มเป็นคน ตราบใดที่คุณยังฆ่าสัตว์อยู่ จัดเป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยสัตว์ใหญ่สัตว์อะไรก็แล้วแต่ไม่มีข้อยกเว้น ว่าฆ่าสัตว์เล็กเป็นคนได้ ไม่ฆ่าสัตว์ใหญ่เป็นคนได้ ไม่ใช่ ไม่มีข้อยกเว้น คนที่ยังฆ่าสัตว์อยู่นั้นไม่รู้ว่าสัตว์ก็คือชีวิต เราเองที่เป็นคน ที่โตมาเป็นคนก็มีชีวิตเท่ากัน สัตว์ตั้งแต่สัตว์เล็กถึงสัตว์ใหญ่ก็คือชีวิต ถ้ายิ่งเข้าใจในเรื่องอุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม สูงขึ้นไปอีก ยิ่งจะรู้สึกเข้าใจลึกชัดเข้าไปว่า พลังงานในระดับที่พัฒนาการขึ้นมาถึงขั้น จิตนิยามหรือว่าสัตว์ พีชนิยามหรือพืช อุตุนิยามก็คือวัตถุธาตุต่างๆทั่วไป ดินน้ำไฟลม นั่นคืออุตุนิยาม ไม่มีชีวะ เป็นพลังงาน สังเคราะห์สังขารกัน เป็นแท่งก้อนเป็นน้ำเป็นลม เป็นไฟต่างๆ ก็ตาม นั่นคืออุตุนิยามไม่ใช่ชีวะ ค่าเริ่มต้นเป็นชีวะ เป็นพีชะ แล้วก็เป็นธาตุที่มันพัฒนากันขึ้นมาไม่ใช่ธรรมดา กว่าจะพัฒนาจากอุตุนิยามมาเป็นพีชนิยามได้ กว่าจะพัฒนาขึ้นมาได้ ชีวะนี้มีตัว i ตัวประธาน เริ่มจะมีตัวกูของกู มีอัตโนมัติมีธาตุรู้ ที่ควบคุม สัญญา สังขาร พีชะมีรูป สัญญา สังขาร ไม่มีเวทนาไม่มีวิญญาณ มีธาตุของมันเองเรียกว่า I แล้วมันจะเลือกธาตุย่อยที่เหมาะสมกับตัวเอง ทางเคมีทางอื่นๆ เอามารวมตัวมันเป็นตัวตน ตามที่ I จะรู้ว่านี่คือสิ่งที่ต้องการ มีสัญญากำหนดรู้ เอาธาตุมาสังเคราะห์เป็นกล้วยน้ำว้า เป็นสละ เป็นฟักทอง ทุเรียน มี ISH ตัวพลังงานสามเส้า ตัวทุเรียนก็เป็นมันเอง มะระ กล้วยหอมก็เป็นตัวของมันเอง เท่าที่มันกำหนดรู้ ก่อนจะพัฒนามาเป็นพีชะมาเป็นตัวเองได้ไม่ใช่ธรรมดา ต้องพัฒนาพลังงานข้ามกรอบของอุตุนิยามมาเป็นพีชนิยาม จากพีชนิยามจะพัฒนาไปเป็นจิตนิยามเป็นสัตว์ เป็นพลังงานที่มีพลังงานครอง เป็นเวทนาเป็นวิญญาณครอง พีชะไม่มีกรรมครองไม่มีพยาบาทจองเวรใคร ไม่มีแก้แค้น ไม่มีดูดดึงอะไร มีแต่สร้างตัวเอง แล้วก็สลายไปเป็นดินน้ำไฟลม แต่ถ้ายังจับตัวเป็น protoplasm เป็น cytoplasm เป็นเหตุปัจจัยงอกต่อไปอีก กว่าจากพีชะมาเป็นจิตนิยามได้ก็ต้องอีกรอบหนึ่ง กว่ามันจะพัฒนาการขึ้นมามีตัวตน ก็ยาก เราอย่าไปทำลายเขา
จิตนิยามสูงสุดคืออย่างใด ในโลกลูกหนึ่งๆ พัฒนาการของสสาร พลังงานที่ได้สังเคราะห์ตัวเองจนมาเป็นจิตนิยามได้ก็จะเป็นธาตุที่เจริญที่สุด เป็นสัตว์ที่เจริญที่สุดในโลกแต่ละลูก พัฒนาการของสัตว์ตั้งแต่เซลล์เดียว จนมาเป็นหลายเซลล์ ส่วนพัฒนามาเป็นสัตว์มนุษย์หรือสัตว์โลก บาลีใช้คำว่า มนุสโส เป็นจิตนิยามที่สูง สุดประเสริฐแล้ว ในสัตว์โลก สูงสุดแล้วในความเป็นจิตนิยามของสัตว์โลก เป็นมนุษย์แล้วจะมีภูมิธรรมที่สูงขึ้นเจริญขึ้น หรือจะเสื่อมทรามลงก็อีก เพราะฉะนั้นความเจริญหรือพัฒนาการของพลังงานพวกนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้สิ่งเหล่านี้เสร็จแล้วมาเป็นจิตนิยามแล้ว มันจะเปลี่ยนแปลงได้ไหม เปลี่ยนแปลงได้ด้วย กรรมนิยามกับธรรมนิยาม มาเป็นจิตนิยามมนุสโสได้แล้ว มีพัฒนาการมามาก พอเป็นมนุษย์แล้วก็มีระดับภูมิธรรมสูงหรือไม่สูง ปราชญ์หลายๆ คนก็ศึกษาจนได้เป็นศาสดา แล้วก็สอนมนุษย์ว่าจิตวิญญาณสูงเป็นคนดีอย่างนี้ มีศาสดาเกิดหลายคน สอนมนุษย์ว่าดีอย่างนี้ ก็ทำให้มนุษย์เจริญขึ้น มีศาสดาเอกพระองค์หนึ่งคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ก็มีความรู้ต่างจากศาสดาทั้งหลาย มีความรู้ที่ต่างจากอันอื่น คืออัญญธาตุ เป็นพลังงานที่ต่างจากจิตนิยามเท่าที่ศาสดาแต่ละองค์พาทำ แต่ของพระพุทธเจ้าจิตวิญญาณที่อยู่ในโลกียหรือเทวนิยม ศาสนาเทวนิยม มีพลังงานสูงสุดที่ไม่รู้จัก เป็นเทวนิยม สูงสุดเขาก็เรียกว่าพลังงานพระเจ้า เป็นเทวะ แต่ไม่เข้าใจต่อ ไม่เข้าใจพระเจ้าจริง ก็เข้าใจไม่ได้ว่าสูงสุดนี่ก็คงเป็นพลังงาน บันดาลสิ่งต่างๆทั่วโลก พระพุทธเจ้ารู้จักนิยามชีวิต 5 ก็จึงรู้ว่าสิ่งต่างๆพัฒนาการมาอย่างนี้ กรรมนิยามกับธรรมนิยามต้องเป็นมนุษย์ระดับ เวไนยสัตว์เท่านั้นถึงรู้ได้ ส่วนอเวไนยสัตว์จะเรียนรู้ไม่มีภูมิธรรมรู้ในโลกุตรธรรมได้ ผู้จะรู้โลกุตรธรรมจะต้องได้จากการฟังการได้ยิน เชื้อของโลกุตระมาก่อน ยิ่งได้ฟังจากพระพุทธเจ้าผู้ที่เป็นเจ้าของโลกุตรธรรมก็ยิ่งยอดเยี่ยม ส่วนผู้ที่เป็นโพธิสัตว์หรือสัตตบุรุษที่มีโลกุตรธาตุเอามาขยายได้ก็มีของจริงตามนั้น ผู้ใดที่ยังไม่มีเชื้อเป็นของจริง คือธาตุพลังงานจิตนิยามของคน ยังไม่ได้เกิด ยังไม่มีความรู้มีคุณธรรมในระดับอัญญธาตุ คือ ความรู้ทั้งหลายของผู้ที่ยังไม่มีรสพระธรรมก็มีแต่โลกียธรรม ศาสนาเทวนิยมทั้งหมดจึงเป็นโลกียธรรม ไม่มีปัญญาออกจากโลกียธรรม โลกียธรรมมีแต่ความดีความชั่ว สอนให้คนดีเจริญสูงสุดได้ แต่ไม่เป็นคนเลิกเกิดเลิกวนเวียน เลิกมีจิตนิยามเกิดในมหาจักรวาลนี้อีก ตายจากชาตินั้นธาตุจิตสลาย หมดอัตภาพ ศาสนาเทวนิยามศาสนาโลกียธรรมไม่ได้ ทำได้แต่ศาสนาพุทธเท่านั้น คนที่มีธาตุปรินิพพานแล้วมีสิทธิ์ไม่เกิดอีกได้ พากเพียรไปแล้วตายแล้วไม่เกิดอีก ก็ต้องสูญ เมื่อตายแล้ว เพราะงั้นผู้บรรลุอรหัตตผล ตายแล้วก็ต้องสูญ อรหันต์มีสิ่งที่ตายแล้วก็จะสูญได้ คนที่ไม่เข้าใจรูปนามขั้น 5 กับสิ่งที่ตายแล้ว เขาเข้าใจหยาบว่าร่างกายตาย แล้ว หลังจากนั้นไม่มีอะไรเกิดอีก ไปตีความกายคือดินน้ำไฟลม แตกสลาย หลังตายแล้วไม่มีอะไรเกิดอีก ทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ก็ใช้สำหรับอรหันต์ที่ตายแล้วตั้งจิตไม่เกิดอีกต่อ อรหันต์ทุกองค์ในจิตวิญญาณท่านมีตัวตายสนิทแล้วไม่เกิด อรหันต์ตายแล้วไม่เกิด ไม่ได้หมายถึงร่างหรือวิญญาณ วิญญาณท่านสะอาดหมดอุปาทานตัณหาแล้ว วิญญาณนั้นเกิดได้อีก เกิดอย่างไม่มีกิเลสด้วย อย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” เป็นอรหันต์ที่กิเลสตายสนิทไม่เกิดอีก แต่ทุกวันนี้บอกว่าอรหันต์ตายแล้วจบไม่ต่อได้อีก เพราะเถรวาทไม่เรียนรู้โพธิสัตว์ แต่ประเด็นรู้เฉพาะอรหันต์บอกว่าตายแล้วจบ ก็ใช่ไม่เกิดอีก แต่อาสวะอนุสัย กิเลสนั้นไม่เกิดอีก แต่จิตสะอาดเกิดได้ หากท่านมีนิมิต ไม่ตายอย่าง ๑. สุญญตนิพพาน ๒. อนิมิตตนิพพาน ๓. อัปปณิหิตนิพพาน ถ้าท่านมีภาระที่จะสืบสานศาสนาต่อไป ถ้าเราบำเพ็ญกิเลสเราจบหมดไม่เหลือ แต่กิเลสคนอื่นก็มีอีกสารพัด พระอรหันต์ที่ศึกษาของตัวเองจบแล้ว ก็ได้ศึกษาต่อไปว่า คนอื่นมีกิเลสแบบไหน บางกิเลส เราไม่เคยเป็นเลย เราไม่เคยนึกว่าเขาเป็นได้อย่างนี้ กิเลสอย่างธัมมชโยนี่มันหนาแน่นพิลึกพิสดาร ช่างคิดช่างสร้างสรรค์ช่างหาเรื่อง ให้ทุกข์ใส่ตัว เดือดร้อนตัวเองและผู้อื่นได้ขนาดนี้ มนุษย์สามารถเลวได้ขนาดนี้เชียวหรือ งงเลย ไม่ได้แกล้งด่าหรือประชด พูดด้วยใจจริงว่าอาตมาไม่เคยเป็นอย่างนั้นจริงๆ นอกจากไม่เคยเป็นแล้วอาตมาก็ยังนึกไม่ออกว่าทำไมเขาทนได้อย่างนี้ นึกไม่ออกว่า มีคนที่มีคนพูดไม่ถูกหูก็เตะเขาเลย อาตมาไม่เคยทำนึกไม่ออกเลย ความคิดอย่างนี้ไม่เคยมีในจิตอาตมาและก็ไม่เคยไปเตะเลย คนพูดไม่ถูกหูใส่อาตมามากมาย ถ้าเป็นคนอื่นก็เตะแล้ว แต่อาตมาไม่เคย นี่ชั่วขนาดฆ่าคนได้ วางระเบิดที่ผ่านมา ทำไมจิตใจคนถึงได้อำมหิตโหดร้ายขนาดนั้น อย่างนายโกตี๋นี่ ตอนนี้ยังจับตัวไม่ได้ก็มีข้อหา พูดไปตามข้อหา ทักษิณนี้เป็นผู้สร้างความเป็นนรกหลอกมนุษย์ มอมเมามนุษย์ให้มนุษย์ทำเลวทำร้ายทำแรง ส่วนธัมมชโยหลอกคนให้มาเป็นเทวดา เลิศเลอหรูหรามากมายสวยงาม มันคนละทิศกัน แต่ชั่วหยาบเท่ากัน หยาบสวรรค์กับหยาบนรกเท่ากันสองด้าน ปรุงแต่งหาเรื่องหลอกคนให้หลงสวรรค์ อีกข้างทำให้คนเป็นสัตว์นรก เป็นคู่บารมีที่เกิดมาในยุคนี้เป็นสัตว์นรกกับสัตว์สวรรค์ 2 ตัว หน้าสัตว์นรกจะเป็นเหลี่ยมๆ แต่หน้าสัตว์สวรรค์จะดูงาม เขียนชาร์มใส่หน้าไว้ด้วย ที่จริงน่าจะเขียนกาละมังใส่หน้า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ให้คนมาเป็น ตั้งแต่ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แล้วเป็นผู้ไม่มีกับผู้มีภูมิรู้ จนมาเป็นคนที่สามารถสลายนิยามชีวิตได้หมด มันปรุงแต่งกันเป็นโลกกับปรุงแต่งของตนเป็นอัตตา มีสองทิศทาง โลกกับอัตตา จึงเรียกโลกาธิปไตยกับอัตตาธิปไตย ผู้รู้คือมีธรรมาธิปไตย คือรู้จักโลกกับอัตตา มีอธิปไตย พลังงานโลกพลังงานอัตตา แล้วทำความหมดโลกหมดอัตตาคือธรรมาธิปไตย
สมณะฟ้าไทว่า...คนเป็นอรหันต์แล้วจะมาสืบต่อศาสนาอย่างพ่อครูนี้ ใครกำหนด มันเป็นวิบากหรือเพราะอะไร? การกำหนดการเกิดนี้ กำหนดโดยกรรมของเราหรืออะไร? พ่อครูว่า...ก็คือกรรม ผู้มีกรรมนิยาม จัดการโดยกรรม สุกตทุกฏานังกัมมานังผลังวิปาโก กว่าจะเป็นอรหันต์ ทำมนสิกโรติ ทำใจในใจตัวเองเป็น ศาสนาพุทธคือศาสนาทำใจ ทำใจตนเองเป็น จัดการใจตนเองเป็น รู้จักใจที่เป็นอาการของกิเลส จัดการมันให้ตายไม่เกิดอีกเลย สูญไปเรื่อยๆจนหมด นี่คือหน้าที่ของศาสนาพุทธ ต้องทำใจในใจเป็น สมณะฟ้าไทว่า...พ่อครูเคยเกิดเป็นพระโพธิสัตว์หลายชาติ แล้วต้องมาสืบต่อศาสนาของพระสมณโคดมใครกำหนด พ่อครูว่า...ผมตั้งจิตจะมาเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งเหมือนพระพุทธเจ้าสมณโคดม บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณให้ได้ สมณะฟ้าไทว่า...ก็มาเชื่อมจากพระสมณโคดม พ่อครูว่า...ความรู้พระโพธิสัตว์เมื่อรู้แล้วจะไม่งง เป็นผู้เรียนรู้อารยธรรมและวัฒนธรรมของพระพุทธเจ้า จนเป็นโสดาบันโพธิสัตว์ สกิทาคามีโพธิสัตว์ อนาคามีโพธิสัตว์ อรหันต์โพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์ นิยตโพธิสัตว์ ผมก็รู้ว่าตนเป็นนิยตโพธิสัตว์ ที่พูดนี้ตามที่เคยเป็นมา คนไม่มีความรู้และไม่เชื่อถือ ผมอธิบายว่าก่อนที่จะมาเป็นโพธิสัตว์ต้องบรรลุอรหันต์ แล้วไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แล้วบำเพ็ญต่อ จนกว่าจะบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ผมเอาความจริงมาพูด ไม่ได้อวดตัวตน แต่พูดธรรมะพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ที่เป็นพระพุทธเจ้าเป็นอย่างนี้ คนไม่เชื่อก็เป็นธรรมดา องค์ไหน บำเพ็ญมาจนเป็นมหาโพธิสัตว์ก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน ยิ่งได้รับการพยากรณ์ มีชื่อนี้ อัครสาวกชื่อนี้ จะมีบารมีครบพร้อมหมดเลย ถ้าคุณเชื่อตามที่โบราณาจารย์พยากรณ์ไว้ว่า จะมีโพธิสัตว์มีเจ้าธรรมิกราช 2 องค์มาเกิด ถ้าคำทำนายเป็นจริงๆ ก็จะจริง ดูว่า มีใครบ้าง มี อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ คุณเห็นไหม สมณะฟ้าไทว่า...เห็น อยู่ใกล้ๆนี้ พ่อครูว่า...แล้วเจ้าธรรมิกราชอีกองค์คือใครรู้ไหม สมณะฟ้าไทว่า..ก็เห็นก็รู้ตามที่พ่อครูบอก พ่อครูว่า...ผมบอกว่าท่านเป็นโพธิสัตว์ผมไม่ได้ทำอย่างไม่มีหลักฐานอ้างอิง ทุกวันนี้คนระลึกถึงพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ผมว่า เป็นพระโพธิสัตว์นี้ คนนับถือคุณธรรมของท่านที่เป็นโพธิสัตวภูมิ ที่มาช่วยรื้อขนสัตว์ ท่านทำเด่นเพราะท่านเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แล้วทรงงานช่วยมนุษยชาติอย่างเห็นเลย มีพฤติกรรมจริง ซึ่งต่างจากผม ที่ผมพูดเป็นนามธรรม ไม่มีสมมุติ ไม่มีตำแหน่งอะไรเลย เป็นมนุษย์ติดดินธรรมดา พูดแต่ธรรมะอย่างเดียว คนถึงไม่ค่อยรู้ แล้วดันพูดโลกุตรธรรมอีก คนถึงไม่ค่อยเข้าใจไม่ค่อยรู้เรื่อง ที่พูดนี้ไม่ได้ริษยา แต่ทำคนละหน้าที่ ไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้หลงตัวเพ้อเจ้อ อธิบายความจริง
มาเข้าสู่พรหมชาลสูตร ๑. พรหมชาลสูตร เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตตมานพ [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัย(ถ้าเป็นรูปวัตถุคือระยะทาง ถ้าสมยะนามธรรมคือเวลา สมย ก็พูดเป็นอักขระอีกได้ แต่ตอนนี้อาตมาเลิกคิดเรื่องอัขรนิทัสสน์แล้ว มันยากไป) หนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป (คำว่า 500 รูป คือแสดงว่าเป็นหมู่ใหญ่ 500 เป็นศัพท์กลางๆของภาษาบาลี เป็นIdiomอย่างหนึ่ง หรือไม่ห้าร้อยก็บอกว่าแปดหมื่นสี่พัน เป็นต้น แสดงว่ามากประมาณหนึ่ง ไม่ใช่ตัวเลขเป๊ะๆแต่ประมาณหนึ่ง) แม้สุปปิยปริพาชกก็ได้เดินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก. ได้ยินว่าในระหว่างทางนั้น. สุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง ฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปประทับแรมราตรีหนึ่ง ณ พระตำหนักหลวง ในพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกาพร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชก ก็ได้เข้าพักแรมราตรีหนึ่ง ใกล้พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา กับพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก ได้ยินว่าแม้ ณ ที่นั้น สุปปิยปริพาชก ก็กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพ อันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยายอาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองคนนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ (เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ) ผู้แปลตามพยัญชนะ ที่จริงไปถึงที่พักแล้ว ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ ณ ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกผู้นี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชกกล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ (พ่อครูว่า...อย่างผมเอาอดีตมาอธิบาย เช่น ตำนานที่เขาพูดกันถึงพระอัญญาโกณฑัญญะที่ผมอธิบายว่าเกิดอัญญธาตุพระพุทธเจ้าทรงพระอุทานว่า อัญญาสิวตโพโกณฑัญโญ อัญญะนี้แปลว่าอื่น อื่นคือสิ่งใดสิ่งหนึ่งเรียกว่าธาตุ ธาตุใหม่ที่คนธรรมดาไม่มี ในโลกนี้คนไม่มีแล้วนิยามว่าเป็นโลกุตธรรม เป็นความฉลาดที่ต่างจากภูมิรู้ปุถุชน ปุถุชนจะไม่สามารถมีความรู้อย่างนี้ได้ แต่อัญญธาตุสามารถออกได้ถ้าพัฒนาอัญญธาตุมาเป็นปัญญธาตุได้ ก็ไปสู่การบรรลุแน่นอน)
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ออกจากโลกียะสู่โลกุตระ โลกุตระกับโลกียะนั้นทวนกระแสกัน เมื่อผู้มีความรู้ในโลกใหม่ ถ้าเราจะทำแบบเดิมก็วนในโลกเก่า ความสุขในโลกีย์หลงงมงายแย่งชิงอยู่ไม่รู้กี่ชาติๆ จิตตัวนี้ ถ้าไม่เข้าถึงขั้นจิตเปลี่ยนทิศทาง มันใช่แล้วเอาแน่เอาอันนี้ หันหลังให้โลกียะ นี่คือจิตมันเปลี่ยนทิศไปทางโลกุตระแล้ว เป็นอลมริยา เป็นทางเดินสู่อาริยธรรม แต่ก่อนไปทางนาลมริยาทางที่ไม่เป็นอาริยะ แต่ตอนนี้ไม่เอาแล้วทางนี้ออกแล้ว จิตไม่เอาโลกียะแล้ว เหมือนพวกเราชาวอโศก แต่ก่อนไปแย่งลาภยศสรรเสริญในโลกไป แต่เดี๋ยวนี้ไม่เอาแล้ว ดีไม่ดีเลิกงานแย่งลาภยศสรรเสริญมาอยู่ทางนี้ แล้วชาวอโศกนี่ให้มาทำงานฟรีอีก ได้เท่าไหร่เอาเข้าส่วนกลางหมด แต่ก็มีคนมาเอาด้วย แล้วเอาอย่างหลายคน ตัดสินใจว่ามันอยู่ทางนี้ แล้วไม่ไปอยู่ทางโน้น อยู่จนตายไปแล้วหลายคน ใครจะอยู่จนตายให้เผานี่มีกี่คน ยกมือซิ แล้วหลอกอาตมาไหม … สมณะฟ้าไทว่า...เขาจะหลอกมาทำไม มาทำงานกับพ่อครูไม่ได้อะไร พ่อครูว่า...เขาถึงบอกว่าโพธิรักษ์เก่งชิบหาย ที่หลอกคนมาทำงานฟรีได้ ที่อื่นไปทำงานให้แล้วอย่างน้อยเขาว่าได้บุญ ที่จริงเขาเข้าใจผิดที่จริงเขาบอกผิด ที่จะได้ ลาภยศสรรเสริญโลกียสุขมีสวรรค์วิมานอะไรในอนาคต แต่นี่ไม่มีให้ คนก็ยังอุตส่าห์มาเอา ทำไมหนอ หลอกอย่างอาตมานี่คนจะมาเอาด้วยยากนะ แต่หลอกคนอย่างธัมมชโยนั้นไม่ได้ยากเลย อาตมาก็จะพามาแบบนี้ ซึ่งอาตมาพาทำนี้ ไม่เอาสิ่งแลกเปลี่ยนนี้ เราอยู่ได้ เพราะเราสร้างสรรค์ขยันหมั่นเพียรทำงาน เราเลือกงานด้วย งานอกุศลทุจริต อบาย เราไม่ทำ เราก็ทำแต่งานสำคัญ งานปัจจัย 4 ทำอาหาร ทำยา ทำที่อยู่ ก็ไม่ได้หรูหรายิ่งใหญ่มากมายเป็นจานบินเป็นลูกโลก วิมานต่างๆอย่างเขาประดิดประดอย ไม่ต้อง ที่นี่อยู่เล็กๆง่ายๆ อาหารเราก็มาสร้าง เราต้องกินต้องอยู่ ที่อยู่ก็ไม่ยาก เครื่องนุ่งห่ม นุ่งม่อฮ่อมมอซอ อยู่อย่างนี้ก็อยู่ได้ ทำไมไม่เปลี่ยนแปลงแบบเขาที่มีหลากหลายมากมาย ที่นี่ไม่เห็นว่าแฟชั่นอย่างเขา เราก็อยู่ของเราไป ยารักษาโรค เราก็ทำไปตามประสา เดี๋ยวนี้พัฒนาถึงขนาดรักษาสุขภาพแบบแผนไทยทางเลือก องค์ประกอบที่เป็นบริขารต่างๆ มันก็ไปตามสมัย เดี๋ยวนี้พวกนี้ มอซอ แต่มีสถานีโทรทัศน์ด้วย ทันสมัย ไม่ได้ตกยุค เรามีการศึกษาด้วย ตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งมหาวิทยาลัย เรายังไม่ได้ยื่นขอเขา ก็จะมีที่ให้การศึกษาเหมือนกับโลกเขา เดี๋ยวนี้เขาไปหลงสิ่งเสพติด แม้ในอโศกก็มีหลง คือหลงสิ่งเสพติดในมือถือ นี่คือมหายอดสุราเลยไม่เป็นอันกินอันนอน มันสร้างสิ่งมอมเมาคนได้เก่งมากเลย รถจะชนตายก็กดอยู่นั่นแหละ สู่แดนธรรม บอกว่า...เอาภาพเปรียบเทียบ แต่ก่อนคนนอนดูดฝิ่นแต่สมัยนี้คนนอนเล่นมือถือท่าเดียวกันเลย พ่อครูว่า...แล้วไม่ผิดกฎหมายด้วยแต่เมาหนักจริงๆ เป็นสิ่งเสพติดอยู่ในโลกแล้วรอดพ้นจากกฎหมาย รถชนตายไปบ้างแล้วบางคน เสพติดกันหนักมากรู้ตัวกันไหมว่าพวกคุณติดสิ่งเสพติด สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา คือยอดสุราเลย มนุษย์สร้างสิ่งเสพติด เสื้อผ้าหน้าแพรหรืออื่นๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ทั่วไปแฟชั่นต่างๆแต่ไม่แพร่หลายเท่าอันนี้ อันนี้ไม่จำกัด target เลย ไม่จำกัดเป้าหมาย แต่ทั่วไปเลย สาธารณะ มันติดกันทั่วโลก มีคนที่ไม่ติดนั้นน้อยมาก ยกตัวอย่างโพธิรักษ์ไม่ติดไม่เป็นไม่แยแสด้วย ใครจะติดก็ติดไป ใช้ไหม อะไรเป็นประโยชน์ต่อการใช้ อะไรไม่เป็นประโยชน์ก็ไม่เอามาครอบงำความคิด ไม่เสียเวลา คุณคิดมาให้เราใช้ก็ใช้ แต่อาตมาใช้ไม่มาก จำเป็นก็ใช้ ไม่จำเป็นก็ไม่ใช่ แต่คนก็กดอยู่นั่นแหละ ให้คนมาดูสิ่งน่ามีน่าเป็นน่าได้ แล้วจิ้มไปเมื่อไหร่ก็จ่ายเงินทั้งนั้น ได้แต่พูดแต่บ่น คนที่เห็นว่าน่าเลิกน่าละหน่ายคลายบ้างก็ดีนะ ใครไม่เห็นว่าน่าเลิกจะติดมันหนักก็ตัวใครตัวมันนะ ใช้แล้วเสียเวลา แรงงานทุนรอนก็เชิญ
ทำอย่างไรไม่เป็นคนขี้รำคาญ มีคำถามว่า… _เป็นคนขี้รำคาญ คนป่วยฝากถาม ขอแนะนำให้ความกระจ่างด้วย พ่อครูว่า..คำตอบคำแรก คนขี้รำคาญคือคนที่มีอัตตาสูง ขี้รำคาญคืออะไรสัมผัส นิดหน่อยก็รู้สึกรำคาญไปหมด ทนไม่ได้ สัมผัสอะไรก็รำคาญ อาตมาว่าจะตายง่ายๆนะ ยึดมั่นถือมั่นอันนั้นอันนี้ แล้วกำหนดหมายว่าจะต้องเป็นอย่างที่กูชอบอย่างที่กูจะให้เป็น ถ้าไม่เป็นอย่างที่ว่า นี้ก็ไม่ได้ แล้วพวกนี้สเป๊คเขามีเยอะ กำหนดไว้เยอะ ก็เลยไม่มีอะไรถูกสเป๊ค ก็เลยกลายเป็นคนขี้รำคาญ อาตมาว่าอาการหนักมาก เพราะอัตตา การยึดติดถือตัว กำหนดหมาย ยึดอัตตาตัวตนสูง แล้วเป้าหมายที่ต้องการ สิ่งที่ตนต้องการจะต้องได้อย่างนี้ๆๆๆ ตายแน่ๆ ไม่รอดๆๆ อาการน่าเป็นห่วง มันไม่มีอื่นหรอก ต้องคิดอย่างนี้ สิ่งต่างๆที่เราต้องสัมผัสสัมพันธ์ กระทบเราอยู่มันก็เป็นของมัน แม้จะเป็นกิริยาของคน แล้วบอกว่าจะต้องเป็นอย่างที่เราคิด มันก็ไม่ได้ คุณต้องลดของคุณเอง ถ้าไม่อย่างนั้นก็ต้องรำคาญกิริยาของคน หรืออย่างอื่น เช่น ทำไมต้องลูกเขียวๆเล็กๆอะไรอย่างนี้ ทำไมทุเรียนต้องมีหนามด้วย อย่างนี้รำคาญหมด เป็นคนที่ยึดถือมาก แล้วก็ยังแถมมี มาตรฐานที่ตัวเองต้องการจะต้องมากเรื่องเสียด้วย คนนี้ไม่ไหว แย่เลย แนะนำก็คือจงเห็นทุกอย่างเป็นสัจธรรม ตั้งแต่ดินก็เป็นดินอย่างนั้นแหละ บางทีดินเละๆเน่าๆ ก็มีเหตุปัจจัย น้ำมันก็เป็นของมัน ไฟ ลม ก็เช่นกัน แม้แต่วัตถุ เป็นพีชะ เป็นสัตว์มันก็เป็นของมัน คนก็เป็นอย่างนี้แหละต่างจริตต่างกิริยาความคิด เขาคือเขา เราคือเรา เราจะไปกำหนดอะไรตามใจเราให้เป็นอย่างที่ตนต้องการมาก คุณต้องขี้รำคาญมาก หากไม่กำหนดแล้วเข้าใจว่าทุกอย่างก็เป็นของมัน ตั้งแต่คนจนถึงกิริยาของคน สัตว์ พืช คน ดินน้ำไฟลม มันก็เป็นไปตามกิริยาของมัน เหตุปัจจัยของมันที่จะให้มันไป คุณจะไปรำคาญไม่ได้ ต้องรู้ว่ามันก็เป็นของเรา มันก็เป็นตามที่มันจะต้องเป็น เราจะไปคิดว่าจะต้องคิดว่าเป็นไปตามที่เราจัดให้เป็น 1.อย่าไปติดอัตตามาก 2.อย่าให้มีตามมาตรฐานที่ตนต้องการ อย่ามีสเปคมาก อย่าติดสเปคมาก ต้องได้ตามมาตรฐานตนเอง คุณใหญ่มาจากไหนคนนี้ จะต้องให้เป็นไปดังใจตนเองทุกอย่าง ก็ต้องทุกข์ เพราะสร้างสเปคใส่ตนไว้อย่างนี้ หาความสุขไม่ได้หรอก ต้องลดลง สรุปแล้ว มันมากเหลือเกิน ตอบได้แค่นี้ ต้องลดความยึดมั่นกำหนดหมายของตนเองเป็นมาตรฐานตนเอง กำหนดว่าจะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ ไปกำหนดเอาเอง เมื่อไม่ได้สมใจก็รำคาญ แล้วมันมีมากด้วยที่ไม่สมใจ สมณะฟ้าไทว่า..เหมือนยักษ์หรือเปรตจัดที่นอน จัดทางเท้าคนให้เท่ากันแต่หัวก็ไม่เท่ากัน แล้วก็มาจัดเท้าอีก พ่อครูว่า...ธรรมชาติจะต้องมีความหลากหลายไม่เท่ากัน แต่จะต้องมีสเปคว่าต้องเท่ากันหมดอีกในโลก หรือเท่าที่คุณต้องการเท่านั้น คนนี้ตายแน่ๆ ไม่รอดอาการน่าเป็นห่วง ไปไม่รอดแน่
อโศกไม่หลงสวรรค์ มาเข้าเรื่องต่อ … พรหมชาลสูตรเริ่มต้นว่าโลกนี้ต้องมีการชมและการติ ในโลกถ้าคนใดเข้าใจ โลกต้องมีการชม มีการติ แล้ววางใจได้ไม่ต้องยึดติดสเปค ใครวางใจได้อย่างอาตมาวางใจได้ คนติอาตมาก็ติไป อาตมาก็ฟัง ว่าเขาติถูกไหม แต่ส่วนมากเขาติผิด อาตมาว่าอาตมามีสิ่งที่จะให้ติอยู่บ้างแต่มีน้อย น้อยจนคนจะหาที่ติได้ยาก แต่ถ้าคนหาที่ติอาตมาได้มากคือคนไม่รู้สัจธรรม เช่นว่า อาตมาเอาแต่ตำหนิ ซึ่งอาตมาบวชมา 47 ปีนี้ติเสียมาก ชมบ้างแต่น้อย ทำไมชมน้อย เพราะ 1 ไม่ค่อยมีคนให้ชม 2 ชมทีไรมันโดนพวกตัวเอง เพราะสิ่งที่ถูกต้องมันดันเป็นอโศก ชมทีไรก็ถูกแต่พวกตน ติทีไรก็โดนแต่พวกเขา ทำไมต้องติ ก็เพราะว่ามันมีความผิดมีความไม่ดีมีความชั่ว แล้วชั่วหนักหยาบด้วย พูดไปแล้วก็ยังไม่แก้ไข ก็เลยกลายเป็น ลูกสอนยาก พ่อแม่ปากเปียกงานการเวียก ไม่เอาไหนเลย มันก็เลยจำเป็นเพราะว่า สอนยากพูดยากบรรยายยาก ก็เลยต้องพูดปากเปียกปากแฉะ ถ้าจะชมว่าพวกนี้มีศีล ไม่เอาอบายมุข ไม่ติดโลกธรรม กามคุณ แล้วพวกเราเป็นได้จริงตามพพจ.สอน ไม่วุ่นวายแย่งชิง โลกธรรม ไม่เป็นตัวทำให้สังคมเดือดร้อนที่เขาแย่งชิงกัน เราช่วยสังคมเศรษฐกิจประเทศชาติ เราช่วยความสงบแห่งประเทศชาติ 1 เราช่วยเศรษฐกิจ เราไม่ได้แย่งจากเขามา แล้วยังเป็นผู้สร้างแล้วเผื่อแผ่แจกจ่ายคนอื่น ขายถูกหรือให้ฟรีเลย ตั้งใจไว้อย่างนี้ถึงไม่เป็นตัวแย่งสังคม 2 เป็นพวกมีศีลธรรมเป็นพวกไม่รุนแรงไม่แย่งตำแหน่งลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จึงเป็นผู้สงบไม่ก่อความวุ่นวายให้บ้านเมือง เป็นคนดี เป็นคนไม่ก่อเรื่องแต่บ้านเมืองก็มาสตริคกับเรา เราผิดท่านก็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive