600816_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไฟบุญชำระจริตหมาจิ้งจอกจนพ้นสัตตาวาส.docx
เนื้อหาในไฟล์
600816_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไฟบุญชำระจริตหมาจิ้งจอกจนพ้นสัตตาวาส
สมณะฟ้าไทว่า… วันนี้วันพุธที่ 16 สิงหาคม 2560 แรม 9 ค่ำเดือน 9 ปีระกา ตอนนี้ที่บ้านราชฯน้ำก็ลดลง ที่อยุธยาก็จะมีการเกี่ยวข้าวกันตอนน้ำลด เป็นทุ่งรวงทอง ที่บ้านราชฯตอนน้ำลงก็หนัก เพราะมีคนมาซื้อปุ๋ยตอนนี้ ก็เป็นเรื่องโชคดี ขนกัน 800 กระสอบ ตอนเหลือ 50 กระสอบสุดท้ายต่างคนต่างหมดแรง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เพราะต้องยกปุ๋ยจากสิบล้อหนึ่งไปอีกสิบล้อหนึ่ง ก็เลยหนัก ไม่เหมือนขึ้นปุ๋ยด้วยสายพาน เด็กๆก็ไม่บ่นกัน ตอนเย็นผู้ใหญ่ก็ไปตามหาพระโสดาบันกันแถวแพผักมี 2 แพด้วยกัน เอาผักตบชวาขึ้นบนแพให้ได้ ก็สนุกสนาน มันไม่ร้อน เย็น แต่เหนื่อยเหลือเกิน ก็ว่าจะทำถึง 6 โมงครึ่ง สนุกสนานแต่ผักมันก็ยังไม่หมด ก็คงจะมีวันอื่นที่ไปขึ้นกันอีก แต่ก็เป็นอนิจจัง ดูว่าปีนี้ ที่ราชธานีอโศก ก็เหนื่อยกว่าทุกปี งานตลาดอาริยะคนก็ซื้อปุ๋ยมาก ตอนน้ำท่วมก็เหนื่อยขนของกัน แต่ปีนี้เหนื่อยเอาผักขึ้น เหนื่อยขายปุ๋ย แต่อาตมาพิจารณาดูแล้วว่าพระโพธิสัตว์คงเหนื่อยกว่าเราอีกเยอะ กว่าจะสร้างคนให้เป็นพระอาริยะได้ สร้างคนให้เป็นพระโพธิสัตว์สืบสานศาสนาต่อไปอีกก็คงต้องเหนื่อยอีกมาก ปั้นนามธรรมให้เป็นคนอาริยะได้นี่ไม่ใช่งานธรรมดา เป็นงานหนักมาก ให้คนเป็นคนพิเศษที่ไม่สามัญ พ่อครูว่า...คนทั่วไปคือปุถุชนสาธารณะ แต่คนที่ไม่ใช่ปุถุชนไม่ใช่คนทั่วไป แต่คนไม่สามัญไม่ทั่วไปเหมือนปุถุชน เป็นคนที่ปกติ ที่อยู่ในบริบทของโลกุตระ คนเขาไม่อยู่ในบริบทโลกุตระก็จะบอกว่าไม่ปกติ สมณะฟ้าไทว่า...ในญาณ 7 พระโสดาบัน ข้อ 3 ก็จะบอกว่า ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเดียวที่จะสร้างอาริยบุคคลได้ ไม่ใช่ปุถุชนทั่วไปเขาเป็นได้ เป็นเฉพาะ มีแต่ในศาสนาพุทธเท่านั้น เป็นศาสนาวิเศษเฉพาะ เป็นศาสนาเดียวในโลกท
อ่านต่อ
ี่สลายตัวตนไม่ให้มาเกิดอีกได้ ศาสนาอื่นทำได้แค่เทวนิยม มีตัวตน ที่ไม่สิ้นสุดไม่จบ พ่อครูก็เน้นประเด็นที่ว่าเราอยู่ในศาสนาพุทธสำคัญที่สุดคือทำให้เราพ้นสุขให้ได้ พ้นทุกข์ให้ได้เป็นสำคัญ ตอนไปย่อยธรรมะตอนเช้านี้ก็ถามพวกเราว่า ภาษาที่พ่อครูสอนเพียงพอให้เราบรรลุธรรมไหมก็ได้ แต่พ่อครูก็จะมาย้ำให้พวกเรามั่นใจขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบุญเรื่องกาย พ่อครูก็ย้ำให้เกิดรายละเอียดมากขึ้น พวกเราก็ต้องฟังทวนฟังให้สม่ำเสมอ จะมีความเข้าใจให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น จะมีรายละเอียดในภาษาที่ทำให้เราเข้าใจสภาวะได้ลึกซึ้งมากขึ้น พ่อครูว่า…เราก็มาโอภาปราศรัยก่อน SMS วันที่ 14 สิงหาคม 2560 (พ่อครู-บวรราชธานีอโศก)
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน รู้ก็สักแต่ว่ารู้ คืออย่างไร _3867พ่อครูสอนจิตที่รู้เท่าทันทุกขเวทนา108ที่แบกทุกความรู้สึกทุกอารมณ์จากทุก ผัสสะ!แล้วทำใจในใจอย่างแยบคายรู้ก็สักแต่ว่ารู้ในปัจจุบันขณะนั้นจึงพ้นสักกายทิฏฐิได้ถูกไหม? พ่อครูว่า... คนไม่ชำนาญไม่เก่งก็เผลอได้ ไม่ทำได้ทุกผัสสะ ต้องทำใจให้แยบคายถ่องแท้ได้จริง ก็ทำใจในใจ คำว่ารู้ก็สักแต่ว่ารู้นี้ถูกนิดเดียวแต่ผิดเยอะ คนพวกนักรู้ก็ตัดเอาแค่นั้น ก็ว่างนะ แต่ได้แค่นั้น แต่หวัดๆ ก็วนกลับมาใหม่ เพราะว่ามันไม่ได้รู้สึก ก็สักแต่ว่ารู้ คำนี้เป็นคำจบ ของผู้ที่ได้รู้อย่างบริบูรณ์แล้ว สักแต่ว่ารู้ไม่ใช่รีบโยนทิ้ง แต่จิตของเรารู้แต่ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น สักแต่ว่ารู้นี้คือ หมดความยึดมั่นถือมั่นแล้ว และจิตคุณได้หมดความยึดมั่นถือมั่นแล้วจริงไหม ก็ต้องปฏิบัติล้างความยึดมั่นถือมั่นไปตามลำดับ จนหมดความยึดมั่นถือมั่น เป็นแต่เพียงอาศัย สมณะฟ้าไทว่า...สักแต่ว่ารู้เป็นการใช้สมถะ พ่อครูว่า...เป็นภาษาของนักตีกิน แต่พวกสมถะก็ใช้คำนี้มาตีกินได้เหมือนกันแต่ว่าสายตรรกะนี้ใช้ได้มากกว่า เพราะเข้าใจความหมายอันนี้ได้เร็วกว่าพวกเจโต นึกถึงสมัยไปที่สำนักตักศิลาวัดมหาธาตุ มีหลวง...อะไร? ใช้ตรรกะว่ารู้นิ่งเฉยคือรู้แล้วตัดเลย ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่ได้ตัดกิเลสไปตามลำดับ จนกระทั่งรู้สักแต่ว่ารู้เป็นตัวจบ เขาก็วนไปวนมา ตอนแรกๆ สักแต่ว่ารู้ ในผู้ที่ปฏิบัติยังไม่จริงจะเป็นการตีกิน ทั้งสายปัญญาและสายเจโต ส่วนสักแต่ว่ารู้ตัวจบในผู้ปฏิบัติได้บริบูรณ์สัมบูรณ์จึงเป็นสักแต่ว่ารู้อย่างแท้จริง หรือตถตา ก็คือ สักแต่ว่ารู้นั้นเอง ถ้าเราโยนทิ้งไป ก็ไม่ได้พิจารณาอะไรมันก็ว่างได้จริงๆ แต่เสร็จแล้วก็กลับมาใหม่ จะว่างได้ชั่วระยะหนึ่งแล้วก็ผ่านไปตัวใหม่ ไปเสพสุขกับตัวใหม่เป็นอย่างนี้ โดยไม่รู้ตัวเองว่า เคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ เรียกว่าเลื้อยไปเรื่อย พวกเลื้อย ตัวนี้ ก็ไปตัวนั้นอีก โดยตัวเองไม่ทำให้จบสมบูรณ์แบบไปทีละอันที่สุดจนกระทั่ง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” จบจนกระทั่งแน่จริงว่ากระทบสัมผัสอีกเท่าไหร่ก็ไม่เกิดกิเลส มีอเนญชาภิสังขารจริง กระแทกกระทุ้งกระเทือนอย่างไรก็ไม่มีหวั่นไหว _3867รู้อารมณ์ปรมัตถ์จากจิตเจตสิกรูปนิพพานบ่ต้องวิปัสสนาอารมณ์108อันยุ่งเหยิงให้ปวดหมอง!ตามดูรู้รูปนามในขณะนั้น!โลภก็รู้ว่าโลภ!โกรธก็รู้ว่าโกรธ!หลงก็รู้ว่าหลง!แล้วลดละวางเสีย แค่นี้พอไหม? พ่อครูว่า... ไม่พอ พวกนี้จะได้ฉาบฉวย เพราะฉะนั้นอย่ารีบจบเร็วๆฉาบฉวยเลื้อยไปเรื่อย ภาษานี้แสบมาก ระวังเถอะ
SMS จากเฟซบุ๊ค _วีระ แสงทองล้วน · กราบนมัสการพ่อครู ผมฟังอยู่ที่เท็คซัสครับ
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน จริตหมาจิ้งจอกที่ต้องการกินเนื้อ _จากอโศกสัมปวังโก ...ในลังกาวตารสูตรไม่มีข้อความไหนเลยที่บ่งบอกว่า พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระภิกษุสงฆ์ฉันเนื้อสัตว์ แต่ในพระไตรปิฎกของไทยมีบทบัญญัติ “มังสะ 10”(เนื้อสัตว์ 10 อย่างที่พระภิกษุห้ามฉัน) พ่อท่านชี้ชัดได้หรือไม่ครับว่า บัญญัติดังกล่าวเป็นสิ่งแปลกปลอมในพระไตรปิฎกของไทย พ่อครูว่า...ไม่ต้องแปลกปลอมก็ได้ให้เป็นจริงก็ได้ ให้เขาเข้าใจความซับซ้อนลึกซึ้งๆอย่างที่เราได้เอา สิคาลวรรค หมาจิ้งจอก จริตนิสัยแบบหมาจิ้งจอก มันไม่ยอมจบง่ายๆหรอก เอ็งไม่โกงพ่อก็โกง พ่อไม่โกง ปู่ก็โกง ปู่ไม่โกง ทวดก็โกง ทวดไม่โกง ทวดของทวดก็โกง...มันไม่หยุดหรอกสันดานจิ้งจอก สิคาละ พระพุทธเจ้าถึงได้จบตรงนี้ ท่านยืนยันสำคัญสุดท้ายชัดเจนเลยว่า ถ้าเผื่อผู้ใด จะมายืนยันว่า จะต้องฉันเนื้อสัตว์ล่ะก็ฉันไปเลย ต่อให้คุณบอกว่า เอาเนื้อฆ่าบุตร ภรรยา มาให้ฉัน ก็ฉันเนื้อบุตร ภรรยานี่ละ มันเป็นคำประชดสุดท้าย ถ้าเขาจะยัดเยียดให้แล้ว เป็นการโกงเหมือนหมาจิ้งจอก ยัดเยียดว่า เอ็งต้องโกงแน่ เอ็งไม่โกง พ่อก็โกง พ่อไม่โกง ปู่ก็โกง ปู่ไม่โกง ทวดก็โกง ทวดไม่โกง ทวดของทวดก็โกง เป็นจริตของหมาจิ้งจอก ก็บอกเถอะ เราจึงต้องใช้คำจบคำเดียวกันว่า ความเห็นของเธอกับความเห็นของเราคนละอย่างเสียแล้ว จบ ก็เป็นความยึดถือความเห็นความเชื่อ เธอก็เห็นอย่างนั้น เราก็เห็นอีกอย่าง จบแล้วนะ พูดอย่างสุภาพๆ ความเห็นของเธอกับความเห็นของเรามันคนละอย่างกันเสียแล้ว จบไหม? จบ เธอก็ไปของเธอตามที่ชอบเราก็ไปของเราตามที่ชอบ
_ภก. ประยงค์ อัครพัฒนากูล นมัสการ ครับ พ่อครู ..ที่พ่อท่าน บอกว่า...ไอ เพราะคันคอ ก็ ตรงกับ Physical Respond อันเนื่องจาก เส้นเสียง...แห้ง หรือ มีเสลดเหนียว พันคอ ดังนั้น... นิมน !! พ่อท่าน จิบน้ำ 1 คำ เมื่อมีอาการ กระผมคิดว่าน่าจะลดอาการลงไม่น้อย พ่อครูว่า…อาตมาว่ายานี้ ไม่ใช่คุณรู้คนเดียว เขารู้กันทั้งโลกแล้ว ก็ขอบคุณ จะพยายามทำอันนี้ด้วย ความเห็นอีกอย่างคือ อาตมาไม่อยากเสียเวลาแม้นิดน้อย อาตมาเสียดายเวลา จึงไม่ค่อยถนัดมีเรื่องจุกจิกอย่างนี้ พยายามเก็บทุกหยดหยาดของเวลา ก็ขอบคุณ คุณประยงค์
สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน บุญคือพลังงานไฟไปชำระบาป _ จาก ชาวบ้าน ค่ะ พ่อครู บรรยาย ถึงคำว่า บุญเป็นวิบัติ เป็นสิ่งชำระล้าง บาป ลูกเข้าใจถูกหรือไม่ ว่าบุญเป็นตัวชำระบาป หากยังมีบาป ก็ควรทำบุญ เพื่อชำระบาป จนกว่าจะไม่มีบาป. พระอรหันต์ไม่มีบาปให้ล้างอีกแล้ว เพราะบาปไม่เกิดอีกเลย. ท่านเลยหมดภาระล้างบาป แต่คนที่มีกิเลส ยังทำบาปอยู่เนืองๆ จึงคิดทำบุญล้างบาปโดยตลอด ลูกเข้าใจเช่นนี้ถูกหรือไม่คะ พ่อครูว่า…ถูกต้องบุญเป็นสิ่งชำระบาป เข้าใจถูกแต่ขออธิบายเพิ่ม บาปบุญไม่ใช่การทำเพื่อสะสม แต่ก็เป็นการทำพลังงานทำอาการใจ ให้มันเกิดพลังงาน มันไม่ใช่รูปร่างตัวตนเลย เป็นพลังงาน ให้เกิดพลังงานนั้น จนมีคุณสมบัติคุณวิเศษถึงขั้น เรียกโดยภาษาว่า พลังงานไฟ หรืออุณหธาตุ หรือเรียกภาษาบาลีว่าเตโชธาตุ มันจะสามารถมีพลังงานเหนือกว่า ไฟราคะโทสะโมหะ แล้วมันก็จะสลายพลังงานราคะโทสะโมหะได้อย่างแท้จริง ผู้ใดมีความรู้ความสามารถและสร้างพลังงานนี้ให้ตัวเองได้เรียกว่าพลังงาน ฌานก็เรียก เป็นพลังงานไฟกองใหญ่ เผาไฟราคะ ไฟโทสะไฟโมหะ เผาจนไม่มีกองเหลือเลย แต่ก่อนเป็นก้อนใหญ่หนักโตแข็ง แต่ก็ทำให้หายไปได้เลย โยนิโสมนสิการ จึงสำคัญ หากไม่ใช่อาตมาแปล จะไม่สัมมาทิฏฐิได้ง่ายๆ จะมีสัมมาทิฏฐิจะต้องได้ฟังจากสัตบุรุษ ถ้าเชื่อถือว่าคนนั้นเป็นสัตบุรุษ คนนั้นแหละพูด หากคุณไม่ค่อยรับ แต่พระพุทธเจ้าว่าต้องปรโตโฆษะ อันที่คุณเห็นว่าอื่น ไม่รับว่าเป็นเรา ไม่เป็นพวก ให้เป็นเดียรถีย์ ๆ จริงๆไม่ใช่เดียรถีย์ แต่จริงๆเป็นอัญญะเป็นอันอื่นที่คุณไม่เคยรู้ เป็นความรู้ใหม่เรียกว่าอัญญา แต่คุณไม่ปรโตโฆษะ ไม่รับไปศึกษาพิจารณาให้ดี จึงไม่ง่าย ถ้าไม่รับเสียงที่คุณไม่อยากรับ แม้ไม่อยากรับ ก็ไม่ต้องเอาตัวตน แต่เอาปัญญาเนื้อแท้ ก็ไม่รู้จะบังคับอย่างไร เขาเกลียดขี้หน้า ไม่อยากฟังเสียงไม่อยากดูหน้า พูดไม่เข้าหูก็เลยไม่เข้าใจไม่เข้าถึง แม้เข้าหู แต่ไม่ให้เข้าใจ พอไม่เข้าใจ แล้วจะบรรลุถึงได้อย่างไร ก็ทำใจไม่เป็น ก็ไม่บรรลุไม่เข้าถึง
สื่อธรรมะพ่อครู(ปกิณกะ) ตอน จริตหมาจิ้งจอกนั้นเป็นเช่นไร _ปรัชญา ปารมี (รายการ"สิ่งดีๆที่ผ่านมา14สค.60") ท่าน"ผู้นำอโศก"สังเกตว่าคล้ายเริ่มมีการ"ใช้ไหวพริบ-ปฏิภาณ?"เพื่อ"หาทางออกให้ตัวเอง?"โดยมีลักษณะการ"พูดพลิกแพลงหลักธรรมะ?"ในช่วงหลังๆเสมือนว่า"อรหันต์ยังมีอนุสัยกิเลสเล็กน้อยได้บ้างอยู่?"{เพราะอาจมีคน"ตั้งข้อสงสัย"(แต่"คนภายในอโศก"ไม่กล้าถามให้"กระจะกระจ่าง?"เพราะ"เกรงใจผู้นำ?" โดยเกรงว่า"ท่านจะเสียหน้า-ถ้าตอบไม่ได้?")ก็เป็นได้?ว่า ทำไม"เป็นอรหันต์หมดกิเลสแล้ว?"-แต่ยังคงมี"อารมณ์เศร้าได้?"จนถึงขั้น"หลั่งน้ำตา?"ให้"เห็นอยู่หลายๆครั้ง?" และท่าน"ผู้นำอโศก"ก็ไม่เคยนำมา"ตอบให้ชัดเจนกระจ่างแจ้ง?"เลยสักที?}ซึ่งไม่เคย"ได้ยิน-ได้อ่าน?"ใน"หลักคำสอนของพุทธ"มาแต่ไหนแต่ไรเลยว่า"อรหันต์ยังคงสามารถร้องไห้ได้อยู่?"แต่อย่างใด? ใช่หรือไม่? พ่อครูว่า...เอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งสักเรื่องเดียวแล้วคุณไม่ปล่อยได้ไหม ปฏิบัติสักเรื่องหนึ่งหาทางออกให้ตัวเองให้สมบูรณ์ อาตมาขอยืนยันว่าจะไม่ใช้ลักษณะใช้ไหวพริบ-ปฏิภาณ?"เพื่อ"หาทางออกให้ตัวเอง?นั้น แต่คุณจะยัดเยียดก็เป็นความเห็นของคุณ คำว่าไหวพริบปฏิภาณคือสัจจะคือความตรง สำหรับอาตมา แต่พลิกแพลงคือความไม่ตรงไม่ใช่ไหวพริบปฏิภาณ เป็นเรื่องเฉโก คุณเก่งภาษาบัญญัติพอได้ แล้วเอามาสลับคำ ดีไม่ดีเอาบาลีมาสลับกับไทย ไหวพริบคือไทย ปฏิภาณคือบาลี แล้วเอามาคู่กันว่า อาตมาใช้ไหวพริบ-ปฏิภาณ?"เพื่อ"หาทางออกให้ตัวเอง? โดยยัดเยียดคำว่า ไหวพริบปฏิภาณเป็นพลิกแพลง หาว่าอาตมาพลิกแพลง เอาปฏิภาณคู่กับไหวพริบ เอามายัดอาตมา ใช้ทั้งบาลีและไทยมายืนยันอาตมาว่า เอาไหวพริบปฏิภาณพลิกแพลง ถ้าคุณเห็นว่าอาตมาเป็นคนช่างพลิกแพลง อาตมาว่า คุณกับอาตมาน่าจะจบ เพราะอาตมายืนยันว่าจะไม่ใช้ไหวพริบปฏิภาณมาเป็นการพลิกแพลง จบนะ
ถ้าเผื่อว่าจะให้อาตมาอธิบายแล้วคุณระแวงอีก อาตมาก็ต้องใช้พยัญชนะ คุณก็ต้องหาทางเถียงอาตมาอีก อาตมาก็จบดีกว่ากับคุณ เพราะคุณต้องมียาวยืดอีก มีคำว่าเศร้าโศก หลั่งน้ำตา อาตมาก็ว่าหลั่งน้ำตา ไม่ใช่เศร้าแต่เป็นปีติ คุณก็รวบคำว่าเศร้ากับปีติปนเปอีก คุณเมาภาษากับพยัญชนะ สับสนระหว่าง สภาวะกับภาษา คนรู้มาก รู้บาลีไทย ดูจะเก่งกว่าอาตมาด้วย อาตมาสู้คุณไม่ได้หรอก อาตมาแพ้คุณ สำหรับคุณปรัชญา ปารมี ถ้าส่งมาอีก อาตมาก็ยอมแพ้คุณทุกที ไม่เช่นนั้นไม่จบ เพราะคุณยังไม่ต้องการจบ อาตมาวนกับคุณไม่ไหว จะวนกับคุณก็ได้ แต่อาตมาไม่มีเวลา อาตมารู้ว่า คุณเป็น สิคาลอยู่ อาตมาก็ขอจบ
SMS วันที่ 15 สิงหาคม 2560 (สมณะ สิกขมาตุ-บวรสันติอโศก) _3510ติดตามรับชมรับฟังผ่านดาวเทียม ไทยคม ด้วย กล่อง ipm ช่องที่ 96 แขวงหนองแขม เขต หนองแขม จังหวัด กรุงเทพมหานคร รหัสไปรษณีย์ 10160 ครับผม สัญญาณ ชัดเจนดีมากๆครับผม นึกถึง เพลง เพ่งมองผ่านเมฆ .... เลย ครับผม ขอขอบพระคุณครับ. _7711 ขอบพระคุณมากๆ เรื่องความเกรงใจ จริงใจนี้ เป็นเรื่องที่กำลังสงสัยพอดีเจ้าค่ะ SMS จากเฟซบุ๊ค เจิน วดี · อาหารใจ ฟังไม่รู้เบื่อยิ่งฟังยิ่งรู้ สาธุๆๆ _สมถวิล บาลเวช กราบนมัสการด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะทำจิตวิญญาณไม่ให้มีทั้งสุขและทุกข์ไม่ดูดไม่ผลักบางตัวก็แสนยากและทุกข์ทำไม่ได้ยังเพิ่มโทสะเศร้าอีกก็ตั้งหลักพิจารณาแล้วจะทุกข์ไปทำไมอบรมจิตต่อไปอีกแล้วๆเล่าๆไม่ง่ายแต่ก็จะพยายามต่อไปค่ะด้วยความเคารพอย่างสูง พ่อครูว่า...ตกลง เอาของท่านจันทร์ไปใช้ ความพยายามคือความพยายาม
_กราบนมัสการพ่อท่านที่เคารพบูชาค่ะ ดิฉันใจแก้ว อโศกตระกูล จะมาเล่าเรื่องการปฏิบัติ มาเป็นคนจนเป็นอย่างไร คำว่ามาเป็นคนจนนั้น คนฟังแล้วก็กลัวไม่อยากเป็นคนจน ทุกคนอยากเป็นคนรวย คนสวย คนหล่อ และเป็นคนมีอำนาจกันทั้งนั้น เพราะอยากให้คนในสังคมยอมรับนับถือ มันเป็นรสโลกียสุข ดิฉันก็เคยเป็นเช่นทุกคนค่ะ ดิฉันเคยเป็นลูกสาวเถ้าแก่มาแล้ว ก็มาเป็นเถ้าแก่เองอีกครั้งก็รวยมาแล้ว แต่มาปฏิบัติธรรมกับพ่อครูที่สันติอโศก ปฏิบัติตอนแรกๆ ก็คิดว่าเราคงจนไม่ลงแล้วแน่เลย ถ้าเราปฏิบัติตรงกับสัมมาทิฏฐิของมรรคองค์8 ให้ถูกต้องแล้วจะเดินทางไปเป็นคนจน ไม่ใช่เดินทางไปเป็นคนรวย นั้นผิดทาง พระพุทธเจ้าสอนให้มาคนจนที่ขยันไม่ใช่ขี้เกียจนั่งเฉยๆ ต้องทำงานช่วยผู้อื่น พอได้ทำงานอยู่กับคนมากๆก็ต้องมีผัสสะกระทบกระทั่งกันทำให้เราเห็นอาการกิเลสขึ้นมาว่า เราโกรธเขาหรือไม่ เราก็ได้จับอาการนั้นแล้วก็ปรับให้อาการนั้นลดลงแล้วดับไป ถ้าเราอยู่เฉยๆไม่ขยันทำงานอะไรเลยก็ไม่มีใครจะมาว่าเราได้ แล้วเราจะเห็นกิเลสของเราเกิดขึ้นได้อย่างไร มีผัสสะเกิดขึ้นกับเราอยู่เรื่อยๆ ทำให้เราเก่งขึ้นมีวิธีจัดการกับกิเลสของเราได้ ดิฉันได้พิสูจน์กับตัวเองมาแล้วว่าถ้าเราได้ใช้อิทธิบาท4 1.ต้องมีความยินดีเกิดขึ้นในใจของเรา 2.มีวิริยะตัวขยันให้มากๆกุศลธรรมจะเกิดขึ้นได้จริงไม่มีช่องให้อกุศลเข้าได้เลย 3.จิตตะตั้งมั่นมีใจของเราโถมให้เต็ม 4.วิมังสา พิจารณาทบทวนอยู่เสมอๆ เป็นคนจนต้องมีศีล5,ศีล8หรือสูงขึ้นเป็นศีล1๐ไม่ต้องใช้เงินเลยสบายดี ดิฉันได้ตัดสินใจแล้ว จะอยู่แบบคนจนไปตลอดชีวิตค่ะ ดูแล้วทางโลกีย์ไม่เห็นมีอะไรเป็นสาระเลย ทำงานหาเงินเหนื่อยแทบตายแล้วก็รวย สุดท้ายก็ทิ้งหมดไปทุกสิ่งทุกอย่าง บางคนทำแล้วยังไม่ทันใช้ก็ตายจากไป คิดแล้วน่าสงสารเสียดายเวลาเกิดมาชาตินี้ กุศลก็ไม่ได้ บุญลดกิเลสก็ไม่ได้ ได้ไปแต่บาปอย่างเดียว ดิฉันเขียนออกมาจากสภาวะที่ได้ของตัวเอง กราบนมัสการพ่อท่านค่ะ พ่อครูว่า...สาธุดีมากที่ได้ประโยชน์จากผัสสะ รับมือกับกิเลสและจัดการกิเลสได้เรื่อยๆ จนเห็นคุณค่าของการอยู่กับงานกับผัสสะ
_ กราบนมัสการค่ะมีประเด็น เรียนถามพ่อครูว่าทำอย่างไร เราถึงจะปฏิบัติมรรคทั้ง 8 องค์ ให้ได้ต่อเนื่องตลอดทั้งวันคะ (พลังเพ็ญ คำด้วง กราบนมัสการค่ะ) พ่อครูว่า... ก็คำตอบของท่านจันทร์ ความพยายามอยู่ที่ความพยายาม อาเสวนา ภาวนา วงพหุลีกัมมัง ทำซ้ำทำทวนจนกว่าจะได้จริง
_จาก..ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ ตอนนี้พวกเราหลายคนเวลาจะทำงานอะไรที่ต้องใช้พลังหรือเพิ่มประสิทธิภาพตัวเองมากขึ้นกว่าเดิม ก็จะบอกกันว่า “ต้องสัมประสิทธิ์กัน” พ่อครูสอนไว้ว่า” สัมประสิทธิ์คือความจริงของแต่ละคนที่มีแกนสมาธิ(จิตตั้งมั่นอย่างคงตัว คงที่แล้วเป็นหลักยืน) กับ ประสิทธิภาพ ของแต่ละบุคคล ก็จะเกิดเป็นตัวแปร ที่เพิ่มพูน ความก้าวหน้าพัฒนา ประสิทธิภาพ ของโลกุตรบุคคล”(จากหนังสือเราคิดอะไร ล.324 น.46) กราบเรียนถามพ่อครูว่า แกนสมาธิ ที่สามารถเป็นหลักยืนได้ เป็นพลังงาน Static ที่เกิดจากเดินโพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 ยิ่งลดกิเลสได้มาก เจริญอุเบกขา เข้าสู่สูญญตา ได้มากเพียงใด ยิ่งมีพลังมาก แกนสมาธินี้ก็เป็นเหมือนเสาเอกที่แข็งแรง มั่นคง สามารถทำงานควบคู่กับพลังงาน Dynamic หรือประสิทธิภาพ สมรรถนะ ความขยัน เสียสละของแต่ละบุคคล ที่จะมีมากหรือมีน้อยขึ้นอยู่กับแกนสมาธิของแต่ละบุคคล วัดกันได้จาก ลดกิเลสได้มาก ขยัน สร้างสรร เสียสละได้มาก ลดกิเลสได้น้อย สมรรถนะก็น้อยตามไปด้วย ยกเว้นผู้ที่เจ็บป่วย เพราะฉะนั้น สัมประสิทธิ์ที่จะมีประสิทธิภาพระดับคูณ จะขึ้นอยู่กับแกน แก่นหลักคือตัวเราลดกิเลส ได้มรรคผลมากน้อยเพียงใด เกิดประโยชน์ตนคือลดกิเลส ประโยชน์ท่านคือสร้างสรร เสียสละให้ผู้อื่น ได้มากน้อยตามการบรรลุธรรมของแต่ละบุคคลที่เกิดจากสมาธิลืมตา ลงมือปฏิบัติมีผัสสะในปัจจุบันเท่านั้น ถึงจะเกิดสัมประสิทธิ์ได้ ไม่ใช่นึกคิดเอา..ลูกเข้าใจถูกไม๊คะ กราบขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ พ่อครูว่า...ถูกต้อง จบ
เอาเรื่องคนจนต่อ จะพูดได้อีกนาน ว่าต้องมาปฏิบัติให้เป็นแบบคนจนมีพยัญชนะบาลีคือ อัปปิจฉะ มากล้าจนมามีน้อยๆเอาน้อยๆ มันมากไปก็พอสันตุฏฐิ แล้วปวิเวก ไม่ต้องมีสวรรค์ต่อคือ อสังสัคคะ แล้วทำงานขยัน วิริยารัมภะ ก็วนอยู่อย่างนี้ กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ปวิเวกะ อสังสัคคะ มีให้น้อยมากเท่าไหร่ น้อยที่สุดก็คือ 0 ถ้ามี 1 มี 2 ก็ว่าน้อยอยู่ แต่ถ้ามี เป็นล้านเป็นหมื่นล้านก็ยังน้อย อย่างนี้ไม่จบ แต่ถ้ามาอยู่กับหมู่ อยู่ด้วยกันจริงๆจะรู้ว่าไม่มีใครหลอกกันหรอก ก็มีแค่นี้แหละ ไม่ต้องมีมากมาย ใครจะหมกหมักซ่อนในหมู่ก็เรื่องของเขา แต่เราอยู่กันอย่างจริงใจจะเป็นมวลเดียวกัน อย่างพวกเราชาวอโศก เป็นคนจนอยู่แบบคนจน จะใช้ภาษาหลอกลวงกันก็ได้ แต่เอาความจริงมาอยู่ด้วยกันสัมผัสสัมพันธ์กันทุกวันด้วยกัน เป็นหมู่กลุ่มแล้ว หมู่กลุ่มชาวคนจน มันมีแล้วก็อยู่อย่างเป็นสุขขอบคุณ เชิญเข้ามาสัมผัสสัมพันธ์ มาพิสูจน์ล้วงตับไตไส้พุงเลย
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ตั้งตนบนความลำบากแต่อย่าให้เข็ด _ขอโอกาส ถามเพื่อความเข้าใจ เมื่อมีผัสสะ แล้วมีเวทนา 2 ผู้ปฏิบัติจะทำให้เกิดเวทนา 1 เป็นปุริสภาวะ เรียกว่าปุงลิงค์ ความเป็นหนึ่ง ผู้ที่จะเป็นพระอรหันต์ได้ต้องทำ ทำความเป็นหนึ่งให้เป็นศูนย์ได้ อรหันต์คือ 1 เที่ยงแท้มั่นคงแข็งแรง ถ้าจะให้ยิ่งกว่าคือทำให้เป็นศูนย์ นปุงสกลิงค์ แล้วผู้นี้จะใช้อิตถีภาวะและปุริสภาวะให้เหมาะสม กับคนอื่น พ่อครูว่า...ได้เพราะจะมีคุณสมบัติของสัจธรรมจริงๆที่มีความแข็งแรงมั่นคง เป็นอเนญชาภิสังขาร จะมีความแข็งแรงตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเลย แม้จะกระทบกระแทกกระทุ้งกระเทือนหนักเท่าไหร่ก็ไม่ไหวหวั่น ไม่มีกระดิกเลยจริงๆ ด้วยการปฏิบัติสั่งสม อเนญชาภิสังขาร มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา กระบวนการ 5 ของอุเบกขา ปริสุทธาคือ ความบริสุทธิ์ กระทบกระแทกกระทุ้ง อย่าหนี การกระทบกระแทกกระทุ้ง แต่ละคนจะได้รับตามบารมี ถ้าไม่ไหวก็หลบ แต่ถ้าไม่ไหวก็หลบ ถ้าไหวก็รับ รับเท่าที่คุณรับไหว แต่ต้องตั้งตนบนความลำบาก เป็นประเด็นที่สำคัญ หากไม่ตั้งตนบนความลำบาก เอาแต่สบายสบายก็ไม่ไปไหนหรอก เพราะสบายๆ ออเซาะกิเลสตัวเองแล้ว จะต้องตั้งตนบนความลำบากแต่อย่าลำบากเกินแรงตัวเอง จะเข็ด หากเข็ดแล้วจะหนี นานชาติเลย นานกัปป์กัลป์เลยนะ ต้องไม่ให้เข็ด ต้องรู้จักประมาณตนเองให้พอเหมาะ อย่าให้สู้ไม่ไหวเข็ดจนหนี ต้องประมาณให้พอดี และต้องตั้งตนบนความลำบาก ถ้าไม่ลำบาก ตั้งตนบนความสบาย อกุศลกรรมเจริญยิ่ง สุขังโขเมวิหรโต ต้อง ทุกขายปนเมอัตตานังปทหโต แล้วอย่าออเซาะเข้ากับความสบายให้มากนะ
_ฝากน้ำใจโสดาบันถึงพ่อครูว่า ศีลคือกรรม 3 ใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...ศีลคือหลักที่จะเอาไปปฏิบัติ กรรม 3 คือกายกรรมวจีกรรมมโนกรรม เอาไปแปะกันอย่างไร มันมาใช้ร่วมกัน ศีลกับกรรม 3 ศีลคือข้อหลักเกณฑ์ที่จะปฏิบัติให้เหมาะสม ปฏิบัติการระมัดระวังกรรมทั้งสาม คือกรรมที่หยาบออกมาภายนอก ตั้งแต่นัจจะ สุ้มเสียงสำเนียงภาษาพูด แล้วก็มีใจ เพราะฉะนั้นคุณต้องคำนึงประมาณ ท่าทีลีลาด้วย สุ้มเสียงสำเนียงภาษา แล้วก็ใจด้วย ทั้งสามอย่างนี้ ก็ค่อยๆฟังธรรมไปถามมานี่ไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่
_วิชชา ที่พ่อครูสอนคือวิชชาที่พึ่งพาตนเองได้ เป็นภาษาโลกุตระ คนไฮโซอโศกคงเข้าใจยาก จะไปอยากตรวจโสดาอโศก ดร.เขาสอนไฮโซใช่ไหมคะ แต่พ่อครูนั้นสอนให้หายโศก จงสุขกายสุขใจเถอะ รูปธรรมปลอดภัยไร้สารปนเปื้อนของนายทุน ก็พ้นทุกข์สบายใจไว้ใจได้ระดับโสดาฯ ต้องมาเกาะกลุ่มและเก็บปรากฏการณ์เป็นแบบฝึกหัด วิชาการส่งพ่อครู ช่วยลดกิเลสสะสม(บุญ)กุศล เป็นคะแนนหรือเป็นหน่วยกิต สะสมการบรรลุธรรมต้องทำเอง ถูกไหมคะ พ่อครูสอนให้ลดกิเลสแต่พ่อครูสอนให้ลดกิเลส น้ำใจ เป็นโลกุตระทรัพย์ วัตถุทรัพย์ของคนรวยสามารถแปรรูปเป็นโลกุตรทรัพย์ได้ด้วยน้ำใจใช่ไหมคะ พ่อครูว่า...ใครรู้สึกตัวว่าเป็นคนไฮโซอโศก คือพวกเรานี้มีดร.เยอะ ใช่อาตมาสอนหายโซ
สื่อธรรมะพ่อครู(ปฏิจจสมุปบาท) ตอน ธรรมะคือเหนือธรรมชาติ _ในรายการกฎธรรมชาติของโสภณ เจ้าของรายการได้เน้นอยู่เสมอว่าธรรมะคือธรรมชาติ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดของพ่อครูว่า ธรรมะคือเหนือธรรมชาติ คือจิตที่เหนือธรรมชาติได้ จะปรองดองแนวคิดสองอย่างนี้อย่างไร พ่อครูว่า...คำว่าธรรมะคือธรรมชาตินั้นไม่ใช่แค่คุณโสภณเพียงคนเดียว มีท่านพุทธทาสด้วย ท่านก็ย้ำอยู่ หลายคนก็ย้ำอยู่ จนที่สุดมาถึงคุณโสภณก็ย้ำอีกว่า ธรรมะคือธรรมชาติ อาตมาก็ย้ำอีกว่า ไม่ได้เห็นว่าธรรมะคือธรรมชาติ พิสูจน์แค่ว่า พยัญชนะ ธรรมชาติ ชาติคือ ชาติ ธรรมะคือธรรมะ ทีนี้คุณบอกว่า ธรรมะคือธรรมชาติ ก็ลองตัดคำว่า ธรรมะออก ก็เหลือแต่ ชาติคำเดียวไม่มีธรรมะหรอก ธรรมะมันสูญไม่เกิด แต่ถ้าจะดันว่าธรรมะ คือธรรมชาติก็ไม่รู้จัก สมการคณิตศาสตร์โลโซง่ายๆ ว่า ธรรมะคือธรรมชาติ มันไม่มีสมการนี้หรอกในโลก ต้องมาเรียนรู้ชาติ คือการเกิดของจิต พระพุทธเจ้าเรียนรู้ชาติ 5 ชาติ สัญชาติ โอกกันตะ นิพพัตติ อภินิพพัตตะ ต้องมาเรียนรู้กระบวนการเกิดของนามธรรม ต้องรู้จัก นาม 5 คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ เราเรียนรู้จนหมดการเกิดทางจิตได้ เหนือธรรมชาติคือความทรงไว้ของกาเรกิด เรายังไม่กายแตกตาย ไม่กายัสเภทา เราไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน หากเราเป็นอรหันต์แล้วก็อยู่เหนือการเกิด ควบคุมการเปลี่ยนได้ ไม่ให้สิ่งที่เป็นอกุศลเกิดทั้งภายนอกและภายใน เพราะฉะนั้นคำว่าธรรมะคือธรรมชาติ กับธรรมะคือธรรมะ ชาติคือชาติ แตกต่างกัน จะปรองดองได้คือ ความเห็นของเธอกับความเห็นของเรานั้นคนละอย่างกัน หากคุณไม่จบเราก็จบ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน จริตหมาจิ้งจอกหลอกกินเนื้อ มาต่อที่สัญชาติของหมาจิ้งจอก ยังเกิดอยู่ เป็นชาติ เป็นสัญชาตญาณ ใครชนะสัญชาตญาณเป็นการเกิดที่ อภินิพพัตติ ก็มีปัญญาอยู่เหนือสัญชาติ ไม่ให้สัญชาติมาทำอะไรเกินกว่าที่ไม่ควร เราอยู่เหนือสัญชาติญาณ สัญชาตญาณมีราคะเขาก็ว่าต้องปล่อยมัน ก็เสร็จสิ ต้องอยู่เหนือสัญชาติญาณด้วย สัญชาติ แปลว่า สิ่งที่เกิดมาจากความจำเดิมที่สั่งสมมา สองกำหนดรู้ความเกิดนี้ เรียกว่าสัญชาติ เป็นความหมายในอดีตกับปัจจุบันต้องทำกำหนดสัญชาติปัจจุบันให้อยู่เหนืออกุศล ทำแต่สิ่งที่ควรเป็นกุศล สิ่งที่เป็นอกุศลไม่ทำ
อาตมาก็จะจบ สิคาละ จริตนิสัยจิ้งจอกหรือหมาป่า ก็เอาตามพระพุทธเจ้าตรัสว่า แม้เนื้อสัตว์ที่เรากิน คุณจะบอกว่า หรือหมาจิ้งจอกจะบอกว่า คุณจะกินเนื้ออยู่เลย ต่อให้เป็นเนื้อบุตรหรือภรรยาแล้วก็กิน ก็จบ เราว่าเราไม่มีอกุศลเจตนา ถ้าจะกินก็กินเนื้อปวัตตมังสะ หรือป่วยเจ็บต้องกินหรือเนื้อ 10 อย่าง นี่ก็ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นเรื่องของอรรถกถาจารย์หรือเรื่องของพระพุทธเจ้ากำหนด แม้แต่พระพุทธเจ้าจะกำหนด อาตมาอธิบายว่า เป็นเนื้อที่ไม่ควร เช่นสุนัขเป็นสัตว์เลี้ยงของคนก็ไม่ควร หรือเสือ หรืองูพิษก็ไม่กินมัน หรือสัตว์ใช้แรงงานก็ไม่กิน สุดที่สันดานหมาจิ้งจอกจะมาแย้ง ท่านก็เอาแค่สิบอย่างนี้ก็แล้วกันว่าอย่ากิน มันไม่ควรอย่างยิ่งแล้ว นอกนั้นถ้าจะดึงดันกินก็กินไปเถอะ อย่างนี้เป็นต้น
ถ้าจะอ่านสำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุลของ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive