351116 อุดมการณ์ทางสังคมในพุทธศาสนา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
351116 อุดมการณ์ทางสังคมในพุทธศาสนาฯ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก
อุดมการณ์ทางสังคมในพุทธศาสนา ตามแนวความคิดของสำนักสันติอโศก (ตอน 1) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน และ 3-4 ธันวาคม 2535 ณ พุทธสถานสันติอโศก
วันนี้อาตมาจะเอาหนังสือเรื่อง "อุดมการณ์ทางสังคมในพุทธศาสนา ตามแนวความคิดของสำนักสันติอโศก" ซึ่งเป็นหนังสือที่รวมเรื่องวิทยานิพนธ์ เอา วิทยานิพนธ์ สุนัยล่ะ เป็นคนเขียนเองนะ วิทยานิพนธ์ที่สุนัยทำ ตอนทำปริญญาโทรัฐศาสตร์อยู่ที่ธรรมศาสตร์ จนกระทั่งได้รางวัลนะ ได้รางวัลเป็นวิทยานิพนธ์ อาตมาว่าจะอ่านคำนำของสำนักพิมพ์ให้ฟังก่อนสั้นๆ ก่อนจะได้บรรยาย ได้อะไรนี่ ขอบอกให้ทราบว่า หนังสือต่างๆที่เราพิมพ์นี่นะ เป็นหลักฐานที่บันทึก ทั้งระยะเวลา โอกาส บันทึกทั้งเหตุการณ์ หนังสือนี่เกิดจากเหตุการณ์ด้วย แล้วก็มีบอกยุคสมัยด้วย บอกพฤติกรรม ความเป็นไปต่างๆนานา ของพัฒนาการ ของพวกเราด้วย บอกถึงเชิงความคิด แนวคิด แล้วก็บอกทั้งพฤติกรรมจริง มันมีผนวก หนังสือของพวกเรานี่ มันผนวกของพฤติกรรมจริงลงไปด้วย ไม่ใช่นวนิยาย เราไม่ได้พิมพ์นวนิยายเลย ในการพิมพ์หนังสือของเรานี่ ตั้งแต่ทำหนังสือหนังหามานี่ นวนิยายจริงๆล้วนๆ นั่นน่ะ เราไม่ได้ทำเป็นกิจจลักษณะเลย เราพิมพ์หนังสือที่เป็นสาระสัจจะเสียส่วนใหญ่ แม้แต่หนังสือนิตยสารหรือหนังสือที่ออกประจำ ที่เป็นหนังสือนิตยสารที่เรียกว่าแม็กกาซีน หรือเรียกว่าเจอร์นัล ที่เราออกอยู่ประจำๆ ที่ต้องไปจดทะเบียนน่ะ ซึ่งมีอยู่ตั้งสี่ห้าเล่ม สารอโศก แสงสูญ ดอกหญ้า ดอกบัวน้อย น้ำใจ พวกนี้ห้าเล่ม ที่เราไปจดทะเบียนตามที่มีกฎหมายในเมืองไทย แล้วเราต้องออกไปประจำเป็นแม็กกาซีน หรือเป็นนิตยสาร นิตย ก็แปลว่าประจำนั่นแหละ ไปเสมอๆ หรือเรียก
อ่านต่อ
ว่าวารสาร เขาก็เรียกนะ ถึงแม้หนังสือเหล่านั้นก็ดี ก็บันทึกเหตุการณ์ บันทึกพฤติกรรม บันทึกแนวคิด แล้วมันก็เกิดตามยุคตามสมัย เกิดตามครั้งตามคราว มีเรื่องมีราว มีอะไรต่ออะไร มันจะบันทึกเอาไว้เป็นพงศาวดาร เป็นจดหมายเหตุ จะเรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์ ก็ดูยิ่งใหญ่เหมือนกันนะ เป็นประวัติศาสตร์ของคนหมู่เราๆ ที่มันเป็นไป โดยเนื้อหาสาระมันก็เป็นเรื่องราวของพวกเราเป็นส่วนใหญ่ เราเอาอันอื่นเข้ามาประกอบเพื่อเทียบเคียง จะมีเหตุการณ์ มีเรื่องราว มีบทความ มีแนวคิด มีอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ของที่อื่น ของคนอื่นเขาบ้าง เราก็มีรวบรวมเรียบ เรียงมา ผสมผสานอยู่ในหนังสือของพวกเราบ้างเหมือนกัน มันก็เป็นตัวเปรียบเทียบ ตัวส่งเสริมสนับสนุนด้วย เปรียบเทียบด้วย ขัดแย้งด้วย เป็นส่วนที่จะทำให้เราได้เกิดวิจารณญาณ เกิดหลักฐานอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ที่จะทำให้เราได้รู้ได้เข้าใจอะไรต่ออะไรเพิ่มเติมขึ้น โดยเฉพาะเป็นทั้งความรู้ เป็นความรู้ที่พยายามวิจัย วิจารณ์ วิเคราะห์ ให้เราได้รับรู้สึกซึ้งขึ้น มีแทบทั้งนั้นแหละ แทบทุกเล่ม พยายามกระทำ เมื่อพิมพ์ออกมาแล้ว เราก็ตั้งอกตั้งใจทำกันดีนะ ซึ่งพวกเราทุกคนก็คงไม่ปฏิเสธว่ามันเป็นสิ่งดี ที่จะเป็นแนวทางของการดำเนินชีวิต ผู้ใดอ่านได้มากก็ได้ รับพหูสูตมาก ถ้าเราสังเกตนะ สังเกตสูตร หรือพระสูตร หรือธรรมะของพระ พุทธเจ้าที่ได้เอามาอ่านสู่กันฟัง แล้วก็บรรยายสู่กันฟังนี่ คำว่าพหูสูต จะมีแทรกอยู่เยอะในสูตรต่างๆ ในบทต่างๆ พหูสูต คือการได้รู้ได้ฟังมาก เมื่อได้รู้ได้ฟังมาก แล้วเราก็เอาไปประพฤติปฏิบัติ เมื่อประพฤติปฏิบัติแล้วก็จะเกิดความรู้ที่รู้ยิ่งรู้จริง เกิดญาณเกิดปัญญา เกิดยถาภูตญาณ เกิดรู้จากความจริงตามความ เป็นจริง เราได้ยินได้ฟังมา ก็เป็นความรู้จากได้ยินได้ฟังมา เป็นปริยัติ เป็นบัญญัติ เมื่อเอาไปปฏิบัติประพฤติพิสูจน์ มันก็จะเกิดผลเป็นภาวนามยปัญญา เกิดภาวนามยปัญญา ก็เกิดปัญญา เกิดรู้จากความจริง ภาวนามยปัญญาหรือญาณทัสสนะ หรือยถาภูตญาณนี่แหละ เกิดความรู้ความเห็นที่พิสูจน์ความจริงที่มัน แม้ขั้นนามธรรม เป็นจิต เป็นกิเลส เป็นอารมณ์ทางจิตที่เราจะได้รู้จริงๆ ว่าอารมณ์มันเป็นอย่างนี้ กิเลสเป็นอย่างนี้ เมื่อลดละกิเลส เราลดละอย่างนี้นะ วิธีอย่างนี้ลดละกิเลส เมื่อลดละแล้ว อารมณ์ที่ได้ตามหลักการลดละกิเลสเหล่านั้น มันเกิดอารมณ์อย่างไร เราจะได้ซับทราบเองว่า อารมณ์ที่สงบระงับจากกิเลส เมื่อสงบระงับจากกิเลสแล้วเราสังขาร มีบทสังขารอยู่ในจิตใจ และการสังขารนั้นเป็นวิสังขาร หรือเป็นปุญญาภิสังขาร เป็นสังขารที่ปราศจากกิเลส เป็นสังขารวิเศษ วิสังขารนี่เป็นสังขารชั้นพิเศษ สังขารที่ไม่มีกิเลสมาปรุงร่วม มีแต่ความปรารถนาดี ไม่ได้มีกิเลสเพื่อตัวเพื่อตน เข้าไปปรุงร่วมอยู่ในนั้น มันมีสังขารอย่างนั้นได้ แม้แต่พระพุทธเจ้าท่านก็มีอิทธาภิสังขาร มีสังขารที่แท้จริงได้ มันเป็นอย่างไร สภาพมันเป็นอย่างไร อาการมันเป็นอย่างไร มันเกิดคุณค่า เป็นความปรารถนาดี เป็นชีวิตอันประเสริฐของมนุษย์ มนุษย์ที่มีวิสังขารแล้วนี่ เป็นมนุษย์ประเสริฐแล้ว เป็นอาริยบุคคล มนุษย์ที่ไม่มีกิเลสมาร่วมปรุงในการสังขาร เรียกว่าดับสังขารแล้ว สังขารอย่างนั้นคือ สังขารที่ดับสังขารแล้ว ดับสังขารที่ไม่ให้มีกิเลส ไม่ให้มีอกุศล ไม่ให้มีทุจริต ไม่ให้มีอวิชชา ไม่ให้มีสิ่งเลวสิ่งร้ายเข้ามาปรุงร่วมสังขาร มีแต่สิ่งดีมาสังขารปรุงร่วม แล้วก็เกิดคุณค่า เกิดประโยชน์ขึ้นไปจริงๆ นี้เป็นต้นนะ เราก็ได้รู้ได้เพิ่มความรู้อย่างนั้น การเรียนรู้ขาดปริยัติไม่ได้นะ ปริยัติจากฟัง ฟังมากก็เอา เดี๋ยวนี้สมัยนี้ไม่ เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า ตรงที่มีหนังสือ มีหนังสือก็อ่านมากด้วย อ่านด้วย ฟังด้วย ก็เกิดปัญญา เราอ่าน เราฟัง เราอ่านด้วย ฟังด้วย เพิ่มความรู้ ต้องเพิ่มจริงๆนะ พหูสูต นี่ต้องเพิ่ม เมื่ออาตมาพูดถึงพหูสูต ท่านสรณีโย ก็เอาพหูสูต มีองค์ 5 ด้วยกันในพหูสูตนี่มาให้ ออกมาให้ฟัง นั่นในพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกเล่ม 22 ข้อ 87 พหูสูตมีองค์ 5 มีองค์ 5 คือ 1. พหุสสุตา ก็ตัวพหูสูตนั่นแหละ พหุสสุตา ฟังมาก มีองค์ 5 ก็คือ 1.1 พหุสสุตา พหุส นะ มี ส.สะกดด้วย พหุส ก็ ส.สะกด แล้วก็สุตา พหุสสุตา ฟังมาก 1.2 ธตา จำได้ 1.3 วจสา ปริจิตตา ปริจิตตา วจสา ปริจิตตา คล่องปาก เอ้า ฟังมาก จำได้ แล้วก็คล่องปาก 1.4 มนสานุเปกขิตา มนสานุเปกขิตา มนสานุเปกขิตา เพ่งขึ้นในใจ เพ่งขึ้นในใจ 1.5 อันที่ 5 ทิฏฐิ ทิฏฐิ ทิฏฐินี่แหละ ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา สุปฏิวิทธา ธา ธ ธง สระอา วิท ตัว ท ทหารสะกด ปฏิ ก็ ฏ ปฏัก ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา เอ้า ทบทวน พหุสสุตา มีองค์ห้าก็คือ 1. พหุสสุตา ฟังมาก 2. ธตา จำได้ ธ.ธง ต.เต่าสระอา 3. วจสา ปริจิตตา วจสานี่คำหนึ่ง ปริจิตตาอีกคำหนึ่ง วจสา ก็ ว.แหวน จ.จาน ส.สระอะ ส.เสือ สระอา ปริ ก็ ป.ปลา ร.เรือ สระอิ จ.สระอิ ตา ต.เต่าสระอา ปริจิตตา คล่องปาก ฟังมาก จำได้ แล้วก็คล่องปาก 4. มนสานุเปกขิตา ก็สะกดธรรมดา ม.ม้า น.หนู ส.สระอา น.หนู สระอุ สระเอ ป.ปลา ก.ไก่ ข.ไข่ สระอิ ต.เต่า สระอา มนสานุเปกขิตา เพ่งขึ้นใจ 5. ทิฏฐิยา ทิฏฐินี่แหละ ทิฏฐิยา ความเห็นนี่แหละ สุปฏิวิทธา สุปฏิวิทธา สุ แล้วก็ ป.ปลา ฏ.ปฏัก สระอิ วิทธา สุปฏิวิทธา ว.แหวน สระอิ ท.ทหาร ธ.ธง สระอา แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ เพราะฉะนั้นเมื่อเราเกิดเจริญด้วยพหูสูต ก็คือเจริญด้วยทั้งองค์ห้านี่แหละ เมื่อเราได้ยินมาก ได้ฟังมาก พหุสสุตา เป็นคำซ้ำกับพหูสูต ว่าพหุสสุตา มันได้ฟังมากขึ้นมานั้นน่ะ ถ้าเราได้แต่แค่ฟังมาก ฟังแล้วก็หายไป ฟังแล้วก็จำไม่ได้ มีแต่แค่พหูสูต คือได้ยินได้ฟังมาก ฟังแล้วก็ไปกับสายลม ฟังก็ เออ ได้ยินเดี๋ยวนี้ พอลุกจากนี่ไป เฉย ไม่รู้เรื่อง เหมือนไม่เคยได้ฟัง มันหายไปหมด จำไม่ได้ อย่างนี้ ก็ไม่มีคุณค่าอะไร พหูสูตก็พหูสูตเปล่าๆ ไม่ได้เรื่องได้ราวอะไร เพราะฉะนั้นถ้าพหูสูตไม่มีคุณภาพ ไม่มีคุณธรรม ไม่มีคุณลักษณะอะไรประกอบบ้างเลย ก็เป็น พหูสูตเปล่าดาย ได้ฟังมาก 2. ธตา มันต้องจำได้ ฟังแล้วก็จำได้ วจสา ปริจิตตา คล่องปาก จำได้แล้วเราก็ทบทวน พูดได้ จำได้ก็หยิบออกมาพูด มาสาธยาย คล่องปากได้ด้วย เสร็จแล้วก็เพ่งขึ้นใจ คำว่าเพ่งขึ้นใจนี่ มนสานุเปกขิตา นี่เพ่งขึ้นใจ มันมีความซาบซึ้ง มีความเข้าใจ นอกจากฟังมามากแล้ว จำได้แล้ว แล้วเราก็คล่องปากแล้ว แล้วเราก็ยังประทับลงไปในใจ เพ่งขึ้นมาแล้วก็จะทบทวน ถ้าคนเราเพ่งขึ้นใจนี่ประทับใจ เพ่งขึ้นใจนี่ มันจะระลึกถึงเสมอ มันจะระลึกถึงบ่อยๆ มนสานุเปกขิตา มันอยู่ในใจ มันประทับใจ มันขึ้นใจ เหมือนมันอยู่ใกล้ๆเรา มันอยู่ชิดเรา แล้วมันก็จะผุดขึ้นมาในใจอยู่เสมอ แล้วมันก็จะทำให้เราได้ทบทวน เมื่อทบทวนโดยปริยัติ โดยบัญญัติก็ตาม มันก็จะทำให้เรานี่ได้เทียบเคียงกับอากัปกิริยากรรมของเรา อากัปกิริยาของเรา หรือเหตุการณ์ ประสบการณ์ สัมผัสต่างๆ พวกนี้ก็จะเข้ามาเป็นตัวที่ ถ้าเผื่อว่า ไอ้สิ่งที่เราจำได้ คล่องปาก ได้ฟังมามาก แล้วก็จำได้ขึ้นปาก คล่องปากอยู่นี่ เมื่อมันติดใจ ประทับใจ มันเพ่งขึ้นในใจอยู่เรื่อยๆ มันก็จะเกิดสภาพพวกนี้น่ะ เป็นตัวประกอบ ช่วยเหลือ มีสภาวะรองรับ เจ้าพวกนี้ก็จะขึ้นมาเปรียบเทียบ มาพิสูจน์ มายืนยัน เอามาขยาย มันจะเกิดมาเป็นทบทบาทการงาน เป็นองค์ประกอบ เป็นตัวร่วม ที่เป็นตัวร่วมกับสภาวะ ตัวร่วมกับเหตุการณ์ ตัวร่วมกับประสบการณ์ ตัวร่วมกับสัมผัสใดๆ ตัวร่วมกับกรรมกิริยาต่างๆ มันจะเข้ามาสังเคราะห์ก็ตาม วินิจฉัย วิเคราะห์วิจัยก็ตาม เปรียบเทียบก็ตาม ในตัวความหมายของมันจะมี ปริยัติต่างๆนี่ จะมีตัวความหมาย ความหมายเหล่านั้นล่ะ จะมาเทียบว่า เออ เราหมายอย่างนี้ถูกต้องมั้ย จริงรึเปล่า มันเกิดยังไง อะไรยังไง มันจะอยู่ มันจะเป็นตัวยืนหยัด ยืนยันกับของจริง กับสภาวะจริงที่เกิดรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม เพราะฉะนั้น มาถึงขั้นมนสานุเปกขิตานี่ มันจะเกิดบทบาท ผลจากปริยัติ จะทำให้เกิดลึกซึ้ง เกิดปฏิกิริยาซับซ้อน จนกระทั่งเกิดผลขึ้นมาเป็นอันที่ 5 ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ มันก็จะเกิดความเห็นความเข้าใจ จากทิฏฐิเป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมันจะบอกเราว่า เอ้า มันเป็นมิจฉาทิฏฐิแล้วนะ พอทำไปๆ มันจะเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันก็จะบอกเรา หรือถ้าเป็นสัมมาทิฏฐิ มันก็จะยิ่งเป็นสัมมาทิฏฐิที่สูงขึ้นอยู่ในองค์ 6 ของสัมมาทิฏฐินี่ มันจะเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ เพราะฉะนั้นเรายิ่งปฏิบัติองค์มรรคเข้าไปเรื่อยๆๆๆ แล้วก็มีสัมโพชฌงค์ มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เดินบทบาทของมันอยู่ สัมมาทิฏฐิก็จะเกิดสูงขึ้น เจริญขึ้นๆ เป็นทิฏฐิยา สุปฏิวิทธานี่แหละ มันจะแทงตลอดดีไปด้วย ขึ้นไปเรื่อยๆๆๆๆ ก็เกิดตัวสัมมาทิฏฐิที่เจริญขึ้นๆ อาตมาก็เคยขยายความให้ฟังทุกทีแล้วว่า สัมมา ทิฏฐิองค์หนึ่ง หรือตัวหนึ่งในองค์หกของปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมม วิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ นี่ ซึ่งเป็นหัวข้อธรรมหกตัว อาตมาเรียกว่า องค์หกนี่ หัวข้อธรรมหกองค์ ที่เป็นองค์ธรรมของสัมมาทิฏฐิในมรรคข้อที่หนึ่งนี่ เพราะฉะนั้นปฏิบัติแล้ว องค์หกนี่ก็คือตัวชี้ตัวบอก ว่ามันเจริญหรือไม่เจริญ ถ้าสัมมาทิฏฐิมันเจริญ มันก็จะเกิดพวกนี้แหละ เมื่อปฏิบัติมัคคังคะ หรือองค์แห่งมรรค เมื่อปฏิบัติองค์แห่งมรรคเข้าจริงๆ มันก็จะเกิดบทบาทพวกนี้สลับซับซ้อนขึ้นมาเรื่อยๆ ธัมมวิจัยก็จะต้องได้ปฏิบัติ ปฏิบัติธรรมวิจัย เมื่อปฏิบัติธรรมวิจัย มีเหตุการณ์ มีโน่นมีนี่ขึ้นมา มันจะเกิดสัมมาทิฏฐิสูงขึ้นๆ แล้วมันก็จะซ้อนเข้าไปหาปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เกิดเป็นตัวปัญญาหรืออินทรีย์ของปัญญา พละของปัญญา เรียกว่าญาณทัสสะ เรียกว่าสัมมาญาณนั่นแหละ อาตมาก็เคยบอก มันจะส่งผลไปเป็นสัมมาญาณ เกิดความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็เกิดความรู้ที่รู้ ไม่ใช่รู้ด้วยบัญญัติ ไม่ได้รู้ด้วยแค่สุตมยปัญญา ไม่ใช่แค่จินตามยปัญญา แต่จะเป็นปัญญาขั้นภาวนามยปัญญา การเกิดผล มีปัญญาที่รู้เห็นในผล ในสิ่งที่เกิดผลจริงๆนั้นๆ จึงเรียกว่าเห็นความจริงตามความเป็นจริง พหูสูต จะมีบทบาทเจริญงอกงามอย่างนี้ เพราะฉะนั้นแม้แต่พหูสูต เค้าอธิบายกันด้วยแค่พหูสูต คือได้ยินได้ฟังมาก อาตมาก็แปลพหูสูตว่า มันก็จะโตขึ้น แล้วอาตมาใช้ภาษาเดียวกันว่า พาหุสัจจะ พาหุสัจจะนี่ล่ะ ความหมายว่าพหูสูตนี่แหละ ถ้าเจริญขึ้น อาตมาเอาความหมายว่า ถ้าพาหุสัจจะ มีคำว่าพาหุสัจจะอยู่ในนั้นนี่ มันจะเป็นความเจริญของพหูสูต มันก็ไม่น่าเสียหายอะไร แต่เขาก็บอกพหูสูตก็พาหุสัจจะ อันเดียวกันนั่นแหละ มาจากรากศัพท์เดียวกัน ไม่ได้ต่างอะไรกัน ไปแปลอะไร มีสัจจ่งสัจจะ ไปหลงพยัญชนะสัจจะ ก็เรื่องของความแย้งของเขา อาตมาว่าก็ความจริงของพหูสูตนี่มันจะเจริญได้ เจริญเป็นพาหุสัจจะ แล้วพหูสูตกับพาหุสัจจะ มันต่างกัน อาตมาว่าอย่างนั้น พหูสูตก็แค่ได้รู้เท่านั้นแหละ ถ้าพาหุสัจจะแล้วก็หมายความว่า มันเกิดเป็นสัจจะ เกิดเป็นความจริง เกิดเจริญที่รู้มาก ฟังมาก มาจนกระทั่งกลายเป็นรู้ยิ่ง รู้จริง รู้แท้ เป็นยถาภูตญาณทัสสนะ รู้ความเป็นความเกิด เป็นภาวนามยปัญญา เขาเองเขาแย้งก็แย้งไปนะ อาตมาว่า เอ้า อาตมาไม่ต้องไปแย้งกันแค่นั้นหรอก มันเจริญงอกงามได้จริงๆ ดังที่เป็นนี้ ใครเข้าใจสภาวะก็เอา ใครจะแย้งแต่ภาษาก็ตามใจนะ ไม่มีปัญหาอะไรน่ะ เพราะฉะนั้นในหนังสือหนังหาต่างๆนี่ ถ้าเผื่อใครทบทวน หรือแม้ฟังธรรมก็ดี ได้ฟังหรือได้อ่าน มันก็จะเกิดผลเกิดประโยชน์ ผู้ใดมีความขวนขวาย ทำบ้าง อ่านบ้าง ไม่ใช่ว่าเราทำเพื่อที่จะให้คนอื่น เผยแพร่ไปหาคนอื่นเท่านั้น เราเองเราก็ทำเพื่อประโยชน์ของตัวเราด้วย มีหลักมีฐาน มีอะไรเรียบเรียง แล้วก็บันทึกไว้ มันเป็นตัวบันทึก มันก็ไม่ตกไม่หล่น เหมือนกับความจำ ความจำมันตกหล่นมากกว่า ถ้าบันทึกลงเป็นตัวหนังสือ แล้วมันก็เลยอยู่ในตัวหนังสือนี่ง่าย อยู่ในตัวหนังสือถาวรหรือจริงจังกว่า มันก็มีประโยชน์ในตัวเรา ผู้ใดขวนขวายอ่าน ผู้ใดขวนขวายศึกษาบ้าง ปฏิบัติไป ศึกษาเพิ่มเติมไป ทั้งหนังสือก็มีคุณค่ามีประโยชน์ ที่จริงหนังสือของเราพิมพ์ออกมานี่ มันก็อ่านได้ทุกเล่มแหละ ทบทวนศึกษาเพิ่มเติมได้ทุกเล่ม คนขยันอ่านก็มีอยู่ แต่หาได้น้อยเหมือนกันนะ ดูท่าทางพวกเรา โดยเฉพาะหนังสือเราพิมพ์เองนี่ บางคนนี่ดูเหมือนจะไม่อ่านเลยซักเล่ม ใครที่ไม่ได้อ่านเลยซักเล่มมีมั้ย ยกมือขึ้นซิ ไม่ต้องอาย ไม่ได้อ่านเลยซักเล่ม โอ มีเหมือนกัน ไม่อ่านเลยซักเล่ม โอ อ่านน้อยๆ (คนฟังหัวเราะ) ถามว่าไม่ได้อ่านเลย ซักเล่มก็มีคนยกมือเหมือนกันนะ แต่มีอ่านเหมือนกัน แต่ว่าอ่านอยู่น้อยๆ อ่าน น้อยๆ มีเวลาก็อ่านบ้างนะ อ่าน ขนาดอาตมายังอ่าน เล่มนี้นี่ อาตมาตรวจทานนะ สุนัยเค้าเขียนนี่ ส่งต้นฉบับมาให้อาตมาตรวจทานแก้ อาตมาแก้อยู่ในนี้ไม่ใช่น้อย ถ้าจริงๆแล้วต้องใส่ชื่อว่าสุนัย และโพธิรักษ์เขียน ไม่ใช่สุนัย เศรษฐบุญสร้าง เขียนหรอก ใครอ่านดีๆ จะมีสำนวนอาตมาอยู่ในนี้ตั้งเยอะตั้งแยะแน่ะ จะมีสำนวนของอาตมาอยู่ในนี้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งสี่ เอ้า ไม่ต่ำกว่าหนึ่งส่วนสี่ อยู่ในนี้ ที่อาตมาเขียนแก้เติมอะไรอยู่ในนี้ นอกนั้นก็เป็นของสุนัย เขาทำมาน่ะ ทำต้นฉบับมา ก็มาถึงอาตมา อาตมาก็มาตรวจทานแก้ ก็ส่งพิมพ์ๆๆๆ ส่วนที่อาตมาแก้นั้นน่ะ สุนัยไม่ได้แก้ออกทั้งนั้นนะ อาตมาแก้เข้าแก้ใส่ เขียนเติมอะไรก็ตามใจ ก็เป็นอยู่ในนั้นหมดนั่นแหละ เพราะฉะนั้นหนังสือเล่มนี้นี่ ก็เป็นหนังสือที่เหมือนกับอาตมาก็รับรองอะไรจริงๆนะ ในพวกเราก็ อาตมาต้องอ่านนะ อาตมาทำแล้วยังต้อง พิมพ์เสร็จแล้ว ก็ยังมาอ่านจบทั้งเล่มนะ ทั้งๆที่อาตมานี่เป็นคนอ่านหนังสือช้านะ แต่ก็อ่าน หลายเล่ม หนังสือที่พิมพ์ออกมาแล้ว อาตมาก็ต้องหยิบมาอ่านต่อ มาอ่านซ้ำ หรืออ่านหนังสือคนอื่น หนังสือของท่าน ติกขะ หนังสือของใครเขียน หนังสือของท่านชาตะบ้าง หนังสือของใครที่พิมพ์ พวกเรานี่หลายเล่ม พวกเราที่พิมพ์ ก็ดู อ่านดู อันไหนมันอะไรแค่ไหน ต้องอ่าน ต้องพยายามศึกษาเพิ่มเติม อ่านพระไตรปิฎกก็อ่าน ก็ไม่เป็นไร พระไตรปิฎกนี่ ก็ของแน่อยู่แล้ว แต่อ่านแม้ไม่พระไตรปิฎก หนังสือพวกเรานี้ ก็ต้องควรอ่าน อาตมาว่าอาตมายิ่งอ่านก็ยิ่งได้ ได้เข้าใจแล้วก็มีจุดมีอะไรต่ออะไรที่จะได้มา เออ อันนี้ควรขยายต่อ อันนี้ย้ำให้เราได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ทั้งๆที่เราบางทีนี่นะ ในความนึกคิดของเรานี่ คิดว่าอย่างนี้น่ะมันเป็นอย่างนี้นะ มันดีๆๆ เสร็จแล้วบางทีในขณะนั้นเราก็รู้สึกเผินๆ ไม่ลึกเท่าไหร่ มาอ่านอีกที ซ้ำอีกทีหนึ่ง เราถึงจะรู้จักความลึกซึ้งของเราเอง หรือลึกซึ้งของสิ่งนั้นลงไป บางทีคำความยังไม่ครบ แล้วก็เห็นความลึกซึ้งของจุดนั้นประเด็นนั้นลงไปอีก อ้อ ลึกซึ้งกว่านี้ได้อีกนะ หรือว่าตัวนี้ลึกซึ้งขนาดนี้ ตอนนั้นรู้สึกเผินๆ ไม่รู้สึกว่ามันลึกซึ้งอย่างนี้เลย เอ้อ อันนี้มันลึกซึ้งจริงๆนะ มันเกิดการประทับใจ มันเกิดการขยายความหมาย ขยายความจริงอะไรนี่ออกให้แก่เราด้วยนะ ผู้ใดเข้าใจว่าอ่านหนังสือก็ดี ฟังธรรมก็ดี เกิดความเจริญ เกิดปัญญาญาณ เกิดความหยั่งถึง หยั่งถึงสภาวะ หยั่งถึงความจริงอะไรพวกนี้ขึ้นมาได้ ผู้นั้นจะเห็นคุณค่าของการฟังและการอ่าน ซ้ำซากก็ไม่เป็นไร ถ้าเผื่อว่าสิ่งที่มันเป็นคุณค่าที่ดี เป็นหนังสือที่บันทึกสิ่งที่ดีไว้ เราเองเราก็ยังไม่ได้มีภูมิธรรมเต็มเท่ากับหนังสือนั้นๆ เช่น พระไตรปิฎก หรือหนังสือพวกนี้ก็ตาม หลายอย่างเรายังไม่มีภูมิธรรมถึงจุดที่อธิบายไว้นี้หรอก เรามาอ่านทวนอีก ซ้ำอีกเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้ามีเวลา แล้วมันก็จะนำพาเราเจริญขึ้นไปได้ เอ้า มาเริ่มต้นเสียทีหนึ่ง คำนำสำนักพิมพ์ ที่จริงคำนำสำนักพิมพ์นี่ อาตมาเขียนเอง นี่มันก็เปิดเผยความลับอันที่ไม่ลับ ทางด้านผู้จัดการโรงพิมพ์ตอนนั้น ก็บอกว่า ไม่สามารถเขียนได้หรอกคำนำหนังสือเล่มนี้ เขาไม่มีภูมิจะเขียนได้หรอก บอกมาให้อาตมาเขียน อาตมาก็ต้องเขียนให้ แล้วก็ใส่ชื่อว่า บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด เป็นผู้เขียนคำนำ แต่แท้จริงนี่อาตมาเขียนทั้งดุ้น คำนำสำนักพิมพ์ อุดมการณ์ทางสังคมของแต่ละคนเป็นอย่างไร ถ้าจะลองนำมาฉีกแฉกัน ก็คงจะมีหลากหลาย ทว่าบางคน บางองค์กร หรือแม้แต่รัฐบาลแต่ละรัฐบาล ก็อาจจะระบุแน่นอน แม่นยำลงไปไม่ได้ว่า เป้าแท้นั้นคืออย่างไร และในเป้าประสงค์นั้นเอง มีความละเอียดลึกซึ้งอย่างไร ก็อาจจะอธิบายชัดๆ ออกมาไม่ได้ หรือแม้จะอธิบายได้ แต่ปฏิบัติจะเกิดผลตรงตามมุ่งหมายได้หรือไม่ ต่างก็กำลังพิสูจน์กันอยู่ในสังคม นั่นหมายความว่า อุดมการณ์ทางสังคมนี่ ว่ากันจริงๆแล้วนี่ ชัดๆจริงๆแล้ว ใครบ้าง องค์กรไหนบ้าง ระบุไว้ชัดๆมั้ยว่า เอามาเป็นความ เป็นคำ เป็นที่แน่ๆ เลยนี่ มีมั้ยว่า ระบุได้แน่นอน แม่นยำลงไปเลย เป้าแท้ๆ นั้นคืออย่างไร หรือว่า เป้าประสงค์นั้นน่ะ มีความละเอียดบ้างอย่างไรกันบ้างชัดๆ อธิบายชัดๆ ออกมาให้มันได้จริงๆดูที ก็ยังไม่แน่ชัดกันเท่าไหร่ เอาเถอะ แม้ว่าจะอธิบายออกมาได้แล้ว อาจจะได้ บางคนอาจจะมีได้ แต่ว่าที่อธิบายออกมาได้แล้วน่ะ ชี้ออกมาได้แล้ว ปฏิบัติให้ได้ดังเป้าประสงค์ของอุดมการณ์นั้นน่ะ อุดมการณ์ทางสังคมน่ะ สังคมก็คือรวมกันทั้งสังคมใหญ่สังคมเล็ก สังคมใหญ่ทั้งหมดนี่แหละ อุดมการณ์ทางสังคมของใคร องค์กรไหน แม้แต่รัฐบาล ระบุได้มั้ยต้องการอะไรแน่ เป็นคำ เป็นความที่ชัดๆ แล้วก็ขยายความที่ดีที่ชัดขึ้นมานั้นแหละ และขยายได้จะเป็นได้มั้ย นี่ พารากราฟนี่หมายความว่าอย่างนั้น อุดมการณ์ทางสังคมของสันติอโศกนั้นยืนยันแน่นอน นี่เราก็ประกาศเลย อวดศักดาเลย ว่าอุดมการณ์ทางสังคมของสันติอโศกนั้น ยืนยันแน่นอนเป็นคำความ ห้าคำ ระบุชัดๆว่า อิสรเสรีภาพ ภาษาอังกฤษ ก็วงเล็บไว้ด้วยเลยว่า Independence อิสรเสรีภาพ ภราดรภาพ Fraternity ยืนยัน มีภาษาอังกฤษกำกับ ไม่เก๋ก็ต้องเก๋ อิสรเสรีภาพ Independence ภราดรภาพ Fraternity สันติภาพ Peace สมรรถภาพ Efficiency บูรณภาพ Integrity บูรณภาพ ห้าคำนี้ และกลวิธีในการสร้างสรร ก็มีคำเรียกว่า กล ปรานี คำว่ากลปรานีนี่ พวกเรารุ่นหลังๆนี่ไม่ค่อยได้รู้เรื่อง ไม่ค่อยได้ฟัง ไม่ค่อยได้เข้าใจ เดี๋ยวในหนังสือเล่มนี้ จะมีอธิบายเรื่องกลปรานี เอ๊ ไม่เคยตั้งซักทีว่าจะ ใช้ภาษาอังกฤษว่าไง ยังไม่อาจหาญ ยังไม่มีความสามารถที่จะรู้ภาษาอังกฤษว่า จะแปลกลปรานีว่าไง โดยตัวเองก็ว่าลึกซึ้งมากอยู่ คำว่ากลปรานีนี่ ยังไม่รู้ว่าจะ ใช้ภาษาอังกฤษว่าอะไรกันดี มันเป็นสภาพที่.... กลปรานี เดี๋ยวจะอธิบายง่ายๆให้ฟัง มันก็เป็นสภาพของกรรมวิธีกลนี่ คือแรงกลนี่แหละ บทบาท กรรมวิธีที่มันดำเนินบท กลวิธีนี่ กลนี่ กลก็คือบทบาท วิธี แล้วก็เดินบทบาท มันมีวิธี มันมีหลักการ มันมีทฤษฎีนั้นๆ แล้วก็เดินบทบาทอยู่ กลนี่มันมีการเดินอยู่นะ มันมีการทำงาน มันเกิดกลไกแล้ว มันเกิดเครื่องกล มันเกิดยนต์ เกิดการเดินบทแล้วอย่างปรานี อย่างปรานี หมายความว่า ถึงแม้จะเห็นว่ามันเหมือนรุนแรงบ้าง มันเกิดการปะทะบ้าง เกิดการขัดเกลา เกิดการข่มในตัวบ้างก็ตาม จะเรียกว่าเป็นการติเตียน ขนาบ แต่ไม่ได้พ้นไปจากความปรานี ไม่ได้ออกนอกเรื่องว่าเป็นเรื่องเลวร้าย เป็นเรื่องหวังร้าย เป็นเรื่องที่ให้ทรุดให้โทรมให้เสื่อมอะไร ให้เจริญทั้งนั้น ความหมายของกลปรานี หมาย ความว่าอย่างนั้น เป็นกลวิธีในการสร้างสรร ก็มีคำว่ากลปรานี และแม้ระบบสันติอโศก มีระบบอีก แม้ระบบสันติอโศกก็ยังตั้งคำเรียกของตนขึ้นมาว่า ระบบ บุญนิยม ดังนี้เป็นต้น นอกจากจะมีคำความระบุบอกแล้ว ในรายละเอียดของแต่ละคำนั้นๆ ยังมีความชัดลึกอีกนักกว่านัก แต่ละคำๆ ยังมีความชัดลึกของมันในตัวอีก เช่น คำว่าอิสรเสรีภาพนั้น ใครๆได้ยินแล้ว ก็พอรู้หรือเข้าใจ แต่จะจริงหรือจะถูกต้องตรงแท้ คม ลึก ไกล กว้าง และเต็มรอบครบตามที่ชาวสันติอโศกเขาหมาย คำว่าอิสรเสรีภาพนี่ จริงๆแล้วใครก็พอเข้าใจ อิสรเสรีภาพคืออะไร แต่ว่าจริงๆแล้ว คนที่เข้าใจคำว่าอิสรเสรีภาพนั้นน่ะ จะเข้าใจอย่างถูกต้องตรงแท้ แล้วก็คม ไกล กว้าง และเต็มรอบครบตามที่ชาวสันติอโศกเขาหมายมั้ย อย่างนั้นเป็นต้น เราหมายว่ามันยังไงบ้าง อิสรเสรีภาพนี่ ไม่ใช่อิสรเสรีภาพคือทำอะไรก็ได้ตามใจข้าชอบ นี่คืออิสรเสรีภาพ ใครอย่ามายุ่งกับกู กูจะทำตามจิตใจของกู กูต้องการของกู นี่ล่ะอิสรเสรีภาพ อันนี้ชาวอโศกเรายังไม่ถือว่าเป็นอิสรเสรีภาพ ยังถือว่าเป็นทาสอัตตาแท้ๆ เป็นทาสผู้ร้ายกาจด้วยนะ ทาสอัตตาตัวเอง ขณะนี้ในอโศกเราก็กำลังกระหน่ำความเป็นทาสชนิดนี้ของแต่ละคนอยู่ พยายามที่จะปลดปล่อยให้หมดความเป็นทาสอัตตามานะนี่ อย่างสำคัญ ไม่ใช่อิสรเสรีภาพอย่างนี้เป็นต้นนะ แม้แต่คำอื่นๆ อีกก็เช่นกัน สุนัย เศรษฐบุญสร้าง ผู้คลุกคลีกับชาวอโศกมากว่า 10 ปี ได้พยายามวิจัยถ่ายทอดออกมาเป็นวิทยานิพนธ์ ในขณะที่เรียนปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จนได้รับรางวัลเป็น วิทยานิพนธ์ดีเด่น ในพ.ศ. 2533 หนังสือนี้เรียบเรียงให้อ่านง่ายขึ้น ปรับปรุง และขยายความให้ชัดเจนขึ้นมาจากวิทยานิพนธ์ฉบับนั้น ที่จริงวิทยานิพนธ์ฉบับนั้นนั่น ชื่อว่า อุดมการณ์ทางการเมือง ไม่ใช่ อุดม การณ์ทางสังคมอย่างนี้หรอก อุดมการณ์ทางการเมืองในพุทธศาสนา แล้วก็มีตัวต่อไปอีกว่า ศึกษากรณีแนวคิดของสำนักสันติอโศก นี่เป็นชื่อวิทยานิพนธ์ โดย สุนัย เศรษฐบุญสร้าง วิทยานิพนธ์นี้ เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลัก สูตร รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2533 ใครๆ ก็ปรารถนาดีต่อสังคม และพยายามช่วยกันรังสรรค์สังคมด้วยอุดม การณ์และเรี่ยวแรงของตนๆ สันติอโศกก็เป็นกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ที่ปรารถนาดีต่อสังคมเช่นใครๆทั้งหลาย ซึ่งจะปรารถนาดีจริงหรือ เมื่อผู้ยังไม่มีโอกาสได้เข้าไปสัมผัส คลุกคลี พิสูจน์สันติอโศกได้ด้วยตนเอง เราสำนักพิมพ์ฟ้าอภัย จึงขอนำ เอาสื่ออธิบายถ่ายทอดของ สุนัย เศรษฐบุญสร้าง พิมพ์ออกมาเสนอท่านผู้ใฝ่รู้ใคร่ศึกษา เราไม่มีคำโฆษณาชี้ชวนอะไร เพียงแต่ภูมิใจมากที่ได้พิมพ์หนังสือเล่มนี้ออกมาสู่บรรณพิภพสำเร็จ (ซึ่งเป็นหนังสือค่อนข้างหนา) แม้จะต้องใช้ทุนเกินฐานะของตัวเองอยู่บ้าง ตามประสาสำนักพิมพ์เล็กๆ แต่เราก็ตั้งใจและเต็มใจทำ เพราะ ฟ้าอภัยมีอุดมการณ์ เช่นเดียวกันกับผู้ปรารถนาดีต่อสังคมทั้งหลายอย่าง จริงใจ ไม่น้อยไปกว่าใคร ด้วยความปรารถนาดี บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด นี่คือ คำนำของสำนักพิมพ์นะ ก็บอกอะไรต่ออะไรบ้าง เอ้า ทีนี้ก็อ่านดูคำนำของผู้เขียน คือสุนัยบ้าง คนอ่านหนังสือนี่นะ เวลาเรียนในโรงเรียน อาจารย์ที่สอนนี้ ที่อาจารย์ที่เป็นอาจารย์จริงๆ สอนหนังสือนี่ สอนอ่านหนังสือนี่ เขาก็จะสำทับเสมอเลยว่า เวลาอ่านหนังสือแล้วต้องอ่านคำนำก่อน ว่างั้นนะ แต่คนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าท่านี่นะ ไม่ค่อยอ่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive