350726 แต่ละวินาทีที่หวาดเสียว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350726 แต่ละวินาทีที่หวาดเสียว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
แต่ละวินาทีที่หวาดเสียว โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ วันที่ 26 กรกฎาคม 2535 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
ผู้ที่ยังใฝ่ธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ทั้งหลาย วันนี้เป็นวันอาทิตย์ ที่เราจะมีประชุมกรรมการ 4 องค์กรนะที่เป็นองค์กรได้มาคิด มาช่วยกันดูแล ช่วยกันทำงาน ผู้ที่อยู่ห่างบ้างก็มี ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดก็มี มาช่วยกันทำงานมากบ้างน้อยบ้าง ตั้งแต่เราเริ่มมีองค์กรแรก องค์กรมูลนิธิ-ธรรมสันติ จนกระทั่งมีมูลนิธิอื่นๆตามมา มีสมาคมฯตามมาจนเป็น 4 องค์กร มูลนิธิ 2 องค์กร สมาคม 2 องค์กร เป็น 4 องค์กร องค์กรนี้เป็นองค์กรที่เรียกว่า มูลนิธิ หรือสมาคมที่เราจดทะเบียนตรงๆ แท้ๆตามกฎหมาย ตามระเบียบของสังคมประเทศชาติ และเราก็ดำเนินการตามตราสารตามที่เรากำหนด ที่เราจะทำให้เป็นไป ตามลักษณะที่พอเป็นไปได้ เท่าที่เขาอนุญาตอนุโลม ที่เราจดทะเบียน ทำเป็นมูลนิธิ เป็นองค์กรอะไรขึ้นมานั้น ก็เพื่อให้เราเห็นว่าเป็นหลักฐานว่าเราไม่ได้จะไปทำอะไรอยู่นอกเรื่องนอกราวทางสังคมโลก พวกเราก็อยู่ในสายหูสายตาของรัฐบาล อยู่ในสายหูสายตาของคนในประเทศ จริงๆเราก็อยู่ในสังคมกลุ่ม เราก็เป็นคนในสังคมกลุ่มที่เป็นกลุ่มหนึ่ง ชาวอโศกกลุ่มหนึ่ง จะจดเป็นองค์กรย่อยๆอะไรนี่ ก็เพื่อ่ความสะดวกในการแบ่งกันทำงาน มีหลายกอง หลายกรม หลายคณะ หลายกลุ่ม ทำงานคล้ายกันบ้าง แตกต่างกัน ที่ไม่เหมือนกันทีเดียวมีแง่สำคัญๆเน้นไปในมุมนั้นด้านนนี้บ้างเล็กๆน้อยๆ จุดหมายสำคัญก็คือว่าเราได้มีคนมารับผิดชอบ คนมารับผิดชอบ แล้วก็ได้แบ่งเบาการงานกันออกไปทำกัน ที่ไม่จดเป็นกลุ่มองค์กรอย่างนั้นจริงๆนั้นน่ะ แต่เป็นกลุ่มคน เป็นหมู่คน เป็นคณะคน ตั้งแต่คณะเล็กๆ ตั้งแต่คนหนึ่ง สองคน ทำงานอันหนึ่
อ่านต่อ
งเรื่องหนึ่งอยู่ จน 3 คน 4 คน 5 คน 10 คน ทำงานในเรื่องนั้นเรื่องนี้ แล้วก็ประสานในเรื่องอื่นๆอยู่ ในชาวอโศกเรานี่ เป็นกิจเป็นการเป็นงาน เป็นอะไรอยู่ แม้ว่าจะไม่เรียก หรือว่าไม่จดลงไปเป็นทะเบียน จดลงทะเบียนเป็นอะไรต่ออะไร เหมือนอย่างกับที่เราจดทะเบียนองค์กร มูลนิธิ สมาคม อะไรนี่ก็ตาม มันก็มีซ้อนอยู่ในระบบของสังคมมนุษยชาติ โดยเฉพาะเราเองก็เป็นมนุษย์เหมือนคนอื่นๆ เราก็ทำเหมือนกับมนุษย์คนอื่นๆนั่นแหละ ในมนุษยชาติอื่นๆ ในสังคมโลกเขาก็ทำ เราก็ทำ แต่มันมีความเห็น คนอื่นๆกลุ่มอื่นๆ ใดๆ เขาก็ทำไปตามความเห็นของเขา เราก็มีความเห็นของเรา กลุ่มใหญ่ของเรา เรียกว่าชาวอโศกทั้งหมด ก็มีความเห็นที่เราจะบอกกัน แนะนำกัน อธิบายกัน แล้วให้เราได้รู้ได้เข้าใจ แล้วก็ไปปฏิบัติ ประพฤติ สร้างสรรกันขึ้นมา พิสูจน์กันเข้าไป ว่ามีอะไรจะเกิดขึ้น อะไรควรเลิกควรละ ควรหยุด ที่มันหลงผิด ที่มันไม่ดี เราก็เลิกก็หยุดเสีย อะไรที่มันดี เราเข้าใจแล้วเราก็มารังสรรค์ขึ้น ทำขึ้นปฏิบัติขึ้น กอปรก่อขึ้น จนกลายเป็นองค์ประกอบของสังคมชาวอโศก เรียกว่า ชุมชนชาวอโศก ชุมชนชาวอโศกเรานี่ แล้วก็เป็นหมู่บ้าน เป็นชุมชนหมู่บ้านขึ้นมาได้ มีจารีตประเพณี วัฒนธรรม มีพฤติกรรม มีกิจกรรม มีพิธีกรรม อาตมาก็ไม่รู้จะแบ่งไอ้กรรมที่ว่านี้ไปได้โดยใช้ภาษาไทยที่รู้ๆกันดีอยู่ ไม่ได้ตั้งอะไรขึ้นมาใหม่ มันก็มีเท่าที่เป็นนี่แหละ อาตมาว่ามันรวมอยู่ใน 3 กรรมนี่ มันจะมีอะไรกรรมๆ อีกหลายๆกรรม ก็จะเรียกกันไป มีนวัตกรรม มีอะไรๆอีกภาษาใหม่ก็มีนะในหลายกรรมนี้ อาตมาวามันก็รวมอยู่ใน 3 กรรมนี้ล่ะ กิจกรรมมันก็รวมนี่หมดนี้แหละ กิจกรรมมันจะมีของเก่า มีมาดัดแปลงใหม่ ปรับปรุงใหม่ขึ้นมาบ้างก็ตาม มันก็อยู่ในกิจกรรม พิธีกรรม ก็เป็นพิธีกรรมเก่าเสียส่วนใหญ่ นวัตกรรมมันอาจจะมารวมกับกิจกรรมเสียมาก ก็คือการงาน กรรมก็คือการงาน ส่วนพฤติกรรมก็คือบทบาทของคน ตั้งแต่บทบาทของแต่ละบุคคล จนกระทั่งสัมพันธ์กันเป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างคน 2 คน ไปจนกระทั่งรวมกลุ่มหมู่ใหญ่ขึ้นมาเป็นพฤติกรรม มันมีบทบาทพฤติกรรมรวมด้วย ไม่ใช่บทบาทพฤติกรรมของคนๆเดียว บทบาทพฤติกรรมของสังคมของกลุ่มนี่ มันเกิดแต่ละคนๆ ทำบทบาทที่ประสานกันบ้าง ค้านกันบ้าง แย้งกันบ้าง สอดคล้องกัน เหมือนกัน ตรงกันบ้าง รวมกันแล้วก็เป็นพฤติกรรมของคน บทบาทของคน มีอยู่ แล้วก็รวมกันสร้าง มีองค์ประกอบรวมไปทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ สถานที่ บทบาทเรื่องราวอะไรขึ้นมาเป็นกิจกรรม กิจการ หรือมีลักษณะพิธีกรรม อย่างที่เราเรียกแยกอีกอันหนึ่ง พิธี- กรรม อย่างที่เรามีการมาทำวัตรเช้า มานั่งรวมกันทานอาหาร รวมกันหรือว่าจัดกิจกรรม เอ้อ ไม่ใช่กิจกรรมล่ะ พิธีกรรม ที่เป็นกิจกรรมนั่นล่ะ แต่เป็นพิธีกรรมที่พัฒนาอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งเน้นไปในทางที่จะมารวมกันเป็นเพื่อสร้างสรรอะไร ที่เป็นเรื่องของจริตนิสัย ให้เกิดทางด้านนามธรรม ทางจิตวิญญาณมากหน่อย หรือว่าให้เกิดทางความประสานอะไรขึ้นมา พิธีกรรม แม้แต่พิธีทางโลกๆ พิธีไหว้ครูที่เพิ่งผ่านไป เด็กๆเขาทำอย่างนี้เป็นต้น เป็นลักษณะพิธีกรรม ไม่ใช่กิจกรรม เราก็ได้มีกันขึ้นมา เป็นอย่างของเราชาวอโศก อาตมาตอนนี้ได้รับกระแสความรู้ของอื่นๆ คนอื่นๆ กลุ่มอื่นๆ ประชาชนอื่นๆเขาที่ได้นำมาพูดว่า พวกเราได้เสวนากับคนที่เขานำเอาเรื่องเกี่ยวกับชุมชนมาพูดกันมากขึ้น มันมีชุมชนที่เขาพยายามสร้างชุมชนกลุ่มหมู่ขึ้นด้วยความคิดนึกว่าควรจะเป็นอย่างไรๆ ตามความต้องการของคนกลุ่มนั้น กลุ่มไหนก็แล้วแต่ มันมีอยู่มากมายในโลกนี้ที่เขาทำกันอยู่ เมืองไทยนี่ยังไม่ค่อยมีเท่าไหร่ ที่ทำกันแล้วก็เป็นรูป เป็นร่าง เป็นกิจกรรม เป็นอะไรต่ออะไรกันขึ้นมา ที่จริงก็เป็นนะ อย่างกลุ่มหมู่ของพวกนิคมต่างๆนี่ แต่มันก็ไม่ได้มีนโยบาย หรือว่ามีเรื่องราวอะไรที่เน้น จนกระทั่งกลายเป็นชุมชน ที่มีอุดมกาณณ์ต่างๆนานา ที่จริงจังขึ้น แต่ก่อนนี้ก็จะมีลักษณะเป็นแบบคอมมูน แบบคอมมิวนิสต์กลายๆ ที่เขาเลื่อมใสทำแนวคิดตามแบบคอมมิวนิสต์ ก็ไปจับกลุ่มกันทำขึ้นมามีบ้าง แต่เดี๋ยวนี้ เห็นว่ามันล้มเหลวแล้ว คงไม่เหลือแล้ว เขาปราบด้วย ถ้ามีการปราบแล้วก็คงจะไม่เหลือแล้ว มีลักษณะซ่อนๆ แฝงๆ เพราะว่าในเมืองไทยเห็นว่าเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน มันก็มีกฎหมายห้าม ก็ซ่อนกัน ทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ แต่มันก็ไม่โต หรือว่าไม่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์ หรือเป็นกลุ่มหมู่ที่เขาทำแบบแผ่นดินทองแผ่นดินไทยอะไรก็... มันก็ยังไม่เป็นรูปร่างที่สมบูรณ์อะไรนัก ไม่มีแนวคิดที่ลึกซึ้งอะไรพอที่จะทำให้เกิดกลุ่มหมู่ พอให้เป็นชุมชนที่สำเร็จผล ในเมืองไทยนี่ยังไม่ปรากฏอะไรมากมาย แต่ชุมชนของชาวอโศกของเรานี่ อาตมาว่า มาถึงวันนี้แล้วนี่ มีรูปร่าง มีวัฒนธรรม มีสิ่งประกอบ สิ่งประกอบตั้งแต่ผืนที่ พื้นที่เป็นผืนแผ่นดิน เป็นที่ๆเราจะใช้งานตั้งแต่ ดิน น้ำ ไฟ สิ่งแวดล้อมอะไรก็แล้วแต่ เรามีความเข้าใจอย่างใด เราก็พยายามที่จะรังสรรค์มันขึ้นมาให้เป็นอย่างที่เราตั้งใจ ก็ได้ทำ มีสิ่งประกอบ แม้แต่โรงเรือน องค์ประกอบเป็นโรงเรือน เป็นอาคาร มีรูปลักษณะ เราต้องการอย่างนั้นอย่างนี้กันก่อน กันอย่างไร เราก็ทำกันไป มีส่วนกลาง ส่วนตัว อะไรขนาด อยู่ในตัวล่ะ มีส่วนกลางอย่างนั้น มีส่วนตัวอย่างนี้ พอผสมผสานกันไป มันก็เป็นธรรมดา ที่จะมีแทรกซ้อนไปอยู่อย่างนั้น มีนัยละเอียดหลายๆอย่าง ที่อาตมาพูดตอนนี้ลงไปทีเดียวก็คงไม่ครบ พวกเราก็คงจะพอเข้าใจ มีบุคคลเป็นหลัก บุคคลนี่แหละเป็นที่จะผู้รวมกันมาคิด รวมกันมาลงมือสร้าง ลงมือทำ ฝึกปรือ ตั้งแต่ที่เราเข้าใจยังไม่ถูกต้อง ที่เราคิดว่ายังไม่ถูกต้องคืออะไร เอามา บอกกัน แล้วก็เอามาปรับปรุง มาแก้ไขค่อยๆทำไปทีละระดับ ทีละขั้น ทีละตอน เกิดผลขึ้นมา เป็นผลที่ได้เกิดรองรับ แล้วเราก็ได้อาศัยใช้สอย ได้อาศัยจนกระทั่งเราได้พิสูจน์กันไป ทดสอบกันไปนี่แหละ เกิดความเป็นอยู่ เกิดสิ่งที่มันประกอบขึ้นมาแล้ว เราก็ได้ใช้สอยอาศัย ยืนยันพิสูจน์ว่ามันดีหรือไม่ดี อะไรไม่ดี เราก็แก้ไขปรับปรุง อะไรดีเราก็ทำให้ยิ่งขึ้น มันจะยิ่งขึ้นเป็นยังไง เราก็รู้เพิ่มรู้เติมแล้วเราก็ทำให้ดียิ่งขึ้นๆ อีก ทั้งฝึกหัดสร้าง ความรู้รากฐานเดิมมี ทั้งที่มารู้ใหม่ว่าควรจะทำอย่างไรใหม่ หรือว่าอย่างเก่าที่เราเคยทำมันมากไป มันไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้ มันไม่ดี ในรายละเอียดอะไรก็มารู้กัน แล้วก็ทำกันไป ก็เกิดเป็นชุมชนอย่างที่เป็นอยู่ที่พูดขึ้นมานี้ อาตมาได้รับข่าวคราวอย่างที่กล่าวแล้ว แล้วก็ได้มีหนังสือ มีอะไรที่ได้เข้าไป สอบทานกันมา ยังไม่ได้อ่านดูหมดหรอกนะ แต่ดูๆ เปิดดูคร่าวๆก็ เออ มันก็มีอะไรที่น่าสนใจ อาตมาก็คงจะต้องศึกษาก่อน ดูความเป็นไปได้ หรือว่าความคิด แนวคิด ของคนที่เขาทำมาแล้ว พิสูจน์กันมาอย่างโน้นอย่างนี้ เท่าที่เขาจะเอามารวมๆ แล้วก็เอามาเขียน มาบรรยายเอาไว้ บันทึกเอาไว้ให้เราได้ศึกษา เราไม่ต้องเสียเวลาไปเดินตรวจดูเองละ ปมเด่นๆ หรือว่าจุดเด่นๆ หรือว่าจุดที่เขาเห็นได้กันออกมา ไม่ต้องถึงกับลึกซึ้งอะไรเกินไป หรือว่าลึกซึ้งบางสิ่งบางอย่าง เขาก็สามารถมองออก แล้วก็เอามามาบันทึก รายงาน บันทึกสื่อให้เราได้พอเข้าใจ ก็คงจะมี ก็ยังไม่มีเวลาได้อ่าน ถ้าได้อ่านคงจะได้รับความเข้าใจ ความรู้ที่เป็นปรโตโฆสะอะไรเพิ่มเติมที่เราจะมาทำ อาตมาหยิบอันนี้ขึ้นมาพูดนี้ ก็เพราะว่าทุกวันนี้เรานี่ บางคนยังเหลาะๆ แหละๆ ยังไม่มั่นใจ ยังไม่รู้ว่าเราทำอะไรกัน อาตมาขอยืนยันว่าพวกเรานี่เป็น "มนุษย์กลุ่มพุทธบริษัท" แม้ว่าเราจะเรียกซ้อนเข้าไปว่าเป็นกลุ่มพวกเราชาวอโศกก็ตาม เราเรียกซ้อนลงไปว่ากลุ่มชาวอโศก ก็ขอยืนยันว่าเป็นพุทธบริษัท ที่เราเองเราเอาหลักการของพระพุทธเจ้ามาเป็นหลักใหญ่ในการพัฒนาจิตใจ กาย วาจา พัฒนาความประพฤติของคนของเราเอง ตั้งแต่เราเรียนรู้กิเลส ความไม่สมเหมาะสมควร พฤติกรรม กาย วาจา ที่เราเห็นว่าไม่ดี ควรเลิก ควรละ ควรลด ปลดปล่อยมา มาทำสิ่งที่ดีมากขึ้น เราไม่เคยทำ เราก็มาทำ ไม่เคยหัดไม่เคยฝึก ก็ฝึกก็หัด จนกระทั่งเป็น จนกระทั่งทำได้ จนกระทั่งได้มาอาศัย เมื่อทำได้ แล้วเราก็ทำกันต่อไปการอย่างที่เราเป็น เราเกิดกันขึ้นมานี่แหละทุกวันนี้ ที่มันเป็นขึ้นมาได้ถึงขนาดนี้ เกิดจากเข้าใจว่าประธาน หรือว่าตัวรากเหง้า ที่มันทำให้คนเรานี่ เป็นไปในทางที่ ใดๆก็คือจิตวิญญาณ พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่า มโนปุพพัง คมา ธัมมา มโนเป็นประธาน จิตใจเป็นประธาน จิตวิญญาณเป็นประธาน เหตุที่มันจะพาไปสู่อกุศล ทุจริต ความทุกข์ ก็เพราะกิเลส หรือเพราะสิ่งที่มันไม่ดีไม่งามอย่างไร อาการอย่างไร โลภ โกรธ หลง ซึ่งท่านบรรยายไว้หมดแล้ว ตั้งแต่ภาษาสั้น จนกระทั่งขยายยาว แล้วเราก็มาเริ่มทำกันไปตามวิธีการ ที่อาตมาแนะวิธีให้พวกเราได้ฝึกได้หัด ได้พากันทำมาเลิกละมาได้เรื่อยๆ แล้วก็ทำเข้าไปเรื่อยๆ บางคนก็ไม่เข้าใจว่ามาปฏิบัติธรรมทำไม ปฏิบัติธรรมไปแล้ว แล้วจะได้ผลนิพพานๆ แล้วมันเป็นสภาพอย่างไร ก็ไม่เข้าใจกันดีนัก แต่เมื่อได้พิสูจน์กันไปแล้วก็ได้รู้ แล้ว อาตมาก็อธิบายสำทับให้รู้ตัว ว่านี่เราได้อย่างนี้นะ มีอย่างนี้นะ เป็นอย่างขึ้นมา แล้วเราก็รู้สึกอย่างไร มีความรู้สึก มีความพอใจ หรือไม่พอใจ แล้วก็ได้มีความมั่นใจ ปักใจกันลงไปหรือไม่ หรือไม่มั่นใจ ไม่ปักใจ ถ้าเผื่อว่าเราไม่รู้ว่าชีวิตของเรา หรือชีวิตของคนนี่ เกิดมามันก็คงจะหาที่เป็นอยู่ บางคนไม่เกิดที่นี่ เกิดที่ประเทศไทย อยู่ประเทศไทยอยู่ประไทยมา ไม่อยู่แล้ว ไปอยู่มันเมืองนอก ไปอยู่ประเทศโน้นประเทศนี้ ไปอยู่แล้วก็พอใจ อยู่นั่นจนกระทั่งตายในที่นั่น อายุไปตั้ง 80-90 ตายที่นั่นก็มี คนประเทศอื่นก็เหมือนกัน ไม่อยู่แล้วประเทศที่ตัวเองอยู่ ตัวเองเกิด ไม่อยู่ประเทศที่ตัวเองเกิดแล้ว อยู่มาได้เท่านั้นเท่านี้ปี แล้วก็ไปพบประเทศนั้นประเทศนี้เข้า ไปอยู่ไปอาศัย แล้วก็ไปพอใจประเทศนั้นประเทศนี้ สิ่งแวดล้อมความเป็นอยู่ ระบบ จารีตประเพณี วัฒนธรรม ความเป็นอยู่ก็ชอบ ก็อยู่ไปจนตาย บางคนไม่ชอบ แต่อยู่ไปอยู่มา ทนอยู่ไปจนกระทั่งตายก็มี ไม่ได้กลับมา ไอ้ที่เราอยากกลับ บางทีอยู่ประเทศไทย ไปอยู่เมืองนอก ก็ไม่ได้ชอบอะไร อยากกลับเมืองไทย จนอยู่ไปอยู่มา ไอ้โน่นไอ้นี่ดึงไว้ รัดไว้ ไม่ได้กลับมา ตายที่โน่นเลยก็มี เพราะว่าไปถูกผูก ถูกยึด ถูกติดเอาไว้ด้วยสิ่งที่มันดึง สิ่งที่มันยึดมันติด โดยตัวเองก็แกะไม่ออก แก้ไขไม่ได้ ปลดไม่ได้ ปลงไม่ได้ วางไม่ได้ ก็เลยตายไปทั้งๆที่ใจลึกๆ ก็อยากมาอยู่ ยังสมัครใจลึกๆ ยังชอบวัฒนธรรมอย่างไทย จารีตประเพณี ความเป็นอยู่อย่างชาวไทย มันมีเชื้อรักชาติ จะชาตินิยมอะไรอยู่บ้างก็ตาม หรือไม่ชาตินิยมก็ตาม แต่ก็มาไม่ได้ อะไรอย่างนี้เป็นต้น หรือไม่มาแล้ว ไปแล้วก็จะอยู่อย่างนี้ละ ตายมันอยู่ที่โน้น อย่างโน้น สิ่งแวดล้อมอย่างโน้นแหละฉันชอบก็มีนะ อย่าว่าแต่ยกตัวอย่างอย่างต่างประเทศเลย แม้แต่ประเทศไทยนี่แหละ ประเทศเดียวนี่แหละ สิ่งแวดล้อมที่เราจะอยู่ กลุ่มที่เราจะอยู่ วัฒนธรรมที่เราจะอยู่ พฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรมที่เราร่วมทำอยู่ด้วย อย่างที่เราเข้าใจ เราเห็นว่าอย่างนั้นอย่างนี้นี่ดีนี่ อาตมาบอกแล้วว่าไม่รู้ว่าจะรวมความรวบคำ กรรมๆที่ว่า คือ การกระทำ หรือมนุษย์มันมีพฤติ มันมีกรรม มีการกระทำนี่ จนกระทั่งตั้งแต่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม แต่ละคนหนึ่ง ไปจนกระทั่งหลายๆ คนรวมกัน เรียกพฤติกรรมต่างๆของคน จนกลายเป็นการงาน กิจกรรม กลายเป็นการงาน พิธีกรรม การงานกิจกรรม การงานพิธีกรรม ที่ใช้เป็นภาษาความหมายสื่อไว้นี่ แล้วก็อยู่กันด้วยลักษณะอย่างนี้ กิจกรรมที่ลักษณะอย่างเรา อย่างกิจกรรมด้านการกสิกรรม กิจกรรม กรรมด้านการสาธารณสุข การค้าขาย กิจกรรมด้านการผลิตนั่น ผลิตนี่อะไรน่ะ หลายอย่างที่เราผลิตเป็นไปอะไรก็ตาม หรือแม้แต่กิจกรรมภายในๆ เลยกรรมการครัว กิจกรรมการปัดกวาดเก็บเป็นกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่เถอะ กิจกรรมการรังสรรค์ซ้อนๆอยู่ในนี้อีก ที่จะตอบรับข้างนอก ที่จะมาสัมพันธ์กับเรา หรือ เราก็ดูแลกันอยู่ข้างใน เป็นจุดหนึ่ง หน่วยหนึ่ง ที่เราจะต้องเป็นกิจกรรม กิจการที่จะต้องมีคนไปดูแล ช่วยเหลือ กระทำ เราก็เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ กิจกรรมฝ่ายบัญชี กิจกรรมฝ่ายทะเบียน กิจกรรมฝ่ายอะไรต่ออะไรพวกนี้บ้างละ โอ้ มันมากจะที่จริงน่ะ ตอนนี้ก็ฝ่ายทะเบียนก็ไปโรงพยาบาล เสร็จแล้ว รพ. ไปพร้อมกับไอออกมาเป็นเลือด ไปที่โรงพยาบาลตรวจแล้วก็ไม่ได้เรื่องอะไร ไม่รู้เรื่อง หาสาเหตุไม่เจอ เชื้อไม่เจอ ก็กลับมาพร้อมกับยังไอเป็นเลือดอยู่ แต่ก็มาทำงาน ก็ไม่รู้จะทำยังไงว่า เอ๊ อย่างนี้มันจะไหวเหรอ สุขภาพก็ไม่ดี ก็จะทำ ก็ไม่มีใครทำ แต่ว่าพวกเรานี่ เป็นกลุ่มหมู่แล้วนะ เป็นเรื่องจำเป็นที่จะต้องทำการเรื่องทะเบียน เรื่องเจ้าหน้าที่ที่จะต้องติดต่อสัมพันธ์อะไร เป็นส่วนกลางด้วย ที่จริงมันควรจะมีหลายคนช่วยกันด้วยซ้ำไป แต่นี่มันมีน้อยคน มันก็ไม่พอแรง นอกจากไม่พอแล้ว คนที่ทำด้วยกันก็มีอัตตามานะกันบ้างอะไรบ้าง ก็แยกกัน ก็แตกกัน ไม่รวมกัน มันก็เลยยิ่ง งานก็เลยยิ่งลดบทบาทหรือว่าลดคุณภาพลง ทั้งๆที่มันจะต้องมีคนช่วยมากขึ้น ต้องทำมากขึ้น เพราะว่ามันมีงานมากขึ้น อะไรๆก็จะมากขึ้น ก็ไม่ไหว จะต้องดูทั้งทะเบียน จะต้องดูทั้งบัญชี จะต้องติดต่อเชื่อมโยงกับพวกเราภายในนี้ อย่างชาวอโศกเราทั้งหมดนี่ หน่วยกลางของส่วนกองทะเบียน กองบัญชี กองธุรการ ของส่วนกลางนี่ ทุกๆเจ้ามันจะไปรวมที่นั่นเป็นตรงกลาง แต่มีคนนั่งทำงานอยู่คนเดียวอย่างนี้ โอ้โฮ! มันหนักหนาสากรรจ์นะ มันไปไม่รอด ตอนนี้ก็ไม่สบาย เหลืออานนท์ที่รับแบกอยู่ บัญชีรับกันไปบ้าง มีแรงเมืองรับไปบ้างบางส่วน ทางนี้ก็ทำส่วนหนึ่ง ทางโน้นก็ทำส่วนหนึ่ง ผสมผสานกันอยู่ ไม่พอ ไม่พองาน แรงงานไม่พอ ก็มาบอกพวกเราให้ทราบ ที่เรานี่ไม่ได้เป็นงานอย่างวิธีการ หรือว่าจารีตประเพณี วัฒน- ธรรมของเราไม่เป็นเหมือนอย่างชาวโลก โลกๆข้างนอกเขา ข้างนอกเขาไม่มี ไม่เป็นไร หรือเขาประกาศเลย รับสมัคร แล้วก็ตั้งเงินเดือนล่อไว้สูงๆ พอมีรายได้รายจ่ายอะไรสูงๆ ก็เลยสมัครคนฝีมือดีๆ มา สอบคัดเลือกเอา จะต้องการกี่คนก็ใช้เงินใช้ทองของส่วนกลาง หรือว่าของส่วนบริษัทเขาทำเลยได้ ของเราจริงๆ มีเงิน จะจ้างก็ได้ จะประกาศรับสมัครมาอยย่างนั้นก็ได้ ก็ได้นะ แต่ว่าไม่เอา ไม่ทำ ตอนนี้ได้ข่าวคราวว่า ที่ชมร.เชียงใหม่ ข่าวมาบอกว่า ไม่มีคนพอ เมื่อไม่มีคนพอก็จะจ้างคนมาทำงาน มาทำครัว ทำงานในนั้นน่ะ เป็นคนทำในหน้าที่ไหนก็แล้วแต่ที่มันขาดแคลน ไม่สมบูรณ์ จะจ้าง นี่อาตมาเพิ่งได้ข่าวนะ นี่กำลังว้ากไปนี่บอกว่าไม่ได้เด็ดขาดเลยนะ ขึ้นชื่อว่าชมร. หรือขึ้นชื่อว่าในสายในของชาวอโศกแล้ว จะจ้างกันไม่ได้ เรื่องเงินจ้างนี่ไม่เอา ยังไงๆ ยืนหยัดยืนยัน ส่วนจะออกนอกห่างไป ศาลามังสวิรัติของส่วนตัว ส่วนบุคคลน่ะนะเขาจะจ้างเรื่องของเขา เรื่องส่วนตัวชาวอโศกก็ตาม นั่นมันเรื่องส่วนตัว แต่องค์กรที่เป็นเรื่องส่วนในนี่น่ะ เป็นเรื่องที่จะต้องรู้ว่าในขนาดไหน นอกขนาดไหน เรื่องส่วนในอย่างชมร. นี่นะ เป็นของสมาคม เป็นชมรม เป็นส่วนกลาง จะมีระบบวิธีการจ้าง ยังไม่ให้เกิด ไอ้เรื่องจ้างนี่มีมาแต่นานแล้ว ตั้งแต่สันติอโศกไม่มีคนดูแลเงินทอง ไม่มีคนดูแลบัญชี ไม่มีคนเฝ้า อย่างห้องเทปนี่นะ เป็นส่วนกลาง มันก็อย่างนี้แหละ เหมือนกัน Office กลาง แต่ก่อนนี้ ก็เหมือนกัน สันติอโศกมีห้องเทป แล้วก็มีคนจะมา บริจาค จะมาอะไรต่างๆ ติดต่อนั่น ติดต่อนี่เป็นส่วนกลาง เขาเรียกอะไรดี อาตมาก็ไม่รู้นะ มันหลายเรื่องอยู่ในนั้น ทั้งเรื่องบัญชีการเงิน การติดต่อ เรื่องการอะไรต่ออะไรๆหลายๆอย่าง ธุรการอะไรๆ หลายๆอย่างรวมอยู่ตรงนั้นน่ะ คนมันไม่พอ เขาก็จะจ้าง อาตมาห้ามมาแต่ไหนๆ แม้แต่กรรมการมูลนิธิเราบางคนบอกว่าจ้างเขาสิ บอกอาตมาไม่เอา ถ้าทำไม่ได้ก็หยุดไปเลย ถ้าไม่มีใครทำจริงๆ ก็หยุดทำ ไปไม่ได้ก็อยู่เฉยๆ ถ้ามีคนจะทำสมัครใจกทำไปเท่าที่เราจะมีความสามารถ เท่าที่คนจะมีน้ำใจมาสมัคร ยินดีที่จะมาเสียสละสร้างสรรทำกันไป เพราะมันเป็นงาน มันเป็นกิจของมนุษย์ มนุษย์จะต้องมีบทบาทกิจพวกนี้ ต้องมีจริงๆ คนนั้นคนนี้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ กิจสำคัญทำกิจจำเป็นอันนี้จะต้องเกิด เราจะรู้เองแหละว่าเป็นกิจจำเป็น กิจต้องทำอะไร ไม่มีอันนี้ล่ะจไปไม่รอด เราจะต้องกระทำ ตอนนั้นเขาก็แนะนำให้จ้างคนมา จ้างมาสิ นักบัญชีมาทำประจำ นี่บางคนก็ไม่เต็มใจทำ หรือว่าทำแล้วก็ไม่ค่อยจะแน่นอน เดี๋ยวทำเดี๋ยวหนี เดี๋ยวทำเดี๋ยวออกไปอะไร คนนั้นมาคนนี้แทน มันก็ไม่ติดไม่ต่อ ไม่รู้เรื่อง อาตมาก็ไม่ยอม ตั้งนานมาแล้ว ตั้งหลายปีมาแล้ว จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มีคนเข้ามาช่วยทำไปเรื่อยๆทดแทน ประสมประสานอะไรกันไป ก็ดำเนินกันมาได้จนป่านนี้ ชมร.นี่ก็เหมือนกัน ที่กำลังยกตัวอย่างขึ้นมานี่ ที่เชียงใหม่ ที่ว่านี่ อาตมาก็ขอบอกยืนยันนะว่าไม่ได้นะ นี่ไม่รู้ว่าเขาบอกข่าวกันไปหรือยัง เขาบอกว่าเขาจะทำยังงี้ เมื่อบอกว่าไม่ให้จ้าง เขาก็บอกว่า เดี๋ยวเอาล่ะ เขาจะเอาเงินชมร.เองนี่มาหนุนจ้างนี่ไม่ได้ เขาบอกว่าเขาจะทำกองบุญของเขา ส่วนคนข้างนอกเลยแล้วก็บอกว่า มีเงินเหล่านั้นมาจ้าง บอกว่า "ไม่ได้นะ" หมายความว่าเงินจ้างน่ะ ไม่ใช่เราไม่มีจ้างนะ ถ้าเราจะจ้างนะ เงินเรามีจ้างเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ประเด็นตรงที่ว่ากลัวจะเสียเงินไปจ้าง ประเด็นมันอยู่ตรงที่ว่า คนหนึ่งเป็นคนที่ได้รับได้จ้าง อีกคนหนึ่งเป็นคนทำฟรี อยู่รวมกันนี่ อาตมาไม่เอา ทุกคนจะต้องมาทำงานฟรี ทุกคนจะต้องมาเสียสละ มาสร้างสรร จะมีความสามารถบทบาทแค่ไหนไม่ว่า คนจะเก่งเพราะเงินจ้างนี่ อาตมาไม่ตื่นเต้นหรอก คนที่มีความสามารถเพราะเงินจ้างนี่นะ และมีความสามารถความเก่ง อู๊ย ทำเก่งขยันหมั่นเพียร อดทน ทำได้ดีเพราะเงินจ้าง อาตมาไม่เห็นว่าจะยิ่งใหญ่อะไรเลยในมนุษย์ เพราะมนุษย์มีกิเลส แล้วก็ยินดี หลงดีในเงิน เป็นทาสน้ำเงิน แล้วก็ให้เงินนี่มาเป็นใหญ่ เงินมันมาทำให้เราขยัน เงินมันมาทำให้เราอดทน เงินมันมาทำให้เราเองมีความสามารถ มีประสิทธิภาพสูง มีความรู้มากขึ้นด้วย มีความเก่ง มีความสามารถมากๆขึ้นด้วย เพราะเงินมันเป็นตัวผลักดันให้เก่ง อาตมาว่าโลกมันเป็นอย่างนี้มานานแล้ว และมันก็เลวร้ายอยู่อย่างนี้ เป็นทาสน้ำเงินนี่มันเลว อันนี้ละ ประเด็นหลักโลกียธรรมกับโลกุตระ ตรงนี้ ถ้าเข้าใจตรงนี้ไม่ได้แล้ว มันก็ไปไม่รอดตรงนี้ เพราะฉะนั้น เราจะมาพิสูจน์กัน มาพิสูจน์กันว่า โลกอีกโลกหนึ่งนี่ ไม่ได้เป็นคนดี คนอดทน คนขยัน คนมีความสามารถ เอาแค่นี้ก่อนก็ได้นะ อดทน ขยัน มีความสามารถ อดทนได้นี่หมายความว่า วางใจเป็นนะ หรือไม่ก็กดข่มจิตตัวเองเท่านั้นแหละ ถ้าวางใจเป็นมันก็ไม่ต้องอดต้องทนหรอก มันก็ทนได้ มันจะร้ายจะเลว มันจะยังไงมันก็ทนได้ อดทน ขยัน มีความสามารถ เอาแค่นี้ก่อนก็ได้ อดทนได้ ขยันได้ มีความสามารถได้ ไม่ใช่เพราะเอาอะไรมาล่อ อามิสล่อ หรือลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขอะไรล่อ ไม่ใช่ โลกุตระไม่ใช่อย่างนั้น โลกุตระกลับกันกับอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ที่อาตมาพยายามสร้าง พยายามกระทำคนอย่างโลกใหม่ ที่อาตมายืนยันว่า พระพุทธเจ้าพบคนใหม่ คนโลกใหม่ คนแบบใหม่นี่ คือ โลกุตร- บุคคล คือคนที่ไม่ได้เป็นทาสโลกียะ ไม่ได้เป็นทาสน้ำเงิน ไม่ได้เป็นทาสทรัพย์ศฤงคาร ไม่ได้เป็นทาสลาภ รายได้แลกเปลี่ยน ไม่ได้เป็นทาสยศศักดิ์ อำนาจ ไม่ได้เป็นทาสสรรเสริญเยินยอ ยกย่อง ชูเชิด ไม่ได้เป็นทาสโลกียสุขอะไร เพื่อเอามาแลกมาเปลี่ยน ไม่ใช่ โลกุตรบุคคลนี่ไม่ใช่ แต่โลกุตรบุคคลนี่ เป็นคนเห็นด้วยญาณปัญญา เข้าใจจริงๆเลยว่า อันนี้เป็นคุณค่าของคน และจะอดทนก็ เพราะว่าเราจะทำตนให้เป็นคนอดทน เราจะขยันก็เพราะว่าเราทำตนให้เป็นคนขยัน มันเป็นคนดีนะ คนขยัน มันเป็นคนดีนะ คนอดทนได้ ดีนะ คนมีความรู้ ความสามารถ มันเป็นคนประเสริฐ มันเป็นคนประสพผลสำเร็จ จะเอาตัวเงิน จะเอาทรัพย์ศฤงคาร ที่ทำได้มาเป็นเครื่องชี้ มาเป็นเครื่องยืนยันว่า นี่ฉันรวยเพราะฉันขยัน ฉันรวยเพราะฉันเก่ง ฉันสามารถ ฉันรวยเพราะฉันอดทน ฉันรวยเพื่อที่ฉันสร้างแล้วเอาเหล่านั้นมาเป็นเครื่องยืนยันหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงเราขยัน ความจริงเราอดทน ความจริงเรามีความสามารถ มีความรู้ แล้วเราก็เป็นนักสร้างสรร และจริงซ้อนลงไปกว่านั้น สร้างสรรแล้วไม่หวงแหน ไม่ขี้เหนียว ไม่ต้องการแลกเปลี่ยน สละ บริจาค เกื้อกูล ให้บุคคลคนอื่นที่ได้รับผลผลิต ได้รับแรงงานของเรา เอาไปเป็นประโยชน์คุณค่า ช่วยเหลือคนให้อยู่เย็นเป็นสุข หรือให้คนอยู่ หรือว่ามีชีวิตที่ดีขึ้นๆได้ซ้ำ เท่าไหร่ก็ไม่เคยเก็บไว้เป็นของของตน คนอย่างนี้ต่างหากที่เป็นคนโลกุตระ ไม่ต้องไปเอาสิ่งเหล่านั้นมาเป็นเครื่องยืนยัน มาเป็นเครื่องล่อให้เกิดความขยัน เพราะฉะนั้น อาตมาถึงว่าคนที่มันขยันได้ มันอดทนได้ มันเก่งกาจสามารถได้ เป็นนักสร้างสรรค์ที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน แต่ยังอยู่ภายใต้โลกียธรรม โลกธรรม เป็นอำนาจ เขาถึงสำเร็จ ถ้าไม่มีสิ่งนี้เป็นอำนาจ หมดแรง ทำไม่ได้ หรือว่าทำได้ก็ไม่ดี มันจะไปเก่งอะไรคนอย่างนั้นน่ะ มันไม่ตัวจริง ตัวจริงมันไม่ต้องไปเอาสิ่งเหล่านั้นมาล่อ ไม่ต้องมีอามิส แต่ขยันเพราะเราเห็นว่ามันดี ขยันนี่ เราก็ทำตัวให้มันขยัน ฝึกฝนให้เป็นคนขยัน ขยันแล้วก็สร้างสรร สิ่งอะไรสร้างสรรซ้อนลึกลงไป มีความรู้ทางด้านเศรษฐศาสตร์ด้วยว่าควรจะสร้างอะไรๆ เป็นดีมานด์อะไรเป็นซัพพลาย ตอนนี้อันนี้ควรสำนึก อันนี้มากแล้ว อันนี้เกินแล้ว อันนี้หยุดได้ พักได้ ทำอันนี้ต่อ ทำอันนั้นอันนี้ มีความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ ซับซ้อนลึกซึ้งด้วยซ้ำ ก็เป็นคนทำอยู่ เป็นคนไม่ดูดาย เป็นคนพากเพียร เป็นคนขวนขวาย เป็นคนมีคุณค่าจริงๆ ค่าที่อาตมาอธิบายแล้วอธิบายอีก ถ้าเราไปลบค่าเสีย ทำเสร็จแล้ว 100 หนึ่ง เอามันมาคืน 100 ดีไม่ดี เอามันมามากกว่า 100 ด้วย มันจะไปมีค่าอะไรเหลือเล่า นอกจากไม่เหลือ แล้วยังไปตะกละตะกลาม เอาเปรียบเอารัดคนอื่นเขามาอีก เป็นบาปเสียด้วยซ้ำ อาตมาก็อธิบายจนหมดจนเกลี้ยง จนมากมาย และซ้ำซาก แต่เรามาเรียนรู้กัน คนอย่างพวกเรานี่ มาเรียนรู้ๆ แล้วก็ทำให้ได้ ทุกวันนี้ทำได้ มีคนจริง มีความจริงขึ้นมา แม้มันจะไม่บริสุทธิ์บริบูรณ์ ไม่เก่งสามารถจนกระทั่งมีอิทธิฤทธิ์อยู่ในตัวเรา ที่ล้างมันยังไม่ออกทีเดียว วิธีการล้าง ล้างยังไง พระพุทธเจ้าสอนไว้ อาตมาว่าอาตมาเข้าใจพระพุทธเจ้าสอนอย่างไร ก็เอามาให้พวกเรานี่ใช้ ใช้ล้างกิเลสเหล่านั้นจริงๆ ฝึกหัด อบรม ล้างมันออก เมื่อคุณพิสูจจ์แล้ว คุณจะรู้จริงหรือไม่จริงก็แล้วแต่เถอะ จะเห็นว่ามันล้างได้จริงหรือไม่จริง ก็พิสูจน์ดูสิ ซึ่งอาตมาก็เห็นว่าจริงนะ มันถึงมาเป็นสภาพที่เข้ามาอยู่ในรูปรอยของมนุษย์พุทธบริษัท มนุษย์ที่เป็นโลกุตระ แม้กิเลสยังไม่หมด ทำยังไม่ได้ดีสูงสุด เราก็แนะนำกันไป บอกความจริงกันไป สอนกันไปให้รู้ แล้วก็ให้เอาไปประพฤติแก่ตนๆ ให้ตัวเองเป็น ตัวเองเกิดขึ้นมาให้ได้ แล้วมันก็จะเป็นคนหรือเป็นชุมชน ที่อาตมาว่าพระพุทธเจ้านี่แหละเป็นผู้ค้นพบ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive