350518 ญาณเป็นกำลังของพระพุทธเจ้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์2535 รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์360 KB
วันที่แก้ไข15 มกราคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

350518 ญาณเป็นกำลังของพระพุทธเจ้า โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

ญาณเป็นกำลังของพระพุทธเจ้า [สีหสูตร] (การเมืองเดือนพฤษภา) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

สังคมมันก็ทุกข์ร้อน สังคมมันก็ไม่เจริญ เพราะฉะนั้นถ้ามีธรรมาธรรมสงคราม มีสงครามระหว่างธรรมะกันขึ้นมา พยายามที่จะขึ้นมาค้านแย้ง ขึ้นมาขัดขวาง ไม่ปล่อยให้อธรรมทำบาปเกินไป เพราะว่าอธรรมทำบาปเกินไป มันก็น่าสังเวชเขาล่ะนะ เขาทำบาปมากเกินไป มันก็ไม่ดี แต่กระนั้นก็ตาม มันก็จะต้องเจอ มันก็จะต้องเป็น แล้วมันก็จะต้องเห็นว่ามันรุนแรง เพราะว่าเมื่อมันมีสงคราม เมื่อมันมีอะไร ก็ดูเหมือนมันรุนแรง แต่ถ้าไม่แรง อธรรมที่หนักๆ อธรรมที่แข็งๆ อธรรรมที่กร้านๆ ด้านๆ จะยึดติดมากๆ แล้วก็หลง หลงผิด อวิชชา โมหะมากๆ มันก็ไม่มีน้ำหนักที่สูง น้ำหนักที่แรง ที่จะสามารถให้เขาได้ รู้สึกตัว แก้ไข เปลี่ยนแปลง ปรับปรุงได้ จึงจำเป็นจะต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างที่มันเกิดขึ้นอยู่ เป็นธรรมดาของโลก เป็นธรรมดาของสังสารวัฏที่จะต้องมี มีสงครามธรรมาธรรมะอย่างนี้มาตลอดแต่ไหนๆ ยุคกาลที่สงบระงับ ไม่มีสงครามอย่างนี้ มีธรรมะบริหาร ปกครองด้วยธรรมะ เป็นไปด้วยดีอยู่ มีธรรมะนำพา มันก็สงบมันก็ดี แต่นี่เราจะต้องเห็นความจริงว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น เราพูดอย่างนี้ก็คล้ายๆกับว่า เราเป็นธรรมะ อีกฝ่ายเป็นอธรรม จะใช้บัญญัติว่าพวกเราเป็นอธรรม อีกฝ่ายหนึ่งเป็นธรรมะก็ได้ แต่เป็นความจริงใจนะ เราก็เห็นจริงใจว่า เอ๊ อย่างนี้ดีนะ อย่างนี้ถูกกว่า ถูกต้องดีกว่า เราก็จริงใจ เหมือนกับหนังกำลังภายใน ที่มีพรรคมาร พรรคธรรมะ จนกระทั่งสุดท้ายเอาไปเอามา ไม่รู้ว่าใครเป็นพรรคมาร ไม่รู้ว่าใครเป็นพรรคธรรมะ อะไรอย่างนั้นนะ อย่างที่เราเห

อ่านต่อ

็นในหนัง เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา นั่นแหละ ก็เอา ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ธรรมดา เหตุการณ์เมื่อคืนนี้ เป็นเหตุการณ์ที่ยังคุมอยู่ แรง จนกระทั่งถึงขณะนี้ เมื่อทุ่มหนึ่งมีข่าวออกทางวิทยุแห่งประเทศไทย บอกว่านายกฯพูดเอง เป็นเสียงของนายกฯ พลเอกสุจินดา คราประยูร พูดเอง พูดบอกว่า มีคนมาจากทางใต้ ประมาณพันคน มาทางรถไฟ มาลงที่นครปฐม แล้วก็ไปรวมชุมนุมกันอยู่ที่สันติอโศก เพื่อไปร่วมประท้วงที่สนามหลวง นายกฯ พลเอกสุจินดา คราประยูร เป็นคนพูดเอง พวกเราได้ยิน สมณะได้ยิน มีฆราวาสไหนได้ยินบ้างไหม ได้ยิน ได้ยินวิทยุหรือ อ๋อ เปิดวิทยุฟัง หา ไม่ใช่ มาลงรถไฟที่จังหวัดนครปฐม ไม่ได้บอกมาปฐมอโศก แล้วก็ไปที่สันติ ไปรวมกันอยู่ที่นั่น เพื่อไปร่วมประท้วงที่สนามหลวง เสร็จแล้วรายการโทรทัศน์ภาคข่าว รายการโทรทัศน์ภาคข่าวก็ยังมีนักข่าวเอาข่าวนี้ ข่าวที่บอกว่านายกฯ พูดว่าอย่างนี้ มาออกข่าวซ้ำอีกทีในโทรทัศน์กล่าวระบุตรงๆว่ามารวมที่สันติอโศก เพื่อที่จะไปชุมนุมประท้วงที่สนามหลวง กล่าวอย่างนี้อีก อาตมาก็เช็คไปที่สันติอโศก ว่ามีคนพันคนมาที่นั่น เพื่อเตรียมจะไปประท้วงที่สนามหลวงจริงหรือ ทางโน้นก็บอกว่าไม่มี เมื่อวานนี้ก็เป็นวันอาทิตย์ธรรมดา ก็มีคนไปฟังธรรม คนไปฟังธรรมวันอาทิตย์มันก็ไม่ถึงพันหรอก ก็มีคนทั่วไปมาก็ไม่ถึงพัน เมื่อวานนี้ไม่ถึงพัน มีตำรวจมาที่นั่น 4 คน ว่าอย่างนั้น มีตำรวจมามาที่สันติอโศก ก็มีน่ะ มีตำรวจมา ตอนนี้มีทุกวันแหละ มาในเครื่องแบบมั่ง ส่วนมากมานอกเครื่องแบบ ก็มาคุยโอภาปราศัยกันดี ก็เข้าใจกันดี ไม่มีปัญหาอะไร เขาก็ต้องคุยดีแหละ เขาจะมาทำเป็นคุยไม่...ไอ้นั่นไม่ได้หรอก เขาก็มาพูดจาโอภาปราศรัย ก็ไม่มีเหตุการณ์อะไร ไม่มีคนมาอย่างที่ว่านั้นอะไร อันนี้ก็เป็นข้อบิดพลิ้ว เรียกว่าไม่รู้เอาข่าว เอาใครป้อนข่าว นายกฯ อาจจะไม่ได้พูดเองคิดเอง เราก็ต้องมองไปในแง่ดี ก็คงจะมีคนให้ข้อมูลเป็นข่าวให้นายกฯ รับฟัง นายกฯ ก็ เอามาพูด อะไรอย่างนี้ก็ได้ เราก็มองไปในแง่นั้น เราก็ไม่เชื่อว่านายกฯ จะ เราไม่เชื่อว่านายกฯ จะกุข่าวเอง พูดเอง ซึ่งความจริงมันไม่มี เพราะเราเองเราก็รู้ว่าฐานะพวกเรา แล้วเราก็ทำอะไรกันอยู่ เราไม่ได้ไปทำอะไรถึงขนาดนั้นๆ เสร็จแล้วเหตุการณ์เมื่อคืนนี้ ก็เรียกว่าสงบดีพอได้นะ ในที่สนามหลวงข่าวเขาส่งมา ส่งข่าวส่งคราวมาอยู่เรื่อยๆ แต่ในโทรทัศน์ก็รูปเดิม ในโทรทัศน์เขาก็ออกข่าวว่าในตอนนี้เหตุการณ์เคร่งเครียด เหตุการณ์รุนแรง เหตุการณ์มีอะไรต่ออะไร มีผู้ที่ก่อวิวาทเอา ทำร้าย ทำลายของอะไร ก็ก่อวิวาท ทำอะไรต่ออะไรให้รุนแรง ปลุกเร้าอะไรต่ออะไรก็ว่ากันไป จนกระทั่งข่าวมันถึงขนาด ไม่รู้ว่าออกที่โทรทัศน์หรือเปล่านะ ว่าถึงขนาดว่ายิงกันแล้ว มีตายไปหลายศพแล้วว่าอย่างนั้นนะ แล้วคนที่ไปก่อกวนมีจริงๆน่ะ ข่าวที่อยู่ในบริเวณงาน ผู้ที่อยู่ในบริเวณงานนั้น มีคนไปก่อกวน จะลากที่กีดขวางออกบ้าง เอะอะมะเทิ่ง ชวนปลุกเร้า ฆ่ามันๆ ให้มันรุนแรง ให้มันอะไรต่ออะไร ทะเลาะเบาะแว้งกันอะไรบ้าง แต่คุณจำลอง ข่าวมาว่า ผู้ที่อยู่ที่นั่นบอกว่า คุณจำลองคุมสถานการณ์ให้สงบอยู่ได้ ก็เหตุการณ์ก็สงบอยู่ แต่ทีนี้ข่าวล่าสุดออกมาทางโทรทัศน์ ถึงขนาด ว่าตอนนี้คุณจำลองได้พาคณะพวกนี้ไปบุกรุกยึดรถดับเพลิงที่สถานีดับเพลิง แล้วก็ได้เผาสถานีดับเพลิง แล้วก็บังคับให้ตำรวจถอดเครื่องแบบ แล้วก็ก้มลงกราบ ว่าอย่างนั้นนะ ก้มลงกราบว่าอย่างนั้น อาตมาก็ว่า เออ มันก็เป็นไปล่ะนะ ทั้งๆที่มันไม่มีเค้าไม่มีเงื่อนอะไร คุณจำลองก็ยังอยู่สนามหลวง ยังคุมคนให้สงบระงับ พยายามให้เรียบร้อย ยังถือว่าอยู่ในสถาวะเรียบร้อย ทั้งๆที่มันแรงขึ้น ดูเหมือน ว่าประกาศภาวะฉุกเฉินนะ แล้วก็ขณะนี้ ประกาศภาวะฉุกเฉินในเขตจังหวัดพระ นคร สมุทรอะไร สมุทรสงคราม หรือสมุทรปราการอะไร หรือเขตปริมณฑลที่รอบๆ นนทบุรีอะไรพวกนี้ ปริมณฑล ประกาศภาวะฉุกเฉินแล้ว แล้วก็โรงเรียน นักเรียนก็ให้หยุดเรียนแล้ว ไม่ให้มาโรงเรียน นั่นทางรัฐบาลทำ ซึ่งก็มองไปได้ชัด ว่า แล้วก็ประกาศห้ามทางโทรทัศน์เลย มีตัวหนังสือ แล้วก็มีทั้งออกมาพูดแทรก รายการธรรมดาเขา อยู่ๆก็โผล่รายการพวกนี้ เขาแทรกออกมาดื้อๆ เดี๋ยวนี้ถือ อภิสิทธิ์แรง ไม่บอกไม่กล่าวอะไร อยากจะออกอะไรก็ออกมาเลย พัวะออกมา แล้วก็สลับอยู่ในนั้น มีเหมือนเดิม เหมือนกับคราวก่อนนี้ ออกมารายงานประกาศ พวกนี้อยู่ ให้ข่าวให้คราวอะไรพวกนี้อยู่อย่างนี้ ก็คงจะให้ข่าวชาวบ้านชาวเมือง ประชาชนทั้งหลายแหล่ โดยสื่อสารพวกนี้ เพื่อให้เห็นเหตุการณ์ว่ามันรุนแรง จนกระทั่งถึงขีดจะต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน ถ้าเผื่อว่าไม่ทำเช่นนั้น ไม่ประกาศให้ดูรุนแรง ดูร้ายดูแรง มันก็ดูไม่มีข้อมูล ไม่มีเหตุผลที่เหมาะสมพอที่จะประกาศ ภาวะฉุกเฉินได้ ทั้งๆที่จริงเหตุการณ์ในสนามหลวงเขาเอง ไม่ได้รุนแรงพอจะ ประกาศภาวะฉุกเฉินอะไร แต่เขาก็ทำน่ะ เอาละอันนี้มันก็เป็นไป คนที่ทำอะไรได้ขนาดนั้นๆ ขนาดไหน มันก็ส่อถึง ความจริงของคนนั้นๆๆ ที่เขาทำกัน ก็พอเป็นไป ข่าวคราวเราได้รับฟังนี่ มันก็ฟังมา เราก็ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จริง จะผิดจะพลาดจะเพี้ยนอะไรบ้าง เราก็ยังไม่รู้แน่ชัดทั้งหมด แต่เราก็รับฟังมา เท่าที่รับฟังก็ถ่ายทอดให้ฟังไป อาตมาก็รายงานข่าวเท่าที่ฟังข่าว เหมือนกับ น.ส.พ.รายงานข่าวว่าฝ่ายใดด้านใดอะไรๆเป็นยังไง สำหรับเรานั้น อาตมาให้ทางที่ออกข่าวว่า มีคนไปรวมที่สันติอโศกพันคน แล้วก็จะไปประท้วงที่สนามหลวงนั้น อาตมาให้ทางท่านถิรจิตโตทำเป็นหนังสือถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ต่างๆ แล้วยื่นเป็นแฟกซ์ส่งไปที่หนังสือพิมพ์ ต่างๆ ปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง ก่อให้เกิดความเสียหาย เพราะฉะนั้นก็ขอแจ้งความจริงนี้มายังสื่อสารมวลชนให้ทราบ ก็เท่านั้นเอง เราก็ส่งข่าวไปให้เขาเท่านั้นเอง ส่วนเขาจะแก้ข่าวหรือลงข่าวให้เราในหนังสือพิมพ์หรือไม่ เราก็ไม่ได้ไปขอร้องอะไรเขามากมาย เราก็บอกแต่ว่ามันไม่เป็นความจริง ไม่มีสิ่งอย่างนั้นเกิดขึ้นในสันติอโศกน่ะ เออ อันนี้เราไม่ได้นึกถึง ไม่รู้ ทัน ทัน ส่งวันนี้ก็ได้ ส่งวันนี้ก็ได้ ส่งให้ทางโน้นติดต่อ บอกทางโน้นไป เออ บอกทางเลขาธิการ หือ ประเดี๋ยวก็ยิ่งช้า บอกทางโน้นแฟกซ์ไปส่ง เออ ก็ไม่ต้องเคลื่อนไหวอะไรนะ เอาละ นั่นเป็นเรื่องราวเหตุการณ์ที่เกิดในบ้านในเมือง เรื่องมันก็ยิ่งเคี่ยวข้นขึ้นนะ เพราะฉะนั้นเราก็ยิ่งต้องรู้สถานการณ์ เราก็จะต้องตั้งหลักดำเนินไปชอบ ดำเนินไปดี ทำอะไรให้มันดำเนินไปในทิศทางที่ควรจะเป็น เหตุการณ์อย่าง นี้เกิดขึ้นเศรษฐกิจก็ต้องแย่ลง สิ่งที่จะทำให้เกิดอะไรๆ ข้าวยากหมากแพง เรื่องนั่นเรื่องนี่ จะขาดจะแคลนอะไร มันจะต้องเกิดขึ้นแน่ เพราะฉะนั้นเราจึงต้อง เตรียมตัว การที่เราได้มาปลูกข้าว ทำนาทำอะไรอย่างนี้นี่ มันเป็นความถูกต้องแล้ว เพราะว่าเป็นเรื่องสัมมาอาชีพของมนุษย์ที่พึ่งตน ที่ทำอะไรต่ออะไรได้ดี เพราะฉะนั้นเราก็ควรจะดำเนินไปตามฐานะของเราเองอย่างนี้แหละ เมื่อวานนี้เราไปลงนาลงแขก เราชื่อลงแขกแรกนาบุญ เราลงแขกแรกนาบุญ ตอนแรกว่าจะชื่อเบิกนาบุญ ก็รู้สึกว่ามันเหมาะในครั้งแรก ที่เราทำปฐมฤกษ์เบิกนาบุญเท่านั้น เสร็จแล้วตอนนี้เราก็ไม่ ก็คือแรกเหมือนกันล่ะนะ คล้ายๆกัน แต่ว่ามันไม่คล้องจองกับคำว่าลงแขก เราก็ยังได้คำว่าลงแขกด้วย เพราะว่าลงแขกนี่เป็นการรวมกัน เพราะฉะนั้นประเพณีหรือวัฒนธรรมลงแขก ถ้าเรียกสั้นๆ ถ้าเรียกยาวๆครบก็ มันเป็นการลงแขกแรกนาบุญ แรกก็หมายความว่าประเดิมในปีนั้น เริ่มปีนั้น ประเดิมการทำนากัน เราก็มาลงแขกร่วมกัน เราก็จะมีเป็นวัฒนธรรมของเราไปทุกปี เมื่อวานนี้เราทำไปได้พอสมควรนะ ก็เห็นผลว่าพวกเราทำกัน หลายคนช่วยกันนี่ มันก็ได้งานอย่างนั้นแหละ มันก็เป็นงานอย่าง เห็นแล้วว่ามันก็หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินล่ะนะ ก็ยิ่งปีนี้มันร้อน แล้วเราก็ทำกันได้ขนาดนั้น ว่าจะลงบ่าย อาตมาก็เห็นใจ ก็เลยหยุดบ่าย ถ้าเราไปทำตอนเช้า ตอนนั้น 7 โมงกว่ามัน ก็พอทำได้ พอทน อาตมาคิดว่าพอทน ฝึกหัดอดทนกันบ้างก็คงจะได้ วันนี้คิดว่าทางด้านโน้น ทางด้านสันติอโศก หรือทางด้านอะไร เขาจะมารวมด้วยได้ คิดว่าจะมีใครต่อใครมารวมได้อีก บอกข่าวไปเมื่อกี้ ท่านติกขะก็บอกแล้วว่า เหตุ การณ์อย่างนี้ ก็ระงับทางโน้นไปแล้ว ไม่ให้หรอก ไปช่วยทางโน้น เพราะว่าชมร.เขาก็หยุด วันนี้วันจันทร์ ก็คิดว่าจะได้มาช่วยกัน เพราะเขาก็อยากจะมา ปีกลายนี้เขาก็มา ก็เลยคิดว่า เอาละ ให้เขาหยุด ให้เขาไปช่วยทางโน้น เพราะว่าเขาคงจะทำอาหารไปช่วยทางโน้น ที่นี่ก็เหลือแต่เรา เราอยู่ที่นี่ ฝ่ายที่จะไปช่วยทำอาหารก็ไปทำเถอะ ทีนี้เราก็ทำทางนี้ เราก็ต่ออีกนานี่ อันนี้ยิ่งเป็นความจำเป็น ยิ่งเป็นความสำคัญ เพราะว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ดี คนก็ไม่ค่อยสงบ วุ่นวายใจ สับสน งานการก็ไม่เป็นอันทำ กิจอะไรก็ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน เพราะฉะนั้นความขาดแคลน ความไม่อุดมสมบูรณ์ สิ่งที่ไม่เจริญงอกงามมันจะเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องรู้ สถานการณ์อย่างนี้เราต้องใจเย็น เราต้องมองอะไรในสภาพที่มันควรจะมองอย่างคนมีปัญญา ที่อาตมากำลังกล่าวนี่ ก็กล่าวให้เห็นว่า เราจะต้องเข้าใจสถานะ สถานการณ์ว่า เอ๊อ มันเป็นอย่างนี้ เราจะทำอย่างไร เพราะฉะนั้นเราก็รู้ละว่า เอ้า ควรจะไปทำหน้าที่อย่างนั้น เขาก็ไปทำหน้าที่อย่างนั้นพอสมควร เราก็ทำหน้าที่ ทำหน้าที่ที่ควรจะทำ ซึ่งเราก็ต้องทำเผื่อ เพราะฉะนั้นยิ่งต้องจำเป็นที่จะทำให้มันดี ทำอะไรสร้างสรร ปลูกฝังอะไรขึ้นมา ก็ต้องคิดถึงว่าพรุ่งนี้จะต้องขาดแคลนแล้ว ใช่ไหม เขาจะต้องสับสนวุ่นวาย แล้วก็ไปเอาภาระ เอาแรงงานอะไรไปใช้ในสิ่งที่มันไม่ได้เป็นการก่อการสร้างที่ดี กลายไปเป็นแรงงานที่สูญเปล่า แรงงานต่อสู้ แรงงานผลาญพร่าอะไรไป ทำลายไป เพราะฉะนั้นจำเป็นที่เราจะต้องตั้งใจดีๆ แล้วสร้างสรรสิ่งที่ดีขึ้นมาเสริมหนุน มาอุดส่วนที่บกพร่อง ส่วนที่ขาดไป ไม่เช่นนั้นมันก็จะไม่สมดุล หรือไม่เช่นนั้นมันก็จะขาดแคลน มันก็จะยุ่งยาก เราต้องมีปัญญา แล้วก็มีน้ำใจที่จะเอื้อเฟื้อเกื้อกูล อุดหนุน ช่วยเหลือมนุษยชาติ ช่วยเหลือสังคมที่มันขาดแคลนอันนี้ไว้ ไม่ใช่ว่าเราทำไว้เพื่อที่จะเอาไปค้าไปขาย ทำไว้ตอนนี้ เป็นโอกาสเราแล้ว นี่ โอกาสดี เราจะได้สร้างอันนี้ไว้ ต่อไปนี้ข้าวยากหมากแพงขึ้น เราจะได้เอาข้าวนี่ ทำไว้ แล้วเอาไปขายได้กำไรมากมาย ทางโลกเขาก็มีคนอย่างนี้เหมือนกัน ฉวยโอกาส ที่จริงมันเป็นจุดดีเหมือนกัน เอา ก็ไม่เป็นไรนี่ ฉันจะสร้างสรรสิ่งนี้ไว้ เพื่อที่จะให้คนได้กินได้ใช้ ได้ มันขาดมันแคลน ต่างกันขึ้นมา แล้วก็มันขาดแคลน เราก็ขึ้นราคา อันนั้นเป็นระบบทุนนิยม มองอย่างผู้ที่ไม่หวังดี มองอย่างฉวยโอกาส มองอย่างทำบาปซ้ำซ้อน ขี้โลภเห็นแก่ตัว แต่เราไม่ได้มองอย่างนั้นนะ เรามองอย่างไม่ได้เห็นแก่ตัว ไม่ได้ทำบาปอะไรเช่นนั้น เราก็ทำอย่างที่เรากระทำนะ วันนี้เราจะลงนาอีก ทำเสียให้มันพอสมควร ให้มันเสร็จในจุดที่ว่า ในเขต ที่เราหมาย ที่เราจะทำ ถ้ายิ่งปล่อยให้คนที่รับผิดชอบ หรือว่าคนที่ทำนาอยู่จริงๆไม่กี่คนทำ มันก็ยิ่งหนัก ดินฟ้าอากาศมันร้อน มันอย่างที่เห็นๆกันอยู่นี่ เราก็ต้องไปช่วยกันนะ แล้วเราจะลงไปนาไปทำ พอเสร็จจากทำวัตรแล้วนี่เราจะลง ลงไปทำ เสร็จประมาณ 10 โมง เอา 10 โมงก็แล้วกัน ไม่ต้องไปนาน ไปมากอะไรนักหรอก 6 โมงกว่าๆนี่เราก็เดินไปกันละ ไปทำ ประมาณสัก 10 โมง เราก็วางมือมาที่นี่ กินข้าวกัน ไม่ต้องเอาข้าวเอาอะไรไปโน่นหรอก จัดอยู่ที่ศาลานี่แหละ เรียบร้อย ไม่ต้องลำบากลำบนอะไรมากมาย เสร็จแล้วเราก็ทำแต่เฉพาะตอนเช้า ได้เท่าไหร่ก็ทำ ทำให้เสร็จก็แล้วไป ถ้ามันไม่เสร็จก็พรุ่งนี้ อะไร พรุ่งนี้มีอะไร เราก็ค่อยไปว่ากันอีกทีหนึ่งให้มันเรียบร้อย จำเป็นนะ อาตมาว่ามันเป็นสิ่งที่จะต้องกระทำ เอาสิ่งอันนี้ขึ้นมานะ แล้งด้วยนะ ทางบ้านเมืองก็แล้งร้อน อะไรต่างๆนานาพวกนี้ ก็ขาดแคลนลงไป ก็ยังมีเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อีก มันก็จะต้องยิ่งไม่ค่อยเข้าท่า ยังไม่รู้ได้ว่าตามจังหวัดต่างๆเกิดหยุดทำงาน แล้วก็มานั่งประท้วงกัน ปิดกิจการกันไป ตามต่างจังหวัดมันจะมีอันนี้หรือไม่ ยังไม่รู้เลย อาตมาก็ยังไม่รู้ว่าจะมี ยังไม่ได้ข่าวคราวอะไรหรอกอย่างนี้ เพราะว่าทำท่าทำทีว่าจะเป็นอย่างนั้นอยู่นะ ก็ยังไม่รู้ได้ว่าเหตุการณ์มันจะเป็นยังไงต่อไป แต่ว่าทางที่ถูกอย่างพวกเรานี่ก็รังสรรค์ไป แบ่งกัน ดูหน้าที่ ดูการงาน ดูอะไรที่จะสร้างจะทำ มันเป็นภาวะอย่างนี้แล้ว สังคมโลก แต่ที่จริงอาตมามอง ลึกๆนะ เหตุการณ์ของเมืองไทยที่เกิดขึ้นนี่ มันแสดงถึงสภาพคุณธรรม แสดงถึงสภาพคุณธรรม จะประท้วง จะอะไรกันก็ตาม มันก็ไม่รุนแรง ทั้งๆที่มันดูจะรุนแรงนะ น่าจะรุนแรง แต่จิตวิญญาณ มันมีจิตวิญญาณเข้าไปเจือ โดยเฉพาะคุณจำลองเข้าไปนำขบวนแล้วพวกที่มีคุณภาพ คนที่มีคุณภาพเข้าไปผสมผเสอยู่ ในประชาชนกลุ่มที่ทำพวกนี้อยู่ มันก็ที่มีจิตวิญญาณที่อดทน เย็น อหิงสา พอเพียง แล้วก็ไม่เกิดสภาพที่มันจะรุนแรงได้ ทั้งๆที่โดนยั่วยุ ยั่งยุทั้งกระแสบิดเบือน โกหก ซึ่งมันน่าโมโหล่ะนะ มันน่าโกรธล่ะนะ โกหกหน้าด้านๆ ทำอะไรต่ออะไร กลับกัน อะไรอย่างนี้ มันเป็นการยั่วยุ ยั่วยุอย่างนี้ก็ยังอุตส่าห์อภัย อโหสิ ไม่ถือสา ไม่โกรธขึ้ง ไม่มีความโกรธแค้นขึ้นมาได้ ระงับได้ แสดงว่ามีความหนักแน่น กิเลสไม่แรงน่ะ แล้วบรรยากาศ สิ่งแวดล้อมทุกอย่างเป็นน้ำหนักที่ทำให้เกิดค่ารวม เกิดค่ารวมที่ไม่รุนแรงขึ้นมา ทั้งหมู่ทั้งกลุ่ม คนก็ยิ่งเยอะ ยิ่งพิสูจน์ละว่า คนเรานี่ต้องมีกิเลสมากกว่า ขนาดนั้นก็ยังสามารถที่จะทำให้สงบระงับ อหิงสา ไม่รุนแรงอะไรเกิดขึ้นได้ ก็แสดงว่าคุณภาพของสังคม คุณภาพของมนุษยชาติ โดยเฉพาะที่เป็นอยู่ขณะนี้ เป็นของคนไทย ข่าวเหล่านี้มันจะต้องแพร่ออกไปทั่วโลกละ มันไม่ได้แพร่ออกไป เดี๋ยวนี้รวดเร็ว เพราะว่าเขาปิดเขากั้นอะไรก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้จะบันทึกเป็นประวัติศาสตร์เป็นพงศาวดาร เป็นเรื่องของมนุษยชาติ ทั้งประเทศ เหตุกาณ์เหล่านี้ไม่ใช่เหตุการณ์เล่นๆ อยู่ในมุมใดมุมหนึ่งของประ เทศ ไม่ใช่ มันเป็นเหตุการณ์ของใจกลางของประเทศ เป็นเหตุการณ์ เป็นบทบาทลีลาของประเทศ รวมประเทศ เป็นข่าวคราวจุดกลาง จุดที่จะต้องร่วมรู้ร่วมเห็น ยิ่งสมัยนี้เป็นสมัยสื่อสาร ข่าวคราวมันมาก มันเร็ว แม้มันจะสื่อข่าวโดยวิธีการบิดเบี้ยว ผิดเพี้ยน ทำให้มันผิดพลาด มันไม่จริงไม่ตรงอะไรบ้างก็ตาม ข่าวคราวที่ตรงๆถูกๆ มันก็ต้องมีอยู่ด้วย ที่จะกระจายไป ที่จะสื่อสารออกไป มันต้องมีทั้ง 2 อย่าง แม้มันจะได้น้อยกว่า ข่าวจริงออกไปได้น้อยกว่า มีข่าวปลอม ข่าวไม่จริง ข่าวเท็จ ข่าวบิดเบือนอะไรพวกนี้ออกไปมากกว่าก็ตาม ข่าวจริงก็ต้องมีอยู่ ออกไปบ้างเหมือนกันนะ ก็ไม่เป็นไร เพราะเหตุกาณ์อย่างนี้เราไปบังคับมันไม่ได้ ก็ต้องเกิดต้องเป็น ข้อสำคัญเราต้องมีสติสัมปชัญญะ ปัญญา ต้องรู้ว่าเราจะตั้งรับ หรือว่าเราจะร่วมส่งเสริม ร่วมสนับสนุน หรือว่ากระทำในส่วนใด ยืนอยู่ในส่วนใดมุมใดที่จะดูดี ดูว่าเหมาะสม เป็นไปด้วยดี เราก็ต้องมอง แล้วก็กระทำ อย่างที่อาตมาย้ำแล้วว่ามันยิ่งจำเป็นนะตอนนี้ ที่เราจะต้องสร้างสรรสิ่งที่ขาดแคลน สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญ หรือว่าเป็นเรื่องสำคัญ ลงไปให้แก่สังคมมนุษยชาติในอนาคตข้างหน้า ซึ่งมันจะเกิดสภาพที่ลำบาก เพราะฉะนั้นเมื่อเราได้อุดหนุน ได้สร้างสรรอะไรขึ้นมาช่วยเหลือเฟือฟายมนุษยชาติอย่างนี้ นี่คือคุณค่า นี่คือประโยชน์ นี่คือกุศล คือบุญที่แท้ นี่ลองฟังดูดีๆ ทำความเข้าใจดีๆ อาตมาคิดว่า เราคงจะเอาเหตุการณ์เหล่านี้มาเป็นเหตุปัจจัยที่จะได้ศึกษา มนุษยชาติก็อย่างนี้แหละ จะได้ศึกษาเหตุการณ์ จะได้ศึกษาสภาพที่ดำเนินอยู่เป็นไป แล้วเราก็จะต้องช่วยเหลือเฟือฟาย สร้างสรร ทำอะไรต่ออะไรที่มันเจริญงอกงาม ที่มันดีเป็นไปได้ตามควรนะ เอ้า ทีนี้เรามาฟังธรรม เนื้อธรรมะ เหตุการณ์เหล่านั้น ก็ไม่ต้องวุ่นวายอะไรมากมาย เราเองเราอะไรได้ขนาดไหนก็ขนาดนั้น ไม่มีปัญหาอะไร อาตมาก็ยังเอาพระไตรปิฎก เล่ม 24 หมวดทสกนิบาต หมวด 10 มาต่อ ถึงข้อ 21 มหาวรรค ตอนนี้ขึ้นมหาวรรค เรียกว่ามหาวรรค คือวรรคที่มันยาว วรรคที่มันมีเรื่องมาก วรรคต่างๆมันก็เป็นวรรคเท่าที่ได้ผ่านมาแล้วก็เป็นไปตามนั้น อันนี้ก็เป็นวรรคของเรื่องที่ยาวๆหน่อย เป็นวรรคที่ 3 แล้วนะ วรรคที่ 1 นั่นก็ได้แก่ อานิสังสวรรค หรือวรรคแห่งประโยชน์ อานิสัง อานิสงส์นี่ประโยชน์ วรรคที่ 2 คือ นาถสูตร เป็นวรรคแห่งที่พึ่ง ทีนี้วรรคที่ 3 ที่เรากำลังจะพูดถึงนี้ ก็คือวรรคที่มีเนื้อหายาวๆ มีเรื่องราวหลายๆอย่าง แปลกๆกันในสูตรต่างๆ สูตรแรก สีหสูตรนะ ในข้อที่ 21 นี้ ว่าอย่างนี้ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาเย็นสีหมฤคราชย่อมออกจากที่อาศัย ครั้นแล้วย่อมเหยียดดัดตัว ครั้นแล้วย่อมเหลียวดูทิศทั้ง 4 โดยรอบ ครั้นแล้วย่อมบันลือ สีหนาท 3 ครั้ง ครั้นแล้วย่อมหลีกไปเพื่อหากิน ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมันคิดว่า เราอย่าได้ยังสัตว์ตัวเล็กๆ ผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำเสมอ ให้ถึงการถูกฆ่าเลย สำนวนของพระไตรปิฎก ฟังแล้วก็อย่างนั้นล่ะนะ เราอย่าได้ยังสัตว์ตัวเล็กๆ ผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำเสมอให้ถูกการฆ่าเลย ฟังแล้ว ฟังเข้าใจใช่ไหม ดูกร ภิกษุทั้งหลาย คำว่าสีหะนี้แล เป็นชื่อแห่งพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตแสดงธรรมแก่พุทธบริษัท เป็นสีหนาทของ ตถาคต ในวรรคแรกนี่ พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสเป็นเรื่องเล่า มีอุทาหรณ์เปรียบ เรื่องขึ้นมา เหมือนกับว่ามีสีหมฤคราช ก็คือมีราชสีห์ สีหราชก็ราชสีห์ ผู้เป็นนายของมฤค ของสัตว์ ของพวกเนื้อ มฤคนี่แปลว่าพวกเนื้อ พวกสัตว์เนื้อ สัตว์พวกกวาง เก้ง พวกอะไรต่ออะไรต่างๆนานาอยู่ในป่าน่ะ เป็นราชะ เป็นเจ้าแห่งสัตว์ สีหมฤคราช สมัยโบราณเขาก็ว่าสีหมฤคราชก็เป็นสัตว์ใหญ่ เป็นเจ้าป่า เขาเรียกสิงห์ สีหะหรือสิงห์ ต่อมาก็ว่ามันสัตว์ป่า ทุกวันนี้เรารู้จักสัตว์ป่าที่เหมือนสีหะก็คือสิงโต แล้วเขาเรียกสิงห์ เหมือนอย่างนั้นนะ เราก็ดูเอาตามของจริง ซึ่งมันมีอยู่จริงในป่า ก็มีแค่นั้น แต่ความหมายของสีหมฤคราชนี้ ประกอบไปด้วยอุดมคติ เป็นสภาพของจินตนาการประกอบไปในทางธรรมะบ้างด้วย ก็เลยว่าเป็นเจ้าป่าชนิดที่เหมือนสิงโตนี่แหละ แต่ยิ่งกว่าสิงห์อีก เป็นสีหะ เป็นสิงห์ที่มีคุณธรรม มีความสามารถ มีอำนาจ มีความสง่างาม มีจุดดีเยอะ อย่างนี้เป็นต้น ท่านก็บรรยายว่าสีหราชนี่ พอจะออกจากที่ ในเวลาเย็นนี่จะออกหากิน หากินในเวลาเย็น เวลากลางวันนอน พอได้เวลาเย็น ก็ออกจากที่อาศัย เหยียดดัดตัวลุกขึ้นมา ก็เหยียดดัดตัวเสียก่อน แล้วก็เหลียวดูทั้ง 4 ทิศโดยรอบ แล้วก็บันลือสีหนาท 3 ครั้ง ก็ส่งเสียงร้องคำรามด้วยเสียงมีอำนาจ 3 ครั้ง แล้วก็ออกไป หลีกไปเพื่อหากิน หลีกไปเพื่อหากินนั้น มีแง่เชิงอยู่ว่า ข้อนั้นเพราะเหตุใด เพราะมันคิดว่า เราอย่าได้ยังสัตว์ตัวเล็กๆ ผู้ไปในที่หากินอันไม่สม่ำเสมอ ให้ถูกฆ่าเลย คือจะไม่รังแกสัตว์เล็ก สัตว์เล็กอันหากินอยู่ตามเรื่องตามราวของเขา จะหากินได้สะดวกบ้างไม่สะดวกบ้างอะไรนี่ ต้องหลบหลีกเร้นภัย จะต้องหนีจะต้องอยู่กันอย่างไม่เหมือนกับสีหะ แต่สีหะแล้วจะไปหากินที่ไหน ยังไง ก็ไม่มีใครจะมาต้านทาน ไม่ต้องกลัวเกรงใคร หากินได้สะดวกไปทุกถิ่น ไปทุกที่ ไปทุกอะไรต่ออะไรก็ตามแต่ แต่ส่วนสัตว์หลายอย่าง ต้องมีการระวังภัย ต้องหลบต้องหลีก ต้องเร้น ไม่ได้เป็นไปด้วยเรียบด้วยร้อย ด้วยสม่ำเสมอ ด้วยสบาย เพราะฉะนั้นจิตใจของสีหะนี่ก็สูง มีคุณธรรม จะไม่รังแกสัตว์เล็ก สรุปง่ายๆ เพราะฉะนั้นก็อย่าไปในถิ่นที่มันจะไปรบกวนอะไรสัตว์เล็กพวกนี้เลย ว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่า คำว่าสีหะนี้เป็นชื่อของพระองค์ เปรียบเหมือนชื่อของพระพุทธเจ้า เป็นชื่อแห่งพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย การที่ตถาคตแสดงธรรมแก่บริษัท เป็นสีหนาทของตถาคต แล้วท่านก็ตรัสอธิบายต่อไปอีกว่า พระพุทธเจ้านี่เหมือนกับเจ้าป่า พระพุทธเจ้าเปล่งคำรามเสียงออกไปนี่ ก็คือพระพุทธเจ้าแสดงธรรมออกไป เสียงธรรมะที่พระพุทธเจ้าแสดงออกไปนี้ มันเหมือนเสียงของเจ้าป่า ที่บันลือดัง ก้อง มีอำนาจ ไม่ให้ผู้ใดต้านทานได้ ใครๆไม่อาจหาญต้านทาน และใครๆได้ ยินแล้วต้องหวั่นเกรง ระย่อ พรั่นพรึง มีอำนาจทั้งนั้นนะ อันนี้ลึกซึ้งเป็นอำนาจ ทางธรรม เป็นฤทธิ์เดชทางธรรม ไม่ได้ไปรบกวน ไม่ได้ไปทำร้าย แต่ทำให้คนเกรง อันนี้อาตมาเคยพูดพาดพิงมาถึงตัวเราและพวกเราอยู่ แต่อาตมาแสดงธรรมนี่ อาตมาว่ามันเป็นสัจธรรม เราไม่ได้ใช้อะไร พวกเรารู้อยู่ เราไม่ได้ไปใช้อำนาจบาตรใหญ่อะไรเลย อำนาจทางเงินทอง อำนาจทางอาวุธ อำนาจทางความเกเร หรืออำนาจทางอิทธิพลอะไรต่ออะไร ต่างๆนานา ไม่ว่าจะเป็นอิทธิพลในด้านเจ้าพ่อเจ้าแม่ อิทธิพลในทางที่จะไปขู่เข็ญ อิทธิพลในทางอะไร ที่ไปทำกระด้างกระเดื่องอะไร ไปสร้างอิทธิพลให้แก่ตนเองแบบโลกๆ เขาสร้างเรียกตำแหน่งอำนาจยศศักดิ์ ไปอิงคนรวย อิงคนมีอำนาจ อิงคนมีอาวุธ อิงคนมีอะไรต่ออะไร เราไม่ได้ไปอิงไปแอบใครๆเลยนะ พวกเราปฏิบัติรวมหมู่รวมกลุ่มอยู่นี่ เรารู้ดี แต่เราอาศัยอำนาจของธรรมะ อาศัยอำนาจของคุณงามความดี อาศัยอำนาจสาระ สัจจะ นี้เป็นธรรมะแท้ๆน่ะ เป็นธัมโม หเว รักขติ ธัมมจาริง เป็นธรรมรักษาผู้ประพฤติธรรม เราจะเห็นได้ว่าก็มีคนเกรง มีคนเคารพนับถือยอมรับ ไม่กล้าที่จะละลาบละล้วง ไม่กล้าที่จะข่มขี่ หรือว่าทำร้ายเอาตามอำเภอใจที่เขามีอำนาจ เขามีนะ เราก็ไม่ได้มีอำนาจบาตรใหญ่อะไร มีแค่น้อยๆนี่ เรามีสิ่งเหล่านี้ เป็นธรรมะที่รักษาตัวเรา ก็ไม่มากนัก แต่อาตมาว่านี่เป็นสาระสัจจะที่แท้ รักษาเราอยู่ ก็ดูป้องกัน ดูช่วยเหลือคุ้มครองพวกเราอยู่พอสมควร ไม่ได้รับพิษรับภัย รับการรุกราน ข่มขี่ จาบจ้วงมากไปกว่านี้ โดยเฉพาะไม่กล้ารุกรานเราอย่างที่เราคิดว่าเขาก็น่าจะทำได้นะ เราจะเอาตามสามัญสำนึก เราพอเข้าใจนะ แต่ก็รู้สึกว่าเขา เออ เขาก็ยังเกรง สิ่งเหล่านี้มันลึกซึ้งซับซ้อนนะ คนที่รู้อยู่ เราก็พยายามที่จะแสดงออก เผยแพร่ ประกาศ ไม่ปิดบัง ไม่อำพราง บอกความจริง ใครไม่เชื่อก็มาสอดส่องดู เข้ามาสอดแนม เข้ามาสังเกตการณ์ในวิธีการอย่างไรก็ได้ เข้ามาดูจริงๆว่าเราทำอะไรยังไง เป็นอยู่ยังไง มีความซื่อสัตย์สุจริตใจ อย่างไรหรือไม่ แค่ไหน จริงๆเลย เราพยายามทำตัวของเราอย่างนั้นจริงๆนะ พยายามจริงๆเลย แล้วมันก็เป็นจริงเท่าที่มันมี ความจริงมันก็ปรากฏ ความจริงมันก็เกิดอยู่ในตัวหมู่คน ในพวกเราเป็นหมู่กลุ่มนี่แหละ แล้วอาตมาก็ว่าอันนี้แหละคือธรรมะ อันนี้แหละคือสาระสัจจะ เป็นธัมโมหเว รักขติ ธัมมจาริง เป็นธรรมะที่รักษาเราได้เท่านี้ เราดีเท่านี้ก็รักษาได้เท่านี้ ช่วยเรา ปกป้องคุ้มครองเราได้เท่านี้ ถ้าเรามีธรรมะที่ดีจริงยิ่งกว่านี้ เป็นธรรมะที่มีอำนาจ มีฤทธิ์มีแรง มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพ เป็นความดีงามที่แท้จริงนะ ลดกิเลส เป็นคนที่เกื้อกูล สร้างสรร ขยันเพีย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน