350609 ความสัมพันธ์ของสัจจะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350609 ความสัมพันธ์ของสัจจะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
ความสัมพันธ์ของสัจจะ (การเมือง) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2535 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
ตัดขาด เด็ดขาด ใครจะเชื่อว่าชาวอโศก หรือเชื่อว่าพวกชาวปฏิบัติธรรม แล้ว หยุดข้องเกี่ยว จะไปออกเสียงเสนอ ออกไปจะให้เลือกชวน ไม่เลือกสมบุญ อะไรนี่ เขากำลังประกาศกันเป็นคะแนนเสียง ประชามติอะไรนี่ก็ตาม ไม่ต้องไปยุ่งกับเขาหมดเลย ตัด ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องไปประชุม ไม่ต้องไปอะไรต่ออะไรกับเขา เราทำงานของเราเป็นประชาชน เหมือนกับประชาชนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ อะไรกับเขา ไม่ต้องไปอะไรกับเขา ที่ต้องทำอย่างนี้ก็เพราะเหตุว่า พรุ่งนี้จะบอก ส่วนวันนี้นั้น ขอให้รับทราบอันนี้เอาไว้ก่อน คนที่อยู่กรุงเทพฯ ก็จะมาที่นี่มากขึ้น แล้วก็จะอยู่กับหมู่ พักอยู่ที่นี่มากขึ้น ชมร.กรุงเทพฯ อาตมาก็ให้ปิดวันที่ 10 วันที่ 11 ก็ให้ปิด ส่วนวันที่ 12-13-14 นั้น ไว้ค่อยดูท่าทีลีลาก่อน ไว้คอยดูก่อน อย่างที่ว่า จะติดต่อก็ต้อง ไม่ต้องบอกเขาแล้ว ก็เราปิดวันที่ 10 วันที่ 11 แล้ว ถ้าเผื่อวันที่ 12-13-14 จะปิดอีกก็ค่อยว่าต่อ แต่ตอนนี้ ก็ให้ปิดวันที่ 10 วันที่ 11 น่ะ ชมร.กรุงเทพฯ ชาวสันติอโศกก็จะมาค้างอยู่ที่นี่ บอกแล้วว่าจะมาค้างกันหลายวันน่ะ จะมาค้างกันอยู่ที่นี่หลายวันหน่อย ตอนนี้ ช่วงนี้นะ ที่อาตมาบอกว่าห้ามถามเหตุผลที่ย้ายอโศกรำลึกมาจัดที่นี่นั่นน่ะ ก็จะค่อยๆรู้เหตุผลในเหตุการณ์ต่อๆไป ตามจังหวะ ตามโอกาส ตามจังหวะก็ค่อยๆนั่นขึ้นไป ที่เราทำเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่า เราไม่เห็นแก่บ้านเมือง แต่เพราะเรามองแนวลึก ที่เห็นแก่บ้านเมือง เห็นแก่บ้านเมือง เพราะว่าตอนนี้พูดกันด้วยอารมณ์แล้ว ทำอะไรกันได้ด้วยกิเลส การยึดมั่นถือมั่นกันแรงเกินไปแล้ว
อ่านต่อ
เพราะฉะนั้น พวกเรานี่ ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในความเห็น แต่เรากำลังจะยึดมั่นถือมั่นในความลึกซึ้ง ความถูกต้อง อาตมามองอย่างนั้นนะ มองเห็นว่า ตอนนี้ถ้าขืนมีคนสองฝ่ายนะ ถ้าคนมีสองฝ่ายมันหมดเลย เพราะฉะนั้นคนขณะนี้ ก็ควรมีสามฝ่าย แต่ไม่ได้หมายความว่า มือที่สาม เราจะไม่ไปละลาบละล้วงอะไรเขา เพราะฉะนั้นสองฝ่ายเขากำลังห้ำหั่นกัน เราต้องไม่เป็นมือฝ่ายที่สาม ที่จะต้องช่วย เราไม่มีแรง ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปเข้าข้างใคร เพราะว่าถ้าเข้าข้างก็จะเป็นฝ่าย แล้วสองฝ่ายนี่ จะห้ำหั่นกันจนไม่เหลือหลอ เพราะฉะนั้นเราไม่เห็นควรว่าโลกนี้จะต้องสูญสิ้นบรรลัย โลกนี้ควรจะมีผู้ปลูกฝัง หรือผู้อยู่ช่วยรังสรรค์ เพราะฉะนั้นตอนนี้พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว หน้ามืดหมดแล้ว ยึดถือกันจนหน้ามืดหมดแล้ว ตัวกูของกู อัตตาขึ้นเต็มที่แล้ว เราไม่ตัดสินละว่า ใครถูกใครผิด ตอนนี้ แต่ทั้งถูกทั้งผิด ยึดเท่ากันหมดแล้ว ตอนนี้ทั้งถูกทั้งผิด เป็นอัตตา เป๋ง ตีไม่แตกแล้ว เมื่อตีไม่แตกแล้วก็บรรลัยกันเท่านั้นเอง เมื่อตีไม่แตก ไม่มีทางอื่นเลย บรรลัยลูกเดียว ห้ำหั่นกันลูกเดียว เพราะฉะนั้นเราจะไปร่วม เข้าไปในฝ่ายอย่างนี้ ในภาวะถึงที่สุดอย่างนี้แล้ว ไม่ได้ ร่วมไม่ได้ ร่วมก็คือ หมายความว่าจะต้องห้ำหั่นกัน และเราก็ไม่นิยมการห้ำหั่นกันด้วย ขีดที่จะต้องถึงห้ำหั่นนี่ เราไม่ต้องการ ไม่ว่าคนผิดหรือคนถูก เพราะฉะนั้นแม้ที่สุด ถ้าถึงขั้นห้ำหั่นกันนี่ คนถูกแท้ๆนี่ คนที่อยู่ในภาวะสัจจะแท้ๆ ต้องยอมด้วยซ้ำ แล้วเลิกรา คุณอย่ามาฆ่าเรา เราก็ไม่ฆ่าคุณ คุณจะเป็นยังไง ก็ปล่อยให้คุณชนะ แม้คุณจะต้องทำบาป ทำชั่ว เราก็ต้องปล่อยให้คุณทำด้วยซ้ำ เพราะถึงที่สุด ขีดที่สุดแห่งการที่สุดแล้ว จะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นคนทำดีนี่ หรือคนที่เห็นสิ่งที่ถูกต้องที่เป็นสัจจะแล้วนะ ไม่ร่วมไปตกต่ำ หรือไม่ร่วมไปสูญเสีย อย่างที่ไม่ควรจะสูญเสีย การห้ำหั่นกัน ฆ่ากันตายนี่สูญเสียไป ไม่เข้าท่าอะไร ทำลายกัน อย่างนี้มันทำลายกันไม่เข้าท่าอะไร เพราะฉะนั้นมันมีเขต เขตในความสูงสุด ที่เราควรจะต้องตัดสินแล้ว ก็เท่านั้นแหละ พอแล้ว ถ้าเกินนั้นไป เราทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นใครจะทำ ห้ามกันก็ไม่หยุด เมื่อ ไม่หยุด ก็ต้องปล่อยเขา นี่เป็นนัยของธรรมะ เขาจะต้องทำบาป ก็จะต้องปล่อย เขา เพราะไม่หยุดแล้ว ดึงดันแล้ว ถ้าเราเข้าไปร่วมช่วย มันก็ไม่ดี เพราะว่ามันเป็นการก่อบาป มันเป็นการร่วมที่จะต้องยึดข้างแล้วด้วย นี่เป็นที่สุด อาตมาดูเหตุการณ์ แล้วก็ดูทั้งกิเลสตัณหา แล้วก็ดูทั้งอะไรต่ออะไรแล้ว ขณะนี้มันเป็นไปถึงขั้นนี้แล้ว มันก็เลยเป็นไปไม่ได้ อาตมายังบอกฝากไปถึงคุณจำลองว่า วางเฉย นิ่ง ไม่อะไรต่ออะไรเลย อย่างนี้ดีแล้วน่ะ คุณจำลอง ทำอย่างนี้ ก็ดีแล้ว ไม่ต้องไปดึงดันอย่างโน้นอย่างนี้ ไม่ต้องไปโน่นนี่ ลอยตัวเลย ช่างมันเถอะ ดีไม่ดีอาตมาว่า มันน่าจะลาออกมาหมด ทางการเมืองลอยตัวออกมาให้ได้หมด อย่างที่อาตมาเคยเสนอแนะไปแล้ว แต่ไม่รู้ คุณจำลองจะทำแค่ไหน ก็เป็นเรื่องของภูมิธรรมของคุณจำลอง แล้วเป็นความเห็นของคุณจำลอง เพราะตอนนี้นี่มันถึง ขั้นสุดแล้ว ถึงขั้นที่แก้ไข โดยเฉพาะทางจิตวิญญาณ เมื่อแก้ไขทางจิตวิญญาณไม่ได้แล้ว มันก็ออกมาหมดทางกายกรรม วจีกรรม ออกมาหมดตอนนี้ มันจะแรงจะร้ายอะไร มันก็จิตวิญญาณ มันไม่ปล่อยไม่คลายแล้ว มันก็ดึงดันไปตามอำนาจของอัตตามานะที่มันเกาะ มันยึดมันติด ก็จะต้องเป็นไป ไม่มีใครยอมใคร นี่มีเด็กก็จะมาพักที่นี่ เด็ก กศน. จากสันติอโศกก็มาพักอยู่ที่นี่ ก็คงจะอยู่ไปอีกหลายวันเหมือนกัน แล้วมีทางครู มีครูหินชนวน เห็นว่าน่าจะประชุมครูกันอีก อาตมาก็ยังไม่รู้ว่า จะต้องประชุมอะไรกันนักกันหนา มันมีปัญหาอะไรกันมาก แกบอกว่าจะต้องประชุมกัน เผื่อว่าอยู่ แล้วจะทำยังไง จะสอนกันยังไง จะให้อยู่ ยังไง จะให้แนะยังไง ว่าอย่างนั้น มาที่นี่ก็เตรียมตัวมาเรียนกันหรือเปล่า เรายังไม่รู้ได้ว่าจะต้องอยู่กี่วัน เพราะฉะนั้นตอนนี้นี่ อาตมาว่า มันไม่เป็นโล้เป็นพาย ไม่เป็นกิจจลักษณะที่จะต้องมาประชุม แล้วก็ตกลงว่าจะต้องเรียนอย่างโน้นอย่างนี้กัน อาตมาไม่เห็นจะต้องว่ามันจะมีอะไร ไม่ถึงกับขนาดเรียนโดยเข้าโรงเรียนเข้าห้องเรียนอะไรกัน ก็เรียนกันไปตามธรรมชาติเท่านั้น อยากจะซ้อม อยากจะไปนั่นนี่บ้าง ก็ว่ากันไปตามควร ไม่ต้องไปมีตารางสอน ไม่ต้องมีกรอบอะไรเกินไปนัก ไอ้ชินกรอบนี่นะ แล้วก็แก่กรอบนี่นะ มันถึงลำบากลำบนกันอยู่เดี๋ยวนี้ ทุกวันนี้ อิสระก็ไม่ค่อยออก ลอยตัวก็ไม่ค่อยได้ เสร็จแล้วก็มีแต่การบังคับ อาตมาก็ว่าอย่างที่เคยพูดไปแล้วว่า เด็กเข้ามาที่นี่ แกถูกบังคับไปหลายด้าน เพราะแกมีความคิดเห็นและความยึดถือแบบโลกๆ เก่าๆ มาตั้งเยอะ มาอยู่ที่นี่ แกถูกตีกรอบเข้าไปตั้งเยอะ แล้วยังไปตีกรอบให้เหมือนทางโลกอีกด้วย ในทางธรรมก็ตีให้อีก เด็กทนไม่ได้ อย่างที่เรา อาตมาก็ได้เทศน์ไปแล้วว่าเราจะต้องคลี่คลาย เราจะต้องแก้ปมอันนี้ เพราะว่ามันเกินไปแล้ว มันเคร่งเกินไป มันจัดเกินไป ถ้าไม่คลี่คลายแล้วไปไม่รอด สุดทนแล้ว หนักเข้าก็ระเบิด คือบ้าเอาแน่ะ มันไม่ได้ดีหรอก มันเกินมัชฌิมา แล้วก็ยังไม่ค่อยเข้าใจน่ะ เพราะฉะนั้นจุดนี้นี่ อาตมาดูๆแล้ว เออ มันทำไม มันๆถึงจะต้องอะไรก็เป็น ระบบไปหมด อะไรก็เป็นระบบไปหมด อะไรก็เป็นกรอบไปหมด อะไรๆนิด อะไร หน่อย ก็เป็นกรอบ ทั้งๆที่ก็ได้รับการฝึกฝนมาพอสมควร มีกรอบมาพอสมควรแล้ว พอถึงเวลาวาระปล่อยให้เขาพิสูจน์ตัวเองกันบ้างว่า เมื่อไม่มีกรอบนี่ เขาจะมันจะเห็นผลไหม ว่าได้ฝึกอบรมในกรอบมาพอสมควรแล้ว จะมีแรงเฉื่อย หรือว่า แรงโมเมมตั้มที่มันจะดีดจะดิ้นอยู่อีกนี่ มันจะมากน้อยแค่ไหน ก็ได้มีข้อพิสูจน์บ้าง ถ้าไม่เช่นนั้นเราไม่มีโอกาสที่จะรู้ความจริงเลย ตกลง มันจะถูกบังคับอยู่ในกรอบตลอดกาลนาน สุดท้ายแม้กระทั่งถึงเวลาจวนตาย อยู่ได้เพราะกรอบบังคับ อย่างนี้ไม่ใช่ลักษณะอิสรเสรีภาพสมบูรณ์ ไม่ใช่ลักษณะความจริง เป็นลักษณะจำนน เป็นลักษณะถูกบังคับไว้ มันเป็นได้ เป็นได้ตลอดชีวิต ก็เป็นได้ ถูกบังคับไว้ เพราะฉะนั้นการศึกษาหรือการฝึกฝนอบรมลักษณะพวกนี้ต้องเข้าใจ เข้าใจคุณลักษณะ หรือมีวิธีการที่สำคัญที่อาตมากำลังอธิบายนี่ให้ดีๆ แล้วเราจะรู้กาลเวลา รู้ขั้นตอน รู้อะไรต่ออะไร ที่จะใช้โอกาสไอ้นั่นไอ้นี่ได้ถูก อาตมาพูดอย่างนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่า กรอบหรือว่าการบังคับนั้น ไม่ดี ไม่ได้พูดว่าอย่างนั้น กรอบหรือว่าการบังคับนั้น มีดีในคราวในครั้งที่พอเหมาะ แล้วก็ต้องได้ขนาดของมัน มีอำนาจของการบังคับเท่าไหร่ ขอบเขตของการบังคับเท่าไหร่ อย่างไร เคร่งไปไหม อ่อนไปไหม อะไรพวกนี้ เราก็จะต้องเข้าใจพวกนี้ดีๆ และกาลเวลา บางทีเราก็มีกรอบนี่แหละ แต่เราทำเป็นกรอบหลวมๆ เสียบ้าง เป็นคราว ทำเป็นเอาหูไปนา เอาตาไปไร่บางครั้ง ยังมีเลยในจิตวิทยาต่างๆ ยังมี ซ้อนอยู่เลย การเคร่งครัดในกรอบดี ไม่ใช่ไม่ดี แต่ต้องรู้กาลเวลา รู้โอกาส รู้ลึกซึ้ง ถึงอารมณ์ ถึงกาลเวลา อารมณ์และกาลเวลานี่ เรายังจะใช้สอดแทรก โดยผู้ฉลาดจะใช้มันเป็น ถ้าผู้ไม่ฉลาดก็ซื่อบื้อลูกเดียวดื้อๆ กรอบนี้ เมื่อไหร่ก็กรอบนี้ เมื่อไหร่ กูก็จะเอากรอบนี้ ทั้งๆที่บางที มันไม่ต้องใช้กรอบแล้ว ก็กูก็จะเอากรอบนี้ ใครเข้ามาใหม่มาเก่ากรอบนี้หมด มันก็ได้ลูกเดียว มันก็ได้ตื้นๆ ได้แคบๆ มันได้ไม่ลึกซึ้งหรอก ไม่รอบถ้วน แล้วไม่ละเอียดลออหมดด้วย มันจะละเอียดลออหมดนี่ มันลึกซึ้งอย่างที่กล่าวนี้นักหนา เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นครูคน หรือการที่จะเป็นผู้ที่ช่วยเหลือเฟือฟายมนุษยชาติผู้อื่นได้นี่ จะต้องรู้รอบจริงๆ ต้องเป็นสัตบุรุษจริงๆ ต้องมีธัมมัญญุตา อัตถัญญุตา อัตตัญญุตา มัตตัญญุตา มีกาลัญญุตา มีปริสัญญุตา ปุคคลปโรปรัญญุตาที่สมบูรณ์จริงๆ แม้ไม่สมบูรณ์ก็จะต้องศึกษาเพื่อเรียนรู้พวกนี้ สัตบุรุษ หรือว่าสัปปุริสธรรม 7 ให้ดีๆ ต้องพยายามศึกษาพวกนี้ให้ดีๆนะ เพราะฉะนั้น ตอนนี้ก็ วันพรุ่งนี้นะ เรามีเด็กมาอยู่นี่แล้ววันนี้ แล้วก็จะอยู่พรุ่งนี้ อย่างไอ้นั่นก็วันมะรืนนี้ ก็วันที่ 11 อีกวันหนึ่ง ส่วน 12-13-14 นั้น ไม่แน่ ยังไม่แน่หรอกน่ะว่า เราจะต้องกลับได้ หรือยัง หรือว่ายังไม่ได้กลับ เพราะอาตมาว่าในระยะอาทิตย์หนึ่ง เดือนหนึ่งอะไรนี่ มันก็ ถ้าเผื่อว่า ไม่เกิดเหตุฉุกเฉิน มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ก็ปล่อยตาม ปล่อยไปตามอิสรเสรีภาพบ้าง ประเดี๋ยวจะพัก ที่อยู่อะไรก็ดูกัน มีที่พัก ที่นั่ง ที่นอน ที่อะไร ศึกษาก็ศึกษากันไป ไม่เป็นระบบทีเดียวนัก ไม่ต้องมานั่งเข้าห้องเรียนศึกษาวิชาการอะไร ตอนนี้ก็ศึกษาภาคปฏิบัติไป เข้ากับหมู่กับกลุ่มคนทางนี้บ้าง อะไรต่ออะไรบ้าง สังสรรค์กันบ้างไป 5 วัน 7 วัน มันจะไปมีอะไรกันนักกันหนา อาตมาว่าน่ะ เพราะฉะนั้นก็ลองๆดูมีอะไรก็ลอง ไม่ต้องไปถึงขั้นที่จะต้องมานั่งตกลง เหมือนกับเด็กที่จะต้องมานั่ง เอ้า เข้าแถว เรียงหนึ่ง ฟัง อย่างโน้นอย่างนี้อยู่ตลอดเวลา ใช้ปฏิภาณไหวพริบบ้าง ใช้นั่นละ จะได้พิสูจน์จิตวิญญาณด้วย ว่ามัน เออออห่อหมกกันได้เท่าไหร่ ยืดหยุ่นกันได้เท่าไหร่ ยืนหยัดกันได้เท่าไหร่ สามารถที่จะประสมประสานสมานอัตตากันได้แค่ไหน ก็จะได้มีข้อพิสูจน์ ก็เป็นโอกาสที่แท้จริง ที่จะเกิดจะเป็น ไม่ใช่ว่าเราไม่รู้จักโอกาส ถ้าโอกาสนี้ เราจะใช้วิธีนี้ โอกาสนี้ มันเกิดโดยอัตโนมัติ เกิดโดยธรรมชาติ ดีแล้ว เราก็ฉลาดที่จะต้องผลักเบนไปให้มันเป็นอย่างนั้น แล้วก็ศึกษาเรียนรู้ แล้วก็ให้เกิดการพิสูจน์ เกิดการเป็นไป ตามเหตุการณ์ ตามกาละที่มันเป็นมันมีกัน มันก็จะเข้าที ทีเดียวน่ะ ตอนนี้ก็คงจะมีทยอยกันมาน่ะ ทยอยมาเรื่อยๆ เราอยู่ในเมืองไทย อยู่ในสังคมคนไทย ผลกระทบที่เกี่ยวเนื่องกัน ก็เลยต้องเกี่ยวเนื่องกัน เราไม่ได้ออก ไปไหน แล้วเราก็ไม่ได้คิดจะไปไหน อย่างที่อาตมาบอกแล้วว่า เหตุการณ์คราวนี้ เกิดนี่ มีคนตีตั๋วเครื่องบินให้อาตมาว่าจะให้เงิน ให้ทอง ทำอะไรไว้เลย ที่บริษัท การบิน ไม่ใช่อาตมาคนเดียว เขาปวารณาหมด ปัจฉาสมณะนั่นยกไว้ให้ด้วย แล้วผู้อื่นอีกด้วย สมณะอื่นหรือว่าญาติธรรมบางคน ถ้าผู้ใดล่ะนะ เขาว่าไว้ด้วย แจ้งเป็นรหัสไว้เลย ให้ไปติดต่อคนนี้บอกเลย จะไปประเทศไหน เลือกไปได้ ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย เวลาไหนก็ได้ บอกปั๊บสั่งปุ๊บ ถ้าเครื่องบินมีออก ก็ขึ้นเครื่องบินไปเลย เขาเตรียมให้อาตมาถึงขนาดนั้นน่ะ เหตุการณ์คราวนี้คิดดูซิ พร้อมที่จะบินออกนอกประเทศ ไปอยู่ประเทศไหนก็ได้ ถ้าเราสมัครใจไป จะไปมีผู้ปวารณาอุปถัมภ์ไว้ให้พร้อม แล้วทำไว้เสร็จเลยนะ เป็นแต่มาบอกอาตมา มาบอกผู้ติดต่อ บอกรหัสไว้เสร็จเท่านั้นเอง อาตมาไม่ต้องไปเกี่ยวข้องเรื่องเงินทอง ถือพาสปอร์ตไปเลย แจ้งออกไปเลย ขึ้นเรือบินเที่ยวไหนที่ไปได้ ตลอด 24 ชั่วโมง อย่างที่ว่าไปเลย ถึงขั้นนั้น อาตมาก็ขอบอกว่า อาตมาไม่ไปไหนหรอก อาตมาจะตายในเมืองไทยนี่แหละ ให้เขามาฆ่าตายไปซะ จะตายก็ต้องฆ่ากันตาย ก็จะตายกันอยู่ในเมืองไทยนี่ ไม่ไปไหนหรอก แล้วพวกเราก็บอกว่า เอ้า แล้วอาตมาไปลองทำพาสปอร์ตดูเสียก่อนซิ ดีไหมละ อาตมาบอกไม่ไปทำหรอก พาสปอร์ต เพราะอาตมาไม่คิดจะออกไปไหน อาตมาเคยพูดนะ ถ้าเผื่อว่าประเทศไทยก็ตาม ผู้ใหญ่ในประเทศไหนก็ตาม หรือคนในประเทศไหนก็ตาม เขาเห็นคุณค่า เขาอยากจะได้อาตมาไปช่วย หรือว่าไปเทศน์ หรือว่าไปทำงาน ที่อาตมาเห็นว่าไปทำงานคุ้มล่ะนะ แล้วต้องการ จริงๆ แล้วอาตมาเห็นว่า พิจารณาแล้วว่าคุ้ม เอาละ ไปได้ คุณจะต้องไปวิ่งเต้นหาพาสปอร์ตมาให้อาตมา ไม่ใช่ให้อาตมาไปวิ่งเต้นหาพาสปอร์ต ให้อาตมาออกไปได้ โดยที่อาตมาไม่จำเป็นต้องไปหา ตอนนั้นน่ะ ยังคาราคาซังอยู่ในความเป็นพระด้วย ซึ่งอาตมาจะไม่ยอมที่จะมาเปลี่ยนชื่อ แล้วตอนนั้นเถรสมาคมก็จะต้องให้พระของเจ้าหน้าที่ของเถรสมาคม จะต้องเป็นผู้กำหนด อนุญาตว่าจะเป็นผู้นี้แหละจะไปขอได้ ถ้าจะใช้ชื่อว่าเป็นพระนี่ จะต้องไปขอพาสปอร์ตในนามของพระนี่ ต้องมีอนุญาตยินยอมจากเถรสมาคม หรือมีเจ้าหน้าที่กันกับกระทรวงต่างประเทศตอนนั้น เป็นอย่างนั้นด้วยซ้ำ อาตมาบอกว่า อาตมาไม่ไปทำ ไม่ไปขอ ถ้าใครอยากให้ไป เขาจะต้องมีความสามารถวิ่งเต้น คุณจะวิ่งเต้นถึงระดับสูงระดับไหน อิทธิพลไหนมาก็ช่าง ออกพาสปอร์ตให้อาตมาไปได้เอง โดยที่อาตมาไม่จำเป็นที่จะต้องไปวิ่งเต้น ขออนุญาตอย่างโน้นอย่างนี้ อาตมาจะไม่ทำ อาตมาทำงานในประเทศไทยนี่ ก็เหลือแหล่แล้วน่ะ เพราะฉะนั้นเรื่องนั้นเป็นเรื่องเกิน เป็นเรื่องที่อาตมาเห็นว่าอาตมาไม่ควรจะอ้าขาผวาปีก ดิ้นรนเดือดร้อนแสวงหา กระเสือกกระสน ไม่ อาตมาไม่กระเสือกกระสนถึงขนาดนั้น อาตมาไม่ได้ทะเยอทะยานอย่างนั้น อาตมาว่า อาตมาทำงานทุกวันนี้นี่ก็เต็มเหนี่ยว เต็มแรงของอาตมาอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่า แหม เก่งกาจ ถึงขนาดไม่รู้ตัว อ้าขาผวาปีก แล้วอาตมาก็ไม่เห็นนโยบายที่จะต้องไปดิ้นรนสั่งสอน หรือว่าไปเผยแพร่ศาสนาทางประเทศนอกนี่ จะได้ดีกว่าในเมืองไทย อาตมาก็ยังไม่เห็นอีกเหมือนกัน อาตมาว่าเผยแพร่ในเมืองไทยนี่ละ จะได้ดีกว่า เข้าใจกว่า จะมีผลประโยชน์มากกว่า อย่างน้อยที่สุด อาตมาก็พูดภาษาต่างประเทศไม่เป็น อธิบายเป็นภาษาไทย ที่อาตมาคิดว่าอาตมาเก่งภาษาไทยไม่ใช่เล่นนะ อาตมาว่าอาตมาเก่งภาษาไทยไม่ใช่เล่น ยังอธิบายกันได้แค่นี้ ยังเข้าใจกันได้แค่นี้ แล้วจะไปใช้ภาษาไอ้ที่ตัวเองไม่ค่อยคล่องไม่ค่อยเก่ง แล้วมันจะไปได้แค่ไหน โถ อาตมาว่า อาตมาเจียมตัวนะ ไม่ได้ทำเป็นอวดดิบอวดดีอะไรเกินการ อาตมาว่าอาตมาเจียมตัวนะ ในเรื่อง ในเรื่องพรรค์อย่างนี้นี่นะ เพราะฉะนั้นการทำอะไรก็ตาม แต่คนเราทำไม่รู้ตน แล้วก็ไม่รู้สัดส่วนที่จะประมาณการว่า ควรจะทำอะไรแค่ไหน กาละอย่างไร องค์ประกอบขนาดไหน ถ้าองค์ประกอบที่มันพอเหมาะพอสมได้อย่างดี กาละอย่างดี อะไรต่ออะไรที่คุณมี เรื่องสัปปุริสธรรม 7 ประการนี่ เป็นเรื่องลึกซึ้งมาก ถ้าคุณมีปัญญาญาณใน ธัมมัญญุตา อัตถัญญุตา อัตตัญญุตา มัตตัญญุตา กาลัญญุตา ปริสัญญุตา ปุคคลปโรปรัญญุตานี่ สมบูรณ์จริงๆนะ แล้วจะไม่นึกอ้าขาผวาปีกทำอะไรเกินรอบ เกินรอย เกินร่อง เกินควรไป อาตมาว่าทุกวันนี้ อาตมานี่ ยังมีอะไรบางอย่าง เกินๆอยู่บ้าง ขาดๆอยู่บ้าง ยังรู้สึกอยู่นะ ว่ายังมีอะไรเกินๆขาดๆ ขนาดที่อาตมาประมาณแล้วขนาดนี้ ที่อาตมามองคนอื่นนี่ โอ๊ เขาทำอะไรเกินตัว ทำ อะไรแอ๊คอาร์ต ทำอะไรเบ่งๆ เห็นๆอยู่ อาตมาก็ขนาดนี้ ก็ยังไปวิจัย วิจารณ์ วิเคราะห์ว่าเขาอยู่เยอะอยู่แล้ว ทั้งๆที่ ถ้าจริงๆแล้ว อาตมามีสิ่งที่จะว่ามากมายก่ายกอง แต่อาตมาไม่ต้องการที่จะไปหาศัตรูอะไรมากกว่านั้น พูดแค่นี้ก็ยังมีศัตรูมากขนาดนี้เลย ถ้าไปวิจารณ์เขามากกว่านี้ ศัตรูก็มากกว่านี้ เลยไม่ต้องทำมาหากิน ป้องกันตัวก็ไม่มีเวลาแล้ว ไม่ต้องมานั่งสั่งสอน ไม่ต้องมานั่งทำงานอะไร กันหรอก แค่นี้ก็เหลือแหล่แล้วน่ะ เพราะฉะนั้นการศึกษาของพระพุทธเจ้า การศึกษาในแนวพุทธนี่ มันเกิดความเจริญที่มัชฌิมาที่ได้สัดส่วน มัชฌิมานี่ความพอเหมาะพอดี ไม่ได้ระนาบเดียวนะ ไม่ใช่ 5-3-2 ครึ่ง คือครึ่งหนึ่งคือกลาง คือมัชฌิมา ที่จริงก็ถูก ครึ่งของ 2 ...2.5 คือครึ่งหนึ่งของ 5 ก็ถูก แต่นั่นมันระนาบเดียวเต็มทน มิติเดียว ระนาบเดียว ของพระพุทธเจ้านั่น โอ้โห มันมาระนาบซับซ้อนลึกซึ้ง กว่าจะรู้ว่าสัดส่วนของความเป็นกลางนี่ มันทั้งรูปธรรม นามธรรม มันทั้งวัตถุ และวิญญาณ มันทั้งสมมุติสัจจะ ปรมัตถสัจจะมากมาย ที่เราจะรู้ว่าความพอเหมาะพอดี ความลงตัว ความปานกลางนี่ ไม่ใช่เรื่องตื้นๆ เขินๆ อย่างที่คนเข้าใจ อย่างทุกวันนี้ เขาไม่ผิด แต่เขาไม่ครบ ไม่ลึกซึ้ง ไม่รอบถ้วน ไม่ผิดหรอก แต่ไม่ครบ ไม่ได้ประโยชน์พอ เมื่อไม่ครบ ก็ขัดเขิน แบบนั้นน่ะ เอามาตู่ มาท้วง มาว่าอะไรกันไปอย่างนั้นเอง ทั้งๆที่ความลึกซึ้งมันซับซ้อนกว่านั้น มีอะไรมากมายกว่านั้นเยอะ พวกเราอยู่ในเมืองไทย ที่อาตมาเกริ่นแต่ต้นแล้วว่า เราทำงานอะไรก็แล้วแต่ หรือเราเป็นอะไรก็แล้วแต่ มันขาดไม่สุด ขาดไม่สิ้นหรอก กับชาวไทยทั้ง ประเทศ มันต้องมีตัวที่จะไปมีผล มี relative มีสัมพัทธภาพ มันมีแน่ๆ มันต้องไปมีแน่ๆ อย่างเห็นได้หรืออย่างเห็นไม่ได้ แม้อย่างเห็นไม่ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มี คนที่มีปัญญามอง มีปัญญาอ่านออก จะเห็นว่ามันไปมีผลไปเกี่ยวเนื่อง ไปสัมพัทธ์ ภาษาไทย แล้วก็พยายามที่จะให้มันมีความละเอียดลึกซึ้งขึ้น สัมพันธ์เกี่ยวข้องก็เข้าใจกันแล้ว แต่มันหยาบ ส่วนที่เกี่ยวข้องที่มันลึกซึ้งไปกว่านั้น เขาก็ใช้ภาษาว่าสัมพัทธ์บ้าง ใช้คำว่าปฏิสัมพัทธ์บ้าง พวกนี้เป็นภาษาที่แปลก ใช้ศัพท์คำใหม่มาว่าให้มันเป็นความหมายของความลึกซึ้งกว่าสัมพันธ์ธรรมดา สัมพันธ์ธรรมดาก็เข้าใจกันแล้ว แล้วก็หยาบอยู่แค่นั้น เพราะฉะนั้นความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกว่านั้น เขาก็ใช้ภาษาใหม่ขึ้นมาเรียก ที่อาตมากล่าวแล้วว่า เรียกว่าสัมพัทธ์บ้าง ปฏิสัมพัทธ์บ้าง อย่างนี้เป็นต้น มันมีการ เกี่ยวข้องหลายมุมเหลี่ยม แง่เชิงซับซ้อนขึ้นมา หรือถ้วนรอบขึ้นมายิ่งขึ้นกว่าคำ ว่าสัมพันธ์ธรรมดา เรามองไม่เห็นแล้วว่ามันสัมพันธ์กัน แต่มันมีความสัมพัทธ์ในเรื่อง เรื่องขนาดว่า สัมพันธ์ใครมองเห็นแล้วว่า เอ้ย อย่างนี้ไม่สัมพันธ์กันแล้ว ตัดขาดกันแล้ว แต่จริงๆลึกๆละเอียดๆ มันมีความสัมพันธ์อยู่ละเอียดๆ ซึ่งไม่ใช้ภาษาเรียกว่าสัมพันธ์ แต่เราเรียกว่าสัมพัทธ์ หรือปฏิสัมพัทธ์ มีการสัมพันธ์กัน อย่างย้อนทวนไปทวนมาที่ซับซ้อน แล้วอาตมาใช้ความหมายของคำว่าสัมพัทธ์ไปในแนวละเอียดลึกซึ้ง คำว่า ปฏิสัมพัทธ์ เป็นการสัมพันธ์ที่สลับซับซ้อนย้อนทวนไปมา หลายมุม หลายเหลี่ยม หลายแง่ หลายเชิง เรียกว่าปฏิสัมพัทธ์ อาตมาเข้าใจ เข้าใจแล้วอาตมาใช้ภาษาคำว่าปฏิสัมพัทธ์กับคำว่าสัมพัทธ์นี่อย่างนี้นี่ ซึ่งมีความหมายแต่ละคำ ต่างกับสัมพันธ์ เพราะว่ามันก็เป็นตระกูลเดียวกันน่ะ จะเรียกว่าเป็นคำใช้แทนกันก็ได้ เป็นซินโนนิม เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ก็ได้ เป็นความหมายที่ตระกูลเดียวกัน แต่มีความต่างกัน มีนัยละเอียดที่ต่างกัน อย่างนี้เป็นต้น เราเองเราอยู่ในประเทศไทย เราเป็นคนไทย เราก็มีปฏิกิริยา หรือว่ามีการกระทำ มีกรรม กรรมกิริยาของเรานี่ เราก็มีของเรา แม้เหตุการณ์ที่กำลังกล่าวถึงอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วเราก็ทำอย่างไร เราก็ทำอย่างที่เราทำนี่ เราไม่ไปเกี่ยวข้อง คำพูดว่าไม่ไปเกี่ยวข้องนี่ก็คือ การเกี่ยวข้องในชนิดลึกซึ้ง ในชนิดปฏิสัมพัทธ์ หรือในชนิดสัมพัทธ์ที่อาตมาว่า เราอย่าไปเกี่ยวข้องการเมือง เราไม่ได้เกี่ยวข้องการเมือง เราจัดการรูปหยาบที่ไม่เกี่ยวข้องการเมืองออกให้หมด แต่ในผลกระทบ หรือในการสัมพันธ์ ในแนวลึกของด้านจิตวิญญาณ ในผลที่จะซับซ้อนนั้นน่ะ มีผลเกี่ยว มีผลสัมพันธ์อย่างลึก ซึ่งอาตมารู้เจตนารมณ์อยู่ อาตมารู้เจตนารมณ์แล้วรู้ว่า ถ้าทำอย่างนี้ ผลจะไปเกี่ยวข้องอย่างไร จะเป็นผลไปกระทบ มีผลกระทบ เราไม่เกี่ยว มีผลกระทบชนิดหนึ่ง เราเข้าไปเกี่ยว เกี่ยวมาก เกี่ยวน้อย เกี่ยว อย่างนั้นอย่างนี้ ตามที่มีปัญญารู้ของคนที่เข้าไปเกี่ยว มันก็จะมีผลกระทบต่างๆกันออกไป เราไม่เกี่ยวเลยนี่ ก็มีผลกระทบที่ออกมาลักษณะหนึ่ง ไม่ใช่ไม่กระทบนะ เราไม่ใช่ไม่กระทบนะ เราไม่เกี่ยวนี่ ไม่ใช่ไม่มีผลกระทบ มีผลกระทบ เพราะฉะนั้นสังคมหรืออะไรก็แล้วแต่ อาตมาเคยกล่าวว่า อย่าว่าแต่สังคมเลย ในเอกภพนี้ ตลอดเอกภพหมดแกแลคซี่ต่างๆ ดวงดาวโลกทั้งหลายในมหาเอกภพนี้ มันเกี่ยวข้องกันทั้งหมด มันไม่มีอะไรขาดจากกันอย่างเด็ด ไม่มีอะไรสัมพันธ์กันไม่ได้ ไม่มี แต่เราเองตามไม่ถึงความสัมพันธ์จุดนั้นๆกันเท่านั้นเอง เราไม่มีปัญญารู้ ไปรู้สายสัมพันธ์ หรือส่วนสัมพันธ์ของมันเท่านั้นเอง ถ้าใครมีญาณปัญญาก็จะรู้ อาตมาเคยพูดเล่นๆ เชิงเล่นๆ แต่ที่จริงอาตมามีลึกๆกว่า อาตมาไม่ได้เล่นหรอก อาตมาพูดจริงเหมือนกัน อาตมาเคยบอกว่า นี่ ซัดดัม กับบุช ต้องตีกันนี่ มันเพราะอาตมาเองแหละ อาตมายังเคยพูดน่ะ พวกเราก็อาจจะเคยจำได้ ก็คงจะได้ยินจากที่อาตมากล่าวๆไว้ เพราะอาตมาไม่เก่งเอง ทำให้ซัดดัมกับบุชต้องตีกัน แต่ว่า จะว่าอีกตอนนี้ก็ได้ อาตมาไม่เก่งเองแหละ ทำให้เหตุการณ์พฤษภาทมิฬเกิด เพราะอาตมาไม่เก่งเอง จะบอกว่าอาตมามีส่วนสัมพันธ์นั่น สัมพันธ์จริงๆ เพราะอาตมาก็รู้สิ่งที่ไม่รู้ก็ตาม เราก็มีส่วน สิ่งที่เราไม่รู้ก็ตาม ถ้าเผื่อว่าเรารู้จากส่วนที่มันไปต่อเนื่องกันตรงไหนๆ นี่ มีส่วนสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นกรรมกิริยาก็ดี หรือแม้กระทำเป็นรูปธรรม รูปธรรมที่ว่านี่ มัน รวมไปหมด ทั้งวัตถุกรรมกิริยา จิตวิญญาณ ที่ชัดเจนทั้งหมด มันก็มีผลผกระทบต่ออะไรๆ เกือบทั้งนั้น ถ้าจะพูดโดยประเภทที่ว่า เหมือนกับเดาส่งละนะ พูดเหมือนพูดเดาๆส่งไป คุณคิดอะไรในใจแต่ละคนนี่ กระทบกระเทือนหมด ทั้งบ้านทั้งเมือง แม้คุณคิดขึ้นมา คุณคิดชั่วแม้แว้บหนึ่ง มันก็เป็นแว้บหนึ่ง มีผลนิดหนึ่ง ซึ่งมันไม่ส่งผลแรงเท่านั้นเอง แต่ถ้าคุณคิดอย่างนี้ ที่มันเป็นชั่วนี่นะ อย่างนี้อย่างใดอย่างหนึ่งนี่นะ คุณคิดชั่ว คุณคิดบ่อยๆ คิดมากๆเข้า มันก็จะเป็นจริงเข้ามากๆ นอกจากคิดแล้ว ก็ปรุงแต่ง มีสังขารเข้าเรื่อยๆ ก็ชักมีเรื่องมีราว ชักมีองค์ประกอบ ชักเป็นเนื้อเป็นตัว คนเดียวไม่พอ ไปขยายความคิด มีพรรคมีพวก มีกลุ่มมีหมู่ หนักเข้าประเดี๋ยวไอ้ความคิดที่คุณก่อหวอดนั่นแหละ ขยายตัว ออกไป แล้วก็เกิดมาเป็นจริงเป็นจังได้ เพราะแม้แต่เริ่มคิดนิดหนึ่ง ก็เริ่มมีผล กระทบ หรือมีผลสัมพันธ์แล้ว อะไรเกิด สิ่งนั้นก็คือ สิ่งที่มีตัวสัมพันธ์ ตัวเกี่ยว ข้องกับสิ่งที่มีอยู่ทั้งสิ้นก็ตาม ซึ่งมันจะมีฤทธิ์มีแรงมาก ก็พอเข้าใจกันแล้วว่า เมื่อ เวลาสั่งสมให้เป็นตัวเป็นตน เป็นรูปเป็นร่าง เป็นฤทธิ์เป็นแรงขึ้นมา แม้ในตัวเรา คนเดียว หรือแบ่งกระจายให้คนอื่นเกิดอย่างนี้ ตามๆกันขึ้นมา เพิ่มขึ้นๆ เดี๋ยวก็ เป็นเนื้อเป็นตัว เดี๋ยวก็เป็นตัวเป็นตน เดี๋ยวก็เป็นเรื่องเป็นราว เป็นรูป เป็นร่าง ขึ้นมาเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นศาสนาพระพุทธเจ้า ถึงได้ลึกซึ้งไปถึงจิตวิญญาณว่า ไม่ต้องไป ปรุง ไม่ต้องไปคิดขึ้นมา โดยเฉพาะสิ่งนั้นชื่อว่าบาป สัพพปาปัสสะ อกรณัง ต้องอกรณะ อย่าให้มันมีตัวกรณะ อย่าให้มันมีตัวเกิด อย่าให้มันมีตัวกะ อย่าให้มันมี ตัวศัตรู หรืออาฆาต หรือสิ่งทำลาย รณะนี่ แปลว่ารบ กะนี่ อาตมาอธิบายบาลีอย่างอาตมานะ นี่เปรียญ 9 ฟัง ประเดี๋ยวก็ค้อนอาตมาอีก กะนี่ อาตมารู้ภาษาบาลี คำว่ากะนี่ เป็นตัวเริ่มแรกที่สุด กะ ขะ คะ ฆะ งะ จะ ฉะ ชะ ฌะ ญะนี่ กะ นี่เป็นตัวเริ่มต้น เป็นตัวเป็นตนก่อนอะไรหมดเลย แทนสภาวธรรมที่ลึกซึ้งที่สุด ละเอียดที่สุด และเป็นตัวต้นตอที่สุด กะ ขะ คะ ฆะ งะ ก็คือตระกูลหนึ่ง ของสิ่งที่ไปแทน เขาจะเอากะไปใช้ ขะ คะ งะ นี่ ก็ออกจากฐานเดียวกันของภาษาบาลี จะ ฉะ ชะ ฌะ ญะ ตัวภาษาที่มันออกมาจากฐานเสียงอย่างนี้ ก็ออกไปแทนอีกฐานหนึ่ง เป็นตระกูลหนึ่งของบาลี ปะ ผะ พะ ภะ มะ ก็เป็นอีกตระกูลหนึ่ง ซึ่งเป็นภาษาในโลกของมนุษย์ชาติ เอาไปใช้แท
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive