350905 สิ่งตรึงใจ ที่ผู้ใฝ่ดีต้องดู โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350905 สิ่งตรึงใจ ที่ผู้ใฝ่ดีต้องดู โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก
สิ่งตรึงใจ ที่ผู้ใฝ่ดีต้องดู (ขีลสูตร) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ทำวัตรเช้า วันที่ 5 กันยายน 2535 ณ ปฐมอโศก
มาฟังธรรมะกันต่อนะ วันนี้จะเอาขีลสูตรมาอ่านให้ฟังอีก เราเคยเอาขีลสูตรนี่มา เคยเอามาอ่านสู่ฟัง แล้วก็วิเคราะห์วิจัยให้ฟัง ให้เห็นว่า เมื่อเวลาเรามาอยู่รวมกัน เมื่อเวลาเราปฏิบัติไปนี่ มันจะเกิด ขีละ นี่แปลว่า ตะปู ตะปูตรึงใจ มีตะปูตรึงใจ หมายความว่า เราเองเรามีอะไรกลัดอกกลัดหนองอยู่ที่ใจนี่ ถูกอะไรเสียบแทง ตะปูนี่เสียบแทงอยู่ที่ใจนี่ ปฏิบัติธรรมไปแล้วก็เกิดอาการต่างๆนานา ที่มันเสียบแทงอยู่ที่ใจ มันเพราะอะไรบ้าง แล้วทำไม่ให้เจริญ พระพุทธเจ้าท่านตรัสสูตรนี้เอาไว้ เราฟังดูนะ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญ เลย ตะปูตรึงใจ 5 ประการ ที่บุคคลนั้นยังละไม่ได้แล้ว เป็นไฉน ฟังแล้วน่ากลัวนะ ขึ้นต้นบทก็บอกว่า ถ้าเผื่อว่า ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ ถ้าผู้ใดยังตัดไม่ขาด ยังละไม่ได้ ยังถอนไม่ออก หรือว่ายังตัดไม่ขาดแล้วละก็ กลางคืน หรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลย ฟังแล้วน่ากลัวนะ แล้วมันก็เป็นจริงอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่ บอกแล้วว่าพระพุทธเจ้าท่านไม่ตรัสหรอก สิ่งที่ไม่จริง ท่านตรัสสิ่งจริงเสมอ นอกจากว่าเราไม่เข้าใจ หรือว่าไม่เกิดญาณ ไม่เกิดความรู้ตาม แล้วก็
อ่านต่อ
จนกระทั่งปฏิบัติประพฤติอบรม พิสูจน์จนเกิดรู้แจ้งรู้จริง รู้แจ้งรอบ ถ้าไม่เกิดจริง ก็ฟังไป ก็ฟังเท่านั้นแหละ บางทีฟังก็ไม่เข้าใจ บางทีก็ฟังเห็นแย้ง นอกจากจะไม่เข้าใจแล้ว เห็นแย้ง เห็นขัด เห็นคนละเรื่องไปเลยก็ได้ ตะปูตรึงใจที่บุคคลนั้น ยังละไม่ได้แล้วเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในศาสดา จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อการกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้วด้วยประการฉะนี้ นี่ตะปูตรึงใจอันที่ 1 ก็คือ ยังมีอาการ พอเกิดตะปูตรึงใจนี่ จะเกิดอาการ เคลือบแคลงสงสัย เกิดอาการไม่น้อมใจเชื่อ เกิดอาการไม่เลื่อมใส เกิดอาการสภาพ มันจะเป็นอย่างนั้นขึ้นมา นี่จริง ในจิตในใจ เราต้องอ่านอาการ เพราะเรามาเป็นนักปฏิบัติธรรมนี่ เราต้องอ่านอาการออกจริงๆ อ่านอาการที่มันเจริญ หรือไม่เจริญ ดีหรือไม่ดี ควรทรงไว้ หรือไม่ควรทรงไว้ ธรรมะนี่แปลว่าสิ่งทรงไว้ สิ่งทรงอยู่ในตัวเรา ทรงไว้ แล้วเราก็ได้อาศัยสิ่งที่ทรงไว้นี่แหละ เป็นคนมาปฏิบัติธรรม ก็ได้อาศัยธรรมะนี่ทรงไว้ในชีวิต สิ่งที่ทรงไว้เราได้อาศัย บอกแล้วว่าเป็นเครื่องอาศัย มันไม่ใช่เราไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา แต่อันนี้เราได้เลือกเฟ้นแล้วว่า อันนี้เราจะทรงไว้หรือว่าเราจะได้อาศัย เราจะยังชีวิตไปเพื่อที่จะได้อาศัย จนกระทั่งเราสามารถละกิเลสได้หมดนั่นแหละ สุดท้ายสูงสุดละกิเลสได้หมดเป็นพระอรหันต์โน่นแหละ เพราะฉะนั้นคนเราจะไม่มีเครื่องอาศัย หรือไม่มีสิ่งที่ทรงไว้นั้นไม่ได้น่ะ ต้องทรงไว้ ต้องมีอะไรทรงไว้ เรียกว่าธรรมะ อะไรที่ไม่ควรทรงไว้ เรียกว่าอธรรม เพราะฉะนั้นในตัวเรา อาการกาย อาการใจ โดยเฉพาะอาการใจ ถ้าจิตใจมีอาการที่เคลือบแคลงสงสัย เรามาทางนี้ เรามาศึกษา เราก็มาทำความเข้าใจ มาทำความเห็น เป็นทิฏฐิ เมื่อความเห็นของเขามันเคลือบแคลงสงสัยขึ้นมานี่ มันก็เกิดอาการจิตอย่างนี้แหละ พระพุทธเจ้าท่านก็ว่าข้อที่ 1 ที่จะเป็นตะปูตรึงใจ ก็คือ ไม่น้อมใจเชื่อ หรือว่าไม่เลื่อมใสในศาสดา ข้อที่ 1 นี่ในศาสดา เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระศาสดา จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร ความเพียรก็จะลด ไม่น้อมใจไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพราะฉะนั้นเราก็จะไม่ทำต่อละ ไอ้สิ่งที่เราประพฤติปฏิบัติ ไอ้ที่เราทำประกอบเนืองๆ กระทำอยู่เสมอๆ ก็จะไม่ทำแล้ว จะลดลง หย่อนลง เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ถ้าขยายความนี่ ละเอียดลออไปเป็นลำดับๆนะ เราจะไม่เกิดสิ่งเหล่านี้น่ะ ความเคลือบแคลงสงสัยนี่คือความกังคติ วิจิกิจฉติ สงสัย กังคติ ก็สงสัย เคลือบแคลงสงสัย วิจิกิจฉานั่นแหละ วิจิกิจฉติ ท่านใช้คำนี้ในพระไตรปิฎก ไม่น้อมใจเชื่อนั่น นาธิ มุจติ ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสนี่คือ นสัมปสีทติ นะ ก็คือไม่ สัมปทติ ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่น้อมไปเพื่อความเพียรก็ นมัตติ นมัตติก็คือ นมะนี่ แปลว่าน้อมนี่ น้อม นอบน้อม นมัตติ นมัตติอาตัปปายะ อาตัปปา แปลว่า ความเพียร อาตัปปายะ นมัตติอาตัปปายะ แล้วก็ประกอบเนืองๆ มันก็จะไม่ประกอบเนืองๆละ อันนี้ว่า อนุเนยคายะ อนุเยคายะ แหม มันเขียนหวัด ตัวเองเขียนเองละนะอันนี้ เขียนไว้ โน้ตๆไว้ ติ๊กๆไว้ อาตมาไม่แน่ใจอันนี้ อนุเยคายะ ไม่แน่ใจว่าอนุเย เอาละ เอาผ่านไปก่อน เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อกันนั้นก็คือ สาตัจจายะ สาตัจจะนี่แปลว่า การต่อเนื่อง การติดต่อ สาตัจจายะ บำเพ็ญเพียร ปธานายะ สมัปปธานนี่แหละ ปธานนี่แหละ ปธานายะ พระบาลีตัวสำคัญๆพวกนี้ อาตมามักจะดูน่ะว่า คำความหมาย พวกนี้นี่ ดูพระบาลีแล้ว รู้สึกว่ามันทำให้เราเข้าใจลึกๆ ในพยัญชนะหรือในบาลีพวกนี้บ้าง ตามประสาอาตมา แต่ว่าเอาเถอะ เราก็ฟังภาษาไทยที่เขาแปลกันมาแล้วในพระไตรปิฎกนี้ก็ชัดเจน สรุปแล้ว ตะปูตรึงใจดอกที่ 1 คือไม่เลื่อมใสในพระศาสดาแล้วต่อไปก่อน เดี๋ยวค่อยมาขยายความหน่อย ว่าให้จบ ยาวเหมือนกัน กว่าจะจบนี่ ยาวเหมือนกัน โอ้ 3-4-5 หน้าแน่ะ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระธรรมน่ะ 1. พระศาสดา 2. พระธรรม ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อ ประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร นี่ตะปูตรึงใจประการที่ 2 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไป เพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมเคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในพระสงฆ์ นี่ 3 เป็นพระสงฆ์ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 3 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสในสิกขา ในการศึกษาในสิกขา ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 4 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียรยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการฉะนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมโกรธ ทีนี้อันที่ 5 นี่นะ ขึ้นใหม่เลย หัวข้อว่า ย่อมโกรธ ไม่พอใจ มีจิตอันโทสะ ประทุษร้าย มีจิตกระด้างในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย นี่อันนี้ระวัง อันนี้นะ ภิกษุย่อมโกรธไม่พอใจ มีจิตอันโทสะ ประทุษร้าย มีจิตกระด้างในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 5 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังละไม่ได้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลนั้นยังตัดไม่ขาดแล้ว เป็นไฉน เมื่อกี้นี้เครื่องเรียกว่าตะปูตรึงใจ ทีนี้มีเครื่องผูกพันใจ ตะปูตรึงใจนี่เสียบ เรียกว่ายังไม่ถอน ยังไม่ละ ยังไม่ล้าง ทีนี้เครื่องผูกพันใจ ตะปูตรึงใจนี่ ก็คงจะเจ็บล่ะนะ เรียกว่าไปในสายของโทสะ ในสายของความไม่ชอบ ในสายของความลดหย่อนกำลัง ทีนี้ความผูกพันใจ หมายความว่ารัดรึง ผูกพันน่ะ อันบุคคลนั้นยังตัดไม่ขาดแล้วเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในกามทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกพันใจประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้นะ อันที่ 1 นี้ จิตใจที่ยังผูกพัน ยังตัดไม่ขาด ยังมีสภาพเป็นเยื่อเป็นใย เป็นอะไรอยู่นี่ จะต้องมีอาการนะ จะมีอาการกำหนัด ความกำหนัดเรียกว่าราคะ ความพอใจก็เรียกว่าฉันทะ ความรักก็เรียกว่าเปมะ ความกระหายก็เรียกว่าปิตาสะ ความเร่าร้อนก็ปริราหะ แล้วก็ความอยากเลย ก็เรียกว่าตัณหาในกามทั้งหลาย นะ อันที่ 1 อันที่ 2 ก็คล้ายกันแหละนะ เหมือนอย่างกับ 5 ข้อเมื่อกี้นี้ ท่านบรรยายก็คล้ายกัน ไปต่างกันอยู่ในประเด็น เมื่อกี้นี้ในประเด็นตะปูตรึงใจก็ประเด็นที่ 1 ก็ศาสดา ประเด็นที่ 2 ก็พระธรรม ประเด็นที่ 3 ก็พระสงฆ์ ประเด็นที่ 4 ก็การศึกษา ประเด็นที่ 5 ก็ในเพื่อนพรหมจรรย์ ซึ่งสภาพในเพื่อนพรหมจรรย์นี้ มันไม่ใช่เคลือบแคลง สงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ แต่ตอนนี้เล่นโกรธเลย โกรธ ไม่พอใจ โทสะ ประทุษร้าย จิตกระด้างในเพื่อนพรหมจรรย์น่ะ อันที่ 5 ทีนี้เครื่องผูกพันอันที่ 1 ก็มีจิตมีความผูกพันรัดรึงต่างๆนี่ มี ไม่ปราศจาก จิตใจมีความผูกพัน ก็ไม่ปราศจาก ยังมีในความกำหนัด ในความพอใจ ในความรัก ในความกระหาย ในความเร่าร้อน ในความอยาก ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในกาม อันที่ 2 ก็เหมือนกัน ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในกาย อันที่ 2 ในกาย เพราะฉะนั้นผู้นี้ก็จะไม่เกิดความเจริญน่ะ ก็จะไม่น้อมไปเพื่อความเพียร ไม่ประกอบเนืองๆ ไม่กระทำติดต่อ หรือไม่บำเพ็ญเพียร อันที่ 3 ไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ ไม่ปราศจากความรัก ไม่ปราศจากความกระหาย ไม่ปราศจากความเร่าร้อน ไม่ปราศจากความอยากในรูป อันที่ 1 กาม อันที่ 2 อันที่ 3 รูป อันที่ 4 น่ะ ไม่ๆๆๆๆ ไม่ใช้สำนวนเดียวกันแล้ว อันที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 นี่ ใช้สำนวนเดียวกันว่า ภิกษุไม่ปราศจากความกำหนัด ไม่ปราศจากความพอใจ อะไรไปนั่นน่ะ ทีนี้อันที่ 4 อนึ่ง อีกประการหนึ่งน่ะ ภิกษุฉันอาหารเต็มท้องตามต้องการแล้ว ฟังแล้วนี่ เหมือนเด็กๆน่ะ ภิกษุฉันอาหารเต็มท้องตามต้องการแล้ว ย่อมประกอบ ความสุขในการนอน ความสุขในการเอน ความสุขในการหลับ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความ เพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เพื่อความผูกพัน ประการที่ 4 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการฉะนี้น่ะ สรุปแล้วก็คือ ยังติดการนอนน่ะ ยังติดการนอน ติดการนอน ติดการเอน ติดการหลับน่ะ นี่ไปต่างประเทศทั้งนั้นเลยน่ะ ไปเลบานอน ไปอิสราเอน ไปอาหลับ พวกนี้ พวกติดต่างประเทศทั้งนั้นเลยนะ เราก็มีสะแลง มีเครื่องเตือนใจเรา เรา พูดกันมาหลายที เราฟังคำพวกนี้มาแล้วนี่ มาเจอในพระไตรปิฎกกันชัดๆ ฉันอาหารเต็มท้องตามต้องการแล้ว ย่อมประกอบความสุขในการนอน มันอร่อยล่ะนะ ติด ความสุขในการเอน ก็แน่นอน มันจะต้องมีนัยที่ต่างกัน นอนก็คือนอน นอนก็เอามันอุตุๆเลย จริงๆล่ะนะ ไม่นอนแต่ก็เหยียดไปยาวไป ติดไปน่ะ อะไรต่ออะไรไปล่ะนะ เหยียดไปมั่ง เอนไปมั่ง ทำท่าที ที่มันก็ลักษณะก็ไม่ถึงกับนอนล่ะนะ มันก็มีลักษณะเอียงไปเอนมา อะไรไป เอนไปนั่นไปนี่ ไปอะไรต่อ อะไร ทีนี้ก็ลักษณะในการหลับ หลับนี่ไม่ต้องเอียงต้องเอนก็ได้ นั่งอยู่ดีๆ นี่แหละ เอามันดื้อๆ ดีไม่ดียืนหลับ เดินหลับยังมีเลย เดินหลับก็ได้ เดินหลับไปก็จะตายเอา จะเดินชนรถเอานะ พวกเรามี เดินบิณฑบาตยังเดินหลับได้เลย เดินบิณฑบาตนี่ เพราะฉะนั้นมันไม่ฝึกจริงๆนี่ มันก็จะติดอยู่อย่างนั้นแหละ มันอร่อยน่ะ มันอร่อยก็ติด มันมีอาการ เดี๋ยวค่อยอธิบายพวกนี้นี่ สำคัญเรื่องหลับนี่ เรื่องหลับ เรื่องนอน เรื่องติด มันเป็นรสอร่อยจริงๆ ฝึกไปจนกว่าจะได้ จนกว่าจะลุกขึ้นมาแล้ว ตื่นขึ้นมา จะหลับก็หลับ จะนอนก็นอน จะเปลี้ยก็เปลี้ย จะเพลียก็เพลีย เราก็รู้ว่าเปลี้ยว่าเพลีย ว่าอะไรต่ออะไร แต่มันจะไม่มีอาการรสของความอร่อย รสของความติดยึดความงัวเงียในอาการหลับน่ะ อ่านเถอะ ที่อาตมาพูดเป็นภาษาไทยนี่ อาตมาก็พูดในลักษณะที่มีสภาวะที่ได้ฝึกมา ได้ทำมา ได้อะไรมาแล้ว จนกระทั่งมีการ มีอาการ มีอะไร แล้วเราจะได้รู้ว่าไอ้การที่จะหลับ หรือว่าอาการที่เปลี้ยเพลียที่มันจะต้องพักผ่อนนี่ มันจะมีอาการของมัน ส่วนอาการที่มันมีรสชาติ ในการที่จะติดหลับติดนอน ติดสงบ ติดหยุด ติดพัก มันเป็นการพักชนิดหนึ่งของร่างกาย แต่มันไม่ใช่พักของร่างกายเท่านั้น มันไปผนวกเอาอุปาทาน ผนวก เอาอะไรต่ออะไรที่ผสมผเสเข้าไป เหมือนกับเรากินอาหารนี่ เรากินอาหารก็คือ อาการหนึ่งของการกินอาหาร เอาอาหารใส่เข้าปากเข้าท้องไป เพื่อให้มันเลี้ยง ร่างกาย แต่เสร็จแล้ว มันไม่เท่านั้น มันไปผนวกเอารสเอาชาติ เอาไอ้สิ่งที่ติดที่ยึดเป็นกิเลสตัณหา ผสมผสานอยู่ในอาหารในการกิน การที่จะรับประทานเข้าไปในร่างกายนี่ มันก็มีกิเลสอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเราก็ต้องกิน แต่กินไม่มีกิเลส แล้วเราก็ต้องนอน เราก็ต้องพัก เราก็ต้องเอน แต่ว่าไม่มีกิเลสแล้ว มันต่างกัน หนักเข้าเดี๋ยวไปขี้ตู่เอาพระอรหันต์ก็ง่วงไม่ได้ หลับไม่ได้ เอนไม่ได้ นอนไม่ได้ อะไรต่างๆนานา พวกนี้ มันก็จะยุ่ง กันใหญ่ เหมือนกับคนบอกว่า โอ๊ พระอรัหนต์ไม่ง่วง พระอรหันต์ไม่เอน พระอรหันต์ไม่หลับ มีที่ไหน มันก็ต้องหลับ มันก็ต้องเอน มันก็ต้องนอน แต่ว่าหลับก็ตาม เอนก็ตาม นอนก็ตาม ถึงขั้นที่ไม่มีแล้ว ไม่มีกิเลสแล้วนี่ มันเป็นเรื่องที่บางทีเรานึกไม่ออกน่ะ แม้แต่ที่สุดคนเขาเคยบอกว่า พระอรหันต์ไม่ง่วง อาตมาก็บอกพระอรหันต์ก็ง่วงได้ ถ้าเผื่อว่าพักผ่อนไม่พอ หรือว่ามัน สิ่งที่มันจะต้องเปลี้ยเพลีย มันต้องมีอาการอะไรที่มันจะต้องง่วง ก็เป็นการง่วง แต่ว่าไม่ใช่ง่วง เพราะเหตุแห่งกิเลส เรื่องนี้ไม่ใช่จะเข้าใจกันได้ง่ายๆนะ แต่ว่าการเรียนไม่เก่ง เรียนไม่ละเอียด เรียนไม่รู้ ก็อ่านไม่ออกหรอก แล้วตีกินหรือว่าโกหกคนอื่น หรือว่าเข้าใจผิด แล้วก็บอกผู้อื่นว่าฉันไม่ได้ง่วงมีกิเลส นั่นก็ง่วงอะไรๆ ก็ได้เหมือนกัน อันนี้จะต้องเรียนรู้ด้วยตน ค่อยๆเรียนรู้ไป จนรู้ว่ารสอร่อยของการง่วงการหลับ มันเป็นอย่างนี้เอง แล้วเราจะเข้าใจน่ะ ง่วงนี่ ภาษาอีสาน เขาว่า ตอดเงา ตอดเงานี่นะ สัปหงกน่ะ ที่จริงง่วง ไม่ใช่ตอดเงาหรอก ตอดเงานี่ มันสัปหงก สัปหงก นั่งไปนี่ นั่นเขาเรียกว่าตอดเงา เหมือนปลาตอดเบ็ดนี่นะ ตอดเงา ภาษาเหนือเขาเรียกว่าใคร่ลับ วันนั้นถามคนเหนือ ถามเด็กเขาว่าไอ้ง่วงๆนี่ ภาษาเหนือเขาว่ายังไง เขาบอกใคร่ลับ ใคร่อยากนี่ อยากหลับนี่ อยากนอน ใคร่ลับ ว่าอย่างนั้น ต่อไปนะ อันนี้ก็เดี๋ยวค่อยมาทบทวนในเรื่องนี้ ก็ต้องแก้ไขกันบ้างถ้าเผื่อว่า หมู่นี้เราไม่ค่อยได้พูดกัน ไม่ค่อยได้ฝึกปรือกัน แล้วอาตมาก็ไม่ค่อยได้สาธยาย มากมายเท่าไหร่ เรื่องของการหลับการนอน แล้วเราก็จะต้องทำชาคริยา จะต้องเป็นผู้ตื่น ผู้สดใส ผู้ไม่ติดไม่ยึดในรสอร่อยของการหลับน่ะ อ่านต่อไป อีกประการหนึ่ง ภิกษุประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยความปรารถนาเป็นเทพ นี่ตอนนี้ อันสำคัญที่ 5 ต้องค่อยๆอธิบายกัน เพราะว่ามันลึกซึ้ง ภิกษุประพฤติ พรหมจรรย์ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง ว่าเราจักเป็นเทพเจ้า หรือเป็นเทพองค์ใดองค์หนึ่งด้วยศีล พรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ จิตของภิกษุนั้นย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เพื่อเครื่องผูกพันใจ ประการที่ 5 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ยังตัดไม่ขาดแล้ว ด้วยประการอย่างนี้ ความผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลนั้นยังตัดไม่ขาดแล้ว ทีนี้ต่ออันไข ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือเป็นภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียวในธรรมะทั้งหลาย ไม่ มีความเจริญเลย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเสมือนกลางคืนหรือกลางวัน ที่ผ่านมาถึงพระ จันทร์ในกาฬปักษ์ พระจันทร์นั้นย่อมเสื่อมไปจากศรี ย่อมเสื่อมจากมณฑล ย่อมเสื่อมจากแสงสว่าง ย่อมเสื่อมจากความยาว และความกว้าง แม้ฉันใด ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังละไม่ได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ยังตัดไม่ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเจริญเลย ฉันนั้นเหมือนกันแล ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ตัดได้ขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย ตะปูตรึงใจ 5 ประการ ที่บุคคลนั้นพึงละได้แล้วเป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัย ย่อม น้อมใจเชื่อ เลื่อมใสในศาสดา จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้ว ด้วยประการอย่างนี้ อีกประการหนึ่ง ภิกษุไม่เคลือบ แคลง ไม่สงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใสในพระธรรม เหมือนกันคำความ ต่อไปเหมือนกัน ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อ ย่อมเลื่อมใสในพระสงฆ์ แล้วก็ต่อไป ความก็เหมือนกัน ฯลฯ อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัย ย่อมน้อมใจเชื่อ เลื่อมใส ย่อมเลื่อมใสในสิกขา ฯลฯ ทีนี้อันที่ 4 อีกประการหนึ่ง ภิกษุย่อมไม่โกรธ พอใจ มีจิตอันโทสะไม่ประทุษร้าย มีจิตไม่กระด้างในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตะปูตรึงใจประการที่ 5 นี้ อันภิกษุมีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ละได้แล้วด้วยประการอย่างนี้ ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลนั้นละได้แล้ว ทีนี้เครื่องผูกพันใจน่ะ ก็คงเป็นการแก้กลับ เหมือนเดิมนั่นแหละนะ เหมือนกับคล้ายๆ กับตะปูตรึงใจ เครื่องผูกพันใจ 5 ประการ อันบุคคลนั้นตัดได้ ขาดแล้ว เป็นไฉน ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความอยากในกามทั้งหลาย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย จิตของภิกษุนั้นย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบ เนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ข้อผูกใจประการที่ 1 นี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดได้ขาดแล้วด้วยประการฉะนี้ อันที่ 2 ก็เหมือนกัน เป็นแต่เพียงเปลี่ยนจากอันที่ 1 กาม ของอันที่ 2 กาย ภิกษุผู้ปราศจากความกำหนัด ปราศจากความพอใจ ปราศจากความรัก ปราศจากความกระหาย ปราศจากความเร่าร้อน ปราศจากความอยากในกาย ฯลฯ เหมือนกัน อันที่ 3 ปราศจากความกำหนัด อันที่ 1 กาม อันที่ 2 กาย อันที่ 3 รูป อันที่ 4 น่ะ ภิกษุฉันอาหารเต็มท้องตามต้องการแล้ว ไม่ประกอบความสุขด้วยการนอน ความสุขด้วยการเอน ความสุขในการหลับอยู่ฯลฯ ก็เหมือนกัน อันที่ 5 ภิกษุไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ด้วยความปรารถนาเป็นเทพนิกายหมู่ใดหมู่หนึ่ง ว่าเราจักเป็นเทพเจ้าหรือเทพองค์ใดองค์หนึ่ง ด้วยศีล ด้วยพรต ตบะ หรือพรหมจรรย์นี้ จิตของภิกษุนั้น ย่อมน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อความประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร เครื่องผูกใจ 5 ประการนี้ อันภิกษุผู้มีจิตน้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร ตัดขาดได้แล้วด้วยประการอย่างนี้ ครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลนั้นตัดได้ขาดแล้ว ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่งเป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ตัดขาดได้แล้ว กลางคืน หรือกลางวัน ที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลย ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือนกลางคืนหรือกลางวัน ที่ผ่านมาถึงพระ จันทร์ในชุณหปักษ์ พระจันทร์นั้นย่อมเจริญด้วยสี ย่อมเจริญด้วยมณฑล ย่อม เจริญด้วยแสงสว่าง ย่อมเจริญด้วยส่วนยาวและส่วนกว้าง แม้ฉันใด ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ตะปูตรึงใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุ หรือภิกษุณีก็ตาม ละได้แล้ว เครื่องผูกพันใจ 5 ประการนี้ อันบุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เป็นภิกษุหรือภิกษุณีก็ตาม ตัดขาดแล้ว กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรมทั้งหลาย ไม่มีความเสื่อมเลยฉันนั้นเหมือนกันแล จบ ขีลสูตรนี้น่ะ เรามาดูรายละเอียดทีนี้ มันมีตะปูตรึงใจ 5 แล้วก็เครื่องผูกพันใจ 5 น่ะ ตะปูตรึงใจข้อที่ 1 ก็คือ ไม่เลื่อมใส มันยังเคลือบแคลงสงสัย มันไม่น้อมใจเชื่อ แต่ก่อนตอนที่เราเคยเอามาบรรยายนั้นน่ะ มันเกิดอาการที่ มันเกิดสภาพ มันชักปฏิบัติธรรมไปแล้วก็เคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดา อาจจะไม่นะ เราอาจจะไม่เคลือบแคลงสงสัยในพระศาสดาละ คำว่าพระศาสดา ก็คืออาจารย์ใหญ่ ทีนี้คำว่าอาจารย์ใหญ่ จริงๆ พระศาสดาก็คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่เป็นอาจารย์ใหญ่จริงๆ ถ้าเคลือบแคลงสงสัยไปถึงอาจารย์ใหญ่ คือพระศาสดาด้วยนี่ อาตมาว่าอาการมันคงหนักน่าดูเลยในพุทธศาสนิกชน พระพุทธเจ้านี่ คงไม่จริงมั้ง พระ พุทธเจ้านี่ คงจะไม่เข้าท่ามั้ง เคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสแล้ว สงสัยจะต้องเปลี่ยนศาสนาเสียแล้วคนนั้น อาการมันคงหนักมาก ตะปูตรึงใจระดับนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้จะเกิดยาก สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ยังมั่นใจในศาสนาพุทธนี่นะ จะเกิดยาก ทีนี้อาจารย์หรือศาสดาไม่ถึงขนาดระดับพระพุทธเจ้า อาจารย์อยู่ในนี้ ไม่ เอาใคร อาตมาก็ได้นะ ชักเคลือบแคลงสงสัย อันนี้เป็นได้ เป็นได้แน่ มันได้ง่ายกว่าพระพุทธเจ้าแน่ใช่ไหม เคลือบแคลงสงสัยนี้ ถ้าเป็นมันก็เหมือนกัน ถ้ามีความเคลือบแคลงสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสแล้วนี่ มันเป็นตะปูตรึงใจเลยแหละ ตะปูตรึงใจ มันจะไม่น้อม ย่อมไม่น้อมไปเพื่อความเพียร เพื่อประกอบเนืองๆ เพื่อกระทำติดต่อ เพื่อบำเพ็ญเพียร มันจะไม่ละ ถ้าอาการอย่างนี้เกิด พระพุทธเจ้าท่านตรัสนี่จริงเลย ไม่ต้องไปเอาพระศาสดาละ เอาพระโพธิรักษ์นี่ก็ได้ ถ้าลงมันเคลือบแคลง มันสงสัย ไม่น้อมใจเชื่อ ไม่เลื่อมใสแล้ว มันก็จะเกิด ไม่น้อมไปเพื่อความเพียร มันจะไม่ประกอบเนืองๆ มันจะไม่กระทำติดต่อ ไม่บำเพ็ญเพียร ไม่พยายามอุตสาหะวิริยะพากเพียรที่จะปฏิบัติ มันจะเป็นอย่างนั้นเลยอาการ เพราะฉะนั้นผู้นี้ก็หวังได้ว่า กลางคืนหรือกลางวันที่ผ่านมาถึงบุคคลนั้น บุคคลนั้นพึงหวังความเสื่อมอย่างเดียว ไม่มีความเจริญเลย แน่นอนน่ะ แต่นั่นแหละ อาตมาจะเป็นผู้น่าเลื่อมใส ผู้ไม่น่าเลื่อมใส ก็จะไปบังคับกันไ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive