350813 พ่อท่านคุยกับนร.สัมมาสิกขาปฐมอโศก .docx
เนื้อหาในไฟล์
350813 พ่อท่านคุยกับนร.สัมมาสิกขาปฐมอโศก ณ พุทธสถานปฐมอโศก
พ่อท่านคุยกับนักเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 13 สิงหาคม 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
จริงๆเข้าแล้วนี่นะ คนเรานี่ ชีวิตเราอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เราสุขสบายได้ เพราะเราไม่ติด ถ้าอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ เป็นสุขสบายได้ เพราะเราไม่ติด แต่แค่ติดนี่นะ แล้วก็ไม่ได้ไปอยู่ หรือไม่ได้ไปที่ๆเราติด มันก็ทุกข์แล้ว คนติดหนัง ไม่ได้ไปโรงหนัง ทุกข์ไหม ตอบ : ทุกข์ครับ
พ่อท่านถาม : คนติดสนามเล่นอะไรก็แล้วแต่ เพราะฉะนั้น ทุกข์อยู่ที่ตรงติด ไปติด แล้วมันก็ทุกข์อย่างนี้แหละ ติดบ้าน ไม่ได้ไปบ้านก็ทุกข์ หนักเข้าติดวัด ไม่ได้มาวัดก็ต้องทุกข์ แน่ติดวัด แต่ทีนี้มันก็ต่างกัน ถ้าเราไปติดบ่อนการพนัน ติดบ่อนการพนันก็ทุกข์ ถ้าได้ไปบ่อนการพนันก็สุข ทีนี้บางคน ก็ไม่ติดบ่อนการพนัน ก็ติดโรงเรียน ไม่ได้มาโรงเรียนก็ทุกข์ ทีนี้คนติดบ่อนการพนัน กับติดโรงเรียนนี่ เอาละ มันทุกข์เหมือนกัน ไม่ได้มานะ แต่คนติดบ่อนการพนัน กับติดโรงเรียน อันไหนจะดีกว่ากัน ตอบ : ติดโรงเรียนก็ยังดีกว่า
พ่อท่าน : เพราะฉะนั้น ติดโรงเรียน หรือติดวัด ก็ยังดีกว่า ติดวัดไม่ติดบ่อนการพนัน ไม่ติดโรงหนัง โรงละคร ไม่ติดที่เที่ยว ที่ที่มันสำมะเลเทเมาอะไร มาติดที่นี่ มันมีคุณค่า มีประโยชน์กว่า ก็ยังดีกว่า ความจริงที่สุดแล้วนี่ เราไม่ติดที่ไหนก็ไม่ติด แต่ว่าเราควรอยู่ที่ไหนๆ ไหม เป็นคนนี่จะต้องอยู่ที่ไหนไหม เป็นคนนี่จะต้องอยู่ที่ไหนๆ ไหม ตอบ : อยู่
พ่อท่าน : มันก็ต้องอยู่ที่ไหนก็ที่หนึ่งน่ะ เราก็ต้องอยู่ที่ไหนก็ที่หนึ่ง เพราะฉะนั้น เราจึงอยู่ที่ที่ควรอยู่ เราไม่ติดหรอก แต่เราก็ต้องอยู่สถานที่ที่ควรอยู่ ภาษาพระท่านเรียกว่า ปฏิรูปเทสวาสะ ท่านเรียกว่าปฏิรูปเทสวาสะ เ
อ่านต่อ
คยได้ยินไหม ตอบ : ไม่เคยเลย
พ่อท่าน : ปฏิรูปนี่แหละ ปฏิรูป ปฏิรูปเทสะ แปลว่าสถานที่ ปฏิรูปเทสะวาสะ ปฏิรูปเทสะ วาสะ วาส เรียกว่าอยู่ เป็นที่ที่ควรอยู่ ปฏิรูป แปลว่าที่ที่ได้ปรับปรุง หรือที่ที่ได้กระทำให้มันดี ปฏิรูป ปฏิเทสวาส วาส แปลว่าที่อยู่ เทส นี่แปลว่าสถานที่ สถานที่ ที่ควรจะอยู่ ที่ได้กระทำเป็นที่ที่ควรจะอยู่แล้วอย่างอโศก ชุมชนปฐมอโศก นี่รู้ไหมว่า อาตมาตั้งใจทำ ตั้งใจทำให้เป็นสถานที่ที่ควรอยู่ รู้ไหม ตอบ : รู้
พ่อท่าน : ทำไมรู้ล่ะ รู้ได้ยังไงว่าอาตมาทำ ตอบ : ถ้าไม่เกิด ท่านไม่ตั้งใจสร้างมันก็ไม่เกิดอย่างนี้แหละครับ
พ่อท่าน : ทำไมรู้ว่าอาตมาสร้างล่ะ ตอบ : รู้ซิครับ
พ่อท่าน : รู้อย่างไร ตอบ : ก็ไม่รู้ซิครับ
พ่อท่าน : เอ้า เอ๊ ไม่รู้ซิครับ เอาอะไรกันแน่ ประเดี๋ยวก็รู้ซิครับ ประเดี๋ยวก็ไม่รู้ซิครับ เอาอะไรกันแน่ล่ะ รู้หรือไม่รู้ ตอบ : รู้ครับ ก็ได้สร้าง
พ่อท่าน : รู้ได้อย่างไรว่าอาตมาสร้าง ตอบ : มีคนเล่าให้ฟังครับ
พ่อท่าน : อ้อ มีคนเล่าให้ฟัง เล่าให้ฟังอย่างเดียว เล่าว่าไง ตอบ : เห็นด้วยครับๆ
พ่อท่าน : เห็นด้วยเล่าว่าไง เล่าต้นๆ เล่าว่าไง ที่เราไม่เห็นน่ะ ตอบ : บอกว่า ตอนแรกที่นี่มันไม่มีอะไรเลยครับ มีดิน ท่านก็มาให้สร้าง เขาก็บริจาคที่ก่อนครับ แล้วท่านก็สร้าง สร้างทีละอย่างครับ
พ่อท่าน : อาตมาตั้งใจสร้างให้มันเป็นปฏิรูปปเทสวาสะ ปฏิรูปเทสวาสะนี่ สถานที่ที่ควรอยู่นี่ หรือเสนาสนะสปายะ ก็พูดได้อีกภาษาหนึ่ง ภาษาพระนะ เสนาสนะ แปลว่า สถานที่ สปาย แปลว่า ที่น่าอยู่ ที่ดี สปายะภาษาบาลีนี่ พูดภาษาไทยจริงๆ ก็คือสบาย สปายะนี่สบาย ที่จริงเขาสัปปายะ เป็นภาษาสนธิ ถ้าเป็นภาษาไทยๆ ก็คือ สบาย นั่นแหละสบาย มันกลั่นมาจากภาษาบาลีที่เรียกว่าสบายนี่ เป็นที่ที่อยู่สบาย ส่วนสถานที่อยู่สบายนี่ มันจะต้องประกอบไปด้วย 4 อย่าง ฟังนะ วันนี้ฟังธรรมะลึกๆ ธรรมะใหญ่ๆ นี่สปาย 4 เขาเรียก สปายะ 4 สถานที่ที่ควรอยู่ เสนาสนะที่ควรอยู่นี่ 1.มีสถานที่ มีองค์ประกอบสิ่งแวดล้อมอันควรอยู่ นั่นเรียกว่าเสนาสนะ 2.เรียกว่าคน เรียกว่าบุคคลสปายะ มีคน มีคนที่อยู่นี่ คนที่อยู่รวมด้วยร่วมด้วยนี่ คนที่อยู่ด้วยกันนี่ เป็นคนที่น่าอยู่ร่วม น่าอยู่ด้วย อยู่กับคนดี อยู่แล้วเจริญ เป็นคนมีความรู้ เป็นคนมีจิตใจดี เป็นคนพาให้เราดี พาให้เราเจริญได้ ไม่ใช่ไปกลุ่มบุคคลอันธพาล ไม่ใช่กลุ่มบุคคลโง่ๆ เง่าๆ ไม่ใช่กลุ่มบุคคลที่ไม่ดี เป็นคนที่ดี เป็นกลุ่มบุคคลที่ดี 3.เป็นสถานที่ที่มีอาหารดี อาหารสปายะ อาหารดีนี่ ไม่ใช่มีไอศกรีม อาหารดี หมายความว่า เป็นอาหารที่ปลอดสารพิษ เป็นอาหารที่กินแล้ว มีธาตุอาหารที่ถูกสุขลักษณะ ถูกอนามัย กินแล้วร่างกายแข็งแรง สมบูรณ์ อาหารดี ไม่ใช่อาหารที่ปรุงแต่งเอร็ดอร่ออย แหม สวยงามพริ้ง ใส่ชามอะไรอย่างนั้นน่ะ มันเลยเถิด ไอ้อย่างนั้น มันปรุงแต่งมากเลยเถิด หนัก เป็นเรื่องวุ่นวาย เป็นเรื่องเปลือง เป็นเรื่องผลาญ เป็นเรื่องทำลายเยอะ ถ้าเราได้เนื้อหาสาระชัดๆพวกนี้เป็นอาหารไม่มีมลพิษ เป็นอาหารที่ดี มีธาตุถูกต้องดีงาม ตามหลักโภชนาการดี แล้วก็จะเอามาหุง มาต้ม จะผัด จะแกงให้พอสมควร ไม่ต้องไปมาก ไปมายอะไรดี นั่นเป็นอาหารชนิดที่กินเข้าปาก เข้าท้อง นอกจากอาหารอย่างนั้นแล้ว ยังมีอาหารที่ลึกซึ้งไปอีกนะ เป็นอาหารที่มีเรียกว่ามโนสัญเจตนาหาร คืออาหารที่เป็นความเจตนาทางใจ ฟังดีๆนะ ยากนะ ฟังนี่ยากนะ ประเดี๋ยวอาตมาจะค่อยอธิบายง่ายๆ ต้องบอกหลักเสียก่อน มีมโน เรียกว่าใจที่เจตนา มีความมุ่งหมายที่ดี มีอาหารกินเข้าปาก เข้าท้องเขาเรียกว่ากวฬิงกราหาร กวฬิงกราหาร อันที่ 1 อันที่ 2 อาหารทางผัสสะ มีการกระทบสัมผัสนี่แหละ ได้ยินแต่เสียง ประเดี๋ยวก็บอกอย่างนี้อย่างนั้น ประเดี๋ยวก็ขัดเกลาเรานะ ผัสสะนี่ประเดี๋ยวกระทบสิ่งที่กระทบแล้ว ได้เกิดการพัฒนา ได้เกิดการเรียนรู้ ได้เกิดการอบรมฝึกฝนแบบฝึกหัดที่ดี ผัสสาหาร ต่อมามีเจตนาที่ดี มีการตั้งใจ มีเจตนาที่ดี เป็นอาหารที่มีเจตนา มีความตั้งใจ 4.อาหารทางวิญญาณ อะไรไอ้พวกนี้ ค่อยๆอธิบายไป วันนี้คงอธิบายไม่ละเอียดนัก สำหรับเรื่องอาหาร เรื่องอาหารนี่นะ อาหาร 4 มีอาหารสปายะ มีบุคคลสปายะ มีอาหารสปายะ แล้วก็มีธรรมะสปายะ นี่เรียกว่าสปายะ 4 คือความสบาย 4 หรือความเจริญ สบายนี่ แปลว่าความเจริญ เป็นความเจริญ 4 อย่าง ถ้ามีความเจริญ 4 อย่างนี้แหละ เรียกว่าสถานที่ที่ควรอยู่ สถานที่ที่ควรอยู่ พวกเรานี่ มาอยู่ชุมชมปฐมอโศก นี่ตั้งใจจะมาเรียนหนังสือ ที่จริงเป็นสถานที่ที่ควรอยู่ มาเรียน เรามาอยู่ ก็มาอยู่กินนอน มาอยู่กันจริงๆ เป็นบ้าน เป็นเรือน อยู่เหมือนบ้านของเรา มีใครรู้สึกว่าเหมือนบ้านของเราหรือเปล่านี่ ตอบ : ไม่รู้สึกเลย ไม่รู้สึกเลย
พ่อท่าน : เหมือนเหรอ ไม่เหมือนละ ที่บ้านรับรองว่าไม่อย่างนี้น่ะ ที่บ้านมีน้ำตกเหรอ ตอบ : ความรู้สึกน่ะ ครับ ไม่ได้บอกว่าเหมือน
พ่อท่าน : อ๋อ มันเหมือนความรู้สึกเหรอ ไม่ได้บอกว่าเหมือนอย่างที่บ้าน เอ้า ความรู้สึกเหมือนที่บ้านก็ยิ่งดี เหมือนความรู้สึกอยู่ที่บ้าน ที่นี่ เราเจตนานะ อาตมาว่าเจตนาให้อยู่เหมือนที่บ้าน แต่ว่ามันกว้างหน่อย มันมากหน่อย พี่น้องมีเยอะ สถานที่กว้าง งานมีเยอะ อะไรๆ มีหลายๆเรื่องราวมาก มีการกระทบผัสสะ ประเดี๋ยวก็กระทบเรื่องนั้น เรื่องนี้ ประเดี๋ยวก็พูดเรื่องนั้น ประเดี๋ยวก็มีเรื่องนี้ อะไรต่างๆ สิ่งเหล่านี้ ถ้าเราเข้าใจดีๆ มีหลายๆอย่าง อย่างนี้เราเจริญเร็ว เราได้รับการฝึกหัด เราได้รับการเรียนรู้ เราได้รับสิ่งนี้เป็นแบบฝึกหัดที่แท้ที่ได้ทำ แม้แต่งานก็มีมาก มันก็เจริญ ได้ฝึกได้หัด แล้วเราก็ได้สัมพันธ์ มีความสัมพันธ์ เรามีพ่อแม่เยอะนะ ที่นี่มีพ่อแม่ พี่น้องเยอะ พ่อแม่พี่น้องเยอะ มีเพื่อนเยอะ โดยเฉพาะมีงานเยอะ งานเยอะๆนี่ แล้วก็ทำงานเยอะๆนี่นะ มันเลวไหม ตอบ : ดี สนุกดีครับ
พ่อท่าน : สนุกดีนะ โอ้โฮ พูดแล้วชื่นใจ แหม พูดอย่างนี้แล้วชื่นใจ มีงานเยอะๆแล้วดี สนุกดีนี่ชื่นใจ มีงานเยอะๆ ขี้เกียจจัง เบื่อจัง พูดแล้วเหี่ยวใจ ถ้าอย่างนั้นพูดแล้วเหี่ยวใจ ตอบ : มีงานเยอะๆ แต่กินเยอะ
พ่อท่าน : อ้อ เห็นแก่กินเองน่ะเหรอ ตอบ : ไม่ใช่
พ่อท่าน : เอ้า ทำไมไม่ใช่บอกว่ามีงานเยอะๆ ได้กินเยอะ ก็แสดงว่าเห็นแก่กินน่ะซิ ตอบ : มันมีของกิน
พ่อท่าน : คืองานของเรานี่ เป็นงานที่เราทำขึ้นมาเพื่อที่จะคนเราไม่มีงานไม่ได้หรอก งานนี่ คนเราต้องมีงาน เพราะฉะนั้น เราช่วยกันคิด ช่วยกันทำ งานโน้นงานนี้ งานนี้งานโน้น เราทำขึ้นมา งานนี้นะ อาตมาจะยกตัวอย่างให้ฟังนะ งานบางอย่างนี่นะ ทำ บางคนนี่สร้าง เอาชัดๆก่อนนะ คนที่ทำบุหรี่เป็นงานไหม ตอบ : เป็น
พ่อท่าน : เป็นงาน ทำเหล้า เป็นงานไหม ตอบ : เป็น
พ่อท่าน : ทำเฮโรอีน เป็นงานไหม ตอบ : เป็น
พ่อท่าน : ทำเครื่องเล่นลูกฟุตบอล เล่นไอ้ลูกบิลเลียด เป็นงานไหม ตอบ : เป็น
พ่อท่าน : แต่เราไปสร้างลูกบิลเลียด ไปสร้างเหล้า ไปสร้างบุหรี่กับเรามาสร้างข้าว สร้างผักพืช หรือมาสร้างเครื่องใช้นี่ ทอผ้า มาสร้างจาน มาสร้างชามอย่างนี้ สร้างข้าว สร้างจาน สร้างชาม สร้างเครื่องใช้ อะไรพวกนี้ อย่าไปสร้างไอ้เครื่องพวกนั้น ถึงแม้ว่ามันจะได้เงินมากกว่ามันก็เลว เพราะทำไปแล้ว คนเอาไปใช้นี่ ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่าว่าแต่งานที่สร้างเลย เป็นงาน ไปทำงานบางประเภท ใช้แรง งานน่ะนะ ไม่ได้ไปสร้างเป็นผลผลิตออกมาอย่างนี้ ไปสร้าง ไปใช้แรงงาน ใช้แรงงานในการทำอะไรก็แล้วแต่ ที่มันไม่เป็นประโยชน์ ใช้แรงงานนี่ ไปรับใช้ หรือว่าไปสร้างลงทุน ลงแรงทำด้วยนะ แล้วมันก็ไม่ได้เป็นงานที่มีผลประโยชน์คุณค่าอะไร นี่ อาตมาพูดกว้างๆนะ ก็คงพอนึกออกนะ พอจะเข้าใจนะ เราก็พอมีปัญญารู้ใช่ไหม เอ้ย ไอ้งานอย่างนี้ ขนาดนี้ เราไม่ควรไปฝึกหรอก ไม่ควรทำหรอก ควรจะมาทำงานที่ดีกว่า เป็นประโยชน์คุณค่ากว่า อย่างนี้ก็มีปัญญาแล้วเราก็ต้องฝึก ต้องเรียนรู้ เราจะต้องมาเรียนรู้ซิว่า ทำไมเราจะต้องมีเงิน ถ้าเราไม่มีเงินนี่ ถ้าเราไม่เป็นทาสเงินนี่ เราก็จะไม่ไปเที่ยวทำงานที่มันไม่ดี บางทีงานมันไม่ดี แต่เขาให้เงินแพง คนที่ไปเป็นทาสเงินก็เอา แต่ถ้าคนไม่เป็นทาสเงิน คนที่รู้ว่างานนี้ไม่ดี เขาก็ให้เงินแพง ถ้าเราไม่เป็นทาสเงิน เราก็ไม่ทำ เราก็ไปทำงานแม้เขาจะให้เงินถูก แต่งานมันดีกว่า เราก็เอางานที่แม้ราคาถูก เราก็เอางานนั้นดีกว่า ทำงานนั้นดีกว่า ถ้าเราจะต้องใช้แรงงาน หรือว่าสร้างผลผลิตมาเพื่อที่จะต้องแลกเปลี่ยนเงินทองมาแล้วก็ใช้เงินทองของเราก็ต้องทำ อย่างนั้น ทีนี้ในชุมชนปฐมอโศกเรานี่ เหนือชั้นกว่านั้น เราสอน เราแนะ เรามีวัฒนธรรมนี่นะ พากันทำงานโดยที่เรียกว่า ไม่ต้องมีเงินจ้างกันน่ะ แล้วก็อยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง มีอะไรๆ ก็มาแบ่งกันกินแบ่งกันใช้ มีคนหลายฐานะ หลายหน้าที่ ทำงานหลายๆอย่าง แต่งานเหล่านั้น ไม่ใช่เป็นงานทิ้งๆขว้างๆ เป็นงานที่มีประโยชน์คุณค่า เป็นงานที่เราจะได้อาศัย เป็นงานที่เราทำแล้วเราก็จะเอามาอาศัย คนทำงานทอผ้า ก็แบ่งผ้ามาใช้ได้ คนทำงานสร้างโรงเรือน เออ สร้างโรง-เรือนอาศัย แม้แต่ขนาดคนทำงานขัดส้วม ปัดกวาด เก็บขยะ ก็ได้ทำให้แก่พวกเราใช้ คนทำงานโรงเห็ด คนทำงานโรงทอ คนทำงานร้านโน่นร้านนี่อะไร หรือคนทำงานในจุดนั้น ในจุดนี้อะไร นี่ต่างคนต่างประสานกันคนละจุด ต่างคนต่างทำกันคนละที่ พวกนี้ล้วนแล้วแต่เป็นองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อม ที่มีคน มีบุคคลสปายะ รวมทั้งมีครูบาอาจารย์ รวมทั้งมีสมณะ มีนักบวช มีคนนั้นคนนี้ที่คอยแนะนำ คอยศึกษาเล่าเรียน เคยฝึกหัดตน นักบวชนี่ ทำไมต้องไหว้ รู้ไหม ทำไมต้องไหว้ ทำไมต้องกราบ เพราะว่าโกนหัว พ่อท่าน : เพราะเป็นผู้มีศีลก็ใช่ ศีลนี่ลึกซึ้งนะ ปฏิบัติประพฤติไปตามศีล สมมุติว่าข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เราก็จะต้องปฏิบัติ จนมีนิสัย ที่ตัวเราเองนี่ เห็นสัตว์ไม่ฆ่าสัตว์แล้ว แล้วไม่อยากไปทำร้ายสัตว์ เห็นสัตว์ มีเมตตาเลย ศีลมันจะทำให้เราเกิดเป็นคนอย่างนั้นจริงๆเลย กาย วาจา ใจของเรานี่ จะเห็นสัตว์เป็นเพื่อนกัน เป็นมิตรสหาย ไม่ทำร้ายทำลายกัน แม้สัตว์มันจะไม่รู้เรื่อง สัตว์มันจะมีพิษ แล้วสัตว์มันจะดุบางอย่างสัตว์นี่นะ มันพูดไม่รู้เรื่องหรอกสัตว์ เราก็ไม่ไปกลัวมัน เอาละ อาจจะเกรงๆ มันบ้างล่ะ มันก็มีพิษน่ะ แต่ว่าเราก็จะไม่ไปเกลียด ไปชังมัน จะไม่ไปอยากทำร้ายมัน จะไม่ไปอยากฆ่ามัน ถ้าอยู่ด้วยกันไม่ได้เราก็เป็นคน เราก็ต้องรู้ว่าเราต้องฉลาด เราก็จะหาวิธีหลบเลี่ยงมันอย่างไร หรือว่าเอามันไว้ไปที่อื่นซะ หาวิธีเอามันไปไว้ที่อื่น อย่าให้มันมาอยู่กับเราเลย เพราะว่าอยู่กับเราแล้ว มันพูดกันไม่รู้เรื่องน่ะ ประเดี๋ยวมันก็ทำร้ายเราได้ เพราะว่ามันไม่รู้น่ะ มันอาจจะกัด มันอาจจะต่อย มันอาจจะอะไร เราก็จะต้องเอาโยกย้ายไปเสีย อะไรอย่างนี้ เราเป็นคน เราต้องทำได้ แต่ไม่ได้โกรธ ไม่ได้เกลียดมัน ไม่ได้ชังมัน จะมีใจเมตตาจริง หรือศีลข้อ 2 เราปฏิบัติแล้ว จะเป็นคนซื่อสัตย์ เป็นคนที่มีงานการ ปฏิบัติศีลข้อ 2 นี่ รู้แล้วว่าจะเกิดธรรมะอะไร คราวที่แล้ว เราพูดแล้วใช่ไหม ศีลข้อ 2 เกิดธรรมะอะไร ศีลข้อที่ 1 เกิดเมตตา ศีลข้อที่ 2 เกิดสัมมาอาชีพ หรือเกิดลดความโลภ ใจมีบุญ มีทาน ศีลข้อ 2 นี่จะเกิดสัมมาอาชีพ เราก็จะเป็นคนมีการงานกระทำสร้างสรรค์ขึ้นมาแทน แทนที่จะไปเอาของคนนั้น แทนที่จะไปเอาของคนนี้ ไปขโมยเขามาด้วยซ้ำ ไม่เอาละ ขโมยข้าวของคนอื่นเขา เราต้องสร้างเอง มีหน้าที่คือการงาน แล้วก็สร้างขึ้นมาเอง สร้างขึ้นมา แม้เราจะแลกเปลี่ยนไปขาย แล้วก็เอาเงินไปซื้อของที่เราต้องการก็ได้ หมุนเวียนกันบ้างก็ได้ โดยที่ยังไม่ได้โดยตรง ได้โดยอ้อม เราทำข้าว เราอยากได้ผ้า เราก็ขายข้าว เอาเงินไปซื้อผ้า อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็แจกจ่ายเจือจานได้ ทานได้ เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นคนที่พึ่งตนเอง ที่มีงานการ เป็นคนที่ขยันหมั่นเพียรสร้างสรรค์ให้เหลือกิน เหลือใช้ จนกระทั่งสามารถทานได้ เพราะฉะนั้น นี่ทำให้คนลดความโลภ ลดความโลภ แล้วก็ทำทาน แจกจ่ายเจือจานแก่ผู้อื่นได้อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น คนที่มีศีลนี่ ต้องกราบนี่ อย่างพระนักบวชนี่ ศีลต่างๆ นี่ท่านไม่ใช่มี 1 ข้อ 3 ข้อเท่านี้ ปฏิบัติแล้วนี่ จะเป็นคนที่ละ เป็นคนที่เลิก เป็นคนที่ปลดปล่อย เป็นคนที่ทำงานแล้วฟรี ไม่เป็นคนที่สะสม ไม่ติดไม่ยึดเหมือนอย่างโลกๆเขาติดเขายึดได้มาจริงๆ เป็นคนเป็นตัวอย่าง เป็นคนเป็นแบบอย่าง เป็นครูบาอาจารย์ หรือเป็นพ่อ เป็นแม่ ที่จะคอยเลี้ยง หรือคอยสอน หรือคอยแนะนำรุ่นต่อๆไป จะเป็นฆราวาสนี่ จะเป็นรุ่นต่อๆไป ก็มาเรียนกับพระ เพราะฉะนั้น ก็ยกย่องเหมือนพ่อ เหมือนแม่ ครูบาอาจารย์ หรือว่าพระ สมณะ นักบวช เหมือนพ่อ เหมือนแม่ ที่เราจะต้องบูชาเคารพยกย่อง เหมือนพ่อ เหมือนแม่ เป็นผู้ที่รู้ดี เป็นผู้ที่รู้จริง เป็นผู้ที่ได้อบรมฝึกฝนตามทฤษฏีของพระพุทธเจ้าแล้ว ผ่านขั้นตอนขึ้นมาจริงๆๆ จึงเป็นผู้ที่จะต้องกราบเคารพ ที่เรากราบเคารพ ไม่ใช่เพราะหัวโล้น ไม่ใช่เพราะมาแต่งชุดที่เป็นพระแล้วเฉยๆ อันนั้นเป็นเครื่องแบบเฉยๆ เป็นความหมายว่าคนนั้นมีสิทธิ์ที่จะแต่งอย่างนั้นได้ ต้องเป็นคนผ่านศีล ผ่านธรรมมา มีศีล มีวินัยเยอะแยะ หลายข้อ หลายข้อผ่านมาแล้ว ปฏิบัติให้ได้จริงๆ อย่างที่ว่า อย่างที่กล่าวไปแล้ว ปฏิบัติศีล กลายเป็นตัวเรา มีนิสัย มีพฤติกรรมที่ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลงอะไรลงไปตามหลักเกณฑ์ของศีล ขัดเกลาเราไม่โลภ ไม่ให้โกรธ ไม่ให้หลง เราจึงต้องกราบเคารพ เพราะฉะนั้น ในสถานที่นี้นี่ เรามีทั้งสมณะ เรามีทั้งพระ เหมือนครูบาอาจารย์ เหมือนผู้ที่เป็นตัวอย่างที่ดี มีทั้งพี่ ทั้งน้อง มีทั้งปู่ ย่า ตา ยาย มีทั้งอะไรต่ออะไรอยู่ครบครัน แล้วแต่ละคนๆ นี่ ก็ล้วนแต่มาอย่างปฐมอโศกนี่ ปฏิบัติธรรมมีศีล ถึงแม้ว่าจะเป็นฆราวาส ก็ปฏิบัติศีลในที่นี้น่ะ ปฏิบัติศีล เพราะฉะนั้น เมื่อกี้ ตอบว่า ทำไมต้องเคารพพระ เพราะว่ามีศีล แล้วทีนี้พวกเราก็แม้แต่เป็น ฆราวาส นี่เห็นไหม ก็มีศีลเหมือนกัน จะมีมาก หรือมีน้อย ก็มีศีล คนข้างนอก เขามาปฏิบัติศีลบ้างไหม ปฏิบัติไหม ตอบ : ไม่ค่ะ
พ่อท่าน : เขาไม่ปฏิบัติจริงๆน่ะ ปฏิบัติก็น้อยเต็มที บางคนก็อาจจะมีสำนึกบ้าง ปฏิบัติ แต่เขาปฏิบัติน้อยจริงๆ เขาไม่เอาจริงเหมือนพวกเราน่ะ พวกเรานี่เอาจริง เอาจัง ปฏิบัติจริง เพราะฉะนั้น ถึงแม้ว่ายังไม่ได้บวชเป็นพระ ไม่ได้โกนหัว แต่ฆราวาสพวกเรานี่ เมื่อกี้ตอบว่าทำไมต้องกราบเคารพพระ บอกว่าพระมีศีล แล้วคนไม่ได้โกนหัวเหมือนอย่างพระ ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ ฆราวาสแท้ๆ นี่ แต่มี ศีลล่ะ เป็นอย่างไร กราบเคารพได้ไหม ตอบ : ได้
พ่อท่าน : ก็ได้ ท่านมีจริงๆน่ะ มีศีลได้ขัดเกลาตัวความประพฤติ นิสัยเป็นไป เป็นคนดีแล้ว เราก็กราบเคารพได้ บุคคลที่ได้ปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรมไปอย่างนี้ แล้วก็อยู่รวมกันนี่ในสถานที่นี้ อาตมาพยายามทำสถานที่มีดิน น้ำ ลม ไฟ มีดิน มีต้นไม้ มีสถานที่อะไรนี่ เห็นมาเมื่อกี้นี้ อย่างที่ดินดำเขาเป็นคนพูดมานี่ เป็นอย่างนั้นจริงๆ แต่ก่อนนี้ เป็นท้องนาเน่าๆ ไม่มีอะไรหรอก แล้วก็เขาเอาดินมาถม เป็นผืนยาวไปเลยนะ แต่ก่อนนี้ผืนยาวดินถม แล้วมันก็ยังไม่มีต้นไม้หรอก กว้างไป 40 กว่าไร่ 50 ไร่ คิดดูซิเป็นผืน ลองนึกๆ ดูก็ได้ นี่ยังไม่มีหรอกนะ ไอ้บ้านช่อง เรือนชาน ต้นไม้ ไม่มีถมดินท้องนานี่ เราถมดินขึ้นมาตั้ง 60% -70% ถมลงไปเป็นพันๆคันรถแน่ะ ดิน ซื้อดินมาถมจนกระทั่งเต็มแปลงเลย พอถมเสร็จแล้ว ก็ขุดทีนี้ ขุดเป็นแม่น้ำที่ข้างหลังนี่ ขุดเสร็จแล้วก็ขุดลำธาร ขุดคลอง ขุดๆ ขุดแล้วก็แบ่งแปลงให้ไปปลูกบ้านกัน ใครจองมาแล้วก็จับสลากบ้าง เลือกบ้าง มันมีตามกฎระเบียบน่ะ จนกระทั่ง ได้แปลงนี้ของคนนี้ๆ ชาวบ้านเขาก็ปลูก ปลูกบ้านเสร็จแล้วก็เป็นบ้านตัวเอง ปลูกต้นไม้ ปลูกอะไรขึ้นมา อาตมาก็ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่ง ทำแม่น้ำ ลำธาร ทำภูเขา ปลูกต้นไม้ หาหิน หาโน่นหานี่ หาทราย หาอะไรทำมาเรื่อยๆ บ้านแต่ละบ้าน ก็แบ่งให้ที่ตรงนั้นตรงนี้ก็จัดแบ่ง ตรงนั้นตรงนี้ รวมตรงนั้น ตรงนี้ งานที่ส่วนกลางจะต้องสร้าง ที่ตรงนั้นตรงนี้บ้าง ศาลางาน สร้างศาลานั้น ศาลานี้ก็ค่อยๆทำ ค่อยๆแบ่ง มาจนกระทั่งเป็นรูปนี่นะ ปีที่ 8 ปีนี้ปีที่ 8 ขึ้นมา เสร็จแล้ว คนที่มาทำนี่แหละ ปฏิบัติศีล ปฏิบัติธรรมด้วย มีสถานที่สปายะ มีบุคคลสปายะ คนปฏิบัติศีลก็มาอยู่รวมที่นี่ อาหาร ก็ตั้งแต่อาหารเรากินเข้าปากเข้าท้องเป็นอาหารที่กินนี่ เราก็หาอาหารที่ไม่มีมลพิษ อาหารที่ไม่มีเนื้อดี บริโภคได้ดีจนกระทั่งอาหารที่เป็นผัสสาหาร มโนสัญเจตนาหาร วิญญาณาหาร ซึ่งอาตมาจะไม่อธิบายละนะ อาหาร 4 นี่ เราก็มีขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วก็มีที่อยู่ มีบุคคล มีอาหาร แล้วก็มีธรรมะที่เจริญด้วย เพราะฉะนั้น สิ่งที่ประกอบไปด้วยสปายะ 4 อย่างนี้แหละ เป็นปฏิรูปเทสวา-สะ เป็นสถานที่ควรอยู่ อยู่แล้วเราก็ได้พัฒนา เราก็ได้เจริญ ถ้าเรายิ่งเข้าใจดี ในสถานทที่ที่อยู่แล้ว มันไม่เป็นเพื่อทุกข์ แต่ที่เราทุกข์เพราะอะไรตอนแรก พูดแล้วว่าอย่างไร ทุกข์เพราะอะไร ตอบ : ติด คิดถึงบ้าน
พ่อท่าน : ติด เพราะคิดถึงตรงนั้น ติดเพราะคิดถึงตรงนั้น ทั้งๆที่มันก็เป็นที่อยู่ แล้วเราก็มีหน้าที่ด้วย ว่าจะต้องอยู่ตรงนี้แหละ แต่เราก็จะต้องติดบ้าน จะต้องกลับไปอย่างโน้นอย่างนี้ ติดพ่อ ติดแม่ ติดพี่ ติดน้อง ติดเพื่อนติดอะไรที่มันบำเรอใจ เรากลับไปบ้าน ไปบ้านแล้วจะได้อันนั้น แล้วจะได้เสพ จะได้อะไรตามใจเรา อยู่ที่นี่ แหม ขัดใจจังเลยนะ ไม่ได้ดังใจเลย เอาเถอะน่ะ อยู่ที่นี่ไปนานๆ หลายปีเถอะจะรู้ ต่อให้อยู่ไปอีกนานๆ นี่รับรอง ถึงแม้ว่าเราจะถูกขัดใจอย่างโน้นอย่างนี้ อย่างนี้ อย่างโน้น จะเป็นโรคตายไหม ถูกขัดใจนี่จะเป็นไหม จะเป็นโรคตายไหม แน่ใจน่ะว่า ไม่เป็น ไม่เป็นโรคตายหรอก มีแต่จะเจริญงอกงาม จะนิสัยดี อบรมให้เป็นอะไรต่ออะไรไปดีๆ ขึ้นน่ะ ไม่มีตาย แม้จะไม่นอนก็อย่างนี้น่ะ จะไม่ตามใจเลยนะ จะนอน ฉันจะนอนต่อ ถึงแม้จะอย่างนี้นะ ไม่ตายหรอก กิน ก็ฉันจะกินโน่นกินนี่ ไม่ได้กินรับรองไม่ตาย ไม่ได้ให้กินก็ไม่ตาย อยากจะไปเล่นอย่างนั้น อยากจะไปเต้นไปดีดอย่างนี้อย่างนั้น ก็ไม่ได้ให้ทำตามใจเกินไปนักน่ะ รับรอง ไม่ตายหรอก ไม่ตายแน่ๆ หรือใครคิดว่าจะตาย จะได้รับส่งกลับบ้าน ประเดี๋ยวจะตายแล้ว อาตมาว่า ยังจะได้อบรม ฝึกฝนตนเอง เจริญดีขึ้นด้วย ดีขึ้นด้วย นี่ เรามาอยู่ใหม่ ยังไม่ได้กี่ปีเลย แล้วเราเอง เราก็ยังไม่เข้าใจ รู้ว่าดี อดทนไป มันก็เข้าใจลึกๆนะ ใครสงสัยบ้าง ว่าอยู่ที่นี่แล้ว ไม่ได้ฝึกหัด ไม่ได้ขัดเกลา ไม่ได้พาให้เป็นคนดี ใครสงสัยบ้าง ต่อไปในอนาคตนี่จะไปเป็นคนเลว ต่อไปจะเป็นคนที่เรียกว่าทำความฉิบหายวายป่วงให้แก่สังคมล่ะว่าอย่างนั้นนี่ มาอยู่ที่นี่ อบรมไปอย่างนั้นน่ะ หรือแม้ว่า ไม่ถึงขนาดนั้นน่ะ ไม่ถึงเลวร้ายถึงขนาดนั้นละ มาอยู่ที่นี่แล้วนี่ จะไม่ทำให้ดีขึ้น คนที่สอนก็ไม่มีเจตนาดี คนที่แนะนำช่วยเหลือเลี้ยงดูอยู่ ก็ไม่มีเจตนาดี ใครคิดว่าอย่างนั้นบ้าง อาตมาว่า ไม่มีใครคิดแม้แต่คนเดียว ก็คงรู้ เข้าใจดีว่าที่นี่เจตนา แล้วอาตมาขอยืนยันว่า พูดจริงใจ ไม่ใช่เสแสร้ง เป็นเรื่องจริงใจ ที่เจตนาจะให้พวกเรา อบรมพวกเรา สอนพวกเรา พยายามพัฒนาพวกเราให้เจริญอย่างดีจริงเลย ไม่ได้ทำเพื่อเงิน เพื่อทองอีกด้วย ไม่ใช่สักแต่ว่า เออ มาเรียนนี่ แกเอาเงินมาให้ฉันก็แล้วกัน เป็นโรงเรียนน่ะ เอาเงินมาจ้างสอน สักแต่ว่าสอนให้มันแล้วเวลาไป จะเรียนหรือไม่เรียน จะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจช่างเอ็ง เอ็งจ่ายเงินค่าเทอมค่าเล่าเรียนก็พอแล้ว ถึงเวลาก็เอามา ถึงมีกิจกรรมเมื่อไหร่ ก็เอาเงินมาจ่าย มีกิจกรรมเยอะแยะ เท่าที่เคยผ่านโรงเรียนมาต่างๆแล้วใช่ไหม โอ ประเดี๋ยวก็มีกิจกรรม ค่ากิจกรรมอันนั้น ค่าอันนี้ ค่าอันโน้น โอ้โฮ ทรมานที่สุดเลย เอาเงินมาจ่ายก็แล้วกัน แล้วก็เอ็งจะยังไง ก็ไม่เท่าไหร่หรอก ก็ดูแลบ้าง จะว่าไม่ดูแล ก็ประเดี๋ยวจะน่าเกลียดนะ ก็ดูแลบ้าง นี่ ไม่ใช่อาตมาจะไปว่าโรงเรียนอื่น ไม่ใช่ไปว่า ถ้าคนเขาทำเพื่อสิ่งนั้นน่ะ ทำเพื่อเงินเพื่อทอง ทำเพื่อลาภ สักการะ เพื่อชื่อเสียงโรงเรียนดังๆ คนจะได้มานิยมเขา มาเรียนเอาลูกมาฝากให้ได้คนเยอะ เปิดห้อง เปิดโรงเรียนให้กว้างขวาง ใหญ่โต เพิ่มครู เพิ่มสถานที่ อาคารใหญ่โตขึ้นมา เราไม่ได้คิดอ่านว่าจะให้เป็นใหญ่เป็นโตอย่างนั้น หรือว่าให้มันร่ำรวยอย่างนั้น เราไม่ได้คิดอ่านเลย ไม่ได้คิดเลย พวกเราก็เชื่อพวกเราก็เห็นแล้ว ก็ทำอยู่ด้วยกันด้วย ไม่ได้มานั่งเก็บเงิน เก็บทอง ไม่ได้นั่งทำเพื่อเงินเพื่อทอง เพื่อลาภ เพื่อสรรเสริญโด่งดังแบบโลกๆเขาอะไร แต่ตั้งใจที่จะสอน ดูแลพวกเรา แต่ละผู้แต่ละคนก็พยายามจะอบรมแนะนำจริงๆบางคนอาจจะสอนแล้ว ไม่ค่อยน่าฟัง ไม่สนุก บางทีก็ขัดใจมากเกินไป จู้จี้มากเกินไป อะไรอย่างนี้เป็นต้น เราก็ แหม ทนไม่ค่อยไหว ก็รู้ว่าหวังดี แต่มันทนไม่ค่อยไหว เอาน่ะ รับรองไม่ตาย จะตายเมื่อไหร่ รีบๆมาหาอาตมา มันไม่ไหวแล้ว ทนไม่ได้แล้ว จู้จี้จุกจิก โอ้ กูทำเหลือเกิน จะตายแล้ว รีบวิ่งมาหาอาตมาก่อน อย่าพึ่งรีบขาดใจ มาให้มันถึง มาหาอาตมาเสียก่อน อาตมาจะได้ช่วยเหลือไว้ทัน อาตมาว่า อาการมันคงไม่ร้ายถึงขนาดนั้นล่ะมั้งหนอ มันคงไม่อาการร้ายถึงขนาดนั้นหรอก เพราะฉะนั้น เรื่องเหล่านี้นี่ อาตมาว่า พวกเราก็คงจะเข้าใจที่อาตมาพูดขึ้นมานี่ นี่เป็นสถานที่ เราจะสร้าง เราจะอยู่ร่วมกัน เราจะเป็นสังคม เราจะเป็นชุมชน จะเป็นบุคคลที่สังคมที่ก่อเกิด ให้มีทั้งเด็ก มีทั้งผู้ใหญ่ มีทั้งคนหนุ่ม คนสาว มีทั้งรุ่นนั้นรุ่นนี้ จนกระทั่งถึงคนแก่รวมกันอยู่ แล้วก็มีกิจกรรม มีพฤติกรรม มีอะไรต่ออะไรอยู่ด้วยกัน ช่วยกันทำงานทำการ มีชีวิตเป็นสังคมอย่างนี้ มีชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้ จนกระทั่ง ถ้าพวกเราโตออกไปแล้วนี่ ทีนี่ไม่ดึงไว้นะ โตแล้ว เรียนจบแล้ว ใครอยากจะไปบ้านไหน ใครจะไปยังไง ก็ไป หรือใครอยากจะสมัครใจอยากจะอยู่ที่นี่ก็ได้อยู่ ก็ได้อยู่อย่างพี่อย่างน้อง ทีนี่เราเห็นไหมเล่าคนเยอะแยะ ก็ไม่ได้เสียเงิน ไม่ได้เสียทอง ไม่ได้อะไร ที่นี่ไม่มีบ้านตัวเอง เป็นของๆ ตนอย่างสนิทชิดเชื้ออะไร ก็มีบ้างละ บ้านของคนโน้นคนนี้ แต่แท้จริงรู้ไหม ว่าบ้านเหล่านี้ ไม่ใช่ของเขารู้ไหม บ้านเหล่านี้เป็นของใครรู้ไหม นี่ซื้อบ้าน เขาซื้อบ้านแล้วนี่ รู้ไหมเป็นบ้านของใคร ตอบ : เป็นของมูลนิธิ พ่อท่าน : ซื้อสิทธิ์เท่านั้นแหละ ได้อยู่ไปอย่างนั้นแหละ พวกนี้แหละ ไม่ได้เป็นสิทธิ์หรอก โฉนดก็ไม่ได้แบ่ง ให้บ้านสร้างเองก็อยู่ไปอย่างนั้นแหละ ถ้าผิดกฎระเบียบ เดี๋ยวก็เชิญออก ริบ เขาก็ส่งเงินคืนให้ไปคนอื่นมาอยู่แทนที่ แต่ละหลังๆ ไม่ได้มีสิทธิ์เด็ดขาดหรอกนะ แต่อยู่ก็อยู่ด้วยกันได้ ดีก็อยู่ด้วยกัน ส่วนที่ดินนั้นเป็นของมูลนิธิหมด ไม่มีส่วนของตัวเองอย่างสมบูรณ์หรอก มีใบโฉนดนี ฉันเป็นเจ้าของผืน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive