350425 ตอบปัญหาเพิ่มสัมมา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
350425 ตอบปัญหาเพิ่มสัมมา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
ตอบปัญหาเพิ่มสัมมา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2535 ณ พุทธสถาน ปฐมอโศก
ตอบ : ความรัก 10 มิติ หนังสือเล่มนี้นี่ ถึง พ.ศ.2532 พิมพ์มาแล้ว 7 ครั้ง หนังสือเล่มนี้ ครั้งที่ 1 พิมพ์หมื่นเล่ม พ.ศ.2518 ครั้งที่สอง พิมพ์อีกหมื่นเล่ม พ.ศ.2521 ครั้งที่ 3 จำนวนพิมพ์อีกห้าพันเล่ม พ.ศ.2524 ครั้งที่สี่พิมพ์อีกหมื่นเล่ม พ.ศ.2524 เหมือนกัน ครั้งที่ห้า พิมพ์แปดพันเล่ม พ.ศ.2524 ครั้งที่ 6 พิมพ์หมื่นเล่ม พ.ศ.2528 ครั้งที่ 7 ห้าพันเล่ม พ.ศ.2532 อาตมาจำไม่ได้ นี่ สามสิบห้าแล้ว สามสิบสาม สามสี่ สามสิบห้า อีกสามปีนี่ เขาได้พิมพ์เพิ่มอีกหรือเปล่ายังจำไม่ได้ แล้วไม่ได้ดู นี่พอดีเล่มนี้ อยู่ในห้องก็เลยหยิบมา หยิบขึ้นมาให้ดู รวมแล้วนี่ หนังสือเล่มนี้พิมพ์ขึ้นมาถึงห้าหมื่นแปดพันเล่มแล้ว จะพิมพ์เพิ่มอีกหรือเปล่า ยังไม่ทราบได้นะ หนังสือที่พิมพ์ถึงห้าหมื่นแปดพันเล่มนี่ น่าจะถือว่าเป็น Best Seller นะ หนังสือธรรมดาทุกวันนี้ที่เขาพิมพ์ขายสำนักพิมพ์ต่างๆ พิมพ์หนังสือเป็นสารคดีอย่างนี้นะ พิมพ์อะไรต่ออะไรอยู่เดี๋ยวนี้ ส่วนมากจะตกในราวสักสี่พันเล่มเป็นอย่างเก่ง แล้วก็หายไป นอกจากจะเป็นหนังสือประเภทที่เรียกบอกว่า หนังสือของกวีซีไรท์ อะไรอย่างนี้ เป็นต้นนั่นล่ะ อย่างนั้นน่ะอะไร แกก็จะพิมพ์หมื่นเล่ม ประมาณหมื่นเล่ม ซึ่งก็ไม่ได้มากได้มายไปกว่านั้นเท่าไหร่ หมื่นสองหมื่น หนังสือที่ขายดี พิมพ์ขายดีแล้วยังไม่มีใครทำสถิติลบอยู่ตอนนี้ ก็เห็นทีจะเป็นหนังสือชีวิตจำลอง พิมพ์แสนกว่าเล่ม พิมพ์ไปขายตอนนั้น แสนกว่าเล่ม อาตมาคิดว่า จะพิมพ์ขายมากกว่าแสนด้วยซ้ำไปนะตอนนั้น เท่าที่อาตมากะนะ เอาไปเอามาจริงๆเข้า มันยังไงไม่รู้ มัน ม
อ่านต่อ
ัน มันผิดจังหวะยังไงไม่รู้ ที่จริงน่ะ อาตมาว่ามันเกินแสนกว่าเล่ม เพราะว่ามีการโกง สามแสนกว่าเล่มเหรอ (พ่อท่านถาม) อ๋อ สามแสนกว่าเล่ม เพราะว่ามันมีการโกง คือบริษัทแรกที่เอาไปพิมพ์นี่ เสร็จแล้วก็ เรา คือ แกมีทริคอะไรก็ไม่รู้ เขาปั้มออกไปขายยังไง ในตลาด ก็ เราช่วยไม่ได้ เราก็ขี้เกียจ ขี้เกียจจะไปหาเรื่องอะไร ไม่ก็เลยพูดไม่อะไร ปล่อย เพราะว่า ซึ่งแน่ๆแล้ว ทางหากินเขาก็ถือว่า เขามีสิทธิ์ เขาก็ทำขายอยู่ พิมพ์ออกมาเหมือนกัน ที่เราพิมพ์กันเสร็จแล้ว มันมียอดถึงสามแสนกว่าเล่ม หนังสือชีวิตจำลอง ไอ้นี่เกือบแสนเหมือนกันนะ ไม่ใช่น้อยๆ แต่ชีวิตจำลอง เล่มเล็กกว่านี้ ไอ้นี่มันเล่มโต อาตมา...เอ้อ เฮ้ย สามโมงยังสบาย (คนฟังหัวเราะ) โอ! อาตมาถึงแม้ยังร่วมหกสิบก็ยังแจ๋ว (คนฟังหัวเราะ) ไม่ใช่แจ๋วได้แต่สามสิบ ร่วมหกสิบก็ยังแจ๋ว อาตมาไม่มีปัญหาหรอก ยังแข็งแรง เดี๋ยวติดตาม ไม่เชื่อติดตามได้ เป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ว่ายังแจ๋ว เอ้า ตกลง สามโมงก็สามโมงนะ ก็ใครมีปัญหาอะไรเอามาเลย ไม่ต้องพูดพล่ามทำเพลง ถ้าไม่มีปัญหาแห้ง เอาปัญหาสดเลย เอ้า ใครจะถามปัญหาสดๆ ยืนขึ้นถามได้เลย เอ้า เอ้า มาแล้ว ปัญหาแห้ง เอ้า ใครจะยืนขึ้นถามเลย เอาเลย เอายืนขึ้นถามเลย ปัญหาสดก่อนได้ เอ้า
ถาม : มีปัญหาโดยมาก เกี่ยวกับความเบื่อของตัวเองนี่ครับ ตอบ : ความเบื่อของตัวเอง (คนถาม : ครับ) ถาม : คือทำไม มันถึงมีความเบื่อ แล้วเราจะออกจากความเบื่อนี้ได้ยังไงครับ ตอบ : อ๋อ เอ้า ตอบ คนที่เบื่อๆ อยู่ก็คือคนยังโง่ๆอยู่ (คนฟังหัวเราะ) เอ้า นี่เรื่องจริง คือยังอวิชชา รวมความภาษาพระท่านตอบง่ายๆ ก็เรียกว่ายังอวิชชา อวิชชานี่แปลว่าความยังไม่รู้ แปลเป็นไทยว่าความไม่รู้ อีกทีก็แปลว่าโง่ คือมันยังไม่รู้ความจริง ยังไม่รู้จักสัจจะน่ะคุณไปเบื่อนี่นะ คุณเบื่อทำ คุณจะเบื่อนี่ มันก็หมายความว่าเกิดจากกิเลสนะ (คนฟังหัวเราะ) แหม จัด จัดแจงให้เสร็จเลยเนาะ (คนฟังหัวเราะ) เรียบร้อยเลย คือมันมีกิเลส กิเลสสองอย่าง กิเลสอย่างหนึ่งดูด กิเลสอย่างหนึ่ง ผลัก เมื่อมีดูด หรือมีผลัก ก็ยังมีกิเลสอยู่ทั้งสองด้าน ทีนี้กิเลสของคุณก็คือกิเลส เบื่อนี่ คือผลักใช่ไหม (คนถาม: ครับ) เพราะอย่างนั้น คุณยังมีกิเลสอยู่ คุณก็ยังอวิชชาอยู่ คุณก็ยังผลักอยู่ คุณก็ยังเป็นอย่างนั้นน่ะ เพราะยังไม่เข้าใจความจริง ในโลกนี้ถ้าเรายังมีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีการสัมผัสรับรู้นี่ มันก็จะต้องมีอย่างนี้ มีการรู้อะไรเป็นอะไรอยู่ แต่เราไปกำหนด เราไปกำหนด เราไปนึกว่าอย่างนี้น่าชอบ นี่ไม่น่าชอบ เป็นอย่างนี้ น่ะน่าชอบ ไม่เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างนี้ไม่น่าชอบ คุณไปกำหนดอะไรอย่างนี้ พวกนี้อยู่ในใจของคุณอย่างไร ก็แล้วแต่ มีสภาพที่ไม่อยู่กลางด้วยความรู้จริง คุณก็จะมีผลัก มีดูด ด้วยความมีกิเลสตัวในๆ มันอึดอัด มันไม่สมใจ ถ้ามันอยากจะออกจากอันนี้ มันไม่ได้ออกมันก็เบื่อนะ มันก็เบื่อๆ ท้อ หรือว่ามันอยากได้ อันนี้ไม่ได้สมใจ มันอยากได้อันนี้ไม่ได้สมใจ มันก็รู้สึกอึดอัด มันก็รู้สึกท้อแท้ มันก็รู้สึกเบื่อเซ็ง แหม มันไม่ได้สักที ก็เบื่อ ลักษณะอย่างนี้ ที่อาตมาอธิบายยกตัวอย่างให้ฟัง คนถาม : ครับ ขอบคุณมากครับพ่อ ตอบ : อ้า! เพราะฉะนั้น ต้องตัดกิเลส เรียนรู้กิเลสให้จริงว่า มันจะต้องสัมผัสแตะต้อง ต้องรู้ต้องเห็นน่ะ ไม่ต้องไปผลัก ไม่ต้องไปดูดหรอกอะไรในโลกนี้ สิ่งใดที่สมควรเราก็รับ สิ่งใดไม่สมควร เราก็เปลี่ยน แปลงขจัดไป ซึ่งเรา เมื่อเราจัดแจงวิถีชีวิต วิถีชีวิตของเราแล้ว เราก็จะอยู่อย่างอะไรที่มีมามันก็มา มาแล้วเราก็ จัดการกับมันไป เราจะมีวิธีการ มีวรยุทธ ถาม : แล้วประเภท แบบประเภทนั่งเรียนแล้ว ง่วงนอนนี่ครับ ขณะที่เราตั้งใจอยู่ทำไมมันหลับเผลอหลับไปล่ะครับท่าน ตอบ : มันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะสิ (คนถามและคนฟังหัวเราะ) มันไม่ค่อยชอบ มันก็ง่วง ใจเรานี่มันมีอะไรอยู่อันหนึ่ง ดุนดันไว้ว่าต้องเรียน ต้องเรียน แล้วต้องตั้งใจ ไม่เรียนเดี๋ยวสอบตก ประเดี๋ยวเราเรียนไม่ได้ ไม่ได้ สอบไม่ได้นะ อะไรต่ออะไรต่างๆ นานาพวกนี้ แต่ว่าลึกๆในใจลึกๆ นี่มันเบื่อ อย่างที่คุณว่านั่นแหละ มันไม่ค่อยชอบ ลึกๆน่ะมันเบื่อ มัน แหม ถ้าไม่ต้องมาทำอย่างนี้ จริงๆน่ะ ง่วงนอนนี่ ตอนเรียนน่ะ ออกมาให้มาเจอของสนุก คุณก็ไม่ง่วง ใช่ไหม
ถาม : ใช่ครับ เมื่อมีปัญหาอย่างเช่น ถูกชี้ขุมทรัพย์ เราจะทำใจอย่างไร ถึงจะเข้มใจ ถึงจะเข้มใจ (คนฟังหัวเราะ) พร้อมที่จะรับได้ด้วยความยินดี (ไม่ทุกข์มาก) ตอบ : อาตมาเป็นครูภาษาไทยนะ อาตมานี่ เคยสอนภาษาไทย เป็นครูภาษาไทย เข้มใจมันก็พอฟังได้นะ แต่ว่ามันใหม่ๆนะ เป็นศัพท์ เป็นสำนวนใหม่ ถึงฟังๆดู ทำยังไง ใจมันจะเข้มๆแข็งๆ ก็คงจะยังงั้นนะ ใจมันคงจะเข้มๆแข็งๆ ไม่ใช่ใจอ่อนๆ ไม่ใช่ใจโรยๆ นะ ใจเข้มๆ ทำยังไง ถึงจะเข้มใจ พร้อมที่จะรับได้ด้วย ด้วยความยินดีนะ เวลาถูกปัญหา ถูกเขาชี้ขุมทรัพย์ ก็คง เขาจะจี้เอาน่ะซินะ ชี้ขุมทรัพย์ก็คือว่ากล่าวติเตียนดุด่าเอาถึงขั้นนั้นล่ะนะ แล้วเราทำ จะทำยังไง อะ อันนี้ อันนี้ดีถาม นี้ก็คงจะต้องเจอล่ะ โดยเฉพาะ เมื่ออยู่กับชาวอโศกนี่จะต้องเจอ ตัวนี้จะต้องเจอทุกคนเลย จะทำยังไง บอกไว้ให้ทราบนะจะทำยังไง (พ่อท่านหัวเราะ) หา (คนฟังหัวเราะ) อ๋อ นี่ลายมือ (พ่อท่านหัวเราะ) เข้มแข็งทำยังไงที่จะเข้มใจ เข้มแข็งเหรอ อ๋อ จะเขียนเข้มแข็ง กลายเป็นเข้มใจเหรอ เลยได้ศัพท์ใหม่มาอีกตัวหนึ่ง เข้มแข็ง ก็เราจะต้องทำความเข้าใจให้ได้ ก่อนอื่นเลยนี่เราจะต้องพยายาม ฝึกจริงๆ เลยว่าใครจะดุ ใครจะด่า ใครจะว่า ใครจะติ ใครจะเตียนอะไร นี่เราจะต้องรับให้ได้ วางใจเฉยๆ อย่าไปวูบ ไปวาม อย่าไปตกใจเสียใจ น้อยใจ เกิดโกรธ เกิดเคือง เกิดถืออะไรพวกนี่ อาการมันเป็นยังไง ฟังเอา อาการใจที่ถือสาเป็นยังไงอาการโกรธ อาการไม่พอใจ อาการน้อยใจ อะไรพวกนี้ มันเป็นยังไง อ่านอาการของเราแล้วอย่าให้มันเป็น ฝึกออก ฝึกออก ฝึกออก เป็นการปฏิบัติธรรมในตัวอย่างดีมาก ปฏิบัติกิเลสจริงๆเลยนะ อ่าน อ่านกิเลส กิเลสอาการอย่างนั้นให้ได้แล้วก็ปรับ ปรับมัน ฟังคำติเตียน คนที่ฟังคำติเตียนเขา มันจะฟังแต่คำติเตียนเขาแล้ว แล้ยทนได้มีอยู่สองลักษณะ ใหญ่ๆนะ สองลักษณะใหญ่ๆ ที่จริงสามลักษณะ หนึ่งฟังด้วยโง่ก็เฉยๆ ได้เหมือนกัน โง่ๆมันเหมือนสัตว์นะ ฟังแล้วก็โง่ ไม่รู้เขาด่าเขาอะไร อ๋อ เอ้อ ไม่รู้เรื่องรู้ราว (พ่อท่านหัวเราะ) อะไรนั่นก็เฉยๆได้เหมือนกัน สองฟังได้ด้วยอย่าง อย่างหน้าด้าน เขาด่า เขาว่าอะไรก็หน้าด้าน เฉย รู้นะว่าเขาด่าหนัก ด่าแรง ด่าหยาบ ว่าอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วก็ได้แต่หน้าด้านมันดื้อๆ แหม สมัยนี้ มันมีหลายอย่างนะ ฟังๆดูนี่ มันกำลัง เขาเรียกศัพท์สำนวนใหม่ ว่าอย่างหนา (พ่อท่านหัวเราะ) ถาม : ตราช้าง ตอบ : อย่าง มีตราช้างกำกับด้วยอีกเหรอ อ๋อ อย่างหนาตราช้างอะไรนี้นี่ อย่างนี้ก็เฉยได้ เขาด่าเขาว่า เขาจะชี้ขุมทรัพย์อะไรๆยังไง ก็หน้าด้านสู้ลูกเดียว แบบนี้ ไม่เจริญ อย่างโง่ก็ไม่เจริญ อย่างหน้าด้านก็ไม่เจริญ อย่างปฏิบัติธรรม นี่อย่างสำคัญ แม้เราจะเป็นผู้ที่ดีแล้ว เขาด่าเรา เขาว่าเรา เขาติเตียนเราผิดๆ ที่จริงเราไม่ได้เป็นอย่างนั้นน่ะ เราก็ฟังได้ ฟังแล้วก็ดูความจริง ฟัง ฟังโวหารภาษาความหมายของเขา ว่าเขา เขาด่าอะไร หมายถึงอะไร เขาติเตียน เขาชี้ขุมทรัพย์อะไร เรื่องอะไร รู้ความจริงนั้นให้ได้ ว่าหมายความอะไรยังไง เมื่อรู้แล้ว ก็เอามาอ่านตัวเอง มาเปรียบเทียบ มาตรวจตัวเองให้ได้ว่ามันจริงไหม ถูกไหมที่เขาว่า ถูกไหมล่ะ เขาชี้ขุมทรัพย์ ถูกไหมล่ะที่เขาด่า ถ้าถูกต้องตามที่เขาด่า เออ เราไม่ดีตามที่เขาว่าจริงๆ เขาชี้ความบกพร่อง เขาชี้ความเสียหายอะไรพวกนั้น ถูกจริงๆ เราควรทำไง ผู้ถาม : ปรับปรุง ตอบ : ปรับปรุง ขอบคุณเขาเสีย ขอบคุณเขาเลยที่เขาท้วง เขาติ เขาเตียนให้ เขาชี้ขุมทรัพย์ให้ มันต้องขอบคุณเขานะ ไม่มีสิทธิ์โกรธ ไม่มีสิทธิ์เคือง ไม่มีสิทธิ์ไปคิดนึกอะไรอื่น นอกจากจะขอบคุณเขา ระลึกถึงบุญคุณเขาอย่างเดียว ทีนี้แม้ว่าเราจะไม่ผิด เราจะไม่เป็นไปอย่างเขาว่าเลยนะ ไม่ได้เสียหายตามเขาว่าเลย เราก็ไม่า ไม่ควรจะไปโกรธไปเคืองเขา ถ้าเราไม่เสียหาย ไม่ผิดอย่างที่เขาว่านั้นน่ะ เขาเป็นคนผิด ไม่ใช่เขา ไม่ใช่เราเป็นคนผิด เพราะเราไม่ได้ผิดอย่างเขาว่าเลย เขาเป็นคนผิดตรงที่ว่าเขาว่าเราผิดๆ เขาเองเขาไม่รู้ข้อมูลความจริง เขาโง่ เขาอะไรก็ตามใจเถอะ เขาจะโกรธ จะเคืองแล้วว่าใส่ความ ใส่ไคล้อะไรได้ตามใจเขาเถอะ เพราะมันเป็นเรื่องของเขานี่ มันอยู่ที่ตัวเขา นั่นเขาว่าเรา ความผิดไม่ได้ตกอยู่ที่ตัวเราเลย เราก็เป็นคนปกติ แต่ว่าถ้าเผื่อว่า เราเองเขาว่าเราผิดๆ พอเขาว่าเราผิดๆ เราก็บอกไม่ได้ ถ้าเขาว่าเราผิด เราต้องโกรธ ว่าแล้วก็โกรธ คนๆนั้นโง่หรือฉลาด ผู้ถาม : โง่ ตอบ : ทำไมรู้ละ (คนฟังหัวเราะ) ผู้ถาม : เคยทำ ตอบ : อ๋อ เคยทำมาแล้ว รู้ว่าตัวโง่ด้วยเหรอ รู้ว่าตัวโง่ด้วยเหรอ ตอนโกรธอย่างนั้นน่ะ ผู้ถาม : มันวูบ ตอบ : มันวูบ (พ่อท่านหัวเราะ) นั่นแหละ ฝึกหัดรู้ตัวอย่างนี้ แล้วฝึกจริงๆ อย่าไปเที่ยวได้เอนเอียงกับคำติเตียน คำติเตียนนั้นน่ะไม่ได้เสียหายอะไร บอกแล้วแม้เขาจะติเตียนผิดๆ เขาไม่รู้ความจริง เขาโง่ของเขา เราก็ไม่ได้เป็นคนผิดอะไรนี่ เราอยู่เฉยๆ ไม่ได้เสียอะไร แล้วคุณจะบู้บี้ บูดเบี้ยวไปตามคำติเขาหรือเปล่า ไม่หรือเปล่า สมมติง่ายๆ นะ คุณสวย คุณเป็นคนสวย เขาก็มาติคุณว่าไม่สวย ไม่สวย ไม่สวย ไม่สวย เขาว่าไม่สวยอย่างโน้น ไม่สวยอย่างนี้ ว่าไปไม่สวยเหมือนหมู เหมือนหมา อะไรก็ตามใจเถอะนะ เขาว่าคุณไปแต่คุณก็เป็นคนสวยนี่ คุณจะเป็นหมูเป็นหมาไปตามคำเขาว่าไหม ผู้ถาม : ไม่เป็น ตอบ : ไม่เป็นน่ะ ไม่เป็นน่ะ ถ้าโกรธเป็นเลย ถ้าโกรธ เอา เป็นเลย ถ้าโกรธ เดี๋ยวเถอะเบี้ยว (คนฟังหัวเราะ) เบี้ยวตามที่เขาว่าไปแหง๋ๆเลย เห็นไหมคนเรานี่ มันไม่เข้าใจสัจธรรม แล้วมันเป็นอย่างนี้เสียหายนี่เพราะความโง่ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเข้าใจอย่างนี้แล้ว อย่าไปโกรธใครเขาเลย ใครเขาจะมาติเตียนเรา เขาจะมาชี้ขุมทรัพย์เรา เขามาฝึกเข้า มันเคย กิเลสมันเคยอยู่ในตัวเรา มันติดอยู่อย่างนั้น ไม่เข้มไม่แข็ง อะไรล่ะ แหม มันจะอ่อน มันจะท้อแท้ มันจะอย่างโน้นอย่างนี้ เบิกบาน อย่าหน้าด้านก็แล้วกัน (พ่อท่านหัวเราะ) อย่าหน้าด้านก็แล้วกัน อ่าน อ่านขุมทรัพย์ที่เขาชี้ อ่านคำติเตียน อ่านคำด่าของเขาตามความที่เขาถ้าเขาด่าว่ามาสาดเสียเทเสีย เขาต่อด่าว่าสาดเสียเทเสียหมายความว่าไร ด่าสาดเสียเทเสีย มาหมายความว่า ด่ามาไม่มีเหตุผล ไม่มีความหมายอะไรเลย ด่ามาขี้หมูขี้หมาอะไรก็ไม่รู้ ด่าด้วยความโกรธ ด่าด้วยความใส่ไคล้ ซึ่งไม่ได้เรื่องได้ราวเลย ไม่มีเหตุไม่มีผลอะไรเลย ด่าส่งๆ นะ เราก็เห็นแล้วคนนี้ด่าส่งๆดาเละๆ ด่าด้วยความโกรธนะ ส่วนมากด่าด้วยความโกรธ ไอ้ด่าส่งๆนี่ ด่าไปใหญ่เลย อะไรก็ไม่รู้ ไม่มีมูลความจริง ไม่มีเหตุ ไม่มีผลอะไรเลย ด่าเละนะ ใส่ไอ้ ไอ้คำด่าเป็นชุดอะไรของเขา ออกมาหยาบๆ คายๆอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งอันนี้เราก็สาดต่อเท่านั้นเอง ด่าสาดเสียเทเสีย ชื่อว่าด่าสาดเสียเทเสียก็เท สาดต่อ เพราะมันไม่ได้ประโยชน์อะไรนี่ รับฟังก็เท่านั้น พิจารณาดูก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ถ้าเขาด่าเขาติเตียนเขาโดยเฉพาะ ที่ถามมานี่ เขาชี้ขุมทรัพย์ ถ้าเขาชี้ขุมทรัพย์มาแล้ว จงน้อมรับด้วยความเต็มใจให้ดีๆ ไม่ต้องมายิ้มเย้ยยิ้มหยันอะไรก็ได้ รับฟังด้วยดุษณีดีๆ เออ เขาว่าอย่างนี้ แล้วเอามาตรวจจริงๆ ตั้งใจตรวจความจริง สรุปง่ายๆ ตั้งใจตรวจความจริงแล้วก็สรุปอีกอันหนึ่ง คือใครจะว่า ใครจะติ ใครจะเตียน ใครจะอะไรมาอย่างถูกหรือผิดยังไงก็แล้วแต่ คนที่มีปัญญาดีแล้วไม่หวั่นไหว ไม่โกรธ ไม่เคือง ไม่วูบไม่วาบอะไร
ถาม : พ่อท่านคะ ก็สิ่งที่เขาพูดมันมีข้อมูล มันมีมูลความจริงอยู่บ้าง แต่เขาใส่ไข่เกินความเป็นจริงอย่างนี้ ตอบ : ก็เป็นความใส่ไข่ของเขา ผู้ถาม : คนอื่นเข้าใจผิดนี่คะ ตอบ : อ้าว ก็นั่นแหละ ก็เขาใส่ไข่ คนอื่นเข้าใจผิด ถ้าใครโง่ เขาก็เข้าใจตามนั้น ตามที่เขาใส่ไข่ ถ้าใครไม่โง่ ก็หาความจริงเอาเองซิ หรือเราจะบอกเขาบ้าง มีโอกาสมีเวลาก็บอกการกล่าวแก้ กล่าวแก้ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านให้ทำเหมือนกันว่า ใครมาว่าเราเป็นอย่างนี้ ซึ่งไม่ใช่ความจริง โดยเฉพาะเป็นเรื่องผิด หรือเรื่องถูกก็ตาม พูดเกินความจริงอะไรก็ตาม เราต้องกล่าวแก้ แต่ต้องดูกาลอันควร บางทีมันโกรธๆ เคืองๆ แรงๆ อย่างนี้ ว่าฉับๆ มาเราไปกล่าวแก้ตอนนี้ไม่ได้ผลอะไรหรอก เฉยเขาไม่รับฟังด้วย เพราะฉะนั้น เราต้องดูต้องฉลาด ที่จะรู้กาลเทศะฐานะ คอยหาเวลาหรือว่ารู้จักเวลาที่จะกล่าวแก้ การกล่าวแก้นะ พระพุทธเจ้าอนุญาตแล้วก็ควรทำ ไม่ใช่แก้ตัว การกล่าวแก้คือแก้ แก้ไขให้มันถูกต้อง ให้มันชัดเจน ให้มันไม่ ไม่ใช่เรื่องผิดพลาดอะไรไปเท่านั้นเอง แต่ถ้าเผื่อว่า เราเองเราเห็นว่า เอ๊ย ไอ้นี่ ไม่ต้องกล่าวแก้หรอก ก็แค่นั้น ก็ปล่อยไปเถอะ มันก็ไม่จำเป็นอะไรมากมาย ประเดี๋ยวก็จะต้องถือตัวถือตนมากๆ แหม เขาว่านิดว่าหน่อยไม่ได้ ฉันจะต้องเป็นเดือดเป็นแค้น เป็นไม่เป็นสุขอยู่นั่นแน่ะ จะต้องไปแก้ไข ฉันไม่ได้เป็นอย่างนี้ นี่อย่างโน้น อย่างนี้ โอ๊ย มันเกินไป คนเราไม่มีอะไรไม่ราคิน ขนาดพระพุทธเจ้าแท้ๆยังราคิน พระพุทธเจ้ายังโดนว่าได้ ตัวเรามันใหญ่แค่ไหนกันเชียว หรือถือว่าน้ำหนักเยอะ (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ)
ถาม : คนที่รู้ว่ามีรักแล้วทุกข์ (พ่อท่าน : นั่นแน่ะ) ก็ยังรักอีก แบบนี้ ถือว่าดื้อไหมคะ แล้วจะแก้อย่างไรดีคะ
ตอบ : ก็ถือว่าดื้อน่ะสิ รู้ว่ารักมันเป็นทุกข์ ก็ยังรักอยู่นั่นเอง ยังไปรักอยู่นั่นเอง ก็เรียกว่ายังดื้อ เพราะฉะนั้น เมื่อรู้แล้วก็เลิกสิ เรากำลังเลิกอยู่นี่ เราก็รู้ว่าเราดื้ออยู่ และเราก็ต้องแก้ไขล้าง ปฏิบัติทางธรรมะ โดยเฉพาะ อาตมายืนยันนะว่าปฏิบัติจะให้เลิกกิเลสพวกนี้ ก็ต้องปฏิบัติในทางตรงเลย ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าให้ถูกจริงๆ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกแล้วมันไม่ได้ง่ายๆ เลยนะเรื่องนี้ มันเป็น มันเป็นเรื่องของกิเลส นี้พูดสดเลย แบ่งออกมาสิบมิติผัวะเสร็จแล้วก็พอบรรยายไปครั้งหนึ่ง แล้วก็เลยจำได้อีกที ทีนี้ไปบรรยายที่อื่นอีกสองแห่ง ที่วิทยาลัยครูที่เชียงใหม่นั่นเอง กับวิทยาลัยครูที่ทางอีสาน ไม่จังหวัดเลย หรือ ไม่ใช่บุรีรัมย์ จังหวัดเลยหรือจังหวัดอะไร ใน จำได้ว่าในโรงยิม ในโรงยิมฯอีกทีหนึ่ง แต่ว่า บรรยายสองครั้งนั้นแหละ เอาการบรรยายสองครั้งน่ะมาถอดเทป ถอดเทปแล้วก็เอามาเรียบเรียงออกมาเป็นเล่มนี้ มีทั้งปัญหาตอบคำถามอันนั้นด้วย มาเรียบเรียงอย่างนี้ เป็นหนังสือเล่มนี้โดยที่อาตมาว่า เขียนหนังสือแบบง่ายๆดีดีเหมือนกัน (พ่อท่านหัวเราะ) บรรยายเสร็จถอดเท็ปมาก็มาเรียบเรียง แล้วก็พิมพ์ออกมาเป็นเล่มเลย ง่ายดี ได้เป็นเล่ม จะเห็นได้วา ความรักนี่มันหลายระดับหลายอาการ หลายชั้นหลายลีลา หลายมิติจริงๆ ถ้าเราเข้าใจแล้ว เราจะรู้ว่าคนเรานี่อยู่คนเราก็มีความรักได้ ความรักอย่างดี ความรักชั้นสูง อย่างศานาอื่นๆ อย่างศาสนาคริสต์นี่ เขาถือว่าพระเจ้านี่ เป็นผู้ที่รักมนุษยชาติก็รักน่ะ รักอย่างนั้นน่ะ แต่รักขนาดของพระพุทธ- เจ้านี่นะ เป็นความรักที่ยังยังมีภาวะลึกซึ้งกว่านั้นอีก แค่พระเจ้านี่นะ อาตมาจัดให้อยู่ในระดับมิติที่เจ็ดเท่านั้นเอง เทวนิยม ความรักอย่างขนาดพระเจ้า เพราะฉะนั้น อันนี้ ยังมีอัตตา ความรักในชนิดพระเจ้านี่ ยังมีอัตตาเป็นเทวนิยม ศาสนาที่มีอัตตา มีเทวนิยมอยู่แค่นั้น ส่วนศาสนาพระพุทธเจ้านี่เลยไปลึกซึ้งซ้อนไปอีกกว่านั้น เป็นสัจจนิยม เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง เป็นเรื่องที่จนกระทั่ง สามารถที่จะลดละกิเลสลงไปได้ เพราะเห็นสัจจะก็เริ่มต้นแล้ว สูงกว่าพระเจ้าแล้ว ลดลง ลดลง ลด ลดเหตุปัจจัยที่จะเป็นอัตตาลงไป จนกระทั่งวิมุตินิยมเป็นความรักในระดับวิมุติ จนกระทั่งตีกลับอีก เป็นความรักในระดับพุทธภูมินิยม หรือว่าเป็นความรักในระดับโพธิสัตว์ ซึ่งจะช่วยอุ้มชูโลกอยู่ตลอดกาลนาน นี่เป็นความรักที่อาตมาเขียนแล้ว ดร.ป๋วย อ่านมีคนถาม บอกว่าเป็นยังไง หนังสือความรัก 10 มิติ คนถาม ดร.ป๋วย ดร.ป๋วยบอกว่าก็ดี แต่ไม่เห็นด้วยเลย ในความรักมิติที่หนึ่ง เพราะแกมีเมีย (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) ดร.ป๋วยนะ ค้านแย้งอยู่ความรักมิติที่หนึ่ง บอกว่าไม่เห็นด้วยนะ บอกก็ดี แต่ว่าไม่เห็นด้วยความรักมิติที่หนึ่ง ว่างั้น ก็คงจะโดนแทงใจดำ โดน โดนอะไรบ้าง เพราะว่าแกไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้ ไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ไม่ได้คิดไอ้เรื่องนี้ว่า จะออกจากเรื่องนี้จนได้ คือไม่ได้คิดในแง่ศาสนาเลย ถ้าคิดในแง่ศาสนาพุทธนะ อาตมาไม่รู้ว่า ดร.ป๋วย นี่พุทธหรือเปล่า ศาสนาพุทธหรือเปล่า อาตมาไม่ทราบนะ ถ้าเผื่อว่า เป็นศาสนาพุทธนะ จะไม่ค่อยค้านแย้งเรื่องนี้ เพราะว่าศาสนาพุทธเรานี่ แค่ฆราวาสนี่ ศีลห้าสูงกว่า ศีลห้าเราก็รู้แล้ว ศีลห้าเราก็รู้แต่ว่าเรายัง... เรายังยอมอยู่ใช่ไหม ใครที่สูงกว่าศีลห้า ศีลข้อสามก็สูงขึ้นไปเป็นศีลแปดนี่ เราก็รู้แล้วว่า เรื่องนี้ มันคืออะไร เพราะฉะนั้น ความรักมิติที่หนึ่งนี่ ชาวพุทธเราที่ดีๆจริงๆแล้ว ไม่ค้านแย้งเท่าไหร่ นอกจากชาวพุทธที่เก๊ๆเท่านั้นเอง เอ้า นี่ ก็เรื่องความรักนะ มันเป็นทุกข์ก็ต้องล้างมันอย่างที่ว่านี่แหละ
ถาม : ทำวิบากกรรมข้อใด ทำให้เกิดมาเป็นคนอ้วนครับ (คนฟังหัวเราะ) ตอบ : ใครล่ะอ้วน ผู้ชายด้วยนี่ ครับ หา! ใครถามมาคนนั้นอ้วนหรือเปล่า หรือ ถามแทนคนอื่น (พ่อท่านหัวเราะ) เอ๊อ ไม่เห็นใครค่อยอ้วนเท่าไหร่นะ มางานนี้ เหอ! (คนฟังหัวเราะ) ไม่เห็นมีใครอ้วนเท่าไหร่ผู้ชาย หรือผู้หญิงแกล้งเขียนว่าครับ (คนฟังหัวเราะ) ไม่อยากให้ใครจับได้ว่าเป็นเรา ปลอมตัวหรือเปล่า (พ่อท่านหัวเราะ) เหอ! ทำวิบากกรรมข้อใด ทำให้เกิดมาเป็นคนอ้วนครับนะ อ่า! วิบากในปัจจุบันนี้ก็คือกินมาก นอนมาก วิบากข้อที่กินมาก นอนมากในปัจจุบันนี้ ไม่ต้องเอาวิบากข้อเก่าๆ แก่ๆข้อไหนข้อนี้ก็ยืนยันได้ กินมาก นอนมาก ออกกำลังน้อย ทำงานน้อย รับรองอ้วน อ้วนแน่ๆ กินมากนอนมาก นี่อ้วนแน่ๆ ไม่มีทางเอาวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ก็ได้ ถาม : ต้องโกรธบ่อยๆ ตอบ : หา! อ๋อ วิธี แต่ถ้าลดความอ้วนคือโกรธบ่อยๆ เหรอ โอ๋ จำเริญ (คนฟังหัวเราะ) แหม วิธีการลดความอ้วน ให้โกรธบ่อยๆ แหม คุณอาจจะลดความอ้วนได้จริง เพราะจ่ายแคลลอรี่นี่จริง โกรธบ่อยๆนี่ จ่าย โกรธทีหนึ่งจ่ายแคลลอรี่เยอะ เยอะนะ รัก รักมากๆนี่ รักที่เป็นกามด้วยนะ มากๆนี่ ก็จ่ายแคลลอรี่มากเหมือนกัน เหมือนกัน รักมากๆ โกรธมากๆ นี่มีอาการ อารมณ์อย่างนั้นเกิดขึ้นแรงๆมากๆนี่ จ่ายแคลลอรี่เยอะ คุณจ่ายแคลอรี่ คุณลดความอ้วนได้จริง แต่คุณเอากิเลสเพิ่มเติมเข้าไป โอ้โฮ! ขาดทุนยับเยินเลย ได้ลดความอ้วนจริง แต่ว่ากิเลสหนาขึ้นคุ้มกันเหรอ ไม่คุ้มอย่าทำ แนะนำมาดีนัก (คนฟังหัวเราะ) นะ อย่าทำ อย่าไปเอาเป็นอันขาด อย่างนั้นน่ะ ก็พยายามปรับปรุงนะ เพราะฉะนั้น ศาสนาพุทธเราถึงได้สอนเรื่องกิน เรื่องนอน สอนเรื่องกิน เรื่องนอนจริงๆนะ ศาสนาพระพุทธเจ้านี่ ท่านสอนเอาไว้ใน อปัณณกธรรม 3 อปัณณกธรรม หมายความว่า ธรรมะที่ปฏิบัติไม่ผิดสามข้อ ข้อที่หนึ่ง สำรวมอินทรีย์หก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ให้สังวรณ์สำรวมปฏิบัติเพื่อรู้ กระทบสัมผัสแล้วก็เราจะต้องรู้อารมณ์ว่ามันเกิดกิเลส โกรธ โลภ หลงอะไรให้ชัดเจน แล้วก็ละลด นั่นเป็นวิธีการปฏิบัติตรงๆเลยของพระพุทธเจ้า ข้อที่สอง โภชเนมัตตัญญุตา รู้จักการกิน พิจารณาการกิน ประมาณการกิน ลดละแล้วก็รู้เท่าทัน รูป กลิ่น รส อะไรของมัน นี่ ที่สัมผัสพวกนี้ เวลากินนี่ โอ๊ กิเลสมันมาก รูปน่ากิน ก็เป็นกิเลส สีน่ากินก็เป็นกิเลส กลิ่นน่ากิน รสไปแตะลิ้นแล้วน่ากิน สัมผัส แหม น่ากิน จับต้องดูแล้วน่ากิน ไอ้ ไอ้ ของกินน่ะ อาตมาพยายามคิดมาก พยายามพิจารณาแล้วนะว่า ไอ้เสียงน่ากินนี่มันไม่ค่อยมีในตัวอาหาร ในตัวของที่จะกินนี่ เสียง เสียงในนัวของมัน มันไม่มีเสียงอะไรมาให้กินหรอก ทำไมอาหารมันร้องเองได้ด้วยเหรอ มันมีเสียงของมันด้วยเหรอ เสียงริน ก็รินมันเป็นการกระทบชนิดหนึ่ง ไม่ใช่เสียงอาหาร ในตัวเสียงกรอบๆน่ะ คุณเคี้ยว (คนฟังหัวเราะ) มันกรอบตรงที่คุณเคี้ยว การเคี้ยว ปฏิกิริยาของการเคี้ยว มันไม่ใช่ตัวอาหารนะ อาหารมันจะต้องเป็นตัว พอมันเกิดผัสสะ มันเกิดอะไรขึ้นมาแล้ว มันก็มีเสียงให้น่ากิน มันไม่มีนะ มันรสมันมีนะ สีมันมี กลิ่นมันมี ออกมาฉุยเลยแหละ กลิ่นมันมี แตะลิ้นมันก็เป็นรสสัมผัส จะสัมผัสลิ้น สัมผัสกายอะไรก็ตามใจมันมี แต่เสียงนี่ไม่มี ร้านอาหารนี่ถึงเอา เอาไอ้องค์-ประกอบ เอาวงดนตรีไปประกอบให้มันครบกามคุณ 5 มันขาดอยู่เสียง ก็เลยเอาประสมประเส ปุโรปุเร เอาเสียงไปประกอบ มีดนตรีประกอบ กินข้าวเคล้าเสียงเพลง กระเป๋าแฟบ (พ่อท่านและคนฟังหัวเราะ) กินข้าวเคล้าเสียงเพลง กระเป๋าแฟบ เพราะฉะนั้น การพิจารณาอาหารกิน เป็นการปฏิบัติธรรม เป็นการปฏิบัติธรรม อันที่สาม ชาคริยานุโยคะ เพราะฉะนั้น การปฏิบัติธรรมนี่ เรื่องการกิน การนอนนี่ โดยตรงเลย คุณพิจารณา แล้วก็พยายามประมาณ พยายามลดละ รับรองลดอ้วนได้แน่ มัวแต่ไปร้องเพลงไม่อ้วนเอาเท่าไหร่ล่ะ รับรองเลย ร้องคอแตกก็ไม่มีทางหายอ้วน (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) ไปร้องต่อว่ากัน ไปร้องประชดประชันกันยังไงก็ไม่มีทางหายอ้วน ถ้าไม่ปฏิบัติให้มันถูกทางนะ ก็เหมือนกันกะไอ้ที่ถามว่า เขาชี้ขุมทรัพย์นั่นแหละ เราจะเห็นความจริงให้ได้ว่าเราเองนี่ อาการเครียดนี่ อาการที่ไม่วางกลางๆ เหมือนเวลาเขาชี้ขุมทรัพย์เรา เราไม่ทำใจวางกลางๆ นี่ เราจะไม่เกิดปัญญา แล้วเราก็จะเกิดทุกข์ มันเป็นทุกข์นะ มันเป็นทุกข์ ไม่เกิดปัญญาอะไรต่อหรอก ตื้อๆ อยู่นั้นน่ะ มุ่นๆอยู่นั่นน่ะ เพราะฉะนั้น เวลาเราเครียดนี่ก็เหมือนกัน เราต้องพยายามวางใจ เปลี่ยนแปลงอารมณ์ ไอ้เครียดนี่ อาตมาเคยพูด เคยบอกนะว่าอาตมานึกไม่ ไม่ออกโดยตรงเหมือนกัน เพราะอาตมาเกิดมาไม่เคยเครียด เครียดนี่ มันสงสัยเป็นโรคชนิดใหม่ ในสมัยใหม่นี่ หรือไงไม่รู้ สมัยเก่าๆ ก็อาตมาก็ไม่เคยมีอารมณ์เครียดๆ ที่ชื่อว่าเครียดนี่ อาตมานึกไม่ออกว่าเป็นยังไง เครียด แต่เดาเอาตามที่เขาพูดกันว่า เขาเป็นคนที่มันนี่เขาบอกไอ้นี่เครียดเหรอ เขาเห็น เขาหน้าจืดๆ หน้าเข้มๆ เขียวๆ มันยังไงเซ็งๆเบื่อๆ อาตมาเห็นท่าทีคนอย่างนั้นน่ะ อาตมาก็เอาตาม ดูเท่าที่สัมผัสได้ ก็คิดว่า เขาคงจะเป็นอย่างนั้น แต่โดยหลักของศาสนาแล้ว มันก็ไม่มีการ มันไม่ใช่เรื่องยากอะไรที่จะรู้ว่มันเหตุมาจากอะไร เหตุมาจากความไม่สมใจนั่นแหละเป็นหลักเครียดนี่ เหตุเรื่องไม่สมใจ เพราะฉะนั้น เราก็จะต้องพยายามปฏิบัติตนเอง คลายใจ ตรวจให้ได้ว่าเรามันมีอะไรที่สะสมลงไปในความไม่สมใจ ถ้าหลายๆเรื่องหมักหมมเข้ามากๆ มันก็เลยกลายเป็นความกดดันมากๆ ก็เลยเรียกว่ามันก็เครียดก็ได้ กดดันมากๆ จะทำอย่างไร ก็จะต้องรู้ให้ได้ว่าอย่างนั้นคือความโง่ของเรา ที่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive